มินิรีวิว มินิคอมโป JVC EX-A3

มินิคอมโปตัวนี้เพิ่งได้มาไม่นาน จากการประกาศเคลียร์แล้นในเว็บแห่งหนึ่ง เมื่อได้มาก็ลองฟังคร่าวๆและเขียนบันทึกไว้คร่าวๆ จะเป็นรีวิวก็ไม่เชิง

IMG_0812.JPG
IMG_0819.JPG
IMG_0817.JPG

ผมพอใจกับน้ำเสียงของ A3 มาก เสียงเบสทำได้ดีไม่น่าเชื่อ บาลานเสียงของกลางแหลมกับเบสมีพอดีๆ ให้ความรู้สึกเหมือนลำโพงซับแซทชั้นดีที่จูนเสียงมาให้ฉ่ำอิ่ม จังหวะกระแทก เบสอิ่มๆ มีครบถ้วน การวางลำโพง ในคู่มือบอกให้วางห่างผนังประมาณ 15cm ซึ่งคงเป็นจุดที่ให้เบสได้ใหญ่ที่สุด แต่ผมวางห่างผนังหลังประมาณ 30cm ครับ

ราคาระดับนี้ หายากมากที่จะมีตัวที่ดีกว่าคุ้มกว่า จริงๆต้องบอกว่าไม่มีเลย ลำพังแค่ลำโพง หรือแค่ตัวเครื่องก็หาซื้อมาแทบไม่ได้แล้ว คุณภาพเสียงฟังจากแผ่นซีดี คุณภาพดีมาก เป็นเครื่องที่ฟังเพลงได้เพราะมาก ไม่เหมือนเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไปที่ฟังแล้วไม่รู้สึกเพราะ

มีรายละเอียดอีกมากที่มันส่งเสริมให้คุณภาพเสียงออกมาดี ถ้าให้สาธยาย ผมต้องไปรับเงินเดือนที่ jvc เลยแหละ
เอาคร่าวๆก็คือ ตู้ลำโพงไม้ออกแบบมาดีดูมีความตั้งใจมาก ตัวซับเสียงภายในก็ไม่ใช่ฟองน้ำทั่วไป แต่เป็นเศษไม้เอามาทำให้เป็นก้อนๆแทนฟองน้ำ ขั้วลำโพงก็มีราคา สายลำโพงที่แถมมาก็เป็นของดี ไม่ใช่สายดำแดงเล็กๆบางๆ
วงจรดิจิทัลแอมป์มีระบบ feedback 2 ชั้น เห็นโลโก้ ที่ฝาบนว่า Hybrid feedback Digital amp
ไปหาข้อมูลเพิ่ม พบว่าเป็นระบบ feedback ที่จะประมวลผลสัญญาณออกลำโพง เพื่อชดเชยทำให้การตอบสนองความถี่เสียงเป็นไปตามที่ออกแบบ มี feedback ระบบดิจิทัลเพื่อควบคุมภาคดิจิทัลแอมป์ให้ทำงานเที่ยงตรง มี feedback analog คุมอีกที ซึ่งส่วนที่เป็นอนาลอกมันคือบล๊อกการทำงานแบบ op-amp มันก็หมายความว่า A3 เป็นโคตร op-amp พลังมหาศาลลลลลลลลลลลลลลลลลล

ถ้าคุณเป็นวิศวกรไฟฟ้า เจอคอนเส็บวงจรแบบนี้ต้องซื้อสองชุดเก็บไว้เลย แม้แต่แท่นเครื่องจุดที่วางพื้นมีสามจุด ก็มีการออกแบบเป็นสามเหลี่ยม มีตัวพยุงที่เกือบสัมผัสพื้นด้วย เพื่อป้องกันการวางเครื่องเอียงหรือเครื่องสั่น จะได้ไม่ทำให้ภายในรวน การอ่านแผ่นจะได้มีคุณภาพตลอดเวลา ภาคดิจิทัลแอมป์ และภาคจ่ายไฟออกแบบให้อยู่คนละด้านของตัวเครื่อง แยกให้ห่างที่สุดเป็นหลักการออกแบบที่ปราณีตและมีหลักการครับ

ถ้าคุณมองเครื่องนี้เป็นดีวีดี มันก็เป็นเครื่องเล่นดีวีดีที่ให้เสียงเพลงได้เพราะมาก
ถ้ามองว่าเป็นชุดลำโพง มันก็เป็นแอมป์พร้อมลำโพงที่หน้าตาดี ขนาดกระทัดรัดและให้เสียงดีมาก คุณอาจจะต้องเสียเงินซื้อชุดแอมป์และลำโพงแยกชิ้นสักห้าหมื่นเพื่อให้เสียงดีกว่านี้

การเชื่อมต่อมีให้หลากหลายครับ สามารถเพิ่มซับวูฟเฟอร์ได้ มี sub out ให้ใช้ สามารถอ่านไฟล์จาก usb ได้ เพลงที่โหลดมาทั้งหลายมีเครื่องเล่นดีๆแล้ว จะต่อจาก ipod หรือ player อื่นๆทางช่อง mini ก็ได้ รับ digital in ได้ด้วย ถ้าคุณมีเครื่องเล่น media player ที่มี digital out ก็ลงตัวเลย เครื่องนี้เครื่องเดียวเข้ามาในห้องฟังผม ผมปิดแอมป์ชุดหลัก เก็บลำโพงชุดหลักไปแล้ว ราคาเต็มสองหมื่นอาจจะซื้อไม่ลง แต่พอลดราคาลงมาขนาดนี้กลายเป็นของโคตรดีไปซะได้เลย บังเอิญช่วงนี้ผมใช้เงินเยอะ ไม่งั้นจะซื้อเก็บไว้อีกตัว

ผมเพลินไปกับการเล่นคอมฯ เล่นเน็ต เล่น ipod จนไม่เคยติดตามเครื่องเสียง mini compo เลย เวลาผ่านไปตามห้างก็เจอแต่เครื่องจีนราคาไม่กี่พัน ฟังกี่รอบก็เมิน ไม่อยากซื้อกลับบ้าน อยู่บ้านก็อยู่กับลำโพงมอนิเตอร์ห้องบันทึกเสียง อยู่กับแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์ มันก็ลงตัว กลมกล่อม ไม่ได้อยากมีอะไรเพิ่มเติมเข้าระบบอีกได้ jvc A3 มาก็ใช้แทนได้ไม่ตะขิดตะขวงใจ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบปีที่หยิบแผ่นซีดีมาฟังโดยตรง เพราะที่ผ่านมา ก็ฟังจากไฟล์ที่ริบเก็บไว้ตลอด

แถม รับวิทยุได้ค่อนข้างดีครับ ฟังเสียงดีเจแล้วไม่อยากปิดเครื่องเลย.

รีวิวเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบพกพา Crosley Revolution CR6002A-BK

sale2013-IMG_0026

เครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นสิ่งที่อยู่กับวงการเครื่องเสียงมายาวนานที่สุดในบรรดาอุปกรณ์ต่างๆในแวดวงของนักเล่นเครื่องเสียง รูปทรงก็จะเป็นลักษณะของแป้นหมุนที่มีแขนประหลาดหรือโทนอาร์มติดหัวเข็มที่จิกลงไปบนแผ่นเสียงที่กำลังหมุนอยู่ เครื่องเล่นแผ่นเสียงได้รับความนิยมก่อนสื่ออื่นใดในโลกเพราะมันเกิดก่อน และเมื่อเวลาผ่านไป สื่อที่เกิดใหม่อย่างเทป ซีดี ดีวีดี เอสเอซีดี และไฟล์ mp3 ก็ได้ทำให้โลกของการเล่นแผ่นเสียงซบเซาลง แต่ว่า ยังคงมีกลุ่มนักเล่นกลุ่มเล็กๆที่ยังหลงไหลและใช้งานแผ่นเสียงอยู่

sale2013-IMG_0010

เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่หลงเหลืออยู่ในยุคดิจิทัลอย่างปัจจุบันนี้จะมีไม่มาก ไม่แพงไปเลยก็ถูกไปเลย ของแพงก็คือของที่ตั้งใจทำมาให้มีคุณภาพสูง มีหน้าตาดี สามารถเล่นเพลงจากแผ่นเสียงได้คุณภาพสูงมาก คนที่เล่นในกลุ่มนี้จะมีฐานะทางการเงินที่ดี เพราะของมันแพงมาก กับแบบที่ถูกไปเลยก็คือออกแแบบมาเหมือนเป็นของเล่น เป็นของใช้งานแบบแฟชั่นบ้าง แบบใช้งานจริงในชุดเครื่องเสียงราคาถูกบ้าง ซึ่งกลุ่มหลังนี้จะเป็นกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียงระดับกลางๆเป็นส่วนใหญ่ รวมไปถึงนักเล่นมือใหม่ที่อยากลองของโบราณอยู่บ้างให้พอรู้รส แต่ไม่อยากจะจ่ายเงินหนักๆ

sale2013-IMG_0019

เครื่องเล่นแผ่นเสียงในภาพนี้เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ออกแบบมาให้เป็นของราคาประหยัด ชื่อรุ่น Crosley Revolution CR6002A-BK ราคาขายค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอุปกรณ์เครื่องเสียงต่างๆ มันมีค่าตัวแค่ 99ดอลล่าร์ในตลาดต่างประเทศซึ่งราคาระดับนี้เป็นราคาต่ำสุดของเครื่องเล่นที่มีคุณภาพดีและมียี่ห้อที่น่าเชื่อถือ

sale2013-IMG_0002

crosley เป็นยี่ห้อที่เน้นผลิตแต่เครื่องเล่นแผ่นเสียงหน้าตาโบราณเป็นหลัก หากไปดูในเว็บไซต์ของเขาเองจะเห็นว่ามีแต่เครื่องหน้าตาแนววินเทจ เหมาะกับการใช้เป็นของแต่งบ้านเสียงจริงๆ แต่ก็จะมีเครื่องเล่นตัวนี้ที่นำมาทดสอบที่จะอยู่ในข่ายเครื่องเล่นหน้าตาทันสมัยดูโมเดิร์น แต่ก็ดูเป็นของราคาถูกไปพร้อมกัน

sale2013-IMG_0006

เครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นนี้เป็นเครื่องที่ออกแบบมาให้ใช้พกพา เคลื่อนย้ายได้สะดวก ขนาดเล็กอย่างน่าประหลาดใจ คงเหลือแต่ชิ้นส่วนที่จำเป็นในการเล่นเท่านั้นที่เหลือตัดออกหมดเลย แม้แต่ขนาดก็ยังเล็กกว่าแผ่นเสียงเสียด้วย

sale2013-IMG_0013

ฟังค์ชั่นทั่วไปที่ควรจะมีในเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็มีครบครัน ทั้งการเปิดปิด การเล่นด้วยความเร็วระดับ 33 และ 45 รอบต่อนาทีซึ่งเราสามารถเลือกได้ มีช่องต่อขาออกให้สองชนิด อย่างแรกคือช่อง lineout ที่ให้สัญญาณระดับไลน์ ซึ่งเหมาะสำหรับการเชื่อมต่อกับเครื่องขยายเสียงหรือลำโพงที่มีวงจรขยายในตัวอย่างลำโพงคอมพิวเตอร์ กับอีกช่องหนึ่งคือช่อง headphone ที่เอาไว้เสียบด้วยหูฟังเพื่อฟังส่วนตัวเลย

sale2013-IMG_0008

ฟังค์ชั่นที่เด็ดและมีมากกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงไฮเอนด์ตัวอื่นมีหลายฟังค์ชั่นมาก ไล่ไปทีละตัว เริ่มจากการมีลำโพงในตัว เครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวนี้มีลำโพงในตัวสามารถเปิดแผ่นแล้วฟังเสียงได้เลยทันที หากต้องการคุณภาพเสียงแค่ฟังรู้เรื่อง ฟังได้ยิน มันให้ได้เลย คุณภาพเสียงลำโพงในตัวจะคล้ายๆกับวิทยุราคาถูกที่มีลำโพงเล็กๆบางๆติดตัวมาด้วย เสียงกลางเสียงสูงจะได้ยินครบ แต่เบสไม่ค่อยมี เอาไว้ฟังข่าวฟังก็พอไหว

sale2013-IMG_0011

อีกฟังค์ชั่นหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นพระเอกที่หาไม่ได้จากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องอื่นๆอีกแล้วนั่นก็คือฟังค์ชั่นการส่งสัญญาณเสียงผ่านคลื่นวิทยุ fm ได้ในตัว เครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้มี fm transmitter ในตัว สามารถเลือกความถี่ที่จะส่งคลื่นได้สองความถี่ เราสามารถเปิดแผ่นเสียงแล้วปล่อยสัญญาณ fm ออกไป แล้วใช้เครื่องรับวิทยุในบ้านมาจูนคลื่นให้ตรงกันเพื่อรับสัญญาณเสียงได้ทันที นอกจากวิทยุตั้งโต๊ะแล้ว พวกเครื่องเล่นเพลงพกพาที่รับวิทยุได้ มือถือที่รับวิทยุได้ก็จะสามารถรับคลื่นจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย ระยะการส่งคลื่นที่หวังผลได้ว่าคุณภาพดีอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 2 เมตร ถ้าระะทางมากขึ้นคลื่นจะเริ่มไม่ชัด เท่าที่ลองฟัง คลื่นวิทยุจะค่อนข้างแรง มันสามารถเบียดคลื่นวิทยุชุมชนที่อยู่ติดกันได้เป็นอย่างดี

อีกฟังค์ชั่นหนึ่งที่เด็ดไม่แพ้นกันและไม่มีในเครื่องเล่นแผ่นเสียงไฮเอนด์อื่นๆนั่นก็คือการเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ด้วยพอร์ต usb ซึ่งฟังค์ชั่นนี้จะเอาไว้ใช้บันทึกแผ่นเสียงลงเป็นไฟล์นั่นเอง นัั่นหมายความว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวนี้สามารถต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ และมันก็มีซอ์ฟแวร์แถมมากับเครื่องเป็นโปรแกรม Audacity ที่เอาไว้บันทึกเสียง ความละเอียดในการบันทึกเป็นไฟล์จะอยู่ที่ระดับ 16bit 44.1k

sale2013-IMG_0023

คุณภาพเสียงของเครื่องเล่นแผ่นเสียงจะขึ้นอยู่กับคุณภาพแผ่นเป็นหลัก ถ้าได้แผ่นสภาพดี ฝุ่นน้อยมาฟังก็จะได้คุณภาพที่สูงพอสมควร บางแผ่นที่ทดสอบฟัง ผมใช้แผ่นซื้อใหม่ ก็ให้คุณภาพเสียงที่ดี บางแผ่นเป็นแผ่นมือสองที่เคยซื้อสะสมไว้เกือบสิบปี ก็มีเสียงฝุ่นปนๆออกมา มีครอกแครกให้รำคาญใจอยู่ แล้วน้ำเสียงจริงๆของมันถ้าแผ่นสภาพดีมันจะดีกว่า mp3 ไหม ข้อนี้ผมยังตอบไม่ได้ เพราะว่าระบบการเล่นแผ่นเสียงแบบสำเร็จรูปแบบที่ผมลองนี้ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นมารตรฐานการเล่น เราเล่นเพื่อจะรับรู้ว่าอรรถรสการเล่นแผ่นเสียงนั้นเป็นอย่างไรมากกว่า ไฟล์เพลง mp3 และไฟล์ระดับไฮเรสต่างๆในระบบที่ผมมีอยู่ให้คุณภาพที่ดีกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้ทั้งสิ้น สิ่งที่แผ่นเสียงให้ได้มากกว่าระบบไฟล์ดิจิทัลในบางมุมก็คือ บางแผ่นที่เป็นแผ่นเก่า ยุคเก่า เป็นยุคที่ยังไม่มีระบบซีดี ระบบการบันทึกเสียงยังเป็นอนาลอกอยู่ เมื่อเราฟังเพลงเหล่านั้นผ่านแผ่นเสียง มันคือรสชาดแท้ๆของอัลบั้มนั้นๆ และบางครั้ง บางอัลบั้มก็ไม่มีผลิตออกมาในรูปแบบของแผ่นซีดี การฟังจากแผ่นเสียงจึงเป็นทางเลือกเดียว

ข้อดีของการมีระบบ usb ก็คือ เราสามารถใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกแผ่นเสียงไปเป็นไฟล์ดิจิทัลได้อย่างง่ายดายกว่าแต่ก่อน ผลจากการลอง rip เป็นเสียงไปเป็นไฟล์ดิจิทัล ส่วนใหญ่ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าที่คาดไว้

sale2013-IMG_0037

ลองต่อกับลำโพงเพื่อจัดเป็นชุดฟังเพลงบ้าง ผมต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้ากับลำโพงคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ elephant ที่มีราคาขาไม่กี่ร้อยบาท เป็นลำโพงขนาดเล็กที่ให้เสียงเบสลึกได้ลึกจริงๆ และสามารถถ่ายทอดเสียงเบสออกมาได้อย่างน่าฟัง เมื่อต่อเป็นชุดฟังเพลงแล้วก็จัดแจงหาแผ่นเพลงที่ชอบมาลองเปิดทันที มีทั้งแผ่นใหม่และแผ่นเก่าสลับกันฟังเต็มไปหมด

sale2013-IMG_0047

พอลองต่อฟังก็รู้สึกประทับใจดี จัดเป็นชุดอนาถาไฮเอนด์ หน้าตาของทั้งชุดเมื่อวางบนหิ้งก็ออกมาแบบนี้ มันก็ให้ความเพลิดเพลินได้ดี ข้อดีของการฟังเพลงจากแผ่นเสียงก็คือเราได้ดูปก ได้ดูรายละเอียดที่พิมพ์ไว้ในแผ่นหรือในซอง ก็คือได้อ่านข้อมูลคร่าวๆของอัลบั้มนั่นเอง มันเหมือนสมัยก่อนตอนที่ฟังเพลงจากม้วนเทป เราซื้อเทปมาก็จะดูปก ดูรายชื่อคนทำงานเบื้องหลัง ได้รู้ว่าศิลปินมันจะต้องขอบคุณพ่อแม่พี่น้องโคตรเง่าศักราชเต็มไปหมด กับแผ่นเสียงก็คล้ายๆกัน เราได้เสพข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากดนตรี

sale2013-IMG_0054

ส่วนข้อเสียก็มีอีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการยกหัวเข็มวางก็ต้องระวัง เมื่อเล่นหมดแผ่นก็ต้องยกเก็บเอง เปิดทิ้งไว้ให้มันเล่นซ้ำเฉพาะเพลงหรือเล่นซ้ำทั้งแผ่นก็ไม่ได้ แถมคุณภาพเสียงก็ยังไม่ดีมากเพราะมีเงินจ่ายแค่ของราคาเด็กเล่น ไอ้ของแพงๆระดับไฮเอนด์ราคาเท่ารถยนต์ก็เอื้อมไม่ถึง รวมไปถึงข้อเสียที่สำคัญที่สุดก็คือ ราคาแผ่นเสียงแพงกว่าแผ่นซีดีอย่างน้อยสามเท่า เพลงฝรั่งของนอร่าโจนส์ชุดแรก ซีดีสามร้อยกว่าบาท แต่พอเป็นแผ่นเสียงแผ่นละหนึ่งพัน แพงกว่า เล่นยากกว่า แต่ก็น่าแปลกที่ยังมีคนพยายามจะเล่น

รีวิวลำโพง Roger LS3/5 และ AB1 Sub Woofer

รีวิวลำโพง Roger LS3/5 และ AB1 Sub Woofer
15jun2013

IMG_2261

ลำโพงเป็นอุปกรณ์หลักอย่างหนึ่งของการฟังเพลง ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นคลื่นเสียง วงการเครื่องเสียงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆกันอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ได้รับการปรับปรุงบ่อยและเปลี่ยนแปลงอย่างมากจะเป็นไปในส่วนของเครื่องเล่นหรือแหล่งโปรแกรม หรือสื่อบันทึกเป็นส่วนใหญ่ จะเห็นได้จากแหล่งโปรแกรมจากวิทยุ กลายเป็นแผ่นเสียง กลายมาเป็นเทป กลายมาเป็นแผ่นซีดี กลายมาเป็นดีวีดี แผ่น SA-CD จนไปถึงหน่วยความจำแบบต่างๆ จนในปัจจุบันอาศัยการดาวโหลดจากอินเทอเน็ตไปแล้ว

IMG_2273

ส่วนเครื่องขยายเสียงก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แม้จะไม่เปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคนแบบสื่อบันทึก แต่ก็เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆไปสองครั้ง คือคราวที่เปลี่ยนจากหลอดมาเป็นโซลิทสเตท แต่ก็ยังไม่ทิ้งหลอดที่มีกลุ่มนักเล่นที่ยังหลงใหลอยู่ และเปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลแอมป์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากและคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ

IMG_2275

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนช้าหรือแทบไม่เปลี่ยนเลยนั่นคือลำโพง จะมีพัฒนาการบ้างก็เป็นไปในส่วนของการปรับปรุงระบบเดิมให้ดียิ่งขึ้น ห้าสิบปีที่แล้วเคยมีลำโพงรูปแบบใดอยู่ ปัจจุบันก็ยังเป็นแบบเดิม แต่พัฒนาเรื่องวัสดุและคุณภาพให้สูงยิ่งขึ้นไป ลำโพงมีขนาดเล็กลงแต่มีคุณภาพที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ตลอดระยะเวลาในช่วยยี่สิบปีหลังนี้

