5 สิ่งที่แบรนด์เครื่องสำอางต้องพิจารณาในการออกแบบกล่องเพื่อให้ขายได้จริง

ถ้าคุณเป็นคนทำแบรนด์เครื่องสำอาง คุณอาจจะกำลังทุ่มสุดตัวกับการพัฒนาสูตรให้เจ๋งที่สุดอยู่ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่มันเป็นเหมือน “จุดเริ่มต้นของความสนใจ” ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์เลย นั่นก็คือ “หน้าตา” ของสินค้า โดยเฉพาะกล่อง

ลองนึกภาพลูกค้าเดินผ่านชั้นวางที่มีสินค้าหน้าตาคล้ายกันเต็มไปหมด เขาไม่ได้มีเวลาหยิบทุกชิ้นขึ้นมาอ่านละเอียดหรอก ในเวลาไม่กี่วินาทีแรกที่สายตาไปสะดุด เขาจะตัดสินใจจากความรู้สึกก่อนเสมอ แล้วค่อยหาเหตุผลมารองรับทีหลัง

นี่แหละที่ทำให้กล่องไม่ได้เป็นแค่กระดาษห่อสินค้า แต่มันคือ “พนักงานขายคนแรก” ของแบรนด์ เป็น Touchpoint แรกที่ลูกค้าสัมผัส และมันต้องเล่าเรื่องทั้งหมดของแบรนด์ให้ได้แบบไม่ต้องพูดเยอะ

วันนี้เลยอยากชวนคุณมาดู 5 เรื่องสำคัญที่ควรคิดให้ครบ ตอนออกแบบกล่องเครื่องสำอาง เพื่อเปลี่ยนจาก “แค่สินค้า” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์ที่น่าจดจำ”

1) ความสอดคล้องของอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Consistency)

กล่องที่ดีไม่ควรหลุดไปจากตัวตนแบรนด์แม้แต่นิดเดียว เพราะลูกค้าจะเชื่อมั่นในแบรนด์ที่ดูเป็นมืออาชีพและมีภาพจำชัด ๆ มากกว่าเสมอ

ลองเช็กตัวเองง่าย ๆ ว่าโลโก้ สีหลัก ฟอนต์ ไปจนถึงสไตล์ภาพบนกล่อง “พูดภาษาเดียวกัน” กับแบรนด์ไหม และที่สำคัญ ต้องสอดคล้องกับ CI หรือ Corporate Identity Guideline ที่คุณวางไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสินค้ารุ่นเดิมหรือรุ่นใหม่

อีกจุดที่หลายคนลืมคือโทนของกระดาษและวัสดุตกแต่ง เช่น งานปั๊มฟอยล์หรือสีพิเศษ พวกนี้ไม่ใช่แค่ทำให้สวยขึ้น แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของ “อารมณ์” ที่แบรนด์ส่งไปถึงลูกค้า ถ้าคุมโทนให้ถูก กล่องจะดูพรีเมียมขึ้นแบบไม่ต้องพยายามอธิบายเลย

2) ประสบการณ์เมื่อสัมผัส (The Tactile Experience)

เครื่องสำอางเป็นสินค้าที่คนเลือกด้วยความรู้สึกเยอะมากกว่าสินค้าหลายประเภท เพราะมันเกี่ยวกับความสวย ความมั่นใจ และภาพลักษณ์ของตัวเอง ดังนั้นนอกจากมองเห็นแล้ว “สัมผัส” ก็มีผล

อย่าออกแบบโดยคิดแค่ภาพพิมพ์บนกล่อง ลองให้ความสำคัญกับวัสดุและผิวสัมผัสของกระดาษด้วย เช่น กระดาษอาร์ตการ์ดด้านที่ให้ความรู้สึกหรู นุ่ม และดูเป็นธรรมชาติ หรือเทคนิคอย่าง Embossing และ Foil Stamping ที่ช่วยเพิ่มมิติ ทำให้ลูกค้าหยุดมองซ้ำ ๆ

ถ้างบถึง คุณอาจลองเติมกลิ่นอโรมาอ่อน ๆ ที่กล่องด้วยก็ได้ เพราะกลิ่นเป็นตัวกระตุ้นความทรงจำชั้นดี กล่องหนึ่งกล่องอาจกลายเป็น “ซิกเนเจอร์” ที่ทำให้ลูกค้านึกถึงแบรนด์คุณทุกครั้งที่เปิด

3) การจัดลำดับข้อมูล (Information Hierarchy)

ความจริงคือ ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านทุกอย่างบนกล่อง เขาอยากเข้าใจให้ไวที่สุดว่า “นี่คืออะไร และช่วยอะไรได้” ใน 3 วินาทีแรก

ดังนั้นบนกล่องควรมีจุดเด่นที่ชัด และวางข้อมูลแบบเป็นขั้นเป็นตอน

ด้านหน้าคือจุดที่ต้องดึงสายตาให้ได้ก่อน ชื่อแบรนด์ ชื่อสินค้า และจุดขายหลักควรเห็นชัดทันที

ด้านข้างค่อยเล่า “ประโยชน์” แบบกระชับ เน้นส่วนผสมเด่นหรือ Benefit หลักสัก 3 ข้อ ให้คนอ่านแล้วรู้สึกว่า เออ…นี่แหละที่ตามหา

ด้านหลังค่อยลงรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นวิธีใช้ ส่วนประกอบ ข้อมูลติดต่อ หรือข้อควรระวัง จุดนี้ไม่จำเป็นต้องเด่นที่สุด แต่ต้องจัดให้อ่านง่าย เป็นระเบียบ และไม่ทำให้คนรู้สึกว่า “ขอพักก่อน” ตั้งแต่ยังไม่ทันซื้อ

4) ความยืดหยุ่นในการขยายไลน์สินค้า (Scalability)

ถ้าแบรนด์คุณตั้งใจจะโต คุณต้องคิดให้ไกลกว่ารุ่นเดียวในวันนี้ เพราะวันที่สินค้าขายดี คุณจะอยากต่อยอดทันที และตอนนั้นคุณไม่อยากเริ่มออกแบบใหม่หมดทุกครั้ง

ทางที่ดีคือออกแบบ “โครงสร้างหลักของกล่อง” ให้เป็นมาตรฐานไว้ก่อน แล้วเวลาออกสินค้ารุ่นใหม่ ค่อยเปลี่ยนแค่สติกเกอร์ ชื่อรุ่น หรือสีบางจุดให้ต่างกัน วิธีนี้ช่วยประหยัดเวลาและต้นทุน และยังทำให้ภาพรวมของแบรนด์ดูมีระบบ ลูกค้าจำได้ง่ายขึ้นด้วย

5) ความแข็งแรงและความสมบูรณ์ของโครงสร้าง (Structural Integrity)

กล่องที่สวยมาก แต่พอส่งแล้วบุบ แตก หรือเปิดยาก เท่ากับทำลายความประทับใจตั้งแต่ยังไม่ได้ใช้สินค้าเลย เพราะฉะนั้นโครงสร้างต้องคิดให้ครบ ตั้งแต่การพับเก็บ การยึดติด ความหนาของวัสดุ ไปจนถึงรายละเอียดอย่างพื้นที่เผื่อตัด (Bleeding Area) ที่ช่วยให้พิมพ์จริงแล้วไม่เพี้ยน

จุดนี้มักต้องทำงานใกล้ชิดกับทีมออกแบบแพ็กเกจจิ้งหรือโรงพิมพ์ เพื่อเช็กให้แน่ใจว่ากล่องแข็งแรงพอ ใช้งานจริงได้ดี และไปถึงมือลูกค้าในสภาพที่ “สมกับที่แบรนด์ตั้งใจ”

สุดท้ายแล้ว การออกแบบบรรจุภัณฑ์ไม่ใช่แค่เรื่องความสวย แต่มันคือกลยุทธ์ทางธุรกิจแบบเต็ม ๆ ตั้งแต่กระดาษ สติกเกอร์ ไปจนถึงโครงสร้าง ทุกอย่างกำลังช่วยขายแทนคุณอยู่

ถ้าตอนนี้คุณกำลังรู้สึกว่า กล่องเดิมเริ่มไม่ทันสมัย ไม่แน่ใจจะเริ่มออกแบบยังไงให้โดนใจตลาด หรืออยากได้พาร์ทเนอร์ที่เข้าใจงานแบรนด์เครื่องสำอางแบบครบวงจร ทั้งกล่อง สติกเกอร์ และแผ่นพับ เรื่องพวกนี้คุยกันได้เลยกับทีมออกแบบและพัฒนาสื่อสิ่งพิมพ์ อย่าปล่อยให้กล่องเป็นแค่ค่าใช้จ่าย แต่เปลี่ยนมันให้เป็นสินทรัพย์ทางการตลาดของแบรนด์คุณแทน

