สอนใช้แฟลชถ่ายภาพ ตอนที่1 manual flash

ในการถ่ายภาพเราจะต้องมีแสงที่เพียงพอให้กับฟิล์ม ถ้าเราถ่ายภาพกลางวันในที่โล่งแจ้ง สภาพแสงจะมากจนเราสามารถใช้กล้องถ่ายรูปตัวไหนก็ถ่ายภาพได้ สปีดชัตเตอร์อาจจะสูงถึง 1/125 วินาที หรือ 1/90 วินาที คู่กับรูรับแสง f11 ฟิล์มความไว iso200 ซึ่งกล้องคุณภาพดีระดับโปรไปจนถึงกล้องพลาสติกจำพวก toy camera ก็มักจะถ่ายภาพที่ความเร็วแบบนี้ ภาพกลางวันมักจะให้แสงที่พอดี ได้ภาพที่น่ามอง แต่ถ้าสภาพแสงน้อยลง อาจจะเป็นตอนเย็น ตอนเมฆปกคลุมหนาแน่นมาก หรือตอนพระอาทิตย์ตกไปแล้ว สภาพแสงที่วัดแสงพอดีอาจจะต้องใช้ชัตเตอร์สปีดหรือความไวชัตเตอร์ที่นานมากขึ้น หรืออาจจะหลายวินาทีเพื่อให้แสงพอดีบนฟิล์ม ถ้าเราไม่ใช้ขาตั้งกล้องเราจะไม่สามารถเก็บภาพได้เลย หรือการถ่ายภาพคนก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะคนเราไม่สามารถยืนนิ่งเป็นวินาทีหน้ากล้องได้ ภาพที่บันทึกได้ก็จะเบลอ เพราะฟิล์มมีความไวแสงตายตัว เราเปลี่ยนความไวแสงของฟิล์มที่กำลังใช้งานในกล้องไม่ได้ จุดนี้มันคือความแตกต่างของกล้องฟิล์มกับกล้องดิจิทัล

การถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยจนถ่ายภาพต่อไม่ได้ แต่ยังคงต้องการได้ภาพทำให้มีการสร้างแหล่งกำเนิดแสงเฉพาะกิจขึ้นมา นั่นคือไฟแฟลช แฟลชจะทำหน้าที่ส่องแสงปริมาณมากๆในช่วงเวลาสั้นให้กับเรา ทำให้ภาพวัตถุหรือภาพคนมีความสว่างขึ้นมาเหมือนถ่ายตอนกลางวัน ทำให้เราสามารถเก็บภาพได้ โดยพื้นที่ที่โดนแสงแฟลชอย่างเพียงพอจะให้ภาพสีสันปกติ แต่พื้นที่ที่ไม่ได้รับแสงแฟลช หรือ โดนแสงแฟลชเพียงเล็กน้อยก็จะมีความมืดกว่าปกติ และอาจจะกลายเป็นสีดำเหมือนไม่โดนแสงเลยก็ได้

IMG_3855
000044
000034
000070
000050

ตัวอย่างภาพที่ใช้แฟลชตอนแสงน้อย

แฟลชที่ทำงานแบบพื้นฐานที่สุดคือยิงแสงแฟลชทันทีตามชัตเตอร์กล้อง แฟลชแยกที่ซื้อมาติดกับกล้องจะทำงานด้วยระบบพื้นฐานได้เสมอ นั่นคือไม่มีลูกเล่นใดๆ เมื่อเปิดแฟลชให้ทำงาน แฟลชจะชาร์จพลังงานหรือประจุไฟจากแบตเตอรี่ให้มีกำลังมากที่สุดตามสเป็ค และจะยิงแสงด้วยกำลังสูงสุดของตัวมัน เมื่อยิงแฟลชออกไปแล้วก็ต้องใช้เวลาหลายวินาทีเพื่อชาร์จไฟสำหรับเตรียมยิงแฟลชครั้งต่อไป ส่วนมากแฟลชจะใช้เวลาประจุไฟฟ้าประมาณ 5-10 วินาที เราเรียกแฟลชพื้นฐานแบบนี้ว่าแฟลชแมน่วล หรือ manual flash

ส่วนแฟลชที่ติดมากับกล้องโดยมากก็จะเป็นแฟลชแมน่วลกำลังไฟไม่มาก ถ้าทันสมัยสักหน่อยก็จะมีระบบตัดแสงแฟลชแบบ Auto ในกล้องคอมแพ็ค หรือไม่ก็ระบบแฟลช TTL ในกล้อง SLR กลับไปที่กล้องกับแฟลชแมน่วลเมื่อยิงแสงแฟลชแล้วก็ต้องรอประจุไฟสักหน่อยแล้วค่อยทำงานต่อ กล้องฟิล์มจะมีความสามารถในการรับแสงที่ยืดหยุ่น แฟลชมากไปหรือน้อยไปเล็กน้อยก็ยังให้ภาพที่ดูรู้เรื่องใช้งานได้ แต่ถ้าเราอยากจะยิงแสงแฟลชอย่างแม่นยำ เราก็ควรศึกษาวิธีทำงานของแฟลชและวิธีการปรับกล้องให้รับแสงแฟลชได้พอดีเราจึงจะควบคุมความสว่างแสงแฟลชได้ดังใจ

กำลังส่องสว่างของแฟลชเราจะเรียกว่าไกด์นัมเบอร์ ตัวย่อภาษาอังกฤษคือ GN ซึ่งจะต้องกำหนดมาจากสเป็คผู้ผลิตเลย แฟลชติดกล้องมักจะมีไกด์นัมเบอร์ประมาณ 5.6 หรือ อย่างมากก็ 8 ที่ฟิล์ม iso 100 แฟลชภายนอกที่ซื้อมาเพิ่มก็จะมีไกด์นัมเบอร์ 8 – 22 แล้วแต่ขนาด เมื่อใช้แฟลชถ่ายภาพเราจะต้องเลือกรูรับแสงให้เหมาะสมกับระยะห่างของวัตถุด้วย โดยจะคำนวณจากสูตรนี้

05c042dd-feae-4b7d-a8a8-1b181392d899


GN = รูรับแสง(f) x ระยะทาง(เมตร)

เช่น ค่า GN = 8 และกล้องของเราใช้รูรับแสง f4 เราจะต้องให้ระยะทางระหว่างแฟลชกับวัตถุห่างกัน 2 เมตร ตามสมการ

8 = 4 x 2เมตร

นั่นหมายความว่ากล้องที่มีแฟลชในตัวกำลังไฟแฟลช GN = 8 ใส่ฟิล์ม iso 100 เมื่อเราจะถ่ายคนที่ระยะห่าง 2 เมตรจากแฟลช เราจะต้องปรับรูรับแสงไปที่ f4 ความไวชัตเตอร์เท่ากับความไวที่กล้องกำหนดว่าให้ใช้งานกับแฟลช บางตัวอาจจะกำหนดค่าไว้ที่ 1/125 วินาที แต่ถ้าเราใช้ฟิล์ม iso200 เราจะต้องใช้รูรับแสง f5.6 หรือ แคบลงกว่าค่าที่คำนวณได้อยู่ 1สต๊อป

แต่ถ้าเราปรับรูรับแสงไปที่ f8 ในกล้องใส่ฟิล์ม iso100 สมการจะคำนวณออกมาได้เป็นระยะยืนห่าง 1 เมตร ถึงจะได้แสงพอดี

8 = 8 x 1เมตร

ถ้าเราใช้รูรับแสงกว้างขึ้น ระยะทางที่แฟลชทำงานได้ก็จะไกลขึ้น ตอนใช้แฟลชช่างภาพจะต้องเลือกระยะยืนและรูรับแสงที่ใช้ให้เหมาะสมกันเพื่อรักษาความสว่างของแฟลชให้พอดี

แฟลชแมน่วลใช้แก้ปัญหาให้กับการถ่ายภาพได้ดี และได้รับการเพิ่มความสามารถเข้าไปอีกอย่างหนึ่งคือใส่ระบบ Auto เข้าไปด้วย จนมีชื่อเรียกว่า Flash Auto โดยจะมีการใส่เซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชเอาไว้ที่ตัวแฟลชด้วย เพื่อทำการวัดค่าแสงสะท้อนแฟลชจากวัตถุ ถ้าความสว่างมากพอตามค่าที่ตั้งไว้แฟลชก็จะหยุดปล่อยแสง หรือตัดการทำงาน ภาพที่ได้ก็จะได้แสงสว่างพอดี ยกตัวอย่างเช่น แฟลชค่า GN = 8 เรารู้ว่าเราสามารถถ่ายภาพที่ f4 ได้ไกล 2 เมตร แต่ถ้าเราเปิดรูรับแสง f4 และถ่ายใกล้แค่ 1 เมตร แฟลชทำงานได้เพียงพอแน่นอน และจะสว่างเกินไปด้วยหากแฟลชทำงานเต็มที่ Flash Auto ที่มีเซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชจะวัดค่าแสงสะท้อนและเมื่อแสงสว่างจากแฟลชพอดีที่ f4 แล้วแฟลชจะหยุดยิงแสงทันที ทำให้เราสามารถใช้ Flash Auto ถ่ายวัตถุใกล้ๆได้โดยไม่ต้องคำนวณระยะทางเอง