IMG_2277

การผลิตคลื่นความถี่เสียงเป็นเรื่องของฟิสิกส์ เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับปริมาณและพื้นที่ของดอกลำโพง หมายความว่าเราไม่สามารถผลิตลำโพงให้เล็กลงไปสุดๆโดยที่ยังสามารถสร้างคลื่นความที่ต่ำที่สมบูรณ์ได้เลย มันเป็นเรื่องของปริมาณล้วนๆ การพัฒนาลำโพงที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่เลือกสรรมาใช้จะเป็นไปในรูปแบบของการสร้างบุคลิกเสียง และสร้างลำโพงให้เหมาะสมกับการใช้งานในสถานการณ์ต่างๆเสียมากกว่า

ลำโพงในวงการเครื่องเสียงจะมีรุ่นที่เป็นดาวค้างฟ้า ได้รับความนิยมมายาวนานอยู่หลายตัว แต่ละตัวเป็นตำนานที่มีเรื่องเล่าที่ใช้เวลาพูดคุยกันได้เป็นชั่วโมง บางรุ่นเป็นวันๆ บางรุ่นหาอ่านข้อมูลเป็นเดือนก็ยังไม่หมด บางรุุ่นเป็นปี ซึ่งในครั้งนี้เราจะพูดคุยและทดสอบลำโพงคู่หนึ่งที่มีประวัติยาวนานและเป็นตำนานระดับหัวแถวของวงการเครื่องเสียงของโลกและของไทย นักอ่านและนักเล่นรุ่นใหม่ๆจะได้รับข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อประดับความรู้ ส่วนตัวผมเองแม้จะติดตามและเล่นและอ่านมาสักยี่สิบปีแล้ว แต่ก็ยังคงถือว่าเป็นมือใหม่กับตำนานลำโพงคู่นี้ Roger LS 3/5

ถ้าเพาเวอร์แอมป์ต้องมาร์คเลวินสัน เครื่องเล่นแผ่นเสียงต้อง Linn LP12 แอมป์หลอดต้อง VTL ลำโพงยักษ์ต้อง wilson ลำโพงวางหิ้งก็ต้องเป็น Roger LS 3/5 นี่แหละ แม้หลายคนจะมีความเห็นต่างว่าลำโพงวางหิ้งอย่าง Proac หรือ Totem จะเป็นวางหิ้งหัวแถวแย่งกันเป็นที่ 1 เช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่า Roger LS 3/5 ยิ่งดูประวัติที่ยาวนานแล้ว หายากที่จะมีลำโพงที่เจ๋งกว่า LS 3/5 เพราะแม้แต่ต้นทางที่ออกแบบลำโพง LS 3/5 ยังไม่สามารถสร้างลำโพงวางหิ้งรุ่นใหม่ที่ดีกว่านี้ได้เลย แม้ว่าเวลาจะผ่านมาแล้วสามสิบกว่าปี

IMG_2289

เรื่องราวของ Roger LS 3/5 ที่มากมายมหาศาลและมีข้อมูลที่แน่นที่สุดในโลกหาได้จากเว็บ ls35a.com ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่และละเอียดที่สุดที่สร้างและรวบรวมโดยนักเล่นที่มีใจรัก ไม่ใช่เว็บของผู้ผลิต ไม่ใช่เว็บของบริษัทขายเครื่องเสียง ข้อมูลเหล่านี้ผมตามอ่านมานานแล้ว และอ่านเข้มข้นมากขึ้นเมื่อทราบจาก hifilover.com ว่าจะให้ผมฟังทดสอบเพื่อ review ลำโพง LS 3/5คู่นี้ เรามาเริ่มต้นกันเลยดีกว่า

roger02

สำนักข่าว BBC เป็นสำนักข่าวรายใหญ่ของประเทศอังกฤษ มีเครือข่ายทั่วประเทศและทั่วโลก มีการสร้างรายการโทรทัศน์จำนวนมากมาย มีส่วนของการรายงานข่าว มีส่วนของการผลิตรายการสารคดี BBC ใหญ่มาก ใหญ่จนต้องมีทีมวิจัยเป็นของตนเอง งานวิจัยจำนวนมากถูกทำขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพของภาพและเสียงให้สมบูรณ์ที่สุด เมื่อ BBC ลุยงานด้านสื่อมาระยะหนึ่ง ก็มีความเห็นจากคนภายในว่าถึงเวลาต้องวิจัยสร้างลำโพงมอนิเตอร์ของตัวเองสักที เพราะทีมข่าว รถถ่ายทอดหรือรถโอบี ห้องตัดต่อ ทุกหน่วยในองค์กรต่างก็ต้องการอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีคุณภาพที่เหมือนกันทั้งระบบ จะไปทะยอยซื้อของใช้เองทีละหน่วยมันทำให้ควบคุมคุณภาพไม่ได้ รายการทีวีของ BBC ควรจะได้รับการตัดต่อและปรับแต่งจากมอนิเตอร์ตัวเดียวกันทั้งระบบถึงจะดีที่สุด เมื่อมีแนวคิดดังนี้ก็เลยเกิดโครงการพัฒนาลำโพงขึ้น

roger10

ทีแรก ลำโพงที่ผลิตออกมาเพื่อตอบสนองต่อโปรเจ๊คลำโพงมอนิเตอร์ยังไม่ใช่ LS 3/5 เพราะว่า วงจรตัดแบ่งความถี่ที่ใช้กับ LS 3/5 เกิดขึ้นมาก่อนลำโพงเสียอีก โดยดูได้จากขั้วต่อต่างๆในวงจรแบ่งความถี่ที่มีการทำขาเชื่อมต่อหลายๆตำแหน่ง หลายๆระดับเพื่อใช้กับดอกลำโพงหลายๆรุ่น พูดง่ายๆก็คือ BBC ได้พยายามทำลำโพงมาหลายรุ่นแล้ว จนกระทั่งมาถึงคิวลำโพงอย่าง LS 3/5 ก็เลยหยิบครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คที่มีอยู่แล้วมาใช้งาน ลำโพง LS 3/5 รุ่นแรกเลยเป็นเหมือนลำโพงที่โดนผ่าตัด โดนยำมาจากอุปกรณ์ที่มีอยู่ใกล้มือในห้องวิจัยของ BBC

roger14

ไม่รู้ว่ามีสาเหตุอะไรที่ดลใจให้คนออกแบบได้หยิบดอกลำโพงของ Kef รุ่น B110 รหัส SP1003มาใช้เป็นวูฟเฟอร์ และใช้ T27 เป็นทวิตเตอร์ ในคราวที่ทำตัวต้นแบบนั้น มีตัวเทียบคือลำโพง LS5/8 ซึ่งเป็นลำโพงหลักเกรดสูงของ BBC ในยุคนั้น การพัฒนา LS3/5 มีการปรับแต่งทีละเล็กทีละน้อยในส่วนของวงจรแบ่งเสียง มีการปรับเทียบกับการแสดงสดของวงออเครสตร้า การปรับแต่งทีละเล็กทีละน้อยบางครั้งใช้เวลาเป็นสัปดาห์เพียงเพื่อจะปรับอัตราการตอบสนองความถี่ให้เปลี่ยนแปลงไปเพียง 1 dB ผลก็คือ การวิจัยทั้งหมดที่จะทำให้เกิดเป็น LS3/5 ใช้เงินไปประมาณ 100,000 ปอนด์ ในยุคทศวรรษที่ 70 ซึ่งถ้าให้เทียบกลับมาเป็นค่าเงินในปี 2011 จะเป็นมูลค่าสูงถึง 2 ล้านปอนด์ นั่นหมายความว่า ไม่มีลำโพงคู่ใดในโลกที่วิจัยกันบ้าระห่ำขนาดนี้อีกแล้ว และก็คงไม่มีใครทำได้นอกจาก BBC ที่เป็นเจ้าพ่อสื่อตัวจริงของอังกฤษ

roger04

เมื่อตัวต้นแบบของ LS3/5 ทำเสร็จ ก็มีการผลิตออกมา 20 คู่ บางคู่ก่อนจะเป็นตัวต้นแบบ มีการออกแบบให้มีทวิตเตอร์อยู่ด้านล่าง และวูฟเฟอร์อยู่ด้านบนก็มี บางตู้ก็มีร่องรอยเจาะรูเอาไว้แล้วมีรอยอุด ซึ่งก็หมายความว่าในตอนทดสอบ มีความพยายามออกแบบให้เป็นลำโพงตู้เปิดมาก่อนแล้วเช่นกัน แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนมาเป็นลำโพงตู้ปิดแทน และเมื่อได้ปล่อย 20 คู่แรกให้พนักงานได้ใช้แล้ว ก็มีการลงความเห็นว่าจะผลิตเป็นจำนวนมาก เลยได้มีการขายไลเซ่น หรือ ลิขสิทธิ์การผลิตให้กับเอกชนรายอื่นๆ ผู้ที่ได้ไปผลิตก็คือ Roger ลำโพงคู่นี้จึงมีชื่อว่า Roger LS3/5 โดยที่ผู้ผลิตขายจะยังคงใช้ดอกลำโพงจาก Kef อยู่เช่นเดิม

roger01

ทาง BBC วางแผนการใช้งานลำโพงคู่นี้เอาไว้ด้วยวิสัยทัศน์ยาวไกลมาก นั่นคือ ลำโพง LS3/5 จะใช้ในงานบักทึกเสียงภาคสนามหรือในรถโอบีเป็นหลัก ลำโพง LS3/5 จึงต้องมีคุณสมบัติการตอบสนองความถี่ที่ดีและมีความทนทาน และที่สำคัญคือ ลำโพงที่ผลิตในยุคหลังๆ จะยังต้องใช้งานร่วมกับลำโพงรุ่นแรกๆได้ โดยที่ได้น้ำเสียงแบบเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลำโพงในรถโอบีใช้งานไปหลายๆปีแล้วเกิดข้างซ้ายพังขึ้นมา จะต้องสามารถเอาตัวใหม่แค่ข้างเดียวไปใส่ในรถแล้วยังคงให้เสียงกลมกลืนกับลำโพงตัวเดิมที่เหลือได้และยังได้คุณภาพที่ดีใกล้เคียงกันเพื่อให้ทำงานมอนิเตอร์หรือบันทึกเสียงต่อไปได้ แนวคิดนี้ทำให้เราพอจะเข้าใจได้ว่า roger ls3/5 เป็นลำโพงที่ออกแบบมาสำหรับทำงานมอนิเตอร์ มากกว่าจะเป็นลำโพงสำหรับฟังเพลงตามบ้าน เจอแนวคิดแบบนี้ต้องยกนิ้วให้กับความพยายามในการออกแบบเลยจริงๆ

roger09

ด้วยแนวคิดที่สุดโต่งแบบนี้มันสร้างปัญหาใหักับผู้ผลิตดอกลำโพงอย่าง Kef มาก และ Roger ก็เจอปัญหาใหญ่จนต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เริ่มจาก ดอกลำโพง B110 หรือดอกซับวูฟเฟอร์ ในระยะแรกของการได้ใบอนุญาติมาผลิต Roger ปล่อยรุ่น LS3/5 ออกสู่ตลาดเพียงไม่นานก็ต้องปรับไปเป็น LS3/5A ซึ่งมีสาเหตุมาจากดอกวูฟเฟอร์ที่ Kef ไม่สามารถคงสเป็คแบบเดิมเหมือนตัวต้นแบบได้ เป็นผลให้ต้องมีการปรับวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คเพื่อชดเชยสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ผลก็คือ Roger ดัดแปลงจนได้เสียงแบบเดิมตามมาตรฐานของ BBC แต่สเป็คของชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ไม่เหมือนเดิม การปรับปรุงครั้งนี้ทำให้ต้องใส่ ตัว A ลงไปท้ายชื่อ จึงเป็นที่มาของคำว่า LS3/5A และในเวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างนิ่ง Roger สามารถผลิตขายได้อย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนวันดีคืนดี Kef ก็มีปัญหากับการผลิตดอกลำโพงวูฟเฟอร์อีกครั้ง และครั้งนี้หนักกว่าเดิม

การผลิตดอกวูฟเฟอร์ B110 เมื่อออกมาจากโรงงานจะมีการคัดเกรดเพื่อส่งเข้าสู่การผลิตเป็น Roger LS3/5 การคัดเกรดเช่นนี้จะมีของเสียที่ไม่ผ่านการคัดเกรดอยู่สักจำนวนหนึ่งซึ่งไม่มากเท่าไร แต่วิกฤตมันค่อยๆสะสม ของเสียที่เกิดจากการคัดทิ้งมีมากขึ้นจาก 10 % เคยขึ้นไปถึง 85 % นั่นทำให้ Kef ต้องยุติการผลิตดอกลำโพงรุ่น B110 ในรหัส SP1003 ลงไป และไปปรับปรุงการผลิตใหม่ เกิดเป็น B110 รหัส SP1228 แทน

ในช่วงทศวรรษที่ 90 มีการผลิตซับวูฟเฟอร์สำหรับ ls3/5 ออกมาในชื่อ ab1 ซึ่งเป็นซับวูฟเฟอร์ที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นขาตั้งลำโพงไปในตัวด้วย นักเล่นเครื่องเสียงที่ครอบครองลำโพง roger ls3/5 ต่างก็แห่กันไปซื้อเพราะว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ บางคนซื้อเพราะว่าต้องการใช้ซับวูฟเฟอร์กับระบบเดิมเนื่องจากแนวเสียงของ roger ls3/5 ให้เบสไม่ถูกใจวัยรุ่นขาร๊อคสักเท่าไหร่ บางคนก็ซื้อเพราะว่ารู้ข้อมูลมาว่าดอกที่ใช้ในซับวูฟเฟอร์เป็นดอกลำโพงรุ่นเดียวกับที่อยู่ใน ls3/5 คือ B110 นั่นเอง ก็เลยแห่ไปซื้อกันด้วยเหตุผลว่าจะสต๊อคอะไหล่ของวูฟเฟอร์เอาไว้ เผื่อวันข้างหน้าจะต้องซ่อม ls3/5 นั่นเอง

ในความเป็นจริงก็คือ roger ls3/5 ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม มีแฟนคลับหรือนักเล่นจำนวนไม่น้อยกว่า 60000 คนที่ครอบครองลำโพงรุ่นนี้อยู่ การผลิตของที่ออกมาเป็นคู่ขวัญให้กับ ls3/5 เป็นเรื่องที่พอจะคาดเดายอดขายได้ และมันก็ขายได้ดีจริงๆ แต่เบื้องหลังทางเทคนิคที่ผู้ผลิตไม่ได้แจ้งไว้ก็คือ ดอกลำโพง B110 ที่ใช้ในซับวูฟเฟอร์ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นรุ่นที่เทียบเคียงได้กับลำโพง ls3/5 ชนิดที่ถอดเปลี่ยนกันได้เลย แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นดอกที่ตกสเป็ค คือเป็นดอกที่ให้การตอบสนองต่อการทำงานย่านเสียงกลางได้ไม่ดี ทำให้ถูกคัดทิ้ง คำว่าคัดทิ้งไม่ได้หมายความว่าเป็นขยะ แต่มันไม่ดีพอจะเอาไปทำ ls3/5 ที่มีสเป็คเขี้ยวลากดิน แต่มันยังคงทำงานเป็นซับวูฟเฟอร์ได้ เพราะย่านความถี่ต่ำมันเป็นเพียงช่วงแคบๆ คุณภาพของขาตั้ง ab1 จะไม่แตกต่างกันถ้าคุณซื้อไปใช้เป็นซับวูฟเฟอร์ แต่ถ้าคุณซื้อไปใช้เป็นอะไหล่เพื่อถอดเปลี่ยนกับลำโพง ls3/5 รับรองว่ามีโอกาสผิดหวังสูง

ลักษณะทั่วไป

IMG_2263

ลำโพง roger ls3/5a รุ่นปัจจุบัน เป็นรุ่นที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตโดยเจ้าของลิขสิทธิ์อย่าง BBC ผู้ผลิตในรุ่นใหม่นี้คือบริษัท Roger แต่จ้างผลิตในประเทศจีน แม้ว่าเราจะรับรู้ว่าจีนทำอะไรไม่ค่อยเน้นคุณภาพเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดจะแย่ เครื่องเสียง ลำโพง คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเบล็ตระดับหรูหราต่างก็ผลิตที่จีนกันทั้งนั้น ลำโพงที่แปะยี่ห้อ Roger อย่างไรเสียก็ต้องมีการควบคุมคุณภาพสูงลิบเพื่อให้คุณภาพเป็นไปตามที่ BBC ออกแบบไว้ และที่สำคัญ มันต้องเอาไปใช้ร่วมกับลำโพงรุ่นเก่าได้ด้วย เราจึงวางใจว่า ls3/5a เวอร์ชั่นมังกร ก็คือของแท้ คุณภาพแบบเดียวกันกับในอดีตแน่นอน

IMG_2268

ลำโพง ls3/5a เป็นลำโพงวางหิ้ง ขั้วลำโพงออกแบบมาให้เชื่อมต่อกันได้แบบไบไวร์ ความไวของลำโพงอยู่ที่ 83 dB ซึ่งถือว่าเป็นลำโพงความไวต่ำมาก อิมพีแดนซ์หรือความต้านทาน 11 โอห์ม ทนกำลังขับเพียง 30 วัตต์เท่านั้น นักเล่นหลายคนจะบ่นกันในทำนองว่า roger ls3/5 เป็นลำโพงขับยาก เพราะความไวต่ำ ความต้านทานสูง แถมทนกำลังขับได้นิดเดียว มันทำให้เลือกแอมป์ได้ยากสุดๆ การค้นหาแอมป์ที่เกิดมาคู่กันกับลำโพงตัวนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย และเป็นสิ่งที่ทำให้มีเรื่องเล่ายาวนานว่าจะเล่น ls3/5 ต้องผ่านแอมป์อะไรมาบ้าง ใช้เงินกันไปคนละเท่าไหร่กว่าจะจบ สุดท้ายจบโดยการขายทิ้งไปเล่นยี่ห้ออื่นซะเลยก็มีให้ได้ยินกัน

อุปกรณ์ที่ใช้
แหล่งโปรแกรมใช้ mac mini แต่ส่วนใหญ่จะใช้ ipod video ต่อผ่าน dock
Dac ใช้ calyx coffee สลับกับ Califonia Gamma
แอมป์ใช้ antique sound lab single ended 3.5 วัตต์ ใช้หลอด el84
อินทิเกรตแอมป์ VCL รุ่น แรกของค่ายนี้ legend 75 วัตต์
สายลำโพง belden สลับกับ canare

การทดลองฟังลำโพง roger ls3/5a รุ่นนี้เป็นการทดสอบระดับมหากาพย์ของผมเลย เพราะว่ามีปัญหาและความไม่เข้ากันอย่างแรงหลายประเด็น และกว่าจะเรียนรู้และปราบมันให้ได้เสียงที่พอใจก็งมอยู่นานมาก ผมถือว่าลำโพงคู่นี้เป็นลำโพงชั้นครูที่จะทำให้นักเล่นที่สนใจเรื่องเครื่องเสียงได้เข้าใจ ได้เรียนรู้หลายๆอย่าง อย่างน้อยมันก็ทำให้เราแยกแยะได้ว่า อินทิเกรตแอมป์ตัวจริง กับเพาเวอร์แอมป์ที่ติดวอลลุ่มเข้ามาด้วยนั้น มันต่างกันอย่างไร แค่นี้ก็ซึ้งและขอบคุณ Roger ls3/5a ได้อย่างหมดใจเลย คนที่ไม่อยากเสียเวลาอ่าน ให้ผ่านไปได้เลยครับ ไปอ่านบทสรุปอย่างเดียวเลยก็ได้

มันเริ่มมาจากตอนที่ขนของเข้าบ้านเพื่อเริ่มทดสอบ ผมต่อลำโพงตัวนี้เข้ากับ แอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์ตัวรักตัวโปรดที่มีกำลังแค่ 3.5 วัตต์ ปกติมันจะต่อกับลำโพง 4 โอห์ม ความไว 90 dB แต่กับ ls3/5a มีความไวเพียง 83 แถมอิมพีแดนซ์สูง 11 โอห์ม โดยการประมาณหยาบๆแล้ว เสียงมันจะเบาลงไปห้าหรือหกเท่า พอต่อเข้าไปผมก็ได้ยินเสียงเพลงแค่แผ่วๆ เร่งวอลลุ่มขึ้นไปก็ดังได้อีกไม่มาก แถมเสียงยังเริ่มคลิปมีเสียงแตกปนมาให้ได้ยินเสียอีก ตอนนั้นได้สรุปสั้นๆในใจเลยว่า มันขับยากจริงๆ มันเลือกแอมป์จริงๆ นึกไปถึงคำพูดของนักเล่นหลายๆท่านเลยว่าลำโพงคู่นี้ต้องแอมป์กล้ามโต แต่ไม่ต้องเปิดดังมาก เอาไงต่อดีล่ะ

ทดลองเปิดเบาๆไปหลายวัน นั่งฟังระยะใกล้หน่อย รับรู้ได้ว่ามันก็เสียงดีจริงๆ เสียงร้องเสียงกลางนี้เป็นน้ำเสียงที่มีความคมชัดมาก ถ้าเอาลำโพงตัวนี้ไปฟังข่าว ไปฟังรายการทอล์คโชว์ที่อัดเสียงมาดีๆ ผมรู้สึกว่ามันเพลินมาก เสียงดีเจฝรั่งที่มันพูดในรายการวิทยุต่างๆ มันช่างชัดเจนและน่าฟังอย่างมาก เริ่มรู้สึกอินไปกับน้ำเสียงพูดและเริ่มทึ่งกับผลงานของ BBC เลยเข้าเว็บหาเรื่องอ่านโดยละเอียดเกี่ยวกับลำโพงตัวนี้

