Watch “ประจานพวกรถหรูนิสัยแย่” on YouTube

ประจานพวกรถหรูนิสัยแย่

เพิ่งได้ดูคลิปดัง  รถขับสวนเลนส์แล้วทำตัวพาล  มีข่าวแถลงว่าเป็นรถทูต  มีความเห็นบางคนบอกว่ารถทูตมีเอกสิทธิ์ทำแบบนี้ไม่ผิด  เซ็งมากๆกับวิธีคิดของกฏหมาย  เซ็งมากๆกับความประพฤติของคนในรถคันนี้  เพิ่งรู้ว่าเป็นทูตแล้วถ่อยได้  ทูตประเทศไหนครับ  จะได้ส่งเมลคุยกับประเทศนั้นสักหน่อย  จะบอกว่านิสัยแบบนี้คนที่เมืองไทยเขาเรียกว่ากุ๊ย

การส่งต่อลูกค้า

วันนี้เราจะมายกตัวอย่างการส่ง ref ที่เป็นธุรกิจต่อเนื่องให้สมาชิกในทีมนะครับ

เริ่มต้นจาก  มีนักอสังหาฯ ไปรับงานขายบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง  ลูกค้าของเขาเป็นเศรษฐี  แต่ไม่มีเวลาประกาศขายเองจึงเลือกใช้บริการนักอสังหาริมทรัพย์หรือตัวแทนขายบ้าน  นักอสังหาฯ เริ่มงานบริการของเขากับลูกค้า  สิ่งที่ตามมาก็คือ  นักอสังหาฯ มีประสบการณ์สูง  รู้ว่าบ้านสะอาดมีโอกาสขายได้สูงกว่าบ้านสกปรก  ก็เสนอบริการทำความสะอาดเพิ่มเข้าไป   นักอสังหาฯ รู้ว่า ภาพถ่ายบ้านสวยๆ จะทำให้ลูกค้าสนใจมากกว่าภาพถ่ายคุณภาพต่ำ  ก็เสนอบริการถ่ายภาพเพิ่มให้  ขั้นตอนการขายยังดำเนินไปถึงการสั่งพิมพ์ป้ายแบนเนอร์อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า  การติดต่อลูกค้าหนึ่งครั้งจะไม่จบแค่เพียงหนึ่งบริการ แต่เอเจ้นสามารถยิงคำถามไปยังลูกค้าเพื่อถามหาบริการอื่นๆที่เขามองหา  ทั้งบริการที่ลูกค้าอยากได้โดยตรง  และบริการต่อเนื่องที่เราสามารถคอนซัลให้กับลูกค้าได้ เพื่อนำธุรกิจส่งต่อให้กับทีม

การถามเพื่อชี้นำลูกค้าเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถส่งลูกค้าเข้าสู่สมาชิกท่านอื่นๆได้
หลังจากวันนี้  ให้ท่านลองดูนะครับ  เมื่อท่านบริการลูกค้าของท่านเสร็จแล้ว  ให้ลองถามถึงสิ่งที่เขาต้องการเพิ่มเติม  หรือ ให้ท่านลองวิเคราะห์ลูกค้าของท่าน แล้วเสนอสิ่งที่ลูกค้าควรจะใช้หรือสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของท่านเพื่อนำพาลูกค้ามาใช้บริการอื่นๆในทีมของท่าน  ถ้าคุณเป็นมืออาชีพเพียงพอ  ถ้าลูกค้าไว้ใจคุณอยู่แล้ว  การแนะนำ การคอนซัลใดๆของคุณ  หรือการนำเสนอเซอร์วิสอื่นๆของทีม  คุณจะทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ  และลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด  ตราบใดที่คุณหาของดี หรือ บริการดีๆให้ลูกค้า

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

ขอบฟ้ากับสไลเดอร์

เย็นวันหนึ่งกับการเฝ้ามองและเล่นกับลูก ใช้กล้อง nikon v1 ถ่ายวิดีโอไปเรื่อยๆ มีหลายคลิป ไฟล์นี้เป็นหนึ่งในหลายสิบคลิปที่ถ่ายเก็บไว้