IMG_0257

ยกตัวอย่างแฟลชที่ขายแยกและมีความสามารถใช้เป็น Flash แบบแมน่วล และสามารถใช้งานแบบ Flash Auto ได้ด้วย ตัวอย่างแฟลชของ vivitar รุ่น 2700 ในปัจจุบันคงไม่มีขายแล้ว เจ้าตัวนี้เป็นแฟลชแมน่วลที่ตั้งการทำงานแบบ Auto ได้ 2 ค่า ด้านหน้าจะเป็นตัวเลื่อนระบบการทำงานระหว่าง manual และ auto มีรูวงกลมเป็นเซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชที่สะท้อนกลับมาเพื่อใช้กับการทำงานแบบ Flash Auto

IMG_0267

ถ้าเราจะใช้เป็น Flash manual ให้เลื่อนสวิตซ์เลือกด้านหน้ามาที่คำว่า M แต่ถ้าจะให้ทำงาน Auto ก็เลือกไปที่สีแดง หรือ สีน้ำเงินก็ได้ โดยสีแดงจะทำงานกับรูรับแสง f 2.8 ส่วนตำแหน่งสีเขียวจะทำงานกับรูรับแสง f 5.6 ด้านหลังแฟลชจะมีตารางอธิบายวิธีใช้งานเอาไว้ ให้เราดูตัวเลขตามตารางด้านหลังได้เลยหากเราไม่อยากคิดคำนวณเอง นอกจากตารางแล้วก็จะมีไฟอีกดวงทางซ้ายคือไฟ Auto Check ที่เอาไว้ตรวจสอบว่าแฟลชยิงแสงออกไปพอดีไหม กับปุ่ม Ready Lamp เป็นไฟแสดงผลว่าชาร์จพลังงานเต็มที่แล้วพร้อมใช้งาน ถ้าไฟนี้ยังไม่ติดแปลว่าแฟลชยังประจุไฟไม่พอ ต้องรอจนกว่าจะไฟติดจึงค่อยใช้งาน ยังมีปุ่มสีขาวด้านล่างสุดสำหรับกดให้แฟลชทำงานโดยไม่ต้องใช้กล้อง เพื่อใช้เช็คกำลังไฟในระบบ Autoได้โดยที่กล้องไม่ต้องลั่นชัตเตอร์ ใน Flash รุ่นที่สูงกว่านี้ แพงกว่านี้ ลูกเล่นเยอะกว่านี้ จะมีหน้าจอให้เรากดตั้งค่าที่ละเอียดจนสามารถเลือกค่าการทำงานกับรูรับแสงเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เลนส์เรามี สามารถเลือกความไวฟิล์มที่ต้องการได้เลย พวกแฟลชลูกเล่นสูงเหล่านี้เคยมีราคาสูงมากแต่ปัจจุบันก็เป็นของมือสองที่ราคาต่ำเตี้ยหาซื้อได้ไม่ยาก

IMG_0262

ยกตัวอย่าง กล้องเราใช้ฟิล์ม iso200 ยืนห่างจากวัตถุประมาณ 3 เมตร ดูจากตารางเราจะต้องใช้รูรับแสง f11 ที่การยิงแฟลชแรงสุด ส่วนความไวชัตเตอร์ก็อยู่ที่ค่าความไวซิงค์แฟลชหรือความไวชัตเตอร์สัมพันธ์กับแฟลช ซึ่งกล้องแต่ละตัวจะมีความไวที่ทำงานกับแฟลชได้เร็วที่สุดไม่เท่ากัน อย่างกล้อง Nikon fm2n จะมีค่าความไวซิงค์แฟลชอยู่ที่ 1/250 วินาที เราใช้ค่านี้ได้เลย หรือ ใช้ค่าความไวชัตเตอร์ที่ช้ากว่านี้อย่าง 1/125 หรือ 1/60 วินาทีก็ได้ ค่าความไวชัตเตอร์มักไม่ค่อยมีผลมาก ยกเว้นการถ่ายภาพบางลักษณะที่ต้องการผลของฉากหลังด้วยก็ค่อยคิดเรื่องความไวชัตเตอร์ที่เหมาะสมอีกที (การเลือกค่าความไวชัตเตอร์เพื่อหวังผลให้วัดแสงธรรมชาติพอดีด้วยจะเป็นเทคนิคการใช้แฟลชอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า slow sync ซึ่งจะยังไม่อธิบายในบทความนี้)

แต่ถ้าเราไม่อยากเปิด f11 เพราะรู้รับแสงแคบไป หรือเพราะเราอยากเปิดรูรับแสงกว้าง ถ้าเลนส์ของเรามีค่ารูรับแสงกว้างสุดที่ f2.8 และเราอยากใช้ค่านี้ เราจะต้องเปลี่ยนไปใช้แฟลช Auto เลื่อนโหมด Auto ไปที่สีแดง แล้วตารางระบุว่าให้เราเปิดรูรับแสงที่ f4 เพราะตอนนี้เราใช้ฟิล์ม iso200 ถ่ายด้วยค่านี้ แฟลชจะยิงแสงออกไปแล้วเซ็นเซอร์จะวัดแสงสะท้อนแฟลช เมื่อความสว่างจากแฟลชตรงกับค่าบนตารางตัวแฟลชก็จะหยุดปล่อยแสง ภาพจะได้แสงพอดีที่ f4 ผลก็คือ แฟลชไม่ต้องทำงานเต็มกำลัง เราสามารถถ่ายต่อเนื่องได้ทันทีเพราะประจุไฟฟ้าที่สะสมอยู่ใช้ไปไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นยังเหลือพลังงานสำหรับการยิงแฟลชได้อีกครั้ง เราสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้อีกภาพก่อนที่พลังงานแฟลชจะถูกใช้ไปจนหมด

แฟลชแยกภาพนอกมีตัวเช็คสภาพแสง Auto Check ให้เราด้วย ถ้าไฟจุดนี้สว่างเป็นสีเขียวจะหมายถึงแสงแฟลชบนภาพสว่างเพียงพอ แต่ถ้าไฟจุดนี้ไม่ติดแสดงว่าแสงแฟลชไม่พอ เราต้องขยับเข้าใกล้วัตถุมากกว่าเดิมอีกสัก 1 เท่าตัวหรือลดระยะห่างให้น้อยลงเหลือครึ่งทางหรือน้อยกว่านั้น เราต้องขยับเข้าใกล้แบบมากขึ้นจนกว่าจะทดสอบแฟลชแล้วไฟ Auto Check ติด

แฟลชแบบแมน่วลจะให้ความแม่นยำที่สุดตามการคำนวณ ส่วนแฟลชแบบออโต้จะให้ความสะดวกและให้ความแม่นยำพอใช้ได้ถ้าระยะทำการไม่ห่างเกินไปและวัตถุไม่เล็กเกินไป แต่ยังคงมีความผิดพลาดได้จากการที่วัตถุมีสีอ่อนหรือสีเข้มเกินไปจะทำให้การวัดแสงสะท้อนจากแฟลชคลาดเคลื่อนซึ่งต้องใช้เทคนิคการชดเชยแสงแฟลชมาแก้ปัญหา ยังมีลูกเล่นแบบอื่นอีกหลายอย่างที่จะทำให้การถ่ายภาพด้วยแฟลชมีความแม่นยำมากขึ้น แฟลชลูกเล่นเยอะที่ทำงานกับกล้องที่ลูกเล่นเยอะจะใส่วิธีการวัดแสงแฟลชที่สะท้อนออกจากห้องฟิล์มในกล้องจะให้ความละเอียดและแม่นยำมากขึ้นอีกและมีชื่อเรียกว่าระบบแฟลชทีทีแอล TTL หรือย่อมาจากคำว่า Through the lens คือวัดแสงแฟลชที่วิ่งผ่านเลนส์ไปถึงฟิล์มและสะท้อนแผ่นฟิล์มไปยังเซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชที่อยู่ในกล้อง

IMG_7864
แฟลชแยกออกจากกล้อง เพื่อให้ดูว่ามีกำลังการส่องสว่างระดับไหน ความสว่างขึ้นอยู่กับค่าความไวขอฟิล์ม หรือ iso ของกล้องดิจิทัลด้วย

สมัยก่อนถ่ายภาพด้วยฟิล์มจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีของแฟลชที่สูงมากเพื่อให้ยิงแฟลชได้กำลังไฟที่แม่นยำ พัฒนาการของแฟลชจึงสูงลิบ คู่มือการใช้แฟลชจะหนากว่าคู่มือกล้องเสียอีก เพราะการถ่ายภาพด้วยฟิล์มจะไม่เห็นภาพจนกว่าจะล้างฟิล์มแล้วอัดภาพออกมาเป็นกระดาษ พอเปลี่ยนมาเป็นยุคของกล้องดิจิทัลที่เห็นภาพทันที แฟลชน้อยไปก็เดินเข้าไปใกล้หน่อยแล้วถ่ายใหม่เลย ถ่ายจนกว่าจะได้ความสว่างที่ต้องการ ความจำเป็นในการใช้แฟลชอย่างแม่นยำในการถ่ายภาพครั้งเดียวแล้วได้ตามต้องการเลยก็เลยไม่จำเป็นอีก เทคโนโลยีแฟลชบางอย่างก็เลิกใช้งานไป แต่ข่าวดีคือเทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงมีให้ใช้อยู่ในอุปกรณ์ยุคใหม่ แต่มือใหม่ยุคกล้องดิจิทัลอาจจะไม่รู้ประวัติของเทคนิคเหล่านี้ ไม่ได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ ถ้าเรารู้เทคนิคการใช้แฟลชที่ถูกต้อง เราจะสามารถสร้างสรรค์ภาพได้อีกหลายแบบ

