ในการถ่ายภาพเราจะต้องมีแสงที่เพียงพอให้กับฟิล์ม ถ้าเราถ่ายภาพกลางวันในที่โล่งแจ้ง สภาพแสงจะมากจนเราสามารถใช้กล้องถ่ายรูปตัวไหนก็ถ่ายภาพได้ สปีดชัตเตอร์อาจจะสูงถึง 1/125 วินาที หรือ 1/90 วินาที คู่กับรูรับแสง f11 ฟิล์มความไว iso200 ซึ่งกล้องคุณภาพดีระดับโปรไปจนถึงกล้องพลาสติกจำพวก toy camera ก็มักจะถ่ายภาพที่ความเร็วแบบนี้ ภาพกลางวันมักจะให้แสงที่พอดี ได้ภาพที่น่ามอง แต่ถ้าสภาพแสงน้อยลง อาจจะเป็นตอนเย็น ตอนเมฆปกคลุมหนาแน่นมาก หรือตอนพระอาทิตย์ตกไปแล้ว สภาพแสงที่วัดแสงพอดีอาจจะต้องใช้ชัตเตอร์สปีดหรือความไวชัตเตอร์ที่นานมากขึ้น หรืออาจจะหลายวินาทีเพื่อให้แสงพอดีบนฟิล์ม ถ้าเราไม่ใช้ขาตั้งกล้องเราจะไม่สามารถเก็บภาพได้เลย หรือการถ่ายภาพคนก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะคนเราไม่สามารถยืนนิ่งเป็นวินาทีหน้ากล้องได้ ภาพที่บันทึกได้ก็จะเบลอ เพราะฟิล์มมีความไวแสงตายตัว เราเปลี่ยนความไวแสงของฟิล์มที่กำลังใช้งานในกล้องไม่ได้ จุดนี้มันคือความแตกต่างของกล้องฟิล์มกับกล้องดิจิทัล
การถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยจนถ่ายภาพต่อไม่ได้ แต่ยังคงต้องการได้ภาพทำให้มีการสร้างแหล่งกำเนิดแสงเฉพาะกิจขึ้นมา นั่นคือไฟแฟลช แฟลชจะทำหน้าที่ส่องแสงปริมาณมากๆในช่วงเวลาสั้นให้กับเรา ทำให้ภาพวัตถุหรือภาพคนมีความสว่างขึ้นมาเหมือนถ่ายตอนกลางวัน ทำให้เราสามารถเก็บภาพได้ โดยพื้นที่ที่โดนแสงแฟลชอย่างเพียงพอจะให้ภาพสีสันปกติ แต่พื้นที่ที่ไม่ได้รับแสงแฟลช หรือ โดนแสงแฟลชเพียงเล็กน้อยก็จะมีความมืดกว่าปกติ และอาจจะกลายเป็นสีดำเหมือนไม่โดนแสงเลยก็ได้
ตัวอย่างภาพที่ใช้แฟลชตอนแสงน้อย
แฟลชที่ทำงานแบบพื้นฐานที่สุดคือยิงแสงแฟลชทันทีตามชัตเตอร์กล้อง แฟลชแยกที่ซื้อมาติดกับกล้องจะทำงานด้วยระบบพื้นฐานได้เสมอ นั่นคือไม่มีลูกเล่นใดๆ เมื่อเปิดแฟลชให้ทำงาน แฟลชจะชาร์จพลังงานหรือประจุไฟจากแบตเตอรี่ให้มีกำลังมากที่สุดตามสเป็ค และจะยิงแสงด้วยกำลังสูงสุดของตัวมัน เมื่อยิงแฟลชออกไปแล้วก็ต้องใช้เวลาหลายวินาทีเพื่อชาร์จไฟสำหรับเตรียมยิงแฟลชครั้งต่อไป ส่วนมากแฟลชจะใช้เวลาประจุไฟฟ้าประมาณ 5-10 วินาที เราเรียกแฟลชพื้นฐานแบบนี้ว่าแฟลชแมน่วล หรือ manual flash
ส่วนแฟลชที่ติดมากับกล้องโดยมากก็จะเป็นแฟลชแมน่วลกำลังไฟไม่มาก ถ้าทันสมัยสักหน่อยก็จะมีระบบตัดแสงแฟลชแบบ Auto ในกล้องคอมแพ็ค หรือไม่ก็ระบบแฟลช TTL ในกล้อง SLR กลับไปที่กล้องกับแฟลชแมน่วลเมื่อยิงแสงแฟลชแล้วก็ต้องรอประจุไฟสักหน่อยแล้วค่อยทำงานต่อ กล้องฟิล์มจะมีความสามารถในการรับแสงที่ยืดหยุ่น แฟลชมากไปหรือน้อยไปเล็กน้อยก็ยังให้ภาพที่ดูรู้เรื่องใช้งานได้ แต่ถ้าเราอยากจะยิงแสงแฟลชอย่างแม่นยำ เราก็ควรศึกษาวิธีทำงานของแฟลชและวิธีการปรับกล้องให้รับแสงแฟลชได้พอดีเราจึงจะควบคุมความสว่างแสงแฟลชได้ดังใจ
