creditability คืออะไร

เราผ่านการคุยกันเรื่อง visibility ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้ทุกคนในกลุ่มสามารถรับรู้ได้ว่าเรามีตัวตน มีอาชีพนี้อยู่ในทีม ซึ่งเป็นปัจจัยแรกของการสร้างธุรกิจแบบ word of mouth หรือ referral marketing

และหลังจากที่เราทำให้ทุกคนรู้ว่าเรามีตัวตนแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือ สร้างความน่าเชื่อถือ หรือ creditability นั่นเอง เพราะการมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มว่าเราทำอาชีพอะไร นั่นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เพื่อนๆ มั่นใจและแนะนำลูกค้าให้เรา

การที่ใครสักคนจะแนะนำธุรกิจให้กับเพื่อนของเขา คนแนะนำเขามักจะคิดอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแนะนำของเขามีคุณค่าปัจจัยที่จะมีผลต่อการคัดเลือกว่าจะให้ใครจะมีดังนี้

1 คุณเก่งในสายงานคุณจริงไหม บางคนใช้คำว่า expert
2 คุณทำสิ่งที่คุณทำอยู่อย่างมีความหลงไหล หรือ มี passion หรือไม่ และความรู้สึกเหล่านี้หลุดออกมาสู่คนรอบข้างได้ชัดเจนไหม
3 คุณตอบสนองกับธุรกิจที่ได้รับอย่างมืออาชีพ และช่วยรักษาเครดิตของคนแนะนำนั้นอย่างดีไหม ถ้าให้ไปแล้วไม่ตามงาน ก็เสียชื่อ ดังนั้นการติดตามงานอย่างกระตือรือร้นเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรวดเร็วและสำคัญที่สุด

4 เรามีความสัมพันธ์แบบสนิทรู้จักกันดีเพียงพอไหม?

เพราะหลายๆครั้งเราก็มักจะมีความรู้สึกในใจว่า เราไม่ค่อยรู้จักเขา เราเลยไม่กล้าแนะนำลูกค้าให้เขา

เราและเพื่อนในทีมต้องตอบคำถามสี่อย่างให้ได้ครบทุกข้อซึ่งกันและกันคือ เราเก่งไหม เรามี passion มากพอไหม เราเป็นมืออาชีพในธุรกิจไหม และ เราสนิทกับเพื่อนมากพอหรือยัง

สัปดาห์หน้าเราขอเริ่มทีคำถามสุดท้ายก่อน เราสนิทกับเพื่อนหรือยัง โดยเราจะมาหาวิธีวัดความสนิทต่อกัน ว่ามีมากหรือน้อย และเราจะเพิ่มความสนิทสนมที่ว่านี้ได้อย่างไร

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

รองเท้าแตะทั้ง 7

ผมรับงานสิ่งพิมพ์ตัวหนึ่ง เพื่อนเป็นโรงงานผลิตรองเท้าฟองน้ำ ส่งไปขายในพม่า เขาต้องการทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ว่ารองเท้าที่เขาขายอยู่มีการเพิ่มสีสันอีกหลายสี จากเดิมมี 3 สี กลายเป็น 7 สีแล้วในปัจจุบัน โปสเตอร์ตัวนี้จะบอกข้อมูลเป็นภาษาไทยและอังกฤษ และจะถูกติดอยู่ในประเทศพม่า

สิ่งที่ต้องทำก็คือออกแบบโปสเตอร์ขายรองเท้าแตะ และถ่ายรูปรองเท้าแตะให้ดูน่าสนใจ เริ่มจากการถ่ายภาพต้นแบบเสียก่อน แล้วเอารองเท้าหนึ่งข้างไปออกแบบ เพื่อนให้รองเท้ามาครบทุกสี ก็เลยหยิบมาวางถ่ายหลายๆอัน ดูไปดูมาก็เป็นแพทเทิลสวยดี
shoe-IMG_0087

shoe-IMG_0089

shoe-IMG_0095

shoe-IMG_0107

shoe-IMG_0110

สังเกตภาพว่าจะดูอมสีแดงนิดๆ พื้นขาวที่เป็นฉากหลังควรจะดูเป็นสีขาวไม่ปนสีอื่น แต่ดูแล้วยังไงก็ติดสีอื่นอยู่นิดๆ นั่นเป็นเพราะกระดาษหุ้มกล่องไฟที่ผมใช้อยู่มันเริ่มเก่า เริ่มเหลือง แสงที่ตกไปในกล่องก็เลยมีสีเจืออยู่ทำให้ส่วนที่ควรขาวกลับไม่ขาว ประกอบกับตั้งกล้องในส่วนของ white balance ให้เป็น Auto เอาไว้ ทำให้กล้องแก้สีให้มั่วไปหมดเลย

