เทคนิคการปรับสีภาพ Raw ด้วยกล้อง

การถ่ายภาพนอกจากองค์ประกอบที่ดีแล้ว เราก็ยังสามารถพิถีพิถันกับสีของภาพถ่ายได้ด้วย ซึ่งภาพถ่ายสีสวยที่เราได้พบเห็นในเว็บโชว์รูป หรือ แม้แต่ภาพในหนังสือต่างๆ ก็มักจะได้รับการปรับแต่งมาแล้ว เพื่อให้ภาพมีสีสันที่ถูกใจหรือตรงกับสิ่งที่ต้องการมากที่สุด

การปรับภาพขของกล้องดิจิทัลจะนิยมถ่ายภาพเป็นไฟล์ชนิด raw ซึ่งเป็นภาพดิจิทัลไฟล์แรกสุดที่เกิดขึ้นในกล้อง ไฟล์ชนิดนี้จะถูกส่งต่อไปยังโปรแกรมปรับแต่งเพื่อทำการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และโปรแกรมที่ได้รับความนิยมมากๆในวงการถ่ายภาพก็คือ Lightroom ของบริษัท Adobe ซึ่งก็คือบริษัทที่เป็นเจ้าของ photoshop นั่นเอง

แต่ขณะเดียวกัน ความนิยมของนักถ่ายภาพสมัครเล่นและคนที่ไม่ได้มีอาชีพเกี่ยวกับการถ่ายภาพโดยตรงก็จะนิยมใช้โปรแกรมในโทรศัพท์มือถือ อย่าง snapseed ซึ่งเป็นของบริษัท google และโปรแกรมปรับแต่งภาพสีของ VSCO ที่ได้รับความนิยมอยู่พอสมควร

ยังคงมีโปรแกรมปรับแต่งสีสันจากไฟล์ raw อีกตัวหนึ่งที่แถมมากับกล้องทุกตัวที่ถ่ายภาพชนิดนี้ได้ก็คือโปรแกรมจากค่ายกล้อง อย่าง canon ก็จะมีโปรแกรมชื่อ DPP ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถแปลงไฟล์ raw ให้เป็น jpg ด้วยค่าสีสารพัด มีความหลากหลายให้เลือกใช้มากมาย และคุณภาพของ DPP ก็ดีจนช่างภาพให้การยอมรับ

แต่ในบทความนี้จะแนะนำการปรับ raw ไฟล์เป็น jpg ที่มีมาให้ในกล้อง ซึ่งทำให้เราไม่ต้องลงซอร์ฟแวร์เพิ่มเติมเลย และสะดวกมาก เนื่องจากเราสามารถทำการแปลงค่าได้จากหลังกล้อง และมีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งที่มากพอใช้งานเลย

IMG_20201108_105017

เมนูที่จะเข้าไปปรับไฟล์ raw ของกล้อง canon ก็คือ ส่วนที่มีชื่อว่า RAW image processing

IMG_20201108_105153

ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วจะไปพบกับภาพที่เราถ่ายด้วยไฟล์ชนิด raw ที่แสดงขึ้นมา หากต้องเการเข้าไปรับแต่งเพื่อแปลงไฟล์ก็กดปุ่ม set เพื่อเข้าสู่เมนูกาปรับแต่งเลย

IMG_20201108_105206

ที่เมนูการปรับแต่ง จะมีหลายค่าให้เราปรับ ตั้งแต่ความสว่าง ไว้บาล้านท์ สไตล์สี การปรับค่าไดนามิคเร้นจ์ การลดน้อยส์ … ให้เราค่อยๆดูไปทีละเมนู แต่ละเมนูจะมีคำอธิบายที่เข้าใจง่ายด้วย

IMG_20201108_105229

จุดที่ผมชอบปรับจากเมนูนี้จะมี 2 ส่วน หรือส่วนที่เป็น WB หรือไว้ท์บาล้านท์ ซึ่งทำให้เราเปลี่ยนลักษณะสี ลักษณะสีขาวในภาพได้ โดยเลือกเป็นค่าที่ให้สีที่ชอบ และถ้ายังไม่ถูกใจ เราสามารถเลือกอุณหภูมิสีหรือ WB เป็นตัวเลขเคลวินได้ และสภาพแสงในภาพนี้ผมเลือกค่าเป็น เคลวินไว้ที่ 4100K

ส่วนอีกเมนูหนึ่งที่ชอบใช้ก็คือ เมนู Peripheral illumin. correct ซึ่งเป็นเมนูการปรับค่าแสงที่กลางภาพและขอบภาพให้เท่ากัน เนื่องจากธรรมชาติของเลนส์จะให้แสงตกตรงกลางภาพมากกว่าขอบภาพ หากไม่แก้ไข แสงจะสว่างที่กลางภาพ และจะมืดที่ขอบภาพ กล้องดิจิทัลทุกตัวจะแก้ไขโดยการปรับค่าแสงสว่างที่ขอบภาพให้สว่างเท่ากลางภาพ ก็คือมีการใช้งานหรือ enable การปรับแสงนี้เอาไว้ ผมก็เลยเข้าไปปิด ตั้งเป็น disable ปล่อยให้ภาพมีความมืดที่ขอบภาพไป เพราะหลายครั้งที่ปรับแต่งภาพด้วยซอร์ฟแวร์อื่นๆ ผมก็ชอบปรับให้ขอบภาพเข้มกว่ากลางภาพเล็กน้อย เพื่อให้ภาพดูสวยถูกใจ (แต่ไม่ถูกต้อง)

20201107203849_IMG_0051
ภาพต้นฉบับ jpg ที่ได้จากกล้องเมื่อถ่ายภาพด้วยโหมด Raw+jpg และมีการตั้งค่า WB เป็นแบบ Auto
IMG_20201107_213615
ภาพที่ใช้กล้องแปลงค่า raw โดยปรับตั้งค่า WB ไปเป็น 4100เคลวิน และปรับ illumin เป็น disable คือปล่อยให้ขอบภาพมืดกว่ากลางภาพ หลังจากได้ภาพที่ปรับแล้วก็ส่งออกมาเก็บไว้ในโทรศัพท์ และอัพโหลดไปเก็บไว้ใน cloud เรายังคงสามารถปรับภาพต่อในโทรศัพท์ หรือ ใช้ตัวปรับภาพของ cloud ได้อีกตามใจ
IMG_20201107_213615
ภาพที่ปรับแต่งสีเสร็จแล้ว ก็เซพไฟล์ออกมาเป็น jpg แล้วก็นำมาคร็อปภาพอีกนิด ปรับสีอีกเล็กน้อย ปรับมุมเอียงอีกหน่อยเพื่อให้ภาพตรง ซึ่งภาพที่ตรงจะให้ภาพที่ดูสบายตามากกว่า

