รู้สึกโง่ที่ใช้ธนาคารกสิกร

เรื่องมีอยู่ว่า ผมมีแผนจะเดินทางไปต่างประเทศ และคิดว่าจะใช้บัตรเงินสดหรือบัตรอะไรสักอย่างที่เอาไว้ซื้อของที่ต่างประเทศ เพื่อนก็ให้คำแนะนำว่า ใช้บัตร k journey สิ และผมก็มีบัญชีของกสิกรอยู่แล้วก็เลยตั้งใจว่าจะไปสมัครใช้

IMG_20230311_150556

ไปที่สาขา กดบัตรคิว ระบบบอกว่ารอประมาณ 20 คิว เจ้าหน้าที่แถวนั้นก็บอกว่าจะต้องรอประมาณ 1 ชม. และผลก็คือ กว่าจะถึงคิวผมก็ประมาณ 1 ชม. กับอีก 20 นาที เมื่อได้คิว ก็บอกเจ้าหน้าที่ว่าจะทำบัตร k journey เจ้าหน้าที่ถามถึงสมุดบัญชี ผมไม่มี เพราะไม่ได้ติดตัวไป แถมยังไม่รู้ด้วยว่าวางไว้ที่ไหน เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ถ้าไม่มีสมุดบัญชีจะทำไม่ได้ ผมรอคิวตั้งนาน แต่ไม่รู้ว่าทำไม่ได้ เลยต้องกลับมือเปล่า เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำว่า ให้ทำ online ก็ได้นะ ทำผ่าน app kplus ทำที่เค้าเตอร์ได้บัตรกลับไปเลย แต่ทำผ่าน app จะประมาณ 5-7 วัน ผมจะเดินทางในอีก 8 วัน ผมก็เลยไม่อยากทำผ่าน app เพราะกลัวได้บัตรไม่ทัน มันเฉียดเกินไป

เดินออกจากแบงค์มือเปล่า ลองกดเข้าไปดูใน app ก็พบว่า การทำบัตรใน app ทำได้ไม่ยาก และที่สำคัญ ไม่ต้องใช้สมุดบัญชีด้วย ผมก็อุทานร้องเชี่ยอยู่ในใจ แล้วที่สาขาทำไมต้องขอสมุดบัญชี ในเมื่อใน app ไม่ต้องใช้ก็ได้ อยากด่าธนาคาร อยากด่าเจ้าหน้าที่ อยากด่าคนออกนโยบาย สุดท้ายด่าตัวเอง การเสียเวลาไปสาขาครั้งนี้เสียความรู้สึกมาก เสียเวลาด้วย

ผลิตภัณฑ์ของคุณมีประโยชน์ มันเป็นของที่น่าใช้ แต่การอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าอยู่ในระดับที่แย่ และคุณไม่ได้ทำฟรีนะ เก็บเงินด้วย ดังนั้นควรปรับปรุงนะ kbank ผมรู้สึกว่าการเรียกหาสมุดเงินฝาก ทั้งที่ตัวผม พร้อมบัตรประชาชนอยู่หน้าเค้าเตอร์แล้วเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก ถ้าผมแจ้งหาย ถ้าผมแจ้งเปิดบัญชีใหม่ ทุกอย่างทำได้เลย แต่ทำบัตร K journey ไม่ได้ สักวัน ผมจะหายไปจากระบบของ kbank

ออกแบบนามบัตรใช้เอง อีกแบบ

การเป็นเจ้าของโรงพิมพ์จะต้องทำงานสิ่งพิมพ์ให้ลูกค้าจำนวนมาก งานพิมพ์ที่ทำบ่อยก็คืองานนามบัตร โรงพิมพ์ในยุคปัจจุบันสามารถพิมพ์นามบัตรได้รวดเร็ว เพราะมีเครื่องพิมพ์ระบบดิจิทัลที่สั่งการด้วยคอมพิวเตอร์ เพียงแค่ส่งไฟล์อาร์ตเวิร์คที่พร้อมพิมพ์เข้าสู่เครื่องพิมพ์ ตั้งค่าเล็กน้อยว่าจะพิมพ์ด้วยกระดาษอะไร แล้วก็สั่งพิมพ์ออกมาได้เลย