ฟังไปหลายวันก็รู้สึกว่าเขาคงไม่ได้ใช้งานกันแค่นี้หรอก ใครจะออกแบบลำโพงมาฟังกันเบาๆ เพราะน้ำหนักเสียงในระบบของผมตอนนี้มันให้คอนทราสต่ำ การฟาดกลอง หรือกระตุกเบสยังไร้เรี่ยวแรง ลำโพงอย่าง stirling broadcast BBC ls3/5a ที่ขายในไทยกันครึ่งแสน ก็ให้เสียงดีที่สุดในงานเครื่องเสียงที่เคยจัดที่โรงแรมอะไรจำชื่อไม่ได้แล้วแต่มันอยู่ตึกเดียวกับฟอร์จูน ปีนั้นไปเดินฟังหลายห้อง ก็จำได้ว่าห้องที่เสียงดีสำหรับผมเขาใช้ stirling ls3/5a v2 ราคาป้าย 50000 บาท รวมแอมป์รวมสายแล้วชุดนั้น 100000 พอดี โชคดีที่ตอนนั้นเก็บเงินไว้แต่งงาน ไม่งั้นคงได้เครื่องเสียงแทนแหวนและทองซึ่งอาจทำให้เจ้าสาวหนีเคืองได้

ลำโพง Roger ls3/5 เคยถูกเอาไปใช้กับอินทิเกรตแอมป์ตัวเล็กๆ กำลังขับไม่มากอยู่บ้างตามข้อมูลที่เคยอ่านในหนังสือเครื่องเสียง นักทดสอบบางคนเคยเล่าเอาไว้ว่าแอมป์เล็กๆบางตัวสามารถเอาไปขับ Roger ls3/5a ได้ นั่นเป็นลายแทงหนึ่งว่าแอมป์กำลังขับน้อยๆมันก็สามารถใช้งานกับ ls3/5a ได้แน่นอน แต่สิ่งที่ต่างกันระหว่างแอมป์กำลังน้อยแต่ละตัวคืออะไร มันน่าคิดอยู่

ผมลองเปลี่ยนอินทิเกรตแอมป์ไปเป็นโซลิทสเตทกำลังขับ 75 วัตต์ คราวนี้ Roger ls3/5a ให้คุณภาพเสียงได้ดีขึ้น การสวิงของน้ำเสียงดังเบาทำได้น่าฟัง ไดนามิคเร้นจ์ต่างๆมีให้ตามที่ชิ้นดนตรีเหล่านั้นควรจะเป็น เสียงกลองก็ให้น้ำหนักฟาดได้จริงจังขึ้น เสียงอคูสติกกีต้าร์ก็มีประกายและมีแรงสะบัดตัวของสายให้รับรู้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม การเปลี่ยนอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้เข้าไปให้ผลลัพธ์ในทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบว่าทำไมนักเล่นท่านอื่นๆที่เคยจับ ls3/5a มาแล้วถึงไม่ได้แนะนำแอมป์ตัวยักษ์ ทำไมบางคนยังเคยแนะนำแค่เพียงแอมป์หลอดกำลังขับไม่มาก

โซลิทสเตทตัวนี้ปกติผมเคยเปิดไว้ที่ประมาณ 8 นาฬิกาก็ให้น้ำเสียงที่ดังฟังสบาย แต่พอมาใช้กับ Roger ls3/5a กลับกลายเป็นว่าต้องเปิดดังกว่าเดิมถึงระดับประมาณ 10 นาฬิกา นั่นเป็นเครื่องยืนยันได้กว่าลำโพงตัวนี้ความไวต่ำ การจะได้พลังเสียงให้ใกล้เคียงลำโพงตัวอื่น มันต้องการพลังงานมากกว่าเดิม ระดับวอลลุ่มเลยต้องบิดเพิ่มขึ้นไปค่อนข้างเยอะ

บางครั้งผมยังคงอยากได้เสียงจากแอมป์หลอด แต่การเอาแหล่งโปรแกรมมาต่อตรงเข้าแอมป์หลอดของผมแล้วต่อไปยังลำโพงอย่าง Roger ls3/5a มันมีอาการเสียงอั้น ขับไม่สุด เร่งจนเต็มที่แล้วเสียงก็แตกซะงั้น แตกทั้งๆที่เสียงไม่ได้ดังเหมือนตอนที่ฟังกับโซลิทสเตท นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้ตัวว่ากำลังเจอปัญหาไม่แม็ทช์ แต่เดิมผมไม่คิดว่าปัญหานี้จะสำคัญ เพราะการออกแบบเครื่องเสียงในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก การออกแบบความต้านทานขาเข้า และขาออกของแต่ละอุปกรณ์มันน่าจะมาถึงจุดที่ใช้ร่วมกันได้หลากหลายแล้ว แต่ผมเพิ่งนึกได้ว่า ลำโพงตัวนี้ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์เครื่องเสียงรุ่นใหม่ มันคือลำโพงทำใหม่แต่เป็นการออกแบบของโบราณ ดังนั้นปัญหาการไม่แม็ทช์ย่อมเกิดขึ้นได้เหมือนในอดีต และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ

ผมเอา ipod video gen5 ต่อผ่าน Dock ชนิด active ตัวหนึ่ง แล้วต่อสัญญาณ RCA เข้ากับอินทิเกรตแอมป์แบบโซลิทสเตท หรือ VCL 75 วัตต์ บางวันก็ฟังแล้วเสียงดี บางวันก็เสียงไม่ดี บางครั้งก็เสียงแตกเร่งไม่ขึ้น บางวันก็เร่งได้ดังโดยไม่มีอาการคลิป พอมานั่งวิเคราะห์ดูก็ไปเจอสาเหตุ สาเหตุก็คือ ผมปรับระดับเสียงดังเบาจาก Dock นั่นเอง เพราะว่า Dock ที่ผมใช้เป็นระบบ Active มันจึงมีปุ่มให้ปรับระดับเสียงด้วย การปรับระดับเสียงที่ Dock ตัวนี้ให้ดังขึ้นบางครั้งมันเกิดอาการคลิป มีเสียงแตกเล็ดลอดออกมา มันเป็นเพราะว่า สัญญาณขาออกจาก Dock ที่ปรับระดับเสียงเพิ่มเข้าไปมันให้แรงดันที่สูงมากเกินกว่าภาคปรีแอมป์ในอินทิเกรตจะทำงานได้ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สัญญาณวิ่งเข้าอินทิเกรตมีแรงดันสูงเกินไป และอาจจะบวกกับอิมพีแดนซ์ขาออกของ Dock อาจจะสูง ทำให้ภาครับของปรีแบ่งแรงดันไปได้ไม่เท่าไหร่ก็พีคหรือเกือบพีค ทำให้ภาคปรีที่รับสัญญาณเข้ามาขยายต่อเพียงนิดเดียวมันก็ชนเพดานของปรีแอมป์แล้ว พอมันส่งไปขยายต่อที่ภาคสุดท้ายมันก็เลยมีเสียงเครียดๆเสียงแตกให้ได้ยิน อาการนี้ต้องบอกว่าแหล่งโปรแกรมถูกเร่งเสียงแล้วเกิดอาการไม่แม็ทช์ แต่ถ้าไม่เร่งที่ Dock เสียงก็พอใช้ได้

กลับมาที่การเชื่อมต่อแหล่งโปรแกรมอย่าง Dock ipod เข้ากับแอมป์หลอด แล้วต่อสายลำโพงจากแอมป์หลอดไปเข้า Roger ls3/5 ที่เจออาการเสียงอั้นๆเร่งไม่ขึ้น พอเร่งจากทาง Dock ก็เสียงแตกเสียอีก มันเกิดจากการขาดปรีแอมป์นั่นเอง อธิบายในเชิงไฟฟ้าก็จะได้ดังนี้ เพาเวอร์แอมป์ทุกตัวจะมีสเป็คกำลังขับที่แน่นอนค่าหนึ่งว่ามันขับได้สูงสุดกี่วัตต์ซึ่งเป็นค่าที่ผู้ผลิตบอกไว้ในแค็ตตาล๊อก แต่บอกไม่หมดว่ามันจะปล่อยกำลังสูงสุดได้วัตต์ตามสเป็คมันต้องการสัญญาณขาเข้าเท่าไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแอมป์บอกกำลังไว้ 20 วัตต์ เท่ากันทั้งสองตัว ตัวหนึ่งเกนสูงขยายได้ยี่สิบเท่า ตัวหนึ่งเกนต่ำขยายได้สิบเท่า มันก็หมายความว่ามันต้องการ input ที่ไม่เท่ากันในการทำงานให้เต็มกำลัง ตัวแรกอาจจะต้องการ 1 โวลท์เพื่อขยายจนได้กำลังสูงสุด ตัวที่สองอาจจะต้องการถึง 2 โวลท์ก็ได้เพื่อจะปล่อยกำลังได้เต็ม 20 วัตต์ มันจึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องมีปรีแอมป์นั่นเอง เพราะปรีแอมป์จะรับสัญญาณจากแหล่งโปรแกรมและปล่อยสัญญาณที่ปรับระดับได้ให้เพาเวอร์แอมป์ ปรีแอมป์สามารถลดทอนและเร่งสัญญาณได้หลายโวลท์ ซึ่งมันต่างไปจากการติดวอลลุ่มที่ตัวเพาเวอร์แอมป์ เพราะการติดวอลลุ่มเพื่อใช้แทนปรีแอมป์มันขยายสัญญาณไม่ได้ มันลดทอนได้อย่างเดียว ดังนั้นกรณีที่เจอแอมป์เกนต่ำ และไปเจอกับลำโพงขับยาก ปรีแอมป์จะมีความจำเป็นทันที
แอมป์หลอดตัวที่ผมใช้อยู่ในกลุ่มที่ติดวอลลุ่มเพื่อใช้แทนปรีแอมป์ มันทำงานกับลำโพงทั่วไปที่ขับง่ายได้โดยไม่เคยมีปัญหา แต่พอเจอกับ ls3/5 มันกลายเป็นเร่งไม่ขึ้น สุดท้ายก็เลยต้องจัดการหาปรีแอมป์มาใส่ แอมป์ vcl ของผมเป็นอินทิเกรตที่สามารถแยก ปรีเอ๊าท์ และ เมนอินได้ ก็คือถอดสายลิงค์ด้านหลังออกเพื่อแยกให้มันเป็นปรีแอมป์ เอาสัญญาณจาก dock เข้าปรี แล้วต่อปรีเอ๊าท์มาเข้าแอมป์หลอด แค่นี้เราก็ได้ระบบที่พอใช้งานร่วมกับลำโพงขับยากได้แล้ว

คุณภาพเสียง
เสียงจากลำโพง ls3/5 เป็นเสียงที่มีบุคลิกที่ฟังสบาย เสียงกลางและแหลมจะเด่นกว่าเสียงทุ้ม มันให้เสียงที่ครบทุกเสียง ครบทุกเครื่องดนตรี เราอยากเพ่งเพื่อฟังอะไรเราได้ยินทั้งหมด แต่ปริมาณของเสียงย่านต่ำหรือเสียงเบสจะไม่มากแบบลำโพงวูฟเฟอร์ใหญ่ๆ มันให้เบสที่ลึกมากกว่าจะให้เบสที่อิ่ม แถมเบสลึกๆเหล่านั้นก็ได้ยินแบบไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก แทนที่กลองจะได้เสียงเป็นก้อนนุ่มๆกลับกลายเป็นกลองที่เสียงเป็นเม็ดๆซะมากกว่า

แต่กับดนตรีแจ๊สอคูสติก อย่างเพลงแนวทรีโอ ที่มีเปียโน กลอง เบส เล่นไปเรื่อยๆ กลับฟังได้เพลิดเพลิน การใช้เวลาอยู่กับลำโพงที่ได้ชื่อว่าเป็นมอนิเตอร์ระดับตัวพ่อตัวหนึ่งแบบนี้นานๆ ทำให้เราปรับหูเข้ากับสไตล์เสียงแบบนี้ได้ไม่ยาก เมื่อฟังไปหลายๆวันเราจะรู้สึกว่าเสียงแบบนี้แหละที่เอาไว้เปรียบเทียบคุณภาพการบันทึกเสียงได้ เพราะลำโพงตัวนี้ไม่เน้นเบส ไม่เน้นกลาง ไม่เน้นใส คือมันมีทุกอย่าง ไม่มีอะไรเด่นกว่ากัน แผ่นไหนบันทึกมาเน้นเสียงย่านไหน เราจะรู้ได้เลยว่าแผ่นนี้ทำมาสเตอร์มาดีแค่ไหน เพลงไทยที่ผมเคยชื่นชอบหลายแผ่นพอฟังผ่าน ls3/5 จะรู้เลยว่าโทนเสียงบางย่านยังไม่สมบูรณ์ อย่างเช่นเพลงของธีร์ไชยเดช ที่ผมชอบเสียงกีต้าร์ในชุด เบเกอรี่เลิฟ3 เสียงกีต้าร์ฟังผ่าน LS 3/5แล้วยังไม่ใสเท่าไรนัก ความอิ่ม ความใสที่เคยได้ยินกับแผ่นนี้มันลดลง แต่กับเพลงของ Jack Johnson ที่บันทึกเสียงกีต้าร์มาได้น่าฟังมาก ฟังกับลำโพงคู่ประจำของผมก็เพราะ ฟังกับ LS 3/5 ก็เพราะ มันเพราะเหมือนเดิม อาการแบบนี้คงบอกได้เพียงว่า ลำโพงLS 3/5 มีความสามารถแยกแยะได้ดีกว่าลำโพงคู่หลักที่ผมใช้อยู่ แม้ว่าจะเป็นลำโพงมอนิเตอร์เหมือนกันก็ตาม

Ls3/5 เกิดมาเพื่อการฟังในระดับ nearfield หรือฟังระยะใกล้ เวลาเราวางเครื่องเสียงในห้องฟังเราจะวางในตำแหน่งมาตรฐานคือนั่งฟังระยะห่างพอสมควร ระยะที่เขาว่ากันว่าสมบูรณ์จะเริ่มกันที่สามเหลี่ยมด้านเท่า คือถ้าให้ลำโพงห่างกัน 1.5 เมตร ตำแหน่งนั่งฟังก็มักจะเริ่มที่ระยะ 1.5 เมตรจากลำโพงทั้งสอง แล้วค่อยๆถอยออกมาเรื่อยๆ ระยะที่มากขึ้นเรื่อยๆเราจะได้เสียงที่นุ่มนวลและฟังสบายมากขึ้น เสียงร้องที่ชัดเจนจะนุ่มนวล ใส ลื่นหู แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นนั่งฟังระยะใกล้ ใกล้ระดับเอื้อมมือถึงลำโพง เราจะได้อีกอารมณ์หนึ่ง บาลานซ์ของเสียงยังเหมือนเดิม แต่เสียงร้องเราจะได้ยินมันชัดยิ่งขึ้น เราจะรับรู้ได้เลยว่าเสียงร้องมันคือเสียงที่วิ่งออกมาจากลำคอ เป็นอาการเสียงลมวิ่งผ่านท่อสากๆ ก็คือลมหายใจที่วิ่งผ่านคอออกมานั่นเอง มันเหมือนกับว่าเสียงร้องมี texture หรือมีรายละเอียดที่มากมายมหาศาลให้เราได้ยิน แต่ไม่ใช่เสียบหยาบนะครับ ใครร้องดี ร้องไม่ดี ฟังกันตรงนี้กดปุ่มเลือกเข้าทีมได้เลย (อินกับรายการเดอะวอยซ์นิดหน่อย)

roger12

พระเอก AB1
เสียงจาก LS 3/5 มีบาลานซ์เสียงที่ดีสมตัวแล้ว แต่มันก็ยังให้เบสไม่อิ่ม การผลิตซับวูฟเฟอร์ AB1 ออกมาเพื่อเสริมในส่วนที่ขาดเป็นการออกแบบคู่ขวัญที่เข้ากันได้ดีมากคู่หนึ่งของวงการเครื่องเสียงเลย AB1 จะมีขั้วรับสายลำโพงหนึ่งชุดที่ด้านล่างของตัวมัน แล้วด้านบนจะมีช่องต่อลำโพงสองคู่ ออกแบบมาให้เชื่อมต่อสายลำโพงไปยัง ls3/5 แบบไบไวร์ อุปกรณ์ที่ AB1 แถมมาให้ด้วยก็คือสไปร์คสำหรับติดที่ฐานลำโพง และสายลำโพงแบบสั้นเชื่อมหัวท้ายด้วยหางปลาอีก 8 เส้น เพื่อให้ใช้ข้างละสี่เส้นนั่นเอง

IMG_3419

การเสริมซับวูฟเฟอร์ที่ทำหน้าที่เป็นขาตั้งในตัวนั้นทำให้คุณภาพเสียงโดยรวมดีขึ้น เสียงกลางแหลมที่ดีอยู่แล้วไม่ได้โดนรบกวนอะไรเลย เสียงกลางยังชัด เสียงสูงยังมีเหมือนเดิม ไม่ได้ขุ่นมัวเพิ่มขึ้น เสียงย่านต่ำลงได้ลึกขึ้น เปลี่ยนเสียงกลองกระเดื่องที่เป็นเม็ดๆให้มีความเป็นก้อนที่นุ่มขึ้น เสียงโดยรวมดังขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกเหมือนวูฟเฟอร์ของ LS 3/5ใหญ่ขึ้น และมีความไวมากขึ้น บอกได้เลยว่าใครจะเล่นลำโพง LS 3/5 ควรจะได้ซื้อ AB1 เอาไว้ทำขาตั้งและทำซับวูฟเฟอร์ด้วย

IMG_3417

การได้ซับวูฟเฟอร์ที่ใช้ดอกลำโพงแบบเดียวกับกลางแหลมถือเป็นการออกแบบสุดแสนฉลาด การออกแบบซับวูฟเฟอร์ที่กลมกลืนกลับลำโพงหลักก็ใช้ดอกเดียวกับลำโพงหลักมันซะเลย แนวทางนี้เราเห็นได้จากวงการโฮมเธียเตอร์ที่มักจะแนะนำว่าให้ใช้ลำโพงรุ่นเดียวกันทั้งห้าตัว สำหรับระบบเสียง 5.1 เพื่อให้การโยนเสียงระหว่างลำโพงแต่ละตัวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การออกแบบซับ AB1 เพื่อมาใช้กับ LS 3/5 ก็ใช้หลักการเดียวกัน ใช้ดอกลำโพงรุ่นเดียวกัน แต่ตัดแบ่งความถี่ให้มันเป็นซับวูฟเฟอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการตอบสนองต่อความถี่ย่านต่ำสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม เป็น accessory ที่ไม่กระทบกับคุณภาพเสียงหลัก ของแบบนี้น่าใช้ครับ

roger13

เมื่อต่อ AB1 เข้ากับ Roger ตามคู่มือที่ผู้ผลิตให้ไว้ มันกลายเป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดไม่ใหญ่โต แต่คุณภาพเสียงไปได้อีกไกลลิบ เสียงกลางแหลมที่เด่นยังคงเด่นเหมือนเดิม เสียงทุ้มที่ใหญ่ มีพลัง มีความสะท้านมากขึ้นกับเพลงที่อัดมาแบบเน้นโชว์เสียงเบส ใครชอบร๊อค ชอบอัลเทอเนทีฟ ชอบเบส ชอบกีต้าร์โปร่ง ชุด AB1 กับ LS 3/5 เป็นคู่ขวัญที่ต้องทดลองฟัง ฟังเพื่อให้รู้ว่า ลำโพงมอนิเตอร์ที่เซ็ทอัพเพื่อเอาใจหูเบสเป็นอย่างไร เบสที่มากขึ้น ไม่ได้ทำให้มันเป็นลำโพงสำหรับฮิบฮ๊อบ แต่มันทำให้มันกลายเป็นลำโพงไฮเอนด์เสียงเบสสะกดอารมณ์สุดๆ ถ้าได้ฟังเสียงอคูสติกกีต้าร์ที่สะบัดปิ๊กจิกสายโลหะเส้น 6 และ 5 แบบอิ่มๆ จะร้องอ๋อทันทีเลยว่านี่แหละ ลำโพงเสียงดี อาการสายเบสที่มันสะบัดตัวแสดงพลกำลังได้เหลือเฟือ เป็นเสน่ห์ของเสียงกีต้าร์แท้ๆ

สิ่งที่ดูจะเป็นจุดด้อยให้เห็นคือ ขั้วลำโพงแบบบานาน่าที่ Roger ให้มา มันดูเหมือนจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย เพราะแจ๊คบานาน่าที่ผมมีอยู่ทุกตัว แจ๊คที่ใช้งานกับแอมป์หลอดและอินทิเกรตมาตลอดหลายปีกลับไม่สามารถใส่เข้ากับ roger ได้พอดีเลย มันเหมือนจะเล็กไปเมื่อเทียบกับรูเสียบบนลำโพง หรือมันหลวมนั่นเอง แม้ว่าผมจะไปซื้อแจ๊คบานาน่าชุดใหม่มาลอง มันก็ยังหลวมอยู่ดี คิดว่าสายลำโพงที่จะใช้กับ LS 3/5 คู่นี้ควรจะเข้าหัวด้วยหางปลาแทนจะได้ใส่ได้แน่นหนา

ข้อดี
เสียงดี ใช้เป็นมอนิเตอร์เพื่อเปรียบเทียบเสียงต่างๆได้
ขนาดเล็ก กะทัดรัด เคลื่อนย้ายไม่ยาก
มีความเคร่งครัดอย่างมากในการผลิต เพราะนโยบายของ BBC คือ ลำโพง ls3/5 ที่ผลิตในยุคหลังๆต้องมีเสียงกลมกลืนกับลำโพงรุ่นเก่าที่มีการใช้งานอยู่
สำหรับงานมิกซ์เสียง เอา LS 3/5รุ่นใหม่ ไปใช้งานร่วมกับรุ่นเก่าได้ มือมิกซ์ยังทำงานต่อไปได้ แนวคิดนี้ลำโพงยี่ห้ออื่นไม่ทำ
ฟังระยะใกล้ ได้ยินเสียงลมผ่านลำคอ ให้เสียงคนได้เปิดเผยมาก ดีกว่าฟังจากหูฟัง
ฟังระยะไกลได้บาลานเสียงเหมาะสำหรับห้องฟังทั่วไป ห้องเล็กจะได้ประโยชน์จาก LS 3/5 มากกว่าห้องใหญ่