ทำสติ๊กเกอร์ติดข้าวกล่อง

ลูกค้าร้านอาหารโทรคุยกับเราว่าอยากได้สติ๊กเกอร์ชิ้นเล็กๆติดหน้ากล่องข้าว พิมพ์ด้วยคำว่า “ควรรับประทานก่อน 10.00น.” โรงพิมพ์ก็เลยทำอาร์ตเวิร์คคร่าวๆให้ดูว่าเข้าใจตรงกันไหม พร้อมกับตัดเป็นดวงมาถือถ่ายภาพให้ดู ลูกค้าดูก็คอนเฟิร์มว่าใช่ จะทำแบบนี้ ก็เลยได้ผลิตให้ เป็นสติ๊กเกอร์กระดาษมัน พิมพ์ข้อความ ไดคัทหรือตัดเป็นรอยให้ฉีกออกมาแปะได้

สติ๊กเกอร์1x6cm ควรรับประทานก่อน - บ้าน

IMG_20251201_150828849
IMG_20251201_150801411

งานพิมพ์ของเราเป็นงานพิมพ์ดิจิทัล หมึกบนกระดาษสติ๊กเกอร์ไม่ละลายน้ำ เพราะเราไม่ได้ใช้เครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ๊ตที่หมึกเป็นของเหลว งานพิมพ์ของเราจึงสามารถเปียกน้ำได้โดยหมึกจะไม่ละลาย ถ้าเอางานพิมพ์นี้ไปแช่น้ำ กระดาษสติ๊กเกอร์ก็ยังคงเปียกน้ำและเปื่อยได้ แต่ข้อความจะไม่เลือนไม่เบลอ ทำให้เราไม่ต้องเคลือบลามิเนตแบบงานอิงค์เจ๊ตทั่วไป ซึ่งจะประหยัดเวลาและต้นทุนมากกว่า ถือเป็นจุดเด่นของระบบการพิมพ์ที่เราเลือกใช้

ทางเทคนิคเราเรียกเครื่องพิมพ์ตัวนี้ว่าเครื่องพิมพ์ระบบอิเล็คโทรโฟโตกราฟี่ ภาษาทางการตลาดเรียกว่า เลเซอร์ปริ๊นท์ หมึกพิมพ์เป็นผงจะถูกหลอมละลายให้ติดกระดาษด้วยความร้อน จึงทำให้ไม่ละลายน้ำนั่นเอง นอกจากนี้โรงพิมพ์เรายังมีระบบการพิมพ์อ๊อพเซ็ทที่เหมาะกับการทำงานจำนวนมากซึ่งจะสามารถทำใบปลิวสีสันสวยงามแบบหนังสือภาพถ่ายได้ในต้นทุนที่ต่ำลงกว่าการพิมพ์ดิจิทัล

ทดลองทำนามบัตร RFID และ RFID Blocking

ในปัจจุบันเรามีการใช้งานบัตรเครดิต บัตรผ่านเข้าออกอาคาร หรือบัตรรถไฟฟ้า โดยใช้เซ็นเซอร์ RFID เป็นตัวส่งสัญญาณซึ่งจะติดตั้งไว้ในบัตร เครื่องอ่านจะอ่านค่าโดยไม่ต้องสัมผัส เพียงแค่นำบัตรไปวางไว้ใกล้ๆเครื่องอ่านเท่านั้น เมื่ออ่านค่าเจอบัตรแล้ว ถ้าเป็นบัตรเครดิตก็จะตัดเงินได้ทันที ถ้าเป็นบัตรผ่านไม้กั้นหรือประตูก็จะเปิด ความสะดวกเหล่านี้เป็นบริการขั้นเทพ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่จะถูกขโมยข้อมูลด้วยเช่นกัน

RFID ทำงานด้วยความถี่วิทยุ มีมาตรฐานหลายความถี่ แต่ละความถี่แต่ละการใช้งานจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่นตรวจได้แบบห่างหลายเมตรก็จะใช้กับบัตรผ่านทางด่วน ตรวจผ่านระยะใกล้ๆเกือบสัมผัสก็จะใช้กับบัตรผ่านประตู หากใช้คลื่นความถี่ที่ 13.56Mhz และตรวจจับได้ในระยะใกล้ โดยถูกนำไปใช้ร่วมกับระบบของสมาร์ทโฟนด้วย จะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า NFC หรือ Near Field Communication

การใส่ความสามารถในการส่งสัญญาณ RFID หรือ NFC ให้กับนามบัตร นอกจากใช้แจกเพื่อแนะนำตัวตามหน้าที่หลักแล้ว ยังสามารถใช้โทรศัพท์ที่มีตัวอ่าน NFC มาแตะเพื่อเข้าสู่หน้าเว็บได้ด้วย หรือจะบันทึกข้อมูล contact ของนามบัตรเอาไว้แล้วพอแตะเพื่ออ่านข้อมูล ก็จะมีข้อความขึ้นมาถามเพื่อบันทึกเบอร์โทรใหม่ลงเครื่องโทรศัพท์ก็ได้ การใช้งานอีกหลายแนวทางก็จะขึ้นอยู่กับการออกแบบของเจ้าของนามบัตร

ขณะเดียวกันก็มีความกังวลว่าหากการสื่อสารไร้สายแบบ contactless เช่นนี้ถูกโจรนำเครื่องสแกนหรือเครื่องอ่าน RFID มาเฉียดใกล้กับบัตรเครดิตของเราเพื่อดึงข้อมูล หรือ เพื่อตัดเงินเหมือนใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้า แล้วจะทำให้โจรได้เงินไปง่ายๆ ปัญหาเหล่านี้ก็ถูกแก้ไขด้วยการป้องกันการอ่าน โดยการทำบัตรป้องกันมาใช้วางแนบกับบัตรเครดิตเพื่อให้เครื่องอ่าน RFID ไม่สามารถอ่านได้ บัตรป้องกันนี้เรียกว่า RFID Blocking Card เพียงเท่านี้ก็ลดความเสี่ยงที่จะถูกอ่านบัตรในกระเป๋าของเราได้

บัตรผ่านชนิด RFID ส่วนมากทำมาเป็นแบบสำเร็จรูป เป็นบัตรพลาสติกมีความหนา ทำให้ไม่ได้ถูกใช้งานในวงการสิ่งพิมพ์ การติดความสามารถในการสื่อสารแบบ RFID เข้าไปบนกระดาษทำให้เราสามารถผลิตบัตรผ่านด้วยเครื่องพิมพ์ระบบอ๊อพเซ็ทหรือดิจิทัลได้ ทำให้นามบัตรกระดาษมีความสามารถในการสื่อสารไร้สายได้ เป็นทางเลือกหนึ่งที่มีความสวยงาม แถมยังออกแบบให้สื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆสามารถส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้ผู้อ่านได้อีกหลายวิธีขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์การทำสื่อของแต่ละคน

พิมพ์หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค

รับพิมพ์หนังสือ - 1

หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คที่พิมพ์ปกด้วยฟอยล์สีทอง จะให้ความแวววาว หากมีมุมสะท้อนแสงที่เหมาะสมเราจะเห็นเป็นสีทองอร่าม

เนื้อหาในหนังสือคือบันทึกความคิดของนักธุรกิจท่านหนึ่ง เป็นข้อความที่โพสท์อยู่ในเพจเฟสบุ๊ค เมื่อครบจำนวน 102 โพสท์ที่เนื้อหาครบถ้วนถูกใจแล้วก็นำมารวมเล่ม เจ้าของหนังสือส่งข้อมูลดิบมาคร่าวๆ โรงพิมพ์นำมาเรียงให้เป็นอาร์ตเวิร์คสำหรับจัดพิมพ์

ในส่วนหน้าปกเดิมทีเป็นการออกแบบคร่าวๆ มีส่วนที่จะเป็นงานปั๊มฟอยล์สีทอง โรงพิมพ์จะนำแบบร่างมาปรับแต่งใหม่ จัดวางภาพและองค์ประกอบสีทองให้สามารถแยกไปทำบล๊อกปั๊มทองได้ เมื่อทุกอย่างลงตัว และเนื้อหาภายในไม่แก้ไขแล้วก็จะทำตัวอย่างเหมือนจริงด้วยระบบดิจิทัลปริ๊นท์ เราจะได้หนังสือเล่มเหมือนจริงออกมาตรวจสอบก่อนพิมพ์จริง