IMG_6485

หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล งานนามบัตรตัวหนังสือคมชัด สีสวย จะต้องพิมพ์ด้วยระบบการพิมพ์อ๊อพเซ็ท ค่าแม่พิมพ์ ค่าแรงการพิมพ์ เมื่อรวมกันแล้วต้นทุนการพิมพ์งานออกมาจะอยู่ที่ระดับหลายพันบาท นี่เป็นปัญหาของลูกค้าที่จะใช้นามบัตรจำนวนน้อย การมีเครื่องพิมพ์ดิจิทัลทำให้เราสามารถพิมพ์งานคุณภาพแบบเดียวกับการพิมพ์อ๊อพเซ็ทแต่พิมพ์แค่พอใช้งานหรือเท่าที่ต้องการ ราคาต่อใบก็ไม่แพงมาก นามบัตร 100 ใบ เราไม่ต้องจ่ายเงินระดับหลักพันบาทอีกแล้ว ทำให้การพิมพ์นามบัตรในยุคปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่ราคาไม่แพงและได้งานเร็วมาก

IMG_6481

เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วก็นำมาวางเพื่อถ่ายรูปกันหน่อย นามบัตรออกแบบใหม่ครั้งนี้ทำโลโก้ใหม่ และจัดวางไว้ 2 รูปแบบเนื่องจากยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้แบบไหน ก็เลยพิมพ์ทั้ง 2 แบบเลย การถ่ายภาพสิ่งพิมพ์ก็เน้นถ่ายให้เห็นข้อมูลในสิ่งพิมพ์ แบ็คกราวน์ต่างๆในภาพก็เลือกเท่าที่หาได้ และทั้งหมดก็จบงานในรถยนต์ เพราะเลือกใช้เบาะรถยนต์เป็นพื้นหลัง

IMG_6482

รีวิว วิทยุ RETEKESS v115

เครื่องรับวิทยุยังคงมีขายอยู่ในยุคอินเทอเน็ต 5g และดูเหมือนจะเป็นเครื่องรับวิทยุที่คุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีการผลิตชิพที่ไปไกลมากเมื่อเทียบกับความทรงจำในวัยเด็กที่เครื่องรับวิทยุจะทำงานในระบบอนาลอก

IMG_1708

วิทยุ fm ใน พ.ศ. 2566 ยังคงกระจายเสียงในระบบอนาลอก ไม่ได้ถูกยกเลิกหรือถูกปรับปรุง แต่เครื่องรับพัฒนาไปสู่การเลือกความถี่ด้วยระบบดิจิทัล ทำให้มีความแม่นยำ ประกอบกับวงจรอิเล็คทรอนิกส์ที่ทันสมัย ทำให้เสียงที่ได้มีความชัดเจนและน่าฟัง เพียงเปิดเครื่อง ยืดเสารับสัญญาณ แล้วก็เลือกคลื่นที่จะฟัง เมื่อมันรับชัด เสียงต่างๆก็ได้ยินชัดเจนดี ฟังเพลงได้เพราะมาก แม้จะตัวเล็ก ดอกลำโพงก็เล็ก แต่ก็เป็นแนวเสียงที่ดีกว่าวิทยุกระเป๋าหิ้วตัวใหญ่รุ่นเก่าๆที่เคยมีหลายตัวในบ้าน

IMG_1714

นอกจากรับคลื่น fm แล้ว วิทยุเครื่องนี้ยังใส่แผ่น micro-sd ได้ด้วย มันสามารถเปิดฟังเพลงจากไฟล์ mp3 ได้ ฟังเพลงจากไฟล์ wav ได้ แต่ผมยังไมไ่ด้ลองกับไฟล์ flac นอกจากเล่นไฟล์เพลงแล้ว มันยังมีปุ่มให้กดบันทึกเสียงได้ด้วย และเมื่อลองบันทึกเสียงก็พบว่าทำได้ง่ายดาย ใช้เป็นเครื่องบันทึกเสียงติดตัวไปได้ทุกที่เลยหากใครยังจำเป็นต้องใช้งาน ในแง่ของการเปิดเพลงจากไฟล์ มันก็มีความสามารถไม่ต่างจากโทรศัพท์มือถือ แต่เสียงออกจากลำโพงดีกว่าเสียงจากมือถือมาก เสียงดีกว่าจนเราอยากใช้มัน

แบตเตอรี่ที่ใช้เป็นแบตแบบบางซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือโนเกียหลายๆรุ่นในอดีต ชื่อรุ่นของแบตเตอรี่คือ BL-5c ความจุที่ข้างกล่องเขียนไว้ประมาณ 1000ma ไฟเลี้ยงเข้าตัวเครื่องเป็นพอร์ต micro-usb ทั้งสายชาร์จและแบตเตอรี่มีแถมมาในกล่อง แต่ไม่มีอแด๊ปเตอร์ usb power ไม่มีหูฟัง ไม่มีสายสัญญาณช่วยรับคลื่น fm