ใช้แฟลชปรับปรุงภาพ

PHOTO_COLLAGE1553348756275

สองภาพนี้เป็นรูปของพ่อผมเองที่นั่งอยู่ในห้องพักโรงพยาบาล จากการป่วยหนักอยู่หลายวัน พอถึงวันที่จะออกก็นั่งเล่นอ่านหนังสือพิมพ์สบายใจ ผมไปรับพร้อมกล้องถ่ายรูป ช่วงนั้นพกกล้อง yashica 635 ติดตัว เป็นกล้องที่ถ่ายภาพขนาด 6x6cm ใช้ฟิล์ม 120 ฟิล์ม 1 ม้วนจะถ่ายได้ประมาณ 10 ภาพ

ภาพแรกถ่ายตอนที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ริมหน้าต่าง แสงจากด้านนอกสว่างมาก ส่วนแสงในห้องก็อยู่ในระดับปกติ หากเทียบกับแสงภายนอกก็น่าจะมีความแตกต่างกันหลายสต๊อป เลยตัดสินใจถ่ายภาพเลือกค่ารูรับแสงที่พอดีกับการใช้แฟลชที่พกมาด้วย เจตนาภาพหลักคือภาพที่ใช้แฟลช แต่ถ่ายภาพแรกถ่ายโดยปิดแฟลชเสียก่อน ได้ภาพแรกแล้วก็หยิบแฟลชขึ้นมา เสียบสายซิงค์กับกล้องแล้วปรับตั้งแฟลชให้ส่องขึ้นเพดานห้อง ตั้งใจใช้เทคนิคการเบ๊าซ์แฟลชเพื่อให้แสงแฟลชสะท้อนเพดานและแสงจะมีความนุ่มนวล ตั้งค่าของแฟลชเป็นแบบ Auto 2.8 คือแฟลชจะยิงแสงออกไป และมีเซ็นเซอร์หน้าแฟลชคอยวัดค่าแสง เมื่อค่าความสว่างบนวัตถุหรือตัวแบบพอดีกับค่า f2.8 ก็จะตัดการทำงาน ถ่ายเสร็จก็ได้ภาพสีสวยแบบภาพที่สอง

เพดานห้องพักเป็นสีขาว ความสูงไม่มากจึงสามารถเลือกใช้เทคนิคการเบ๊าซ์แฟลชได้ ฟิล์ม 120ม้วนนี้ความไวน่าจะ iso 160 ใช้กับกล้อง yashica 635 ที่มีรูรับแสงกว้างสุด 3.5 คิดหยาบๆก็คำนวณกำลังแฟลชให้เหมือนใช้รูรับแสง f4 บนฟิล์ม iso100 ก็ได้ เพราะใกล้เคียงกัน ก็เลยตั้งค่าแฟลชไปที่โหมด auto 2.8 เผื่อให้แฟลชเกินไว้ 1 สต๊อป การถ่ายภาพด้วยฟิล์ม จะคำนวณแสงแฟลชผิดไป 1 สต๊อป เป็นเรื่องที่ยังพอใช้งานได้ เพราะภาพแฟลชพอดี กับแฟลชอันเดอร์นิดหน่อย ก็ให้ภาพที่ดีได้ แค่คนละอารมณ์


IMG_0257

IMG_0267
IMG_0261

แฟลช Vivitar Automatic 2700 ตัวนี้เป็นแฟลชราคาไม่แพง ให้ฟังค์ชั่นการทำงานที่พอใช้งานสำหรับนักถ่ายภาพระดับเริ่มต้นแต่อยากจริงจัง ใช้เรียนรู้การทำงานกับแฟลชได้ เราสามารถใช้แบบ manual คำนวณค่าการเปิดรูรับแสงเอง หรือ ใช้แบบ Autoตั้งค่ารูรับแสงตามตารางด้านหลังก็ได้ แฟลชตัวนี้ซื้อในยุคปี คศ 1998 ซึ่งถึงปัจจุบันนี้แฟลชตัวนี้เปิดไม่ติดแล้ว

รีวิวแฟลชตัวเล็ก Ulanzi SL02

การถ่ายภาพด้วยแฟลชเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ค่อยได้ทำแล้ว เพราะกล้องถ่ายภาพยุคใหม่มีคุณภาพสูงขึ้น สามารถตั้งค่าความไวแสงได้สูงมาก ทำให้การถ่ายภาพสามารถวัดแสงพอดีแล้วถ่ายภาพได้เกือบทุกสถานการณ์ รวมถึงโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปได้สวยมากโดยไม่ต้องใช้แฟลช ผลคือกล้องขายแทบไม่ได้

แต่การใช้แฟลชในการถ่ายภาพก็ยังมีเอกลักษณ์บางอย่างที่ทำให้ยังมีคนอยากลองใช้แฟลชอยู่ และยังคงอยู่ในระดับมืออาชีพเป็นส่วนใหญ่ นั่นก็คือแสงแฟลชจะช่วยเน้นตัวคนในภาพหรือสิ่งสำคัญในภาพให้ดูเด่นขึ้น ไม่มืดเกินไป สามารถเพิ่มรายละเอียดให้กับภาพได้ สำหรับคนที่ต้องการใช้แฟลชมีสิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้คือ การคำนวณหาค่ารูรับแสงที่พอดีกับแฟลช หรือปรับแฟลชให้พอดีกับรูรับแสง ซึ่งส่วนมากผู้ผลิตแฟลชก็มักจะบอกสเป็คของแฟลชให้เรานำไปคิดคำนวณต่อได้

IMG_4617

Ulanzi SL02 เป็นแฟลชขนาดเล็กสำหรับติดบนกล้อง มีกำลังไฟหรือ ไกด์นัมเบอร์ Gn = 8 สเป็คแบบนี้หมายความว่า ถ้าเราจะถ่ายวัตถุที่ห่างแฟลช 1 เมตร เราต้องตั้งค่ากล้องเป็นค่า iso100 รูรับแสงบนเลนส์ต้องปรับไปที่ F8 ถึงจะได้ภาพที่แสงแฟลชพอดี หรือถ้าเราถ่ายสิ่งที่อยู่ห่างไป 2 เมตร ที่ความไวแสง iso100 เราก็ต้องใช้รูรับแสง F4 ตามกฏที่ว่า GN = F คูณกับ ระยะทางระหว่างแฟลชถึงวัตถุ

IMG_20250611_180909057

SL02 สามารถเลือกกำลังไฟแฟลชได้ 4 ระดับ ทำให้เรามีทางเลือกในการใช้รูรับแสงได้หลายแบบ นอกจากนี้ยังมีไฟส่องสว่างหรือบางคนอาจจะเรียกว่าไฟนิ่ง ( Stable Light) ที่เราจะใช้ถ่ายวิดีโอก็ได้ หรือ จะเปิดไฟนิ่งแล้วถ่ายภาพนิ่งก็ไม่ผิดกติกา เป็นความอเนกประสงค์ที่เราเลือกใช้ได้

IMG_4611
IMG_4613

ตัวอย่างภาพภายในรถสภาพแสงน้อยถ่ายแบบไม่เปิดแฟลชเราจะเห็นรายละเอียดไม่มาก แสงนอกรถ แสงที่กระจกรถจะพอดีเห็นภาพหน้ารถ แต่สิ่งที่อยู่ภายในรถจะดูเป็นสีดำหรืออยู่ในเงามืด แต่เมื่อเปิดแฟลชเราก็จะได้รายละเอียดในรถมากขึ้น เบาะรถได้รับแสง สิ่งของต่างๆที่เคยอยู่ในเงาดำก็โดนแสงแฟลชเห็นรายละเอียด

IMG_4585
IMG_4586

ภาพเครื่องจักรในโรงงานบริเวณที่ไม่ได้เปิดไฟ สภาพแสงน้อย ถ่ายภาพไม่เปิดแฟลชจะค่อนข้างมืด การเปิดแฟลชจะทำให้เราเห็นรายละเอียดเครื่องจักร

DSC07873
DSC07872

สองภาพนี้วัดแสงพอดีทั้งคู่ ภาพบนถ่ายด้วยกล้องตรงๆไม่ใช้แฟลช ภาพล่างใช้ SL02 เปิดไฟส่องสว่างแทนแฟลช เหมือนเรามีไฟฉาย มุมกระจายแสงกว้างครอบคลุมพื้นที่รับภาพ แสงไฟนิ่งช่วยเปิดรายละเอียดของเครื่องจักร และแสงไฟจาก SL02 มีโทนสีคล้ายแสงแดด เป็นสีที่ดูสบายตา

การใช้แฟลชช่วยสร้างสรรค์ภาพเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจและทดลองฝึกใช้งาน นอกจาก Manual Flash แบบที่ใช้งานแบบนี้แล้ว ยังมีแฟลชอีกหลายเทคโนโลยี มีอีกหลายเทคนิคเกี่ยวกับแฟลช ถ้าเริ่มศึกษาเราจะไปเจอคำว่า Flash auto , TTL Flash, E-TTL Flash, MultiFlash, Strobe Flash, Rear Shutter curtain Flash, Slow Sync, High speed sync, Wireless Flash, Trigger, Bounce Flash

Screenshot_20250611-180432

SL02 ต้องชาร์จไฟด้วยสาย usb-c ชาร์จเต็มที่จะสามารถยิงแฟลชแรงสุดได้ 375 ครั้ง ใช้เวลาในการชาร์จไฟประมาณ 1 ชม.