shoe-IMG_0115

shoe-IMG_0139

ตัดสินใจใช้วิธีตั้งค่า white balance เป็นแบบ Custom ซึ่งเป็นเทคนิคการแก้สีในภาพถ่ายให้ถูกต้องเที่ยงตรงที่สุด วิธีการก็คือให้ถ่ายฉากหลังในกล่องไฟให้เต็มภาพ ไม่มีสินค้าอยู่ในภาพ ให้เห็นแต่แบ็คกราวน์สีขาว แล้วหลังจากนั้นก็ไปตั้งที่กล้องว่าจะใช้ Custom Whitebalance กล้องจะให้เราเลือกว่าจะเอาภาพไหนเป็นภาพตั้งต้นเพื่อปรับแต่ง white balance ให้เป็นไปตามที่ต้องการ ก็ให้เลือกภาพที่เป็นแบ็คกราวน์ล้วนๆไปเสีย กล้องจะประมวลผลแล้วแก้สีให้ภาพที่เราเลือกมีค่าสีขาวที่ไม่มีสีอื่นปน กล่าวคือให้สีขาวที่แม่นยำที่สุดแล้ว

shoe-IMG_0204

shoe-IMG_0203

shoe-IMG_0202

shoe-IMG_0201

shoe-IMG_0200

shoe-IMG_0199

shoe-IMG_0198

สุดท้ายออกมาเป็นแบบนี้

p-AW Maize Sandal Revised Ceated 14Nov14

ในตอนพิมพ์จริงก็เลยเอารองเท้าจริงมาวางเพื่อให้ช่างพิมพ์ปรับสีให้ใกล้เคียงของจริงไปซะเลย

P_20141115_133243

แผ่นยางรองพื้นรถช่วยได้เยอะ

ตอนได้รถมาใหม่จะต้องหาแผ่นยางรองพื้นรถมาวาง  ส่วนใหญ่เขาใช้แบบแผ่นลายกระดุม เพราะดูดีและเป็นแผ่นเรียบ  ทำให้รถดูเรียบร้อยและสะอาดตา  ผมเองตอนหาซื้อทีแรกก็อยากได้  แต่ในห้างไม่มีขาย ส่วนใหญ่เขาจะสั่งกันทางเว็บแล้วให้จัดส่งหรือขับรถไปติดที่ร้าน

แบบที่เจอตามห้างจะไม่เป็นแผ่นรอง  แต่มักจะมาเป็นถาด  มีขอบสูงขึ้นดูหน้าตาเป็นถาดมากกว่าแผ่น  มันไม่สวยเลย  แต่ผมก็ซื้อใช้เพราะว่าไม่สามารถหาของหน้าตาดีกว่านี้ได้แบบสะดวก  รถคันที่แล้วก็ใช้  รถคันนี้ฮอนด้าฟรีดก็ใช้แบบถาดเช่นกัน  แล้ววันดีคืนดีก็ได้ค้นพบว่า แผ่นยางแบบถาดมันก็มีข้อดีเหมือนกัน  และดีมากแบบที่แผ่นลายกระดุมไม่สามารถทดแทนได้เสียด้วย

P_20141106_090320

นั่นก็คือตอนที่ทำน้ำหก หรือ กาแฟหกใส่พื้นรถ  ถ้าเป็นแผ่นยางลายกระดุม น้ำกาแฟก็คงไหลกระจายไปทั่วแผ่นและคงซึมลงไปที่พรมพื้นรถไปแล้ว  แต่แบบถาดมันอุ้มน้ำกาแฟเอาไว้ เหมือนเป็นจานขนาดใหญ่ที่เก็บน้ำกาแฟไม่ให้ไหลไปไหน  เห็นภาพแบบนี้แล้วโล่งอกเลย  ถ้าไม่มีถาดแบบนี้ผมคงได้ล้างรถพร้อมซักพรมครั้งใหญ่ไปแล้ว