ดูจากภาพตัวอย่างเราก็จะได้สไตล์สีที่ปรับออกมาแล้วถูกใจเรามากกว่าภาพแรก การปรับแต่งภาพถ่ายนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องของคนฝีมือไม่ดี ช่างภาพที่เก่งไม่ใช่ช่างภาพที่ไม่ปรับ แต่ความเก่งของช่างภาพที่แท้จริงก็คือ รู้วิธีที่จะได้ภาพที่ต้องการ หากภาพที่ต้องการจะต้องปรับ ก็ปรับเพื่อผลลัพธ์นั่นเอง และหากใครยังคงยืดถือว่าการถ่ายแบบไม่ปรับแต่งเลยคือวิธีการที่สุดยอด จะขอให้ลองทบทวนดูว่า ก่อนจะไปถึงคำว่าแต่งภาพ เราแต่งภาพทางอ้อมและมีผลต่อภาพอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นงานฟิล์มเราแต่งภาพตั้งแต่เราเลือกฟิล์มบางตัว ไม่ใช่ฟิล์มอะไรก็ได้ เราเลือกเลนส์บางตัว ไม่ใช่เลนส์อะไรก็ได้ เราเลือกร้านล้างอัดบางร้าน ไม่ใช่ว่าทุกร้านจะทำงานได้เหมือนกัน เราเลือกสแกนเนอร์บางตัว ไม่ใช่สแกนเนอร์อะไรก็ได้ จะเห็นว่า เราปรับแต่งตั้งแต่เราเลือกอุปกรณ์แล้ว ส่วนฝั่งดิจิทัลก็ไม่ได้แตกต่างกัน เราเลือกยี่ห้อกล้องเพราะบุคคลิกสีบางอย่าง เราเลือกของแพงมากกว่าของถูกเพราะรู้ว่าคุณภาพไม่เหมือนกัน เราเลือก เลือก เลือก นั่นคือเราปรับภาพตั้งแต่ก่อนจะเห็นภาพแล้ว

เที่ยวเกาะขามและพัทยา

เกาะขามเป็นเกาะที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดชลบุรี อยู่ในอำเภอสัตหีบ การเดินทางจากกรุงเทพก็จะต้องเดินทางผ่านพัทยาแล้วเลยไปถึงสัตหีบ ทริปนี้พวกเราไปนอนพักที่พัทยาก่อนแล้ววันรุ่งขึ้นค่อยขับรถไปเกาะขาม สิ่งที่สนุกสำหรับทริปนี้ก็คือเราได้ลองของเล่นใหม่ด้วยนั่นก็คือกล้อง gopro9 ที่ตั้งใจซื้อเพื่อนำมาใช้ถ่ายคลิปในการท่องเที่ยว

GOPR0100

พัทยาวันแรกเราแวะเที่ยวก่อนเข้าโรงแรม เราไป FROST ซึ่งเป็นห้องน้ำแข็งอุณหภูมิติดลบ 15องศา น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หนาวเย็นที่สุดที่ประเทศไทยเคยมี และมันก็หนาวจริงๆ เราไม่สามารถอยู่ในที่เย็นแบบนี้ได้นานๆเลย หากใครไม่มีถุงมือ ถุงเท้าที่หุ้มอย่างแน่นหนา ปลายมือ ปลายเท้าจะชาในเวลาไม่นาน FROST มีชุดกันหนาวให้ยืมใส่ เป็นชุดผ้านวมอย่างหนา มีฮู้ดคลุมหัวด้วย นับเป็นประสบการณ์การสัมผัสความหนาวระดับติดลบที่น่าตื่นเต้นมาก

GOPR0141
GOPR0156

กล้อง Gopro9 สามารถทำงานในที่เย็นจัดระดับติดลบ 15 องศาได้ ไม่มีอาการรวนหรือเปิดไม่ติดเลย ส่วนโทรศัพท์มือถือที่พกเข้าไปก็ยังทำงานได้ปกติ ทีแรกนึกว่าอากาศเย็นจะทำให้อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์มีปัญหา เพราะที่เคยได้ยินมาจะบอกต่อกันมาว่า ถ่านจะหมดเร็ว หรือ ถ่านจะไม่จ่ายไฟเมื่ออยู่ในที่เย็นจัด เราอยู่ในที่เย็นติดลบไม่นานมาก เพราะทนกันไม่ไหวเอง แบตเตอรี่ของกล้องก็คงทนหนาวได้เก่งกว่าคนเรา อุปกรณ์ก็เลยยังทำงานได้ปกติ

ออกจากห้องเย็นจัดก็เดินทางเข้าที่พักที่พัทยา เด็กๆเล่นน้ำตลอดบ่าย ช่วงนี้ก็ได้หัดเล่นกล้อง gopro9 อย่างจริงจัง ทดลองถ่ายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพเคลื่อนไหวแบบพิเศษอย่าง timelapse และ timewarp ที่ gopro เขาเรียกชื่อเทคนิคนี้โดยเฉพาะรวมถึงการลงไปถ่ายใต้น้ำโดยตรงด้วย ผลก็คือ กล้องลงน้ำได้จริง ลงน้ำตรงๆไม่ต้องใช้เคสกันน้ำเลย มีจุดที่ต้องระวังก็เพียงต้องไม่ลืมล็อคหน้าจอสัมผัส เพราะน้ำจะทำให้หน้าจอเหมือนโดนกดแล้วโหมดการทำงานจะเปลี่ยนได้เอง ดังนั้น ถ้าจะลงน้ำ กล้องต้องถูกสั่งให้ล๊อคการสัมผัสหน้าจอด้วยเสมอ

วันรุ่งขึ้นเราออกจากโรงแรมแต่เช้าเพื่อเดินทางไปขึ้นเรือที่ท่าเรือเกาะขาม เดินทางจากพัทยาใช้เวลาประมาณ 50 นาที ที่ท่าเรือไปเกาะขามสามารถไปเกาะแสมสารได้ด้วย เราจอดรถที่จุดซื้อตั๋วแล้วนั่งรถสองแถวไปที่ท่าเรือ เรือที่ใช้พาเราข้ามไปเกาะขามมีขนาดประมาณ 30 คน นั่งชิดๆกัน มีชูชีพสำหรับทุกคน ใช้เวลาข้ามไปเกาะขามประมาณ 20 นาที

เราเห็นปลาสวยงามตั้งแต่เดินอยู่ที่ท่าเรือก่อนจะลงเรือแล้ว ปลาทะเลสีสวยเหมือนปลาในตู้ บางคนโยนขนมปังลงไป ปลาก็รุมเข้ามากิน ผมไม่แน่ใจว่าเราควรงดให้อาหารปลาไหม หลายคนบอกว่าจะทำให้ปลาเสียนิสัย และจะทำให้นักท่องเที่ยวเคยชินกับการทำอะไรไม่เป็นไปตามธรรมชาติด้วย ตอนไปเขาวัง เห็นลิงอยู่ข้างทาง แน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะให้อาหารลิง เพราะจะทำให้ลิงเคยชินกับการมาแย่งอาหารจากคน และมารบกวนคนอยู่ในพื้นที่ เพราะลิงมันวิ่งเข้าหาคนได้ แต่กับการให้อาหารปลา ผมยังไม่เห็นข้อเสียที่ชัดเจน ปลามันวิ่งมาแย่งอาหารคนไม่ได้ ปลาไม่ได้บินมากินของจากมือคน ทำไมเราต้องระวังเรื่องนี้กัน ตอนไปวัดไร่ขิง แม่น้ำหลังวัดก็มีตลิ่งที่รอให้คนไปให้อาหารปลา วัดอนุญาตให้ขายอาหารสำหรับโยนให้ปลา มีแค่ป้ายบอกว่า ห้ามจับปลา ไมไ่ด้ห้ามให้อาหาร

เรือมาถึงเกาะขาม เดินขึ้นเกาะระหว่างทางเราก็เห็นความสวยงามของน้ำทะเลแล้ว ที่นี่น้ำทะเลใสมากมองเห็นพื้นใต้ต้ำ สีน้ำทะเลสีสวยเหมือนภาพวาด เป็นสีสันที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ต้องใช้เทคนิคการถ่ายภาพเลย ยิ่งเอากล้องออกมาถ่ายยิ่งได้ภาพที่สวยงามแปลกตากลับไป สีสันบบนี้ไม่มีที่พัทยา ไม่มีที่หัวหิน นับว่าเป็นเกาะที่น้ำทะเลใสมากและสวยมาก

