ฝึกบอล

การสร้างสายสัมพันธ์ที่นำไปสู่ธุรกิจ

Slide8

การทำธุรกิจด้วยเทคนิคการตลอดแบบบอกต่อนั้น ผลลัพธ์ที่ต้องการคือธุรกิจ แต่ระหว่างทางไปถึงธุรกิจคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกเพียงพอ สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างเรากับสมาชิกในทีม ขั้นตอนการสร้างความสัมพันธ์จะมีโครงสร้าง และเราสามารถสร้างความสัมพันธ์หรือพูดคุยกันกับสมาชิก หรือ ว่าที่ลูกค้าด้วยวิธีการเดียวกัน

Slide2

Slide3

1 ทำความเข้าใจธุรกิจของคู่สนทนา

หลักการก็คือเราต้องพูดคุยเพื่อให้ลูกค้าหรือเพื่อนเราได้เล่าเรื่องราวต่างๆของเขา เทคนิคก็คือถามสั้นให้ตอบยาว เช่น ธุรกิจของคุณคืออะไร หรือ ทำงานนี้มากี่ปีแล้ว คำตอบจากเพื่อนก็จะพร่างพรูออกมา เราจะได้จับประเด็นมาวิเคราะห์ได้ มีหลายคำถามให้เลือกใช้เพื่อเริ่มต้นทำความรู้จักกัน ในระบบการตลาดแบบบอกต่อจำเป็นต้องมีการเล่าเรื่อง นักการตลาดต้องทำให้เกิดการเล่าให้ได้

Slide4

2 เลือกคำถามลงลึก

เมื่อการพูดคุยได้เริ่มต้นขึ้น การถามสั้นให้ตอบยาวก็ยังคงต้องทำอย่างต่อเนื่อง คำถามที่จะช่วยให้เกิดการบอกเล่าข้อมูลจะมีอีกหลายคำถาม เช่น อะไรคือสิ่งที่คุณชอบที่สุดในงาน คุณเริ่มต้นงานนี้ได้อย่างไร เป้าหมายปีนี้ของคุณคืออะไร คำถามเหล่านี้ให้เลือกใช้สักหนึ่งคำถามในการสนทนาเพื่อไม่ให้ใช้เวลานานเกินไป แต่หากมีเวลาที่มากพอก็ถามทุกคำถามได้

Slide5

3 หาลูกค้าหลัก

เมื่อการพูดคุยมีรายละเอียดมากขึ้นแล้ว เราเริ่มทำความรู้จักคู่สนทนาได้สักพักให้เราเริ่มเจาะรายละเอียดเรื่องลูกค้า ถามหาลูกค้าในอดีต ลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้าที่ให้รายได้สูงสุดกับเขา เพื่อที่จะได้รู้ว่าลูกค้าของเขามีลักษณะอย่างไร

Slide6

4 เสนอการแนะนำทางธุรกิจโดยไม่ต้องรอให้ขอ

เมื่อเข้าใจเพื่อนหรือลูกค้าแล้ว เราสามารถจะถามหาสิ่งที่เขาต้องการได้ เขาอาจจะกำลังมองหาซัพพลายเออร์ หรือมองหาวิธีปรับปรุงพัฒนาธุรกิจ หรือแม้แต่เขามองหาลูกค้า เราก็จัดหาสิ่งที่ต้องการให้เขาได้ ไม่ว่าลูกค้าหรือเพื่อนจะมองหาอะไรมีโอกาสที่เราจะสามารถแนะนำได้เพราะว่า เราอยู่ในกลุ่มนักธุรกิจที่มีสมาชิกจำนวนมาก กลุ่มเรามีห้าสิบคนจะมีคนรู้จักของทั้งกลุ่มที่ตรงกับความต้องการ หรือแม้แต่จะเป็นอาชีพที่หายาก ในระดับประเทศเราก็ยังสามารถหาอาชีพที่ตรงความต้องการได้

Slide7

5 ปิดจบด้วย looking for ที่ชัดเจน

ถามหาสิ่งที่เขามองหาอย่างเจาะจง การ looking for ที่แคบที่สุดจะทำให้การมองหาได้รับการตอบสนองที่ตรงความต้องการ เรานำ looking มาให้ทีมช่วยกันหาได้