P_20141106_095542

สิ่งที่ต้องทำก็แค่ยกถาดออกไปเทน้ำกาแฟทิ้ง ฉีดน้ำล้างแผ่นยางแบบถาดผืนนี้เท่านั้นเอง รู้สึกโชคดีมากเลย

เปลี่ยนกรองแอร์ Honda freed

ตอนเข้าศูนย์บริการ ก็มีการแจ้งว่ากรองแอร์ของรถถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะว่าดำมาก ราคาค่าเปลี่ยนชิ้นละเกือบพันบาท ผมเองก็รู้สึกคุ้นๆว่าราคาน่าจะถูกกว่านี้ เพราะเคยเห็นมีคนประกาศขายกันอันละ 200 บาทเอง ก็เลยบอกเขาว่ายังไม่เปลี่ยน กะว่าไปหาเองข้างนอกก็ถูกกว่า

เลยมาถามใน Facebook ห้อง Thaifreed ว่ามีใครขายอยู่ไหมจะขอซื้อ มีพี่ใจดีที่เป็นสมาชิกแวะไปถามร้านแถวบ้านให้ ปรากฏว่าราคา 2 อัน 260 บาท ค่าส่งจากโคราชอีก 28 บาท รวมเป็น 288 บาท โอนเงินให้พี่เขา อีกสองวันก็ได้ของมา

ก็เลยถอดเปลี่ยนเองเลย ถามจากในเว็บก็พอรู้วิธีเปลี่ยน ถอดไม่ยาก ลิ้นชักหน้ารถ แกะออกมา แล้วก็จะเจอ หยิบอันเก่าออกมาตกใจมาก ดำชนิดที่ว่าเห็นแล้วต้องเรียบเปลี่ยนออกเลย

DSC_1625.JPG

DSC_1623.JPG

ของเก่าคือทางซ้าย ของใหม่คือทางขวา แม้ว่าลอนกระดาษกรองจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ใส่แทนกันได้ พอเปลี่ยนแล้วก็ตั้งนัดหมายไว้ในมือถือว่าอีก 6 เดือนให้เปลี่ยนอีกครั้ง เพราะสั่งซื้อไว้สองอัน……… นี่คือเรื่องราวเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว

ผ่านมา 6 เดือน ถึงเวลาที่ระบบเตือนในมือถือเตือนให้เปลี่ยนกรองแอร์อีกครั้ง ครั้งนี้ก็เลยไปหยิบตัวที่สองที่เคยซื้อไว้มาเปลี่ยน ก่อนเปลี่ยนก็ถ่ายรูปเทียบกับตัวที่ดึงออกมาจากรถเอาไว้

P_20141108_140010

P_20141108_140021

P_20141108_140028

P_20141108_140051

ภาพซ้ายคือตัวที่เปลี่ยนเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ภาพขวา คือตัวใหม่ ถ่ายให้เห็นหลายๆมุม กรองแอร์จะดักฝุ่นต่างๆที่วิ่งมากับระบบปรับอากาศ ถ้าไม่มีกรองแอร์ฝุ่นพวกนี้ก็อยู่ในรถ อย่าลืมเปลี่ยนทุกหกเดือนนะครับ

GPS แท้กับ smartphone ใช้แบบไหนดี

เปรียบเทียบ GPS แท้ๆ กับ สมาร์ทโฟนที่ลงโปรแกรม GPS

IMG_0365

ในแง่ของการใช้งาน มันสามารถนำทางได้ไม่ต่างกัน อาจมีหลุดเส้นทางบ้าง อ้อมบ้าง แต่ก็ทำงานได้จนจบคือพาไปถึงที่ แรกๆตอนที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนดีๆให้ใช้ ก็รู้สึกว่า GPS แท้ๆมันน่าจะดีกว่า เพราะสมาร์ทโฟนยังช้า และ ต้องคอยหยิบเข้าออกเสียเวลา ตอนนำทางถ้าสายเข้าก็จะตัดไปทำงานโทรศัพท์จนไม่สามารถนำทางได้ หลายครั้งที่ต้องตัดสินใจเลี้ยวในเมืองที่มีแยกจำนวนมากแต่ดันตัดการทำงานจนเสียอารมณ์อย่างยิ่ง