ทดลองล้างฟิล์มขาวดำ

pockethifi's avatarPockethifi's Blog

ทดลองล้างฟิล์มขาวดำ

ผมขอบงานถ่ายภาพขาวดำ ก็เลยพยายามศึกษาและหัดล้างอัดเองเมื่อสักสิบปีก่อน มีอุปกรณ์ทุกอย่างตั้งแต่การล้างฟิล์มไปจนถึงเครื่องอัดภาพ แต่พอเริ่มทำงานอื่นๆเต็มตัว งานอดิเรกอย่างการล้างอัดฟิล์มขาวดำก็ไม่ได้ทำอีกเลย

ปีนี้ผมตั้งใจจะลองล้างอัดอีกครั้ง แต่พอจะไปใช้สารเคมีตัวเดิมที่เคยใช้ก็ปรากฏว่าไม่มีขายแล้ว เลยต้องเปลี่ยนสารเคมีเป็นตัวอื่น และก็ต้องมีการทดลองล้างก่อน ก่อนที่จะไปล้างฟิล์มที่คาดหวังตัวจริง

สารเคมีตัวที่หาซื้อได้ในปี พศ. 2555 นี้ คือโกดัก D-76 ชนิดผง น้ำหนักของทั้งซอง 415 กรัม ใช้ละลายน้ำ 3.8 ลิตร เพื่อเตรียมเป็นน้ำยาเข้มข้น เมื่อจะล้างจริงต้องเอาน้ำยาเข้มข้นไปผสมน้ำอีกเท่าตัวเพื่อใช้งาน สรุปสุดท้ายก็คือ ผลโกดัก d-76 จะผสมสุดท้ายเป็นน้ำยาใช้งานได้ 7.6 ลิตรนั่นเอง แต่การผสมน้ำยาเพื่อใช้ทั้งซองมันไม่ค่อยเหมาะกับผมสักเท่าไหร่ เพราะน้ำยาทั้งหมดจะล้างฟิล์มได้ประมาณ 25 ม้วน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะใช้งานได้ครบภายในเวลากี่เดือน อายุของน้ำยาที่ผสมแล้วจะอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ถ้าเก็บไม่ดี จะอยู่ได้ 6 เดือนถ้าเก็บดี

ผมเลยใช้วิธีหารด้วย 25 เสียเลย เอาน้ำหนักทั้งหมด 415g หารด้วย 25 ได้ 16.6 กรัมเพื่อเอาไว้ใช้กับฟิล์ม 1 ม้วน จากนั้นก็อาศัยการชั่งน้ำหนักผง d-76 ทีละ 16.6 กรัมแทน เดือดร้อนต้องไปซื้อเครื่องชั่งดิจิทัลมาใช้งาน กว่าจะหาเจอว่าต้องซื้อที่ไหนก็ใช้เวลาอีกหลายวัน

ได้เครื่องชั่งมาแล้วก็เริ่มล้างฟิล์มเลย ผมไปเอาขวดน้ำดื่มขนาด 600cc มาเป็นขวดผสมสารเคมี เอาน้ำใส่แท้งค์ล้างฟิล์มแล้วเทลงขวดน้ำดังกล่าว เอาปากกาเมจิกขีดไว้ว่าน้ำต้องอยู่ระดับนี้ จากนั้นก็เอาขวดพร้อมน้ำไปเข้าไมโครเวฟเพื่ออุ่นน้ำให้ได้ประมาณ 50องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ระบุไว้บนซอง ใส่ผง d-76 จำนวน 16.6 กรัมเข้าไปแล้วคนให้เข้ากัน

พอเตรียมน้ำยาล้างฟิล์มเสร็จ ก็เตรียมน้ำยาตัวที่สองซึ่งทำหน้าที่หยุดสภาพของฟิล์มหรือ fixer อีกขวด ซึ่งก็ใช้ขวดน้ำดื่มขนาดเดิม เทน้ำยา fixer สำเร็จรูปไว้ในขวดความสูงเท่ากับน้ำยาล้างฟิล์มตัวแรก

