ทริปพ่อแม่ลูกในปีนี้เราวางแผนว่าจะพาลูกไปดูฟุตบอลในอังกฤษและพ่วงกับการไปดูมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาด้วย เป้าหมายของเมืองที่เราจะไปก็คือแมนเชสเตอร์ ลอนดอน ลิเวอร์พูล ตามลำดับ เมื่อกำหนดการเดินทางแล้วก็เริ่มทำวีซ่าประเทศอังกฤษกัน โดยการทำวีซ่ามีเรื่องการเตรียมเอกสารที่น่าปวดหัวมาก แต่ก็ทำผ่านไปได้ด้วยดี ค่าทำวีซ่าร์คนละประมาณห้าพันกว่าบาท โดยก่อนจะยื่นขอวีซ่าเราก็ต้องมีข้อมูลการเดินทางคร่าวๆเสียก่อน กำหนดวัน ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ทุกอย่างต้องมีครบก่อนยื่นขอวีซ่าร์ และการยื่นขอวีซ่าร์ประเทศอังกฤษก็สามารถทำผ่านออนไลน์ได้ และจะมีการนัดเข้าไปเก็บลายนิ้วมือที่บริษัทรับทำวีซ่าร์ด้วยอีก 1 ครั้ง เมื่อทำครบทุกขั้นตอนก็จะได้วีซ่าร์
เป้าหมายหลวมๆก็คือ เราต้องไปอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ให้ได้ก่อนวันที่ 2 พค เพราะกำหนดการเตะฟุตบอลระหว่างทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูลที่บ้านแมนยูฯถูกกำหนดไว้เป็นวันนี้ แต่ภายหลังก็มีการเลื่อนไปเป็นวันที่ 3พค ซึ่งก็มีผลกับพวกเรามาก เพราะต้องเปลี่ยนกำหนดการเข้าและออกโรงแรมที่จองไว้ โดยช่วงวันที่มีฟุตบอลเตะราคาโรงแรมจะแพงมากและหายากเพราะจะมีคนจากทั่วโลกมาที่เมืองนี้เพื่อมาดูบอลเป็นคณะทัวร์ ส่วนพวกเราที่ตะลอนหาทางไปดูด้วยตัวเองก็ต้องไปแย่งที่พักและตั๋วฟุตบอลกันจนต้องลุ้นแล้วลุ้นอีก
เราออกเดินทางคืนวันที่ 30เม.ย. ที่สุวรรณภูมิ ไปสายการบินไทย โดยเส้นทางจะไปแวะต่อเครื่องที่ตุรกีก่อนจะไปถึงแมนเชสเตอร์ เราเดินทางกันประมาณ 20 ชั่วโมง และเหยียบแผ่นดินอังกฤษวันที 1 พค.เวลาท้องถิ่น เมื่อได้ลงเครื่อง เราก็เริ่มต้นการเดินทางไปยังโรงแรมที่พักแล้วค่อยเริ่มโปรแกรมทัวร์ในวันแรกที่มาถึง
ลงเครื่องบินแล้วเดินต่อไปที่สถานีรถไฟ ซึ่งมีรางหลายแบบ มีทั้ง Tube ที่เป็นรถไฟปกติ มี Tram ที่เป็นรถราง ยืนมองดูที่สถานีมันใช้รางเหมือนกันเลย ดูไม่รู้ว่าต้องขึ้นอันไหน คุยกับฝรั่งแถวนั้นเขาก็บอกว่าสายนี้ไปได้ ก็วัดดวงลองขึ้นไปดู ปรากฏว่าเลือกถูก เราได้ขึ้น Tram เข้าสู่ย่านชุมชนในแมนเชสเตอร์ เราไปลงสถานีชื่อ picadilly ซึ่งใกล้ๆกันก็มี picadilly garden ห่างไปประมาณ100 เมตร มันชื่อคล้ายกัน แต่คนละสถานี ซึ่งเราตั้งใจจะไปโรงแรมที่จองไว้ เมื่อเข้าพักที่โรงแรมได้แล้ว เราก็เริ่มโปรแกรมสำรวจแมนเชสเตอร์ใกล้ๆที่พักกันก่อน เพราะวันนี้ยังไม่มีฟุตบอล กำหนดการเตะเป็นวันที่ 3พค เรามีเวลาเที่ยวเล่นกัน 2 วัน
การเดินทางในเมืองแมนเชสเตอร์จะใช้รถรางที่เรียกว่า Tram เป็นหลัก ตั๋วรถรางเราต้องไปซื้อที่ตู้ มีทั้งตั๋วแบบเที่ยวเดียว กับตัวบุฟเฟ่ต์ขึ้นได้ทั้งวัน เราเลือกไปเที่ยวใกล้ๆกับที่พัก นั่งรถไปประมาณ 3 ป้ายก็ลง แล้วเดินเล่น
