รีวิวหูฟัง vish ของดีราคาถูก

รีวิวหูฟัง vish ของดีราคาถูก

2017-12-18 22.24.52

เมื่อหลายวันก่อนแวะไปซื้อของซุปเปอร์มาเก็ตในห้างโลตัสตอนดึกๆ  เห็นว่าห้างใกล้ปิดแล้ว เลยแวะไปเดินดูมุมอิเล็คทรอนิก  เครื่องเสียง ทีวี ต่างๆ  และได้ดูมุมหูฟัง สายชาร์จ  เหลือบไปเจอหูฟังหน้าตาดี ตัวนึง  มีตัวโชว์ให้เสียบสายลองได้ด้วย  ก็เลยลองฟังดู  เสียบกับ ipod nano6 ที่ติดอยู่กับข้อมือ  ผมใส่ nano6 ใช้เป็นนาฬิกาและเครื่องนับก้าว  และใช้เป็นเครื่องเล่นเพลงด้วยเมื่ออยากใช้

20171222163343_IMG_5867

พอได้ลองฟังกับ ipod เสียงที่ได้ยินก็มาแนวทางเสียงดี เสียงชัด และเบสนุ่มดี ดูราคาแล้ว 459 บาท ซื้อเลยไม่ลังเล  แล้วก็กลับบ้านมานั่งฟังเพลินๆ  แต่เมื่อเอากลับมาแล้ว ใส่ฟังนาทีแรก  ทำไมมันเจ็บหูขนาดนี้

ลักษณะของ vish เป็นหูฟังอินเอีย มีครีบดันหูด้วย  ปกติหูฟังอินเอียร์จะมีจุกยางหลายขนาดให้เลือก  เพื่อให้คนฟังได้เลือกเปลี่ยนจุกยางให้เหมะากับรูหู  เพราะสรีระหูของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  จุกยางที่เล็กเกินไปจะทำให้เราได้ยินเสียงเบสบาง  จุกยางใหญ่เกินไปจะเบสหนาล้น  จุกที่พอดีจะให้สมดุลย์เสียงที่ดี

ส่วนครีบดันหูก็เป็นสิ่งที่เพิ่งเคยเห็นกับหูรุ่นนี้  พอได้ลองใช้แล้วก็เข้าใจว่า การดันหูเป็นสิ่งที่ช่วยให้หูฟังกระชับขึ้น  ไม่หลุดง่าย สามารถใส่หูฟังแล้วออกกำลังกายหนักๆได้โดยที่ไม่หลุดจากใบหู  ก็นับว่าเป็นการออกแบบที่ช่วยแกัปัญหาได้ดี

จุก และ ครีบ ที่ติดมากับ vish นั้น ไม่พอดีสำหรับผม  เบสล้นเกิน และครีบดันหูทำให้เจ็บมาก ใส่ได้ไม่กี่นาทีก็ปวดหู ต้องเปลี่ยนเป็นจุกที่เล็กลง 1 ระดับ  และเปลี่ยนครีบเล็กลง 1 ระดับ  ถึงจะทำให้ใส่ในหูแล้วเสียงสมดุลย์เบสมีน้ำหนักพอดี และครีบไม่ดันหูจนเจ็บ พอเปลี่ยนได้ระดับที่ลงตัวกับหูแล้ว ทั้งหมดก็ใชังานได้ดี

หูฟังเส้นนี้เป็นสมอลทอร์คในตัว  มีไมค์  มีปุ่ม 3 ปุ่ม เอาไว้กดเล่นเพลง หยุดเพลง  และวอลลุ่มเสียงได้ คงออกแบบไว้ใช้กับ iphone   ผมเอาไปฟังกับ android  ก็ใช้ได้แค่ปุ่มกลางปุ่มเดียว  ลองใช้กับ ipod nano ใช้ได้ 3 ปุ่มเลย  ใช้กับ ipad ก็ทำงานได้ 3 ปุ่มเช่นกัน คาดว่าใช้กับ iphone ก็คงได้

น้ำเสียงออกแนวไฮไฟ เสียงไม่บี้  ไม่รู้สึกเสียงอยู่ในกล่อง  สามารถใช้เป็นมอนิเตอร์ฟังเสียง ฟังเพลงได้  คุณภาพเสียงพอๆกับหูฟังราคาสัก 1-3 พันบาท  ถ้าติดแบรนด์ดังๆผมว่าบอกราคา 3-5000 บาทก็พอไหว  การออกแบบของหูฟังตัวนี้เป็นแบบมีไดรเวอร์ข้างละ 2 ตัว เป็นแนวทางการออกแบบหูฟังสมัยใหม่  ที่คิดว่าหูฟังคือลำโพงขนาดเล็ก ต้องมีไดรเวอร์หลายตัวเพื่อครอบคลุมความถี่ให้ครบ  ลักษณะเสียงของมันทำให้รู้สึกเหมือนฟังลำโพงซับแซท คือ ลำโพงฟูลเร้นจ์ 1 ตัวทำงานร่วมกับซับวูฟเฟอร์  การเสริมเสียงเบสของหูตัวนี้ทำงานได้กลมกลืนดี เหมือนซับวูฟเฟอร์ที่จูนเสียงให้ลงตัวกับกลางแหลม ส่วนสายหูฟังเป็นเชือกเกลียว มีข้อดีคือจะไม่ค่อยพันกัน  หรือถ้าขยุ้มเป็นกองเก็บไว้ก็สามารถคลายตัวได้ง่ายกว่าสายธรรมดาที่ทำด้วยพลาสติกหรือยางเนื้อดำ

ในแง่คุณภาพการฟังเพลงมันทำได้ดี สอบผ่าน  รอดูแค่ว่ามันทนทานอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้ามันทนได้ไม่ต่างจากหูฟังยี่ห้อดังทั่วไป  ก็เรียกว่าราคานี้คุ้มสุดๆ

รีวิว mi wifi repeater 2

ปกติการใช้ wifi ในบ้านจะมีปัญหาว่า ใช้ไม่ได้ทุกมุมในบ้าน เพราะสัญญาณ wifi ทะลุทะลวงไม่ค่อยดีนัก ตัว router wifi ปล่อยสัญญาณไว้ที่ชั้นล่างหน้าบ้าน หลังบ้านก็จะสัญญาณหาย ต่อให้ไม่หลุดก็แทบจะเล่นเน็ตไม่ได้ หน้าเว็บค้างเพราะข้อมูลไม่ค่อยมา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ จนเราปรับตัวว่า เราไม่ควรอยู่ห่าง wifi กลายเป็นอย่างนั้นไป ในบางครั้ง บางตำแหน่งที่สัญญาณเบาบางมากๆ เข้า wifi ได้ แต่เราจะทดสอบ speed ไม่ได้เลย

สัญญาณwifi ต่ำมาก ต่ำจนทดสอบ speedtest ไม่ได้

อาการถึงกับทดสอบ speedtest ไม่ได้ ก็เลยใช้ app ชื่อ wifi analyzer ตรวจสอบดู ก็พบว่า สัญญาณwifi ที่ชื่อ lookmoo นั้นเบาบางมาก

สัญญาณ wifi ต่ำมาก lookmoo

พอดีมีเพื่อนเป็นตัวแทนขายอุปกรณ์ network และผมได้ปรึกษาแล้วว่า จะทำยังไงให้ wifi เล่นได้ทั้งบ้าน คำตอบที่แก้ปัญหาได้ดีที่สุดก็คือ เดินสายแลนไปทุกห้อง แล้วในห้องก็ใช้ wifi router สักตัวมาปล่อยสัญญาณ ซึ่งเป็นคำตอบที่กำปั้นทุบดินมากๆ ในอดีตผมก็ทำแบบนี้แหละ ไม่ได้ใช้ความรู้ ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรเลย ซื้อของ เดินสายแลน แล้วก็ตั้งค่า wifi ในห้องนั้นๆ

wifi-PC_01

ผมใช้ wifi router เสียไปอย่างน้อย 3 ตัวในช่วงเวลาประมา 10 ปี ผมเสีย apple airport express ไปสองตัว เพราะเสียบสายแลนแล้วให้ตัวมันปล่อย wifi โดยไม่ปิดเลย เสียบปลั๊กค้างไว้เป็นปี พออายุสัก 2-3 ปี ก็พัง โดนไปตัวละสามพันกว่าบาท พอพังไป 2 ตัว รู้สึกว่า ไม่ไหวละ ไม่อยากจ่ายทีละสามพันกว่าบาทแล้ว ก็เลยไปซื้อ wifi router ตัวละ 800 บาทมาใช้ ก็ใช้งานได้ปีกว่า ก็พังอีก ก็เสียบค้างไว้ไม่ปิดยังไงก็อายุสั้น พอถึงเวลาต้องหาตัวปล่อย wifi อีกครั้ง ก็เลยปรึกษาเพื่อนว่า มีวิธีไหนใช้เงินน้อยที่สุด ใช้ของยี่ห้ออะไรดีที่ถูกและทน เพื่อนตอบว่าไม่มีของถูกและทน

2017-12-01_10-09-46

เพื่อนแนะนำให้ใช้ repeater ที่ mi ทำขาย เป็นแท่งหน้าตาเหมือนทรัมไดร์ฟ แล้วเอาไปเสียบกับ usb power ก็ตั้งค่าให้เป็น repeater ได้เลย ชื่อของอุปกรณ์ตัวนี้คือ mi wifi repeater 2 และมันมีความสามารถในการดูดสัญญาณ wifi ที่มีอยู่ในบ้าน มาปล่อยสัญญาณ wifi ใหม่ คนที่อยู่ในพื้นที่อับสัญญาณก็จะได้ใช้เน็ตได้อย่างสบายใจ และที่สำคัญ ราคาแค่ 390 บาท ถูกกว่า wifi router ทุกยี่ห้อ และเอาไปใช้กับ usb power ที่มีอยู่เกลื่อนบ้าน จะไม่เกลื่อนได้ไง ใช้มือถือมากี่เครื่อง พอมือถือเสียแต่ที่ชาร์จไม่เสีย เหลือ wall charge เต็มบ้านเลย

Repeater mi2 กระจายสัญญาณให้ lookmoo
ทดสอบ speedtest ผ่าน mi2

ผมก็เลยจัดการลอง mi repeater2 โดยการเสียบมันไว้กับ powerbank ก่อน แล้วก็ตั้งค่าให้มันเชื่อมต่อกับ wifi เดิม และผมสามารถใช้ wifi จาก mi repeater2 ได้เลย ความเร็วจากจุดที่นั่งทดสอบ ก่อนจะมี repeater จะไม่สามารถทดสอบความเร็วได้ ซึ่งแปลว่า speed ต่ำมาก ต่ำเกินกว่าจะใช้งาน ซึ่งทำให้การใช้งานอินเทอเน็ตได้บ้างไม่ได้บ้าง ดู youtube บางทีก็เงียบหายไปเลย ไม่รู้สาเหตุ บางทีเข้าหน้าเว็บแล้วก็รอข้อมูล ข้อมูลไม่ค่อยวิ่ง แต่พอใช้ผ่าน repeater ก็ได้ความเร็วสูงขึ้นมาถึงระดับ 4.37 Mbps ซึ่งเป็นระดับที่เล่นเน็ตได้ค่อนข้างลื่น และดู youtube ได้ราบรื่น ก็นับว่าเป็นวิธีการเพิ่มความเร็ว wifi ที่ใช้เงินน้อยที่สุดและได้ประสิทธิภาพที่สูงเพียงพอเพื่อให้ใช้งานอินเทอเน็ต เมื่อทดสอบพอใจแล้ว ก็ย้าย repeater ไปเสียบ wall charge ใช้งานถาวร