ข้อดี
– มีแบตเตอรี่ในตัว ชาร์จไฟได้ ไม่ต้องเปลืองค่าแบต
– มีระบบแฟลช และ ระบบไฟนิ่งในตัว สะดวกกับงานวิดีโอ
– ขนาดเล็กพกพาง่าย
– แสงไฟนิ่งสีสวยเหมือนแสงแดด

ข้อเสีย
– ไฟไม่แรง ใช้ได้แค่ระยะใกล้วัตถุ
– ถ้าแบตหมดต้องรอชาร์จก่อน ไม่สามารถเปลี่ยนแบตได้เอง
– เปลี่ยนอุณหภูมิสีของแสงไม่ได้

IMG_0767

ติดกับกล้องฟิล์มก็ดูกระทัดรัด แม้จะดูเล็กไปหน่อยเมื่อเทียบกับบอดี้กล้องแต่ก็ใช้งานได้ กว่าที่จะถ่ายจนฟิล์มหมดม้วนคงอีกนานเลย

IMG_0844

ติดแฟลชตัวนี้กับกล้อง gopro ดูเป็นคู่หูที่น่ารักน่าถือมาก มันขนาดเล็กเข้ากันพอดี แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะใช้คู่นี้กับเหตุการณ์แบบไหน เพราะกล้อง action ก็ไม่ค่อยได้หยิบใช้สักเท่าไหร่

ทดลองใช้แฟลชตัวเล็ก Canon 90EX

แฟลช 90EX เป็นแฟลชขนาดเล็กใส่ถ่าน AAA จำนวน 2 ก้อน กำลังไฟหรือ guide number น่าจะประมาณ 8 หรือ ต้องตั้งค่ารูรับแสงเท่ากับ F8 เมื่อถ่ายวัตถุ 1 เมตรที่ความไวแสง iso100 แฟลชตัวนี้เป็นตัวที่แถมมากับกล้อง Eos M รุ่นแรกที่เปิดตัวเมื่อปี ค.ศ. 2014 ซึ่งในเวลานั้นกล้องรุ่นนี้คือกล้อง Mirrorless ตัวแรกของ Canon

20250412122055_IMG_3310

เทคโนโลยีการปล่อยแสงแฟลชของ Canon ก้าวล้ำไปมากตั้งแต่สมัยเป็นยุคฟิล์มแล้ว และเมื่อต่อยอดมาถึงยุคของกล้องดิจิทัล แฟลชที่มีให้ใช้ในกล้องรุ่นใหม่ก็มีความสามารถของแฟลชเพิ่มขึ้น และแฟลชแยกที่ต่อบนกล้องก็จะมีความสามารถสูงกว่าที่ติดมากับกล้องด้วย สำหรับ EX90 ตัวนี้แม้จะเป็นแฟลชตัวเล็ก เป็นตัวแถมมากับกล้อง แต่ก็มีความสามารถสูงน่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น สามารถใช้ล๊อคความจำแสงแฟลชได้ หรือ Fe Lock ทำให้ยิงแฟลชด้วยปริมาณแสงที่แม่นยำ ซึ่งผู้ใช้งานต้องหัดใช้ให้เป็นถึงจะได้ความแม่นยำแบบที่ต้องการ

20250412122112_IMG_3311

ยังมีความสามารถในการสั่งการแบบไร้สายเพื่อควบคุมแฟลช Canon ตัวอื่นได้ด้วย ทำให้เราสามารถใช้ EX90 เป็นตัวมาสเตอร์เพื่อควบคุมแฟลช Canon ตัวอื่นที่ติดตั้งรอรับคำสั่งการทำงาน การใช้แฟลชไร้สายแบบมีตัวมาสเตอร์จะทำให้แฟลชในระบบทุกตัวมีความสามารถเหมือนกัน สามารถใช้ลูกเล่นของแฟลชได้เต็มระบบ

20250412102358_IMG_3306

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้อง Eos 6d คู่กับเลนส์ 24-105F4L เปิดที่ f4 auto iso ไม่เปิดแฟลช

20250412102347_IMG_3305

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้อง Eos 6d คู่กับเลนส์ 24-105F4L เปิดที่ f4 auto iso แล้วเปิดแฟลช 90ex

การใช้แฟลช 90EX บนกล้อง Eos 6d จะเป็นการใช้งานแฟลชในโหมด E-TTL เมื่อกดชัตเตอร์ ก่อนที่กล้องจะเปิดรับภาพ กล้องจะส่งแสงแฟลชออกไปเล็กน้อยแล้ววัดแสงสะท้อนที่วัดถุ กำลังไฟแฟลชจะถูกคำนวณปริมาณที่ต้องใช้จริงกับวัตถุนี้ จากนั้นกล้องจะปล่อยค่าแสงที่ถูกต้องออกไปในตอนรับภาพจริง ถ้าเราสังเกตุการยิงแฟลชเราจะเห็นว่าแฟลชมีการกระพริบหลายครั้งก่อนที่จะยิงแสงจริงออกไป

ระบบการวัดแสงแฟลชก่อนการยิงแฟลชจริงเป็นการวัดค่าปริมาณแสงแฟลช ซึ่งในระบบแฟลชที่ซับซ้อนทันสมัยจะมีการคิดแบบนี้ แต่ละค่ายแต่ละยี่ห้อจะมีหลักการทำงานคล้ายกัน Canonเรียกระบบนี้ว่า E-TTL ซึ่งภายหลังมีการอัพเกรดเป็น E-TTL2 ส่วนค่ายกล้องอื่นๆก็มีชื่อเรียกเฉพาะของตัวเอง

สรุป

แฟลช Canon 90EX เป็นแฟลชตัวเล็ก น้้ำหนักเบา ใช้ถ่าน AAA 2 ก้อน เหมาะกับการพกพาติดกระเป๋ากล้อง สามารถนำไปใช้กับกล้องรุ่นโปรที่ไม่มีแฟลชในตัว ให้แสงแฟลชที่เพียงพอกับการถ่ายภาพระยะใกล้ และใช้รูรับแสงไม่แคบมาก ยิ่งใช้กับเลนส์ไวแสงยิ่งเหมาะ แฟลชมีความสามารถสูงสามารถใช้ลูกเล่น FE-Lock ได้ สามารถใช้เป็นตัวมาสเตอร์เพื่อควบคุมแฟลชไร้สายได้ EX90 เป็นของแถมจากกล้องรุ่นอื่นไม่ได้มีขายแยกเดี่ยว ถ้าจะหาซื้อต้องไปหามือสอง ราคาที่เคยรู้คือไม่ถึงหนึ่งพันบาท

dpp-eos6d-23dec2024-IMG_1440
dpp-eos6d-23dec2024-IMG_1441

สองภาพรูปนักฟุตบอลกำลังกินข้าวกล่องนี้ ใช้กล้อง Eos 6d ติดเลนส์ Nikon Fisheye 16mm2.8 ผ่านอแด๊ปเตอร์ แล้วก็ติดแฟลช 90ex บนกล้อง แม้จะใช้เลนส์คนละค่าย แต่แฟลชก็ยังทำงานได้ ภาพแรกไม่เปิดแฟลช ภาพล่างเปิดแฟลชด้วย กล้องจะยังคงประมวลผลแฟลชและสั่งการควบคุมความแรงของแฟลชให้พอดีได้ถ้าระยะของวัตถุไม่ไกลเกินไป

20250412083625_IMG_3291
20250412083652_IMG_3292

ภาพดอกตูมบัวสวรรค์ เปรียบเทียบภาพบนปิดแฟลช ภาพล่างเปิดแฟลช ระยะห่างวัตถุถึงแฟลชประมาณ 1 เมตร

20250412083450_IMG_3286
20250412083458_IMG_3287

ภาพใบไม้บนพื้น ภาพบนปิดแฟลช ภาพล่างเปิดแฟลช ระยะห่างวัตถุถึงแฟลชประมาณ 1.5เมตร

ตัวอย่างการถ่ายภาพด้วยแฟลช

การใช้แสงแฟลชในการถ่ายภาพมีมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยของฟิล์มก็มีการใช้แฟลชกันอย่างแพร่หลาย กล้องถ่ายภาพเกือบทุกตัวมักจะมีแฟลชในตัวมาให้ด้วย ทั้งกล้องคอมแพ็คขนาดเล็ก และกล้อง SLR ระดับเริ่มต้นหรือเกือบจะโปรก็จะมีแฟลชในตัว โดยการถ่ายภาพด้วยแสงแฟลชถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาแสงไม่พอ อย่างเช่นการถ่ายภาพในที่แสงน้อย ถ้าเราอยากถ่ายภาพคนในอาคารที่แสงสว่างไม่มาก การถ่ายภาพด้วยการเปิดแฟลชไปด้วยจะทำให้ภาพสมบูรณ์ขึ้น

dpp-eos6d-23dec2024-IMG_1439
ไม่ใช้แฟลช
dpp-eos6d-23dec2024-IMG_1442
ใช้แฟลช

กล้องดิจิทัลที่ออกมาเพื่อทดแทนกล้องฟิล์มก็มีแฟลชในตัวมาให้ แต่ระยะหลังกล้องบางตัวก็เลิกใส่แฟลชมาให้แล้วด้วยเหตุผลว่า ความไวแสงหรือ iso ของกล้องดิจิทัลสูงขึ้นเรื่อยๆ ความไวแสงของกล้องดิจิทัลสูงกว่าฟิล์มถ่ายภาพไปไกลมาก เรียกได้ว่า กล้องถ่ายภาพในยุคปัจจุบันอาจจะไม่จำเป็นต้องมีแฟลชอีกแล้ว นั่นทำให้การถ่ายภาพด้วยแฟลชกลายเป็นสิ่งที่หายาก และคนเริ่มไม่คุ้นเคย และสุดท้ายคนรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันใช้กล้องฟิล์มก็อาจจะไม่รู้วิธีการถ่ายภาพด้วยแฟลชแล้วด้วย แต่ก็ยังดีที่กล้องบางรุ่นก็ยังให้แฟลชมาให้ในตัว และมีการปรับค่าความสว่างของแฟลชให้พอดีแบบอัตโนมัติ ทำให้การเรียนรู้เรื่องแฟลชเริ่มไม่จำเป็นสำหรับคนทั่วไป และแม้ไม่รู้เรื่องกล้องก็ยังใช้งานได้