ก่อนจะล้างต้องเอาน้ำยาทั้งสองขวดไปแช่ตู้เย็นเสียก่อน เพราะการล้างฟิล์มต้องใช้อุณหภูมิประมาณ 20-24 องศา เวลาในน้ำยาประมาณ 4-7 นาที ซึ่งต้องไปดูข้างกล่องฟิล์มว่าเขาออกแบบให้ล้างที่อุณหภูมิที่เท่าไร เวลากี่นาที แต่ละยี่ห้อจะใช้อุณหภูมิและเวลาไม่เท่ากัน การถ่ายภาพขาวดำจึงควรจะเก็บกล่องกระดาษที่ใส่ฟิล์มเอาไว้ก่อนจนกว่าจะล้างเสร็จเพื่อดูข้อมูลตอนล้างนี่เอง

ฟิล์ม lucky ความไว 100 ผมซื้อเอาไว้ตั้งแต่ปี คศ 2008 มันหมดอายุตอนปี 2010 ผมถ่ายเล่นไว้ตั้งแต่ช่วงแรกที่ได้มา แล้วก็ค้างในกล้องตั้งแต่นั้นจนมาถึงวันนี้ 15 กรกฎาคม 2555 หรือปี 2012 ถึงจะได้เอามาล้าง ฟิล์มหมดอายุไปแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียส กะแค่ว่าลองล้างเล่นๆ

lucky d-76 develop table

กล่องฟิล์มระบุระยะเวลาไว้ว่า 24องศาเซลเซียส เวลา 3.5 นาที ผมก็เลยล้างไปซะ 4 นาที เพื่อชดเชยนิดหน่อยสำหรับฟิล์มหมดอายุ ซึ่งการชดเชยไม่มีหลักการที่แน่นอน ใช้วิธีเดาล้วนๆ ล้างฟิล์ม 4 นาที เขย่าแท้งค์ทุกครึ่งนาที แล้วแช่ด้วยน้ำยา fixer อีก 5 นาที จากนั้นเอาไปแช่น้ำไหลทิ้งเรื่อยๆประมาณ 10 นาที เสร็จแล้วก็เก็บตาก ทุกภาพติดขึ้นมาน่าพอใจ ฝีมือการโหลดฟิล์มเข้าแท้งค์ของผมยังใช้ได้ โหลดฟิล์มไม่ติดเลย ทุกพื้นที่ของฟิล์มโดนน้ำยาสม่ำเสมอ ไม่ด่าง ไม่แหว่ง

ที่หัดมาทั้งหมดก็เป็นการเตรียมตัวสำหรับการถ่ายภาพลูกของผมเอง ผมจะเก็บภาพลูกเป็นฟิล์ม ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงอยากมีภาพลูกเป็นฟิล์ม ทั้งที่มีกล้องดิจิทัลอยู่กับตัว…

View original post 31 more words

Honda freed กับสิ่งที่เคยคิดเอาไว้

IMG_9363

เมื่อสี่ปีก่อน ตอนที่จะตัดสินใจซือรถฮอนด้าฟรีด ผมมีภาพในใจอยู่ว่าอยากจะใช้รถให้คุ้ม มีภาพการเปิดท้ายรถเพื่อนั่งเล่น นั่งดูวิว และในที่สุดในวันที่ลูกผมเริ่มโต ผมก็พาลูกมานั่งเล่น และใช้ท้ายรถเป็นที่นั่ง

IMG_9368

รถคันหนึ่งมันเป็นองค์ประกอบในชีวิต แม้ผมจะไม่ได้ชอบรถ ไม่ได้เป็นนักแข่งรถ แต่ผมก็อยากจะมีไลฟ์สไตล์และความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับรถ ผมคิดว่าภาพถ่ายที่เราใช้รถทำอะไรมันเป็นเรื่องเล่าที่น่าสนใจกว่าการยืนถ่ายภาพแบบตัวตรงอยู่ข้างรถ มันอาจจะเป็นวิธีการเล่าเรื่องของคนเป็นช่างภาพก็ได้

IMG_9367

เด็กชายขอบฟ้าครับ ลูกชายผม รถคันนี้พาขอบฟ้าไปเกิด และเติบโตมาด้วยกัน

รูปถ่ายจากกล้องเก่า canon eos350d

kobfa-feb2014-IMG_8632 by pockethifi
kobfa-feb2014-IMG_8632, a photo by pockethifi on Flickr.