ในบางมุมที่ทดสอบ บางครั้ง wifi เดิมในบ้านเราแทบจะ connect ไม่ได้เลยเพราะสัญญาณเบาบางมากๆ ซึ่งการใช้ repeater ดูด wifi อ่อนๆ มาปล่อยเป็น wifi แรงๆ ก็ทำได้สะดวกมาก การใช้งาน repeater ช่วยทำให้การนั่งใช้งานอินเทอเน็ตในจุดต่างๆในบ้านหรือในที่ทำงานเป็นเรื่องที่ทำได้แทบจะทุกพื้นที่ วิธีนี้ประหยัดกว่าการเดินสายเพิ่ม และ การตั้งค่าก็ไม่ยาก ไม่ซับซ้อนเลย

ลองฟังคลิปเสียงที่ทำเพิ่มเติมให้ครับ สำหรับคนที่อยากฟังแบบไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องมอง

แบบดู(ฟัง) ด้วย youtube

อัดเดทรีวิวเพิ่มเติม

หลังจากที่ใช้งานมาเป็นปี บางช่วงเวลาก็เลิกใช้ เพราะว่ามีการอัพเกรด router ตัวใหม่จากค่าย ais ทำให้สัญญาณอินเทอเน็ตค่อนข้างดีขึ้นมาก ก็เลยไม่ได้ใช้ repeater อีกเลย แต่ว่า ในที่สุด เมื่อสมาชิกในบ้านทุกคนเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือมากขึ้นในการดูทีวี ดู netflix มี smart tv กันทุกห้อง และลูกหลานเริ่มเรียน online ทำให้สัญญาณอินเทอเน็ตถูกใช้งานอย่างหนักหน่วง เป็นผลให้ wifi ที่เคยพอใช้ กลายเป็นว่าใช้งานติดขัด บางครั้งก็โหลดข้อมูลไม่ได้ บางครั้งก็เข้า wifi ไม่ได้ ต้องปิดแล้วเปิด router ใหม่เพื่อให้กลับมาใช้งานได้ปกติ และอาการใช้งานเน็ตไม่ได้ก็เกิดขึ้นแทบทุกวัน เลยตัดสินใจ ใช้ repeater มาช่วยขยายสัญญาณอีกครั้ง และการเลือกใช้ครั้งนี้ ก็ลืมวิธีการเบื้องต้นไปแล้ว รู้แต่ว่า เสียบ repeater 2 เข้ากับ อแด๊ปเตอร์ อุปกรณ์ก็ทำงาน เชื่อมตัวเองเข้ากับwifi เดิมในบ้าน แล้วก็ขยายสัญญาณในห้องที่อับคลื่นได้ ในบ้านก็จะมีwifi 2 ชื่อ คือชื่อเดิม กับ ชื่อเดิม_plus และผมมี repeater 2 จำนวน 2 ตัว เลยใช้ในห้องที่ห่างจาก router 2 ห้องเลย

2021-01-31_11-54-25

เมื่อเข้า app ชื่อ mi home ก็จะเห็นอุปกรณ์ของ xiao mi ทุกตัวในบ้าน เลยเข้าไปตรวจสอบแต่ละตัว แล้วทำการ setting เพิ่มเติมเป็นโหมดการขยายสัญญาณ wifi แบบ roaming ผลก็คือ ตัว repeater จะขยาย wifi ตัวหลัก ในชื่อเดียวกับตัวหลัก ทำให้อุปกรณ์ในบ้านสามารถมองเห็น wifi ชื่อเดียว และอุปกรณ์ต่างๆในบ้านจะเลือกเชื่อมเข้า wifi ตัวเดิมตลอด แต่เราจะไม่รู้หรอกว่า มือถือเราเชื่อมเข้า wifi หลัก หรือตัวที่ repeat เพราะมันชื่อเดียวกัน ทำให้การใช้งานอินเทอเน็ตทำงานได้ราบลื่น แก้ปัญหาอุปกรณ์(มือถือและทีวี)เข้าเน็ตไม่ได้ในบางช่วงเวลา

2021-01-31_11-53-02

ชุดเครื่องเสียงพกพาของผม

เครื่องเสียงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมเลยก็ว่าได้  ตั้งแต่เด็กๆ ผมก็ชอบของเล่นอิเล็คทรอนิกส์ โตขึ้นสมัยเรียนก็ชอบเดินเล่นบ้านหม้อ ซื้อหนังสือเกี่ยวกับการต่อวงจรไฟฟ้ามาอ่านเล่น  การฟังเพลงก็เป็นความชอบที่ตามมาจากความชอบตัวเครื่อง  นิสัยชอบเปิดเพลงเป็นนิสัยที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น ทั้งเพลงเพราะ ทั้งเครื่องเสียงใช้งานสนุกๆ  ได้ทั้งฟังเพลง ได้ทั้งเล่นของเล่น  ก็ทำให้มีเครื่องเสียงในครอบครองหลายชิ้น

บรรดาเครื่องเสียงที่เคยซื้อใช้เอง  มีไม่กี่ตัวที่เป็นตัวโปรดปราน ระดับที่ ผ่านไปกี่ปีก็ยังปลาบปลื้ม  และหาเหตุผลที่จะอยู่กับมันอย่างไม่ค่อยสนใจโลกที่ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ  หนึ่งในเครื่องเสียงตัวโปรดตัวหนึ่งก็คือ ipod shuffle ซึ่งเป็นผลผลิตของ apple ที่ทิ้งไว้ให้กับนักฟังเพลง  เจ้า ipod shuffle นี้เป็นเครื่องเล่นเพลงพกพาเครื่องแรกที่ไม่มีหน้าจอ  เป็นเครื่องเล่นพกพาราคาแพงที่สุดเครื่องหนึ่งในวันที่มันเปิดตัว  เครื่องเล่นเพลงจากจีนคุณภาพต่ำ วางขายกันกลาดเกลื่อนด้วยค่าตัวหลักร้อยไปถึงพันกว่าบาท  แต่ ipod shuffle ตัวนี้เปิดตัวด้วยราคาไทย 2990 บาท  แล้วก็มีคนบ้าอย่างผมไปอุดหนุน

หากพิจารณาเฉพาะเรื่องคุณภาพเสียงแล้ว  เจ้า ipod shuffle ตัวนี้เป็นเครื่องเล่นเพลงชนิด mp3 ที่เสียงดีที่สุด ตั้งแต่ apple เคยทำมา  แม้ว่า ipod ตัวใหญ่ที่เก็บเพลงได้เป็นหมื่นเพลงจะได้รับความนิยมไปทั่วโลก  บางรุ่นได้รับการแนะนำว่าเสียงดีเป็นพิเศษ  แต่ทุกตัวที่เสียงดี ต่างก็แพ้เจ้า shuffle ตัวนี้ทั้งหมด  ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาสฟังเปรียบเทียบอยู่บ้าง  นั่นเป็นที่มาของความปลาบปลื้มว่าเราได้ครอบครองของคุณภาพสูงชิ้นสำคัญของวงการเครื่องเสียง

นิสัยการฟังเพลงที่เอาแน่นอนไม่ได้ของผม บางทีก็ฟังผ่านหูฟัง บางทีก็ฟังผ่านลำโพง บางทีก็เอาไปต่อสายฟังในรถยนต์  ทำให้ ipod shuffle และ ipod ตัวอื่นๆที่ผมมี ถูกหยิบเข้าออก ย้ายไปย้ายมาระหว่างบ้าน ห้องนอน และรถยนต์อยู่บ่อยครั้ง  ความรุ่มร้าม ความพะรุงพะรังทำให้ผมคิดอยากจะทำให้มันเรียบร้อย  เลยได้โอกาส เอา shuffle ตัวขาวนี้ไปมัดไว้กับลำโพงพกพาอีกตัวหนึ่ง  ซึ่งมันก็คือลำโพง jbl go ที่ออกแบบมาเป็นลำโพงตัวเล็ก เสียงใหญ่ และเน้นให้ใช้กับโทรศัพท์ผ่านการเชื่อมต่อแบบ bluetooth

IMG_0608

jbl go เสียงดี และ shuffle ก็เสียงดี มันก็เลยถูกนำมาใช้งานร่วมกัน แต่ shuffle ไม่มี bluetooth ก็เลยต้องใช้วิธีเชื่อมต่อด้วยสาย  และเพื่อให้สะดวกในการหยิบจับก็เลยจัดการมัดรวมกันด้วยริสแบนด์เส้นนึง  ผลก็คือภาพลำโพงกับ ipodมีตัวติดกัน มีสายไฟพันอยู่นิดหน่อย ดูราวกับเป็นระเบิดเวลาที่ใช้ก่อการร้ายเลย

การจับคู่กันทำให้ผมได้ภาพน่ารักของมันเก็บไว้  ชุดเครื่องเสียงพกพาในยุคดิจิทัลนี้ ผมว่ามันน่ารักดี  และหยิบไปวางที่ไหนก็มีแต่คนสงสัยปนตลก  และเมื่อได้ยินเสียงมันทำงานร่วมกันก็จะเข้าใจว่า ทำไมผมถึงมัดมันไว้ด้วยกัน

เครื่องเสียงยุคดิจิทัลพอเพียง เหลือแค่นี้

หูฟัง harman/kardon ใครใส่ก็หล่อ ยิ่งถูกพบในร้านกาแฟแพง ความหล่อจะคูณสิบ หน้าตาหลายหมื่น แต่ราคาหลักพัน

Ipod nano gen6 เป็นเครื่องเล่นเพลงที่ดีที่สุดของ apple ในวันที่มันเปิดตัว และทุกวันนี้ apple ยังไม่มีเครื่องที่น่าใช้กว่านี้ เพราะนอกจากจะเล่นเพลงแล้ว ยังติดสายเพื่อใช้เป็นนาฬิกา  ใช้นับก้าวบอกแคลอรี่ได้  ฟังวิทยุได้  บันทึกเสียงได้  โชว์รูปที่อยากดูได้

IMG_20180127_091842
IMG_20170508_154805
IMG_20170508_154642

nakamichi musicone+ ลำโพงสวย เสียงดี หายากมาก

20160502134111_IMG_0139

การฟังเพลงในยุคปัจจุบันเป็นการฟังเพลงที่เน้นความสะดวกสบายเป็นหลัก ตลาดของเครื่องเสียงระดับมวลชนจะเทไปทางลำโพงระบบบลูทูธ ซึ่งทุกยี่ห้อทำออกมาขายกันถ้วนหน้า  เรียกได้ว่าใครไม่ทำขายก็พลาดรายได้มหาศาล  และการค้นหาลำโพงเสียงดีที่หน้าตาดีผมก็ได้ค้นพบอีกตัวเลือกหนึ่งที่ได้มาด้วยความบังเอิญ

นากามิชิเป็นบริษัทที่ทำเครื่องเสียงมายาวนาน ในยุคยี่สิบปีที่แล้วเครื่องเสียงบ้านยี่ห้อนากามิชิถือเป็นเครื่องเสียงเกรดไฮเอนด์  เป็นสินค้ายี่ห้อญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมระดับโลก  เครื่องเสียงชิ้นสร้างชื่อของนากามิชิจะเป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ทที่แพงระยับและว่ากันว่าเป็นเครื่องเล่นเทปที่ดีที่สุดในโลกที่เคยมีมา  ส่วนเครื่องเล่นซีดีของนากามิชิก็จะออกไปแนวเครื่องเล่นที่ใส่ได้หลายแผ่น ระบบมิวสิคแบงค์ที่สามารถเปลี่ยนแผ่นได้เร็วที่สุดในโลกอีกเช่นกัน  ซึ่งสองอย่างนี้ทำให้นากามิชิเป็นเครื่องเสียงระดับหรูหราไฮเอนด์ไปอย่างไม่มีใครปฏิเสธ