แต่การใช้แฟลชเทียบกับการไม่ใช้ให้ลักษณะภาพต่างกัน ถ้าเรารู้หลักการสักหน่อยเราก็จะใช้แฟลชในภาพเพื่อปรับปรุงคุณภาพ สร้างลักษณะแสงที่ต้องการได้ เราจะได้ภาพที่ดีขึ้น

IMG_3854

ภาพที่หนึ่ง เป็นภาพที่ถ่ายด้วยกล้อง Eos M3 ติดเลนส์ Ef-m 22F2 ตั้งค่าให้กล้องปรับ iso อัตโนมัติ ยกกล้องเล็งแล้วถ่ายเลย ไม่เปิดแฟลช ได้ภาพที่เหมือนตาเห็น สภาพแสงในห้องเกิดจากไฟเพดานบางส่วนและไฟจากโคมไฟที่ส่องอยู่บนโต๊ะหนังสือ

IMG_3855

ภาพที่สอง ลองเปิดแฟลชให้กับภาพ ถ่ายภาพในมุมเดิม แต่เพิ่มเติมการเปิดแฟลชด้วย โหมดการถ่ายภาพแบบ P กล้องจะเลือกค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ให้อัตโนมัติ และเมื่อเปิดแฟลชด้วยก็จะได้ภาพสว่างขึ้น อิทธิพลของแสงจากเพดานและโคมไฟบนโต๊ะดูจะไม่ค่อยมีผลแล้ว แสงสว่างในภาพเกือบทั้งหมดมาจากแสงแฟลชที่ยิ่งเข้าไปตอนถ่ายภาพนั่นเอง เราจะเห็นเสาด้านซ้ายที่ได้รับแสงแฟลชจนเห็นลายไม้

IMG_3860

ภาพที่สาม เป็นภาพที่ยิงแฟลชเช่นกัน แต่เปลี่ยนจากที่แฟลชยิงแสงออกไปตรงๆ ก็เอามือปรับให้ตัวปล่อยแสงแฟลชเงยขึ้น เพื่อให้แสงแฟลชไปกระทบกับเพดานแล้วสะท้อนกลับมายังส่วนที่ต้องการ เราเรียกเทคนิคการยิงแฟลชใส่เพดานว่าการเบ๊าซ์ หรือ bounce สิ่งที่ต้องควบคุมในเทคนิคการ bounce คือ เพดานต้องเป็นสีขาว แสงแฟลชที่สะท้อนกลับมาจะเป็นแสงขาวและความสว่างไม่ถูกลดทอนมากเกินไป ถ้าเป็นเพดานสีเข้ม หรือ เป็นไม้ แสงสะท้อนจากเพดานไม้ก็จะกลายเป็นสีอมเหลืองแทน ผลของการ bouce คือ ภาพจะสว่างขึ้น ได้แสงสว่างจากเพดานที่ดูนุ่มนวลขึ้น ภาพตัวอย่างดูสวยขึ้นมากกว่าการยิงแฟลชออกไปตรงๆ และดีกว่าไม่มีแฟลชเลย แต่การ bounce จะต้องใช้กำลังแฟลชสูงขึ้นมาก ถ้าเป็นแฟลชติดกล้องตัวเล็กๆก็อาจจะกำลังไฟไม่พอ ยิ่งเพดานสูงกำลังไฟก็จะยิ่งไม่พอเช่นกัน

การถ่ายภาพด้วยแฟลชจะช่วยให้ภาพเปลี่ยนแปลง อาจจะทำให้ภาพสมบูรณ์ขึ้นดีขึ้น หรืออาจจะทำให้แย่ลงก็เป็นไปได้ ช่างภาพมือระดับอาชีพบางคนจะฝึกฝนการใช้แฟลชจนเข้าใจ สามารถควบคุมแสงแฟลชเพื่อสร้างสรรค์ภาพให้ได้ตามจินตนาการ

เปรียบเทียบภาพถ่ายที่ใช้แฟลช

การถ่ายภาพเป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเก็บไว้เป็นภาพ ใช้หลักการปล่อยให้แสงผ่านเลนส์ไปตกยังตัวรับภาพแล้วก็บันทึกปริมาณแสงเอาไว้ สมัยโบราณการถ่ายภาพจะต้องทำตอนมีแสงเพียงพอหรือตอนที่มีแสงสว่างก็คือมีแสงจากดวงอาทิตย์ ส่วนการถ่ายภาพตอนกลางคืนหรือถ่ายภาพในที่ร่มเราก็เพิ่มอุปกรณ์อีกตัวหนึ่งขึ้นมาคือ มีไฟส่องสว่างให้กับเหตุการณ์ กล้องถ่ายภาพนิ่งจะรับภาพในเวลาสั้นๆ แสงสว่างที่ฉายไปก็ฉายไปในเวลาสั้นเช่นกันเพื่อประหยัดพลังงาน แสงที่ฉายออกไปเพียงครู่เดียวเลยเรียกว่าแฟลช หรือเป็นไฟกระพริบที่มีความสว่างเพียงพอต่อการบันทึกภาพ

การถ่ายภาพด้วยแฟลชเป็นการแก้ปัญหาแสงไม่พอเพื่อให้บันทึกภาพได้ ต่อมาก็เริ่มมีการใช้แฟลชเพื่อช่วยสร้างสรรค์ภาพให้แตกต่างไปจากเดิมได้ด้วย ช่างภาพจะเริ่มมีทางเลือกว่าจะใช้แฟลชในภาพหรือไม่ กล้องบางตัวมีแฟลชในตัวสามารถเลือกใช้หรือไม่ไม่ใช้ได้ กล้องระดับมืออาชีพไม่นิยมใส่แฟลชไว้กับตัวกล้อง แต่จะมีช่องให้ต่อแฟลชเพิ่ม

การใช้ กับ การไม่ใช้แฟลช ให้ผลกับภาพไม่เหมือนกัน ช่างภาพควรจะรเรียนรู้และทดลองใช้แฟลชให้เข้าใจ แล้วจากนั้นเมื่อเจอกับเหตุการณ์ต่างๆก็ค่อยตัดสินใจว่าจะใช่แฟลชหรือไม่ เพราะบางครั้งมีแฟลชก็ทำให้ภาพสมบูรณ์ขึ้น บางภาพไม่มีแฟลชก็อาจจะสวยกว่า ทุกการตัดสินใจให้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง เราต้องตัดสินใจเองว่าอยากได้ลักษณะภาพแบบใด

ภาพถ่ายแบบไม่ใช้แฟลช ภาพแรกคือถ่ายภาพไม่เปิดแฟลช กล้อ eos m โหมด P เลนส์ 18-55mm

IMG_0131

ภาพที่สองเป็นการถ่ายภาพเปิดแฟลช ใช้แฟลช ex90 ติดบนหัวกล้อง eos m เลนส์ 18-55mm

IMG_0132

ภาพโต๊ะหนังสือและเด็กนั่งอยู่นั้น จะเห็นว่าแสงแฟลชจะทำให้ตัวเด็กสว่าง พื้นที่ที่โดนแสงแฟลชเพียงพอจะเห็นภาพเห็นรายละเอียด ไม่ได้เป็นเงาดำ หลายคนก็มักจะบอกว่า ใช้แฟลชเพื่อเปิดเงา หรือ บางคนก็จะบอกว่าใช้แฟลชเพื่อให้เห็นรายละเอียดชัดๆ ส่วนที่อยู่ห่างออกไปที่ขอบภาพหรือหลังห้องด้านซ้ายมือ เป็นจุดที่แสงแฟลขไปไม่ถึง เพราะแสงแฟลชเมื่อส่องกลางภาพจนสว่างเพียงพอแล้ว กล้องจะตัดการทำงานของแฟลช ทำให้ปริมาณแสงที่ไปยังขอบภาพหรือด้านหลังห้องนั้นแทบจะไม่มีผลต่อภาพเลย ภาพใช้แฟลชและไม่ใช้แฟลช ส่วนที่อยู่ห่างออกไปมากๆจึงไม่ได้มีผลอะไรเกิดขึ้น

IMG_0144

IMG_0145

ภาพเด็กนั่งในรถ เป็นการใช้แฟลชเพื่อส่องสว่างระยะใกล้ ผลของแฟลชทำให้เห็นรายละเอียดในเงามืด เห็นรายละเอียดของเบา ซึ่งปกติส่วนที่โดนแสงจะสว่างพอดีในภาพถ่าย แต่ส่วนที่อยู่ในเงาจะเป็นสีดำไม่มีรายละเอียด แฟลชที่ยิงออกไปจะไปส่องสว่างเงาเหล่านี้ และเก้าออี้อยู่ใกล้ๆกับวัตถุหลักหรืออยู่ใกล้กับจุดที่แฟลชทำงานถึง จึงได้รับแสงแฟลชเพียงพอ

เทคนิคการใช้แฟลชมีหลายอย่าง ถ้าให้เขียนทั้งหมดมันจะเป็นตำราถ่ายภาพเนื้อหาเยอะมาก หากบอกเป็นหัวข้อสั้นๆแล้วเอาไปขยายผลต่อเองก็จะได้ประมาณนี้