IMG_1822

การพิมพ์จริงใช้เครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ทซึ่งเป็นเครื่องจักรที่เหมาะสำหรับทำงานจำนวนมาก หากเราจะใช้เพียง 10 เล่มก็ใช้ระบบการพิมพ์ดิจิทัลได้ แต่หากจำนวนหนังสือเป็นพันเล่ม ควรจะใช้การพิมพ์แบบอ๊อพเซ็ท เพราะจำทำให้ต้นทุนต่อเล่มถูกกว่า ยิ่งพิมพ์เยอะ ราคาต่อเล่มจะยิ่งถูก หนังสือที่วางขายในห้างจำนวนมากก็จะพิมพ์ด้วยระบบอ๊อพเซ็ทแทบทั้งสิ้น

ออกแบบแฟ้มและโบรชัวร์สำนักงานบัญชี

มีพี่ท่านหนึ่งอาชีพทำบัญชีมาปรึกษากับผมว่าเขาอยากได้โบรชัวร์และแฟ้มบริษัทเพื่อใช้แจกและใช้แนะนำตัวในงานประชุมทางธุรกิจต่างๆ และใช้แจกให้กับว่าที่ลูกค้าเพื่อให้ทำความรู้จักกับบริษัทของเขาในเบื้องต้น ผมก็รับงานและตกลงเริ่มออกแบบให้

ข้อมูลที่วางไว้ในสื่อสิ่งพิมพ์จะเป็นสิ่งที่เจ้าของบริษัทจะต้องถ่ายทอดให้ผู้ออกแบบได้ทราบเรื่องราว ต้องการจะสื่อสารเรื่องอะไรบ้าง การพูดคุยเก็บข้อมูลประมาณ 2 ชม. ผมได้รู้จักบริษัทของพี่ท่านนี้ ได้ความรู้เกี่ยวกับบัญชี การวางแผนธุรกิจที่จะนำไปสู่เป้าหมายของบริษัท เป็นช่วงเวลาที่ผมได้ทำงาน และได้ความรู้ไปพร้อมกัน

ภาพที่จะใช้ในโบรชัวร์ผมนัดถ่ายภาพในตอนที่พี่เขาทำงาน ตอนใส่สูท ตอนไปร่วมงานประชุมทางธุรกิจ เลือกถ่ายภาพมาทั้งแบบเป็นทางการ ใส่สูทเต็มรูปแบบ และถ่ายภาพแบบดูเป็นกันเองในแบบไม่ใช้สูท มีเพียงเสื้อเชิ้ตและท่านั่ง ผมเลือกมุมนั่งยิ้มให้กับกล้องเป็นภาพหลักที่ใช้ทำสื่อในครั้งนี้

โบรชัวร์สำนักงานบัญชีเนชั่น - 3

จัดวางรูปแบบโบรชัวร์ แล้วก็ออกแบบปกแฟ้ม ผมเริ่มต้นการออกแบบด้วยภาพถ่าย และคิดสโลแกนให้ว่าน่าจะใช้ประโยคที่สั้นและบอกเป้าหมายของการทำงานได้ นั่นคือ สำนักงานบัญชีที่สร้างความเจริญเติบโตให้บริษัท และก็จัดวางอาร์ตเวิร์คออกมา

เมื่อปรับแต่งจนรู้สึกลงตัวแล้วก็ทำตัวอย่างจริง ผมพิมพ์ดิจิทัลปรู๊ฟขนาดเท่าจริง ใช้กระดาษเหมือนจริงมาทำตัวอย่าง แล้วถ่ายภาพวิดีโอให้ดู พี่เจ้าของบริษัทตรวจงานทางวิดีโอเพราะกำลังเดินทางอยู่ต่างประเทศ เมื่อดูจบก็ตกลงเริ่มผลิต

และเมื่อทุกอย่างพร้อมก็จัดการพิมพ์ด้วยแท่นพิมพ์อ๊อพเซ็ท ซึ่งแท่นพิมพ์แบบนี้จะเหมาะกับงานจำนวนมาก ใบปลิวหลักพันใบจะมีราคาต่อหน่วยถูกกว่าการพิมพ์ดิจิทัล

สิ่งที่ต้องทำเมื่อจะพิมพ์โบรชัวร์

โบรชัวร์ หรือ สื่อแผ่นพับ เป็นตัวกลางในการให้ข้อมูลแก่ลูกค้าหรือผู้ใช้งาน อาจจะเป็นตัวบอกข้อมูลสเป็คต่างๆของสินค้า ใช้บอกคุณสมบัติหรือความสามารถ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนโบรชัวร์ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีไว้คู่กับสินค้า อดีตมันคือสื่อส่งเสริมการขายที่จะส่งให้ว่าที่ลูกค้า ปัจจุบันแม้เราจะอยู่ในยุคอินเทอเน็ตที่เอกสารต่างๆสามารถทำเป็นไฟล์ดิจิทัลและให้เปิดดูได้ในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ แต่ลองนึกภาพดูว่า ถ้าคุณขายบ้าน คอนโด หรือรถยนต์ หรือสินค้าราคาสูง คุณจะไม่มีโบรชัวร์เป็นกระดาษส่งให้ลูกค้าถือหรือเปิดดูเลยหรือ 

หากต้องการพิมพ์โบรชัวร์เป็นกระดาษเพื่อใช้งานสิ่งที่จำเป็นต้องทำคือการสั่งผลิตกับโรงพิมพ์ และในการทำงานร่วมกับโรงพิมพ์ก็มีรายละเอียดต่างๆที่ควรทำ ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของสินค้า หรือ เป็นเอเจนซี่โฆษณาที่รับจ้างเจ้าของสินค้าทำสื่อ ขั้นตอนการสื่อสารกับโรงพิมพ์มีดังนี้

IMG_0088

1 คุยกับโรงพิมพ์

คุณจะทำใบปลิวหรือโบรชัวร์กระดาษ คุณต้องคุยกับโรงพิมพ์ที่จะผลิตสิ่งนั้น โรงพิมพ์ที่ทำงานกระดาษก็จะมีระบบการพิมพ์ที่ทันสมัยอย่างดิจิทัลปริ๊นท์ที่สามารถใช้ทำปรู๊ฟหรือใช้ผลิตสื่อจำนวนน้อยได้ หรือหากจะพิมพ์โบรชัวร์ยอดเยอะ เพื่อแจกคนจำนวนมาก ก็ต้องใช้ระบบการพิมพ์อ๊อพเซ็ทเพื่อให้ต้นทุนต่อใบต่ำลง หรือแม้แต่คุณอยากจะทำป้ายไวนิลไปแขวนโชว์ คุณก็ต้องใช้โรงพิมพ์ที่มีเครื่องพิมพ์อิงค์เจ๊ต ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่สำหรับทำงานไวนิลโดยเฉพาะ ดังนั้น สื่อของคุณจะออกมาในรูปแบบใด ให้คุยเบื้องต้นกับโรงพิมพ์ที่ทำสื่อตัวนั้นได้เสียก่อน เพื่อสอบถามถึงวิธีการเตรียมข้อมูลที่จะส่งให้โรงพิมพ์ จะได้ทำไฟล์อาร์ตเวิร์คได้ถูกต้องและทำงานร่วมกันได้

2 ตรวจสอบอาร์ตเวิร์คให้ละเอียด

ไฟล์งานที่จะใช้สั่งพิมพ์จะต้องถูกจัดวางในโปรแกรมจัดหน้า ซึ่งในยุคปัจจุบันเราก็มีโปรแกรมจัดหน้าหลายตัวให้เลือกใช้ได้ตามความถนัด เราอาจจะใช้ adobe illustrator ออกแบบโปสเตอร์ก็ได้ จะใช้โปรแกรม canva ช่วยออกแบบและจัดวางก็ได้ สิ่งสำคัญคือเมื่อจัดหน้าแล้วต้องตรวจสอบให้ละเอียดว่าภาพครบถ้วน ตัวหนังสือไม่ตกหล่น สะกดคำไม่ผิด ภาพและข้อความต้องถูกต้องตามการออกแบบ ต้องผ่านการตรวจละเอียดก่อนจะจัดส่งโรงพิมพ์