กล้องดิจิทัลอายุไม่ค่อยนานก็ตกรุ่น กล้องที่ออกมาทีหลังสักสามปีจะมีคุณภาพดีกว่ากล้องเก่าเสมอ มันเป็นปกติของดิจิทัล ภาพนี้ถ่ายด้วยกล้อง eos350 ซึ่งออกมาในปีประมาณ คศ 2005 นับรวมถึงวันนี้ก็เก้าปี ยังใช้งานได้ดี มันใส่เมมโมรี่แบบ compact flash รองรับความจุสูงสุดได้แค่ 8Gb ความละเอียดกล้องระดับ 8 ล้านพิกเซล ให้ไฟล์ภาพประมาณ 3 Mb ใส่หน่วยความจำไปเต็มที่ ถ่ายได้ประมาณ 2700 ภาพ ถ่ายวันละสิบภาพก็ใช้เวลาเกือบปีกว่าจะเต็ม น่าจะมีใครสักคนที่พัฒนาถ่านใส่กล้องให้มันมีไฟอยู่ต่อเนื่องทั้งปี จะได้หยิบมาถ่ายได้สบายใจ เอาไปลุยก็ไม่กลัวพัง เอาไปวางลืมไว้ก็อาจได้คืนเพราะอาจไม่มีใครอยากได้

กล้องตัวนี้ถ่ายยากกว่ากล้องสมัยใหม่ เพราะระบบการรับแสงยังไม่ดีมาก ต้องคิดต้องละเอียดเหมือนถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ ถ่ายในที่แสงน้อยก็ไม่ค่อยสวย ตั้งความไวให้สูงขึ้นก็ให้ภาพไม่เนียน แต่ว่ามันก็ให้ภาพได้ ดีกว่าไม่มีถ่าย บางเวลาเนื้อหาสำคัญกว่าอุปกรณ์ ถ้าต้องวิ่งไปหยิบกล้องโปรรุ่นใหม่ที่ท้ายรถมาถ่ายลูกตอนจังหวะแบบนี้ แสงหน้าต่างสวยๆแบบนี้ ลูกตกเตียงตายพอดี

ถ่ายภาพด้วยกล้อง olympus omd em5

P1100331 by pockethifi
P1100331, a photo by pockethifi on Flickr.

ภาพถ่ายลูกกำลังซนเป็นงานยากมากสำหรับตากล้องมือใหม่ที่ไม่มีความรู้เลยว่าต้องปรับกล้องอย่างไร กล้องแบบไหนถึงจะถ่ายได้ทัน

ส่วนมือกลางๆและมือเก่าๆที่มีประสบการณ์มาพอสมควรก็จะมีความเห็นไปในแนวทางว่า ถ้าแสงน้อยจะถ่ายยาก เพราะสปีดต่ำ กล้องจะสั่น ภาพจะสั่น ทำให้ภาพด้อยคุณภาพ ถ้าเป็นกล้องฟิล์ม การถ่ายภาพเด็กที่ไม่อยู่นิ่งในห้องนอนจะเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะความไวแสงของฟิล์มมักจะมีเพียงแค่ระดับ iso200 หรือ 400 เท่านั้น เพราะคงไม่มีใครเตรียมฟิล์มความไว 800 หรือ 1600 ไว้ติดบ้านหรอก

การถ่ายภาพเด็กด้วยกล้องดิจิทัลเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ง่ายตรงที่สามารถถ่ายภาพเยอะๆแล้วค่อยเอามาคัดเอาเฉพาะที่ชัดที่สุดก็ได้ แต่กล้องดิจิทัลในระดับเริ่มต้นถึงกลางๆก็มักจะมีปัญหาว่าโฟกัสไม่ทัน ความไวแสงของกล้องไม่สูงมาก แม้จะใช้กล้องระดับโปร เลนส์ระดับโปร ก็ใช่ว่าจะถ่ายภาพเด็กในสภาพแสงน้อยได้ เพราะผมก็มีกล้องทุกตัวตั้งแต่กล้องราคาถูก กล้องโบราณ กล้องฟิล์ม และกล้องดิจิทัลระดับกลาง ระดับโปร แต่ผมก็ยังถ่ายภาพได้คุณภาพไม่สูงเท่าที่พอใจ