20120425_070046

ในวันที่สมาร์ทโฟนทำงานได้เร็วขึ้น การทำงานของสมาร์ทโฟนและแผนที่ GPS ก็ทำงานได้ราบลื่น ช่วงที่ใช้งานทั้งสองอย่างเปรียบเทียบกันก็เผลอเทใจให้สมาร์ทโฟนตรงที่ว่าสามารถเลือกซอร์ฟแวร์มาใส่ได้ตามใจ ถูกใจค่ายไหนก็ไปหามาลงได้ แถมยังมี google maps ให้ใช้อีก แผนที่อัพเดทอัตโนมัติ ช่วงนี้จะรู้สึกว่า GPS แท้ๆจะแพ้ทางอย่างราบคาบ เพราะแผนที่ไม่อัพเดท และการทำงานแบบ online น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

20120508_070206

ผ่านมาเป็นปี สมาร์ทโฟนรุ่นท๊อปที่ตอนซื้อราคาแพงกว่า iphone เริ่มทำงานช้าลง เวลา os ในมือถือมันอัพเดท โปรแกรมต่างๆในเครื่องก็ต้องอัพเดทตามกัน ขนาดโปรแกรมก็ใหญ่ขึ้น กินพลังของเครื่องมากขึ้น และมันก็มาถึงวันที่สมาร์ทโฟนตัวท๊อปทำงานได้ช้าลง ช้าในระดับที่ว่า สายเข้าแล้ว เสียงเรียกดังไปสองทีแล้วเบอร์โทรยังไม่ขึ้นชื่อเลย อาการหนักมาก เหมือนกับว่าเครื่องมันประมวลผลอะไรอยู่และเราไม่สามารถสั่งการเพิ่มเติมได้ เรื่องหงุดหงิดเริ่มมีให้เห็นบ่อย ยังไม่รวมอาการแบตเสื่อมที่จะต้องซื้อเปลี่ยนอีกปีละก้อน ก้อนนึงก็เกือบพัน ไปๆมาๆ สมาร์ทโฟนก็ทำงานช้าจนไม่อยากใช้ จะเอามันมานำทางก็ไม่ได้แล้ว เปิดโปรแกรมไม่ขึ้น google map ที่เคยถูกใจก็เปิดไม่ขึ้นเสียแล้ว สุดท้ายมันก็ทำงานเป็น GPS ไม่ได้ และในที่สุดมันก็หมดอายุเปิดไม่ติด

20120514_184558

พอวันที่สมาร์ทโฟนตายสนิท ผมก็ได้รู้คำตอบแล้วว่า GPS ที่น่าใช้งานที่สุดในรถยนต์ก็คือ GPS แท้ๆ ติดในรถ เพราะมันไม่เคยช้าลง ไม่เคยตก และยังมีสภาพที่ดี และมันก็ไม่รวน ไม่แฮ้งค์ แม้จะต้องเอาไปอัพเดทแผนที่บ้างเป็นบางปี แต่ระยะเวลาประมาณสี่ปีที่ใช้งานก็ทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ คงเหลือให้ลุ้นแค่เพียงว่ามันจะดับสนิทหมดอายุเมื่อไหร่ แต่เชื่อว่าน่าจะอีกนาน เพราะตอนนี้มันก็ยังทำงานได้เหมือนของใหม่แกะกล่องเลย ส่วนสมาร์ทโฟนตัวท๊อปของผมก็ตกรุ่นไปสามครั้งแล้ว และตอนนี้ก็ตายสนิทกลายเป็นที่ทับกระดาษเรียบร้อย

IMG_2645.JPG

ตัวอย่างภาพ ถ่ายด้วย f1.8 vs f8

เปรียบเทียบค่าการเปิดรูรับแสง f 1.8 เทียบกับ f8 เพื่อให้ดูว่าฉากหลังที่เปลี่ยนไปตามค่า f ค่า f น้อยๆจะเป็นช่วงที่ให้ภาพชัดตื้น จุดที่โฟกัสจะมีระยะชัดไม่มาก ฉากหลังที่ถอยห่างออกไปจะเบลอมาก ส่วนค่า f มากๆอย่าง f8 ก็เป็นค่าที่ให้ระยะชัดมากขึ้น ฉากหลังก็จะชัดมากขึ้น