ชายหาดที่นี่ยาวประมาณ 300 เมตร นักท่องเที่ยวเลือกนั่งเล่นนอนเล่นได้ตามสบาย เด็กๆเตรียมพร้อมสำหรับเล่นน้ำ พ่อแม่เตรียมตัวลงน้ำไประวังเด็กๆ ผมก็ลองเล่นกล้อง gopro9 ถ่ายภาพบนบก ภาพวิว และภาพใต้น้ำ เราลองบันทึกภาพหลายๆแบบ กล้องลงน้ำทะเลได้ไม่มีปัญหา ภาพใต้น้ำชัดมาก และภาพวิดีโอที่ออกจากกล้อ้ง gopro9 ตัวนี้ไม่สั่นไหวให้ปวดหัวตอนดูเลย การมีระบบกันสั่นในกล้องทำให้ภาพวิดีโอมีคุณภาพสูงมาก และสีสันที่ gopro9 บันทึกให้เราก็มีสีสันที่ฉูดฉาดสวยงาม ผมรู้สึกว่าภาพจาก gopro9 มีความสวย อิ่ม สด และฉูดฉาดราวกับเราแต่งภาพด้วย app ซึ่งกล้อง DSLR อย่าง eos 6d ที่ผมใช้มาหลายปีให้ภาพฉูดฉาดแบบนี้ไม่ได้เลย อย่างน้อยต้องปรับแต่งบางอย่าง หรือปรับด้วย app อีกนิดหน่อยเพือ่ให้สีสดเท่า gopro9

GOPR0212
GOPR0236

เด็กๆเล่นน้ำสนุกสนาน ดำน้ำดูปลาที่มีอยู่ไม่มากเท่าที่คาดไว้ ปะการังใต้น้ำก็มีในระดับหย่อมๆเล็กๆ และไม่ได้มีสีสันที่สดสวยแบบที่เราเคยดูที่ฝั่งอันดามัน แต่สิ่งที่อยู่เหนือน้ำก็คือภาพทะเลแสนสวย ฟ้าสีฟ้า น้ำทะเลเขียวอมฟ้า แสงแดดส่องพาเงาของเรือไปโผล่ที่พื้นทรายใต้น้ำ คุณภาพน้ำที่นี่ใสมาก ใสเหลือเชื่อ แต่ทำไมปลาน้อยก็ไม่รู้สาเหตุ บนเกาะมีร้านอาหารและเครื่องดื่ม มีห้องอาบน้ำ และมีกฏคือห้ามใช้สบู่ ยาสระผมที่นี่เด็ดขาด เจ้าหน้าที่บอกว่าเพื่อป้องกันสารเคมีไหลลงทะเลนั่นเอง

บนเกาะมีเรือซับบอร์ดไว้ให้เช่าเล่นด้วย ชั่วโมงละ 100 บาท มีเจ้าหน้าที่ช่วยสอน เด็กๆต่อคิวกันเล่นสนุกสนาน การยืนบนเรือแล้วพายเล่นเป็นกีฬาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีข้อมูล แต่ก็รู้สึกได้เลยว่ากำลังเป็นที่นิยม ทั้งที่เที่ยวที่เป็นแม่น้ำลำคลองแถวราชบุรี กาญจนบุรี ต่างก็มีเรือซับบอร์ดเอาไว้ให้เล่น ทะเลเกาะขามก็มี และเมื่อได้ลองเล่นก็ทำให้เราได้ภาพสวยๆกลับไปด้วยเช่นกัน โชคดีที่เด็กๆใช้เวลาหัดเล่นไม่นานก็เล่นได้ ยืนได้ไม่ล้ม เป็นทริปที่สนุกกว่าที่คาดหวังตรงเรือนี่แหละ

GOPR0272

มาเกาะขามตอนเที่ยวเรือ 9 โมงเช้า ขากลับ นั่งเรือรอบ 14.00 น. กลับมาฝั่ง ที่ท่าเรือมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาด้วย เป็นตึกหลายชั้น จะเข้าชมก็ต้องเดินขึ้นไปหลายสิบเมตร ใครเที่ยวเกาะจนหมดแรงคงไม่อยากแวะดูแล้ว แต่ลูกขอเข้าไปดูก็ต้องอดทนเดินกันหน่อย

IMG_4523

การจัดแสดงในห้องต่างๆทำได้ดีน่าสนใจ คนชลบุรีถ้าจะเที่ยวพิพิธภัณฑ์คุณภาพก็สามารถแวะมาดูที่นี่ได้ ไม่ต่างจากกรุงเทพเลย เนื้อหาค่อนข้างดีเลย พวกเรายืนอ่านยืนคุยกับลูกได้หลายอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่แสดง และหลายอย่างเป็นความรู้ใหม่สำหรับพวกเราด้วย

IMG_4532
IMG_4538

ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็เดินทางกลับที่พักที่พัทยา กินข้าวเย็น เตรียมตัวเข้านอนอย่างหมดแรง เป็นทริป 1 วันที่อัดแน่นและใช้พลังงานเยอะมาก แต่ทั้งหมดก็รอวันใหม่ รอมีแรงอีกที เช้าวันใหม่ก็เล่นกันต่อริมทะเล มาทะเลพัทยาก็ต้องเปียกน้ำที่พัทยาบ้างถึงจะไม่เสียเที่ยว

ก่อนจะกลับก็ถ่ายภาพรวมกัน และจะมีภาพเด็ก 5 คนนั่งบนเตียงที่เราถ่ายมาตลอดหลายปี แล้ว ในแต่ละปีจะเอาภาพที่นั่งมุมคล้ายๆกันมาเปรียบเทียบกัน เราก็จะเห็นพัฒนาการของเด็กไปทีละนิด จะเรียกว่าเป็นภาพแห่งความทรงจำก็ได้

2020-10-28_03-23-10

กลางวันเราก็เช็คเอ๊าท์ เดินทางกลับกรุงเทพ แวะซื้อของกลางทางที่หนองมน ตอนนี้ห้อยจ๊อที่หนองมนขายลูกละ 20 บาทแล้ว จากความทรงจำในอดีตว่าเคยซื้อลูกละ 8 บาท ระยะทางที่รถวิ่งไปตั้งแต่ออกจากกรุงเทพย่านบางขุนนนท์ แล้วขับไปพัทยา ไปถึงสัตหีบ แล้วย้อนมาพัทยา กลับกรุงเทพที่เดิมใช้น้ำมัน 1 ถังยังเหลืออยู่ ดูหน้าจอ รถวิ่งไปประมาณ 450 กิโลเมตร

FRAME_COLLAGE1603873800393

ทริปสำรวจปู กับ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

กิจกรรมสำรวจธรรมชาติ เป็นงานของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา รังสิต คลอง5 ซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกับพิพิธภัณฑ์อีก 3 แห่ง การเดินทางมาร่วมกิจกรรมก็ค้นหาในแผนที่ googlemap ค้นหาชื่อพิพิธภัณฑ์ได้เลย