3 ตรวจสอบขนาดภาพที่ใช้ในอาร์ตเวิร์ค

เมื่อมีการใช้ภาพวางในอาร์ตเวิร์ค เราจะต้องใช้ภาพที่มีคุณภาพสูงและมีความละเอียดเพียงพอ เมื่อก่อนภาพถ่ายจะอยู่บนฟิล์ม การสแกนภาพจากฟิล์มจะต้องเลือกความละเอียดให้สูงเพียงพอต่อการทำงานสิ่งพิมพ์ ยุคสมัยของฟิล์มจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบขนาดภาพ ต่อมาเมื่อกล้องดิจิทัลได้รับความนิยม และกล้องดิจิทัลสามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงได้เกิน 10ล้านพิกเซลกันแล้วก็ทำให้ประเด็นขนาดภาพในสิ่งพิมพ์ดูไม่สำคัญมาก เพราะขนาดภาพจากกล้องดิจิทัลทะลุความต้องการขั้นต่ำไปไกลแล้ว แต่ก็ต้องระวังเรื่องการคร็อปภาพมาใช้ เพราะถ้าเราถ่ายภาพมาใหญ่เพียงพอ แต่เราเลือกคร็อปบางส่วนมาใช้ มันคือการลดขนาดภาพ ลดจำนวนพิกเซลลง มันทำให้ขนาดอาจจะเล็กเกินไปเมื่อนำมาพิมพ์ในงานพิมพ์บนกระดาษ หรือบางภาพที่ส่งต่อกันในโปรแกรมไลน์ หรือ โหลดจากโซเชียลเน็ตเวิร์คก็อาจจะได้ภาพขนาดเล็ก เราต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ 

ตัวเลขคร่าวๆคือ ถ้าเราต้องการพิมพ์ภาพขนาดเต็มกระดาษ A4 ที่ดูคมชัดสวยงามระดับภาพถ่าย เราก็ควรจะใช้ภาพที่มีความละเอียด 300dpi หรือ 300จุดต่อนิ้ว   จำนวนพิกเซลที่ต้องการตามขนาดกระดาษ A4 (21×29.7cm.) คือขนาด 2480×3508 พิกเซล หรือเทียบกับกล้องดิจิทัล 8.7ล้านพิกเซลนั่นเอง 

4 ตรวจสอบเรื่องระบบสีของภาพ

ภาพในจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ และภาพจากกล้องดิจิทัลจะเป็นภาพในโหมดสี RGB ซึ่งใช้งานได้ดีในจอภาพ แต่การพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษจะใช้หมึกพิมพ์ระบบสี CMYK ดังนั้นไฟล์ภาพ RGB จะต้องถูกแปลงให้เป็นไฟล์ชนิด CMYK เสียก่อน การจัดหน้าอาร์ตเวิร์ค การตั้งค่าซอร์ฟแวร์จัดหน้า เมื่อเราตั้งใจจะส่งพิมพ์ในโรงพิมพ์ เราต้องตั้งค่าซอร์ฟแวร์จัดหน้าให้เป็นค่า CMYK  งานถึงจะมีคุณภาพ ซอร์ฟแวร์สมัยใหม่จะมีโหมดการแปลงค่าสีให้เป็น CMYK ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะบันทึกเป็นไฟล์สำหรับโรงพิมพ์ แต่เราก็ควรตรวจสอบไฟล์ภาพและงานอาร์ตเวิร์คให้ดีว่าเราจบงานเป็นระบบสี CMYK จริงๆ

Screen Shot 2565-10-10 at 11.16.07

5 ต้องมีตัดตก

คำว่าตัดตกคือการตัดขอบทิ้ง ถ้าเราต้องการงานนามบัตรขนาด 55×90 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานที่นิยมใช้กับนามบัตร ไฟล์อาร์ตเวิร์คที่เราทำส่งโรงพิมพ์ก็ควรจะทำมาให้ใหญ่กว่าขนาดที่ต้องการด้านละ 3 มิลลิเมตร นั่นก็คือขนาดไฟล์นามบัตรที่ส่งโรงพิมพ์ควรจะใหญ่ 61×96 มิลลิเมตร คือการบวกเข้าไปด้านละ 3 มิลลิเมตรทุกด้าน ไฟล์ที่มีตัดตกจะผ่านการพิมพ์และตัดขอบออกด้านละ 3 มิลลิเมตร ทำให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ

6 บันทึกเป็นไฟล์ pdf 

ถ้าเราออกแบบและตรวจสอบทุกอย่างถูกต้อง ผ่านมาแล้ว 5 ข้อด้านบน เราก็จะพร้อมที่จะส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์แล้ว การบันทึกไฟล์ชนิด pdf จะเป็นไฟล์ที่โรงพิมพ์นำไปใช้พิมพ์งานได้ หากจะพิมพ์ด้วยระบบอ๊อฟเซ็ทดั้งเดิมโรงพิมพ์จะใช้ไฟล์ pdf ไปทำเพลทหรือแม่พิมพ์ หากจะพิมพ์ด้วยระบบดิจิทัลปริ๊นท์ไฟล์สำหรับสั่งพิมพ์จะต้องใช้ pdf ตัวนี้เช่นกัน แต่ถ้าเราไม่ได้ตรวจบางอย่างที่ต้องตรวจ หรือละเลยบางข้อไป ไฟล์ pdf ก็จะเป็นไฟล์ที่บรรจุข้อผิดพลาดไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น ตรวจสอบให้แน่ใจทุกข้อแล้วค่อย export หรือ save as ไฟล์ชนิด pdf เพื่อส่งโรงพิมพ์

นี่คือขั้นตอนคร่าวๆที่เราจำเป็นจะต้องตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องก่อนที่จะส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ ผลลัพธ์งานพิมพ์จะออกมาอย่างที่เราต้องการ ตัวหนังสือไม่ตกหล่น ภาพถ่ายคมชัด สิ่งพิมพ์มีคุณภาพสูงสุด แต่หากรู้สึกว่าลำบาก งานเหล่านี้ก็ยกให้เอเจนซี่ หรือ นักออกแบบที่มีประสบการณ์ทำงานส่งโรงพิมพ์แทนก็ได้



การทำตัวอย่างกล่องก่อนผลิตจริง

การออกแบบแพ็คเกจจิ้งหรือออกแบบกล่องเพื่อจัดจำหน่ายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องพิถีพิถัน เราอาจจะต้องจ้างนักออกแบบกราฟิคที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบกล่องโดยเฉพาะ เพราะงานกล่องจะเป็นงานที่ต้องมีการตัดไดคัทเป็นรูปทรงด้วย มันมีความซับซ้อนกว่าการออกแบบใบปลิวทั่วไป

912281

การออกแบบกล่องที่สมบูรณ์ควรจะจบถึงการออกแบบเส้นไดคัท หรือเส้นตัดที่จะใช้สำหรับประกอบเป็นกล่องออกมา เส้นไดคัทนี้จะต้องมีรายละเอียดของส่วนพับ ส่วนติดกาว ภาพหรือข้อความที่ปรากฏบนกล่องที่จะแสดงผลแต่ละด้านต้องจัดวางแต่ละหน้าให้สอดคล้องกัน ด้านบนและด้านล่างกล่องอาจจะต้องกลับภาพหันหัวคนละทาง และต้องเลือกว่าจะทำฝากล่องเปิดด้านไหน ปิดด้านไหนของข้อความด้วย

20220609181802_IMG_0921

เมื่อได้อาร์ตเวิร์คกล่องที่สมบูรณ์แล้วก็ต้องพิมพ์ตัวอย่างพร้อมตัดออกมาเป็นทรงเหมือนจริง ต้องเลือกความหนากระดาษให้เหมาะสม และที่สำคัญต้องทดลองทำกล่องขนาดเท่าจริงออกมา เจ้าของงานควรจะเห็นกล่องขนาดเท่าจริง และถ้าเป็นไปได้ตัวอย่างกล่องก็ควรทำจากกระดาษจริงด้วย เพื่อที่จะนำไปใช้ทดลองใส่สินค้าจริงเพื่อให้มั่นใจว่าใส่สินค้าไปแล้วกล่องจะรับน้ำหนักสินค้าได้ หากเลือกกระดาษบางเกินไปแล้วสินค้าเป็นของหนักก็จะทำให้กล่องเสียรูปทรง ไม่สามารถคงรูปกล่องไว้ได้ กระดาษหนาเกินไปก็จะมีข้อเสียในเรื่องของต้นทุนการผลิต และการได้ตัวอย่างขนาดเท่าจริงก็ยังใช้ไปเป็นแบบถ่ายภาพเพื่อทำงานโฆษณาต่อได้ด้วย