ไปเดินเล่นดู National Football Museum ค่าเข้าแพงมาก ถ้าไม่ชอบฟุตบอลรับรองไม่มีใครแวะเลย ภายในก็แสดงประวัติต่างๆเกี่ยวกับการเตะฟุตบอลในอังกฤษ เป็นตึกที่ออกแบบมาให้มีหลายชั้น แต่ละชั้นก็จะแสดงข้อมูลและมีกิจกรรมให้เล่นแตกต่างกัน ถ้าจะดูให้ทั่วและเล่นให้ครบต้องใช้เวลาสัก 4 ชม. เป็นอย่างน้อย แต่เราก็ไม่ได้อยากเสียเวลาที่นี่มาก เลือกเดินดูเร็วๆและเล่นกิจกรรมแค่บางอย่าง เราอยู่กันประมาณ 2 ชม ก็ออกแล้ว
ถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีคจำลองอยู่ที่นี่ มาถึงเราก็ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันสักหน่อย
ในพิพิธภัณฑ์มีข้อมูล เรื่องเล่า รายละเอียดต่างๆของวงการฟุตบอลทั้งระดับโลกและระดับประเทศอังกฤษ ส่วนมากจะเป็นข้อมูลที่ผ่านมานานแล้ว ล่าสุดเท่าที่เห็นข้อมูลใหม่ล่าสุดก็ช่วงของเดวิดเบ็คแฮม และ แฮรี่เคนที่มีอยู่นิดหน่อย
ได้เห็นกับตาว่าตั๋วปีของแต่ละสโมสรเขาขายกันเป็นเล่ม ซึ่งยุคนี้ตั๋วเข้าสนามฟุตบอลของทีมใหญ่เชื่อว่าใช้ระบบ wallet ในโทรศัพท์มือถือกันแล้ว ก็ได้แต่สงสัยว่าถ้าคุณปู่คุณย่าไม่มีสมาร์ทโฟนจะเข้าสนามยังไง
ในพิพิธภัณฑ์ฟุตบอลนอกจากข้อมูลที่จัดแสดงแล้วก็มีมุมกิจกรรมให้เล่นหลายจุดหลายเกมส์ ถ้าเล่นให้ครบก็คงเหนื่อยพอสมควร แต่ด้วยค่าเข้าที่แพงมากก็ทำให้กิจกรรมในนี้ไม่ต้องรอนาน บางเกมส์ต้องจ่ายเงินเพิ่มด้วย
สภาพบ้านเมืองในแมนเชสเตอร์ส่วนมากเป็นตึกเก่า โทนสีน้ำตาล สีส้ม ดูมีความคลาสิค แต่ก็มีตึกสูงสมัยใหม่กระจายอยู่ด้วย ถนนในแมนเชสเตอร์มีรถส่วนตัวค่อยข้างน้อย สามารถข้ามถนนได้ง่าย แต่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือจักรยานที่ขับกันเร็ว และมีทั้งขับส่วนตัวกับคนส่งอาหารที่ขับจักรยานไฟฟ้าส่งกันทั้งเมือง เราเจอไรเดอร์ส่งของส่งอาหารเยอะกว่าคนที่ขี่ส่วนตัว
เดินเล่นมาเรื่อยๆจนถึงห้องสมุดโบราณแห่งหนึ่งที่ยังเปิดทำการอยู่ ที่นี่ชื่อ John Rylands Library เป็นห้องสมุดหน้าตาเก่าแก่ อายุเกินกว่าร้อยปีแล้ว ภายในดูคล้ายบรรยากาศในหนังแฮรี่พอตเตอร์ ด้านในมีพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดให้บริการ ส่วนมากนักท่องเที่ยวก็จะแวะมาเดินดู ไม่ค่อยได้นั่งอ่านหนังสือกันนัก เราก็แวะไปดูเช่นกัน
สิ่งที่แปลกใจและน่าทึ่งก็คือเราได้เจอเครื่องพิมพ์ letterpress จัดแสดงอยู่ด้วยในห้องสมุดแห่งนี้ เครื่องพิมพ์โบราณที่อายุหลายร้อยปี พร้อมกับตัวหนังสือโลหะที่ต้องเรียงพิมพ์ก่อนจะนำไปพิมพ์ลงบนกระดาษ งานพิมพ์ letterpress เป็นเครื่องมือหลักในยุคสองร้อยปีก่อนที่จะตีพิมพ์หนังสือต่างๆ โลกเราพัฒนาไปได้ไกลเพราะเรามีเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทำให้ความรู้ถูกทำสำเนาและแจกจ่ายไปสู่ทั่วโลกได้ น่าภูมิใจมากกับประเทศที่ส่งออกความรู้อย่างอังกฤษ ที่ไหนมีแท่นพิมพ์ ที่นั่นคือแหล่งความรู้ และห้องสมุดก็คือตู้โชว์ผลงานของนักวิจัยและเครื่องพิมพ์
เราจบทริปวันแรกในแมนเชสเตอร์ด้วยร้านขนมปัง PRET ที่มีสาขากระจายเต็มไปหมด ไปเมืองไหนก็เจอ ราคาของกินแต่ละมื้อตามร้านสะดวกซื้อพวกนี้แซนวิชประมาณ 5-8 ปอนด์ อาหารเซ็ตก็ประมาณ 10-20 ปอนด์ แถมท้ายให้ร้านขายเครื่องดนตรีที่เราเดินผ่าน มีเปียโนวางอยู่หน้าร้านให้เล่นได้ ก็เลยให้ขอบฟ้าเล่นสักเพลง