สรุปสั้นทริปฟุตบอลและดูมหาวิทยาลัย

DSC00600
DSC00601

ลงเครื่องบินแล้วมาวัดใจกับป้ายแรกของทริป หารถขึ้นเข้าไปในเมือง Manchester Airport to Manchester

DSC01627

ขากลับสิ้นสุดทริปการเดินทาง เราจบที่ยืนดูป้ายรถ Tram เที่ยวแรกที่วันนั้นยังมึนงงกัน

5minutes presentation 28apr2026

Screenshot 2569-04-28 at 08.31.33

คุณกิ๊ป กล้องวงจรปิดและระบบ Access Control

LINE_ALBUM_HRT Member Name Card_241029_34

คุณโน้ต งานโซล่าเซลส์และระบบพลังงานทางเลือกต่างๆ

vorapot-gtr-

5minutes presentation 21apr2026

Screenshot 2569-04-21 at 10.29.17

คุณกบ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสร้างแฟรนไชส์

LINE_ALBUM_HRT Member Name Card_241029_28

คุณภีม ขายผลิตภัณฑ์หลายชนิดของ Coway ทั้งเครื่องกรองอากาศ เครื่องกรองน้ำ เก้าอี้นวด

Name Card_Coway_Pimchamapa Cho 9 x 5.5 cm

5minutes presentation 7apr2026

Screenshot 2569-04-21 at 10.36.06

ทนายไสว ผู้เชี่ยวชาญกฏหมายแรงงาน เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทหลายแห่ง

นามบัตร กฎหมายปาระมี จำกัด

คุณนพดล บริษัทำงานเฟอร์นิเจอร์หวายเทียม ชำนาญงานสาน

LINE_ALBUM_HRT Member Name Card_241029_11

สอนใช้แฟลชถ่ายภาพ ตอนที่1 manual flash

ในการถ่ายภาพเราจะต้องมีแสงที่เพียงพอให้กับฟิล์ม ถ้าเราถ่ายภาพกลางวันในที่โล่งแจ้ง สภาพแสงจะมากจนเราสามารถใช้กล้องถ่ายรูปตัวไหนก็ถ่ายภาพได้ สปีดชัตเตอร์อาจจะสูงถึง 1/125 วินาที หรือ 1/90 วินาที คู่กับรูรับแสง f11 ฟิล์มความไว iso200 ซึ่งกล้องคุณภาพดีระดับโปรไปจนถึงกล้องพลาสติกจำพวก toy camera ก็มักจะถ่ายภาพที่ความเร็วแบบนี้ ภาพกลางวันมักจะให้แสงที่พอดี ได้ภาพที่น่ามอง แต่ถ้าสภาพแสงน้อยลง อาจจะเป็นตอนเย็น ตอนเมฆปกคลุมหนาแน่นมาก หรือตอนพระอาทิตย์ตกไปแล้ว สภาพแสงที่วัดแสงพอดีอาจจะต้องใช้ชัตเตอร์สปีดหรือความไวชัตเตอร์ที่นานมากขึ้น หรืออาจจะหลายวินาทีเพื่อให้แสงพอดีบนฟิล์ม ถ้าเราไม่ใช้ขาตั้งกล้องเราจะไม่สามารถเก็บภาพได้เลย หรือการถ่ายภาพคนก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะคนเราไม่สามารถยืนนิ่งเป็นวินาทีหน้ากล้องได้ ภาพที่บันทึกได้ก็จะเบลอ เพราะฟิล์มมีความไวแสงตายตัว เราเปลี่ยนความไวแสงของฟิล์มที่กำลังใช้งานในกล้องไม่ได้ จุดนี้มันคือความแตกต่างของกล้องฟิล์มกับกล้องดิจิทัล

การถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยจนถ่ายภาพต่อไม่ได้ แต่ยังคงต้องการได้ภาพทำให้มีการสร้างแหล่งกำเนิดแสงเฉพาะกิจขึ้นมา นั่นคือไฟแฟลช แฟลชจะทำหน้าที่ส่องแสงปริมาณมากๆในช่วงเวลาสั้นให้กับเรา ทำให้ภาพวัตถุหรือภาพคนมีความสว่างขึ้นมาเหมือนถ่ายตอนกลางวัน ทำให้เราสามารถเก็บภาพได้ โดยพื้นที่ที่โดนแสงแฟลชอย่างเพียงพอจะให้ภาพสีสันปกติ แต่พื้นที่ที่ไม่ได้รับแสงแฟลช หรือ โดนแสงแฟลชเพียงเล็กน้อยก็จะมีความมืดกว่าปกติ และอาจจะกลายเป็นสีดำเหมือนไม่โดนแสงเลยก็ได้