เจ้าของสินค้าอยากออกแบบกล่อง
หรือ นักออกแบบอยากทำตัวอย่างกล่อง
ติดต่อได้ที่ โทร 0819373130 หรือ
https://line.me/ti/p/vGR_HrU7Cd

ออกแบบนามบัตรใช้เอง อีกแบบ

การเป็นเจ้าของโรงพิมพ์จะต้องทำงานสิ่งพิมพ์ให้ลูกค้าจำนวนมาก งานพิมพ์ที่ทำบ่อยก็คืองานนามบัตร โรงพิมพ์ในยุคปัจจุบันสามารถพิมพ์นามบัตรได้รวดเร็ว เพราะมีเครื่องพิมพ์ระบบดิจิทัลที่สั่งการด้วยคอมพิวเตอร์ เพียงแค่ส่งไฟล์อาร์ตเวิร์คที่พร้อมพิมพ์เข้าสู่เครื่องพิมพ์ ตั้งค่าเล็กน้อยว่าจะพิมพ์ด้วยกระดาษอะไร แล้วก็สั่งพิมพ์ออกมาได้เลย

IMG_6485

หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล งานนามบัตรตัวหนังสือคมชัด สีสวย จะต้องพิมพ์ด้วยระบบการพิมพ์อ๊อพเซ็ท ค่าแม่พิมพ์ ค่าแรงการพิมพ์ เมื่อรวมกันแล้วต้นทุนการพิมพ์งานออกมาจะอยู่ที่ระดับหลายพันบาท นี่เป็นปัญหาของลูกค้าที่จะใช้นามบัตรจำนวนน้อย การมีเครื่องพิมพ์ดิจิทัลทำให้เราสามารถพิมพ์งานคุณภาพแบบเดียวกับการพิมพ์อ๊อพเซ็ทแต่พิมพ์แค่พอใช้งานหรือเท่าที่ต้องการ ราคาต่อใบก็ไม่แพงมาก นามบัตร 100 ใบ เราไม่ต้องจ่ายเงินระดับหลักพันบาทอีกแล้ว ทำให้การพิมพ์นามบัตรในยุคปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่ราคาไม่แพงและได้งานเร็วมาก

IMG_6481

เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วก็นำมาวางเพื่อถ่ายรูปกันหน่อย นามบัตรออกแบบใหม่ครั้งนี้ทำโลโก้ใหม่ และจัดวางไว้ 2 รูปแบบเนื่องจากยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้แบบไหน ก็เลยพิมพ์ทั้ง 2 แบบเลย การถ่ายภาพสิ่งพิมพ์ก็เน้นถ่ายให้เห็นข้อมูลในสิ่งพิมพ์ แบ็คกราวน์ต่างๆในภาพก็เลือกเท่าที่หาได้ และทั้งหมดก็จบงานในรถยนต์ เพราะเลือกใช้เบาะรถยนต์เป็นพื้นหลัง

IMG_6482

พิมพ์ป้ายสำหรับร้อยกับสินค้า

ลูกค้าโรงพิมพ์ต้องการจะทำของชิ้นหนึ่งเป็นสินค้าที่ระลึก และออกแบบให้มีป้ายกระดาษเนื้อสวยชิ้นเล็กๆ เจาะรู ร้อยเชือกแล้วติดไว้กับสินค้า ก็เลยนำอาร์ตเวิร์คมาพิมพ์กับกระดาษเนื้อดี เป็นงานชิ้นเล็ก ผลิตจำนวนไม่มาก จะใช้กระดาษราคาสูงหน่อยก็ไม่ได้รู้สึกเปลืองมาก และเมื่องานเสร็จก็ดูดีน่าจับต้อง

IMG_0373

กระดาษชิ้นนี้ใช้กระดาษเนื้อหนา ในทางโรงพิมพ์เราจะเรียกกระดาษเนื้อฟู กระดาษมี texture หรือผิวสัมผัสเป็นลักษณะเนื้อสากแต่ละเอียด ไม่ใช่ของคุณภาพต่ำ มีบางคนนำกระดาษตัวนี้ไปใช้กับงานวาดรูปสีน้ำ ส่วนงานพิมพ์ครั้งนี้ใช้วิธีพิมพ์ระบบดิจิทัล ลักษณะเด่นของงานพิมพ์ดิจิทัลในโรงพิมพ์ก็คือ ตัวงานจะพิมพ์แล้วไม่ต้องรอแห้ง เพราะหมึกระบบดิจิทัลแบบของเราจะแห้งตัวด้วยความร้อน เมื่อกระดาษไหลออกจากเครื่องคือแห้งสนิท และ
โดนน้ำก็ไม่เป็นไร หากเอาไปแช่น้ำหมึกก็จะไม่ละลาย เราจะไม่ต้องเคลือบผิวกระดาษด้วยแผ่นฟิล์มแบบเครื่องพิมพ์อิงค์เจ๊ท ทำให้เราสามารถโชว์เนื้อกระดาษได้

1663169772534

เจ้าของไอเดียนำไปติดกับผ้าชิ้นหนึ่งที่สวยมาก และจะใช้งานโดยการแจกเป็นของที่ระลึกให้กับลูกค้าของบริษัท กระดาษสวย ของสวย ถ่ายภาพสวย ทุกอย่างก็ลงตัว สร้างความรู้สึกสวยงามให้กับคนเห็นทั้งผู้ให้และผู้รับ

1663169773801

ออกแบบโลโก้และแบนเนอร์

วันนี้พี่คนหนึ่งที่ทำอาชีพนักบัญชี ได้ขอให้ช่วยออกแบบโลโก้บริษัทเพื่อใช้ในงานบรรยาย และออกแบบแบนเนอร์เพื่อใช้เป็นข้อมูลโปรโมชั่นเพื่อแสดงบนจอภาพ ก็เลยจัดการออกแบบและทำแบนเนอร์ออกมา

Artboard 1

การออกแบบโลโก้ ออกแบบให้มีความหมายถึงการเก็บออม สำนักงานบัญชีที่ให้บริการลูกค้าแล้วจะทำให้ลูกค้ามีเงินเยอะขึ้น ก็เลยเลือกให้มีตัวเหรียญอยู่ในโลโก้ด้วย ส่วนสีก็เลือกค่าสีที่ดูสดใส และตั้งใจว่าจะใช้โลโก้นี้บนฉากสีขาว หรือบนกระดาษขาว เลยไม่อยากให้มีสีดำอยู่ในโลโก้ เพื่อไม่ใช้รู้สึกว่ามีคอนทราสต์แรงเกินไป

เมื่อได้โลโก้แล้วก็เอามาทำแบนเนอร์เพื่อใช้เป็นสื่อเพื่อเผยแพร่ ตั้งใจทำให้เป็นทรงจตุรัสเพื่อให้แสงผลในหน้าจอโทรศัพท์มือถือได้อย่างไม่ต้องระวังเรื่องแนวตั้งแนวนอน และยังใช้เผื่อโพสท์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คด้วย บางระบบชอบให้ใช้ภาพจตุรัส ก็เลยออกมาเป็นทรงนี้

nation accounting promotion-out copy-p2

โปรโมชั่นที่ปล่อยไปในจอภาพ เมื่อถึงเวลาส่งมอบ ก็จะต้องมีวอยเชอร์หรือกระดาษให้ลูกค้าถือเอาไว้ แล้วก็นำกลับมาใช้บริการ จึงออกแบบต่อจากแบนเนอร์ให้เป็นทรงยาวขึ้นเพื่อให้จับถือและใส่ซองจดหมายได้ เลยออกมาเป็นกระดาษแนวตั้ง เนื้อกระดาษเป็นกระดาษนำเข้าเนื้อหนาพิเศษ หาซื้อไม่ได้ตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป แต่โรงพิมพ์มีสต๊อคกระดาษตัวนี้เก็บไว้ทำการ์ดเชิญสำหรับเน้นความหรูหราอย่างการ์ดแต่งงาน และการ์ดโปรโมชั่นพิเศษ และเมื่อพิมพ์ออกมาแล้วก็เป็นไปตามที่คาด คือกระดาษสวย เนื้อหาข้อความตรงกับวัตถุประสงค์ของเจ้าของบริษัท ก็ถือว่าจบงาน