20160502134125_IMG_0141

ลำโพงในครั้งนี้ผมได้ลองฟังและติดใจในน้ำเสียงถึงกับต้องอุ้มกลับมาจากสิงคโปร์ก็คือ nakamichi music one+ อ่านว่า นากามิชิมิวสิควันพลัส  จะขอเรียกว่ามิวสิควันเพื่อความสะดวกนะครับ  เจ้าตัวนี้วางโชว์อยู่ในสนามบินของสิงคโปร์  ตอนที่ผมรอจะขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพก็ได้เดินผ่านร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าจำพวกไอทีและเครื่องเสียงต่างๆ  เจอลำโพงวางอยู่บนโต๊ะหลายตัว  หนึ่งในนั้นที่สะดุดตาก็คือ มิวสิควันตัวนี้

20160502131338_IMG_0134

ข้อมูลทั่วไป

หน้าตาของลำโพงออกมาสไตล์หน้ากลมมีขาตั้งเป็นเสากลาง  ดูเป็นการออกแบบที่เน้นความสวยงามเป็นหลัก  ซึ่งผมก็สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น  ยืนพิจารณารอบตัวก็จะเห็นช่องเชื่อมต่อด้านหลัุงมีช่องเสียบไฟเลี้ยง  มีช่องเสียบสัญญาณเสียงชนิด aux ขนาด 3.5มม.  และมีปุ่มควบคุมอยู่ด้านหน้านิดหน่อย เอาไว้เลือกฟังระหว่างบลูทูธ และช่องเสียง aux และมีปุ่มปรับระดับเสียงดังเบา มีปุ่มเปิดปิดตัวเครื่อง ด้านข้างตู้ลำโพงมีสัญลักษณ์ nfc ที่หมายความว่าเราสามารถใช้อุปกรณ์มือถือ tablet และโน้ตบุ๊คที่มี nfc มาเชื่อมต่อได้อย่างง่ายดาย

20160502141358_IMG_0148

หน้าตากลมๆ ส่วนของตู้ลำโพง มีความลึกพอสมควร คาดว่าภายใต้ความลึกนั้นก็คงเป็นวงจรขยายเสียง ตัวลำโพงสีเทาเข้ม ตัดกับตะแกรงหน้าลำโพงสีเทาอ่อน ทำให้มันดูเป็นลำโพงที่หรูหราและดูแพง  แม้ค่าตัวมันจะอยู่ในระดับไม่กี่พันบาทก็ตาม  นั่นทำให้คนรู้จักนากามิชิในอดีตอย่างผมสนใจที่จะลองฟัง และอยากได้มันนิดๆตั้งแต่แรกเห็น และเมื่อได้ทดลองฟังที่ร้านอยู่สิบนาที  ก็ตัดสินใจอุ้มกลับมาด้วยกัน

20160502134154_IMG_0142

ระบบการขยายเสียงภายในเข้าใจว่าเป็นการขยายเสียงแบบดิจิทัล และมีดอกลำโพงด้านหน้าแบบฟูลเร้นจ์ขนาดประมาณ 4 นิ้ว  ด้านหลังลำโพงเป็นแผ่นลำโพงเรียบๆทำหน้าที่เป็นพาสซีพเรดิเอเตอร์ ช่วยปรับจูนโทนเสียงทุ้มให้นุ่มนวลน่าฟังมากยิ่งขึ้นกว่าการเปิดเป็นช่องธรรมดาแบบลำโพงตู้เปิด  ข้อดีของมิวสิควันก็คือ มันสามารถเชื่อมต่อกับพวกเดียวกัน หรือมิวสิควันอีกตัวหนึ่งได้ ทำให้มันกลายเป็นลำโพงสเตอริโอ คือตัวแรกเป็นช่องเสียงซ้าย ตัวที่สองเป็นช่องเสียงขวา ทำให้เราสามารถใช้ฟังเพลงแบบสองลำโพงได้เหมือนเครื่องเสียงบ้านทั่วไป  แต่นั่นก็หมายความว่าเราต้องซื้อมันสองตัว

20160502141344_IMG_0146

ตัวลำโพงมาพร้อมกับรีโมทคอนโทรลขนาดเล็กกระทัดรัด ในรีโมทใช้ถ่านกระดุมรุ่น 2032  ที่รีโมทสามารถสั่งการได้ทุกการทำงาน  ตั้งแต่การไล่เปิดเครื่องไปจนปิดเครื่อง  รีโมทสีขาวหน้าตาดูไม่ค่อยเข้าพวกเท่าไหร่  ลำโพงใช้ไฟเลี้ยง 18V dc และกินกระแสไฟ 1.6a ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยได้พบกับเครื่องเสียงตัวอื่นๆนั่นหมายความว่า ห้ามทำอแด๊ปเตอร์หายเด็ดขาด  ถ้าพังขึ้นมายังไม่รู้ว่าจะส่งซ่อมที่ไหน เพราะในประเทศไทยยังไม่มีใครนำเข้ามาขายเลย

2018-10-11_08-17-05

ผลการทดลองฟัง

มาถึงเรื่องการใช้งานกันบ้าง  การเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธจากโทรศัพท์มือถือไปยังลำโพงทำได้ง่ายดาย ไร้ความซ้ำซ้อน  แถมมือถือบางรุ่นหรือโน้ตบุ๊คบางรุ่นมีระบบ nfc แค่เอามือถือไปแตะใกล้ๆลำโพงฝั่งที่มีสัญลักษณ์ nfc ทั้งสองตัวก็จะเชื่อมกันได้อัตโนมัติ  นับว่าเป็นความสะดวกสบายเต็มที่  ส่วนคุณภาพเสียงก็ถือว่าทำได้ไพเราะสมราคา  น้ำเสียงโดยรวมจะออกแนวนุ่มและเบสใหญ่  เบสไวเป็นจุดเด่น ไม่คลาง ไม่แห้งเกินไป  การฟังเพลงร้อง เพลงแจ๊ส เพลงที่โชว์เสียงเบสจะเข้าทางลำโพงตัวนี้  เบสอึ๋มๆคลอเคลียร์กับเสียงร้องไปตลอดเพลง  พอฟังเพลงจากลำโพงตัวนี้นานๆแล้วกลับไปฟังเสียงจากโทรทัศน์ก็จะเสียอารมณ์อย่างมาก  เพราะสไตล์เสียงจากโทรทัศน์จะเบสน้อย  พอหูฟังมิวสิควันจนชิน ไปฟังลำโพงตัวอื่นจะเหมือนมีอะไรหายไป  ซึ่งมันก็คือความถี่ย่านต่ำหายไปนั่นเอง

20160502134117_IMG_0140

เสียงกลางส่งเสียงร้องได้ชัด  แต่ก็ยังไม่เทียบเท่ากับลำโพงสองทางที่ให้ความคมของน้ำเสียงมากกว่า  ส่วนมิวสิควันจะมาโทนหนาและไม่กรุ๊งกริ๊ง ไม่มีเสียงตัวเอสที่บาดล้นเกินไป  ใครที่ชอบเสียงความถี่สูง ชอบเสียงเพอคัสชั่น  อาจจะไม่ชอบเสียงจากมิวสิควันตัวนี้  เพราะปลายความถี่สูงมันห้วนกว่า จบเร็วกว่าลำโพงสองทางทั่วไป  แต่มันก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสการฟังเพลงหายไป   ดูเหมือนมิวสิควันจะพยายาททำแนวเสียงให้คล้ายๆกับ bose

การฟังเพลงจากลำโพงบลูทูธยุคนี้จะให้ความสมดุลย์น้ำเสียงได้ดี  เสียงต่ำย่านเบส เสียงกลางและเสียงแหลมที่มีอยู่ในเพลงจะได้รับการถุ่ายทอดออกมาสมดุลย์กันทั้งหมด  และมีจุดเด่นได้เปรียบลำโพงบ้านนิดหน่อยตรงที่ เมื่อเราฟังเสียงในระดับเบา เราจะยังคงได้ยินเสียงเบสลึกๆ ที่ช่วยปกคลุมบรรยากาศของเพลงอยู่ด้วย  ดูเหมือนมิวสิควันจะจูนเสียงให้เน้นเบสมากขึ้นเมื่อฟังในระดับความดังน้อยๆ  ตรงนี้จะแตกต่างไปจากลำโพงบ้านอย่างสิ้นเชิง คือ ลำโพงบ้านจะมีจุดที่ได้น้ำหนักสมดุลย์เสียง เบส กลาง แหลมครบก็ต่อเมื่อเราจะต้องเปิดให้ดังระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับการฟังที่จริงจังและเป็นระดับที่เราไม่สามารถพูดคุยกันแข่งกับเสียงจากลำโพงได้   และหากเราเปิดเครื่องเสียงบ้านเบากว่านี้ หรือเปิดในระดับแบ็คกราวน์มิวสิค  น้ำหนักของดนตรีก็จะมาไม่ครบซึ่งเป็นเรื่องปกติของเครื่องเสียงชุดใหญ่

ในไทยผมไม่พบว่ามีใครขายนากามิชิตัวนี้  เคยพยายามเดินดูตามห้าง  ตามร้าน istudio ที่มักจะมีลำโพงดีๆเจ๋งๆมาขายในร้าน  ก็ยังไม่พบรุ่นนี้  nakamichi musicone+ คงไม่มีใครนำเข้ามาขายจริงๆ ผมเลยตั้งชื่อโพสท์นี้ไว้ว่าเป็นลำโพงหายากมาก  มาถึงวันนี้ ต่อให้ผมอยากได้ลำโพงรุ่นนี้อีกตัวเพื่อมาใช้งานเป็นระบบสเตอริโอสองลำโพง ทำงานแยกซ้ายตัวนึง ขวาตัวนึง ก็ทำไม่ได้  ต้องไปหิ้วมาจากเมืองนอกเท่านั้น
ข้อมูลผลิตภัณฑ์
ระบบBluetooth รองรับโหมดสเตอริโอ 4.0+EDR, A2DP;
With DSP Audio Process, and DRC;
ระบบเชื่อมสัญญาณผ่าน NFC
อัตรากินไฟ 20 วัตต์
ความเพี้ยน THD 1%
การตอบสนองความถี่ : 80Hz – 18KHz;
มีช่องรับสัญญาณ Aux
อแด๊ปเตอร์ไฟตรง 18V 2A
ขนาด 28.8×18.7×18.8 cm

ปล ผมเขียนรีวิวหลังจากที่ได้ใช้งานมาประมาณ 1 ปี

หูฟัง Koss KSC35 ของดีราคาไม่แพง

การฟังเพลงจากเครื่องเสียงจะต้องอาศัยการเปิดผ่านลำโพงสักคู่หนึ่ง  การเปิดฟังในบ้านคนเดียวก็จะได้อรรถรสแบบหนึ่ง  แต่ถ้าอยู่นอกบ้านแต่อยากฟังเพลงก็คงไม่พ้นที่จะต้องอาศัยฟังผ่านหูฟังสักตัว  ยิ่งเครื่องเสียงแบบพกพกได้รับความนิยมมากขึ้นเท่าไร  การใช้งานหูฟังก็จะมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

เครื่องเล่นเพลง  ipod เป็นเครื่องเล่นเพลง mp3 ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก  เมื่อเราซื้อเครื่องเล่น mp3 มาสักตัวหนึ่ง  สิ่งที่มักจะแถมมาให้ด้วยก็คือหูฟังนั่นเอง  ซึ่งหลายคนก็พอใจที่จะใช้งานหูฟังแถมไปเรื่อยๆ  แต่อีกหลายคนก็พยายามจะหาหูฟังที่มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น  เพื่อพัฒนาคุณภาพเสียงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