IMG_3855
000044
000034
000070
000050

ตัวอย่างภาพที่ใช้แฟลชตอนแสงน้อย

แฟลชที่ทำงานแบบพื้นฐานที่สุดคือยิงแสงแฟลชทันทีตามชัตเตอร์กล้อง แฟลชแยกที่ซื้อมาติดกับกล้องจะทำงานด้วยระบบพื้นฐานได้เสมอ นั่นคือไม่มีลูกเล่นใดๆ เมื่อเปิดแฟลชให้ทำงาน แฟลชจะชาร์จพลังงานหรือประจุไฟจากแบตเตอรี่ให้มีกำลังมากที่สุดตามสเป็ค และจะยิงแสงด้วยกำลังสูงสุดของตัวมัน เมื่อยิงแฟลชออกไปแล้วก็ต้องใช้เวลาหลายวินาทีเพื่อชาร์จไฟสำหรับเตรียมยิงแฟลชครั้งต่อไป ส่วนมากแฟลชจะใช้เวลาประจุไฟฟ้าประมาณ 5-10 วินาที เราเรียกแฟลชพื้นฐานแบบนี้ว่าแฟลชแมน่วล หรือ manual flash

ส่วนแฟลชที่ติดมากับกล้องโดยมากก็จะเป็นแฟลชแมน่วลกำลังไฟไม่มาก ถ้าทันสมัยสักหน่อยก็จะมีระบบตัดแสงแฟลชแบบ Auto ในกล้องคอมแพ็ค หรือไม่ก็ระบบแฟลช TTL ในกล้อง SLR กลับไปที่กล้องกับแฟลชแมน่วลเมื่อยิงแสงแฟลชแล้วก็ต้องรอประจุไฟสักหน่อยแล้วค่อยทำงานต่อ กล้องฟิล์มจะมีความสามารถในการรับแสงที่ยืดหยุ่น แฟลชมากไปหรือน้อยไปเล็กน้อยก็ยังให้ภาพที่ดูรู้เรื่องใช้งานได้ แต่ถ้าเราอยากจะยิงแสงแฟลชอย่างแม่นยำ เราก็ควรศึกษาวิธีทำงานของแฟลชและวิธีการปรับกล้องให้รับแสงแฟลชได้พอดีเราจึงจะควบคุมความสว่างแสงแฟลชได้ดังใจ

กำลังส่องสว่างของแฟลชเราจะเรียกว่าไกด์นัมเบอร์ ตัวย่อภาษาอังกฤษคือ GN ซึ่งจะต้องกำหนดมาจากสเป็คผู้ผลิตเลย แฟลชติดกล้องมักจะมีไกด์นัมเบอร์ประมาณ 5.6 หรือ อย่างมากก็ 8 ที่ฟิล์ม iso 100 แฟลชภายนอกที่ซื้อมาเพิ่มก็จะมีไกด์นัมเบอร์ 8 – 22 แล้วแต่ขนาด เมื่อใช้แฟลชถ่ายภาพเราจะต้องเลือกรูรับแสงให้เหมาะสมกับระยะห่างของวัตถุด้วย โดยจะคำนวณจากสูตรนี้

05c042dd-feae-4b7d-a8a8-1b181392d899


GN = รูรับแสง(f) x ระยะทาง(เมตร)

เช่น ค่า GN = 8 และกล้องของเราใช้รูรับแสง f4 เราจะต้องให้ระยะทางระหว่างแฟลชกับวัตถุห่างกัน 2 เมตร ตามสมการ

8 = 4 x 2เมตร

นั่นหมายความว่ากล้องที่มีแฟลชในตัวกำลังไฟแฟลช GN = 8 ใส่ฟิล์ม iso 100 เมื่อเราจะถ่ายคนที่ระยะห่าง 2 เมตรจากแฟลช เราจะต้องปรับรูรับแสงไปที่ f4 ความไวชัตเตอร์เท่ากับความไวที่กล้องกำหนดว่าให้ใช้งานกับแฟลช บางตัวอาจจะกำหนดค่าไว้ที่ 1/125 วินาที แต่ถ้าเราใช้ฟิล์ม iso200 เราจะต้องใช้รูรับแสง f5.6 หรือ แคบลงกว่าค่าที่คำนวณได้อยู่ 1สต๊อป