กำลังส่องสว่างของแฟลชเราจะเรียกว่าไกด์นัมเบอร์ ตัวย่อภาษาอังกฤษคือ GN ซึ่งจะต้องกำหนดมาจากสเป็คผู้ผลิตเลย แฟลชติดกล้องมักจะมีไกด์นัมเบอร์ประมาณ 5.6 หรือ อย่างมากก็ 8 ที่ฟิล์ม iso 100 แฟลชภายนอกที่ซื้อมาเพิ่มก็จะมีไกด์นัมเบอร์ 8 – 22 แล้วแต่ขนาด เมื่อใช้แฟลชถ่ายภาพเราจะต้องเลือกรูรับแสงให้เหมาะสมกับระยะห่างของวัตถุด้วย โดยจะคำนวณจากสูตรนี้
GN = รูรับแสง(f) x ระยะทาง(เมตร)
เช่น ค่า GN = 8 และกล้องของเราใช้รูรับแสง f4 เราจะต้องให้ระยะทางระหว่างแฟลชกับวัตถุห่างกัน 2 เมตร ตามสมการ
8 = 4 x 2เมตร
นั่นหมายความว่ากล้องที่มีแฟลชในตัวกำลังไฟแฟลช GN = 8 ใส่ฟิล์ม iso 100 เมื่อเราจะถ่ายคนที่ระยะห่าง 2 เมตรจากแฟลช เราจะต้องปรับรูรับแสงไปที่ f4 ความไวชัตเตอร์เท่ากับความไวที่กล้องกำหนดว่าให้ใช้งานกับแฟลช บางตัวอาจจะกำหนดค่าไว้ที่ 1/125 วินาที แต่ถ้าเราใช้ฟิล์ม iso200 เราจะต้องใช้รูรับแสง f5.6 หรือ แคบลงกว่าค่าที่คำนวณได้อยู่ 1สต๊อป
แต่ถ้าเราปรับรูรับแสงไปที่ f8 ในกล้องใส่ฟิล์ม iso100 สมการจะคำนวณออกมาได้เป็นระยะยืนห่าง 1 เมตร ถึงจะได้แสงพอดี
8 = 8 x 1เมตร
ถ้าเราใช้รูรับแสงกว้างขึ้น ระยะทางที่แฟลชทำงานได้ก็จะไกลขึ้น ตอนใช้แฟลชช่างภาพจะต้องเลือกระยะยืนและรูรับแสงที่ใช้ให้เหมาะสมกันเพื่อรักษาความสว่างของแฟลชให้พอดี
แฟลชแมน่วลใช้แก้ปัญหาให้กับการถ่ายภาพได้ดี และได้รับการเพิ่มความสามารถเข้าไปอีกอย่างหนึ่งคือใส่ระบบ Auto เข้าไปด้วย จนมีชื่อเรียกว่า Flash Auto โดยจะมีการใส่เซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชเอาไว้ที่ตัวแฟลชด้วย เพื่อทำการวัดค่าแสงสะท้อนแฟลชจากวัตถุ ถ้าความสว่างมากพอตามค่าที่ตั้งไว้แฟลชก็จะหยุดปล่อยแสง หรือตัดการทำงาน ภาพที่ได้ก็จะได้แสงสว่างพอดี ยกตัวอย่างเช่น แฟลชค่า GN = 8 เรารู้ว่าเราสามารถถ่ายภาพที่ f4 ได้ไกล 2 เมตร แต่ถ้าเราเปิดรูรับแสง f4 และถ่ายใกล้แค่ 1 เมตร แฟลชทำงานได้เพียงพอแน่นอน และจะสว่างเกินไปด้วยหากแฟลชทำงานเต็มที่ Flash Auto ที่มีเซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชจะวัดค่าแสงสะท้อนและเมื่อแสงสว่างจากแฟลชพอดีที่ f4 แล้วแฟลชจะหยุดยิงแสงทันที ทำให้เราสามารถใช้ Flash Auto ถ่ายวัตถุใกล้ๆได้โดยไม่ต้องคำนวณระยะทางเอง
ยกตัวอย่างแฟลชที่ขายแยกและมีความสามารถใช้เป็น Flash แบบแมน่วล และสามารถใช้งานแบบ Flash Auto ได้ด้วย ตัวอย่างแฟลชของ vivitar รุ่น 2700 ในปัจจุบันคงไม่มีขายแล้ว เจ้าตัวนี้เป็นแฟลชแมน่วลที่ตั้งการทำงานแบบ Auto ได้ 2 ค่า ด้านหน้าจะเป็นตัวเลื่อนระบบการทำงานระหว่าง manual และ auto มีรูวงกลมเป็นเซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชที่สะท้อนกลับมาเพื่อใช้กับการทำงานแบบ Flash Auto