หูฟัง koss รุ่น ksc 35 เป็นหูฟังที่น่าสนใจ ลักษณะรูปร่างที่ออกแบบให้เป็นแบบแขวนใบหู ช่วยลดการกดทับ และลดการเสียบยัดลงในรูหู ทำให้การใช้งานหูฟังลักษณะนี้ไม่ค่อยมีความเจ็บ สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องหลายชั่วโมง ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงก็มีบุคลิกที่น่าสนใจ มีแนวเสียงที่อิ่ม ใหญ่ ให้เสียงเบสได้โดดเด่น เบสชัดมากโดยเฉพาะการฟังเพลงร็อค

IMG_1357.JPG

หูฟังแต่ละชนิดก็มีข้อดีข้อด้อยเป็นของตัวเอง koss ksc35 มีข้อดีในแง่น้ำเสียงที่ไม่เสียดหูเป็นจุดเด่น และใส่สบายเหงื่อไม่ออกเป็นจุดเด่นลำดับถัดมา  และสิ่งที่ผมชอบเป็นการส่วนตัวก็คือ ksc35 เป็นหูฟังที่ปล่อยให้เสียงภายนอกเล็ดลอดเข้าไปได้ง่าย  ทำให้เราได้ยินเสียงอื่นๆรอบตัวได้ ซึ่งบางคนไม่ชอบ  แต่ผมชอบ  เพราะมันทำให้เราได้ยินเสียงเรียกจากคนอื่น  ถ้าเราใส่หูฟังที่ป้องกันเสียงภายนอกไว้ทั้งหมด  เวลามีคนเรียก  เราก็ไม่ได้ยิน  จากการเรียกด้วยปาก ก็จะกลายเป็นขว้างของใส่เพื่อให้เรารู้ตัว  หูฟังแนวชวนขว้างของผมจะไม่อยากใช้ในชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่

IMG_3231.JPG

ทดลองฟังเพลงแนวออดิโอไฟล์หลายอัลบั้มก็ให้ความไพเพราะและแนวเสียงที่สงบเสงี่ยม เบสเด้งเป็นลูกๆ  เหมาะกับเพลงโชว์เบส  ยิ่งอัลบั้มที่โชว์เสียงเบส โชว์เสียงร้องใหญ่ๆจะไปด้วยกันได้ดี  norah jones ชุด come away with me  เสียงร้องชัด แหบ และเบสเป็นชิ้นๆ  เปียโนใสและมีความเป็นเครื่องเคราะห์ฟังได้ชัดเจน  การแยกแยะมิติ ไม่ได้แม่นยำ ช่องไฟไม่ห่างชัดมาก อาจเป็นเพราะการสวมใบหูที่ไม่ได้กดทับมาก ทำให้เสียงโฟกัสยังไม่แม่นเท่าหูฟังชนิดยัดเข้าไปในหู  แต่มันเป็นเสียงที่ฟังสบายสุดๆ  ถ้าต้องฟังเพลงใส่หูฟังไม่ถอดสัก 2-3 ชั่วโมง ผมเลือกตัวนี้แน่นอน

IMG_20180825_002004

Koss ksc35  เป็นหูฟังที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมายาวนาน ผลิตครั้งแรกปี 1996  ผู้ขายคนแรกๆในไทยน่าจะเป็นมั่นคงแก็ดเก็จนำมาขายปี 2006 และในปัจจุบันที่เขียนโพสท์นี้หูฟังรุ่นนี้ก็เลิกผลิตแล้ว  และไม่มีของใหม่ให้ซื้อแล้ว  คงเหลือวนเวียนตามเว็บขายของมือสองและของเก่าเก็บจากนักเล่นบางท่านเท่านั้น  ราคาขายล็อตสุดท้ายที่พอหาได้มือหนึ่ง 1890 บาท  มือสองในช่วงเวลาเดียวกันประมาณ 1000-1200 บาท ซึ่งผมซื้อมือหนึ่งไว้ตัวนึงเก็บเอาไว้อย่างดี  และซื้อมือสองไว้ใช้อีกตัวนึง

spec

Frequency Response  15-25,000 Hz

Sensitivity                     101 dB

Impedance                    60 Ohm

update 2018

ได้ข่าวว่ามีหูฟัง ksc35 รุ่นผลิตใหม่ออกมาอีกล็อตหนึ่งในปี คศ2018 นี้  และขายในราคาเดิม 1890 บาท  ใครสนใจต้องลองสอบถามจากผู้ขายดูครับว่าพร้อมให้ซื้อหรือยัง

คอมพิวเตอร์ในความทรงจำ

P_20150731_091251

คอมพิวเตอร์สีสันสดใส ชื่อของมันคือ imac ซึ่งมีผลิตออกมาตั้งแต่ช่วงปี คศ. 1997 ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่สำคัญครั้งหนึ่งของโลกเรา

 

ใครจะคิดว่าคอมพิวเตอร์ราคาแพงซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของคนมีฐานะจะเปลี่ยนจากหน้าตาบึ้งตึงเป็นสีสันราวกับขนมหวาน  จากคอมพิวเตอร์ชิ้นส่วนจำนวนมากมีสายรุงรังกลายเป็นคอมพิวเตอร์ที่รวมสิ่งจำเป็นทุกอย่างไว้ด้วยกันทั้งหมด ตั้งแต่จอภาพ เมนบอร์ด พอร์ตสำคัญที่ต้องใช้งาน และ แฟกซ์โมเด็มที่เอาไว้ต่ออินเทอเน็ตก็รวมอยู่ในเครื่องเดียว

P_20150731_094207

imac เป็นคอมพิวเตอร์ที่สร้างสีสันทั้งบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ และบนแผงหนังสือ  ในยุครุ่งเรืองของ imac จอลูกกวาดเหล่านี้ หนังสือทั้งแผงก็แทบจะต้องใช้ imac ผลิตทั้งนั้น  มีผู้นำเข้าบางรายที่ขายของให้โรงพิมพ์มาตลอดยังจัดชุด imac พร้อมสแกนเนอร์ ขายรวมกันในราคาเจ็ดหมื่นบาทในยุคที่ทองราคาแค่บาทละไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท

 

คอมพิวเตอร์ PC ที่เราต้องไปเดินหาซื้อชิ้นส่วนที่พันทิพย์พลาซ่าแล้วนำมาประกอบให้ใช้งานได้ต้องใช้เงินประมาณสามถึงสี่หมื่นบาท แต่กับ imac ที่เลือกอะไรไม่ได้เลยดันขายกันอยู่ที่ระดับ 6หมื่นบาท  ซึ่งในยุคของมันและวัยของผม ผมไม่มีเงินซื้อหรอก เพิ่งทำงาน ฝรั่งเศสเพิ่งได้แชมป์บอลโลกครั้งแรก

P_20150731_091452

กว่าจะได้มีโอกาสใช้ apple ก็ต้องปาเข้าไปในช่วงปี คศ 2004 ซึ่งเป็นปีที่ผมออกมาทำงานโรงพิมพ์ของครอบครัวแล้ว อาชีพโปรแกรมเมอร์ที่เคยเขียนโค้ดทุกๆวันก็วางมันไว้ในอดีต  คอมพิวเตอร์ที่เน้นเรื่องฟังค์ชั่นถูกวางไว้ในความทรงจำ แล้วก็มองหา imac สีสวย มือสอง มาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้  โน้ตบุ๊ค PC ราคาสี่หมื่นกว่าบาทก็ยกเก็บ ในช่วงเวลานี้ผมเลือกจะซื้อของด้วยอารมณ์และความสวยงามเป็นหลัก  imac dv 450Mhz เป็นของมือสองราคา 4500บาทที่ผมดิ้นรนไปหาซื้อมา  ในวันแรกที่มันอยู่บนโต๊ะทำงาน ผมก็ใช้มันทำงานให้ลูกค้ารายหนึ่ง ปิดงานจบได้และเก็บเงินมีกำไรห้าพันบาท  ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นกันด้วยดี imac ตัวนี้ซื้อแล้วทำเงินตั้งแต่วันแรก  นับว่าเป็นความโชคดีอย่างมากที่มันเป็นของมือสองราคาไม่แพง  ถ้าเป็นมือหนึ่งราคาใกล้ๆแสน มันคงต้องใช้เวลาทำงานนับเดือนหรือนานกว่านั้น  จากจุดเริ่มต้นกับ imac มือสอง ผมก็เริ่มซื้อของใหม่บ้างเป็น ibook g4  mac minig4 2 ตัว ซื้อ macbook pro ซื้อ mac mini intel  macbookair ssd  ในช่วงสิบปี

IMG_3109

ในเวลานี้  ปี คศ 2015 อายุ imac สีแดงสดใสก็เข้าสู่วัยชรา  อายุ 16 ปี มันไม่ควรจะทำงานอะไรได้แล้ว  แต่มันก็ยังใช้งานได้ ผ่านการเปลี่ยนอะไหล่อย่างฮาร์ดดิสก์ไปแล้ว เพิ่มแรมให้แล้ว  คีย์บอร์ดและเม้าส์ที่เป็นชุดของมันก็เสียและหายไปแล้ว  แต่มันก็ยังเปิดติด เอาเม้าส์และคีย์บอร์ดอื่นๆมาใช้แทนได้  แม้ลำโพงจะเสียงแตกพร่า แต่ก็ยังเสียบสายไปเข้าเครื่องเสียงเพื่อฟังเพลงได้  มันเล่นอินเทอร์เน็ตในสมัยของโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ช้ามาก  ลำพังแค่จะหาข้อมูลที่ต้องการ หาลิงค์ที่ต้องการ ก็อาจจะต้องใช้เวลาหลายนาที  เพราะว่ามันถูกออกแบบมาให้ใช้กับอินเทอเน็ตในความเร็วระดับโมเด็ม 56k เท่านั้น  เรื่องการดู youtube ทำไม่ได้เลย

 

การใช้งานที่เหมาะสมกับความสามารถของมันเองก็คือการเปิดเพลง และการดูหนัง DVD การฟังเพลงจะอาศัยโปรแกรม iTune ที่เคยโหลดเก็บไว้เมื่อหลายปีก่อนถึงจะพอทำงานได้ไม่อืดอาด  เนื่องจาก  iTune เป็นโปรแกรมที่อัพเดทบ่อยมาก บ่อยระดับเดือนเว้นเดือนเลยด้วยซ้ำ   ด้วยเหตุผลที่ apple พยายามทำให้ iTune เป็นศูนย์รวมทุกอย่างของอุปกรณ์ไฮเทคทันสมัย เมื่อก่อน  iTune ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องเล่นเพลงและเครื่องก๊อปปี้ไฟล์เพลงลง ipod เท่านั้น  แต่ iTune รุ่นใหม่ๆต้องดูและจัดการ  ipod ipad iphone ที่ซับซ้อนและเรื่องเยอะมากขึ้นทุกวัน  การได้ใช้ iTune โบราณจะทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันเรียบง่าย  ฟังค์ชั่นไม่กี่อย่างก็พอที่จะทำงานได้บนคอมพิวเตอร์เก่าๆอย่าง imac ตัวนี้

IMG_3129

ไดร์ฟ dvd แบบ slot  ที่ติดมากับเครื่องนี้เร่ิมมีปัญหาแล้ว  ใส่แผ่นเปิดหนังดูได้ แต่ตอนเอาแผ่นออกเป็นเรื่องที่ต้องลุ้น  เพราะช่องทางเอาแผ่นออกดูเหมือนจะแคบเกินไป  กดสั่งการให้แผ่นออก แต่แผ่นไม่ออก  คือออกมาแค่พยายามไหลมาจ่อที่ปากทาง แต่ไม่ดันแผ่นออกมาจากเครื่อง  ทำให้เจ้าของเครื่องต้องเอากระดาษติดด้วยเทปสองหน้าแล้วแหย่ไปรอภายในเพื่อให้แผ่นไหลออกมาติดกับเทปกาว แล้วค่อยดึงกระดาษกาวออก