แต่ถ้าเราปรับรูรับแสงไปที่ f8 ในกล้องใส่ฟิล์ม iso100 สมการจะคำนวณออกมาได้เป็นระยะยืนห่าง 1 เมตร ถึงจะได้แสงพอดี

8 = 8 x 1เมตร

ถ้าเราใช้รูรับแสงกว้างขึ้น ระยะทางที่แฟลชทำงานได้ก็จะไกลขึ้น ตอนใช้แฟลชช่างภาพจะต้องเลือกระยะยืนและรูรับแสงที่ใช้ให้เหมาะสมกันเพื่อรักษาความสว่างของแฟลชให้พอดี

แฟลชแมน่วลใช้แก้ปัญหาให้กับการถ่ายภาพได้ดี และได้รับการเพิ่มความสามารถเข้าไปอีกอย่างหนึ่งคือใส่ระบบ Auto เข้าไปด้วย จนมีชื่อเรียกว่า Flash Auto โดยจะมีการใส่เซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชเอาไว้ที่ตัวแฟลชด้วย เพื่อทำการวัดค่าแสงสะท้อนแฟลชจากวัตถุ ถ้าความสว่างมากพอตามค่าที่ตั้งไว้แฟลชก็จะหยุดปล่อยแสง หรือตัดการทำงาน ภาพที่ได้ก็จะได้แสงสว่างพอดี ยกตัวอย่างเช่น แฟลชค่า GN = 8 เรารู้ว่าเราสามารถถ่ายภาพที่ f4 ได้ไกล 2 เมตร แต่ถ้าเราเปิดรูรับแสง f4 และถ่ายใกล้แค่ 1 เมตร แฟลชทำงานได้เพียงพอแน่นอน และจะสว่างเกินไปด้วยหากแฟลชทำงานเต็มที่ Flash Auto ที่มีเซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชจะวัดค่าแสงสะท้อนและเมื่อแสงสว่างจากแฟลชพอดีที่ f4 แล้วแฟลชจะหยุดยิงแสงทันที ทำให้เราสามารถใช้ Flash Auto ถ่ายวัตถุใกล้ๆได้โดยไม่ต้องคำนวณระยะทางเอง

IMG_0257

ยกตัวอย่างแฟลชที่ขายแยกและมีความสามารถใช้เป็น Flash แบบแมน่วล และสามารถใช้งานแบบ Flash Auto ได้ด้วย ตัวอย่างแฟลชของ vivitar รุ่น 2700 ในปัจจุบันคงไม่มีขายแล้ว เจ้าตัวนี้เป็นแฟลชแมน่วลที่ตั้งการทำงานแบบ Auto ได้ 2 ค่า ด้านหน้าจะเป็นตัวเลื่อนระบบการทำงานระหว่าง manual และ auto มีรูวงกลมเป็นเซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชที่สะท้อนกลับมาเพื่อใช้กับการทำงานแบบ Flash Auto

IMG_0267

ถ้าเราจะใช้เป็น Flash manual ให้เลื่อนสวิตซ์เลือกด้านหน้ามาที่คำว่า M แต่ถ้าจะให้ทำงาน Auto ก็เลือกไปที่สีแดง หรือ สีน้ำเงินก็ได้ โดยสีแดงจะทำงานกับรูรับแสง f 2.8 ส่วนตำแหน่งสีเขียวจะทำงานกับรูรับแสง f 5.6 ด้านหลังแฟลชจะมีตารางอธิบายวิธีใช้งานเอาไว้ ให้เราดูตัวเลขตามตารางด้านหลังได้เลยหากเราไม่อยากคิดคำนวณเอง นอกจากตารางแล้วก็จะมีไฟอีกดวงทางซ้ายคือไฟ Auto Check ที่เอาไว้ตรวจสอบว่าแฟลชยิงแสงออกไปพอดีไหม กับปุ่ม Ready Lamp เป็นไฟแสดงผลว่าชาร์จพลังงานเต็มที่แล้วพร้อมใช้งาน ถ้าไฟนี้ยังไม่ติดแปลว่าแฟลชยังประจุไฟไม่พอ ต้องรอจนกว่าจะไฟติดจึงค่อยใช้งาน ยังมีปุ่มสีขาวด้านล่างสุดสำหรับกดให้แฟลชทำงานโดยไม่ต้องใช้กล้อง เพื่อใช้เช็คกำลังไฟในระบบ Autoได้โดยที่กล้องไม่ต้องลั่นชัตเตอร์ ใน Flash รุ่นที่สูงกว่านี้ แพงกว่านี้ ลูกเล่นเยอะกว่านี้ จะมีหน้าจอให้เรากดตั้งค่าที่ละเอียดจนสามารถเลือกค่าการทำงานกับรูรับแสงเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เลนส์เรามี สามารถเลือกความไวฟิล์มที่ต้องการได้เลย พวกแฟลชลูกเล่นสูงเหล่านี้เคยมีราคาสูงมากแต่ปัจจุบันก็เป็นของมือสองที่ราคาต่ำเตี้ยหาซื้อได้ไม่ยาก