กิจกรรมสำรวจธรรมชาติจัดขึ้นเป็นประจำ จัดเป็นหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีหัวข้อแตกต่างกัน และมีกลุ่มละ 7 คน การเข้าร่วมจะต้องรอประกาศจากทางเฟสบุ๊คของพิพิธภัณฑ์เรื่องวันเวลาที่ให้ส่งอีเมลเข้าไปสมัคร คนสมัครเร็วจะได้เข้าร่วม คนสมัครช้าเป็นตัวสำรอง ผู้ได้รับเลือก(สมัครเร็ว) จะมีค่าใช้จ่ายในกิจกรรม เมื่อได้ยืนยันและมีการจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว เราจะได้รับหมายกำหนดการ และรายการสิ่งของที่ต้องเตรียม

120400202_3119146654862930_8761229277735021215_o
120442022_3119146241529638_7590226334834775925_o
120087017_3122276911216571_3426646103861716323_o

วันเกิดขอบฟ้า 20jul2020

20200720182226_IMG_0161

สุขสันต์วันเกิด8 ขวบ ปีนี้ขอบฟ้าได้รับของขวัญจากแม่เป็น segway และพ่อให้เสื้อ never give up ที่โมฮัมเม็ด ซาร่า ใส่เดินอยู่ในสนาม วันที่ลิเวอร์พูลแข่งกับบาเซโลน่าแล้วสร้างปาฏิหาริย์ ลิเวอร์พูลชนะ 4-0 สิ่งที่น่าจดจำในวันนั้นคือความพยายาม และ เสื้อที่ถูกกล้องจับภาพไว้ได้ เสื้อพร้อมโปสการ์ดมีลายเซ็นซาร่าห์ พ่อเสกโปสการ์ดใบเดียวในโลกให้ด้วย ขอบฟ้าได้รับแล้วหยิบโปสการ์ดมาดู แล้วก็บอกว่า ชอบมาก

20200720180708_IMG_0129
20200720181358_IMG_0150
IMG_20200720_211357
salah-2-1557255436
20200725152943_IMG_0178

การทดลองของเด็ก ป2

ขอบฟ้าเรียนชั้น ป2 ตอนนี้กำลังเรียน onlineเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด19 และสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ทำคือการค้นคว้าสิ่งที่ตัวเองสนใจ และทำในรูปแบบที่เป็นงานวิจัย ซึ่งในยุคของผมผมจะเรียกว่าทำรายงาน แต่ยุคของลูกจะเป็นรายงานที่ต้องเลือกหัวข้อเอง ตั้งคำถามด้วยตัวเอง และหาคำตอบด้วยวิธีการทดลอง ซึ่งมันดูซับซ้อนกว่าสิ่งที่ผมคาดไว้

IMG_20200520_090000

นอกจากการเรียน online ในรูปแบบที่มีการโต้ตอบ ใช้โปรแกรม zoom วันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 ชม. เรียนผ่านการพูดคุยหน้าจอแล้ว ก็มีงานที่จะต้องทำส่งทุกวัน เป็นการส่งการบ้านแบบให้ตอนเช้าแล้วส่งตอนบ่าย มีสิ่งที่เรียกว่างานวิจัยที่ให้ทำต่อเนื่องหลายๆสัปดาห์แต่ให้ทะยอยส่งทีละส่วน และในสัปดาห์นี้ก็เป็นงานวิจัยที่มาถึงขั้นตอนการทดลอง ลูกผมก็ออกแบบการทดลองออกมาเป็นการวิ่งและการเลี้ยงลูกฟุตบอลบนสนามหญ้าและสนามปูนเพื่อเปรียบเทียบกัน

IMG_20200614_101454

พ่อแม่ก็เลยต้องเป็นผู้ช่วยทำงานวิจัยไปโดยปริยาย พ่อแม่ต้องหักห้ามใจไม่ให้ช่วยเหลือจนกลายเป็นทำงานแทนเด็ก ปล่อยให้เด็กได้ออกแบบคิดจินตนาการไป แล้วพ่อแม่ก็เป็นมือเป็นเท้า เป็นผู้ช่วย และเป็นผู้ให้คำแนะนำ ประคองให้เด็กได้คิดได้ทำไปทีละนิด

สิ่งที่สนุกกับการร่วมทำงานวิจัยก็คือ ได้เห็นจินตนาการของลูก ได้เห็นว่าลูกได้เรียนรู้อะไรบ้างในการทำงานหาคำตอบสักหนึ่งเรื่อง การเรียนแนวทาง project base learning มันคงเป็นแบบนี้นี่เอง แนวทางของโรงเรียนเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร พ่อกับแม่เพิ่งจะได้สัมผัสจริงจังตอนลูกอยู่ ป2 อาจเป็นเพราะโควิด19ก็ได้ที่ทำให้พ่อแม่ได้มีโอกาสอยู่ในขั้นตอนการเรียนรู้ของลูกอย่างเข้มข้น หากเป็นช่วงเวลาปกติไม่ได้มีโรคระบาด สิ่งเหล่านี้ก็คงเป็นสิ่งที่พบเจอแค่ในรั้วโรงเรียน ในห้องมีเด็ก 29 คน ก็จะมี 29 โปรเจ็ค ครูคงปวดหัวน่าดู

IMG_20200513_133023

สิ่งที่เด็กในชั้นเรียนได้ทำในโปรเจ็คของเขาเองก็จะเป็นขั้นตอนการทำงานวิจัยเต็มรูปแบบ คือ มีที่มาที่ไป มีสมมุติฐาน หาข้อมูล ออกแบบวิธีการทดลอง ทดลอง สรุปผลการทดลอง และสุดท้ายแถมให้ก็คือ คำถามว่าจะเอาไปต่อยอดอย่างไร สิ่งที่เด็ก ป2 ยุคนี้ทำมันเหมือนสมัยผมเรียนมหาวิทยาลัยเลย

แม้ว่าเนื้อหาสิ่งที่เด็กจินตนาการจะเรียบง่ายและมีคำตอบอยู่แล้วในโลกของผู้ใหญ่ แต่มันก็ใหม่กับชีวิตของเขา จะให้เด็กไปหาคำตอบใหม่ๆได้ยังไง ผมกับแม่ขอบฟ้าก็มองงานของลูกแล้วก็แอบคิดต่อยอด แอบออกแบบการทดลองกันเองให้รัดกุม สุดท้ายพอได้สติก็ปล่อยให้ลูกทำเอง คิดเอง ผิดพลาด และ ไม่รัดกุมในแบบเด็กๆ เพราะผลการทดลองไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหม่ เขาไม่ใช่ ป.โท หรือ ป.เอก เขาแค่ป2

ผ่านไปหลายสัปดาห์ งานดำเนินการมาถึงสรุป หลังจากอ่านบทสรุปงานวิจัยของขอบฟ้าแล้ว ก็ดีใจที่มีการสรุปว่า ผลการทดลองไม่เป็นไปตามสมมุติฐาน ผมเข้าข้างคนที่ทดลองแล้วได้คำตอบว่าไม่ใช่ เพราะชีวิตจริงเราจะมีความสำเร็จแค่วิธีเดียว แต่เรามีเป็นร้อยวิธีที่ผิด การค้นหาแล้วพบกับวิธีที่ผิดจึงเป็นเรื่องปกติ มันไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย นึกถึงคำพูดหล่อๆที่ไม่รู้ใครแปลมาให้ เอดิสันบอกว่า เขาไม่ได้ล้มเหลวพันครั้งในการสร้างหลอดไฟ แต่การสร้างหลอดไฟมีพันวิธี ไม่กล้าเอามาสอนลูกหรอก ผมไม่ใช่นักคิด ไม่ใช่นักพูดให้แรงบันดาลใจ ผมเป็นแค่ผู้ช่วยงานวิจัย