ข้อด้อย
ความไวต่ำ อิมพีแดนซ์สูง รับกำลังขับได้ไม่มาก
จัดชุดยาก ต้องการปรีแอมป์คุณภาพสูง หรืออินทิเกรตแอมป์แท้

สรุป
ลำโพง Roger LS3/5 เป็นลำโพงที่ได้รับการออกแบบมาด้วยพื้นฐานวิชาการที่เข้มข้นที่สุดตัวหนึ่งของวงการลำโพง การเลือกใช้ดอกลำโพงเกรดธรรมดาความไวปานกลาง มาทำงานแบบจำกัดความไวให้ต่ำลง จนการตอบสนองความถี่มันราบเรียบนั้นเป็นงานออกแบบที่ท้าทาย แม้จะทำให้ความไวของลำโพงต่ำลงจนขับยาก แต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพการตอบสนองความถี่ที่ดีและสามารถใช้งานเป็นมอนิเตอร์ในสตูดิโอได้ งานออกแบบแนวทางนี้เหมือนปั้นหินให้เป็นดาว น้ำเสียงที่ได้จาก Roger LS3/5 มีความเป็นธรรมชาติสูง การฟังเพลงอคูสติกผ่านลำโพงคู่นี้จะให้อรรถรสเหมือนการทานปลาดิบ คือรับรู้ถึงรสแท้ๆจากสิ่งที่มี ไม่ได้เป็นรสชาติที่ปรุงแต่งเอาใจหู การทำงานเพียงคู่เดียวโดดๆจะให้น้ำเสียงเบสที่ลึกแต่ยังไม่อิ่ม การเพิ่มซับวูฟเฟอร์ AB1 เข้าไปในระบบจะเป็นการเติมเต็มคุณภาพอย่างแท้จริงทำให้ลำโพงขับยากกลายเป็นลำโพงขับง่ายไปในทันที และที่สำคัญ น้ำเสียงจากการทำงานร่วมกับซับวูฟเฟอร์จะเป็นน้ำเสียงที่สมบูรณ์แบบ แนวเสียงไฮเอนด์ที่ฟังเพลงเพราะจะเป็นแบบไหน เราหาได้จาก LS3/5A + Ab1 ได้เลย ถ้าผมมีงานบันทึกเสียงและสามารถเลือกอุปกรณ์ได้ตามใจ Roger LS3/5A จะเป็นตัวเลือกแรกๆแน่นอน และจะเอาแค่ LS3/5A ด้วย ไม่เอาซับวูฟเฟอร์ หากเราสามารถมิกซ์เสียงให้มันฟังเพราะถูกใจบน LS3/5A ได้แล้ว เชื่อว่าฟังกับเครื่องเสียงส่วนใหญ่ได้ไพเราะแน่นอน แต่ตอนฟังเพลงที่บ้าน ขอแค่ห้องเล็กๆ 3*4 เมตร ชุด LS3/5A + AB1 กับอินทิเกรตแอมป์ดีๆสักตัว กับเพลงที่ rip เก็บไว้ หรือ รายการวิทยุออนไลน์ที่ไม่ต้องทนฟังวิทยุชุมชน แค่นี้ก็มีความสุข และสบายหูสุดๆแล้ว

polaroid digital camera z340 กล้องโพลารอยด์ยุคใหม่

highres-polaroid-z340-6_1354287054

กล้องดิจิทัลจาก polaroid ในรุ่น z340 เป็นกล้องลูกผสมระหว่างกล้องดิจิทัลความละเอียด 14 ล้านพิกเซล กับ ปริ๊นเตอร์ขนาดเล็กสามารถพิมพ์ภาพขนาด 3×4 นิ้วได้ในตัว  ในส่วนของกล้องดิจิทัลจะใช้แผ่น SD card   แบตเตอรี่ในเครื่องสามารถใช้พิมพ์ภาพได้ 10 ภาพต่อการชาร์จแบต 1 ครั้ง  ส่วนการถ่ายภาพแบบไม่ต้องพิมพ์ภาพ สามารถถ่ายได้กี่ครั้งยังไม่รู้ข้อมูล เดี๋ยวใช้ไปเรื่อยๆคงรู้เอง

polaroid_z340_digital_instant_camera_5

ภาพที่ถ่ายเล่นด้วยกล้องดิจิทัลโพลารอยด์

ตั้งค่าของกล้องเอาไว้ที่ฟิลเตอร์แบบโลโม่  ซึ่งจะมีลักษณะเพิ่มขอบดำให้กับภาพ แล้วก็ถ่ายภาพนี้จากในรถ  โฟกัสภาพไว้ที่กระจกที่มีหยดน้ำเกาะอยู่  วัดแสงไปตามที่กล้องวัดให้ โฟกัสชัดก็กดถ่ายไปเลย

นอกจากจะถ่ายไปนอกตัวรถแล้ว ลองโฟกัสที่คอนโซลรถบ้าง  สภาพแสงตอนนี้ค่อนข้างน้อยเพราะว่าขับรถอยู่บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี

ภาพศาลตายายถ่ายในโรงพิมพ์  ตั้งค่าเป็นแบบโลโม่เพื่อช่วยให้ภาพมีขอบดำเข้มขึ้น  คุณภาพกล้องคอมแพ็คระดับ 14 ล้านพิกเซลอยู่ในระดับมาตรฐานกล้องทั่วไป  แต่ลูกเล่นเรื่องฟิลเตอร์ต่างๆก็เป็นของเล่นที่น่าเล่น  ภาพที่ได้มีคุณภาพเพียงพอที่จะนำไปโพสท์หรือใช้ในงานสิ่งพิมพ์ได้ไม่มีปัญหา

การถ่ายภาพในห้องนอนก็มีคุณภาพพอใช้  สภาพแสงในห้องมีเพียงไฟฟลูออเรสเซนท์หนึ่งดวง  กล้องพยายามเร่ง iso ขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่กล้องจะมีให้ได้  ภาพที่ได้ก็มีรายละเอียดพอใช้ได้  แม้ว่าจะดูมีกลากเกลืื้อนต่างๆอยู่ในผิวคนและทั่วทั้งภาพแต่มันก็ยังคงให้ภาพได้  คือเก็บภาพได้ ไม่สั่นจนเสีย

 

PDSC6479

set2-PDSC0318

2016-104-PDSC0015
PDSC0265
PDSC0042

review yamaha PDX-11 ลำโพงยามาฮ่าน่าใช้

ลำโพงเสียงดีสักตัวหนึ่งเป็นสิ่งที่หายากมากถ้าพิจารณาเรื่องราคาและฟังค์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก  ถ้าบอกว่าจะหาลำโพงเสียงดีงบประมาณเท่าไหร่ก็ได้ แบบนี้เดินไปช๊อปที่ห้างหรูแบบคู่ละแสนคู่ละล้านไปเลยก็ได้  แต่คนธรรมดาอย่างเราๆไม่มีปัญญาระดับนั้นหรอกครับ  แค่เจียดเงินมาซื้อเครื่องเสียงหนึ่งชุดด้วยเงินสักสามหมื่นหรือห้าหมื่นก็โดนค้อนแล้ว

ภาพลำโพงคู่หนึ่งในจินตนาการของคนทั่วไปจะเป็นลักษณะตู้สี่เหลี่ยม  เวลาซื้อมาใช้ต้องซื้อเป็นคู่หรือสองตัว  เวลาใช้งานต้องต่อกับเครื่องเสียงสักตัวหนึ่ง  คืออาจจะต่อกับเครื่องเล่นซีดีหรือดีวีดี แล้วมีแอมป์ในตัว ต่อสายลำโพงออกมายังลำโพง  รูปแบบที่ว่ามาเป็นภาพมาตรฐานที่เรามักจะได้เจอกับบ้านเรือนทั่วไป

ส่วนลำโพงที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ก็จะเป็นก้อนเล็กๆสักคู่ หรือ เป็นชุด 2.1  คือมีลำโพงหลักสองตัวและมีซับวูฟเฟอร์อีก 1 ตัว  ลำโพงคู่หลักวางบนโต๊ะส่วนซับวูฟเฟอร์วางไว้ที่พื้น  ลำโพงแนวนี้มีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปถึงระดับหลักหมื่น  ถ้าพ้นจากลำโพงคอมฯไปแล้วก็จะเป็นลำโพงสำหรับโฮมเธียเตอร์ ราคาก็จะอยู่ในระดับหลักพันไปถึงหลายๆหมื่น

แต่คราวนี้ผมได้ไปเจอลำโพงตัวหนึ่งที่มีหน้าตาประหลาด ดูแล้วคงไม่ค่อยมีใครอยากได้สักเท่าไหร่  มันไม่ใช่ลำโพงแบบที่ว่ามาตั้งแต่ต้นทั้งหมด  แต่มันเป็นลำโพงที่ส่งเสียงเพลงได้ดีที่มาพร้อมฟังค์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายและมีจุดเด่นหลายอย่างที่ทำให้น่าสนใจ  ผมเดินไปเจอในห้าง ทดลองฟังสักสองเพลงก็ตัดสินใจซื้อมาใช้ทันที  เป็นการเลือกซื้อลำโพงที่ใช้อารมณ์เป็นหลัก  เหตุผลเรื่องราคาเป็นเรื่องรอง  ซึ่งราคาค่าตัวมันก็ไม่ได้สูงเกินไปเสียด้วย

IMG_0479

ลำโพงตัวนี้เป็นของ yamaha ออกแบบมาเป็นลำโพงที่เลียนแบบหน้าตามาจากเครื่องเสียงระบบ PA หรือเครื่องเสียงสำหรับงานคอนเสิร์ตหรืองานกลางแจ้ง หรืองานวัดนั่นเอง  ดูผิวเผินมันเหมือนลำโพงสำหรับนักดนตรีเอาไว้ใช้บนเวที  แต่ว่าตัวจริงมันไม่ได้ใหญ่มาก คงเอาไปใช้ในเวทีคอนเสิร์ตจริงๆไม่ได้  และพลังเสียงก็ไม่ได้ดังระเบิดแบบเครื่องเสียงกลางแจ้ง  เป็นเพียงลำโพงที่เอาหน้าตาแบบกลางแจ้งมาใช้ แต่ฟังคฺ์ชั่นและคุณภาพมันตั้งใจให้ใช้ในบ้านมากกว่า

ลำโพงรุ่นนี้คือรุ่น  Yamaha PDX-11 ออกแบบมาเป็นลำโพงตู้เดี่ยว มีหูหิ้วเพื่อให้หิ้วย้ายไปย้ายมาได้สะดวก ไม่ต้องใช้สองมือเพื่ออุ้มประคองเหมือนเครื่องเสียงบ้านทั่วไป   ตัวลำโพงตั้งใจออกแบบมาให้ใช้กับ iPod เป็นหลักเพราะมีช่องเสียบ iPod Dock อยู่ด้านบน  สามารถใช้เป็นแท่นชาร์จไฟให้กับ iPod และ iPhone ได้ในตัว  ตอนใช้งานก็แค่เสียบไฟให้กับลำโพงแล้วเอา iPod มาวางบน Dock จากนั้นก็เลือกเปิดเพลงจากใน iPod ได้เลย  เสียงจะถูกขยายออกมาทางลำโพง  คุณภาพเสียงใช้ได้เลย

IMG_0482

ลักษณะทั่วไปของลำโพงตัวนี้คือ รับสัญญาณเสียงจาก iPod ผ่าน Dock ด้านบน สามารถรับสัญญาณเสียงจากเครื่องเล่น MP3 อื่นๆได้อีกด้วยทางสายสัญญาณที่เสียบเข้าช่อง Aux อยู่ด้านหลังตัวลำโพง  ตัวลำโพงมีปุ่มเปิดปิด และมีปุ่มเพิ่มเสียงลดเสียงมาด้วย แต่ไม่มีปุ่มปรับเสียงทุ้มแหลมใดๆเลย  ลูกเล่นอื่นๆที่มีมาให้อีกก็คือมันสามารถควบคุมการเล่นเพลงได้ด้วยรีโมทคอนโทรล  ถ้าเราใช้งานร่วมกับ iPod Touch หรือ iPhone เราสามารถใช้รีโมทสั่งการได้หลายคำสั่งมาก ไม่ว่าจะเป็นการข้ามเพลง ย้อนเพลง หรือการเลื่อนเมนูในหน้าจอเพื่อเปลี่ยน  playlist ได้เลย  และมันใส่ถ่านได้ด้วย ทำให้สามารถใช้งานแบบไม่ง้อปลั๊กไฟได้

IMG_0488

เสน่ห์ของลำโพงตัวนี้คือมันออกแบบมาเป็นตู้เดี่ยว เชิดหน้าเลีียนแบบเครื่องเสียงบนเวทีคอนเสิร์ต  มีหูหิ้วเป็นโลหะแข็งแรงมาก  สามารถหิ้วลำโพงไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องตัว  สะดวกสุดๆ  การใช้งานที่เรียบง่ายแค่เพียงเอา iPod ไปวางบน Dock บนตัวมันเท่านั้น  เสียงเพลงก็ถูกขยายออกมาให้ฟังทันที  ฟังในบ้านเพลินๆ อยากจะย้ายห้องก็หิ้วไปวางอีกห้องได้เลย  อยากฟังในสนามก็หิ้วไปวางได้เลย  เพราะ PDX-11 ใส่ถ่านขนาด AA ได้ 6 ก้อน  จะใช้ถ่านธรรมดา หรืออัลคาไลน์ หรือ ถ่านชาร์จแบบ Sanyo Eneloop ก็ได้ไม่มีปัญหา  ถ่าน 1 ชุดสามารถใช้งานต่อเนื่องได้เกิน 8 ชั่วโมง  ถ้านานๆจะหิ้วไปฟังเพลงแบบไม่เสียบปลั๊กสักที เผลอๆถ่าน 1 ชุดอาจจะใช้งานได้เป็นเดือน

IMG_0484

ด้านบนตัวลำโพงจะมีปุ่มเพียง 3 ปุ่ม คือปุ่ม  power เอาไว้เปิดเครื่องและปิดเครื่อง  อีกสองปุ่มคือปุ่มปรับระดับเสียง การมีปุ่มให้กดเพียงเล็กน้อยทำให้การใช้งานเป็นเรื่องง่าย  ไม่ต้องเล็ง ไม่ต้องหา  เมื่อคุณคุ้นเคยกับการใช้งานมันแล้ว  คุณสามารถกดสั่งการบนปุ่มได้อย่างรวดเร็ว  แทบไม่ต้องละสายตามามองเลย  การใช้งานกับ iPod หรือ iPhone ตัวลำโพงจะชาร์จไฟให้กับ iPod ด้วยเมื่อลำโพงถูกเสียบปลั๊ก  แต่ถ้าใช้พลังงานจากถ่าน ระบบชาร์จไฟเข้า  iPod จะไม่ทำงาน  ดังนั้น ใครจะใช้ลำโพงตัวนี้เป็นแท่นชาร์จต้องเสียบปลั๊กไฟเสมอ

IMG_0485

ด้านหลังลำโพงเป็นช่องเสียบสายสัญญาณ Aux เอาไว้ใช้กับเครื่องเล่นเพลงอื่นๆที่ไม่มีพอร์ตแบบ iPod สายสัญญาณที่แถมมากับลำโพงเป็นแบบ 3.5 มม. เส้นเล็กๆบางๆ  ข้างๆช่องเสียบสัญญาณ Aux จะเป็นช่องเสียบไฟแบบ 12VDC  ตัวลำโพงจะแถมอแด๊ปเตอร์แปลงไฟจาก 110-220 Volt เป็น DC 12V มาให้ด้วย  กำลังไฟที่ลำโพงระบุไว้ต้องการไฟเลี้ยง 12V 1.5a

IMG_0494
IMG_0495

คุณภาพการประกอบเครื่องอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก  ตัวลำโพงออกแบบมาแข็งแรง  ดูจะเน้นให้หิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสบายใจ จะหยิบจะวางก็สบายใจได้ว่าไม่ทำให้ลำโพงหลุดมือหรือแตกหักเสียหายได้ง่ายๆ  ตระแกรงด้านหน้าลำโพงเป็นโลหะพ่นสีสวยงาม โลโก้ Yamaha ดูเด่นเป็นสง่า  ภายใต้ตะแกรงเป็นดอกลำโพงสองดอก  ดอกแรกเป็นวูฟเฟอร์คาดว่ามีขนาดประมาณ 4 นิ้ว พร้อมด้วยทวิตเตอร์อีก 1 ดอกขนาดไม่เกิน 1 นิ้ว

IMG_0496
IMG_0497

ลำโพงมีหน้าที่สร้างคลื่นเสียงโดยการขยับกรวยลำโพงเพื่อผลักอากาศ  การผลิตคลื่นเสียงเป็นเรื่องทางฟิสิกส์  การผลักอากาศให้เกิดเป็นความถี่ต่างๆต้องใช้พื้นที่หน้าตัดของลำโพงค่อนข้างมาก  การทำลำโพงที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถลดลดขนาดให้เล็กลงได้ถ้ายังคงต้องการคณภาพที่ดีอยู่  ดังนั้นลำโพงที่ออกแบบมาให้มีคุณภาพเสียงที่ดีมักจะมีขนาดใหญ่โต  ลำโพงเล็กๆที่แถมมากับคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะไม่สามารถสร้างคลื่นเสียงความถี่ต่ำได้ในระดับที่เพียงพอต่อการฟังเพลงแบบไพเราะ   ดูจากรูปร่างของ PDX-11 ตัวนี้แล้วจะพบว่านอกจากหน้ากว้างตามขนาดดอกลำโพงแล้ว ยังมีความลึกของตัวตู้อีกที่ช่วยสร้างคลื่นความถี่ต่ำให้มีคุณภาพ  มั่นใจได้เลยว่า เจ้าลำโพงติดหูหิ้วขนาดอ้วนป้อมตัวนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นลำโพงเสียงดีตั้งแต่เกิด

การใช้งานกับ iPod ทั่วไปทำงานได้ดีไม่มีปัญหา  ถ้าใช้กับ iPod touch หรือ iPhone หรือ iPod nano จะสามารรถควบคุมการเล่นได้จากรีโมทคอนโทรล  แต่ถ้าเราใช้กับ iPod รุ่นเก่าๆ ตั้งแต่ iPod Video ย้อนลงไปถึงตัวที่เก่ากว่านั้น เราจะไม่สามารถใช้รีโมทเพื่อสั่งเล่นหรือข้ามเพลงได้  จะสั่งผ่านรีโมทได้แค่ระดับเสียง และเปิดปิดตัวลำโพงเท่านั้น

IMG_2053

การใช้งานลำโพงตัวนี้กับ iPod nano ดูจะเป็นสิ่งที่ลงตัวที่สุด  เพราะขนาดที่เล็กของ iPos nano ทำให้มันติดอยู่กับ Dock ได้อย่างแน่นหนา  สามารถหิ้วลำโพงพร้อม iPod nano ที่เสียบคาไว้ไปไหนต่อไหนได้โดยไม่หลุดจาก Dock มันดูเหมือนจะกลมกลืนเป็นระบบเดียวกันไปเลย

IMG_2059

ใครที่ชอบฟังรายการวิทยุ online ทั้งจากโปรแกรม Tune in หรือฟังจากเว็บ หรือ รายการเสียงอะไรก็ตามที่วิ่งมาทางอินเทอเน็ต  การใช้ลำโพงตัวนี้ร่วมกับ iPod Touch จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด  เพราะคุณสามารถเปิดฟังได้ทั้งวันโดยที่ไม่ต้องพะวงเรื่องการชาร์จไฟให้กับ iPod Touch ของคุณเลย  แถมยังได้ฟังค์ชั่นอื่นๆมาอีกหลายอย่าง  ทั้งการสั่งการผ่านรีโมทคอนโทรล และการหิ้วไปไหนต่อไหนได้  สามารถใช้งานนอกสถานที่ได้ด้วยพลังงานจากถ่าย AA เพียง 6 ก้อน  และที่ถูกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ  เราสามารถใช้งานลำโพงตัวนี้ด้วยมือเพียงข้างเดียว  คือหยิบ  iPod ไปเสียบ แล้วก็กดเลือกฟังสิ่งที่ต้องการ  ใช้มือเดียวจริงๆ  ถ้าเป็นระบบอื่นๆที่เป็นลำโพงแยกชิ้น ไม่มี Dock ติดมาให้ เราต้องเสียบสายสัญญาณ Aux เราต้องเสียบสายขาร์จที่ ipod การถอดเสียบสายเหล่านี้ต้องใช้สองมือเท่านั้น  แล้วใช้งานสองมือแล้วมันยากเย็นตรงไหน  มันก็ไม่ยากหรอก  แต่ถ้าเราถือของอยู่ หรืออุ้มลูกอยู่  เหลือมือว่างแค่มือเดียว เรายังเปิดเพลงจาก  iPod ได้  นั่นเป็นสิ่งที่ผมค้นพบตอนที่อุ้มลูกครับ.