IMG_0262

ยกตัวอย่าง กล้องเราใช้ฟิล์ม iso200 ยืนห่างจากวัตถุประมาณ 3 เมตร ดูจากตารางเราจะต้องใช้รูรับแสง f11 ที่การยิงแฟลชแรงสุด ส่วนความไวชัตเตอร์ก็อยู่ที่ค่าความไวซิงค์แฟลชหรือความไวชัตเตอร์สัมพันธ์กับแฟลช ซึ่งกล้องแต่ละตัวจะมีความไวที่ทำงานกับแฟลชได้เร็วที่สุดไม่เท่ากัน อย่างกล้อง Nikon fm2n จะมีค่าความไวซิงค์แฟลชอยู่ที่ 1/250 วินาที เราใช้ค่านี้ได้เลย หรือ ใช้ค่าความไวชัตเตอร์ที่ช้ากว่านี้อย่าง 1/125 หรือ 1/60 วินาทีก็ได้ ค่าความไวชัตเตอร์มักไม่ค่อยมีผลมาก ยกเว้นการถ่ายภาพบางลักษณะที่ต้องการผลของฉากหลังด้วยก็ค่อยคิดเรื่องความไวชัตเตอร์ที่เหมาะสมอีกที (การเลือกค่าความไวชัตเตอร์เพื่อหวังผลให้วัดแสงธรรมชาติพอดีด้วยจะเป็นเทคนิคการใช้แฟลชอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า slow sync ซึ่งจะยังไม่อธิบายในบทความนี้)

แต่ถ้าเราไม่อยากเปิด f11 เพราะรู้รับแสงแคบไป หรือเพราะเราอยากเปิดรูรับแสงกว้าง ถ้าเลนส์ของเรามีค่ารูรับแสงกว้างสุดที่ f2.8 และเราอยากใช้ค่านี้ เราจะต้องเปลี่ยนไปใช้แฟลช Auto เลื่อนโหมด Auto ไปที่สีแดง แล้วตารางระบุว่าให้เราเปิดรูรับแสงที่ f4 เพราะตอนนี้เราใช้ฟิล์ม iso200 ถ่ายด้วยค่านี้ แฟลชจะยิงแสงออกไปแล้วเซ็นเซอร์จะวัดแสงสะท้อนแฟลช เมื่อความสว่างจากแฟลชตรงกับค่าบนตารางตัวแฟลชก็จะหยุดปล่อยแสง ภาพจะได้แสงพอดีที่ f4 ผลก็คือ แฟลชไม่ต้องทำงานเต็มกำลัง เราสามารถถ่ายต่อเนื่องได้ทันทีเพราะประจุไฟฟ้าที่สะสมอยู่ใช้ไปไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นยังเหลือพลังงานสำหรับการยิงแฟลชได้อีกครั้ง เราสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้อีกภาพก่อนที่พลังงานแฟลชจะถูกใช้ไปจนหมด

แฟลชแยกภาพนอกมีตัวเช็คสภาพแสง Auto Check ให้เราด้วย ถ้าไฟจุดนี้สว่างเป็นสีเขียวจะหมายถึงแสงแฟลชบนภาพสว่างเพียงพอ แต่ถ้าไฟจุดนี้ไม่ติดแสดงว่าแสงแฟลชไม่พอ เราต้องขยับเข้าใกล้วัตถุมากกว่าเดิมอีกสัก 1 เท่าตัวหรือลดระยะห่างให้น้อยลงเหลือครึ่งทางหรือน้อยกว่านั้น เราต้องขยับเข้าใกล้แบบมากขึ้นจนกว่าจะทดสอบแฟลชแล้วไฟ Auto Check ติด