ภาพถ่ายครึ่งตัว

การถ่ายภาพคนให้ดูแปลกตา เราจำเป็นต้องมีเทคนิคการถ่ายภาพที่แตกต่างไปจากภาพทั่วไป ซึ่งรวมไปถึงการจัดแสงให้ตรงกับสิ่งที่ใจคิดด้วย

ในห้องนอนปกติ แสงสว่างในห้องรวมถึงโคมไฟ ทุกอย่างส่องสว่างทำให้เห็นรายละเอียดของห้องตามที่ตาเห็น ภาพเด็กในห้องนอนเมื่อถ่ายโดยไม่คิดถึงผลพิเศษ เพียงเราวัดแสงพอดีในภาพ เลือกรูรับแสงกว้างเพื่อให้ฉากหลังเบลอ เลือกสปีดชัตเตอร์ที่สูงพอให้มือกดถ่ายแล้วภาพไม่สั่น เลือก iso ของกล้องให้สูงเพียงพอจะทำให้สปีดในการถ่ายภาพสูง ทั้งหมดให้ภาพที่ดูชัด สว่าง และเห็นเกือบทุกอย่างในห้อง

20191203204520_IMG_9964

หลังจากถ่ายภาพแรกเสร็จแล้ว ก็สังเกตุว่า ผนังห้องด้านหลังได้รับแสงน้อยกว่าตำแหน่งที่เด็กยืน ทำให้ความสว่างของตัวแบบมีค่าสูงกว่าฉากหลังหลายสต๊อป นั่นหมายถึง ถ้าเราถ่ายภาพให้แก้มเด็กรับแสงพอดี ด้านหลังจะมืดจนเกือบดำ และถ้าเราปิดไฟกลางห้องให้ห้องมืดลง ด้านหลังจะดำสนิทไปเลย เหลือแต่เพียงตัวเด็กเท่านั้นที่ปรากฏในภาพ

20191203204637_IMG_9966

ก็เลยจัดการถ่ายภาพแนวนอนเอาไว้ ให้เห็นว่า ด้านหลังดำไปแล้ว ส่วนตัวเด็กได้รับแสงแค่พอเห็นแก้ม ครึ่งหน้าด้านซ้ายโดนแสงจากโคมไฟจะเห็นรายละเอียด ครึ่งหน้าด้านขวาไม่โดนแสงโคมไฟก็จะกลายเป็นเงาดำ ตัวโคมไฟและเสาโคมไฟก็ติดมาในภาพด้วย เจตนาเก็บไว้ในภาพเพื่อให้เห็นว่าแสงสว่างมาจากไหน ตำแหน่งการวางเป็นอย่างไร

49166063408_698d38f6d2_o

และในขั้นตอนต่อไปก็คือการลบโคมไฟออกจากภาพ เพื่อให้พื้นฉากหลังเป็นสีดำทั้งภาพ กลายเป็นภาพถ่ายที่สมบูรณ์ สามารถนำไปอัดภาพ หรือ คร็อปใส่กรอบภาพได้ เป็นภาพถ่ายบุคคลแนวหนึ่ง ในวงการถ่ายภาพเรียกการจัดแสงแบบนี้ว่า โลว์คีย์ หรือ low key คือภาพที่มีความสว่างน้อย แต่ไม่ใช่ภาพอันเดอร์หรือรับแสงไม่พอ

2019-12-04_03-53-59

ตอนถ่ายผมบอกลูกว่า เดี๋ยวขอให้ลูกยืนใกล้ๆโคมไฟนะครับ พ่อจะถ่ายภาพครึ่งหน้า ให้ครึ่งหน้าโดนแสง อีกครึ่งหน้าจะมืดๆ แล้วเราจะเห็นภาพครึ่งตัวของจริง และเมื่อตัดวัตถุต่างๆในภาพให้หายไปแล้ว ก็แปลงเป็นสีขาวดำซะเลย ก็จะได้ภาพแนวลึกลับเท่ห์ๆมาดู ภาพแนวนี้บางครั้งเราก็เห็นว่าถูกนำไปใช้ในโปสเตอร์หนัง หรือไม่ก็เป็นภาพขึ้นปกนิตยสาร เพราะมันเป็นอารมณ์การถ่ายภาพที่ดูมีวัตถุประสงค์ ไม่ดาดดื่น และดูมีความตั้งใจจะนำเสนอ เป็นงานศิลปะที่ใส่ความคิดก่อนลงมือทำ

พาลูกเที่ยวเขาใหญ่ ดูดาว 2nov2019

ทริปเขาใหญ่ถูกตั้งขึ้นในวงสนทนาของกลุ่มพ่อแม่ที่ลูกเรียนห้องเดียวกัน คุยกันว่าอยากพาลูกเที่ยวร่วมกัน โดยการเที่ยวครั้งนี้เป็นหนึ่งในหลายๆครั้งของกลุ่ม แต่ครั้งนี้จะเป็นการยกโขยงไปอุทยานแห่งชาติกันเป็นครั้งแรก

พูดถึงเขาใหญ่ เราก็จะนึกถึงอากาศเย็นๆ และ การเดินป่า นั่งรถดูสัตว์ตอนกลางคืน นี่คือสามอย่างที่คาดหวัง และมีโปรแกรมเสริมเกี่ยวกับการดูดาว ซึ่งผมเองก็เป็นคนที่อาสาพาเด็กดูดาว ด้วยเหตุผลที่ผมเคยตั้งกล้องดูดาวให้ลูกดู และพ่อแม่ท่านอื่นๆในกลุ่มก็สนใจอยากดูดาวด้วย

IMG_0277

ต่างคนต่างบ้านต่างออกกันจากกรุงเทพและไปพบกันจุดแรกที่ร้านอาหารที่ทางเข้าเขาใหญ่ พ่อแม่ลูกจากประมาณ 10บ้าน มารวมตัวกัน ความฮาและความวุ่นวายก็เริ่มต้นขึ้น กว่าเด็กๆจะกินกันเต็มมื้อ ได้สารอาหารเพียงพอ ใช้เวลากันเป็นชั่วโมง พ่อแม่ที่ไปด้วยบางบ้านก็ต้องตามกินของเหลือของลูกด้วย

ที่เขาใหญ่แต่ละบ้านขับรถเข้าอุทยาน เราจะไปพักที่บ้านพักที่จองกันไว้ รถผมมีผู้ใหญ่สองคน เด็กสองคน เสียค่าเข้าอุทยาน 170 บาท ผมเพิ่งเคยขับรถเข้าอุทยานเขาใหญ่เป็นครั้งแรก เส้นทางจากจุดจ่ายเงินค่าผ่านทางไปถึงที่ทำการเป็นเส้นทางที่ขับขึ้นเขา และมีทางเลี้ยวที่หักศอกหักมุมพอสมควร มีจุดที่เป็นทางขึ้นเขาชันๆด้วย รถผมฮอนด้าฟรีดก็พอจะแบกคน 4 คนขึ้นไปได้อย่างไม่ยากเย็น ผมเคยดูรายการใน youtube มา บางช่องรายการเคยพูดถึงทางขึ้นเขาใหญ่ว่า เป็นทางขึ้นที่ยากสำหรับรถกำลังต่ำ และรถตู้บางคันที่บรรทุกหนักเกินไปจะทำให้ขึ้นยาก แต่ผมก็ผ่านมาได้ด้วยดี ไม่ถึงกับต้องลุ้น