 

ด้วยความที่มันเป็นเครื่องเล่นที่มี usb เพียง 2 ช่อง ซึ่งหากเสียบกับเม้าส์และคีย์บอร์ดไปแล้วก็แทบจะเสียบอะไรต่อไม่ได้  เดิมทีคีย์บอร์ดที่แถมมากับ imac จะเป็นรุ่นที่มี hub ในตัว 1 ช่อง สามารถเอาเม้าส์มาเสียบ  usb บนคีย์บอร์ดได้อีกทอดหนึ่ง  แต่คีย์บอร์ดและเม้าส์รุ่นคู่หูของ imac ตัวนี้หายไปแล้ว พอใช้คีย์บอร์ดอื่น เม้าส์ยี่ห้ออื่น ก็ช่อง usb หมดพอดี  จะเพิ่ม usb wifi ก็ไม่ได้  การจะเล่น internet มาตัว imac โบราณนี้เหลือเพียงพอร์ต lan เท่านั้น  ซึ่งก็ต้องเดิน lan แสนยุ่งยากมาใช้  สุดท้ายจนปัญญา เลยต้องไปใช้ ระบบ ac lan แทน  คือตัวเชื่อมสัญญาณ  lan ผ่านสายไฟ AC ในบ้านนั่นเอง  โดยตัวส่งสัญญาณจะอยู่ใกล้ๆ router เสียบสาย lan เข้ากับ router  ส่วนตัวรับก็มาเสียบอยู่ข้างๆ  imac โดยตัวรับจะมีช่องให้เสียบสาย lan ได้ 2 ช่อง ทำให้เราสามารถใช้งาน imac กับ internet ได้

 

imac รุ่นนี้มี firewire ให้ 2 ช่อง  ทำให้เราสามารถใช้ฮาร์ดดิสก์ที่เชื่อมต่อผ่าน firewire ได้สะดวก  และทำให้เราได้ความเร็วในการโอนข้อมูลข้ามไดร์ฟที่สูงมาก  หากเราจะย้ายข้อมูลเพลงสัก 10Gb ด้วยช่อง usb1 เราคงใช้เวลาหลายชั่วโมง  แต่กับ firewire ในเวลาไม่เกิน 5 นาทีก็เสร็จแล้ว

 

ความละเอียดของหน้าจออยู่ที่ 1024×768 จุด  อาการจอภาพ CRT เริ่มรวนก็มีให้เห็น บางครั้งเมื่อเครื่องร้อนจัดก็ทำให้จอไม่มีภาพไปเฉยๆ  ต้องปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่บ่อยๆ  ส่วนลำโพงที่อยู่ในจอก็มีเสียงแตกหมดแล้ว ไม่สามารถฟังเพลงได้อีกต่อไป  สิ่งที่ควรจะทำเพื่อให้ imac สามารถฟังเพลงได้ก็คือ เสียบสาย mini 3.5 เข้าช่องหูฟัง แล้วนำสัญญาณเพลงไปขยายด้วยเครื่องขยายเสียงภายนอกอีกที  กับอีกวิธีหนึ่งก็คือ ใช้ iTune เปิดเพลงแล้วเลือกให้เสียงเพลงไปดังที่ airport express ที่อยู่ในวง lan เดียวกัน  แบบนี้ก็ทำงานได้ดีไม่มีสะดุด

 

imac รุ่น dv เป็นรุ่นที่มีสีพลาสติกแบบใส  ชวนให้มองเข้าไปด้านใน  ในความรู้สึกส่วนตัวผมชอบซีรีย์นี้มากกว่า imac รุ่นแรกที่เป็นสีขุ่น   แต่ตัวที่อยากได้มากกว่าตัวอื่นๆก็คือ imac dv ที่เป็นลายดอกไม้  ซึ่งเป็นสิ่งที่หายากมาก  ผมหามาตลอดเกือบสิบปี ไม่เคยเจอประกาศขายเลย และอีกตัวที่อยากได้คือรุ่น cube ซึ่งถือเป็นการออกแบบที่กล้าหาญและสวยงามที่สุดของโลกคอมพิวเตอร์เลย  การรื้อของเก่าออกมาใช้งานเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆเลย   แม้ว่ามันจะช้า เสียเวลามากมาย แต่สิ่งที่ได้มันคือความสุขเล็กน้อย  ความสุขที่เราได้ครอบครองของบางสิ่งที่เราเคยยืนมองอยู่หน้าตู้แต่ในเวลานั้นเราไม่มีเงินซื้อ

my dog and mac - 6apr2007 -IMG_0175

headphoneamp ทำเองไม่ยาก

P_20150521_130132
P_20150521_130141
P_20150521_130124
P_20150521_130224

เครื่องขยายเสียงหูฟัง ถูกทำขึ้นเพื่อใช้ฟังเพลงด้วยหูฟัง แหล่งโปรแกรมที่ป้อนเข้าเครื่องขยายเสียงตัวนี้เดิมเป็นเครื่องเล่นซีดี เหตุที่ทำก็เพราะอินทิเกรตแอมป์ที่ใช้ฟังกับลำโพงนั้นไม่มีช่องต่อหูฟัง เลยต้องดิ้นรนทำระบบแอมป์หูฟังใช้งานเอง

เริ่มจากหาวงจรแบบง่ายๆ หากล่องที่ดูพอใช้ได้ แล้วก็เจาะรูใส่ช่องเสียบแจ๊คหูฟังขนาด 3.5มม. และ 1/4นิ้ว อย่างละ 1 ช่องด้านหน้า ด้านหลังเป็นขั้วต่อสัญญาณแบบ RCA ไฟเลี้ยงใช้ไฟ 12V dc วงจรขยายภายในใช้ ic ขยายสัญญาณสำเร็จรูป LM386 เป็นวงจรขยายสัญญาณ มันมีกำลังประมาณ 0.5 วัตต์ที่ความต้านทาน 8 โอห์ม ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานกับหูฟังทั่วไป

IMG_0113

แอมป์หูฟังตัวนี้ถูกสร้างขึ้นมาก่อน ipod ซึ่งถ้านับถึงวันนี้ก็ประมาณ 15 ปีแล้ว มันยังไม่เสีย ยังไม่รวน วอลลุ่มยังไม่สกปรกเลย อาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยได้ใช้ก็ได้ เมื่อก่อนวงการหูฟังยังไม่คึกคัก โนเกียยังครองโลก หูฟังยังไม่มีความนิยมใช้งานเลย หูฟังในยุคนั้นเป็นหูฟังที่ไม่ได้ใช้กำลังมากมาย แต่มายุคนี้ ยุคปี 2015 หูฟังมากมายเปิดตัวกันราวกับดอกเห็ด หุฟังโอห์มสูงตัวท๊อปราคาแพงเป็นหมื่น หลายหมื่นมีให้ซื้อกันง่ายๆ สิ่งที่น่าภูมิใจก็คือ แอมป์ตัวนี้ขับหูฟังอย่าง sennheiser HD800 ได้ดังฟังได้สนุกมาก แม้สัญญาณรบกวนจะได้ยินอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่พอหยวนๆกันได้ เพราะค่าตัวหูฟังก็เกือบห้าหมื่น จะใช้แอมป์หูฟังตัวละห้าร้อยมาขับย่อมมีของแถมบ้างเล็กน้อย แต่ถามว่าถ้าโลกนี้ไม่มีเครื่องเสียงตัวอื่น เราสามารถมีความสุขกับแอมป์หูฟังตัวนี้ได้ไหม มันก็ได้ตามอัตภาพของมันนั่นแหละ

เทคนิคการทำแอมป์หูฟังสำหรับหูฟังโอห์มสูงขับยากก็คือ ต้องใช้วงจรขยายสัญญาณที่ใช้ไฟเลี้ยงสูงๆ ยิ่งสูงยิ่งดี

lm368-audio amp
IMG_1769

จากการทดลองใช้มานาน บางวันผมก็หยิบหม้อแปลงของเครื่อง external hardisk มาใช้ มันเป็นหม้อแปลงที่เป็นระบบ switching power supply ซึ่งให้แรงดันคงที่ กระแสไฟเยอะ ขณะที่น้ำหนักเบา แต่ก็มีสัญญาณรบกวนเยอะเช่นกัน นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้มีเสียงรบกวนปะปนออกมาตอนฟังเพลง หากใช้หม้อแปลงแนวโบราณหน่อยที่ออกแบบเป็นวงจรลิเนียร์ใช้ไดโอดเร็คติไฟร์แบบดั้งเดิม เราก็ได้หม้อแปลงที่สัญญาณรบกวนน้อยลง มีผลทำให้แอมป์หูฟังเสียงรบกวนน้อยลงไปด้วย ส่งผลตรงกับคุณภาพการฟัง

LM386 ซื้อที่นี่ได้ครับ https://s.lazada.co.th/s.QVDVK

IMG_0253

3 วัน 2 คืน เอวาซอน ปราณบุรี

เอวาซอนหัวหิน หรือ เอวาซอนปราณบุรี มันคือที่เดียวกัน ตอนที่ผมรู้ว่าจะต้องขับรถมาที่นี่ก็หาข้อมูลจากในเน็ต และก็เกิดอาการมึนงงว่าตกลงมันอยู่ใกล้หัวหิน หรือ มันอยู่ปราณบุรี ใครช่างใส่ข้อมูลให้คนเดินทางต้องสับสน เลยต้องถามแฟนอีกครั้งว่า เอวาซอนมีที่เดียว ไม่มีสาขาใช่ไหม พอรู้ว่าที่เดียวก็เลยหายงง ขับรถไปปราณบุรีนั่นเอง

IMG_0002_1.JPG

ออกเดินทางจากกรุงเทพ ถนนนครอินทร์ เติมน้ำมันเต็มถัง e20 รถฮอนด้าฟรีด จดระยะทางบนหน้าจอเก็บไว้ 133660 กม แล้วก็ขับไปตามเส้นทาง พระราม2 ปากท่อ เพชรบุรี เข้าบายพาสไม่ผ่านชะอำ ตรงไปที่ปราณบุรี แวะกินมื้อกลางวันที่ร้านยกซด ซึ่งเป็นร้านดังที่มีแต่รถกรุงเทพแห่มากิน และเข้าที่พักเอวาซอน ปราณบุรี โดยการนำทางของ gps ยี่ห้อ garmin

IMG_0004_1.JPG

ห้องพัก 313 เป็นห้องพักขนาดใหญ่ ในห้องมีเตียงเดี่ยวขนาดนอนสองคนหนึ่งเตียง มีมุ้งให้ด้วย ที่ระเบียงหน้าห้องมีอีกหนึ่งเตียงใหญ่ๆพร้อมมุ้งเช่นกัน ใครอยากนอนดมกลิ่นดินและน้ำค้างก็ให้นอนระเบียงไม่ต้องกลัวยุง สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักเป็นไปในแบบหรูหราห้าดาว แต่ที่นี่ไม่มีอ่างอาบน้ำ ไม่มีเครื่องเล่นดีวีดี เคเบิ้ลทีวีไม่ระบุสัญชาติ ดูช่องทีวีดิจิทัลไม่ได้ อินเทอเน็ตแบบไร้สายมีให้ใช้ แต่ห้องหนึ่งจะจำกัดให้ต่อได้แค่ 2 อุปกรณ์ แฟนผมใช้สิทธิ์ไปหนึ่ง ตัวผมเอง มีโน้ตบุ๊คสองตัว มีมือถือ มีแท็บเบล็ต จะใช้แต่ละชิ้นก็ต้องคอย disconnect ตัวเก่าก่อนทุกครั้ง ลำบากมากกับคนของเล่นเยอะ