แฟลชแบบแมน่วลจะให้ความแม่นยำที่สุดตามการคำนวณ ส่วนแฟลชแบบออโต้จะให้ความสะดวกและให้ความแม่นยำพอใช้ได้ถ้าระยะทำการไม่ห่างเกินไปและวัตถุไม่เล็กเกินไป แต่ยังคงมีความผิดพลาดได้จากการที่วัตถุมีสีอ่อนหรือสีเข้มเกินไปจะทำให้การวัดแสงสะท้อนจากแฟลชคลาดเคลื่อนซึ่งต้องใช้เทคนิคการชดเชยแสงแฟลชมาแก้ปัญหา ยังมีลูกเล่นแบบอื่นอีกหลายอย่างที่จะทำให้การถ่ายภาพด้วยแฟลชมีความแม่นยำมากขึ้น แฟลชลูกเล่นเยอะที่ทำงานกับกล้องที่ลูกเล่นเยอะจะใส่วิธีการวัดแสงแฟลชที่สะท้อนออกจากห้องฟิล์มในกล้องจะให้ความละเอียดและแม่นยำมากขึ้นอีกและมีชื่อเรียกว่าระบบแฟลชทีทีแอล TTL หรือย่อมาจากคำว่า Through the lens คือวัดแสงแฟลชที่วิ่งผ่านเลนส์ไปถึงฟิล์มและสะท้อนแผ่นฟิล์มไปยังเซ็นเซอร์วัดแสงแฟลชที่อยู่ในกล้อง

IMG_7864
แฟลชแยกออกจากกล้อง เพื่อให้ดูว่ามีกำลังการส่องสว่างระดับไหน ความสว่างขึ้นอยู่กับค่าความไวขอฟิล์ม หรือ iso ของกล้องดิจิทัลด้วย

สมัยก่อนถ่ายภาพด้วยฟิล์มจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีของแฟลชที่สูงมากเพื่อให้ยิงแฟลชได้กำลังไฟที่แม่นยำ พัฒนาการของแฟลชจึงสูงลิบ คู่มือการใช้แฟลชจะหนากว่าคู่มือกล้องเสียอีก เพราะการถ่ายภาพด้วยฟิล์มจะไม่เห็นภาพจนกว่าจะล้างฟิล์มแล้วอัดภาพออกมาเป็นกระดาษ พอเปลี่ยนมาเป็นยุคของกล้องดิจิทัลที่เห็นภาพทันที แฟลชน้อยไปก็เดินเข้าไปใกล้หน่อยแล้วถ่ายใหม่เลย ถ่ายจนกว่าจะได้ความสว่างที่ต้องการ ความจำเป็นในการใช้แฟลชอย่างแม่นยำในการถ่ายภาพครั้งเดียวแล้วได้ตามต้องการเลยก็เลยไม่จำเป็นอีก เทคโนโลยีแฟลชบางอย่างก็เลิกใช้งานไป แต่ข่าวดีคือเทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงมีให้ใช้อยู่ในอุปกรณ์ยุคใหม่ แต่มือใหม่ยุคกล้องดิจิทัลอาจจะไม่รู้ประวัติของเทคนิคเหล่านี้ ไม่ได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ ถ้าเรารู้เทคนิคการใช้แฟลชที่ถูกต้อง เราจะสามารถสร้างสรรค์ภาพได้อีกหลายแบบ

ไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2569

ช่วงเดือนเมษายนของทุกปีจะเป็นช่วงเวลาที่มีการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปีนี้จัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติร์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานกลางเมือง ศูนย์ประชุมได้รับการปรับปรุงใหม่มาหลายปี ที่จอดรถเพียงพอสำหรับงานใหญ่ เราสามารถขับรถไปหาที่จอดได้ไม่ยาก แตกต่างไปจากเมื่อยี่สิบปีก่อนอย่างมาก