IMG_2052

ในส่วนของคุณภาพเสียง  จะบอกว่าลำโพงตัวนี้ให้เสียงเป็นกลางก็พอได้  มันมีน้ำเสียงเหมือนลำโพงบ้านทั่วไป  ไม่ได้มีวงจรชดเชยหรือปรับแต่งเสียงพิเศษมาช่วยใดๆเลย  ถ้าเราเคยฟังลำโพงอย่าง Bose companion2 ตัวนั้นจะเป็นลำโพงที่มีตัวประมวลผลมาช่วยเหลือ เสียงเบสลึกจากลำโพง Bose จะผ่านวงจรช่วยเหลือให้เกิดเสียงดังได้ราวกับเป็นลำโพงใหญ่  อาศัยระบบ DSP มาสร้างเสียงเบสให้กับระบบ  แต่กับ Yamaha pdx-11 จะเป็นคนละทางกัน  สัญญาณมายังไงมันขยายไปอย่างนั้น ไร้เทคโนโลยีใดๆ  ผลก็คือ ถ้าเราเปิดฟังในระดับที่เบา เราจะไม่ค่อยได้ยินเสียงเบสต่ำสักเท่าไรนัก  เพราะว่าหูคนเราจะไม่ค่อยไวกับเสียงเบส  เราต้องเปิดระดับการฟังให้ดังได้ระดับที่เหมาะสม  น้ำหนักเสียงเบสจะมีปรากฏให้พอดีกับกลางและแหลม  ซึ่งเป็นลักษระเดียวกับลำโพงบ้านทั่วไป   หมายความว่าการฟังลำโพง  Yamaha ตัวนี้ ขอให้เปิดได้ดังถึงระดับหนึ่งเราจะได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดจากมัน  และที่ระดับการฟังที่เหมาะสมตรงนี้มันทำให้ลำโพงนี้มีเสน่ห์น่าใช้อยู่พอตัว  มันสามารถทดแทนชุดเครื่องเสียงตามห้างทั่วไปได้โดยไม่ต้องสงสัย  เสียงกลางที่สุด เบสที่ลึกมากจะแสดงออกมาได้จนรู้สึกว่า ค่าตัวสี่พันกว่าบาท ไม่แพงเลย

แต่อย่าเอามันไปเทียบกับ Bose Soundlink ที่ออกแบบมาให้เป็นลำโพงเดี่ยวเน้นการพกพาเช่นเดียวกัน  เพราะ soundlink มันให้เทคโนโลยีที่สูงกว่า ดอกลำโพงมีสมรรถนะที่ดีกว่า คุณภาพเสียงดีกว่า  แบตเตอรี่ที่ฝั่งมาในลำโพงก็ให้พลังงานได้มากกว่า  และ มันราคาแพงกว่ากันสามเท่า  ดังนั้นอย่าเทียบกัน

รีวิว apple battery แบตเตอรี่น่าใช้

IMG_8271

แบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้ของ apple เป็นอุปกรณ์ที่ทำออกมาขายในปี คศ 2011 นี้ ในกล่องจะมีแบตเตอรี่ 6 ก้อน ที่ชาร์จแบบเสียบผนังอีก 1 ตัว สามารถชาร์จไฟได้ทีละสองก้อน apple โฆษณาเอาไว้ว่า ที่ชาร์จแบตรุ่นนี้มีความประหยัดไฟมากที่สุด คือเมื่อชาร์จไฟเต็มแล้ว มันจะเข้าสู่สภาพสแตนด์บายโดยระหว่างโหมดสแตนด์บายนี้จะกินไฟต่ำกว่าที่ชาร์จยี่ห้ออื่นขณะสแตนบายประมาณ 10 เท่า

IMG_8279


ที่ชาร์จของแอบเปิ้ลสามารถชาร์จแบตให้เต็มได้ในเวลา 5 ชั่วโมง ทั้งกล่องมีแบตให้ 6 ก้อนเป็นแผนการของ apple ที่ตั้งใจให้ใช้กับคีย์บอร์ดบลูทูธ และแมจิคเม้าส์ของ apple เอง เพราะคีย์บอดใช้แบตสองก้อน เม้าส์ใช้แบตสองก้อน apple ให้มา 6 ก้อนเพื่อให้ใช้งาน 4 และเสียบชาร์จไว้อีกสอง ถ้าอุปกรณ์ใดแบตหมดก็ถอดเปลี่ยนสองก้อนที่พร้อมมาใช้ เอาก้อนที่หมดไปเสียบชาร์จต่อได้เลย

IMG_8274

แบตเตอรี่ที่ให้มาเป็นชนิดที่คายความจุต่ำ สามารถชาร์จให้เต็มและเก็บไว้ได้นาน 1 ปีโดยที่แบตยังคงลดไม่เกิน 20เปอร์เซ็น แปลว่าชาร์จเต็มวันนี้ ภายใน 1 ปี หยิบมาใช้รับรองว่าใช้ได้ แบตไม่หมด แบตเตอรี่ที่ให้มาในกล่องเป็นรุ่นที่ชาร์จมาแล้วจากโรงงาน แกะกล่องก็จะใช้งานได้เลยทุกก้อน

มีฝรั่งช่างสงสัย ดูสเป็คแล้วเอาไปเทียบกับแบตเตอรี่ของซันโยรุ่น eneloop และพบว่ามันน่าจะเป็นแบตตัวเดียวกัน เพราะสเป็คเหมือนกันมากนั่นเอง โดยของซันโยจะระบุสเป็คไว้ที่ความจุ typ 2000 ma min 1900ma ใช้รหัสผลิตภัณฑ์ว่า HR-3UTG 1.2V ส่วน apple ใช้รหัส HR6 มีความจุ 1900ma

IMG_8275

แอมป์หลอดเสียงดี antique sound lab se84

พูดถึงเครื่องเสียงมักจะต้องมีเรื่องของแอมป์หลอดเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักเล่นเครื่องเสียงที่มีใจฝักใฝ่ในระดับที่เข้มข้น เครื่องขยายเสียงแบบหลอดเป็นเทคโนโลยีการขยายเสียงที่เก่าแก่ที่สุดของโลกเรา มันถูกคิดค้นมาเมื่อต้นศตวรรษที่ยี่สิบและถูกใช้งานข้ามศตวรรษมาสู่ศตวรรษที่ 21

เครื่องเสียงแบบหลอดสูญญากาศได้รับความนิยมอยู่เป็นพักๆ บางช่วงเวลาก็รุ่งโรจน์สุดกู่ บางช่วงเวลาก็ซบเซา ซึ่งเป็นจังหวะที่นักออกแบบหันไปสนใจเทคโนโลยีใหม่อย่างโซลิทสเตทหรือทรานซิสเตอร์ แต่ในที่สุดก็หมุนเวียนมาได้รับความนิยมอีกครั้ง แม้ว่าเทคโนโลยีทางวิศวกรรมจะเจริญไปเพียงใดก็ตาม แต่หากว่าทฤษฎีการขยายเสียงยังคงใช้พื้นฐานแบบเดียวกับหลอดสูญญากาศ เครื่องเสียงหลอดก็ยังคงโดดเด่นและเป็นที่สุดของการฟังเพลงได้อย่างไม่ต้องสงสัย

เครื่องเสียงหลอด หรือ แอมป์หลอด มีตั้งแต่ราคาถูกระดับไม่กี่ร้อยบาท ไปจนถึงระดับเป็นล้านบาท และมันสร้างได้ง่ายมากจนได้รับความนิยมจากนักอิเล็กทรอนิกส์สมัครเล่นที่ต้องเคยทดลองสร้างกันอย่างน้อย 1 เครื่องหรือ 1 วงจร เสน่ห์ของมันก็คือ คุณภาพเสียงที่ได้ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปตามกำลังเงินที่จ่ายไป แอมป์หลอดหลักพันให้เสียงดีกว่าแอมป์หลอดหลักแสนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แอมป์หลอดหลักหมื่นจะดีกว่าหลักล้านก็เป็นไปได้ เพราะคุณภาพไม่ได้แปรผันตามระดับราคา มันจึงเป็นเสน่ห์ของนักเล่นเครื่องเสียง เพราะทุกคนต่างก็มีโอกาสสัมผัสคุณภาพเสียงที่ดีมากในระดับราคาที่จ่ายไหว มันไม่เหมือนรถยนต์ เครื่องดนตรี กล้องถ่ายรูปที่ยิ่งแพงก็ยิ่งดี

แอมป์หลอดที่ผมมีอยู่ตัวนี้คือแอมป์หลอดยี่ห้อ antique sound lab รุ่น se84 เป็นแอมป์หลอดทำงานในระบบซิงเกิ้ลเอนด์ กำลังขับ 3.5 วัตต์ต่อข้าง ระบบซิงเกิ้ลเอนด์คือระบบการขยายเสียงที่ใกล้เคียงอุดมคติมากที่สุด สัญญาณไฟฟ้าตลอดลูกคลื่นถูกขยายด้วยวงจรเพียงวงจรเดียว (แต่ไม่ใช่ซิงเกิ้ลเอนด์ซิงเกิ้ลสเตทนะครับ)

แอมป์หลอดตัวนี้ถูกขายครั้งแรกในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ.2540 ซึ่งในครั้งนั้นขายกันเพียงเครื่องละ 3250 บาท ผมซื้อแอมป์ตัวนี้ในงานแสดงเครื่องเสียงที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ จำไม่ได้ว่าซื้อกับผู้แทนจำหน่ายชื่ออะไร รู้แต่ว่าแอมป์หลอดตัวนี้ขายดีมาก เพราะว่าราคาถูกมากนั่นเอง เงินสามพันกว่าบาทในยุคนั้นทำอะไรไม่ค่อยได้มากนัก เครื่องเสียงทั่วไปคุณภาพดีๆต้องจ่ายกันหมื่นกว่าบาท มินิคอมโปที่ขายตามห้างจายกันหมื่นกว่าบาท โทรทัศน์สีระดับหนึ่งหมื่นบาทจะได้เพียง 21 นิ้ว คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คยุคนั้นต้องจ่ายประมาณ 7 หมื่น คอมพิวเตอร์ประกอบเองต้องใช้เงินประมาณสามหมื่น

แอมป์หลอดตัวนี้ต่อแหล่งโปรแกรมได้แค่ 1 ชุด ขั้วต่อเป็นอาร์ซีเอชุบทอง ขั้วต่อสายลำโพงเป็นบานาน่าปลั๊กชุบทอง สวิตช์เปิดปิดเป็นแบบโยก ด้านหน้าเครื่องมีปุ่มปรับระดับเสียงแค่ปุ่มเดียว ขั้วต่อสายไฟเอซีเป็นแบบถอดได้ แอมป์หลอดตัวนี้ถูกออกแบบให้เป็นเพาเวอร์แอมป์ แต่ว่ามีการใส่วอลลุ่มเข้าไปเพื่อให้สามารถปรับระดับเสียงได้ มันจึงสามารถใช้งานกับเครื่องเล่นซีดีหรือแหล่งโปรแกรมต่างๆได้โดยตรงโดยไม่ต้องต่อผ่านปรีแอมป์

หลอดขยายเสียงมี 3 หลอด หลอดเล็กตรงกลางเป็นภาครับใช้หลอด 12AX7 ทำหน้าที่รับสัญญาณจากวอลลุ่มขยายสัญญาณเบื้องต้นในแบบคลาสเอแล้วส่งสัญญาณไฟฟ้าไปเข้าหลอดใหญ่ หลอดใหญ่ทำหน้าที่ขยายเสียงให้มีกำลังสูงขึ้น หลอดใหญ่นี้คือหลอด el84 ถูกออกแบบการใช้งานในโหมดซิงเกิ้ลเอนด์คลาสเอ ก้อนสีดำสามก้อนคือหม้อแปลง ก้อนทางซ้ายคือหม้อแปลงจ่ายไฟให้กับวงจรทั้งหมด หม้อแปลงส่วนกลางและขวาเป็นหม้อแปลงปรับอิมพีแดนซ์

เครื่องเสียงกำลัง 3.5 วัตต์จะฟังเพลงเพราะได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่คนที่รู้เรื่องทางไฟฟ้าก็คงจะไม่เข้าใจนัก สรุปได้สั้นๆเพียงว่าการฟังเพลงปกติในบ้าน กำลังเสียงเพียง 1 วัตต์ก็ค่อนข้างจะเสียงดังฟังชัดแล้ว การใช้เครื่องเสียงวัตต์ต่ำต้องใช้คู่กับลำโพงความไวสูง การเลือกลำโพงให้เหมาะสมกับแอมป์หลอดตัวนี้ก็เช่นเดียวกัน จะต้องเลือกลำโพงที่มีความไวสูงกว่าปกติ ลำโพงที่เหมาะกับมันควรจะมีความไวระดับ 90dB ขึ้นไป

ผมใช้งานแอมป์หลอดตัวนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 บางช่วงเวลาก็ใช้ต่อกับเครื่องเล่นซีดี บางช่วงเวลาก็ต่อกับคอมพิวเตอร์ บางช่วงเวลาก็ต่อกับ ipod คุณภาพเสียงของแอมป์หลอดคลาสเอเป็นสิ่งที่น่าหลงใหล ต้องได้ลองสัมผัสเองถึงจะเข้าใจ ทุกวันนี้ในเงินหลักพันบาทผมยังไม่พบว่ามีเครื่องเสียงตัวไหนเสียงดีกว่านี้ คุณงามความดีอาจไม่ได้เกิดจากแอมป์หลอดเพียงตัวเดียว แต่มันเกิดจากการเลือกใช้งานลำโพงด้วย ซึ่งลำโพงที่ผมเลือกใช้มันเหมาะเจาะและลงตัวกับแอมป์ตัวนี้พอดี เคยลองเปลี่ยนลำโพงอื่นๆเข้าไปบ้างเช่นกัน ลำโพงบางตัวทำให้แอมป์กลายเป็นของกระจอกไปเลยก็มี ดังนั้น ใครที่เล่นแอมป์หลอด ขอให้เลือกลำโพงให้เหมาะสม ถ้าเสียงยังไม่ดี ไม่ถูกใจ ควรได้ลองเปลี่ยนลำโพงดูก่อน นอกจากนี้ แอมป์หลอดยังเปิดโอกาสให้นักเล่นได้ทดลองเปลี่ยนหลอดด้วยเพื่อเปลี่ยนบุคลิกเสียง ซึ่งมันเป็นความสนุกอีกรูปแบบหนึ่งที่ละลายเงินในกระเป๋าตลอดเวลาถ้าไม่หยุดค้นหา จบห้วนๆดีกว่า

ipod mini เครื่องเล่น mp3 ที่คลาสิคที่สุดรุ่นหนึ่ง

ipod ฮิตมากอยู่ช่วงปีหนึ่ง แล้วก็ค่อยๆแปลงร่างกลายเป็น iphone และ ipod touch เจ้าอุปกรณ์ทรงสี่เหลี่ยมที่มีแป้นหมุนเลยไม่ได้เป็นพระเอกของวงการอีกต่อไป ipod รุ่นใหม่ๆกลายเป็นหน้าตาบอบบาง กระทัดรัด เล็กลงจนรู้สึกจะหยิบจับยาก วันนี้ผมได้เครื่อง ipod mini ตัวเดิมกลับมา หลังจากให้เพื่อนยืมไปเปิดเพลงให้ลูกฟังอยู่สองปี ตั้งแต่เมียเพื่อนตั้งท้องจนตอนนี้กำลังจะเลือกโรงเรียนอนุบาลแล้ว เพิ่งจะได้คืนมา

ipod mini ตัวนี้ผลิตออกมาขายในปี ค.ศ. 2005 ผมก็ซื้อมาใช้ในช่วงปีเดียวกัน ความจุในเครื่อง 4g เก็บเพลงได้ประมาณ 1000 เพลงที่ความละเอียด 128kBit/s จอภาพสีขาวดำ ไฟหน้าจอสีขาว ไม่สามารถดูภาพ และวิดีโอได้ เป็น ipod ที่ถูกลดขนาดลงมาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐาน จุดเด่นของมันก็คือมันใช้วัสดุคุณภาพดีสุดๆ คือตัวถังเป็นอลูมิเนียม ถ้าไม่บุบ มันจะไม่มีร่องรอยอะไรเลย แม้ว่าจะหยิบใส่กระเป๋า เสียดสีกับกางเกงหรือกระเป๋าต่างๆ หยิบวางบนโต๊ะ วางในรถก็ไม่มีปัญหา

ผมได้มีโอกาสใช้งาน ipod touch แล้วรู้สึกว่าไม่ชอบ ไม่ใช่ ipod touch ไม่ดี แต่เป็นเพราะการใช้งานในการฟังเพลงผมรู้สึกว่า ipod แบบมีแป้นสัมผัส click wheel (คลิกวีล)แบบดั้งเดิม เป็นสิ่งที่เหมาะกับการฟังเพลง เพราะหลายๆครั้งที่กำลังฟังเพลงอยู่ ผมอยากจะลดหรือเพิ่มระดับเสียง ผมก็แค่คลึงแป้นหมุนตามทิศทางที่ต้องการ มันก็ตอบสนองได้ดี สามารถเพ่ิมหรือลดระดับเสียงได้โดยไม่ต้องใช้สายตา แต่ถ้าเป็น ipod touch หรือ iphone การเพ่ิมลดระดับเสียงมันทำยากกว่าเดิม ถ้าจะเปลี่ยนระดับเสียงทางหน้าจอ จะต้องกดปุ่มด้านหน้า แล้วคลิกเลื่อนเพื่อปลดล็อคหน้าจอ และค่อยเอานิ้วจิ้มปุ่มสไลด์เพื่อเลื่อนระดับ หมายความว่า ผมไม่สามารถหลับตาเปลี่ยนระดับเสียงได้เลย

แล้วทำไมไม่กดปุ่มสองปุ่มที่อยู่ด้านข้าง iphone หรือ ipod touch ล่ะ นั่นสิ ผมมักจะลืมตำแหน่งปุ่มด้านข้างไปเสมอ และการใช้นิ้วกดปุ่มเพ่ิมลดเสียงด้านข้าง ผมต้องใช้มือกำตัวเครื่องไว้แล้วเอานิ้วโป้งกด ก็คือต้องหยิบตัวเครื่องขึ้นมาถือไว้ในท่าบังคับ และเอานิ้วกดลงไปตามปุ่มที่ต้องการ มันสั่งงานแบบไม่มองก็ได้ถ้าพยายาม แต่มันก็ต้องใช้ทั้งมืออยู่ดี ผมพอใจกับการใช้นิ้วคลึงเท่านั้น ยิ่งหากระหว่างฟังต้องการกดข้ามเพลง หรือย้อนกลับ คลิกวีลระบบแท้ๆของ ipod มันตอบสนองได้ทันที แต่ถ้าเป็นหน้าจอของ ipod touch หรือ iphone มันต้องกดปุ่ม home เพื่อกระตุ้นเครื่อง และเอานิ้วลากแถบล็อคหน้าจอเพื่อให้เริ่มรับคำสั่ง แล้วก็มองหาปุ่ม ข้ามเพลงและย้อนเพลง แล้วค่อยเล็งเพื่อกด แค่นี้ก็รู้แล้วว่ามันลำบากกว่ากัน คลิกวีลระบบดั้งเดิมมันไม่รบกวนสมาธิการทำงานและการขับรถ ipod touch และ iphone มันดีตอนเลือกเพลงเพราะมันเป็นหน้าจอละเอียด แบ่งรายการเพลงต่างๆให้เข้าถึงได้ง่าย แต่มันไม่ดีตอนฟัง เพราะมันกดเพื่อสั่งการยากกว่านั่นเอง

หลายครั้งที่ได้ยินว่าแบตเตอรี่ ipod เสื่อม ผมก็ได้แต่แปลกใจว่าทำไมเสื่อมเร็วจัง เพราะเครื่องที่ผมใช้ยังไม่เคยเปลี่ยนแบตเตอรี่เลย ถ้านับถึงวันนี้ มันก็ผ่านมา 6 ปีกว่าแล้วมันยังคงใช้งานได้ดี และการชาร์จแบตของผม 1 ครั้งสามารถใช้ฟังเพลงได้ประมาณ 6 ชม. หรือมากกว่า ซึ่งผมว่ามันค่อนข้างเยอะแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าตอนออกมาใหม่ๆมันรับประกันว่าฟังได้นานกี่ชั่วโมง แต่ 6 ชม.ของผมมันเพียงพอต่อการใช้งานในรถและก่อนนอนแล้ว

ความจุเพียง 4g ในวันนี้ดูเหมือนจะน้อยไป เพราะว่าคลังเพลงที่สะสมมาสิบปีมันมีหลายสิบจิ๊ก นี่ผมเป็นคนที่ไม่ได้ติดตามเพลงมากเหมือนสมัยก่อน ถ้ายังคงฟังเพลงมากๆเหมือนเดิมผมน่าจะมีเพลงสะสมสัก 200g ซึ่ง ipod ตัวไหนก็ไ่ม่พอ การมีเพียง 4G ติดตัวออกจากบ้านก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายมาก ยังพอจะปรับตัวได้ เนื่องจาก ipod เป็นระบบการเลือกเพลงใส่ที่ฉลาด ผมสามารถเลือกเปลี่ยนเพลงที่บรรจุใน ipod ได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่คลิก แล้วก็รอเวลามันก็อปปี้เพลงชุดที่ต้องการลงไป หลายครั้งผมเลือกให้มันก็อปปี้เพียงเพลงที่ฟังบ่อยแค่ 25 เพลง ซึ่งโปรแกรม iTune ที่ทำหน้าที่นี้มันทำได้ดีไร้ที่ติ