IMG_20220909_151800

ธุรกิจโรงพิมพ์

ธุรกิจโรงพิมพ์

นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงอย่าง สตีเฟ่น ฮอบกิ้นส์ ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าน่าจะเก่งกว่า ไอสไตล์ เคยให้สัมภาษณ์โดยสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยีในโลกนี้ เขาถูกถามว่าเทคโนโลยี หรือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ใดๆที่เขาคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หรือ ยอดเยี่ยมที่สุดในความเห็นของเขา เขาตอบว่า เทคโนโลยีทางการพิมพ์ โดยให้เหตุผลว่า การพิมพ์ทำให้การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์สามารถจดบันทึกและเผยแพร่ และสามารถส่งต่อไปให้คนอื่นได้ ทำให้คนใหม่สามารถต่อยอดความรู้เดิม นำไปสู่การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ที่ต่อเนื่อง

print machine 2013-IMG_8356Full

ครอบครัวของผมได้รับธุรกิจโรงพิมพ์มาแบบไม่ได้ตั้งใจ มีคนมาขอความช่วยเหลือทางการเงินจากพ่อ โดยการเสนอขายหุ้นในธุรกิจโรงพิมพ์ พ่อก็ใจดีจ่ายเงินช่วยแล้วถือหุ้น 50 เปอร์เซ็น สุดท้ายพอธุรกิจอยู่รอด ก็แยกทางกัน พ่อผมก็เลยซื้อหุ้นเอาไว้ทั้งหมด แล้วก็เริ่มธุรกิจโรงพิมพ์แบบไม่มีความรู้ทางการพิมพ์เลย

การทำธุรกิจโรงพิมพ์ด้วยระบบเถ้าแก่ และไม่มีพื้นฐานเป็นเรื่องยากมาก โรงพิมพ์จอมทองรับผลิตงานพิมพ์ตามสั่ง เครื่องจักรมีอะไรอยู่ เคยทำงานอะไรก็ทำไปอย่างนั้น  ยุคแรกไม่ได้มีการวางแผนพัฒนา ไม่ได้มีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยลดต้นทุน แต่การทำแบบลูกทุ่งของพ่อ คือลุยทำไป เจอปัญหาก็ไปถามคนที่มีประสบการณ์มากกว่า พ่อก็ดิ้นรนจนอยู่ได้ และส่งลูกเรียนจนจบทุกคน  เคล็ดลับการทำงานของพ่อก็คือ ทำงานทุกวัน ได้รับเงินทุกวัน ไม่มีเวลาไปใช้เงิน เอาเงินไปลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตได้ มันทำให้โรงพิมพ์สามารถเพิ่มเครื่องจักรได้เท่าตัวในทุกห้าปี และรับงานได้เยอะขึ้น

letterpress-printing-IMG_0004Full

โรงพิมพ์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เคยมีปัญหาเรื่องคนงานขโมยเงิน เคยมีปัญหาเรื่องการป่วยจนนอนโรงพยาบาลของพ่อ ทำให้แม่ต้องเข้ามาช่วยงาน จากระบบเถ้าแก่ก็กลายเป็นระบบเถ้าแก่กับเมีย ปัญหาไม่มีเงินหมุนเวียนจากการปล่อยเครดิตนานเกินไปเป็นปัญหาใหญ่ทำให้แม่พยายามแก้ไขเป็นสิ่งแรก  เงินที่รอการเก็บก็ตามเก็บมาอย่างรัดกุม  เราได้เคล็ดลับการทำงานเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้โรงพิมพ์พัฒนาได้เร็วขึ้นก็คือ ทำงานทุกวัน รับเงินทุกวัน และออมเงินทุกวัน โรงพิมพ์จอมทองไม่เคยมีหนี้สินอีกเลยตั้งแต่ช่วงสิบปีแรกที่เราเริ่มควบคุมเครดิตของลูกค้าให้เป็นไปตามกำหนด

1615209343334-01

ในช่วงเวลาตั้งแต่เด็กจนโต ผมสนใจเรื่องราวสารพัดเรื่อง อยากมีงานทำ อยากมีอาชีพ อยากมีความสนุกในการทำงาน มีคนเคยให้แนวคิดไว้ว่าถ้าคุณเจอสิ่งที่คุณชอบ คุณจะทำมันได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย ถ้าคุณเจองานที่คุณชอบ คุณจะไม่ต้องอดทนทำงาน เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณชอบ ตอนประถมผมเคยอยากได้กล้องถ่ายรูปและยังคงสงสัยว่าทำไมถึงถ่ายรูปแล้วมีรูปอยู่บนฟิล์ม ก็เลยไปชวนให้พี่สาวหุ้นซื้อกล้องถ่ายภาพด้วยกัน แล้วตอนถ่ายเล่นก็ลองเปิดฝาหลังดู ฟิล์มสีน้ำตาลในกล้องที่ถ่ายไปแล้วน่าจะมีภาพอยู่บนฟิล์ม แต่ก็ไม่มี นึกขึ้นได้ว่า เขาต้องเอาฟิล์มไปล้างก่อน ผมก็เลยถอดฟิล์มไปล้าง เอาไปล้างในอ่างล้างจาน ฟิล์มก็ยังไม่มีภาพ นึกขึ้นได้อีกครั้งว่า เราน่าจะล้างด้วยน้ำร้อน ก็เลยต้มน้ำ แล้วเอามาราดบนแผ่นฟิล์มเลย ผลก็คือฟิล์มสีน้ำตาลค่อยๆเปลี่ยนสีไป จนกลายเป็นฟิล์มใส พลาสติกใสๆ สีน้ำตาลที่เคยมีมันหลุดละลายลงท่อน้ำไปแล้ว จบการล้างฟิล์ม ผมไม่ได้ภาพ และผมสรุปผลว่า ล้างฟิล์มเป็นเรื่องยาก ล้างฟิล์มด้วยน้ำเปล่าไม่ได้ ล้างฟิล์มด้วยน้ำร้อนก็ไม่ได้

ตอนตัดสินใจเรียนมหาวิทยาลัย ผมเลือกเรียนวิศวะ ด้วยความเชื่อว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคของผมคนเก่งจะเลือกหมอกับวิศวะ ถ้าผมไม่ติดอย่างใดอย่างหนึ่งในสองชนิดนี้ แสดงว่าผมไม่เจ๋งจริง เป็นความคิดโง่ๆที่ไม่มีครูแนะแนวมาพูดคุยด้วย และแล้วผมก็ติดวิศวะ แล้วเราก็รู้ว่าโลกกว้าง คนเก่งมีอยู่เต็มไปหมด ผมเรียนสาขาระบบควบคุมและเครื่องมือวัด ซึ่งพูดไปหลายคนก็จะไม่เข้าใจชัดเจน ผมก็เป็นแบบนั้นในปีแรกที่เข้าไปเรียน ผมมักจะบอกทุกคนว่าผมเรียนอิเล็คทรอนิกส์เพื่อจะได้ไม่ต้องอธิบายต่อว่าระบบควบคุมคืออะไร เครื่องมือวัดทำไมต้องเรียน มันมีแค่ตราชั่งกับมิเตอร์รึเปล่า

IMG_0820

ผมสนใจเครื่องเสียง การเรียนวิศวะสาขานี้ทำให้ผมกระตือรือล้นที่จะเรียนในบางวิชา เพราะบางวิชาเหล่านั้นจะทำให้ผมสามารถออกแบบและสร้างเครื่องเสียงใช้เอง นั่นเป็นแรงจูงใจเดียวที่ทำให้ผมเรียนจนจบ ตอนปีสี่ที่นักศึกษาวิศวะต้องทำโปรเจ๊คเพื่อจบ มีการจับกลุ่มกันทำสามคนต่อหนึ่งโปรเจ๊ค ห้องผมมี28 คน หารสามแล้วเหลือเศษหนึ่ง ผมยกมือขออาจารย์ทำคนเดียวเลย โดยผมให้เหตุผลกับอาจารย์ว่า ผมอยากรู้ว่าจะทำคนเดียวได้ไหม สามคนก็ทำกันหืดขึ้นคอ ถ้าทำคนเดียวได้ ผมคงภูมิใจมาก ผมอยากให้คนจำว่าผมไม่เหมือนคนอื่น ผลก็คือเพื่อนส่งงานจบกันก่อนกำหนดเล็กน้อยและมีเวลาไปเที่ยวเล่นที่ต่างจังหวัดกันทั้งห้อง แต่ผมจบงานช้ากว่าคนอื่นไปสองสัปดาห์ ทำให้ไม่ได้ไปเที่ยวยกกลุ่มในทริปสุดท้ายก่อนออกจากมหาวิทยาลัย  และไม่มีใครพูดถึงโปรเจ๊คอีกเลย  และผมไม่ได้ดังหรือถูกพูดถึงอีกเลยเช่นกัน

มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ผมจบช้า เรื่องตัวงานไม่ได้มีปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ ผมทำเล่มวิทยานิพนธ์ด้วยหน้าตาของนิตยสาร ไม่ได้เป็นรูปเล่มมาตรฐานบัณฑิตวิทยาลัย ไม่ได้ใช้ฟ้อนต์อังสนาตามระเบียบ ไม่ได้เว้นวรรคขึ้นหน้าใหม่แบบมาตรฐานของมหาวิทยาลัย ไม่ได้กั้นหน้าซ้ายและกั้นหน้าขวาตามกฏ ไม่ได้เรียงลำดับชื่อรูปภาพ นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมจบช้าและไม่ได้เที่ยวกับเพื่อน เพราะต้องมานั่งทำรูปแบบวิทยานิพนธ์ให้ถูกกติกาของมหาวิทยาลัย

2019-01-26 07.03.32 1

ตอนเรียนวิศวะ ผมสนใจแต่เรื่องการทำเครื่องเสียง ไม่ได้สนใจคอมพิวเตอร์เลย และวิชาเขียนโปรแกรมที่มีในคณะวิศวะก็เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยเข้าใจ ผมสอบได้คะแนนต่ำสุดในมหาวิทยาลัย ซึ่งผมเผลอคิดไปว่าผมคงโง่เรื่องเขียนโปรแกรม จนกระทั่งวันที่ผมเรียนจบผมได้งานทำเป็นโปรแกมเมอร์ เขียนซอร์ฟแวร์ระบบตอบรับโทรศัพท์อัตโนมัติ มีระบบฝากข้อความ มีระบบฐานข้อมูลที่ต้องเก็บวอยซ์เมลของคลิปเสียงของคนนับพันคน ผมสามารถเขียนโปรแกรมเป็นอาชีพได้เพราะมีเจ้านายใจดี อธิบายว่าการเขียนโปรแกรมคืออะไร อธิบายโครงสร้างและวิธีคิดของคอมพิวเตอร์มันเป็นอย่างไร แค่การอธิบายภาพรวมไม่นาน ผมก็เข้าใจและสามารถพัฒนาโปรแกรมต่างๆได้เอง  และในอีกไม่กี่เดือนต่อมาซอร์ฟแวร์ที่เขียนขึ้นมาก็ทำเงินเลี้ยงบริษัทได้   นี่เป็นเรื่องที่สองที่ผมเรียนรู้ว่าโลกเรามีอาจารย์มากมาย แต่ทุกคนไม่ได้มีความสามารถในการสอน

IMG_0559

ผมกลับมาหัดล้างฟิล์มอีกครั้งตอนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย และได้เริ่มหัดถ่ายรูปอีกครั้ง ครั้งนี้ตั้งใจจะล้างฟิล์มและอัดภาพให้เป็น และผมก็ใช้เวลาประมาณสองปีที่หัดถ่ายภาพ และมีความสามารถพอที่จะรับงานถ่ายภาพได้ เมื่อถ่ายภาพมาถึงจุดหนึ่งผมเริ่มอยากเรียนต่อเพื่อให้ผมถ่ายภาพได้ดียิ่งขึ้น ผมก็เลยไปเรียนคณะวิทยาศาสตร์ของจุฬาฯ ในหลักสูตรปริญญาโท ชื่อคณะ เทคโนโลยีทางภาพ หรือ imaging technology

2021-02-26_05-45-37

ทีนี่เรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และเรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการพิมพ์ ซึ่งระบบการพิมพ์ก็เป็นระบบการสร้างภาพชนิดหนึ่งและเป็นพระเอกของคณะนี้ด้วยซ้ำ ความฝันที่จะเรียนถ่ายภาพของผมหยุดลงชั่วคราวเพราะนักศึกษาที่เรียนคณะนี้ไม่ได้ซีเรียสกับการถ่ายภาพ  ผลงานภาพถ่ายของกลุ่มนักเรียนไม่ได้เน้นไปที่ความสวยงามในแบบที่ผมชอบ ในขณะที่นักศึกษานิเทศฯ และสถาปัตย์ฯถ่ายภาพได้ถูกใจกว่า ซึ่งผมพบว่าในคณะนี้ไม่ได้สอนให้ถ่ายภาพสวยชวนฝัน แต่สอนให้เข้าใจขั้นตอนการเกิดภาพ เน้นเรื่องการผลิตภาพให้ได้คุณภาพ  เน้นการทำซ้ำให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนเดิม ผมเลยเลือกที่จะไปหาที่เรียนเกี่ยวกับถ่ายภาพจากที่อื่น เลยไปเรียนที่โรงเรียนสารพัดช่าง ในหลักสูตรตอนเย็นวันละสามชั่วโมง เป็นคอร์สระยะสั้น 150 ชั่วโมง ค่าเล่าเรียนชั่วโมงละ 1 บาท  ผมได้ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพขาวดำ การล้างอัดภาพขาวดำอย่างเต็มระบบจากโรงเรียนสารพัดช่าง  แต่ผมก็เรียนจุฬาฯจนจบและได้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการพิมพ์ต่างๆ เป็นความรู้แบบที่เถ้าแก่โรงพิมพ์ไม่เคยได้รับ และไม่มีทางรู้เลยถ้าไม่เดินเข้ามหาวิทยาลัย  ผมใช้เวลาช่วงนี้หัดล้างอัดภาพขาวดำ  หัดถ่ายภาพ หัดวิจารณ์ภาพจากอาจารย์ที่สารพัดช่าง และเรียนรู้เกี่ยวกับการพิมพ์ระบบต่างๆ ในทางวิทยาศาสตร์กับอาจารย์ที่จุฬาฯ

ก่อนผมเรียนจบปริญญาโทผมก็เริ่มงานโรงพิมพ์เต็มตัว พ่อผมมีเหตุต้องนอนโรงพยาบาลนานสองเดือน เถ้าแก่ป่วยโรงงานก็แทบเจ๊ง ผมเร่ิมงานโรงพิมพ์แบบทันทีทันใด รับช่วงต่อแบบไม่คาดฝัน ซึ่งเมื่อวานนี้ยังขับรถไปเที่ยวถ่ายรูปอยู่เลย  ผมเรียนจบโทช้ากว่าปกติ เพราะต้องทำงานเต็มตัว และ ผมมีปัญหากับการทำเล่มเอกสารอีกแล้ว คือวิทยานิพนธ์เขาไม่ยอมให้ผมพิมพ์รูปแบบตามใจ ผมจบโทด้วยโปรเจ๊คการบีบอัดข้อมูลให้เล็กลงเพื่อใช้เก็บไฟล์ภาพที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตแม่พิมพ์ ถ้าเรียกให้หรูหรา ก็ต้องบอกว่า ผมเป็นเจ้าของระบบการบีบอัดข้อมูลชนิดหนึ่ง ที่เป็นการบีบอัดแบบ lossless compression มันช่วยให้อุตสาหกรรมการพิมพ์สามารถพัฒนาไปต่อไปได้ในอีกหลายอย่างถ้ามีคนนำไปต่อยอด

โรงพิมพ์จอมทองพัฒนาหลายอย่างขึ้นมาใหม่ ตั้งแต่วิธีการคิดราคาที่สมเหตุสมผล การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การเก็บข้อมูลลูกค้าที่สามารถสืบค้นได้ง่าย หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ดีขึ้น ราคาถูกลง มีเครื่องพิมพ์ดิจิทัลเข้ามาให้ใช้ โรงพิมพ์ยุคใหม่ต้องมีระบบปรู๊ฟสีก่อนพิมพ์จริง ความแม่นยำของสีต้องถูกต้องมากกว่าระบบลองผิดลองถูก โรงพิมพ์ขยายธุรกิจได้ด้วยเงินออม เราไม่มีหนี้สินกับธนาคาร เราไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยให้ใคร และเราลงทุนกับเครื่องพิมพ์ดิจิทัลขนาดย่อมๆแต่ราคาเท่ารถเบนซ์  ขณะที่เจ้าของยังขับรถญี่ปุ่นอยู่

โรงพิมพ์ในมุมมองของผมนั้น เป็นที่รวมของความรู้หลากหลายที่ผมสะสมมา ผมชอบอ่านหนังสือ ชอบหนังสือที่มีภาพสวย  ผมก็มีโอกาสได้ผลิตสิ่งพิมพ์เอง ผมชอบถ่ายภาพ ภาพสวยๆในโบรชัวร์ผมก็มีส่วนร่วมกับมัน บางงานผมถ่ายภาพด้วยตัวเอง ผมเคยทำงานกับฐานข้อมูล  เคยเป็นโปรแกรมเมอร์  โรงพิมพ์จึงมีงานพิมพ์ชนิดพิเศษตัวหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนข้อมูลของงานพิมพ์ได้โดยที่ไม่ต้องทำเพลทใหม่  นั่นคือการพิมพ์ดิจิทัลที่ใช้ข้อมูลจากในคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลหลักที่แตกต่างกันในแต่ละใบ เราเรียกการพิมพ์ฐานข้อมูลนี้ว่าเป็นงาน Variable data printing