ถ้าเราจะใช้เป็น Flash manual ให้เลื่อนสวิตซ์เลือกด้านหน้ามาที่คำว่า M แต่ถ้าจะให้ทำงาน Auto ก็เลือกไปที่สีแดง หรือ สีน้ำเงินก็ได้ โดยสีแดงจะทำงานกับรูรับแสง f 2.8 ส่วนตำแหน่งสีเขียวจะทำงานกับรูรับแสง f 5.6 ด้านหลังแฟลชจะมีตารางอธิบายวิธีใช้งานเอาไว้ ให้เราดูตัวเลขตามตารางด้านหลังได้เลยหากเราไม่อยากคิดคำนวณเอง นอกจากตารางแล้วก็จะมีไฟอีกดวงทางซ้ายคือไฟ Auto Check ที่เอาไว้ตรวจสอบว่าแฟลชยิงแสงออกไปพอดีไหม กับปุ่ม Ready Lamp เป็นไฟแสดงผลว่าชาร์จพลังงานเต็มที่แล้วพร้อมใช้งาน ถ้าไฟนี้ยังไม่ติดแปลว่าแฟลชยังประจุไฟไม่พอ ต้องรอจนกว่าจะไฟติดจึงค่อยใช้งาน ยังมีปุ่มสีขาวด้านล่างสุดสำหรับกดให้แฟลชทำงานโดยไม่ต้องใช้กล้อง เพื่อใช้เช็คกำลังไฟในระบบ Autoได้โดยที่กล้องไม่ต้องลั่นชัตเตอร์ ใน Flash รุ่นที่สูงกว่านี้ แพงกว่านี้ ลูกเล่นเยอะกว่านี้ จะมีหน้าจอให้เรากดตั้งค่าที่ละเอียดจนสามารถเลือกค่าการทำงานกับรูรับแสงเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เลนส์เรามี สามารถเลือกความไวฟิล์มที่ต้องการได้เลย พวกแฟลชลูกเล่นสูงเหล่านี้เคยมีราคาสูงมากแต่ปัจจุบันก็เป็นของมือสองที่ราคาต่ำเตี้ยหาซื้อได้ไม่ยาก
ยกตัวอย่าง กล้องเราใช้ฟิล์ม iso200 ยืนห่างจากวัตถุประมาณ 3 เมตร ดูจากตารางเราจะต้องใช้รูรับแสง f11 ที่การยิงแฟลชแรงสุด ส่วนความไวชัตเตอร์ก็อยู่ที่ค่าความไวซิงค์แฟลชหรือความไวชัตเตอร์สัมพันธ์กับแฟลช ซึ่งกล้องแต่ละตัวจะมีความไวที่ทำงานกับแฟลชได้เร็วที่สุดไม่เท่ากัน อย่างกล้อง Nikon fm2n จะมีค่าความไวซิงค์แฟลชอยู่ที่ 1/250 วินาที เราใช้ค่านี้ได้เลย หรือ ใช้ค่าความไวชัตเตอร์ที่ช้ากว่านี้อย่าง 1/125 หรือ 1/60 วินาทีก็ได้ ค่าความไวชัตเตอร์มักไม่ค่อยมีผลมาก ยกเว้นการถ่ายภาพบางลักษณะที่ต้องการผลของฉากหลังด้วยก็ค่อยคิดเรื่องความไวชัตเตอร์ที่เหมาะสมอีกที (การเลือกค่าความไวชัตเตอร์เพื่อหวังผลให้วัดแสงธรรมชาติพอดีด้วยจะเป็นเทคนิคการใช้แฟลชอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า slow sync ซึ่งจะยังไม่อธิบายในบทความนี้)
แต่ถ้าเราไม่อยากเปิด f11 เพราะรู้รับแสงแคบไป หรือเพราะเราอยากเปิดรูรับแสงกว้าง ถ้าเลนส์ของเรามีค่ารูรับแสงกว้างสุดที่ f2.8 และเราอยากใช้ค่านี้ เราจะต้องเปลี่ยนไปใช้แฟลช Auto เลื่อนโหมด Auto ไปที่สีแดง แล้วตารางระบุว่าให้เราเปิดรูรับแสงที่ f4 เพราะตอนนี้เราใช้ฟิล์ม iso200 ถ่ายด้วยค่านี้ แฟลชจะยิงแสงออกไปแล้วเซ็นเซอร์จะวัดแสงสะท้อนแฟลช เมื่อความสว่างจากแฟลชตรงกับค่าบนตารางตัวแฟลชก็จะหยุดปล่อยแสง ภาพจะได้แสงพอดีที่ f4 ผลก็คือ แฟลชไม่ต้องทำงานเต็มกำลัง เราสามารถถ่ายต่อเนื่องได้ทันทีเพราะประจุไฟฟ้าที่สะสมอยู่ใช้ไปไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นยังเหลือพลังงานสำหรับการยิงแฟลชได้อีกครั้ง เราสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้อีกภาพก่อนที่พลังงานแฟลชจะถูกใช้ไปจนหมด