IMG_20260405_104846287

งานหนังสือมีสำนักพิมพ์มาออกบู๊ทจำนวนมาก มีหนังสือใหม่และหนังสือเก่ามาวางขายกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน ขณะที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์เป็นอุตสาหกรรมที่เงียบเหงา แต่กลับคึกคักในวงการหนังสือ ทุกสำนักพิมพ์มีหนังสือใหม่หลายสิบหลายร้อยเล่ม มันต้องใช้กำลังการผลิตมหาศาลมากที่จะพิมพ์หนังสือได้เยอะขนาดนี้ วงการข่าว วงการทีวี วงการนิตยสารอาจจะล้มหายตายจาก แต่วงการหนังสือเติบโตอย่างเหลือเชื่อ เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับประเทศเราที่ยังมีคนให้ความสำคัญกับหนังสือขนาดนี้

DSC00143_1

พาลูกไปเดินเลือกหนังสือ ได้หนังสือใหม่ที่ลดราคากลับมาเยอะมาก ได้หนังสือเก่ามือสองราคารีเซลกลับมาด้วย การ์ตูนเก่ายุคสามสิบปีที่แล้วเจอวางขายครบเซ็ทก็ซื้อกลับมาด้วย สมัยเด็กไม่มีเงินซื้อแต่พอเห็นวางรวมครบชุดก็อดใจไม่ได้ซื้อกลับมากะว่าได้แบ่งกันอ่านพ่อกับลูก และลูกก็ยังได้หนังสือเกี่ยวกับฟุตบอลกับมาด้วย เด็กยุคใหม่ยังคงมีความสนใจอ่านหนังสือเล่มตัวหนังสือเยอะๆแบบพ็อกเก็ตบุ๊ค

IMG_20260405_144504609

5minutes presentation 31mar2026

สกรีนช็อต 2026-04-05 234034

คุณอ้อพัชนาภา เจ้าของบริษัท Datamax ผู้ให้บริการงานพิมพ์อิงค์เจ็ท

LINE_ALBUM_HRT Member Name Card_241029_52

ไปดูหนัง Project Hail Mary พระเอกไม่ตาย

เรื่องนี้พระเอกไม่ตาย โลกเราไม่ชอบทำหนังที่พระเอกตาย

เดือนมีนาคมปีนี้ คศ2026 มีหนังเข้าฉายในโรงภาพยนต์คือเรื่อง Poroject Hail Mary ซึ่งเป็นหนังที่ทำมาจากหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ขายดีเล่มหนึ่ง เรื่องนี้ผู้เขียนคือ Andy Weir ที่เคยเขียนเรื่อง Martian มาก่อน และเคยถูกนำมาทำเป็นหนังเช่นเดียวกัน

IMG_20260403_162519141

ตั๋วหนังยุคนี้ใบละ 260 บาท ส่วนป๊อปคอร์นชุดนึงมีสองถุงกับน้ำสองแก้วราคา 390 บาท เราเสียเงินค่าของกินเล่นมากกว่าตั๋วหนังแล้ว ไปดูกันสามคนหารออกมายังถือว่าค่าขนมไม่แพงมาก แต่ก็แพงแหละ

เนื้อเรื่องคร่าวๆของ Project Hail Mary คือ โลกเราเจอวิกฤตที่ดวงอาทิตย์เริ่มหรี่แสง จะทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง จะมีคนตายจำนวนมากจนไปถึงการสูญพันธ์ุได้เลยในเวลา 30 ปีข้างหน้า และมีดาวฤกษ์หลายดวงที่เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ แต่มีอยู่ดวงหนึ่งที่ไม่มีอาการแบบนี้ มนุษย์จึงตัดสินใจเดินทางไปดาวฤกษ์ดวงนั้นเพื่อค้นหาคำตอบและนำมาแก้ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่

หนังสนุก เนื้อหาดี เป็นเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ที่ย่อยง่าย เข้าใจง่าย ความรู้วิทยาศาสตร์ระดับมัธยมทุกอย่างที่เคยได้ยินได้ฟังมาในยุคโซเชียลมีเดียวช่วง 20 ปีนี้ถูกนำมาใส่ไว้ในเรื่องนี้เกือบครบทุกอย่าง ยกเว้นเครื่องควอนตั้มและ เอไอ เราจะพบกับชีววิทยา เซลส์ การคัดเลือกโดยธรรมชาติ ฟิสิกส์การเคลื่อนที่ สัมพัทธภาพของไอสไตน์ โลกร้อน โลกเย็น พลังงาน วัสดุ และอื่นๆอีกมากที่เฉียดไปเฉียดมา เด็กนักเรียนนักศึกษาควรได้ดูหรือได้อ่านเรื่องนี้ เพราะน่าจะแตะความสนใจในวิทยาศาสตร์บางเรื่องที่ชอบได้ไม่ยาก มีคลิปรีวิวและสปอยล์ของเรื่องนี้ออกมาจำนวนมาก ลองค้นหาและเปิดดูเปิดฟังเล่นๆก็ยังได้