1 การใช้แฟลชโดยไม่สนใจแสงภายนอก

2 การใช้แฟลชร่วมกับแสงภายนอก

3 การใช้แฟลชมากกว่า 1 ตัว

4 แฟลชที่ให้แสงแข็งกับแสงนุ่ม

5 แฟลชแมน่วล

6 แฟลช ทีทีแอล

7 แฟลช ทีทีแอลแบบแอ๊ดวานซ์

8 แฟลชกับแผ่นสะท้อนแสง

9 แฟลชกับร่มสะท้อนแสง

10 แฟลชกับร่มทะลุ

11 แฟลชมีสาย

12 แฟลชไร้สาย

13 การชดเชยแสงแฟลช

14 อุณหภูมิสีของแฟลช

ที่เขียนออกมา 14 แนวทาง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการใช้แฟลช ซึ่งตอนที่ใช้งานจริงเราอาจจะใช้สองแนวทางร่วมกันก็ได้ หรืออาจจะหลายแนวทางร่วมกัน หมายความว่า เรามีความน่าจะเป็นที่ต้องคิดต้องเลือกนับร้อยวิธีการใช้แฟลช เช่นการใช้แฟลชแมน่วลร่วมกับร่มสะท้อน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เกิดจาก 2 แนวทาง

บางสถานการณ์เราอาจจะใช้แฟลชแมน่วล ร่วมกับแผ่นสะท้อนแสง เพื่อถ่ายภาพร่วมกับแสงภายนอก โดยแฟลชจะเป็นแบบไร้สาย และต้องเลือกอุณหภุมิสีด้วย แค่นี้ก็มีเรื่องให้คิดอีกเยอะ

เทคนิคการใช้แฟลชเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดจำนวนมาก คู่มืออธิบายการใช้งานแฟลชจะเยอะและหนากว่าคู่มือการใช้งานกล้อง เราอาจจะต้องใช้เวลาในการศึกษาเรื่องแฟลชยาวนานกว่าเรื่องอื่นในวิชาถ่ายภาพ ถ้ามีเวลาเราควรศึกษาอย่างจริงจัง ถ้าไม่มีเวลา ปล่อยมันผ่านไปแล้วบอกกับตัวเองและผู้อื่นว่าเราไม่ชอบใช้แฟลช


การถ่ายภาพด้วยฟิล์มกับการใช้แสงแฟลช

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มได้กลับมานิยมกันอีกครั้งในยุค พศ.2563 แต่การหวนกลับมาของฟิล์มครั้งนี้มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่แพงมหาศาล แต่คนก็ยังเหนียวแน่นกับการถ่ายภาพแบบลองผิดลองถูก ถ่ายทุกม้วนลุ้นทุกเฟรม การใช้แฟลชกับกล้องฟิล์มก็ดูจะมีบางกลุ่มที่ชอบใช้ เพราะลักษณะภาพแตกต่างไปจากมือถือ แตกต่างไปจากภาพจากกล้องดิจิทัล บทความนี้จะแนะนำการใช้แฟลชในบางรูปแบบเปรียบเทียบให้ดูว่า ช่างภาพยุคโบราณใช้แฟลชด้วยแนวคิดอย่างไร และอาจจะไม่เหมือนยุคนี้ทั้งหมด แต่หลักการจะสามารถนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานภาพได้

000037

ภาพที่1 ถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม เปิดแฟลชด้วย โดยใช้โหมด P บนกล้อง SLR ของ canon ลักษณะภาพจะได้แสงแฟลชพอดีบนตัวแบบ และฉากหลังค่อนข้างดำมืด นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อเราเปิดโหมด P พร้อมด้วยเปิดใช้งานแสงแฟลช กล้องจะเลือกค่ารูรับแสง f4 และ ความไวชัตเตอร์เป็นค่าสูงๆประมาณ 1/60 วินาทีสำหรับที่แสงน้อย และอาจจะเลือกเป็น 1/125 วินาทีในที่แสงจัด กล้องจะคิดแทนเราว่าเราต้องการภาพไม่สั่น รูรับแสงน้อยเท่าที่เลนส์จะมีให้ได้ โดยฉากหลังจะมืดก็ไม่สนใจ เพราะตัวแบบจะได้รับแสงแฟลชที่เพียงพออยู่แล้ว ภาพจึงออกมาตามภาพคือตัวแบบได้แสงพอดี ส่วนฉากหลังจะดำเกือบมืดนั่นเอง

000038

ภาพที่ 2 เป็นภาพที่ตั้งใจปรับกล้องอีกแบบหนึ่ง เลือกการตั้งค่าให้เป็นโหมด AV พร้อมเปิดแฟลช ในโหมด Av บนกล้อง canon เมื่อเลือกรูรับแสง f4 กล้องจะเลือกค่าสปีตชัตเตอร์ให้เป็นค่าที่วัดแสงฉากหลังได้พอดี ซึ่งสปีดอาจจะต่ำลง ภาพแนวนี้ถ้าเป็นในอาคารจะใช้ขาตั้งด้วยเพื่อป้องกันการสั่นไหว นั่นจึงทำให้ฉากหลังของภาพที่ 2 นี้ ดูสว่างขึ้นกว่าภาพที่ 1 ส่วนตัวแบบจะได้แสงสว่างจากแฟลชและแสงในอาคาร แต่แสงหลักๆที่ทำให้ตัวแบบสว่างก็คือแสงแฟลช โดยรวมก็คือ ภาพที่1และ2 ตัวแบบจะได้แสงจากแฟลชเป็นแสงหลักและเป็นค่าแสงแฟลชที่สว่างพอดีบนตัวแบบ แต่ฉากหลังจะต่างกันตามโหมด P และ Av ที่กล้องคิดไม่เหมือนกัน

000031

ภาพที่ 3 เป็นโหมด Av ที่ปิดแฟลช เป็นการวัดแสงพอดีทั้งภาพ ตัวแบบจะได้แสงพอดีจากการวัดแสงจริงๆในโหมดนี้ และฉากหลังหากโดนแสงภายนอกส่องเข้ามาพอๆกับแบบ เราก็จะได้ภาพแบบและฉากหลังที่สว่างเหมือนกัน นั่นคือแสงพอดีเหมือนกันตั้งแต่หน้าถึงหลัง สถานการณ์นี้ขาตั้งกล้องจำเป็นมาก เพราะการถ่ายภาพในอาคาร วัดแสงพอดี ด้วยฟิล์มความไวต่ำ ความไวชัตเตอร์จะต่ำมาก หากถือด้วยมือเปล่าภาพจะสั่นแน่นอน

การใช้แฟลชถ่ายภาพมีเทคนิคการคิดหลายชั้น ค่อยๆฝึกถ่ายไปทีละบทเรียนก็จะมีความเข้าใจทีละน้อย สะสมความรู้ไปเรื่อยๆเราก็จะมีเทคนิคที่หลากหลายไปใช้ออกแบบรูปถ่ายของเรา ช่างภาพที่ดีก็คือช่างภาพที่เข้าใจแสงและอุปกรณ์ เส้นทางนี้ไม่มีทางลัด ต้องค่อยๆเรียนกันไป

การจัดถ่ายสินค้าอย่างง่าย

การถ่ายภาพสินค้าให้ชัดและดูสวยงามได้มาตรฐาน สามารถนำไปใช้เป็นภาพตัวอย่าง หรือ ทำสื่อสิ่งพิมพ์ ทำแค็ตตาล๊อคได้  ก็มีเทคนิกไม่ซับซ้อน  หากถ่ายด้วยแฟลช 1 ตัว กับกล่องไฟที่ดัดแปลงนิดหน่อยจากของเหลือ เราก็จะได้วิธีและอุปกรณ์สำหรับการถ่ายภาพสินค้าที่ให้คุณภาพระดับมืออาชีพได้ไม่ยาก

IMG_0047

กล่องไฟให้ใช้วิธีดัดแปลงกล่องกระดาษที่ใส่ของใหญ่ๆมา  เราเอากล่องเปล่ามาเจาะ 3 ด้าน  คือ ด้านบน  ด้านซ้าย และด้านขวา  เมื่อเจาะครบแล้วก็ทำการติดกระดาษเนื้อบางสีขาวลงไปในด้านที่เจาะ  เพื่อให้กล่องกระดาษทำหน้าที่เป็นเต๊นท์ถ่ายภาพ   แล้วก็ตัดกระดาษสีขาวยาวกว่าขนาดกล่องสัก 2 เท่า เอามาไว้ทำผนังด้านหลัง และลากยาวผ่านพื้นกล่อง ออกมาถึงด้านหน้ากล่องที่ปล่อยให้ยาวเลยออกมา

 

IMG_0038

 

จัดให้แสงแฟลชส่องจากด้านบนกล่อง แสงจะวิ่งผ่านกระดาษบางด้านบน  แสงก็จะมีความนุ่มมากขึ้น และเมื่อเข้าไปในกล่องก็จะสะท้อนกับกระดาษสีขาวทั้งหมด  แสงที่ตกไปถึงวัตถุก็จะมีความนุ่มนวลมาก

 

IMG_0036

 

การจัดแสงถ่ายในกล่องรูปแบบนี้ให้คุณภาพงานที่ดีเพียงพอสำหรับการถ่ายเพื่อเอาภาพสินค้าไปทำแค็ตตาล็อค  เพราะใช้ต้นทุนต่ำ  ใช้อุปกรณ์น้อย  และมีความเรียบง่าย  สามารถใช้ถ่ายภาพสินค้าส่วนใหญ่ได้ทันที  ขอเพียงให้สินค้านั้นมีขนาดไม่ใหญ่เกินกว่าขนาดกล่อง  วางในกล่องแล้วเหลือพื้นที่รอบตัวเล็กน้อย  ก็ทำงานได้แล้ว