kobfa-copter-IMG_0020

ภาพจาก f 1.8

kobfa-copter-IMG_0021

ภาพจาก f 8

อีกมุมหนึ่ง
kobfa-copter-IMG_0023
ภาพจาก f 1.8

kobfa-copter-IMG_0024
ภาพจาก f 8

ถ่ายด้วยกล้อง eos 6d
เลนส์ canon ef 85 f1.8

เพิ่ม Visibility ด้วยการจัดอีเว้นท์

IMG_8450bitec7jun2010

เราได้เรียนรู้การเพิ่ม visibility ด้วยวิธีการต่างๆมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การทำงานอาสาสมัครเพื่อทำธุระบางอย่างของกลุ่ม ทำให้คนในกลุ่มได้รู้จักเรา การเลือกทำตัวเป็นเจ้าภาพผู้รู้เรื่องที่ช่วยให้แขกและสมาชิกในกลุ่มได้รับความสะดวกในด้านต่างๆในแต่ละอีเว้นท์ และเลือกทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำเพื่อให้เราถูกจดจำได้ว่าเราพยายามทำอะไร มาคราวนี้เราจะเพิ่มอีกวิธีที่ทำให้เรามี Visibility ที่ชัดเจนมากขึ้นและวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่ง ทำแบบนี้ครั้งเดียว เหมือนเราทำทุกอย่างที่เคยกล่าวไว้รวมกันเลย

นั่นคือ การจัดอีเว้นท์ของตัวเอง โดยเราจะต้องเป็นผู้วางแผนและดำเนินการเองในทุกๆขั้นตอน หรือ เรียกว่า Full Organized การจัดอีเว้นท์พิเศษนี้จะทำให้เราเป็นเจ้าภาพอย่างแท้จริง มีการติดต่อพูดคุยกับผู้มาร่วมงานทุกคน ทุกคนสามารถรับรู้สิ่งที่เรานำเสนอทั้งทางตรงและทางอ้อมได้โดยอัตโนมัติ

การจัดอีเว้นท์เราสามารถเลือกทำได้ทั้งระดับเล็กและระดับใหญ่ ตามความชำนาญของเรา ระดับเล็กๆก็อาจจะเป็นการจัดประชุมนอกสถานที่ ประชุมกลุ่มย่อย เราเป็นตัวตั้งตัวตี เราโทรคุยและนัดหมายทุกคน เราเลือกสถานที่ เราเลือกอาหารและเครื่องดื่ม เราติดตามผลการประชุมด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ถูกเชิญทุกคนได้รู้จักและสามารถตัดสินคุณได้ว่าคุณมีตัวตนแล้ว และมีคุณภาพไหม? ซึ่งเป็นสิ่งที่ตามมาหลังจากงานสิ้นสุด

การจัดอีเว้นที่ใหญ่ขึ้นก็ดังเช่น การจัดเยี่ยมชมบริษัท หรือ company visit คนที่ถูกเชิญจะรับรู้ว่าบริษัทของเราทำอะไร ตั้งอยู่ที่ไหน การไปเยี่ยมชมจะทำให้เขารู้รายละเอียดที่มากขึ้น และอีเว้นต่างๆนี้จะใช้เวลาหลายชั่วโมง มันทำให้เกิดการรับรู้ได้ง่าย และจำได้แม่นยำยิ่งขึ้น

เราหลายคนต่างเคยผ่านการจัดอีเว้นท์ใหญ่ในชีวิตเรามาแล้ว นั่นคือการแต่งงาน ตอนเราจัดงานแต่งงาน เราทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เราได้ดูรายชื่อทุกคน วิเคราะห์ทุกรายชื่อ ได้ทักทายต้อนรับแขกทุกคน ได้ถ่ายภาพกับทุกคน และได้แสดงอะไรบางอย่างบนเวที ได้กล่าวขอบคุณ และได้อำลาตอนจบงาน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แขกรู้รายละเอียดของเจ้าภาพมากขึ้น

เป้าหมายของ Viisibility ก็คือ ทุกคนในกลุ่ม รู้ว่าคุณคือใคร ทำอาชีพอะไร และจะติดต่อคุณได้อย่างไร สิ่งตามมาหลังจากนี้จะเป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น นั่นคือการสร้าง creditablity นั่นเอง

