เครื่องกรองอากาศเมื่อใช้งานไปจนถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนไส้กรอง แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เดิมทีความสงสัยนี้เกิดจากการจินตนาการว่า ไส้กรองอากาศสภาพใหม่เอี่ยมจะมีความสามารถในการกรองอากาศได้ดีตามสเป็ค และหากเริ่มใช้ไปสักเล็กน้อย พอให้เริ่มมีฝุ่นสะสม ช่องว่างที่จะปล่อยอากาศผ่านไปก็คาดว่าจะเล็กลงน่าจะมีผลให้ไส้กรองอากาศสามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้ดีขึ้น ซึ่งประเด็นนี้คิดเอง
เปรียบเทียบเหมือนน้ำไหลลงท่อ ทันทีที่เทเศษอาหารพร้อมน้ำลงอ่างล้างจาน น้ำจะไหลได้เร็ว แต่สักพักเมื่อเศษอาหารเริ่มสะสมที่ฝาท่อก็จะทำให้ทำให้น้ำไหลทิ้งได้ช้าลง อาจจะทำให้ทางน้ำไหลเล็กลงจนเศษอาหารที่มีขนาดใหญ่กว่าผ่านช่องนั้นไม่สามารถผ่านได้ ก็จะเหมือนท่อน้ำทิ้งมีการกรองที่ละเอียดขึ้น ไส้กรองอากาศก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน
จากการทดลองไส้กรองอากาศที่ใช้งานมานาน มีฝุ่นจับจนกระดาษกรองสีขาวกลายเป็นกระดาษสีดำ พบว่าอากาศไหลผ่านยากขึ้น ไส้กรองยังคงกรองฝุ่นได้ สามารถลดฝุ่นได้จากในวิดีโอที่ทดลอง อากาศในห้องอากาศที่ไหลเข้าเครื่องกรองมีค่าฝุ่น pm2.5 วัดได้ประมาณ 20 หน่วย อากาศที่ไหลผ่านไส้กรองเก่าออกมาวัดค่าฝุ่นได้ 4 หน่วย นั่นหมายความว่าการกรองอากาศยังทำงานได้อยู่ แต่เมื่อเทียบกับไส้กรองสภาพใหม่เอี่ยม อากาศที่ไหลผ่านออกมาจะมีค่าฝุ่นต่ำที่สุดหรืออยู่ที 1 หน่วยเท่านั้น เหตุการณ์ไส้กรองใหม่กับไส้กรองเก่ามีสิ่งให้คิดดังนี้
ไส้กรองที่เก่า เต็ม ตัน มันจะทำให้อากาศสกปรกไหลผ่านได้ยาก พอไหลผ่านได้ยาก แต่พัดลมยังคงทำงานนั่นก็ทำให้มีแรงดูดฝั่งไส้กรอง อากาศที่ไม่ผ่านการกรองก็จะล้นและถูกดูดไปถึงพัดลม เพราะไหลเข้าไส้กรองยากนั่นเอง อากาศที่ทางออกจึงมีฝุ่นปนออกมาด้วย ทำให้ค่าฝุ่นแทนที่จะน้อยที่สุดหรือเป็น 1 หน่วยบนเครื่องวัด กลายเป็นมีฝุ่นผสมออกมา เครื่องวัดจึงวัดค่าฝุ่นได้ 4 หน่วย คาดว่าถ้ายังคงใช้ต่อไป ฝุ่นที่ออกจากเครื่องกรองก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดฝุ่นผ่านไส้กรองไมไ่ด้ ก็จะมีฝุ่นล้นออกไปที่ทางออกเป็นจำนวนมากเหมือนไม่ได้กรองนั่นเอง ดังนั้นเพื่อให้เครื่องกรองทำงานลดฝุ่นได้มีประสิทธิภาพสูงสุดก็ควรจะเปลี่ยนไส้กรองตามอายุการใช้งาน ซึ่งผู้ผลิตจะมีตัวเลขระบุไว้ หรือเครื่องกรองก็จะมีตัวนับเวลาและจะแสดงผลเตือนเมื่อถึงเวลาเปลี่ยน
Discover more from Pockethifi's Blog
Subscribe to get the latest posts sent to your email.