ปัญหาของการถ่ายภาพเด็กในที่แสงน้อยคือการโฟกัสไม่ทัน โฟกัสที่หน้าแป๊ปเดียว เด็กก็ก้มหน้าบ้าง หันหน้าไปทางอื่นบ้าง หรือ ลุกยืนหรือเดินไปเลยก็มี การโฟกัสแล้วค่อยขยับกล้องมาจัดองค์ประกอบภาพเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อการหลุดโฟกัส แถมยังต้องปรับรูรับแสงให้กว้างเพื่อให้สปีดชัตเตอร์สามารถขึ้นได้สูงที่สุดเท่าที่สภาพแสงจะอำนวย

ผมก็เลยไปยืมกล้องของเพื่อนมาตัวหนึ่ง เป็นกล้องที่มีความสามารถรองรับกับปัญหาที่ผมเจอได้เกือบทั้งหมด เร่ิมจากการโฟกัสด้วยการสัมผัสหน้าจอแล้วให้ภาพชัดทันที ตามมาด้วยการถ่ายภาพด้วยการสัมผัส ก็คือแตะหน้าจอบริเวณที่ต้องการใช้ภาพชัด กล้องก็จะโฟกัสอย่างรวดเร็วและถ่ายภาพทันที ประกอบกับการใช้เลนส์ที่ไวแสงระดับ f 1.4 ช่วยทำให้สปีตชัตเตอร์ไม่ต่ำเกินไป

กล้องตัวที่เอามาลองตัวนี้คือ olympus omd e-m5 พร้อมเลนส์ panasonic 25 f1.4 สองชิ้นนี้รวมตัวกันทำให้โอกาสที่จะได้ภาพมีสูงมาก เพราะระบบการโฟกัสแบบสัมผัสหน้าจอของกล้องทำงานได้เร็วทันใจ ภาพเด็กที่หันมาเพียงแค่เสี้ยววินาทีก็สามารถเก็บบันทึกไว้ได้

นอกจากนี้ยังมีระบบโฟกัสตามหน้าคนที่ทำให้กล้องคอยปรับระยะโฟกัสให้พอดีกับหน้าคนตลอดเวลา ทำให้การถ่ายภาพคนในสภาพแสงน้อยมีความผิดพลาดเรื่องการโฟกัสน้อยลง ยิ่งประกอบกับกล้องดิจิทัลสมัยใหม่สามารถเพิ่มความไวแสงหรือ iso ให้สูงได้มากกว่าเดิมหลายเท่า ความไวชัตเตอร์ที่ได้ก็จะสูงตามไปด้วย โอกาสได้ภาพเบลอแทบจะไม่มีเลย

ลองเล่นกล้องโพลารอยด์ fuji instax

Untitled

ภาพนี้ถ่ายขอบฟ้าด้วยกล้อง fuji instax mini8 ภาพขนาด 2×3 นิ้ว แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็มากพอจะให้ความสุขแก่คนถ่ายภาพได้

การถ่ายรูปโพลารอยด์ได้รับความนิยมมาตลอดหลายสิบปี แต่พอมีกล้องดิจิทัลราคาถูกให้ใช้ผู้คนก็แห่ไปเล่นกล้องดิจิทัลกัน ปล่อยให้โพลารอยด์เงียบเหงาอยู่ในโลกเล็กๆแต่เพียงลำพัง

ฟูจิทำกล้องโพลารอยด์ออกมาขายเองในช่วงก่อนกล้องฟิล์มจะเสื่อมความนิยม ราคาการถ่ายภาพหนึ่งภาพของโพลารอด์อยู่ที่ระดับประมาณ 25-30 บาทต่อภาพ แล้วแต่ว่าคุณสามารถซื้อฟิล์มได้ถูกแค่ไหน  เป็นทางเลือกที่แพงมากเมื่อเทียบกับการอัดภาพจากฟิล์มภาพละ 3 บาท ในพื้นที่กลางเมืองกรุงเทพ

แต่ในปัจจุบันฟิล์มหายาก ล้างอัดยากกว่าเดิมเพราะไม่ค่อยมีร้านรับทำแล้ว โพลารอยด์ก็ค่อยๆได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะมันด่วน มันได้ภาพทันที

2015-01-01 newyear partyIMG_0058

=================================================

เพิ่มเติม  ให้ดูตอนที่ภาพค่อยๆปรากฏขึ้นหลังจากถ่าย