รีวิวโน้ตบุ๊ค acer w511 iconia

รีวิวโน้ตบุ๊ค acer w511 iconia

Untitled

ยาขมของโน้ตบุ๊คที่ทุกคนคุ้นเคยก็คือ มันเป็นคอมพิวเตอร์พกพาที่แบตหมดเร็วมาก โน้ตบุ๊คตัวแรกที่ผมซื้อด้วยเงินตัวเองตัวละสี่หมื่น แบตเตอรี่มีระยะเวลาทำงานได้ประมาณสองชั่วโมง แต่ใช้งานจริงก็จะได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ไม่สามารถจะหยิบขึ้นมาใช้โดยไม่เสียบปลั๊ได้เลย เพราะไม่มั่นใจว่าจะทำงานได้ต่อเนื่อง เรียกได้ว่าถ้าวันไหนลืมอแด๊ปเตอร์ไว้ที่บ้านก็จะแทบไม่ต้องใช้โน้ตบุ๊คทำงานนอกบ้านเลย นั่นมันเป็นเรื่องเมื่อสักสิบกว่าปีที่แล้วในยุคที่วินโดส์ XP เพิ่งเกิดไม่นาน นั่นคือช่วงปีประมาณ คศ 2001

Untitled

ผ่านมาอีกทศวรรษ ทุกอย่างพัฒนา เราเริ่มเห็นโน้ตบุ๊คที่ทำงานได้สี่ชั่วโมง บางรุ่นทำงานได้หกชั่วโมง โน้ตบุ๊คที่ผมซื้อในปีคศ 2011 คือ macbook air ที่พัฒนาออกมาเป็นตัวเล็กหน้าจอ 11 นิ้ว ฮาร์ดดิสก์ภายในเป็นโซลิทสเตท เป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของโน้ตบุ๊คที่มีรากฐานมาจากโบราณ ความเร็วของซีพียูรุ่นใหม่ หน้าจอเล็ก ทุกอย่างประหยัดพลังงานกว่าเดิม ทำให้การใช้งานโน้ตบุ๊คอย่าง macbook air สามารถใช้งานนอกบ้านได้อย่างสบายใจ ชั่วโมงทำงานสูงระดับประมาณ 5 ชั่วโมงสบายๆ หยิบมาคุยกับลูกค้า ไม่กลัวเลยว่าถ้าคุยกันนานๆแล้วโน้ตบุ๊คจะดับ ผมใช้งาน macbook air อยู่สองปีกว่า ด้วยเหตุผลเรื่องแบตอยู่ได้นาน จนกระทั่งแวะไปเดินเล่นที่ห้างแล้วเจอ iconia w511 ตัวนี้

IMG_3232.JPG

iconia w511 เป็นโน้ตบุ๊คกลายพันธุ์ เป็นลูกผสมระหว่างแท็บเบล็ตและโน้ตบุ๊ค มันคือ แท็บเบล็ตที่สามารถประกอบร่างกับคีย์บอร์ดแล้วกลายเป็นโน้ตบุ๊คได้ แล้วมันน่าสนใจตรงไหนกัน มันน่าสนใจตรงสเป็คต่างๆที่ประกอบกันทั้งหมด เริ่มจาก ระบบปฏิบัติการเป็นวินโดส์ 8 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้งานได้สองรูปแบบ คือใช้งานแบบเครื่องตั้งโต๊ะโดยการใช้งานเม้าส์และคีย์บอร์ดเป็นหลัก และแบบที่สองคือใช้นิ้วลาก สัมผัสเพื่อสั่งงานซึ่งเป็นรูปแบบของแท็บเบล็ต ฮาร์ดดิสก์เป็นโซลิทสเตททำให้มีความเร็วสูงและประหยัดไฟ แบตเตอรี่ในตัวขนาดใหญ่ทำให้มันสามารถใช้งานได้ 9 ชั่วโมง แถมยังมีแบตเตอรี่ในคีย์บอร์ดที่ใช้งานได้อีก 9 ชั่วโมง ทำให้เมื่อประกอบร่างกันแล้วมันคือโน้ตบุ๊คที่ทำงานได้ 18 ชั่วโมง สายอแด๊ปเตอร์ไม่ต้องพกออกนอกบ้านอีกแล้ว ในบางช่วงเวลาผมใช้งานโน้ตบุ๊คตัวนี้ เปิดๆปิดๆ ใช้งานวันละเล็กละน้อย มันอยู่ได้สองสัปดาห์ไม่ต้องเสียบปลั๊กเลย เวลาเอาไปดูหนัง ผมเปิดดูได้สามเรื่อง เรื่องละประมาณสองชั่วโมง จบสามเรื่องยังไม่ต้องชาร์จเลย แถมแบตยังเหลือให้ทำงานอีกนาน