งานพิมพ์ที่อาศัยฐานข้อมูลที่เราพบบ่อยก็คือ บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ในบิลแต่ละใบจะมีรายชื่อเจ้าของบ้านที่ไม่เหมือนกัน มีที่อยู่แตกต่างกัน มีตัวเลขที่ต้องจ่ายไม่เท่ากัน บ้าน 1 ล้านหลัง ก็มีบิล 1 ล้านใบที่มีชื่อไม่ซ้ำ นั่นคืองานพิมพ์ฐานข้อมูลที่เราพบได้ในทุกวัน ทุกบ้าน ทุกคนเคยจับมาแล้ว โรงพิมพ์ของผมก็มีความสามารถในการผลิตงานเหล่านี้เช่นกัน แต่เราทำในรูปแบบของใบปลิว การ์ดเชิญ การ์ดโปรโมชั่น ของขวัญ ปฏิทิน โปสการ์ด ซึ่งสิ่งพิมพ์เหล่านี้เรามักจะไม่ค่อยเจอว่ามีการพิมพ์ชื่อและข้อมูลของลูกค้าแต่ละคนลงไป เพราะมันเป็นสิ่งใหม่กับวงการพิมพ์ในประเทศไทย

มีโปรแกรมเมอร์มากมายที่ทำงานกับฐานข้อมูลได้ มีเถ้าแก่โรงพิมพ์มากมายที่รับงานใบปลิว งานสคส งานการ์ดเชิญ แต่ไม่เคยมีโรงพิมพ์ที่มีคนสองคนนี้อยู่ในที่เดียวกัน มีโรงพิมพ์ที่สามารถพิมพ์งานดาต้าเบสได้ไม่กี่คนในประเทศนี้ คนนึงก็กำลังพิมพ์บิลค่าน้ำอยู่ คนนึงก็กำลังพิมพ์บิลค่าไฟอยู่ อีกคนก็กำลังพิมพ์บิลค่าโทรศัพท์อยู่ ทุกคนมีงานใหญ่อยู่ในมือแล้ว แต่ไม่มีใครทำพิมพ์ สคส บัตรอวยพร ใบปลิว การ์ดเชิญ หรือใบโปรโมชั่นที่ระบุชื่อและคัสต้อมข้อมูลเลย โรงพิมพ์ของผมสามารถรองรับงานที่กล่าวมา  แล้วทำไมต้องเป็นโรงพิมพ์จอมทอง ที่อื่นทำได้ไหม ไปหาคนที่พิมพ์บิลค่าไฟเลยดีไหม เราสามารถไปหาเขาได้ แต่เขาจะพิมพ์ให้หรือเปล่า   บางครั้งโรงพิมพ์ทำคุกกี้มาแจกโดยที่ฉลากพิมพ์ชื่อผู้รับไว้แตกต่างกัน เราทำแค่แจกสมาชิก  ถ้าเราอยากได้งานแบบนี้ คนที่ทำบิลค่าน้ำ บิลค่าไฟ เขาไม่รับงานแนวนี้ แล้วมีโรงพิมพ์ไหนทำแบบนี้ได้บ้าง ถ้าหาเจอโทรบอกผมด้วย

นอกจากงานพิมพ์ที่อาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยแล้ว เรายังมีงานพิมพ์ที่กำลังสูญหายอยู่อีกตัวหนึ่งด้วย นั่นคืองานพิมพ์ letterpress ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการพิมพ์ตัวแรกที่เกิดขึ้นในโลก  เครื่องพิมพ์เครื่องแรกถูกคิดค้นด้วยคนชื่อโยฮันเนิส กูเทินแบร์ค เป็นคนเยอรมัน งานพิมพ์ชิ้นแรกของโลกในระดับอุตสาหกรรมคืองานพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล งานพิมพ์ letterpress คือการเอาวัสดุแข็งมาแกะสลักเป็นตัวหนังสือที่เราต้องการเราจะเรียกว่าแม่พิมพ์ แล้วก็เอาหมึกมาทาบนแม่พิมพ์ แล้วก็เอากระดาษมาสัมผัสกับหมึกบนแม่พิมพ์ มันคือเทคนิคเดียวกับตรายางที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน งานพิมพ์ letterpress จะให้สีที่เข้มเท่ากันทั้งหน้า ไม่สามารถทำสีเข้มสีอ่อนในบล๊อกเดียวกันได้ ไม่สามารถพิมพ์ภาพเหมือนจริง หรือภาพถ่ายได้ งานพิมพ์ letterpress เสื่อมความนิยมไปแล้วตั้งแต่โลกเรามีเครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ท 4 สี งานอ๊อพเซ็ทคืองานที่มีภาพจริงสวยงาม หนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ใบปลิวแจกหน้าห้าง งานพิมพ์ 99 เปอร์เซ็นที่เราเห็นเป็นงานอ๊อพเซ็ททั้งสิ้น

20210427163427_IMG_0339

งาน letterpress กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มของคนทำการ์ดแต่งงาน มันสามารถพิมพ์บนกระดาษหนาได้ มันให้น้ำหนักกดทับที่จมลึก หรือ นูนป่องออกมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่งานอ๊อพเซ็ท และงานพิมพ์ดิจิทัลให้ไม่ได้ งานกระดาษหนาเหล่านี้ได้รับความนิยมมากขึ้น ในขณะที่มีผู้ผลิตงานแบบนี้น้อยลงเรื่อยๆ ในประเทศไทยถ้าคุณจะทำงานพิมพ์การ์ดเชิญระบบ letterpress เมื่อคุณเข้าไปหาข้อมูลในอินเทอเน็ต กูเกิ้ลหน้าแรกจะให้คำตอบกับคุณว่าคุณมีทางเลือกให้ติดต่อแค่ไม่กี่บรรทัด  หนึ่งในหลายบรรทัดจะพบ thailetterpress   ที่นี่คือโรงพิมพ์ของผมเอง  โรงพิมพ์เรามีเครื่องพิมพ์ letterpress ที่ยังทำงานได้  ช่างพิมพ์มีประสบการณ์การทำงานแนวนี้มาอย่างยาวนาน  และเราชอบทำงานสวยแปลกตาอย่าง letterpress  ด้วยเช่นกัน

IMG_0625

แม้ว่าโลกเราจะพัฒนาไปสู่โซเชียลเน็ตเวิร์คกันแล้ว  หนังสือพิมพ์  นิตยสารทะยอยปิดตัว  แต่สิ่งพิมพ์ยังคงมีอยู่และค่อยๆขยายตัวในบางอุตสาหกรรม  อย่างเช่น  ในกลุ่มแพ็คเกจจิ้ง สินค้ายังต้องการกล่อง คู่มือ  ในกลุ่มอาหารและการท่องเที่ยว เรายังต้องการสติ๊กเกอร์หรือฉลากติดบนกล่องอาหารหรือซองบรรจุอาหาร  ในกลุ่มหนังสือเรียน  นักเรียนยังต้องใช้ตำรา  หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเราก็มีคนอ่านเพิ่มขึ้น  รายชื่อหนังสือในทำเนียบของร้านขายหนังสือก็เพิ่มขึ้น  มีนักอ่านเพิ่มขึ้น  มีนักเขียนเพิ่มขึ้น  สินค้าราคาสูงทั้งหลายต่างก็ต้องการใบปลิวหรือแค็ตตาล๊อค  เพราะคนที่จะซื้อของราคาสูงเหล่านั้นย่อมเป็นคนที่ถือโบรชัวร์อยู่ในมือ  เพราะคงไม่มีใครซื้อรถยนต์โดยไม่หยิบเอกสารแค็ตตาล๊อคมาอ่าน  หรือ คงไม่มีใครซื้อรถด้วยการกดสั่งผ่านระบบมาเก็ตเพลสในเว็บช็อปปิ้งต่างๆ  สิ่งพิมพ์ยังคงมีบทบาทและหน้าที่  โรงพิมพ์ก็ต้องปรับตัวทำงานในรูปแบบที่ตลาดต้องการ