การใช้แฟลชเพื่อปรับปรุงภาพให้สมบูรณ์ขึ้น

การถ่ายภาพด้วยแสงแฟลชเป็นยาขมของช่างภาพฟิล์มมานาน  เพราะแสงแฟลชมักจะทำให้ภาพดูไม่เป็นธรรมชาติ  และการปล่อยแสงแฟลชก็ควบคุมยาก  ถ้าหากเราไม่มีข้อมูลทางเทคนิคของอุปกรณ์ทุกชิ้น ไม่รู้กำลังไฟแฟลชที่แท้จริงของแฟลช และไม่รู้วิธีคำนวณค่ารูรับแสงที่จะใช้กับแฟลช เราก็แทบจะไม่ได้ภาพที่ดีจากแฟลชเลย  เทคโนโลยีของแฟลชจึงถูกพัฒนาไปไกลมาก ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้กล้องและแฟลชทำงานร่วมกันและให้ค่าแสงแฟลชที่เหมาะสมกับภาพได้ดีที่สุด

 

แต่ยุคสมัยของกล้องดิจิทัลทำให้การถ่ายภาพด้วยแฟลชเป็นเรื่องง่ายขึ้น  เพราะเราจะเห็นภาพหลังถ่าย  ภาพที่ใช้แฟลชแล้วมีความสมบูรณ์ขึ้นเราก็สามารถเห็นได้ทันที  ถ้ามีเวลาเราก็สามารถทดลองใช้แฟลชกับสิ่งที่เราถ่ายได้  หากสวยถูกใจก็เอาไปใช้งาน  หากไม่สวยก็แค่ลบภาพทิ้ง

ตัวอย่างตอนนี้จะให้ดูภาพอาหารในจาน  ภาพนี้ผมถ่ายที่โต๊ะอาหารที่บ้าน สภาพแสงในบ้านก็จะได้รับความสว่างจากแสงไฟเพดานเท่านั้น   กล้องและเลนส์ที่ใช้ถ่ายภาพนี้คือ canon eos 6d และเลนส์ canon 50f1.4   เปิดโหมด P กล้องจะเลือกรูรับแสงและสปีดชัตเตอร์ให้อัตโนมัติ

IMG_5304

 

เมื่อเห็นภาพแล้วก็ลองติดแฟลชเข้าไป  ใช้แฟลช รุ่น 90ex ที่แถมมากับกล้อง eos m  แฟลชตัวนี้เป็นแฟลชตัวเล็ก ใช้ถ่าน AAA 2 ก้อน   ปล่อยให้กล้องและแฟลชสื่อสารกันเองเพื่อถ่ายภาพนี้  โฟกัสแล้วกดถ่ายในโหมด P เหมือนเดิม  ก็ได้ภาพด้านล่างนี้

 

IMG_5305

 

แสงแฟลชช่วยให้เงาในจานอาหารหายไป  เป็นเงาที่เกิดจากแสงไฟหลายดวงในบ้านแล้วทำให้เกิดเงาพาดไปพาดมาในจาน  ภาพก็จะดูสมบูรณ์ขึ้น  คนถ่ายภาพจะรู้ได้เองว่าชอบแบบไหน

 

การรู้จักเทคนิคการใช้แฟลชทำให้เราสามารถสร้างงานที่หลากหลายได้  มีทางเลือกในการแก้ปัญหาได้มากขึ้น  บางโจทย์ บางงาน อาจต้องการภาพแค่รายละเอียดชัดเจน ไม่ต้องการเงามืดที่พาดผ่านวัตถุ หรือแม้แต่การถ่ายคนแล้วหน้าผ่องสว่างขึ้น  รู้แล้วค่อยเลือกใช้ หรือ เลือกไม่ใช้ ย่อมดีกว่าไม่รู้

การแก้ปัญหาด้วยแฟลช

007

ภาพตัวอย่างการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม  ภาพบนเป็นภาพที่ถ่ายด้วยกล้อง yashica 635 ซึ่งเป็นกล้องฟิล์มขนาด 120  เป็นภาพที่ถ่ายในห้องพักของโรงพยาบาล  ใส่ฟิล์มความไว 160 เอาไว้ และก็เลือกถ่ายแบบไม่มีแฟลช  ภาพที่ได้ก็จะเป็นสภาพแสงจริงของห้อง  ด้านนอกห้องจะสว่าง ส่วนด้านในห้องแสงจะน้อยกว่า ทำให้ตัวคนดูเป็นโทนสีเข้ม ดูเป็นการถ่ายภาพที่รับแสงน้อยเกินไป

 

กรณีภาพบน  หากเราลดสปีดชัตเตอร์ลงเพื่อให้กล้องรับแสงมากขึ้นภาพคนก็น่าจะสว่างพอดี แต่ฉากหลังคงจะเลือนหายไปเกือบหมด  ตัวแบบนั่งอยู่ริมหน้าต่างแบบนี้ หากเราถ่ายภาพไปตรงๆ  ก็จะเป็นการถ่ายย้อนแสง ตัวแบบจึงมืดเป็นเรื่องปกติ

 

การแก้ปัญหาให้ภาพนี้เลือกใช้วิธีเปิดแฟลชช่วย  แสงแฟลชถูกตั้งให้ยิงไปสะท้อนกับเพดาน แล้วแสงแฟลชจะชิ่งกับเพดานสีขาว  เราเรียกเทคนิคนี้ว่าการ bounce  แสงแฟลชจะกระทบเพดานแล้วกระจายตัวลงมาโดนแบบ  ภาพจึงมีความสว่างของตัวแบบเพิ่มขึ้น  ลักษณะแสงแฟลชแบบนี้จะมีความนุ่มนวล ค่าแสงแฟลชที่พอดีจะทำให้ภาพดูสมบูรณ์ขึ้นดังภาพล่าง  เป็นการใช้แฟลชแก้ปัญหาสภาพแสงภายในและภายนอกต่างกันมากเกินไป

IMG_0440

 

การใช้แฟลชแบบแมน่วล ต้องคำนวณกำลังไฟ ระยะทาง รูรับแสง และค่าการสะท้อนเพดาน 4 ตัวแปรนี้มีวิธีคิดคำนวณเพื่อให้ค่าที่ถูกต้อง  เราจะต้องรู้ข้อมูลอุปกรณ์ทุกอย่างเพื่อให้การใช้เทคนิคนี้เป็นไปอย่างแม่นยำ  เพราะการถ่ายภาพด้วยฟิล์มเราต้องมีพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้องแม่นยำ  เพราะเรายังไม่เห็นภาพทันทีนั่นเอง

สูตรการคิดหาค่ารูรับแสงสำหรับการใช้งานแฟลช คิดที่ความไวฟิล์ม 100
รูรับแสง = guide number / ระยะทาง
ค่า guide number คือกำลังไฟที่แฟลชจะระบุไว้ในสเป็ค แฟลชที่ใช้ครั้งนี้คือ Vivitar 2700 เป็นแฟลชที่มีค่า Guide number ประมาณ 8 ระยะยืนถ่ายภาพ กับแบบ แสงแฟลขจะวิ่งขึ้นเพดานแล้วสะท้อนไปที่ตัวแบบ ระยะทางประมาณด้วยสายตาก็วิ่งขึ้น 1.5 เมตร วิ่งลง 1.5 เมตร ก็ประมาณ 3 เมตร ค่ารูรับแสงที่คำนวนได้ก็จะประมาณ


รูรับแสง = guide number / ระยะทาง
รูรับแสง = 8 / 3 = 2.6 ซึ่งจะเป็นค่าสำหรับฟิล์มความไว 100
แต่การใช้เทคนิคการเบ้าซ์หรือสะท้อนเพดานขาวจะต้องเผื่อค่าแสงที่หายไปอีก 2stop ดังนั้น ค่าการถ่ายภาพที่ให้แสงพอดีสำหรับภาพนี้น่าจะต้องใช้ฟิล์มความไว 400 และเปิดรูรับแสง 2.6 นั่นเอง

010

แต่ว่า ทั้งหมดเป็นความสว่างจากการคำนวณ สถานการณ์นี้เราวัดแสงพอดีที่ค่าแสงปกติ แสงพอดีแล้วตั้งแต่ยังไม่ใช้แฟลช ดังนั้นการใช้แฟลชเพิ่มเติมเข้ามาก็จะทำให้ภาพสว่างขึ้น แม้กำลังไฟจากการคำนวณจะไม่พอ และภาพที่ตัวแบบสว่างขึ้นก็เป็นดังภาพนี้

 

 

การใช้แฟลชในบ้านเพดานสูง

บางครั้งการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยเราก็อาจจะต้องใช้แฟลชช่วย  แม้ว่ากล้องรุ่นใหม่จะสามารถตั้งค่า iso ได้สูงลิบอยู่แล้ว  เพราะแสงแฟลชจะให้สีสันของภาพออกมาสดใสกว่าการถ่ายภาพด้วย iso สูงแต่เพียงอย่างเดียว

 

IMG_0292

ภาพที่1  สภาพแสงจริงภายในบ้าน

 

ภาพที่ 1 เป็นสภาพแสงที่มองเห็นจริงๆในบ้าน  แม้ว่าจะเปิดไฟในบ้านหมดทุกดวงแล้ว ความสว่างที่กล้องจะรับภาพก็ไม่ได้มากเลย  สถานการณ์แบบนี้ หากเป็นยุคของฟิล์มที่เรามีฟิล์มแค่ความไว 800 ภาพก็จะเกรนแตก และสปีดของภาพจะต่ำมากจนไม่สามารถจับภาพคนได้คมชัด  แต่กล้องดิจิทัลสมัยใหม่ ตั้งค่า iso ภาพนี้ไว้ที่ 3200  เราได้สปีดชัตเตอร์ที่ 1/60  รูรับแสง f4 ให้ภาพที่พอดูได้  แต่ไม่สวย