IMG_0008.JPG

พื้นที่ในโรงแรมจัดไว้เป็นระเบียบ กว้างใหญ่ดี แต่ก็ทำให้ที่จอดรถอยู่ไกลจากห้องพักมาก ไม่สามารถจะเดินไปหยิบของที่รถแแล้วเดินกลับห้องได้ง่ายๆเลย ทีแรกก็ทำได้ แต่ถ้าให้ทำอีกทีขอเรียกรถกอล์ฟดีกว่า คนของเยอะกระเป๋าแยะต้องวางแผนการย้ายของให้ดี พอบ่ายมากๆเกือบเย็นก็พาลูกไปเล่นทรายที่ชายหาด ปรากฏว่า ไม่มี โรงแรมนี้ไม่มีหาดทราย มีถนนกั้นระหว่างโรงแรมกับทะเล พ้นถนนก็ตกทะเลเลย ไม่มีหาดทราย ย้ำ ไม่มีหาดทราย ผมได้ยินชื่อเอวาซอนมาหลายปี ไม่เคยคิดว่าจะเป็นโรงแรมติดทะเลที่ไม่มีหาดทราย

IMG_0014_1.JPG

ในช่วงเวลาที่พวกเราอยู่ในเอวาซอนเป็นช่วงที่มีการทำถนนเรียบชายหาด แต่ชายหาดที่นี่มีเพียงสั้นๆและไม่ได้อยู่ใกล้โรงแรมในระดับที่เดินถึง หน้าโรงแรมด้านทะเลเป็นบันไดเดินลงทะเล ไม่สามารถเล่นน้ำทะเลได้ มีกองทรายก่อสร้างอยู่ด้านหน้าเอวาซอนที่ดูเหมือนจะเอาไว้จัดงานอะไรสักอย่างที่กำลังจะรื้อออก ก็เลยให้ลูกเล่นทรายที่บ่อทรายก่อสร้างนี้แทนก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้จะขับรถหาหาดทรายจริงๆให้

IMG_0026_1.JPG

โลกของเด็กสวยงามเสมอ เห็นทะเล เห็นกองทรายก่อสร้าง เด็กชายขอบฟ้าก็บอกนี่ไงหาดทราย แล้วก็ขอเล่นทันที อุปกรณ์ตักทรายก็โรยตัวลงบนพื้นแล้วก็เรนเดอร์ไปตามจินตนาการของเด็กคนหนึ่ง เห็นลูกสนุกพ่อแม่ก็ฟินแล้ว ปล่อยให้เล่นไปตามใจเลยแบบนี้

IMG_0020_1.JPG

กลับมาที่ห้องพัก เราเริ่มมองเห็นของหลายอย่างที่ดูน่าสนใจ มีรายละเอียดที่อยากจะบันทึกเอาไว้ เริ่มจาก ปลั๊กไฟ usb power ที่ฝังอยู่ที่ผนังพร้อมใช้งาน ไม่ต้องพกอแด๊ปเตอร์ usb เลย เราสามารถเสียบสายจากผนังมาชาร์จมือถือได้ทันที เพิ่งจะเจอที่นี่ที่แรกที่ออกแบบไว้พร้อมขนาดนี้ แถมปลั๊กไฟรอบๆห้องก็มีจุดให้เสียบหลายจุด สามารถเสียบโน้ตบุ๊คใช้ไฟห้องได้พร้อมกันไม่ต่ำกว่า 4 ตัว ซึ่งไม่ต้องไปแย่งปลั๊กไฟจากทีวี ตู้เย็นและกาต้มน้ำเสียด้วย ปลั๊กไฟที่นี่ให้หกดาวเลย

IMG_0072_1.JPG

อีกจุดนึงที่เจ๋งก็คือไฟหัวเตียง ไม่ได้มาเป็นโคมไฟดูโบราณฝุ่นจับดูไม่กล้าแตะแบบโรงแรมทั่วไป แต่มาเป็นแท่งดูทันสมัย ใช้หลอด led เปิดปิดที่กระบอกโคมได้เลย แสงสว่างมากพอสำหรับอ่านหนังสือหรือให้ความสว่างในห้องได้อย่างเพียงพอ และแท่งแบบนี้มีทั้งสองฝั่่งเตียง ผมคิดว่าเจ้าของโรงแรมเข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดีถึงออกแบบแสงสว่าง ปลั๊กไฟ ได้โดนใจขนาดนี้

IMG_0073_1.JPG

มีกระดาษแนะนำใบหนึ่งที่ดูดีมากๆ มากกว่าจะเป็นแค่กระดาษจดหมาย A4 ธรรมดา ลักษณะการพิมพ์เป็นงานพิมพ์สีเดียว พิมพ์บนกระดาษหนาพิเศษ คาดว่าจะเป็นงานพิมพ์ระบบ letterpress หรือไม่ก็ screen เพราะเครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ท และ injet ทำงานกับกระดาษหนาขนาดนี้ไม่ได้ กระดาษใบนี้ถูกวางไว้ในห้องเพื่ออธิบายสิ่งที่โรงแรมต้องการบอกกับนักท่องเที่ยว และตั้งใจใช้งานอย่างยาวนานเลยทำให้ดูพรีเมี่ยมและดูทน ใครเห็นก็ต้องอ่าน ไม่ใช่มองผ่านไปแบบกระดาษใบปลิวทั่วไป

IMG_0075_1.JPG

โรงแรมมีอาหารเช้าให้เป็นบุฟเฟ่ต์ มื้อเที่ยงต้องหากินเอง เราลองมากินที่ร้านของโรงแรมบ้าง พนักงานแนะนำว่า ถ้ามีเด็กมา จะมีเมนูให้เด็กฟรีหนึ่งเมนูในหน้าพิเศษ ดูรายการอาหารแล้วก็เลือกบะหมี่น้ำให้ขอบฟ้า ส่วนพ่อกินแซนวิช แม่กินพิซซ่า ของที่นี่เมนูเด็กก็ไซ้ส์เล็ก เมนูผู้ใหญ่ก็ไซ้ส์ใหญ่ กินกันอิ่มเลย เราบอกกับขอบฟ้าว่า ถ้าจะเล่นอะไรในโรงแรมจะต้องกินข้าวให้ท้องป่องถ้าท้องไม่ป่องพี่คนดูแลจะไม่ให้เล่น จะต้องให้มากินจนป่องเสียก่อน ที่ต้องบอกแบบนี้เพราะขอบฟ้าเป็นเด็กที่ห่วงเล่น กินยาก เวลาที่ขอบฟ้างอแงไม่ยอมกินก็จะขอเช็คท้องป่องกันทีนึง ก็เลยมีภาพเปิดพุงให้ดู

IMG_0068.JPG

เย็นวันต่อมาเราขับรถไปหาหาดทรายเล่นกัน ใช้เวลาบนรถประมาณ 10 นาทีเราก็มาถึงหาดทราย สภาพอากาศร้อนๆ ลมแรง มีคนเล่น kite surf เต็มไปหมด เราก็ดูด้วยความสนใจ ส่วนเด็กก็ปักหลักเล่นทรายกันไม่สนสิ่งรอบข้างเลย

IMG_0079_1.JPG

IMG_0085_1.JPG

ขอบฟ้าชอบทะเล ชอบหาดทราย ชอบเล่นทราย เหตุผลเดียวที่เลือกมาทะเลคือพาลูกมาเล่นทราย ชีวิตในวัยเด็กของทุกคนคงเป็นแบบนี้ บ้านอยู่กรุงเทพ การมาทะเลจะสนุกมากเพราะได้เที่ยว ได้เล่นน้ำ และได้เล่นทราย คงเป็นที่สุดของการเดินทางหนึ่งครั้ง ขอบฟ้าเองก็มีที่สุดแบบนี้ไปหลายครั้งแล้วด้วย ในช่วงอายุที่น้อยกว่านี้ก็จะนั่งเล่นทราย ยังไม่มีภาพวิ่งและกระโดดแบบรอบนี้

IMG_0109_1.JPG

IMG_0116_1.JPG

IMG_0120_1.JPG

เช้าวันใหม่ขอบฟ้าขอมาเล่นทรายอีก เช้าที่ทะเลแถบนี้ พระอาทิตย์จะขึ้นที่ทะเล นั่นหมายความว่าไม่มีต้นไม้บังแสงแดดให้เลย เมื่อวานเรายังได้ร่มไม้จากฝั่งช่วยบังแดดให้เลยเล่นทรายตอนแดดออกได้ แต่เช้าแบบนี้ พระอาทิตย์ยิงตรงมาจากด้านทะเล เป็นสิ่งที่ทรมานพ่อแม่ที่สุด เพราะในหัวหินรอบก่อนหน้านี้ พ่อก็ยืนเป็นยักษ์วัดแจ้งบังแดดให้

IMG_0129_1.JPG

ด้วยความที่เป็นช่างภาพ เห็นแสงแดดและท้องฟ้าแบบนี้ ใช้หลักการวัดแสงแบบกฏ sunny 16 ได้เลย คือ iso100 สปีด 1/125 วินาที ค่า f16 จะให้แสงที่พอดี ถ้าถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ก็จะเป็นค่าสีที่สุดแสนจัดจ้าน ฟ้าเป็นฟ้า ส่วนที่เข้มก็จะน้ำเงินเข้มเกือบดำ ผมเลือกใช้ค่า f4 แทนแล้วเพิ่มสปีดให้มากขึ้น เพื่อหวังผลว่าจะได้ภาพที่มีชัดตื้นคือมีส่วนชัดและเบลออยูู่ในภาพ และปรับตั้งกล้องดิจิทัลให้ไม่ต้องชดเชยขอบภาพสีเข้มให้เป็นสีปกติเท่ากับกลางภาพ อันเป็นข้อจำกัดของเลนส์เวลาถ่ายภาพด้วยค่า f กว้างๆ แต่ผมชอบให้ขอบภาพสีเข้มกว่าตรงกลางภาพ เลยปิดฟังค์ชั่นชดเชยเสีย

IMG_0155_1.JPG

แสงแดดแรงขนาดนี้ เลยไปเอาขาตั้งกล้องมาใช้วางใบไม้เพื่อช่วยบังแดด ไม่ทำให้คนเล่นต้องทรมานมาก เหมือนมีต้นไม้บังแดดให้ ได้ขาตั้งมาช่วยก็ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เดินหากิ่งร่วงๆแถวหาดทรายได้สองอันก็จัดการทำเป็นที่บังแดดซะเลย ถ่ายภาพไว้หลายมุมเก็บเป็นไอเดีย ไว้เที่ยวทะเลครั้งต่อไปจะต้องเตรียมของแบบนี้เอาไว้ด้วย

IMG_0130_1.JPG

IMG_0132_1.JPG

IMG_0134_1.JPG

สุดท้ายเด็กยังไงก็จะเล่นแบบเด็ก อุตส่าห์บังแดดให้ก็ยังวิ่งเล่นไปทั่ว ความร่าเริงและซนไม่เลือกแบบนี้ไม่มีวิธีรับมือนอกจากวิ่งตาม ปล่อยให้เล่นจนเหนื่อยแล้วค่อยพากลับ มือและเท้าเต็มไปด้วยทราย รถเละเทะเลย ขนาดเตรียมน้ำใส่ขวดไว้ล้างก่อนขึ้นรถแล้วก็ยังมีเศษทรายอยู่เต็มรถไปหมด คนล้างรถคงเหนื่อยหน่อย