IMG_3233.JPG

ที่ตัวเครื่องยังมีพอร์ตเชื่อมต่ออีกหลายพอร์ต มี wifi มี nfc มี bluetooth มีช่องใส่หน่วยความจำแบบ micro sd มีช่อง micro usb สำหรับต่ออุุปกรณ์ usb ซึ่งเราต้องหาสาย usb otg มาต่อกับมันก่อนถึงจะเอาอุปกรณ์ usb มาเสียบได้ โดยสายนี้ก็ได้แถมมา มีช่องต่อสายจอภาพแบบ micro hdmi มีสายแปลง micro hdmi to vga แถมมาให้ มีกล้องด้านหน้าและด้านหลัง สามารถถ่ายรูปตอนบรรยายในขณะที่เราเปิดโน้ตบุ๊คทำงานด้วย ถ้าเป็นโน้ตบุ๊คทั่วไปที่มีแต่กล้องหน้าซึ่งเอาไว้ chat เราก็จะถ่ายสิ่งที่อยู่ตรงหน้าลำบากมาก และที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ตัดสินใจซื้อเจ้า w511 ก็คือ มีช่องใส่ซิมการ์ด 3g ที่สามารถใส่ซิมได้ทุกค่าย ทุกเครือข่าย ทำให้มันกลายเป็นโน้ตบุ๊คที่เล่นเน็ตได้ในทุกที่ไม่ง้อ wifi

การใช้งานโปรแกรมต่างๆก็ทำได้ไม่ต่างไปจากเครื่องตั้งโต๊ะ โปรแกรมพื้นฐาน โปรแกรมกราฟิค สามารถงได้ทั้งหมด แต่พื้นที่ฮาร์ดดิสก์ที่มีอยู่จำกัด 64g ทำให้ลงอะไรไม่ค่อยได้มากนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเราไม่ได้คิดจะลงทุกโปรแกรมบนเครื่องพกพาอยู่แล้ว การใช้โน้ตบุ๊คของ acer ที่แถมระบบปฏิบัติการมาด้วยจะมีข้อดีอีกอย่างคือ มี hidden partition หรือ พื้นที่ฮาร์ดดิสก์บางส่วนที่ถูกซ่อนไว้เพื่อเป็นแบ็คอัพในการ restore ในกรณีที่เครื่องมีปัญหา ซอร์ฟแวร์รวน หรือ os พัง หรือ ติดไวรัส เราสามารถสั่ง restore ให้เป็นเครื่องเหมือนออกจากร้านใหม่ๆได้เลย มันช่วยแก้ปัญหาการติดไวรัสได้อย่างเด็ดขาด เป็นข้อดีที่ผมได้ใช้งานแล้วด้วยเช่นกัน

ข้อดีมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มีข้อเสียอยู่สองอย่าง ถ้าไม่ใช้จริงจะไม่มีทางรู้เลย ข้อแรกคือ คีย์บอร์ดที่ประกอบร่างกันนั้นเป็นคีย์บอร์ดที่มีคุณภาพต่ำ น้ำหนักกดปุ่มมไม่ค่อยเด้ง บางปุ่มกดแล้วติดสองตัวบ่อยๆ บางปุ่มกดไม่ติด ต้องกดแรงกว่าปุ่มข้างเคียง อาการปุ่มไม่ค่อยคงที่แบบนี้ทำให้การพิมพ์ตัวหนังสือเร็วๆเป็นเรื่องที่ลำบาก หรือแทบจะทำไม่ได้เลย เพราะบางทีพิมพ์แล้วตัวไม่ขึ้น หรือบางทีพิมพ์แล้วขึ้นสองตัว ซึ่งเป็นเรื่องน่ารำคาญมาก ข้อเสียที่สองก็คือ ตัวซีพียูเป็นชนิดประหยัดไฟ มีความเร็วไม่สูงนักมันจะมีบางจังหวะที่เหมือนกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่แล้วไม่สามารถสั่งการได้ คือมีอาการอึ้ง เงียบเป็นพักๆ บางครั้งเป็นตอนที่กำลังพิมพ์ข้อมูลอยู่ ทำให้เราไม่เห็นว่าตัวหนังสืออะไรถูกพิมพ์ลงไปบ้าง อาการอึ้งเงียบแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากหลังจากที่อัพเกรดวินโดส์เป็นรุ่น 8.1 ซึ่งตอนที่ได้เครื่องมาใหม่ๆ os ติดเครื่องเป็น windows 8 เท่านั้น ไม่เคยมีปัญหาเรื่องอึ้งและนิ่งเลย เสียดายไม่น่าอัพเลย สงสัยต้องหาเวลาว่าง restore กลับไปอีกสักครั้ง