เราเดินป่าหลังที่ทำการอุทยานเป็นกิจกรรมแรก เส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นนี้ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชม. เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นทากเป็นๆ และเป็นครั้งแรกของขอบฟ้าเหมือนกัน เพิ่งรู้ว่าทากมันเคลื่อนที่ยังไง และมันเกาะเราได้แน่นหนาสะบัดไม่ออกจริงๆ แถมยังมุดผ่านรองเท้าผ้าใบเข้าไปถึงเท้าเราได้ด้วย

บ้านพักในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีหลายหลัง พวกเราจองบ้านได้ 4 หลัง ซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ ในบ้านมีห้องนอนเพียงพอสำหรับทุกครอบครัว สิ่งที่น่าประทับใจก็คือ บ้านพักมีวิวที่ยอดเยี่ยมมาก อากาศที่เย็นสบาย กับวิวที่สวยงาม และการดูแลบ้านที่สะอาดเรียบร้อย น้ำไฟพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย นับเป็นที่พักที่ดีกว่าห้องในโรงแรมหรูเสียอีก เพราะป่าจริงๆเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรทดแทนได้ สวนดอกไม้ สวนหย่อม สวนหิน สวนน้ำตก ล้วนแต่เป็นของปลอมเมื่อเทียบกับป่าในอุทยานแห่งชาติ

IMG_0411

ก่อนจะเดินทางมาที่นี่ ผมก็ลังเลอยู่นานว่าจะเอาเครื่องเสียงและลำโพงที่ชอบมาด้วย ซึ่งมันก็จะเป็นลำโพงตัวใหญ่ แต่สุดท้ายก็เลือกเอาแค่ตัวเล็กมา เพราะคิดว่า เรามาอยู่กับธรรมชาติ เราก็ไม่ควรเอาเครื่องเสียงอลังการมาใช้ เลยเลือกเพียงเครื่องเล่นเพลงและลำโพงตัวเล็กที่เสียงดีถูกใจอีกตัวหนึ่งเท่านั้น และเพลงในทริปนี้ผมก็เปิดเพลงของ norah jones เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอัลบั้มเพลงที่เข้ากับบรรยากาศป่าเย็นๆที่มีกาแฟร้อนๆก็ไม่พ้นต้องเป็นชุด come away with me ซึ่เป็นอัลบั้มเพลงชุดแรกของศิลปินคนนี้

IMG_0381

ตอนกลางคืนเมื่อเมฆสลายตัว ท้องฟ้าก็มีดาวเต็มไปหมด มีดาวที่มองเห็นด้วยตาเปล่าเต็มฟ้า บางกลุ่มก็เป็นกระจุกที่ดูคุ้นๆเหมือนเคยเห็นในหนังสือ ชื่อดาวมีอะไรบ้างจำไม่ได้ รู้แค่ว่า มองแล้วเพลินตาดี ดาวบนฟ้าเกือบทั้งหมดจะเป็นดาวฤกษ์ มีเพียงดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเราเท่านั้นที่เป็นดาวเคราะห์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง และดาวทั้งฟ้าจะมีตำแหน่งที่ตายตัว มีเพียงแค่โลกเราหมุนหนีดาวต่างๆไปเรื่อยๆ แผนที่ดาวที่เป็นแผ่นกลมๆที่เราได้รับแจกจากท้องฟ้าจำลองก็จะมีตำแหน่งของดาวฤกษ์เท่านั้น ไม่มีตำแหน่งของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ นั่นเป็นเพราะ ตำแหน่งของดาวเคราะห์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ส่วนดาวฤกษ์ที่มีอยู่เต็มฟ้าแทบจะไม่เปลี่ยนตำแหน่งเลย และคงไม่เปลี่ยนตำแหน่งไปอีกเป็นล้านๆปี

PANO_20191103_062535

เขาใหญ่มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ ท้องฟ้าสวย อากาศดี ยิ่งถ้าเป็นหน้าหนาวอากาศเย็นจะยิ่งรู้สึกดียิ่งขึ้น ให้เวลาเด็กได้นั่งดูธรรมชาติ หัดวาดรูปวิวทิวทัศน์ ลงสีน้ำสบายใจ ท้องฟ้า ต้นไม้ ภูเขา ค่อยๆวาดออกมา ถ้าเราไม่มีป่า เด็กรุ่นต่อไปจะไม่มีจินตนาการเรื่องธรรมชาติเลย ภาพจำหรือภาพจริงจะไม่มีติดหัวเด็กรุ่นหลัง เราไม่ควรปล่อยให้ป่าไม้ถูกทำลาย

IMG_0316
IMG_0373

เราตั้งกล้องดูดาวเพื่อให้เด็กๆได้ดูดาวด้วยตาตัวเอง เมื่อเมฆไม่บัง ดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ในช่วงเวลาหัวค่ำที่พอดูได้ในเดือนพฤศจิกายนก็จะมี ดาวพฤหัสที่ดูได้ช่วงหัวค่ำ และ ดาวเสาร์ที่จะอยู่ให้เราดูถึงเกือบเทียงคืน การได้ดูดาวสองดวงนี้เราจะได้เห็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของดาวสองดวง ดาวพฤหัสจะมีดวงจันทร์โคจรรอบดาว เราอาจจะได้เห็นจุดสว่างเล็กๆรอบดาวพฤหัส 4 จุด ส่วนดาวเสาร์ก็เป็นดาวที่มีวงแหวน แค่เราได้เห็นด้วยตาตัวเองเราก็จะยิ่งมั่นใจในวิทยาศาสตร์ เพราะสิ่งที่เราเห็นจะเหมือนสิ่งที่กาลิเลโอเห็นเมื่อสี่ร้อยปีที่แล้ว การสังเกตการณ์บนท้องฟ้าและอวกาศพาให้โลกเราพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ความสะดวกสบายในเทคโนโลยีต่างๆมาจากการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงๆจัง และดาวเคราะห์สองดวงที่เราจะส่องกันก็น่าสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆได้บ้าง

หัดทำข่าวที่ kidzania

เวิร์คช็อปหนึ่งที่น่าสนใจใน Kidzania ซึ่งเป็นสนามเด็กเล่นระดับหรูหราของคนเมืองก็คือ การทำงานสำนักข่าว หรือสำนักพิมพ์ โลกของสิ่งพิมพ์เมื่อ 20ปีที่แล้วเป็นยุครุ่งเรืองของธุรกิจสิ่งพิมพ์ โรงพิมพ์และสำนักพิมพ์เฟื่องฟูมาก สำนักข่าวเป็นอาชีพที่เท่ห์และสนุก ช่วงวัยรุ่นของผมที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยการสอบเอนทรานซ์ คณะ นิเทศศาสตร์ และ วารสารศาสตร์ คือหัวแถวของนักเรียนที่ต้องการมีอาชีพในวงการสื่อมวลชน เด็กที่เรียนคณะนี้จะต้องฝึกฝนถ่ายรูปด้วย เพราะเพื่อนผมที่เรียนอยู่วารสารฯเขาถ่ายรูปเก่ง และมีอาชีพรับจ้างถ่ายภาพด้วย โดยเฉพาะงานรับปริญญาที่บัณฑิตที่จบการศึกษาต่างก็ใช้เงินกับการถ่ายภาพจำนวนมากเกือบเท่าเงินเดือนเดือนแรก ส่วนผม สนใจงานสื่อและงานถ่ายภาพเหมือนกัน แต่ผมเรียนวิศวะ