IMG_0159_1.JPG

โรงแรมมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เยอะ มีสระว่ายน้ำสำหรับผู้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำเด็กที่อยู่ติดกับห้องของเล่น มีสปา มีพี่เลี้ยงเด็กช่วยดูเด็กให้คิดค่าใช้จ่ายพี่เลี้ยงเป็นชั่่วโมง ถ้าไม่ใช้พี่เลี้ยงก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม กล้องถ่ายภาพที่ใช้ตลอดทริปก็คือ canon eos 6d เลนส์ ef 24-105L

IMG_0218.JPG

IMG_0215.JPG

IMG_0196_1.JPG

IMG_0043_1.JPG

IMG_0046_1.JPG

ขากลับมายังกรุงเทพ เดินทางออกจากที่พัก เปิด gps แล้ววิ่งตามแผนที่มาเรื่อยๆ มีแอบนอกใจ gps นิดนึงตรงทางแยกมีป้ายเขียนว่าไปเพชรเกษม ให้เลี้ยวขวา แต่ gps บอกให้เลี้ยวซ้าย ในใจก็คิดว่า gps ก็ผิดพลาดได้ เราวิ่งตามป้ายบอกทางดีกว่า ผลก็คือ ป้ายบอกทางพาเราไปถ.เพชรเกษมที่วิ่งผ่านสวนสนฯ และหัวหิน ไปโดนรถติดในหัวหินอยู่ครึ่งชั่วโมง แทนที่เราจะได้วิ่งเส้นบายพาสเหมือนขามา ถ้าเชื่อ gps ตลอดคงไม่ต้องมาเสียเวลากับหัวหินขนาดนี้ กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ตอนค่ำๆแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันแห่งเดิม เติม e20 เต็มถัง บันทึกหลักกิโลที่ 134194 เติมไป 1010 บาท จำนวนน้ำมัน 39.33 ลิตร

คิดเป็นระยะทางออกมาได้ 534 กิโลเมตร
คิดเป็น กิโลเมตรต่อลิตร 534/39.33 = 13.57 กิโลเมตรต่อลิตร
คิดเป็น บาทต่อกิโลเมตร 1010/534 = 1.89 บาทต่อกิโลเมตร
รถที่ใช้คือ honda freed อายุ 5 ปี

จบรีวิวอัตราสิ้นเปลืองรถยนต์ของผมครับ รีวิวโรงแรมแถมให้

รีวิว nad dac1

IMG_0451.JPG

nad dac1 เป็น wireless dac ของ nad ที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาการเชื่อมต่อที่ยุ่งยาก  ตัวส่งสัญญาณ เป็น usb ตัวรับสัญญาณเป็นกล่องที่มีภาค Dac ให้สัญญาณเป็น L R และ มี coaxial out ให้อีกด้วย กล่องภาครับนี้ใช้ไฟเลี้ยง 5Vdc นักเล่น DIY สามารถสนุกกับมันได้ด้วยการทำเพาเวอร์ซัพพลายแบบคุณภาพสูงแทนตัวที่แถมมา เพราะตัวที่แถมเป็น switching ครับ หรือบางคนจะใช้ถ่านไฟฉาย หรือจะใช้ powerbank มาจ่ายไฟก็ไม่มีปัญหา

IMG_0452.JPG

การใช้งานเบื้องต้นก็คือ ฝั่ง usb เอาไปเสียบกับคอมฯ ใช้ os เป็น windows xp ก็ทำงานได้ลื่นๆ ไม่ต้องลงไดรเวอร์ ลองใช้กับ mac mini osx 10.6 ก็ใช้งานได้ดีครับ ไม่ต้องลงไดรเวอร์เช่นกัน ความเรียบง่ายของ usb ที่ nad ออกแบบมามันเสียบแล้วเล่นได้เลยจริงๆ

IMG_0453.JPG

ผมลองใช้กับเครื่องคอมฯ nettop ที่มี output เป็น Hdmi และ optical ปกติเวลาจะเลือกใช้ช่อง digital ต้องมานั่งงมกันว่าจะตั้งค่าเมนบอร์ดอย่างไรให้เสียงออก optical ไม่ต้องออก hdmi พอเซ็ทไปก็ลืม อีกหลายเดือนจะให้เสียงออก Hdmi ไม่ต้องออก optical ก็ต้องไปงมหาอีก มึนกันไปหลายนาที แต่ usb ของ nad dac1 ตัวนี้ เสียบแล้ว มันเสียงออกที่ตัวรับเลย ง่ายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

IMG_0461.JPG

ผมมีคอมฯใช้งานอยู่ 3 ตัว คือ
nettop manli ใช้ cpu atom d525 มี hdmi และ optical out os xp อีกตัวเป็น dell zino ซีพียู amd จำรุ่นไม่ได้ มี hdmi out os xp

อีกตัวเป็น mac mini 2.4Ghz มี hdmi out และ optical out 10.6 ทุกตัวผมใช้ nad dac1 ได้หมดเลยไม่มีปัญหา  ที่สำคัญคือ ทุกตัวให้เสียงเหมือนกันครับ โดยเฉพาะ nettop manli ที่คุณภาพบอร์ดมีสัญญาณรบกวนมหาศาล คงเป็น defect จากโรงงาน ฟังอนาลอกจากช่องหูฟังไม่ได้เลย มีแต่เสียงเดือดปุดๆ ไม่มีเสียงที่อยากฟังเลย ต้องฟังเป็น optical out หรือ hdmi เท่านั้น

ใช้อยู่หลายวันก็ลองสนุกกับ android บ้างครับ ผมมี samsung note8 อยู่ เลยไปเอาสาย usb otg มาเสียบบน note8 แล้วเอา usb dac1 มาเสียบต่ออีกที ผลก็คือ เสียงออกไปที่ตัวรับเช่นกัน และเสียงดีเหมือนกันด้วย เรียกได้ว่า ใครอยากให้ android เสียงดีขึ้น ต้องลองเสียบสาย usb otg แล้วมาลองเสียบกับ nad dac1 ครับ

ที่ตัวรับมีช่องสัญญาณ digital out ให้เล่นด้วย แต่ผมยังไม่ได้ลอง  คิดล่วงหน้าว่าใครใช้ smartphone หรือ tablet แล้วอยากให้มี digital out
ลองใช้ nad dac1 เป็นตัวดึงสัญญาณก็ได้นะครับ น่าจะทำงานได้

IMG_0819.JPG

ระดับการทำงานของ nad dac1 อยู่ที่ 16bit 48K ครับ ใครอยากได้สูงกว่านี้ต้องไปดูตัวอื่น  แต่สำหรับผมแค่นี้ก็พอเพียงสำหรับการฟังเพลงที่ผมมีอยู่ 99% แล้ว เพราะไม่เคยซื้อเพลงที่มีความละเอียดสูงกว่านี้เลย ส่วนใหญ่ซื้อแต่แผ่น CD กับ แผ่นรวม mp3 ตามห้างเท่านั้น

บุคคลิกเสียงของ dac1 จะมาแนวอิ่มๆ ใหญ่ๆ ความนิ่งค่อนข้างดี เทียบกับความทรงจำแล้ว dac ระดับกลางๆ หมื่นกว่าบาทจะให้เสียงที่ใสพอๆกัน แต่ nad จะให้เบสเยอะกว่า เหมือนกับว่าจูนเสียงมาให้ถูกหูกว่า เสียงของ nad dac1 ตัวนี้ไม่สากหู ไม่ระคายเคือง ไม่บาด ไม่กระจอก คุณภาพเสียงระดับนี้เปิดฟังแล้วไม่อายใคร พาเพื่อนมาสุมหัวฟังได้ ใช้รับแขกได้ แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือระบบไร้สายที่แสนสะดวกสบายครับ การเชื่อมต่อที่ง่าย ต่อติดเสมอ ไม่กระเพื่อม ไม่สะดุด มันทำให้การฟังเพลงไร้สายเป็นเรื่องที่สะดวกสบายมาพร้อมกับคุณภาพระดับสูง ดีกว่าการใช้ bluetooth เยอะ เพราะ bluetooth ที่ผมเจอมักจะรวน สายเข้า เสียงก็หลุดแล้ว

การทดสอบทั้งหมดใช้สายแถมในกล่อง ตั้งแต่หม้อแปลง สาย usb และสายสัญญาณสตอริโอ ไม่มีสาย digital แถมมานะครับ คุณภาพสายแถมก็เป็นแบบแดงดำที่ดูแล้วน่าจะราคาประมาณ 20-30 บาท เบิร์นเครื่องไป 10 วันต่อเนื่องแล้วไม่ปิดเลย ไม่มีปัญหาการค้าง ไม่มีเสียงหาย ไม่ร้อนเลย มีแค่คอมฯที่ใช้เปิดเพลงเท่านั้นที่อุ่นๆ ผมว่าถ้าเราหาคอมฯที่ไม่มีพัดลมมาใช้ได้ น่าจะทำให้ห้องฟังสงัดยิ่งยวดเลย การใช้งานกับ tablet อาจจะเป็นคำตอบที่ดีก็ได้นะครับ

ข้อมูลภายใน ข้อมูลทางไฟฟ้า ผมขอไม่พูดถึงละกันน่าจะหาอ่านได้ไม่ยาก หลังๆผมไม่ค่อยสนใจเรื่องสเป็คเหล่านี้เท่าไหร่ เพราะเครื่องเสียงต้องวัดกันที่ตอนฟัง สเป็คมีไว้ดูคร่าวๆว่ามันเล่นอะไรได้ เล่นอะไรไม่ได้ เล่นได้แล้วดีหรือไม่ดี ถูกใจหรือไม่เราต้องปิดคู่มือแล้วฟังกันเท่านั้น

สิ่งที่ผมอยากให้ nad ทำขายเพิ่มเติมสำหรับ dac1 ก็คือ ตัวส่ง usb แบบแยกซื้อครับ เพราะระบบของ dac1 มีตัวเลือกส่งข้อมูลได้ 3 ช่อง คงออกแบบมาเพื่อป้องกันการรบกวนกัน เราน่าจะใช้ select ที่กล่องรับเพื่อเลือกรับแหล่งโปรแกรมได้ 3 ชุด ตามช่องดาต้าที่มีให้เลือก ผมก็เลยอยากได้ usb ซื้อเพิ่มเพื่อใช้งานกับคอมฯตัวอื่นๆบ้าง

รีวิว ลำโพงบลูทูธ sony btx300

20141224094419_IMG_0045

ลำโพงบลูทูธเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆตามติดไปกับยอดขายของสมาร์ทโฟนและแท็บเบล็ตที่ยึดตลาดไอทีไว้แล้ว แม้ลำโพงระบบบลูทูธจะมีมาหลายปี แต่คุณภาพของลำโพงระบบบลูทูธเพิ่งจะมีการพัฒนาการแบบก้าวกระโดดเมื่อไม่นานมานี้ ย้อนกลับไปก็น่าจะเป็นลำโพงของ bose รุ่น soundlink ที่ทำลำโพงบลูทูธมีแบตเตอรี่ในตัวออกมาซึ่งมีคุณภาพเสียงที่ดีมากจนผู้ใช้เริ่มอยากได้ และทำให้ตลาดลำโพงบลูทูธนี้ร้อนแรงขึ้นทันที

20141224094333_IMG_0042

เมื่อก่อน การทำลำโพงเล็กๆให้สามารถส่งเสียงเบสได้ดีเกินตัว จะใช้เทคนิคการประมวลผลของ DSP มาช่วยแบ่งความถี่เสียงออกด้วยสูตรคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน และสร้างความถี่ฮาร์โมนิคหลายๆลูกเพื่อทดแทนการสร้างความถี่ต่ำตัวจริง เพื่อให้ลำโพงสามารถถ่ายทอดเสียงต่ำได้ราวกับว่ามันเป็นซับวูฟเฟอร์หรือเป็นดอกลำโพงขนาดใหญ่