ข้อเสียที่เพิ่งนึกออกอีกข้อก็คือ โปรแกรมเล่นอินเทอเน็ตที่ติดมาเป็น IE ซึ่งพออัพเกรดเป็น 8.1แล้ว IE ในเครื่องไม่สามารถพิมพ์ภาษาไทยได้เลย ต้องไปหาตัวอื่นมาใช้ ผมเลือกใช้ Firefox แทน ก็ทำงานได้ดี ไม่เข้าใจว่า IE ทำไมถึงเพี้ยนไม่ยอมให้พิมพ์ภาษาไทย

สรุปข้อดีอีกครั้ง

ผมยังคงใช้งาน w511 อยู่ก็เพราะแบตเตอรี่อยู่นาน แม้จะรำคาญคีย์บอร์ด แต่ก็ถือว่าหลีกเลี่ยงการพิมพ์งานยาวๆบนเครื่องนี้ก็ได้ บทความนี้ที่จริงก็พิมพ์บนเครื่องนี้เช่นกัน คือทำงานได้ แค่รำคาญในบางครั้งเท่านั้นเอง

ผมยังคงใช้งาน w511 อยู่ก็เพราะมันถอดแยกจอได้ ประกอบร่างได้ มันทำให้การพกพาเป็นเรื่องง่ายขึ้น สามารถเลือกจะพกเบาๆได้ สามารถประกอบร่างเพื่อใช้คีย์บอร์ดได้ มันอเนกประสงค์ดี

ผมยังคงใช้งาน w511 อยู่ก็เพราะมันเป็น windows 8 ที่หน้าตาต่างๆดูสวยดี แม้จะมีคนติว่ามันไม่ดี ไม่เสถียร แต่ผมรับได้

ข้อเสียทีน่ากังวลก็คือ อแด๊ปเตอร์ชาร์จไฟใช้พอร์ตประหลาด ไม่เคยเห็นของเทียบหรือยี่ห้อแบกะดินวางขายเลย ถ้าสายขาด หรือ อแด๊ปเตอร์หายต้องติดต่อศูนย์ acer เท่านั้น ผมเคยทำสายหายไปครั้งนึง ไปลืมไว้ที่งานสัมมนา อีกสัปดาห์ต่อมาถึงจะได้คืน โชคดีที่พนักงานเก็บไว้ให้

EM technology สิ่งที่ไม่เคยมีใครบอก

หลังจากที่ผมดูวิดีโอนี้จบ ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองหลายข้อ
ทำไมไม่มีใครในเมืองไทยเอาเรื่องแบบนี้มาถ่ายทอดให้เรารับรู้ ตอนน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย ลูกบอล EM มีบทบาทมากในช่วงการแก้ปัญหาน้ำขัง
ทำไมไม่มีโปรดักเกี่ยวกับ EM มาวางขายใกล้ตัวผม หาซื้อง่ายๆ
ทำไม EM ในความรู้สึกผมมันสกปรก และ ไม่น่าใช้ แต่ในวิดีโอนี้มันน่ารักมาก

ผมโทรหาคนที่น่าจะรู้เรื่องการผลิตกระดาษในประเทศไทยโทรคุยจนเขาพร้อมให้ลองทำ หา EM ไปให้เขา เดี๋ยวจะลองให้
ผมโทรหาคนที่รู้เรื่องจุลินทรีย์ และได้รู้ว่า EM มีหลายแบบ ถามว่าทำไมเช็ดกระจกได้ เขาบอกว่า EM จะย่อยของเสียให้แล้วได้แอลกอฮอร์ และทำให้เช็ดกระจกได้ เพราะน้ำยาเช็ดกระจกจะมีส่วนผสมของแอลกอฮอร์

ประเทศไทยมี EM มานานแล้ว แต่การนำไปใช้จำกัดอยู่ในวงแคบ  ไม่มีไอเดียน่าสนใจในการชักชวนให้ใช้  ผมหวังว่าจะมีคนช่วยทำให้ EM มีบทบาทมากขึ้น และถูกใช้ประโยชน์มากขึ้นในทุกๆทางที่มันทำได้