สิ่งพิมพ์ตัวแรกที่ผมเคยทำคืองานทำป้ายโปสเตอร์ของโรงเรียน ผมทำในสมัยเรียนมัธยมปลาย ยุคนั้นที่เราต้องใช้การตัดแปะตัวหนังสือลงบนกระดาษใบใหญ่ๆ ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้เหมือนปัจจุบัน เพราะคอมพิวเตอร์ที่พอจะทำงานสิ่งพิมพ์ได้จะมีราคาแพงกว่ารถยนต์ คนออกแบบจะต้องแนบภาพถ่ายไปกับกระดาษอาร์ตเวิร์ค แล้วบอกโรงพิมพ์ว่า เอาภาพวางในช่องนี้ แล้วโรงพิมพ์ก็จะจัดการเอาภาพไปแยกสี ทำเป็นเพลทสำหรับพิมพ์ในโรงพิมพ์ พอได้โปสเตอร์ออกมาเป็นกระดาษก็ถือว่าจบขั้นตอนการทำสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งผมก็คิดไปเองว่านี่แหละคือส่วนหนึ่งในอาชีพสื่อสารมวลชน

ผ่านมายุคอินเทอเน็ต สื่อสิ่งพิมพ์เปลี่ยนรูปแบบ โรงพิมพ์ของสำนักข่าวปิดตัวไปตามๆกัน หนังสือพิมพ์ขายไม่ออก จากที่เคยมีหนังสือพิมพ์นับสิบยี่ห้อบนแผงหนังสือก็เหลือแค่2-3 รายเท่านั้น และแผงหนังสือก็หายไปจากข้างถนนแล้วด้วย ยี่สิบปีที่แล้วหากผมต้องการซื้อหนังสือพิมพ์ 1 เล่ม ภายใน 10 นาที ไม่ว่าจะนั่งรถ หรือ เดิน ผมจะสามารถไปถึงแผงหนังสือใกล้บ้านแล้วซื้อหนังสือพิมพ์ได้แน่ๆ แต่ปัจจุบันนี้ ให้นึกว่าต้องไปซื้อที่ไหนก็นึกไม่ออกแล้ว แต่สิ่งที่ไม่หายไปไหนคือ นักสื่อสารมวลชนที่ยังคงต้องผลิตรายการ หรือผลิตเนื้อหาอยู่ แต่ไม่ได้พิมพ์ออกมาเป็นกระดาษมากเหมือนเดิม สำนักข่าวบางแห่งทำแต่เนื้อหาให้อ่าน online เท่านั้น

การที่เด็กคนหนึ่งจะได้ฝึกทำหนังสือพิมพ์จริงๆเป็นเรื่องยาก แต่เวิร์คช็อบเล็กๆในแหล่งการเรียนรู้อย่าง Kidzania กลับมีเวทีให้ลองทำ เด็กรุ่นนี้น่าอิจฉาที่มีพื้นที่ให้ลองเล่น แถมไม่ใช่การลองแบบที่มีแต่เปลือกแบบการเล่นเป็นพนักงานดับเพลิง นั่งรถเหมือนสวนสนุกไปดับไฟปลอมๆ แต่การทำข่าวเป็นขั้นตอนจริงเลย คนออกแบบกิจกรรมนี้น่านับถือ

จากการชะเง้อมอง และ เดินตามไปดูว่าเด็กต้องทำอะไรบ้างก็เล่าได้คร่าวๆว่า พี่เลี้ยงที่นำกิจกรรมนี้จะให้เด็กได้ทำข่าว 1 ชิ้น เป็นเรื่องอะไรก็ได้ ต้องมีการตั้งประเด็นขึ้นมาว่าจะทำข่าวเรื่องอะไร ต้องจดคำถามออกมาก่อนว่าจะถามอะไรบ้าง และก็ให้ไปถ่ายรูป ไปสัมภาษณ์ นำภาพที่ได้มาวางในหน้าหนังสือพิมพ์ ข้อมูลสัมภาษณ์ต้องจดกลับมา แล้วนำข้อมูลมาเขียนประกอบภาพ

กิจกรรมนี้ไม่ได้เป็นแค่การได้เล่นกล้องถ่ายภาพ และพิมพ์ภาพจากเครื่องพิมพ์ แต่ต้องมีการจดสรุปคำถาม จดคำตอบ เรียบเรียงเป็นข้อความประกอบภาพ มันเป็นการฝึกฝนที่ครบถ้วนดี และไม่ยากเกินไปสำหรับเด็ก เมื่องานครบถ้วน พี่เลี้ยงก็จะพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ หน้าตาเหมือนหนังสือพิมพ์ ข้อมูลที่เด็กเลือกทำจะอยู่ในกระดาษใบนี้ ดูสวยงามและน่าสนุก

กิจกรรมนีใช้เวลาประมาณ 20 นาที เหมาะสำหรับเด็ก 6 ขวบขึ้นไปที่พอจะอ่านหนังสือออกบ้าง แต่ถึงอ่านและพิมพ์ข้อความเองไม่ได้ ก็เชื่อว่าพี่เลี้ยงจะทำส่วนนี้ให้ สิ่งสำคัญก็คือการได้คิดเลือกเนื้อหาเองว่าจะทำอะไร และต้องฝึกตั้งคำถามด้วย ผมคิดว่าถ้าเด็กที่โตสักหน่อยและอ่านออกเขียนได้จะได้ประโยชน์เต็มที่ ได้รู้ว่าอาชีพนักข่าวต้องทำอะไรบ้าง แม้จะเป็นแค่เรื่องเล่นๆ แต่มันก็จำลองมากจากของจริง

แม้ว่าค่าเข้า Kidzania จะแพง อาหารในนั้นก็แสนจะแพง ไม่สามารถเอาน้ำและอาหารจากข้างนอกเข้าไปได้ และ ค่าจอดรถที่พาราก้อนก็แพงมากเนื่องจากต้องจอดนาน เพราะมาตั้งแต่เช้าตอนห้างเปิด เล่นจนคุ้มแล้วออกมาฟ้าก็มืดแล้ว บิลจอดรถบอกเวลาว่าผมจอดรถไป 10 ชั่วโมง 26 นาที ทุกอย่างแพง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่จ่ายไหว สิ่งที่ได้นอกจากความสนุกของเด็กแล้ว ยังได้โอกาสในการฝึกฝนและสัมผัสกับอาชีพได้มากกว่าจินตนาการ แต่ถามว่าให้ไปบ่อยๆเอาไหม ไม่เอาครับ เพราะกิจกรรมบางอย่างมันเล่นครั้งเดียวก็พอรู้ ไม่จำเป็นต้องซ้ำ

เรื่องราวของเพลินพัฒนา

โรงเรียนเพลินพัฒนา เป็นโรงเรียนทางเลือกที่เริ่มเป็นที่รู้จัก มีผู้ปกครองบางท่านได้เคยโทรศัพท์เข้ามาปรึกษาผมว่า บ้านอยู่ไกล แต่อยากเรียนโรงเรียนนี้ มีคำแนะนำให้ไหม ซึ่งผมก็ตอบไปว่า เรียนใกล้บ้านเถอะ

วันที่ลูกเข้าเรียนที่เพลินพัฒนา ลูกผมมาสมัครและได้รับเลือกให้เข้าเรียนได้อย่างไม่ยากเย็น ไม่ได้มีคิวที่ยาว ไม่ได้ต่อแถวนานๆ ไม่ได้เป็นตัวสำรองของคนอื่นที่รอสละสิทธิ์ แต่หลังจากที่ผ่านพ้นปีนั้นไปแล้ว โรงเรียนเพลินพัฒนา เริ่มมีคนมาสมัครมากขึ้นเรื่อยๆ มีปีที่ได้ข่าวว่ามีการมาต่อแถวยื่นใบสมัครแต่เช้ามืด เพื่อนผมพาลูกมาสมัคร เป็นคิวตัวสำรองลำดับที่ 40 ผมได้ข่าวแบบนี้แล้วตกใจจริงๆ