การฟังเพลงมันต้องได้เครื่องเล่นที่ดีตอนฟังเพลง ไม่ใช่เครื่องที่ดีสำหรับการเล่นเน็ต หรือ ดูภาพ หรือดูวิดีโอ เพราะผมต้องการเน้นเรื่องฟังเพลง การพัฒนาการของ ipod มันมุ่งไปสู่ระบบอินเทอเน็ตและมัลติเมียเดีย จนผมรู้สึกว่าสักวันหนึ่งคลิกวีลอาจจะถูกเลิกใช้ไปในที่สุด หยุดนวัตกรรมไม่ได้ แต่สามารถเลือกใช้ของที่เคยมีได้ ipod mini ยังน่าใช้งานและน่ารักอยู่เสมอ ตราบใดที่ยังซ่อมบำรุงได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือ เพิ่มขนาดความจุด้วย compact flash การ์ด ขอแค่อย่าให้มันเสียก็พอแล้ว มันน่าจะคงกระพันไปอีกหลายปี

ทดสอบ ลำโพง Bose companion2

ในความทรงจำตอนวัยรุ่นตอนต้น มีรุ่นพี่กล่าวถึงลำโพง Bose ว่าเป็นลำโพงเสียงดี ตอนนั้นผมยังเป็นนักเรียนใส่ขาสั้น เดินเล่นบ้านหม้อ อยากได้ลำโพงตัวใหญ่ขนาดโอบไม่รอบ ไม่มีความรู้ทางดนตรี และอิเล็คทรอนิกส์ ได้แต่จำว่า Bose แพง Bose ดี ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกนี้มีเครื่องเสียงอีกมากมาย นอกจาก Sony Kenwood และ ธานินทร์

พอชีวิตเริ่มเกี่ยวกับข้องกับคอมพิวเตอร์ ก็ต้องซื้อลำโพงมาติดคอมฯ ลำโพงที่เลือกซื้อมักจะเน้นตัวใหญ่ เน้นว่าขนาดใหญ่น่าจะเสียงดี ซึ่งมันก็ไม่ผิด ผมเคยเลือกลำโพงให้คนอื่นโดยการไปยืนฟังอยู่นานจนเมื่อยขา แล้วก็อุ้มกลับบ้านด้วยค่าตัวพันกว่าบาท แม้ว่าจะหาเงินได้มากกว่านั้น แต่ก็ไม่รู้สึกว่าอยากจะจ่าย เพราะเสียงที่ได้จากลำโพงคอมฯเหล่านั้นไม่ค่อยดีแบบที่ต้องการ มันอาจจะเป็นเพราะว่าเรามีเงินน้อยเลยต้องเลือกอย่างระวัง และด้วยความจำกัดทางงบประมาณเราเลยได้แต่ทดลองฟังของราคาถูก ของแบรนด์เนม ยี่ห้อฝรั่งแทบไม่อยู่ในหัว เพราะว่า ของจีนมันบังตา ราคามันถูกกว่ากันหลายเท่าตัว

Bose ที่เป็นลำโพงบ้านก็เคยได้ฟังมาบ้าง ฟังจากบ้านเพื่อน ฟังจากร้าน เสียงของ Bose เหล่านั้นไม่ได้เป็นแบบบริสุทธิ์นิยม คือเสียงมันไม่สด เสียงมันไม่ใส ยิ่งลำโพงทรงลูกเต๋าที่มีซับวูฟเฟอร์แยกยิ่งรู้สึกว่าเสียงมันไม่กลมกลืน ตลอดเวลาหลายปีเลยไม่เคยได้สนใจเลย จนกระทั่งร้านขายคอมพิวเตอร์ของ apple ที่มีชื่อว่า istudio เกิดแพร่หลาย คอมพิวเตอร์แม็คอนทอชได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างน่าตกใจ ไปไหนก็เห็นร้านขายแม็คทุกห้าง และอุปกรณ์เสริมต่างๆก็มีวางขายอยู่ในร้านอย่างเป็นระเบียบและสวยงามและมีปริมาณเยอะมาก หนึ่งในของเยอะๆเหล่านั้นก็มีลำโพง bose ด้วยเช่นกัน

คงเป็นผลมาจาก ipod ที่ได้รับความนิยม ร้านขายสินค้าของ apple เลยต้องขายลำโพงด้วย และลำโพง Bose ก็เป็นสินค้าที่มีราคาสูงที่สุดในร้านถ้าไม่นับสินค้า apple เอง ก็เลยมีโอกาสได้ลองฟังบ่อยๆในร้าน istudio เล่ามาซะยาวเลย เข้าเรื่องได้แล้ว


(รูปจากคนอื่น)

ลำโพง bose ที่ผลิตมาสำหรับการใช้งานกับคอมพิวเตอร์มีไม่มากรุ่น ระยะห้าปีหลังมานี้ Bose ค่อยๆสะสมความนิยม มีคนซื้อใช้มากขึ้น อาจจะเป็นเพราะคนที่เคยอยากได้ในอดีดหลายคนเริ่มแก่ขึ้น เร่ิมมีงานมีการทำ เร่ิมมีเงินซื้อ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น


(รูปจากคนอื่น)

Bose companion2 เป็นลำโพงสำหรับคอมพิวเตอร์ มีหน้าตาออกแบบมาเป็นตู้ขนาดฝ่าเท้า (ใหญ่กว่าฝ่ามือ แต่ไม่ใหญ่มาก) หน้าลำโพงเป็นสโล๊ปเอียงขึ้น ถ้าวางบนโต๊ะคอมพิวเตอร์มันก็จะแหงนหน้าขึ้นสู่คนฟัง ถ้าใช้วางข้างโน้ตบุ๊คก็คงมีความลาดเอียงเท่ากับจอภาพ ด้านหน้าเป็นตะแกรงมีปุ่มหมุนปรับระดับเสียงเพียงปุ่มเดียว ปรับเสียงทุ้มแหลมไม่ได้ ใต้ปุ่มหมุนมีรูเสียบหูฟัง 1 ช่อง ด้านหลังเป็นช่องเสียบสัญญาณเสียงเข้า มีช่องรับ 2 คู่ หมายความว่ารับเสียงจากอุปกรณ์ได้สองตัว ไม่มีตัวเลือกว่าจะฟังอะไร ช่องไหนมีสัญญาณเสียงวิ่งเข้าไปก็ส่งเสียงได้หมด แปลว่า ถ้าต่อกับคอมพิวเตอร์สองตัวพร้อมกัน เปิดเสียงพร้อมกัน มันก็จะรวมเสียงแล้วส่งเสียงผสมกันออกมา เป็นหลักการเดียวกับมิกเซอร์ นอกจากนั้นก็มีช่องเสียบไฟตรง 12 โวลท์ และมีช่องต่อสายลำโพงข้างซ้ายอีกตัวหนึ่ง มีรูระบายเบสอยู่ 1 รู ซึ่งเป็นลักษณะของลำโพงตู้เปิด


(รูปจากคนอื่น)

รูปตัวอย่างนี้เป็นรูปจากที่อื่น  ตัวที่ผมได้มาช่องเสียบไฟเลี้ยงเขียนไว้ว่า 12V 1.8A   ส่วนตัวในภาพระบุไว้เพียง 1.2A

การที่ไม่มีปุ่มปรับเสียงทุ้มแหลมมันหมายความว่า Bose มั่นใจในตัวเองอย่างมากว่าเสียงจากลำโพงของเขาเป็นเสียงที่ดีแล้ว ขอแค่แหล่งโปรแกรมที่เอามาเล่นด้วยอย่าห่วยเกินไป มันถือว่าเป็นความสุดโต่งของการออกแบบเพาเวอร์แอมป์และลำโพงระดับหนึ่ง การออกแบบให้เป็นเช่นนี้ถือว่าเป็นดาบสองคม ถ้าแหล่งโปรแกรมที่เอามาใช้เล่นมันมีคุณภาพเสียงที่ดี เสียงก็จะออกมาดี แต่ถ้าแหล่งโปรแกรมมันเสียงแย่ มันก็ออกมาแย่ยิ่งขึ้น

ลองฟัง Bose โดยใช้เครื่องเล่น DVD ต่อผ่านตัวแปลงสัญญาณเสียง D/A converter อีกตัวแล้วค่อยส่งไปให้ Bose ขยายเสียง เสียงที่ได้มีความใส สด มันเป็นบุคลิกของตัวแปลงสัญญาณ แล้วเกี่ยวอะไรกับ Bose ก็ต้องตอบว่าไม่เกี่ยว พล่ามไปให้เปลืองบรรทัดเล่นๆ แต่สิ่งที่ Bose companion2 ทำให้ก็คือ มันส่งเสียงตลอดย่านความถี่ออกมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ เสียงเบสเป็นงานยากของลำโพงขนาดเล็ก Bose Companion 2 ใช้ดอกลำโพงขนาดเพียง 2.5 นิ้ว ดอกเดียวส่งเสียงตลอดย่าน ถึงจะดอกเล็กแต่ให้เสียงเบสได้ลึกเกินตัว เกินตัวไปมากจริงๆ หลับตาฟังแทบจะไม่เชื่อว่ามันออกมาจากลำโพงตัวแค่นี้ เสียงกลางมีความเด่นพอใช้ได้ เสียงสูงยังไม่ใสเท่ากับลำโพงบ้านทั่วไป แต่ก็ไม่ได้น้อยจนทึบ เรายังรู้สึกว่าเสียงฟาดสแนร์ เสียงฉาบ และ แฉ ยังมีความกังวานและมีประกายเสียง แม้ว่าจะไม่สด ไม่กระแทก ไม่รู้สึกมีความแข็งของโลหะแบบลำโพงบ้านราคาหลายหมื่น แต่มันก็มีให้ฟัง

Bose ใส่วงจรพิเศษเข้าไปในระบบลำโพงคู่นี้อย่างน้อยสองอย่าง จริงๆผมเชื่อว่าอาจจะมากกว่านี้ แต่ค้นหาข้อมูลเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เจอเพียงระบบ TrueSpace ที่ทำหน้าที่สร้างเสียงสังเคราะห์ระบบเสียงรอบทิศจากลำโพงเพียงสองตัว กับวงจรปรับโทนเสียงอัตโนมัติ การมีระบบ TrueSpace ผลก็คือทำให้เสียงมีบรรยากาศโอบล้อม คนฟังจะรู้สึกถึงความฉ่ำหวานและมีประกาย มันมีการเล่นเฟสเสียงที่ซับซ้อน การนั่งฟังห่างลำโพงเพียงแค่ไม่ถึงเมตรมันให้คุณภาพที่ดีที่สุด เพราะมันถูกออกแบบมาให้ทำงานบนโต๊ะ แต่หากถอยห่างออกมาเรื่อยๆ ในบางระยะเราจะได้ยินเสียงกลับเฟสของเสียงกลาง เสียงคนร้องจากที่เคยอยู่ตรงกลางระหว่างลำโพงจะมีอาการวูบไปอยู่ด้านขวาบ้างเป็นบางระยะที่เราทดสอบ แต่การนั่งฟังบนโต๊ะทำงานปกติจะไม่พบอาการนี้ แสดงว่า Bose ออกแบบลำโพงคู่นี้เอาไว้ให้นั่งฟังใกล้ๆ แต่ผมกลับขอบฟังจากระยะไกลๆมากกว่า คือใกล้ๆมันก็ได้คุณภาพแบบที่เขาออกแบบ ไกลๆมันก็ได้อีกแบบหนึ่ง เพราะผมไม่ได้สนใจเรื่องความถูกต้องของเสียงว่าจะต้องมีโฟกัสเที่ยงตรง นักร้องยืนอยู่ตรงกลางระหว่างลำโพง การฟังแบบแบล็คกราวน์มิวสิคหรือแบบเปิดทิ้งไว้ฟังไปด้วยทำงานอื่นไปด้วย เราไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องใช้สมาธิในการฟังจับผิด น้ำเสียงที่หวานกลมกล่อมชวนฟังขนาดนี้หาไม่ได้จากเครื่องเสียงบ้านราคาต่ำกว่าสองหมื่น

ระบบปรับโทนเสียงอัตโนมัติเป็นการปรับแต่งเสียงของแหล่งโปรแกรมต่างๆที่เอามาเปิดฟัง อาจจะเป็นเพลง Mp3 คุณภาพต่ำ การฟังเพลงต่างๆผ่านลำโพง Bose มันมีการปรับเสียงให้อัตโนมัติ เพลงแย่ เพลงดี พอเอามาเปิดมันก็เสียงดีเหมือนกันหมด บางเพลงที่ผมโหลดจากอินเทอเน็ตมาฟัง ฟังจาก Bose ไปเรื่อยๆก็ไม่ได้คิดอะไร พอลองเอาหูฟังมาเสียบฟังเพลงเดิม กลับรู้สึกว่ามันแห้งและทึบเหลือเกิน ผมเดาว่าไม่ใช่เพราะ Bose ทำช่องเสียบหูฟังไม่ดี แต่ระบบชดเชยเสียงหรือการปรับโทนเสียงอาจจะไม่ได้ทำงานในการเสียบหูฟัง เพราะ Bose น่าจะออกแบบวงจรพิเศษต่างๆมาให้ทำงานบนตัวลำโพงจริงๆ

การมีหน่วยประมวลผล ตรงนี้คือประเด็นสำคัญ ลำโพงที่จะสามารถทำงานแบบนี้ได้ก็ต้องมีหน่วยประมวลผลในตัวเอง นั่นคือจะมีต้องมีวงจรอิเล็คทรอนิกส์มารับหน้าที่ประมวลผลนอกเหนือไปจากวงจรขยายเสียงปกติ หมายความว่าคุณภาพแบบนี้ เทคนิคแบบนี้จะอยู่ในลำโพงแบบ active เท่านั้น คือมีภาคขยายและมีวงจรประมวลผลในตัว มันเป็นเหตุผลที่ทำให้ลำโพง Bose บางรุ่นที่ออกแบบเป็น sub+sat ไม่มีกำลังขยายเป็นลำโพงที่ยังเสียงไม่ดี เพราะให้ลูกค้าไปหาเพาเวอร์แอมป์ใช้เอง มันปราศจากเทคนิคและวงจรพิเศษมาช่วยเหลือ ลำโพงอย่าง acoustic mass เลยมีน้ำเสียงที่ยังขาดๆเกินๆไม่กลมกล่อมเหมือนลำโพงสำหรับคอมพิวเตอร์อย่าง companion2 ตัวนี้

การมีหน่วยประมวลพิเศษเพื่อช่วยให้ลำโพงทำงานได้อย่างมหัศจรรย์ไม่ได้มีแต่ข้อดีฝั่งเดียว มันมีข้อเสียตามมาด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ มันเสียเวลาไปกับการประมวลผลเล็กน้อย ทำให้เสียงมีอาการดีเลย์อย่างรู้สึกได้ ไม่ใช่ว่าเสียงยืด แต่เป็นอาการมาช้าไปนิดหน่อย ถ้าเราต่อลำโพง Bose คู่กับลำโพงอื่นๆที่ส่งเสียงตรงๆไม่มีวงจรประมวลผลมาทำให้เสียเวลา เราจะได้ยินเสียงโน้ตเดียวกันสองครั้ง คือเสียงที่ได้ยินทันทีจากลำโพงตัวอื่นและตามมาด้วยเสียงจาก Bose เพราะมัวแต่ไปเสียเวลาประมวลผล มันเหมือนเป็นอาการเสียงก้องในห้องกระจก คือมีเสียงหลักกับเสียงที่สองวิ่งคู่กันตลอดเวลา ถ้าเราใช้ฟังเพลงอย่างเดียว ก็จะไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหา แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าเอาไปใช้เล่นเกมส์จะมีปัญหาหรือไม่ ข้อเสียอีกประการก็คือมันเปิดดังไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องฟังเบาๆ มันเปิดดังให้พอดีในห้องได้ ให้อารมณ์การฟังเพลงได้ดี แต่มันยังเอาไปเปิดในงานปาร์ตี้ไม่ได้ มันเปิดดังเผื่อคนเป็นสิบคน หรือเปิดในที่โล่งแล้วยังไม่ดี เพราะความที่มันพยายามส่งเสียงเบสให้ได้เกินตัว ทำให้มันต้องใช้พลังงานเยอะ เหมือนกับว่าลำโพงทำงานหนักมาก ขณะที่ไฟเลี้ยงวงจรยังมีจำกัดเนื่องจากใช้ไฟเพียง 12 V 1.8 amp เท่ากับความดังประมาณไม่เกิน 21.6 วัตต์ หากคิดประสิทธิภาพระดับ 100% แต่ในความเป็นจริง วงจรขยายเสียงหากสามารถทำประสิทธิภาพได้สูงสัก 70% ก็ถือว่าดีมากแล้ว ผมเดาว่า Bose ตัวนี้น่าจะมีประสิทธิภาพประมาณ 70% มากกว่าจะเป็นแค่ 25% แบบเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ทั่วไป การเปิดดังมากๆทำให้วงจรมีอาการคลิป คล้ายกับว่าลำโพงกำลังจะแตก มันเหมือนกับคุณเอารถซิตี้คามาวิ่งในเมืองได้อย่างสนุกสนาน แต่พอต้องออกต่างจังหวัด ต้องทำความเร็วสูงๆ มันสู้รถใหญ่ หรือรถกระบะไมไ่ด้ เพราะมันออกแบบการใช้งานมาคนละประเภทกัน

ประมาณสามวันวันละหลายชั่วโมงที่อยู่กับลำโพงคู่นี้ผมเริ่มรู้สึกว่า Bose น่าจะเป็นลำโพงที่เหมาะแก่การใช้งานระยะยาว การลงทุนที่สูงกว่าลำโพงคอมพิวเตอร์ทั่วไปมันเป็นเรื่องที่รู้สึกคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้กลับคืนมา จ่ายแพงกว่าอีกหน่อย แต่ได้ของที่ใช้ได้ถูกใจและไม่ต้องขวนขวายหาตัวอื่นๆมาแทนมันเป็นสิ่งที่น่าลองทำ เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเงินซ้ำซ้อน ผมเคยเสียเงินซื้อลำโพงมาหลายคู่ เพราะมัวแต่เลือกของถูก ยอมประณีประนอมกับบุคลิกเสียงบางอย่างเพราะว่าต้องดูตามงบประมาณ ผลก็คือมีลำโพงที่ไม่ค่อยได้ใช้อยู่ในบ้านเต็มไปหมด ถ้าซื้อ Bose ตั้งแต่ต้นอาจจะประหยัดกว่านี้

ลำโพง Bose ไม่ได้ให้เสียงที่ถูกต้องแม่นยำ เพราะมันมีการปรับแต่งใส่สีสันต่างๆเข้าไปจนฟังแล้วเคลิ้ม อย่าถามหาความจริงกับ Bose เพราะ ฺBose มันฉอเลาะ ตอแหล กว่าปกติ การเลือกใช้ Bose มันเหมือนเป็นรูปแบบชีวิต เป็นสไตล์หนึ่งๆ ถ้า Bose เป็นกาแฟ ก็จะเป็นกาแฟสตาร์บั๊คส์ คือกลมกล่อม เต็มไปด้วยอารมณ์และบรรยากาศ เข้าไปนั่งแล้วสั่งกินได้ไม่ผิดหวัง นั่งในร้านแล้วรู้สึกปลดปล่อย ไม่เครียด กาแฟทำหน้าที่เป็นเครื่องดื่ม แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือความรู้สึกว่าการมีเวลาส่วนตัว มีโลกส่วนตัว มีความสบายส่วนตัว มีร้านอื่นที่ขายกาแฟเช่นกัน มีกาแฟราคาถูกกว่านี้ มีราคาแพงกว่านี้ แต่สตาร์บั๊คมีมากกว่านั้น บางคนจ่ายสิบกว่าบาทก็แลกกาแฟข้างถนนได้ แต่มันคนละอารมณ์ คนเรากินกาแฟไม่ใช่เพราะต้องการเพียงแค่คาเฟอีน อารมณ์กาแฟต่างหากที่ต้องการ

ถ้า Bose เป็นภาพถ่าย Bose คือภาพที่ได้จากฟิล์มสไลด์ fuji Velvia ซึ่งเป็นฟิล์มสไลด์ที่ให้สีสันสดจัดจ้านที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา ภาพจากฟิล์มสไลด์ตัวนี้มีความอิ่มตัวของสีที่สูงมาก มีรายละเอียดสูงมาก และภาพในหนังสือ National Geographic ในยุคก่อนดิจิทัลจะครองเมืองจะเป็นภาพจากฟิล์มตัวนี้เป็นส่วนใหญ่

ถ้า Bose เป็นรถยนต์ มันอาจจะเป็น Honda CRV ที่เป็นรถอเนกประสงค์ ขับไปร่วมงานอะไรก็ได้ ไปงานหรูก็ได้ ไปงานบวชงานวัดก็ได้ สมรรถนะพอใช้ ไม่แรงไม่ลุยเท่าโฟวีลแท้ๆ ไม่คล่องตัวอย่างซิตี้คาร์ แต่ขับได้ทุกวัน ใช้ได้ทุกวัน ในเมือง หรือนอกเมือง ชีวิตบนตึกหรือท่องเที่ยวก็ได้หมด

ถ้า Bose เป็นอาหาร ผมคิดว่ามันเป็นข้าวผัด บางคนชอบกินข้าวขาว บางคนชอบกินข้าวกล้อง Bose เป็นข้าวที่ปรุงเสร็จแล้ว สามารถกินเปล่าๆ หรือ กินพร้อมกับก็ได้ มันมีรสชาด มีความหวานมัน

คิดถึง ipod คิดถึงความสุขในการฟังเพลง

IMG_9017

เครื่องเล่น mp3 เครื่องแรกที่ผมเคยได้ยินข่าวคราวก็คือเครื่องยี่ห้อ rio ผมจำสเป็คโดยละเอียดไม่ได้ และไม่เคยมีโอกาสได้ฟัง ในช่วงเวลาแรกเริ่มของ mp3 ผมฟังผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์และไม่เคยรู้สึกหลงใหลได้ปลื้มกับ mp3 เลย ทั้งๆที่ ณ เวลานั้นมีแผ่นรวมเพลง mp3 ขายอยู่แล้วมากมาย