IMG_20260404_134417642

โลกเรามีวิกฤต มนุษย์ร่วมมือกัน มีเป้าหมายเดียวกัน มนุษย์ต่างดาวก็มีเป้าหมายเดียวกับเรา ทุกคนร่วมมือกัน มันเป็นความสัมพันธ์ในฝัน แต่ในโลกความเป็นจริง มีคนสร้างสงคราม มีคนกระหายสงคราม มีคนสั่งฆ่าเด็กนักเรียนทั้งโรงเรียน ทำลายบ้านเมืองคนอื่นย่อยยับ สั่งฆ่าฝ่ายตรงข้ามจำนวนนับไม่ถ้วน ผู้ที่ยิงคนอื่นไม่มีสำนักว่าเราอยู่ในโลกใบเดียวกัน ทุกคนต่างอยากมีชีวิตรอด อยากมีความเป็นอยู่ที่ดี แต่บางคนไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น

ภารกิจของหนังจบลงด้วยดี โลกลอกการบ้านดาวดวงอื่นจนอยู่รอด

รวมคลิปสปอยล์หลายอันไว้ที่นี่

เล่นเปียโนที่โรงพยาบาลตำรวจ

DSC00122

โรงเรียนดนตรีที่ขอบฟ้าเรียนอยู่จัดกิจกรรมเล่นดนตรีที่โรงพยาบาลตำรวจ ขอบฟ้าไปแสดงดนตรี 1 เพลง ในกิจกรรมมีนักเรียนหลายคนมาแสดง คลิปถ่ายการแสดงเปียโนในวันนี้ถ่ายด้วยกล้อง Gopro9 ซึ่งเป็นกล้อง Action cam ตัวหนึ่งที่ออกมาหลายปีแล้ว ปัจจุบันเลขรุ่นไปไกลกว่านี้หลายรุ่น และมีคู่แข่งยี่ห้ออื่นที่ทำตลาดได้ดีกว่าจน Gopro อาจจะสูญพันธุ์ไปก็ได้

คุณสมบัติที่ดีของ Gopro9 ตัวนี้ก็คือ มันรับเสียงได้ค่อนข้างดี ให้เนื้อเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ดีเมื่อเทียบกับกล้องทั่วไป และเหตุที่ถูกเลือกหยิบตัวนี้มาใช้บันทึกคลิปแทนการใช้กล้องตัวใหญ่ ก็เพราะมันตัวเล็ก สามารถใส่กระเป๋ากางเกงได้ และการหยิบมาวางบนเปียโนเพื่อบันทึกคลิปเราจะได้เสียงที่ดีจากการรับแรงสะเทือนหรือสัมผัส เสียงเปียโนนอกจากวิ่งผ่านอากาศไปถึงหูคนแล้ว ยังวิ่งผ่านไม้บนตัวเปียโนแล้วแรงสั่นสะเทือนก็จะวิ่งเข้าไปใน Gopro ด้วย ทำให้ได้เสียงเปียโนมากกว่าเสียงบรรยากาศ เราจะได้ยินดนตรีมากกว่าเสียงคนพูดคุย แม้ Gopro จะมีอุปกรณ์เสริมอย่าง media mod ที่มีไมค์ shotgun ในตัวให้ใช้สำหรับการบันทึกคลิปทั่วไป แต่ก็เลือกที่จะถอด media mod ออก เหลือเพียง gopro9 เพียวๆ เพื่อให้รับแรงสั่นสะเทือนตรงๆ

วิดีโอมุมกว้างจากหน้าเวทีใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายเป็นคลิปแนวตั้งโดยเอาภาพจาก Gopro มาตัดต่อร่วมกับภาพมือถือ ทำเป็นสองมุมมอง ใช้เสียงเปียโนจากคลิป gopro

เพลงที่เล่นชื่อ River Flows in You แต่งและบรรเลงโดย Yiruma (Lee Ru-ma) นักเปียโนชาวเกาหลีใต้ บรรจุอยู่ในอัลบั้ม First Love ในปี 2001