20141224094340_IMG_0043

ผมเคยมีลำโพงบางๆที่เป็นระบบบลูทูธ มันสามารถให้เสียงกลางแหลมที่พอใช้ได้ และมีเสียงเบสที่พอทนฟังได้ ถ้าเราฟังแค่ลำโพงตัวนี้ตัวเดียวเราก็คงพอใจกับมัน แต่พอเรากลับไปฟังเครื่องเสียงบ้าน เราก็จะค้นพบว่า เสียงเบสที่เราฟังกับลำโพงบลูทูธตัวบางๆตัวนั้นเป็นเสียงเบสที่ไม่เป็นธรรมชาติ จนวันหนึ่ง bose ออกแบบลำโพงบลูทูธเอง และได้ใช้เทคนิคการสร้างคลื่นความถี่ต่ำด้วยระบบ passive radiator เป็นผลทำให้คุณภาพเสียงออกมาดีมาก ฟังผ่านๆแล้วรู้สึกว่ามันใกล้เคียงลำโพงบ้านแล้ว นั่นทำให้ลำโพงบลูทูธเริ่มได้รับความสนใจ และในเวลาไม่นาน ลำโพงทุกยี่ห้อก็ทำลำโพงบลูทูธออกสู่ตลาด

20141224094537_IMG_0050

ณ เวลานี้ที่กำลังจะหมดปี คศ 2014 ลำโพงบลูทูธขนาดพกพาได้ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเสียงดีจะเป็นลำโพงที่มีลักษณะการออกแบบให้เป็นระบบ 2.1 กันเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะการสร้างความถี่ต่ำด้วยระบบซับวูฟเฟอร์แท้ๆนั้นให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า เป็นธรรมชาติกว่าการประมวลผลที่ใช้ DSP แบ่งความถี่ต่ำออกเป็นความถี่ฮาร์โมนิคที่สูงขึ้นหลายๆลูกแล้วค่อยนำมารวมกันในตอนสร้างคลื่นเสียง ระบบเสียง 2.1 ในลำโพงพกพาจึงสร้างความพอใจได้ และทำให้ขายดีมาก

ลำโพงที่เราเอามาลองฟังกันในวันนี้เป็นของ sony รุ่น btx300 เป็นลำโพงพกพา มีแบตเตอรี่ในตัว ใช้ไฟเลี้ยง 12.5โวลท์ มีช่องรับสัญญาณเสียงแบบ Aux และ bluetooth มีปุ่มปรับเสียงให้เลือกลักษณะเสียง 3 แบบ มีช่องต่อสาย usb out ที่ทำหน้าที่จ่ายไฟแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอ่านไฟล์จาก thumbdrive ได้ และที่สำคัญคือ มีระบบ NFC เอาไว้ให้ใช้ช่วยติดตั้งได้ง่ายขึ้น

ในกล่องจะมีเพียงแค่ตัวลำโพง อแด๊ปเตอร์ ซองผ้ากันกระแทก และคู่มือเท่านั้น ไม่มีสายสำหรับ Aux มาให้ การเชื่อมต่อด้วยบลูทูธทำได้ไม่ยาก แถมยังมีระบบ NFC ช่วยอำนวยความสะดวกให้ติดตั้งเข้ากับอุปกรณ์ที่มี NFC ด้วยกันได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

20141224094526_IMG_0049

btx300 เป็นลำโพงที่มีขาตั้งในตัว ขาตั้งด้านขวาจะต้องกางออกมาเพื่อเปิดให้กดปุ่ม power ได้ และจะต้องกางแบบนี้ตลอดการทำงาน ถ้าเราหุบขาต้้งเครื่องก็จะปิดตัวเองไปด้วย วัสดุที่ใช้ประกอบตัวลำโพงให้สัมผัสที่รู้สึกแพง ไม่มีคำว่าก๊องแก๊ง การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทำได้ง่าย ลำโพงสามารถใช้พูดคุยโทรศัพท์ได้ด้วยเพราะมีไมค์รับเสียงในตัว ผมลองเชื่อมเข้ากับมือถือ Asus Zenphone5 และ tablet Samsung note8 ก็สามารถเชื่อมได้ง่ายทั้งคู่ ลองกับโน้ตบุ๊คที่มีระบบ NFC ก็ทำได้ง่ายดายเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา notebook acer w511 ของผมเป็นโน้ตบุ๊คที่ผมไม่เคยเชื่อมต่อบลูทูธเพื่อฟังเพลงผ่านหูฟังบลูทูธได้เลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่พอเชื่อมกับ sony btx300 ด้วยการสัมผัสแบบ NFC กลับทำได้ภายในไม่กี่วินาที ทำให้ผมรับรู้ได้ว่าระบบ bluetooth ในโน้ตบุ๊คไม่เสีย

20141224094445_IMG_0046

คุณภาพเสียงของ btx300 อยู่ในเกณฑ์ที่เสียงดี การฟังเพลงผ่าน btx300 ไม่สร้างความรำคาญใดๆให้กับผู้ฟัง เสียงกลางแหลมที่คมชัด เป็นเรื่องไม่ยากสำหรับลำโพงเล็กๆในยุคนี้ ส่วนเสียงเบสหรือเสียงทุ้มมาในแนวนุุ่ม น่าฟังมาก ไม่กี่วินาทีที่เสียงเพลงเล่นออกมา เราก็รับรู้ได้ถึงเสียงเบสที่กลมกล่อม ระบบ 2.1 ทำงานได้สมราคา คุณภาพเสียงโดยรวมให้ความรู้สึกน่าฟังมากกว่าลำโพงเล็กๆทั่วไป การจัดวางลำโพง btx300 ต้องพิถีพิถันพอสมควร เพราะมันให้เสียงที่เปลี่ยนไปเมื่อย้ายที่วาง วางบนหิ้งหรือโต๊ะไม้ก็เสียงแบบหนึ่ง บางบนพื้นกระเบื้องพื้นปูนก็อีกแบบหนึ่ง

btx300 มีปุ่มปรับเสียงให้ 1 ปุ่ม เมื่อเปิดเครื่องมาปกติ จะเป็นเสียงแบบที่หนึ่งหรือเสียงแบบ flat ซึ่งก็จะให้เสียงเบสที่พอใช้ได้แล้วสำหรับเพลงส่วนใหญ่ แต่หากไม่พอใจก็สามารถกดเพื่อเปลี่ยนเสียงให้มีเบสเยอะขึ้น เสียงเบสนุ่มใหญ่ก็จะเหมือนพองตัวใหญ่ขึ้น และถ้ากดอีกครั้งจะเป็นเสียงระบบเซอราวด์ มีเสียงแอมเบี้ยนส์และย่านเสียงสูงโอบล้อมมากขึ้นหากเรานั่งฟังหน้าตรงกับลำโพง ปุ่มปรับเสียงนี้มีประโยชน์มากเมื่อเราย้ายที่วางลำโพง เพราะแต่ละที่จะมีการตอบสนองของเสียงไม่เหมือนกัน ถ้าเรารู้สึกว่าเสียงบางเราก็กดปุ่มเพิ่มเบส แค่นี้เราก็ได้เสียงที่ดีขึ้นแล้ว

ข้อดีคือ เสียงดี แบตเตอรี่อยู่ได้นาน 8 ชั่วโมง มีซองผ้ามาให้แล้วไม่ต้องซื้อเพิ่ม มีปุ่มปรับเสียงเพิ่มเบสได้ มีช่อง usb ที่จ่ายไฟได้ 1 A ใช้แทน powerbank ได้

ข้อเสียที่พบก็คือ มันมีขนาดใหญ่กว่าลำโพงพกพาของยี่ห้ออื่น น้ำหนักก็ค่อนข้างหนักมาก ถ้าจะต้องหิ้วติดตัว ใส่เป้ มันก็เป็นภาระพอสมควรเลย แต่ถ้ามันถูกใช้งานในบ้าน ย้ายไปมาระหว่างห้องบ้าง มันก็ยอดเยี่ยมครับ

P_20150513_103132

spec

GENERAL

Bluetooth Profiles

Advanced Audio Distribution Profile (A2DP), Audio/Video Remote Control Profile (AVRCP), Hands-Free Profile (HFP), Headset Profile (HSP)

Audio System Nominal Output Power (Total)

20 Watt

Frequency Response

20 – 20000 Hz

Connectivity Technology

wired, wireless

Rechargeable Battery

rechargeable

Run Time (Up To)

8 hour(s)

Power Consumption Operational

31.5 Watt

Power Source

battery

USB charging

Connectivity Interfaces

Bluetooth 3.0, Near Field Communication (NFC)

ปลั๊กไฟที่รอคอย

P_20141215_171215
P_20141220_094045

ปลั๊กไฟเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เคยได้รับการออกแบบให้ทันสมัยเลย ทั้งๆที่อุปกรณ์ไอทีต่างๆเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันกันถ้วนหน้า คนหนึ่งคนมีอุปกรณ์ไอทีที่ต้องชาร์จไฟมากกว่าหนึ่งอย่างมานานมากแล้ว ตัวผมเองก็มีของพวกนี้จำนวนมาก และก็มีปัญหาเรื่องการเสียบสายชาร์จมาตลอด

มาลองคิดกันเล่นๆ คนหนึ่งคนต้องใช้อุปกรณ์ไอทีอะไรบ้าง ซึ่งของพวกนี้ต้องชาร์จไฟทุกวัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง บางคนมี 2 บางคนมี 3 โน้ตบุ๊ค เครืองเล่น mp3 แท็ปเบล็ต mifi GPS อาจมีกล้องดิจิทัลอีก บางคนอาจรวมของหลายอย่างเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว แต่ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ยังมีของพวกนี้แยกกันใช้คนละหน้าที่อยู่เยอะ

ผมมาเจอปลั๊กไฟที่มีขายในเน็ตตัวหนึ่ง ดูหน้าตาแล้วต้องร้องว่า ใช่เลย มันเป็นปลั๊กพ่วงที่มีสวิตซ์ปิดเปิดไฟที่ใหญ่ดูแข็งแรง มีช่องเสียบปลั๊ก 2 ช่องเอาไว้ใช้กับโน้ตบุ๊ค มีช่องเสียบ usb 4 ช่อง โดย 2 ช่องจะเป็น usb ที่จ่ายไฟได้ 2.1 แอมป์ เพื่อเอาไว้ชาร์ตแท็ปเบล็ต มี 2 ช่องที่เป็น usb 1 แอมป์สำหรับเอาไว้ชาร์จมือถือและอุปกรณ์อื่นๆใดๆ

ผมลองเอามาต่อเล่นๆ พบว่าผมมีอุปกรณ์ที่อยากชาร์จไฟมากกว่าช่องของมันทั้งหมดรวมกัน แต่ผมก็ถือว่าพอร์ตเสียบไฟที่มีให้มาแค่นี้ก็ถือว่าตอบสนองความต้องการได้เกือบทั้งหมดแล้ว และที่ดีใจมากเป็นพิเศษคือมันชาร์จไฟเข้าเครื่องเล่น ipod shuffle gen1 ของผมได้ด้วย ซึ่งเครื่องเล่นตัวนี้จำเป็นต้องใช้ที่ชาร์จไฟที่ให้ไฟสูงกว่า 5v เล็กน้อยมันถึงจะชาร์ตไฟได้ เพราะแม้แต่อแด๊ปเตอร์ของ apple เองที่เป็นรุ่น 10w ที่ออกแบบมาให้ใช้กับ ipad ยังไม่สามารถใช้กับ ipod shuffle ได้เลย