แฟลชแยกภาพนอกมีตัวเช็คสภาพแสง Auto Check ให้เราด้วย ถ้าไฟจุดนี้สว่างเป็นสีเขียวจะหมายถึงแสงแฟลชบนภาพสว่างเพียงพอ แต่ถ้าไฟจุดนี้ไม่ติดแสดงว่าแสงแฟลชไม่พอ เราต้องขยับเข้าใกล้วัตถุมากกว่าเดิมอีกสัก 1 เท่าตัวหรือลดระยะห่างให้น้อยลงเหลือครึ่งทางหรือน้อยกว่านั้น เราต้องขยับเข้าใกล้แบบมากขึ้นจนกว่าจะทดสอบแฟลชแล้วไฟ Auto Check ติด
แฟลชแบบแมน่วลจะให้ความแม่นยำที่สุดตามการคำนวณ ส่วนแฟลชแบบออโต้จะให้ความสะดวกและให้ความแม่นยำพอใช้ได้ถ้าระยะทำการไม่ห่างเกินไปและวัตถุไม่เล็กเกินไป แต่ยังคงมีความผิดพลาดได้จากการที่วัตถุมีสีอ่อนหรือสีเข้มเกินไปจะทำให้การวัดแสงสะท้อนจากแฟลชคลาดเคลื่อนซึ่งต้องใช้เทคนิคการชดเชยแสงแฟลชมาแก้ปัญหา ยังมีลูกเล่นแบบอื่นอีกหลายอย่างที่จะทำให้การถ่ายภาพด้วยแฟลชมีความแม่นยำมากขึ้น แฟลชลูกเล่นเยอะที่ทำงานกับกล้องที่ลูกเล่นเยอะจะใส่วิธีการวัดแสงแฟลชที่สะท้อนออกจากห้องฟิล์มในกล้องจะให้ความละเอียดและแม่นยำมากขึ้นอีกและมีชื่อเรียกว่าระบบแฟลชทีทีแอล TTL หรือย่อมาจากคำว่า Through the lens คือวัดแสงแฟลชที่วิ่งผ่านเลนส์ไปถึงฟิล์มและสะท้อนแผ่นฟิล์มไปยังเซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชที่อยู่ในกล้อง
แฟลชแยกออกจากกล้อง เพื่อให้ดูว่ามีกำลังการส่องสว่างระดับไหน ความสว่างขึ้นอยู่กับค่าความไวขอฟิล์ม หรือ iso ของกล้องดิจิทัลด้วย
สมัยก่อนถ่ายภาพด้วยฟิล์มจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีของแฟลชที่สูงมากเพื่อให้ยิงแฟลชได้กำลังไฟที่แม่นยำ พัฒนาการของแฟลชจึงสูงลิบ คู่มือการใช้แฟลชจะหนากว่าคู่มือกล้องเสียอีก เพราะการถ่ายภาพด้วยฟิล์มจะไม่เห็นภาพจนกว่าจะล้างฟิล์มแล้วอัดภาพออกมาเป็นกระดาษ พอเปลี่ยนมาเป็นยุคของกล้องดิจิทัลที่เห็นภาพทันที แฟลชน้อยไปก็เดินเข้าไปใกล้หน่อยแล้วถ่ายใหม่เลย ถ่ายจนกว่าจะได้ความสว่างที่ต้องการ ความจำเป็นในการใช้แฟลชอย่างแม่นยำในการถ่ายภาพครั้งเดียวแล้วได้ตามต้องการเลยก็เลยไม่จำเป็นอีก เทคโนโลยีแฟลชบางอย่างก็เลิกใช้งานไป แต่ข่าวดีคือเทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงมีให้ใช้อยู่ในอุปกรณ์ยุคใหม่ แต่มือใหม่ยุคกล้องดิจิทัลอาจจะไม่รู้ประวัติของเทคนิคเหล่านี้ ไม่ได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ ถ้าเรารู้เทคนิคการใช้แฟลชที่ถูกต้อง เราจะสามารถสร้างสรรค์ภาพได้อีกหลายแบบ