 

การถ่ายภาพสถานการณ์นี้ให้สมบูรณ์ขึ้นก็ต้องใช้แฟลช  จะทำให้เราสามารถเรียกสีสันจากสิ่งต่างๆในภาพออกมาได้ดียิ่งขึ้น  แต่การยิงแฟลชเข้าไปตรงๆเราก็มีโอกาสที่จะได้ภาพไม่สวย  การยิงแฟลชให้ดูแสงสวยนุ่มนวลมักจะต้องใช้เทคนิคการเบ๊าซ์แฟลช (Bounce)  มันคือเทคนิคการยิงแสงแฟลชไปชนเพดานสีขาว หรือกำแพงสีขาว แล้วให้แสงสะท้อนจากเพดานกลับมาโดนตัวแบบนั่นเอง

 

บ้านนี้เพดานไม่ใช่สีขาวด้วย  แถมยังอยู่สูงลิบ แฟลชที่ติดอยู่กับกล้องไม่มีทางวิ่งไปถึงแล้วสะท้อนกลับมาได้ในปริมาณที่เพียงพอจะถ่ายภาพ  ดูจากสิ่งแวดล้อมในบ้านแล้ว เห็นเพดานขาวอยู่เล็กน้อยในบริเวณชั้นลอย  เล็งด้วยสายตาแล้ว แสงสะท้อนเพดานส่วนนี้สามารถวิ่งลงมาถึงตัวคนได้  ก็เลยจัดการใช้แฟลชกับเพดานชิ้นนี้

 

IMG_0293

ภาพที่2  เพดานบางส่วนที่เป็นสีขาว

 

จัดการแยกแฟลชออกจากกล้อง  ใช้ตัวส่งสัญญาณแฟลชไร้สายหรือ trigger ติดแฟลช nikon sb26 แล้วนำไปวางบนพื้นชั้นลอย  เล็งให้แสงแฟลชยิงแล้วกระทบเพดาน  แสงสะท้อนจากเพดานจะวิ่งลงมาถึงชั้น 1 ได้  ตั้งค่ากำลังไฟในการยิงแฟลชไว้ที่ 1/2 ของไฟเต็มกำลัง  เพราะเจตนาจะให้สามารถยิงแฟลชได้ 2 ครั้งโดยไม่ต้องรอชาร์จไฟหลายวินาที  เมื่อวางตำแหน่งได้ที่แล้วก็ลองถ่ายทดสอบ  ค่าแสงลงตัวพอดี ใช้สปีดชัตเตอร์และรูรับแสงและ iso เท่าเดิม  คุณภาพแสงออกมาตามภาพที่2

 

ดูจากภาพพรีวิวที่หน้าจอของกล้อง  ดู histogram ของภาพนี้แล้วพบว่าส่วนกราฟกระจายตัวเต็มย่าน  ถือว่ามีคุณภาพใช้ได้แล้วก็เลยใช้ค่าแสงระดับนี้ถ่ายเหตุการณ์ที่ต้องการ  ก็ได้ภาพที่มีสีสันดีกว่าเดิม

IMG_0283

ภาพที่3  ถ่ายด้วยค่าแสงที่ต้องการ

 

บริเวณโซฟาเป็นบริเวณที่ถ่ายภาพด้วยค่าแสงที่เรากำหนดไว้ได้พอดี  แต่พอจะถ่ายภาพมุมอื่นที่อยู่หน้าบ้าน  ระยะทางของเปียโนที่วางอยู่หน้าบ้านห่างจากจุดสะท้อนแสงแฟลชมากกว่าโซฟา ทำให้ค่าแสงที่ตกลงบนเปียโนน้อยลง เราเปลี่ยนรูรับแสงให้กว้างขึ้นไม่ได้แล้วเพราะเลนส์มีรูรับแสงแค่ f4 ส่วนกำลังไฟแฟลชเราก็ไม่อยากเพิ่มเป็น 1:1 หรือเต็มกำลัง  เพราะไม่อยากเดินขึ้นไปเปลี่ยน  และไม่อยากรอให้แฟลชชาร์จไฟจนเต็มแล้วค่อยยิง  เลยเปลี่ยน iso ในกล้องให้มากขึ้น จาก iso6400 ไปเป็น iso12800 ก็จะทำให้ตำแหน่งเปียโนดูสว่างขึ้นจนพอดี  เพราะหากไม่เพิ่ม  iso ภาพจะมืดลงมาก เห็นได้ชัดเลยว่าแสงไม่พอ

 

IMG_0311

ภาพที่ 4 เปียโนที่เพิ่มค่า isoในกล้องเป็น iso12800

 

 

 

เทคนิคการถ่ายภาพด้วยแฟลชมีวิธีการมากมายให้เรียนรู้ แฟลชเก่าๆสักตัว กับตัวส่งสัญญาณไร้สายก็ทำให้เรามีเรื่องให้เล่นอีกมาก  ยุคของกล้องดิจิทัลจะสนุกกับแฟลชได้เต็มที่เพราะทดลองแล้วเห็นภาพทันที ไม่ต้องไปลุ้น ไม่ต้องถ่ายเผื่อแบบการใช้ฟิล์ม

 

ใช้เลนส์มาโครถ่ายภาพจากแผ่นฟิล์ม

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มกำลังกลับมาฮิตอีกครั้งหนึ่งในช่วงปี พศ 2561 กล้องมือสองขายดิบขายดี กล้องรุ่นคลาสิคมีคนจับจองราคาค่าตัวขึ้นกันหลายสิบหลายร้อยเปอร์เซ็น และการถ่ายภาพด้วยฟิล์มก็จะต้องสแกนฟิล์มออกมาเพื่อดูหรือเพื่อแชร์ผ่านเฟสบุ๊ค ผ่านอินสตาแกรม การสแกนฟิล์มเราจะใช้บริการร้านล้างฟิล์มเป็นส่วนใหญ่ คือส่งฟิล์มไปล้างพร้อมกับขอให้สแกนให้ด้วย ค่าใช้จ่ายก็จะเป็นค่าล้างบวกกับค่าสแกน

Scan by macro lens

ฟิล์มสไลด์เป็นฟิล์มที่ให้ภาพตรงกับที่ตาเห็น คือสีสันปกติ การสแกนฟิล์มสไลด์นอกจากจะใช้เครื่องสแกนฟิล์มแล้ว เราก็ยังสามารถใช้เลนส์มาโครถ่ายภาพจากฟิล์มได้อีกด้วย การถ่ายภาพจากแผ่นฟิล์มนี้มีเทคนิคไม่ซับซ้อน เพียงใช้เลนส์มาโครที่สามารถถ่ายภาพด้วยอัตราขยาย 1:1 และใช้แหล่งกำเนิดแสงสีขาวส่องผ่านฟิล์มจากด้านหลังเท่านั้น บางคนอาจจะใช้แสงธรรมชาติ แต่ในบทความนี้จะใช้แสงจากแฟลช

Scan by macro lens

เนื่องจากไม่อยากจะใช้ขาตั้งกล้องเลยเลือกใช้แฟลชแทน ผมเอาฟิล์มหนีบไว้ด้วยกล่องกระดาษ แล้ววางไว้ใกล้ๆกับผนังสีขาว ให้มีระยะห่างจากผนังประมาณ 1 ฟุต แล้วใช้แฟลชต่อกับทริกเกอร์หรือตัวส่งสัญญาณไร้สาย เมื่อกดชัตเตอร์แฟลชจะทำงาน แสงจากแฟลชจะวิ่งไปชนกำแพงแล้วกระจายแสงออกมา ฟิล์มก็จะสว่างและได้เป็นภาพบันทึกไว้ในกล้อง สปีดการถ่ายภาพผมตั้งไว้ที่ 1/125 วินาที ความไวแสงตั้งไว้ที่ iso 400 รูรับแสง f16 กล้อง canon eos 6d เลนส์ canon macro100

IMG_0362

ภาพที่ได้มีสีสันที่ตรงกับฟิล์ม แต่ก็มีหลายจุดที่ควรจะปรับปรุงให้ภาพมีคุณภาพมากขึ้น เช่น

  1. ฝุ่นต่างๆบนฟิล์ฒจะพบเห็นจำนวนมาก เราควรทำความสะอาดปัดฝุ่นให้เกลี้ยงก่อนถ่ายภาพ
  2. ภาพเอียง มีกรอบภาพสีดำโผล่อยู่ในเฟรม เนื่องจากเป็นการถือกล้องถ่าย ไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้อง การถือกล้องเอียงหรือ ทำภาพเอียงเป็นเรื่องปกติของการไม่ใช้ขาตั้งกล้อง เพราะมือคนจะไม่นิ่งอยู่แล้วตามธรรมชาติ แม้ว่าจะต้องอาศัยการฝึกถือกล้องให้ตรง แต่จริงๆแล้วเราควรใช้ขาตั้งกล้องในการถ่ายภาพ

ถ้าเป็นไปได้เราควรจะใช้ขาตั้งกล้อง และทำอุปกรณ์เสริมมาหนีบฟิล์มเอาไว้ให้เป็นระยะที่ตายตัว เพราะจะทำให้เราสามารถถ่ายภาพแผ่นฟิล์มได้เร็วขึ้นและได้คุณภาพคงที่ในทุกๆภาพ ช่วยให้ประหยัดเวลาอย่างมาก

IMG_0367

IMG_0368

Scan by macro lens