อาจจะเป็นเพราะว่าการฟัง mp3 ในยุคแรกนั้นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก ทำให้ผมไม่สามารถพกพามันไปกับตัวได้  ปี 1998 ปีนั้นที่ฝรั่งเศสได้แชมป์ฟุตบอลโลก ผมยังคงไปซื้อเครื่องเล่นเทปแบบวอล์คแมนเครื่องใหม่หน้าตาสวยมาใช้งานอยู่เลย อัลบั้มเพลงที่ผมจำได้ว่าผมฟังจากเทปวอล์คแมนเครื่องนี้บ่อยที่สุดคืออัลบั้มของ pause ชุด mind ที่มีเพลงข้อความ เพลงความลับ ที่ยังคงเป็นเพลงน่าฟังอยู่ตลอดกาลของวงดนตรีวงนี้

mp3 ฮิตมากกับการใช้งานบนโต๊ะทำงาน เพราะเปิดด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมมีเพลง mp3 สะสมอยู่ในเวลานั้นหลายร้อยเพลง มีเพลงที่ชอบมากๆอยู่ประมาณ 100 เพลง และผมก็ไม่คิดว่าจะพกพามันไปฟังบนรถเมล์ หรือ ฟังตอนขับรถ เพราะไม่รู้จะขนเพลงเหล่านั้นทั้งร้อยเพลงไปได้อย่างไร ตอนนั้นลืมเครื่องเล่น mp3 แบบพกพาไปได้เลย เพราะเครื่องแพงมาก และหน่วยความจำที่มีอยู่ก็อยู่ที่ระดับประมาณ 16-32 เม็กกะไบต์ มันเก็บเพลงได้ไม่ถึง 10 เพลง ผมพกเครื่องเล่นเทปยังได้เพลงเยอะกว่า

หลายปีต่อมาผมได้ข่าวว่า apple ทำเครื่องเล่น mp3 ออกมาขายราคาประมาณสองหมื่นบาท ผมไม่สนใจเลยเนื่องจากไม่มีเงินซื้อ และไม่เคยคิดว่าจะต้องจ่ายเงินให้กับอุปกรณ์การฟังเพลงในราคาสูงขนาดนั้น แม้ว่าผมจะเป็นคนเล่นเครื่องเสียง และยินดีจ่ายให้กับเครื่องเสียงราคาหลายหมื่น แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะต้องจ่ายให้กับเครื่องเล่น mp3 ในราคาแพงกว่าเครื่องเสียงบ้าน ผมปฏิเสธ mp3 มาตลอดทั้งในด้านคุณภาพ และราคา

ในบางวันที่ผมฟังเทปจากวอล์คแมน ผมก็อยากฟังวิทยุบ้าง ตอนนั้นก็ไปซื้อเครื่องรับวิทยุมาใช้ เป็นเครื่องรับวิทยุที่ราคาถูกๆ มันรับคลื่นได้แต่ไม่ชัด สุดท้ายก็ทนฟังไม่ได้ ผมก็เลยหันหลังให้กับรายการวิทยุไปนานแสนนาน กว่าจะรู้ตัวอีกทีเขาก็มีคลื่นวิทยุที่เปิดเพลงกันต่อเนื่องห้าสิบนาทีเสียแล้ว ผมตกยุคไปหลายปีเลย

_MG_6408

แล้วผมก็ไปเพลิดเพลินอยู่กับการหัดถ่ายภาพ ผมแทบไม่ได้ฟังเพลงอย่างตั้งใจอีกเลย จนวันหนึ่งเพื่อนเอา ipod mini มาให้ลองฟัง ก่อนจะทดลองฟัง ผมก็ออกตัวกึ่งด่า กึ่งดูถูกไว้หลายอย่าง เพื่อนก็หวังดีบอกให้ผมฟังดูก่อน พอลองฟังสักสองเพลง ผมถามราคา เพื่อนบอกเจ็ดพันบาท ผมฝากซื้อทันที และมีเพื่อนอีกสองคนที่อยู่ในที่นั้นก็ซื้อพร้อมผมอีกคนละเครื่อง ผมบอกไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเทคโนโลยี แต่เพลง mp3 ในเครื่องเล่น ipod มันเพราะมาก มันเหมือนคนที่ไม่ได้กินอาหารถูกปากมานาน พอเจอเมนูอร่อยเข้าไปกลายเป็นคนตะกละขึ้นมาเลย

ipod mini เป็นเครื่องเล่นเพลงติดตัวผมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เครื่องเล่นเทปวอล์คแมนผมก็เก็บลืมตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเช่นกัน และจนบัดนี้มันก็ไม่เคยทำงานอีกเลย คุณภาพเสียงของ ipod mini ทำให้ผมเริ่มหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หาประวัติของ ipod เลยทำให้เริ่สนใจเครื่องคอมพิวเตอร์ของ apple ไปพร้อมกัน แม้ว่าผมจะชอบ ipod แต่ผมก็ยังไม่คิดจะใช้คอมพิวเตอร์ของ apple เพราะว่าตอนนั้นผมมีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ และเครื่องโน้ตบุ๊คส่วนตัวผมเป็น ibm หน้าตาดำๆถึกๆ มันเป็นโลกของ windows และ ibm และ โปรแกรม visual studio ของ microsoft

สิ่งที่ผมชอบใน ipod mini คือหน้าตาที่ดูคลาสิค และรูปร่างไม่ใหญ่โต ตัวถังเป็นอลูมิเนียมที่เป็นรอยยากมาก หน้าจอใช้ไฟเรืองแสงสีขาว มันเป็นความลงตัวที่ผมรู้สึกดี ความจุที่มี 4Gb สามารถเก็บเพลงได้ประมาณ 1000 เพลง แน่นอนว่าผมมีเพลงสะสมจนเต็มความจุแล้ว ทุกวันนี้ยังไม่เจออุปกรณ์อะไรที่ดูน่าทนุถนอมขนาดนั้นเลย คุณภาพเสียงก็ดีถูกใจมาก โดยเฉพาะหูฟังที่มาพร้อมกับ ipod mini เป็นหูฟังที่มีบุคลิกที่เป็นกลาง คือมันราบเรียบ ฟังเสียงคนได้ชัดเจน มันสามารถฟังเพลงได้นานโดยที่ไม่รู้สึกล้า ไม่เลี่ยน มันแตกต่างไปจากหูฟังโซนี่ที่ฟังทีแรกจะรู้สึกว่าเพราะ มัน เสียงใส แต่ฟังนานๆหลายชั่วโมงแล้วทรมาน

เคยมีคนแย้งว่าทำไมถึงอยากจะฟังเพลงตั้งพันเพลง ipod ความจุเยอะเกินความจำเป็น ต้องจ่ายราคาแพงกว่าชาวบ้าน ipod ราคาเกือบหมื่น แต่ของคนอื่นขายกันสองพันบาท ความจุ 512mb ก็พอแล้ว หลายความเห็นออกมาแนวทางเดียวกันคือ ipod แพงเกินไป ผมก็รู้สึกว่าแพง แต่ผมก็พบว่าการที่ผมมีเพลงติดตัวไปสักหนึ่งพันเพลงผมก็ไม่ได้อยากฟังทุกเพลงหรอก แต่ว่าผมสามารถเลือกฟังเพลงอะไรก็ได้จากหนึ่งพันเพลง เลือกฟังได้ทันทีโดยไม่ต้องกลับบ้านไปลบเพลงเก่าและก็อปปี้เพลงที่ต้องการลงไป แต่ละวันผมอาจจะฟังเพลงแค่สิบเพลง แต่มันก็ไม่สามารถจะบอกได้หรอกว่าสิบเพลงนั้นมีเพลงอะไรบ้าง การแบกเพลงใส่ ipod ไว้หนึ่งพันเพลงมันทำให้ผมสามารถเลือกเพลงที่อยากฟังได้ครบตามที่ต้องการ หรือเกือบครบทุกเพลง มันเป็นสิ่งที่เครื่องเล่นอื่นๆให้ไม่ได้

ตอนนั้น ipod ไม่มีคู่แข่งเลย ทั้งในแง่คุณภาพเสียงและความจุ มียี่ห้ออื่นๆพยายามจะทำขายก็ยังไม่มีจุดเด่นที่ดีกว่า มันเป็นเรื่องที่ช่วยไ่ม่ได้จริงๆที่จะไม่เปิดใจให้กับเครื่องเล่นยี่ห้ออื่นๆ เพราะเมื่อลองฟังก็รู้สึกว่ามันไม่ลงตัว เสียงยังไม่ถูกใจ แต่ผมก็ทดลองฟังตัวอื่นๆอยู่เรื่อยๆ แล้ววันดีคืนดีก็เจอกับเครื่องเล่น mp3 ตัวใหม่ที่เสียงดีกว่าเดิม

IMG_9032

มันคือ ipod รุ่น shuffle รุ่นที่มีความจุเพียง 512 Mb หรือเก็บเพลงได้แค่ 120 เพลงเท่านั้น ผมเดินผ่านร้านขายเครื่องเสียง ก็แวะดูไปตามเรื่อง ถามพนักงานเรื่องคุณภาพเสียงของ ipod 3 ตัวที่วางเรียงกันอยู่ในร้าน พนักงานบอกว่า shuffle เสียงดีที่สุด ผมไม่เชื่อเลยขอลองฟังบ้าง ฟังเพลงเดียวกัน หูฟังเดียวกัน แล้ววันนั้นผมก็เสียเงิน ได้ shuffle กลับบ้านไปอีกตัว มันเป็นเครื่องเล่นที่ไม่มีหน้าจอ ก็อปปี้เพลงลงไปแล้วก็เปิดเล่นเลย หลายคนออกความเห็นว่าไร้สาระ เอา ipod ตัวใหญ่มาติดเทปบังหน้าจอไว้ก็เหมือนได้ใช้งาน shuffle แล้ว ซึ่งผมก็ไม่ได้แย้งอะไร แต่ผมรู้สีกว่า ipod shuffle ที่ไม่มีจอภาพมันมีดีกว่านั้น มันเป็นมากกว่านั้น แต่ก็อธิบายไม่ได้

การก็อปปี้เพลงลงไปในเครื่องเล่น ipod ต้องทำผ่านโปรแกรม iTune ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถเปิดเพลงได้ทั่วไป สร้างรายการเพลงที่ชอบ รวมเพลงเป็นชุดๆได้ตามใจ ทุกเพลงที่อยู่ใน iTune กดปุ่มเดียวมันก็จะก๊อปปี้ทุกอย่างลงไปใน ipod แปลว่า บนเครื่องคอมพิวเตอร์เรามีเพลงอะไร จัดระเบียบจัดอัลบั้มรวมกันไว้อย่างไรมันก็มีอย่างนั้นใน ipod เช่นกัน และความพิเศษมากขึ้นอย่างหนึ่งก็คือมันบันทึกการเล่นเพลงต่างๆเอาไว้ เพลงไหนเล่นบ่อยที่สุดก็มีการนับไว้ และมันก็มีรายการเพลง top hit ให้เราอัตโนมัติ แปลว่า ในหลายๆพันเพลงจะมีเพลงที่เราฟังบ่อย 25 เพลงถูกจัดเป็น top hit ให้ และเราสามารถสั่งให้ ipod shuffle ก็อปปี้เพลง top hit เหล่านั้นลงได้ได้อัตโนมัติ

ipod shuffle ที่เก็บเพลงได้เพียงเล็กน้อยมีเพลงที่เราฟังบ่อยๆอยู่ในนั้น มันเป็นรูปแบบการเลือกเพลงที่”ไม่ผิดหวัง” เพราะว่าเราฟังบ่อยจริง มันแก้ปัญหาของคนลังเลได้อย่างดี เพราะเราคงเคยเจอปัญหาว่า มีเพลง มีแผ่น (เมื่อก่อนก็มีเทปด้วย) เยอะไปหมด จะเลือกเอาเพลงไหนไปฟังบนรถดี หรือจะเอาแผ่นเพลงไหนติดตัวไปเที่ยวต่างจังหวัดดี เมื่อก่อนผมเคยขับรถไปต่างจังหวัดหลายวัน ผมขนแผ่นซีดีใส่ลังไปด้วยเกือบห้าสิบแผ่น มันเป็นเรื่องบ้าๆที่เคยทำ

พอรับ ipod เข้ามาในชีวิต ความบันเทิงแบบพกพาก็เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง จากการฟังเพลงแต่เพียงอย่างเดียวมันเริ่มมีความต้องการให้ ดูภาพได้ ดูวิดีโอได้ ซึ่งคนที่คิดแบบผมไม่ได้มีคนเดียว มันคิดแบบเดียวกันทั้งโลก และแล้ว ipod ก็มีรุ่น ipod photo ที่สามารถก็อปปี้ภาพลงไปดูได้ และแน่นอนว่าหน้าจอของ ipod กลายเป็นจอสีแล้ว หลังจากนั้นอีกไม่นาน ipod video ก็ตามมาติดๆ เป็นเครื่องเล่นแบบพกพาที่สามารถดูวิดีโอได้ด้วย ซึ่งในเวลานั้นเครื่องเล่นโนเนมจากจีนก็มีความสามารถในการเล่นวิดีโอออกมาก่อนแล้ว แต่วิดีโอในเครื่องโนเนมต่างๆเป็นวิดีโอที่คุณภาพต่ำ การแสดงผลยังไม่ประทับใจ และไม่สามารถต่อสายภาพออกมาเข้าเครื่องรับโทรทัศน์ได้ แต่ ipod video ทำได้ทุกอย่างที่บอกมา มันเป็นข้อได้เปรียบที่ ipod มีความจุเยอะ เลยสามารถเก็บข้อมูลวิดีโอที่มีขนาดใหญ๋ได้ คุณภาพของวิดีโอเลยดีกว่า

ความนิยมของ ipod ค่อยๆสะสมก่อตัวขึ้น จนกระทั่งแพร่หลายไปทั้งโลก สิ่งที่ชี้วัดได้ง่ายที่สุดก็คือมีอุปกรณ์เสริมต่างๆออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นซองผ้า ซองหนัง ซองพลาสติก ลำโพง เครื่องเสียง ทุกอย่างที่เอามาต่อพ่วงกับ ipod ได้จะถูกผลิตออกมาเต็มไปหมด แม้แต่เครื่องมีดโกนหนวดต่อกับ ipod ก็ยังมี เลเซอร์พอยเตอร์ก็มี มันไม่ได้เกี่ยวกับการฟังเพลงแต่ก็มีคนทำอุปกรณ์เสริมออกมา มันมากมายลามไปถึงกลุ่มแฟชั่น กระเป๋าหนังบางยี่ห้อมีช่องใส่ ipod แยกต่างหาก มันฮิตระเบิดเลย

scan-2012-minilux-jul-17

มาถึงปี ค.ศ. 2006  ipod พัฒนาไปมากกว่าเดิมหลายช่วงตัว มันกลายไปเป็น iphone เป็นเครื่องเล่นหน้าจอสัมผัส เล่นอินเทอเน็ตได้ มันมีกล้องในตัว มันเป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์ มันใส่โปรแกรมเพิ่มเพื่อทำงานอื่นๆได้อีกมากมาย มันไปไกลจนเกินกว่าจะเป็นเครื่องเล่นเพลงไปเสียแล้ว เราหยุดการพัฒนาไม่ได้ มันเป็นเรื่องปกติของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ ผมแอบคิดเล่นๆว่า ipod ชวนคนทั้งโลกให้หันมาฟังเพลง แต่ตอนนี้กำลังพาคนทั้งโลกออกจากเพลง ไปสู่สิ่งใหม่ที่สับสนวุ่นวาย ทั้งภาพ วิดีโอ อินเทอเน็ต มันน่าคิดเหมือนกันว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร เครื่องเล่นเพลงที่แท้จริงมันอาจจะหยุดอยู่ที่ ipod รุ่นสุดท้ายก่อนที่จะเริ่มใช้ระบบสัมผัสหน้าจอ อารมณ์คนฟังเพลงต้องการแค่นั้นจริงๆ ที่มากกว่านั้นและทุกอย่างที่อยู่ใน iphone มันมากเกินไปสำหรับคำว่าดนตรี

ทดสอบ macbook air 11นิ้ว

macbook air เป็นโน้ตบุ๊คของ apple ที่ออกมาหลายปีแล้ว ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีหน้าตาดูดีและรูปร่างที่เพรียวบางที่สุดในโลกรุ่นหนึ่ง ในครั้งแรกออกมาราคาแพงลิบริ่ว แต่ก็มีเทคโนโลยีที่ดีตามมาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นตัวถังแบบอะลูมิเนียมขึ้นรูปชิ้นเดียวทำให้มีความแข็งแรง การออกแบบที่แบนบางทำให้สามารถพกพาได้สะดวก การไม่มีช่องใส่ซีดีทำให้มีซอร์ฟแวร์แชร์ไดร์ฟซีดีจากเครื่องอื่นๆมายังเครื่อง macbook air ได้ โลกของอินเทอเน็ตแบบไร้สายเป็นจริงเป็นจังยิ่งกว่าเดิม

วันดีคืนดี macbook air กลับกลายมาเป็นโน้ตบุ๊คที่ราคาถูกที่สุดที่ apple เคยผลิตออกมา และขณะเดียวกันก็เป็นโน้ตบุ๊คที่มีน้ำหนักเบาที่สุดอีกต่างหาก โน้ตบุ๊คตัวเก่าของผมเป็น macbook pro จอ 15 นิ้ว เป็นโน้ตบุ๊คที่ตั้งใจซื้อมาเพื่อการทำงานโดยเฉพาะ และมันก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบ มันทำได้ทุกอย่างที่คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งควรจะทำได้ แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยขนาดตัวที่ใหญ่พอสมควร กระเป๋าโน้ตบุ๊คใบเก่าๆของผมหลายใบใช้กับ macbook pro ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาผมใช้โน้ตบุ๊คตัวเล็กมาตลอด เลยต้องหากระเป๋าใบใหม่ ใบที่ใหญ่พอจะใส่โน้ตบุ๊ค 15 นิ้วได้ ผลก็คือ กระเป๋าใหญ่และหนักมาก

ผมชอบโน้ตบุ๊คตัวเล็กมากกว่าตัวใหญ่ แต่โน้ตบุ๊คตัวเล็กๆอื่นๆที่เคยซื้อก็มีคุณภาพที่น้อยไปหน่อย บางตัวก็เล็กเกินไป บางตัวก็ช้าเหลือเกิน บางตัวก็ทั้งช้าและเล็ก เลยได้แต่รอว่า macbook air ลดราคาเมื่อไหร่จะได้ซื้อมาใช้แทนตัวเก่า

แล้วมันก็เป็นจริง macbook air หน้าจอ 11 นิ้ว มันเปิดตัวเมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว และเมื่อวานนี้มันก็วางขายในประเทศไทย และวันนี้มันก็มาตั้งอยู่ที่โต๊ะทำงานผมแล้วด้วยค่าตัว 34900 บาท

หน้าจอ 1366×768 พิกเซล ขนาดกว้าง 11.6 นิ้ว ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คจอเล็ก แต่ก็ไม่เล็กเกินไป มันยังให้ความละเอียดที่เพียงพอต่อการทำงาน ดีกว่าเน็ตบุ๊คราคาหมื่นกว่าบาทที่หน้าจอให้มาเพียง 1024×600 พิกเซล อย่าง acer one ที่ผมเคยอยากได้ แต่พอซื้อมือสองมาลองแล้วถึงจะรู้ว่าเน็ตบุ๊คมันช้าเกินไปสำหรับการทำงานในปัจจุบัน

macbook air รุ่น 11.6 นิ้วตัวนี้ใช้ซีพียู intel core2duo ความเร็ว 1.4Ghz ดูเหมือนจะน้อยไปเมื่อเทียบกับมาตรฐานปัจจุบันที่ความเร็วซีพียูวิ่งกันอยู่ที่ระดับ 2-3GHz กันแล้ว แต่ก็มีการทดลองเปรียบเทียบในต่างประเทศแล้ว และพบว่า macbook air ไม่ได้ช้าไปกว่าตัวอื่นๆเลย ตัวเลขซีพียูไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความสามารถทั้งหมดของคอมพิวเตอร์ มันมีอย่างอื่นอีกที่ทำให้ macbook air มีความเร็วสูงอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือการเลือกใช้ตัวเก็บข้อมูลแบบโซลิทสเตท หรือไม่ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบแม่เหล็กอีกแล้ว เพราะความเร็วของโซลิทสเตทมันเร็วกว่าแม่เหล็กอยู่หลายเท่า แถมยังประหยัดพลังงานกว่าอีกด้วย ระยะเวลาที่ใช้งานได้ของ macbook air รุ่น 11 นิ้วนี้ อยู่ในระหว่าง 5-8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาการทำงานที่ยาวนานเพียงพอ

การเชื่อมต่อที่มีให้ จะมีช่องต่อจอภาพใช้ขั้วต่อแบบ mini display port ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ apple ช่องต่อ usb 2 ช่อง ซึ่งดูเหมือนจะน้อยไปหน่อย และช่องเสียบสายหูฟังเท่านั้น ไม่มี card reader และไม่มีช่องเสียบไมโครโฟน คีย์บอร์ดที่ให้มามีขนาดใหญ่โตเป็นปกติ ทำให้การวางมือเพื่อเตรียมพิมพ์ข้อความเป็นไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ สามารถพิมพ์ตัวหนังสือได้สะดวก เพียงแต่รู้สึกว่า ปุ่มกดต่างๆมันมีระยะจมตัวค่อนข้างน้อย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าตัวถังโน้ตบุ๊คมันบางมาก ทำให้ปุ่มกดมีระยะยุบตัวน้อยตามไปด้วย แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะปรับตัวไม่กี่นาทีก็สามารถพิมพ์ข้อความเร็วๆและยาวๆเหมือนรีวิวนี้ได้