แต่ก็ไม่ได้แปลกใจที่คนอยากเรียนจะมีจำนวนมาก เพราะสิ่งที่ผมประสบด้วยตัวเองคือคุณภาพของการเรียนรู้ และครูที่ทุ่มเทอย่างจริงใจ ยิ่งมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่ต้องใช้ความร่วมมือร่วมใจจากพ่อแม่ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เข้าใจว่า ผลลัพธ์ที่เกิดกับเด็กต้องจับต้องได้และมีคุณภาพแน่นอน

ผ่านมาถึงชั้นประถม ได้พบกับคลิปวิดีโอตัวนี้ ที่เป็นการรีวิวโดยครูและพิธีกรในแง่มุมที่พ่อแม่อย่างเราไม่เคยรู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในโรงเรียน เพราะสิ่งที่ลูกนำออกมาและปฏิบัติตัวมาตลอดช่วงเวลาที่เรียนอนุบาลเป็นพัฒนาการที่พ่อแม่ก็แอบทึ่ง และดีใจปนประหลาดใจหลายครั้ง ทั้งความช่างคิด ช่างสงสัย และนิสัยส่วนตัวที่แสดงออกอย่างมีกาลเทศะต่อเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งหลายๆอย่างทำได้ดีกว่าสิ่งที่พ่อแม่เคยทำในวัยเดียวกับลูก

หลังจากคลิปนี้ออกไป เชื่อว่าคงมีความนิยมและเป็นที่รู้จัก รวมถึงเป็นที่ต้องการของพ่อแม่ใหม่ๆอีกหลายบ้าน และมันก็สอดคล้องกับประกาศของโรงเรียนว่าจะมีการเพิ่มห้องเรียนให้มากขึ้นในปีหน้า

การเรียนการสอนที่ไม่พยายามใส่วิชาการที่ยัดเยียด การสอนให้อ่านเมื่ออยากอ่านมีผลชัดเจน ขอบฟ้าสามารถอ่านหนังสือได้เร็วมากโดยที่เมื่อสามเดือนที่แล้วยังสะกด กอ อา กา อยู่เลย แต่วันนี้อ่านเป็นประโยคยาวๆได้แล้ว

พัฒนาการเรื่องวิชาการเป็นสิ่งที่พ่อแม่อย่างผมไม่คาดหวังว่าจะลึกและเก่งระดับนักเรียนทุน เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตนั้นสำคัญกว่าระดับความรู้ แต่อย่างน้อย ลูกของพวกเราจะต้องมีความรู้ที่เข้าใจพื้นฐานอย่างรู้จริง และเชื่อมโยงหาคำตอบต่อทุกคำถามที่เกิดขึ้นได้ ดูหวังไกลไปหน่อย แต่โรงเรียนทำให้เราหวังแบบนี้

ขนจักรยานไปขี่เล่นที่พุทธมณฑล

เช้าวันอาทิตย์อีกวันหนึ่งที่หากิจกรรมครอบครัวทำร่วมกัน พ่อแม่ลูกเลือกไปขี่จักรยานเล่นที่พุทธมณฑลซึ่งเป็นสถานที่ศาสนสถานที่ใหญ่โตมาก ทุกเช้าวันหยุดจะมีคนมาออกกำลังกาย เดิน วิ่ง จำนวนมาก และเราก็มาขี่จักรยานกัน

IMG_0029

จักรยานสองคันนี้เราแบกใส่รถฮอนด้าฟรีดมาได้อย่างสบายๆ รถยนต์ที่มีฟังค์ชั่นการขนของได้เหมือนรถตู้ แต่คันไม่ใหญ่มาก ฟรีดสามารถใส่จักรยานขนาดกลางและเล็กได้พร้อมกัน ปกติถ้าเป็นรถเก๋ง นักปั่นที่อยากแบกจักรยานขึ้นรถก็จะมีทางเลือกคือ ใช้จักรยานพับ หรือไม่ก็ใช้ตัวติดตั้งท้ายรถเพื่อขนจักรยาน ให้จักรยานแสนแพงไปทำหน้าที่กันชนหลัง แต่บ้านผมไม่ได้มีจักรยานแพง จักรยานแม่บ้านคันละพันกว่าบาทเป็นทางเลือกที่ผมชอบมาก เพราะมันมีตะกร้า และใส่ที่นั่งเพิ่มเติมได้อีก

IMG_0032

จักรยานทรงแม่บ้านที่มีตะกร้าก็สะดวกสำหรับการใส่ของที่จำเป็นอย่างเช่นกระติกน้ำ ติดที่หนีบแก้วน้ำหรือขวดน้ำก็ได้ ใส่ที่สูบลมขนาดเล็ก เครื่องมือช่างสำหรับแก้ไขปรับแต่งจักรยาน รวมไปถึงเสบียงต่างๆ ขนม ข้าวกล่อง จะเอาอะไรอีกล่ะ ตะกร้าใส่ของได้เยอะมาก นี่เป็นเหตุผลที่ผมชอบจักรยานแม่บ้าน และไม่คิดจะซื้อจักรยานแบบอื่น

IMG_0050

ส่วนคันเล็กที่ติดมาด้วยก็เป็นมรดกที่ป้ายกให้หลาน คันเล็กมาแบบสี่ล้อ แล้วขอบฟ้าก็เอามาหัดขี่แบบสองล้อ ใช้เวลาหัดไม่กี่วันก็ขี่ได้ ขี่ในบ้านแคบๆกับระแวกบ้านอยู่หลายเดือน จนวันนี้เราได้แบกมาขี่ในที่กว้างๆ เป็นทริปปั่นอีกทริปหนึ่งที่แม่ลูกได้ขี่แบบสองล้อคนละคันไปพร้อมกัน ส่วนพ่อเดินดู แบกของ ซ่อมแซม ปรับเบาะ สูบลม ทำสิ่งที่เป็นหน้าที่พ่อบ้านต้องทำ

ดูตอนที่หัดขี่

IMG_0047

พุทธมณฑลเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นที่เวียนเทียนในวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งวันสำคัญทางศาสนาที่นี่จะมีคนเยอะมาก ทุกคนขับรถมาที่แห่งนี้ ผลก็คือ รถติด และรถติดในพุทธมณฑลจนออกยาก ผมเคยติดอยู่ในนี้เป็นชั่วโมง อยากออกก็ไม่ได้ออก เพราะรถติดมาก เดินเร็วกว่าขับรถ และเป็นความทรงจำที่จะบอกปากต่อปาก บอกลูก บอกคนรอบตัวว่า วันสำคัญทางศาสนา อย่าไปพุทธมณฑลเด็ดขาด

IMG_0036

ถ้ามาที่แห่งนี้ตอนเช้า แล้วขากลับตอนสายๆจะแวะหาของกิน ก็มีร้านอาหารที่อยู่ฝั่งตรงข้ามที่เปิดตั้งแต่เช้า เราสามารถไปจอดรถริมถนนแล้วแวะกินได้ หัวถนนก็มีคอมมูนิตี้มอลในนั้นมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บางร้านเปิด 24 ชั่วโมง มีฟู้ดแลนด์อยู่ด้วย

IMG_0052
IMG_0040
IMG_0028

แปะแผนที่ไว้ให้เผื่อใช้นำทางไป