สิ่งที่ประทับใจทันทีก็คือระยะเวลาเปิดเครื่องทำได้ภายใน 15 วินาทีเท่านั้น แตกต่างจากเครื่องตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊คตัวเก่าที่ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบแม่เหล็กอย่างไม่เห็นฝุ่น เดี๋ยวนี้ผมเล่นอินเทอเน็ตผ่านตัวต่อสัญญาณแบบ 3g ซึ่งเป็นอุปกรณ์พกพาประเภทหนึ่ง มันมีหน้าตาคล้ายโทรศัพท์ มันมีปุ่มกดเพื่อเปิดเครื่อง กดเพื่อรับสัญญาณไวเลสแลน และกดปุ่มเพื่อต่อสัญญาณกับเครือข่ายโทรศัพท์ 3g ซึ่งไอ้เจ้าตัวต่อสัญญาณตัวนี้ หรือ เรียกย่อๆว่า mifi มันเปิดตัวเองและเข้าสู่โหมดพร้อมทำงาน ใช้เวลานานกว่า macbookair เสียอีก ไม่ใช่ว่าอุปกรณ์อื่นมันช้า แต่เป็นเพราะ macbook air มันเร็วมาก

ใช้เล่นเน็ตไปเรื่อยๆ ผ่านไปสองชั่วโมง ความเร็วของ macbook air ไม่ตกเลย การเปิดอ่านข้อมูลในอินเทอเน็ตหลายๆหน้าต่าง สลับแต่ละหน้าไปมา อ่านแล้วคลิก อ่านแล้วคลิกไปเรื่อยๆ มันราบลื่น ไม่หน่วง เวลาเปิดโปรแกรมต่างๆใช้เวลาโหลดน้อยลง พอโหลดเสร็จแล้วการเปลี่ยนโปรแกรมไปมาระหว่างสองถึงสามโปรแกรมทำได้เร็วมาก เร็วกว่าการทำงานในอดีตที่ผ่านมาทั้งชีวิตเลย ความดีความชอบครั้งนี้เป็นเพราะการใช้ตัวเก็บข้อมูลแบบโซลิทสเตท ซึ่งมันคงเป็นอนาคตที่ทุกอุปกรณ์ทุกเครื่องมือจะต้องเข้าไปสู่ระบบเดียวกัน

การไม่มีฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก ทำให้ไม่ต้องมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว ทำให้ไม่เปลืองพลังงาน ลดการสึกหรอ อายุการใช้งานจะยาวนานยิ่งกว่าเดิม และชั่วโมงการทำงานด้วยแบตเตอรี่ก็จะนานขึ้น ความร้อนที่เกิดจาก macbook air ค่อนข้างน้อยอย่างน่าประหลาดใจ เพราะ macbook pro ตัวเก่าของผมมันร้อนมากจนไม่อยากจับเลย การอุ้มโน้ตบุ๊คทำงานบนตักเป็นสิ่งที่ผมหลีกเลี่ยงมาตลอด เพราะมันร้อนจนน่าจะเอาไปรีดผ้าได้ แต่กับ macbook air ตัวใหม่นี้ เอามือจับที่ใต้เครื่องตอนที่ใช้งานไปสองชั่วโมง มันแค่อุ่นๆ

น้ำหนักตัว 1.06 กิโลกรัม เวลาหยิบขึ้นมาใช้งานนับว่าเป็นความรู้สึกที่ดี เพราะมันเบา ทำให้ไม่รู้สึกเกี่ยงที่จะหยิบมาเปิดดูข้อมูลต่างๆ คือลดความรู้สึกลำบากลงไปได้เยอะ สิ่งที่น่าชื่นชมอีกประการหนึ่งก็คือ เวลาเอาโน้ตบุ๊ควางบนโต๊ะ เราสามารถมือเพียงข้างเดียวยกฝาเพื่อกางหน้าจอขึ้น ความหนืดของบานพับฝืดกำลังพอดี ไม่ได้ฝืดแน่นจนยกฝาแล้วคีย์บอร์ดด้านล่างก็ติดขึ้นมาด้วย เพราะโน้ตบุ๊คเกือบทุกตัวที่เคยใช้มา ต้องใช้สองมือเพื่อกางหน้าจอทั้งสิ้น คือมือนึงจับฝา มือนึงจับฐาน แล้วก็กางให้มันแยกกัน macbook air มันออกแบบบานพับได้ดี ดีมาตั้งแต่รุ่นแรกเสียด้วยซ้ำ

หลังจากได้มาสองวัน ก็ทะยอยลงโปรแกรมเพื่อทำงาน แล้วก็ทดสอบเปิดไฟล์อาร์ตเวิร์คต่างๆ ปกติ เวลาลูกค้าส่งไฟล์อาร์ตเวิร์คมาให้พิมพ์ ก็ต้องเปิดมาตรวจสอบ ปรับขนาด แล้วก็ save ออกไปเป็น pdf เพื่อเอาไฟล์ pdf ไปทำดิจิทัลปรู๊ฟ ผมลองกับงานตัวเดิมของลูกค้ารายหนึ่ง ผมเคยต้องใช้เวลาประมาณ 3 นาที สำหรับการเปิด ตั้งขนาด และ save ใหม่อีกครั้ง แต่บน macbook air ตัว 11 นิ้วนี้ ผมใช้เวลาประมาณ 1 นาทีก็ทำเสร็จแล้ว ถือว่าเป็นความเร็วที่น่าทึ่งมาก มันตอกย้ำชัดเจนว่า ความเร็วของหน่วยประมวลผล หรือ ซีพียู ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความเร็วของทั้งระบบ ทุกอย่างต้องมีความเร็วที่สอดคล้องกันมันถึงจะพาให้ทั้งระบบเร็วขึ้นได้ แปลเป็นภาษาชาวบ้านอีกทีก็ต้องบอกว่า ทีมเวิร์คที่ดี ทำให้ผลงานดี ความเร็วของเมนบอร์ด แรม ตัวเก็บข้อมูล ยิ่งเร็วทันกัน ระบบโดยรวมก็ยิ่งเร็วตามกันไป

การเตรียมเครื่องเพื่อใช้กับงานสิ่งพิมพ์และภาพถ่ายจะต้องมีการคาลิเบรตจอภาพด้วย ผมมีเครื่องมือสำหรับคาลิเบรตอยู่ มันคือ X-rite รุ่น i1 ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ สิ่งที่พบก็คือผมไม่สามารถแขวนอุปกรณ์ตัวนี้บนหน้าจอ macbook air 11 นิ้วได้ เพราะจอมันเล็ก ความสูงของจอไม่เพียงพอ สุดท้ายก็เลยต้องวางนอน ปล่อยให้ macbook air นอนอ้าซ่าแบบในภาพเพื่อทำการคาลิเบลต ผลการคาลิเบลตก็ผ่านไปได้ด้วยดี ภาพก่อนทำ และหลังทำมีความแตกต่างกัน ภาพที่มากับตัวเครื่องจะมีความดำมากกว่าเล็กน้อย ส่วนภาพที่ผ่านการคาลิเบรตแล้วจะลดความดำลง คือเปิดให้เห็นรายละเอียดในส่วน shadow หรือ เงามืดได้มากขึ้น แต่มันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าเทียบเป็นหน่วยการรับแสง f-stop ผมคิดว่ามันเหมือนภาพสว่างขึ้นประมาณ 1/3 stop

สรุปสั้นสำหรับการทดสอบ macbook air หน้าจอ 11 นิ้วตัวนี้
มันสอบผ่านในเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน เพราะมันทำงานหลายๆอย่างได้เร็วขึ้น
มันสอบผ่านในเรื่องของความเบา เพราะมันเบาเกือบจะที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คหน้าจอ 11 นิ้วตัวอื่น
มันสอบผ่านเรื่องความสวยงาม
มันสอบผ่านเรื่องราคา เพราะมันเป็นโน้ตบุ๊คของ apple ที่ถูกที่สุดเท่าที่เคยมีมา
มันสอบผ่านเรื่องแบตเตอรี่ เพราะมันทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง ยิ่งรุ่นที่เป็นจอ 13 นิ้ว จะให้แบตมากกว่านี้อีก

รีวิวเก้าอี้ aeron chair ของ herman miller เก้าอี้เพื่อคนนั่งนาน

ช่วงห้าปีหลังมานี้ผมมีปัญหากับอาการปวดหลัง บางครั้งปวดรุนแรงถึงกับงอตัวไม่ได้ ตอนที่ปวดมากๆ ไม่สามารถออกแรงพยุงตัวเองออกจากรถยนต์ได้เลย เพราะท่าลุกออกจากรถยนต์มันใช้กล้ามเนื้อหลังเป็นหลัก อาการปวดหลังจะเป็นอยู่นานๆที แต่มันก็เป็นบ่อยจนผมจำ จำว่าผมเป็นคนมีหลังไม่แข็งแรง

เคยไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นกระดูกทับเส้นประสาท แฟนบอกกระดูกสันหลังของผมอาจจะคด แอบคิดไปเองว่าท่านั่งทำงานของผมคงมีปัญหา คงต้องพยายามเปลี่ยนเก้าอี้ที่นั่งทำงาน เพื่อให้สภาพหลังและก้นดีขึ้น

aeron1

แล้วก็ได้มารู้จักเก้าอี้ยี่ห้อ herman miller ซึ่งยี่ห้อนี้เป็นยี่ห้ออะไรมาจากไหนผมก็ไม่เคยรู้ ถ้าบอกว่ารถเบนซ์ รองเท้าไนกี้ กล้องนิคอน แบบนี้ก็พอจะรู้จัก แต่ยี่ห้อเก้าอี้ไม่เคยอยู่ในความสนใจ เมื่อหลายปีก่อนผมเคยได้งานพิมพ์ชิ้นหนึ่ง เป็นของบริษัท herman miller ซึ่งขายเฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะเก้าอี้ในรูปแบบต่างๆ ลักษณะของสิ่งพิมพ์ที่เขาสั่งพิมพ์กับผมนั้นเป็นงานออกแบบสิ่งพิมพ์ที่เรียบง่ายและสร้างสรรค์ ไม่เหมือนใบปลิวของสินค้าอื่นทั่วไปที่แจกกันดาดดื่นไม่มีราคา สิ่งพิมพ์ชุดนั้นทำให้ผมอยากรู้ราคา และพอรู้แล้วก็ทำใจลืมไปเสียทันที เพราะมันเป็นเก้าอี้ที่แพงเหลือเกิน แพงในแบบที่ผมไม่คิดว่าผมจะอยากได้มัน

และเมื่อไม่นานมานี้ อาการปวดหลังก็กลับมาอีกครั้ง ประจวบกับในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งมีการพูดคุยกันเรื่องเก้าอี้ที่สามารถช่วยแก้อาการปวดหลังได้ ผมก็เลยสนใจและลองหาข้อมูลดู เก้าอี้ที่ว่านี้ชื่อ Aeron Chair เป็นของ Herman miller และมีการรวมตัวกันซื้อของสมาชิกเว็บบอร์ดด้วยเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง

aeron2

สมัยทำงานใหม่ๆ ผมทำงานในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ เป็นงานที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานเป็นหลัก จะเกิดงานก็ต่อเมื่อนั่งหน้าจอคอมฯเท่านั้น ในตอนนั้นก่อนจะนั่งเขียนโปรแกรมในแต่ละวัน ผมจะจัดที่ทาง จัดโต๊ะทำงาน เตรียมขนม ของกิน กาแฟ สมุด กระดาษ แก้วน้ำ และเก้าอี้อย่างพร้อมเพียง เพื่อให้สมาธิอยู่กับงานเต็มที่ นอกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ดีๆสักตัวแล้ว สิ่งที่อยากได้คู่กันถ้าเลือกได้ก็คือเก้าอี้ที่ถูกใจ แต่ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าเก้าอี้ดีๆมันมีราคาเท่าไหร่ และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีธุรกิจขายเก้าอี้ดีๆอยู่ในโลกนี้ด้วย เพราะความคิดในวัยนั้นคิดว่า ที่รองก้น มีพนักพิง ก็พอแล้ว

ในเว็บบอร์ดตกลงรวมตัวกันไปซื้อเก้าอี้ ผมยกมือเป็นหนึ่งในนั้น แล้วก็แวะไปที่โชว์รูม ซึ่งเป็นโชว์รูมที่ผมเคยขนสิ่งพิมพ์ไปส่ง ที่เดิม เวลาเปลี่ยน วัยวุฒิเปลี่ยน ผมแก่ขึ้น และมีความอยากจะลงทุนกับสิ่งที่เรียกว่าสุขภาพมากขึ้น ก็เลยซื้อกลับมา 1 ตัว และวันนี้มันก็มาส่งแล้ว ผมนั่งทำงานและพิมพ์ข้อความนี้บนเก้าอี้ตัวใหม่นี้

จากเอกสารที่หาอ่านในอินเทอเน็ต Aeron เป็นเก้าอี้ที่ออกแบบโดยสถาปนิก เพื่อสถาปนิก และมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายสิบชิ้น ยิ่งหาก็ยิ่งเจอแต่คำแนะนำให้ใช้ ยิ่งเจอแต่คำชมว่า aeron chair เป็นเก้าอี้ที่ดีที่สุดสำหรับการนั่งทำงาน เป็น the wish list ของโปรแกรมเมอร์และคนนั่งโต๊ะทำงานเกือบทั่วโลก และยังได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมอีกหลายรางวัล เป็นเก้าอี้แห่งทศวรรษกันไปนั่น

นอกจากคำสรรเสริญเยินยอแล้ว ยังมีข้อมูลอื่นๆที่ประกอบการตัดสินใจให้ผมอีกหลายอย่าง แต่ละอย่างเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามัน “เจ๋ง” เช่น การรับประกัน 12 ปี ซื้อก่อนแต่งงาน สามารถใช้งานได้ยาวนานจนลูกโต ถ้าลูกอยู่ ม.1 ก็จะใช้ได้จนเรียนจบปริญญาโท มันคงเป็น 12 ปีที่ไม่ต้องมองหาเก้าอี้ใหม่ และผมก็หวังว่าเมื่อพ้น 12 ปีไปแล้วมันก็ยังคงใช้งานได้ดี และถ้าเสียก็คงซ่อมไม่แพงเกินไป มันน่าจะอยู่กับผมจนลืม นอกจากการรับประกันที่ยาวนานแล้ว ยังมีงานโฆษณาออกมาให้ดู เขาเอาเก้าอี้ไปเล่นฮ็อกกี้ เพื่อโชว์ว่าเก้าอี้แข็งแรง ล้อหมุนทนทาน แต่ผมถามพนักงานขายแล้ว เขาบอกว่า ถ้าเอาไปเล่นฮอกกี้แล้วเก้าอี้แตก หรือหัก คงไม่รับประกัน เพราะเป็นการใช้งานผิดประเภท โฆษณาเล่นฮ็อกกี้เป็นโฆษณาส่งเสริมการขายว่าเก้าอี้มันแข็งแรง แต่ไม่ได้อยากให้ลูกค้าเอาไปเล่นจริงๆ

รูปถ่าย0071

เก้าอี้มาส่งแล้ว วางเข้าไปในคอกทำงาน ผมซื้อสีดำเพราะราคาถูกกว่าสีโครเมี่ยม และได้ลองให้แม่นั่งเล่นแล้ว แม่ก็ยิ้มและบอกว่านั่งสบายดี สมราคา

รูปถ่าย0072

แม่ผมเป็นคนโคตรประหยัด ทีแรกที่ผมบอกว่าผมซื้อเก้าอี้ตัวละสี่หมื่นก็กลัวว่าแม่จะด่าเอา แต่กลับกลายเป็นแม่เห็นด้วย โชคดีจริงๆ

การใช้งาน

Aeron chair มี 3 ขนาด เราต้องสั่งซื้อให้ถูกขนาดที่เหมาะกับตัวเรา วิธีการเลือกขนาดก็คือ ไปทดลองนั่งที่โชว์รูม ลองทั้ง 3 ขนาด แล้วก็ค่อยตัดสินใจ   การนั่งเก้าอี้ตัวใหญ่เกินไป มันก็จะไม่โอบรอบตัวเรา การซัพพอร์ตต่างๆที่จะช่วยให้เรารู้สึกสบายขึ้นก็จะไม่ได้ผล  หากนั่งตัวเล็กเกินไปก็จะแคบและอึดอัด

เมื่อได้ขนาดที่ต้องการแล้ว เราก็ใช้งานมันเลย  เก้าอี้ตัวนี้ทำอะไรกับเรา  ตอนนั่งอยู่บนตัว aeron chair เป็นความรู้สึกว่าเรากำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ  เราไม่รู้สึกว่าตัวเรามีน้ำหนัก  หลัง ก้น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องออกแรงแบกน้ำหนักตัว  มันทำให้เรานั่งนานๆได้โดยไม่เมื่อย   ผ้ารองนั่งและส่วนรองหลังที่เป็นตาข่ายชนิดพิเศษ ช่วยระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี  การนั่งนานๆจะไม่มีเหงื่อที่ก้นเลย  ทั้งก้นและหลังจะยังคงแห้ง ไม่หงุดหงิด   เทียบกับการนั่งรถยนต์ทางไกล  ต่อให้เราเปิดแอร์ในรถเย็นแค่ไหน แต่ถ้าเรานั่งรถไปสัก 2 ชั่วโมง หลังจะร้อน ก้นจะร้อน เพราะเบาะนั่งในรถยนต์มันระบายความร้อนไม่ดีนั่นเอง ซึ่ง aeron chair ทำได้ดีกว่าอย่างเหนือชั้น

นั่งทำงาน หรือ นั่งเล่นเว็บ ยาวๆสัก 3 ชั่วโมง ผมไม่รู้สึกเมื่อยล้าแต่อย่างใด  จะเป็นสายตาเสียอีกที่มองจอคอมนานๆแล้วรู้สึกไม่ดี  เก้าอี้ตัวนี้เป็นตัวช่วยให้เราโฟกัสอยู่กับงานได้นานยิ่งขึ้น  นานมากอย่างที่เราคาดไม่ถึง  ผมไม่แปลกใจเลยที่มันมาจากสถาปนิก  อาชีพที่ต้องนั่งทำงานยาวๆ  ในวันทำงานผมก็อยู่กับเก้าอี้ตัวนี้ตลอดแทบทั้งวัน  มีลุกเดินออกไปตรวจงานบ้าง แต่ก็กลับมานั่งได้สบายใจ  ในวันหยุดที่ไม่ได้ออกไปไหน  ผมก็มานั่งฟังเพลงบนเก้าอี้ตัวนี้  แม้ว่าจะเป็นเก้าอี้ทำงาน แต่มันก็ใช้นั่งฟังเพลงได้   จะฟังจากลำโพงหน้าคอมพิวเตอร์  หรือ หูฟัง ก็ยังคงใช้เวลาอยู่บนเก้าอี้ได้นานจนจบไปหลายเพลง

การนั่งเก้าอี้อย่าง aeron chair จะทำให้เราเคยชินกับคุณภาพและการออกแบบเพื่อรองรับสรีระ  เราจะเข้าใจคำว่า ergonomic ได้อย่างถ่องแท้   หลังจากใช้ไปหลายปีผมย้อนกลับมาเขียนอัพเดทข้อมูลอีกครั้ง ผมยังคงปลาบปลื้มกับการใช้เวลาบนเก้าอี้ตัวนี้อยู่  แถมตาข่ายผ้าที่ขึงตึงตั้งแต่วันแรกจนวันที่ผ่านมาแปดปี มันก็ยังคงตึงเหมือนเดิม  เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่มันไม่เก่า ไม่ย้วยเลย

มีนักเล่นเครื่องเสียงบางคนก็ใช้เก้าอี้แบบนี้ในห้องฟัง  แม้ว่าห้องฟังจะเหมาะกับโซฟา หรือเหมาะกับเก้าอี้ที่เตี้ยกว่าเก้าอี้ทำงาน  แต่หากจะต้องใช้เวลาในห้องฟังหลายชั่วโมง  จะนั่งดูหนังนานๆสัก สองชั่วโมงไม่ลุก  ผมจะใช้ตัวนี้แน่นอน  เก้าอี้ทรงอื่น รูปแบบอื่นแม้จะดูนั่งสบาย เอนหลังสบาย และดูนุ่มนวลดูดวิญญาณแค่ไหน แต่ถ้านั่งนานๆจะเจอปัญหาเรื่องความเมื่อยล้าและร้อนแทบทั้งสิ้น

เก้าอี้นี้เหมาะกับใคร

เหมาะกับสถาปนิก  เพราะเก้าอี้ตัวนี้ออกแบบโดยสถาปนิก

เหมาะกับโปรแกรมเมอร์  เพราะโปรแกรมเมอร์ที่สมาธิดี ไม่ลุกจากเก้าอี้จะได้โค้ดที่ไหลมาเทมา

เหมาะกับนั่งเล่นเครื่องเสียง  เพราะการนั่งฟังเพลงนานๆแบบไม่เมื่อยทำให้เราได้อรรถรสย์ของการฟังเต็มที่

เหมาะกับคนชอบอ่านหนังสือนานๆ

เหมาะกับคนปวดหลังเรื้อรัง  ผมลองแล้วผมหายปวดหลังไปยาวนานมาก นานจนลืมไปเลย

ขอบคุณ herman miller ที่ผลิตเก้าอี้ดีๆออกมาขาย  ขอบคุณนักออกแบบ

ภาพตอนท้ายนี้แถมให้ ถ่ายภาพเปรียบเทียบเมื่อเวลาผ่านไป 11 ปี

IMG_20211203_140525