คุณภาพเสียงที่ฟังผ่านวิทยุเครื่องนี้เป็นเสียงที่น่าฟัง คลื่นวิทยุในยุคนี้หลงเหลือแต่สถานีที่ตั้งใจทำ พวกวิทยุชุมชนคงจะล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว เพราะว่าเท่าที่ลองฟังวิทยุในช่วงนี้ ไม่เจอคลื่นวิทยุชุมชนเลย วิทยุยังคงมีเสน่ห์สำหรับบางคน ยังคงมีประโยชน์ใช้ในการสื่อสารได้เมื่อจำเป็น มันสามารถฟังรายการต่างๆโดยไม่ต้องใช้อินเทอเน็ต ในช่วงเวลาที่มีภัยพิบัติเราก็อาจจำเป็นต้องใช้วิทยุเพื่อรับฟังข่าวสาร เป็นเครื่องเล่นเครื่องใช้ที่คุ้มค่ามากๆ

หากสนใจก็ลองซื้อที่นี่ครับ
วิทยุ RETEKESS v115

https://s.lazada.co.th/s.QVH07?cc

https://shope.ee/fxoH84zOE?share_channel_code=6

การถ่ายภาพให้สวยทำอย่างไร

ในปัจจุบันที่ใครก็สามารถมีกล้องถ่ายภาพได้ โทรศัพท์ใหม่ๆทุกเครื่องก็มีกล้องถ่ายภาพติดมาด้วย สมาร์ทโฟนที่ใช้สื่อสารกับอินเทอเน็ตก็มีกล้องคุณภาพดีมาให้แล้ว กล้องถ่ายภาพโดยเฉพาะสำหรับมือสมัครเล่น และมืออาชีพก็มีราคาเริ่มต้นไม่แพง ยิ่งหากหาของมือสองมาใช้ก็ยิ่งราคาต่ำ ยุคนี้เครื่องมือคือสิ่งที่นักถ่ายภาพแทบจะไม่ต้องไปสนใจเรื่องสเป็คและคุณภาพอุปกรณ์อีกแล้ว

การถ่ายภาพให้สวยก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้น แต่มันก็มีหลักการนิดเดียวที่สามารถนำไปหัดใช้ได้ ผมขอให้แนวคิดเอาไว้ ถ้าเห็นด้วยก็ทดลองฝึกฝนดู “การถ่ายภาพให้สวยเกิดจากการที่เราผ่านการถ่ายแบบไม่สวยไปแล้ว” ให้ลองดูตัวอย่างภาพต่อไปนี้

IMG_6418
ภาพนี้คือต้นตำลึกที่ขึ้นมาเกาะต้นไม้ใหญ่ ใบอ่อนสีเขียวโดนแสงแดดส่อง ช่างภาพมองเห็นก็พอรู้ด้วยประสบการณ์ว่ามุมที่สวยน่าจะถ่ายย้อนแสง แสงแดดที่กระทบใบตำลึงจะทำให้ใบเรืองแสง ฉากหลังที่ไม่โดนแสงจะสีเข้ม ทำให้ใบไม้ยิ่งเด่นขึ้นไปอีก ภาพนี้ถือว่าเป็นภาพสวยสำหรับผมแล้ว ดังนั้น ก่อนจะมาเป็นภาพนี้ จะให้ดูว่าผ่านภาพแบบไหนมาบ้าง

เริ่มจากเดินออกมาที่หน้าบ้านแล้วก็พบว่า ต้นไม้ใหญ่มีใบไม้เกาะอยู่ และมีแดดส่องพอดี และคิดจบในหัวแล้วว่าเราจะต้องถ่ายภาพใบตำลึงในมุมมองที่สวยแปกตา เลยหยิบกล้องถ่ายภาพ เริ่มจากเราเห็นภาพนี้

IMG_6419

หลังจากนั้นเราก็เดินดูรอบๆสิ่งที่น่าสนใจ ผมรู้แล้วว่าผมอยากได้ภาพใบตำลึง ก็เลยเดินดูรอบๆ ไปดูหน้าหน้าก็เห็นภาพนี้

IMG_6408

กล้องในมือก็คือ eos m ติดเลนส์ kit ที่แถมมาพร้อมกับกล้อง เป็นเลนส์ซูม 18-55มม. เป็นกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ที่ราคาต่ำที่สุด และเลนส์ก็เป็นเลนส์ที่มีแต่คนถอดขายทิ้ง อัพเกรดไปเป็นตัวอื่น แต่ผมชอบเลนส์ตัวนี้เพราะมันคุณภาพพอใช้ได้ และราคาถูก ใช้แบบไม่ต้องระวัง ฟิลเตอร์คุณภาพสูงบางชิ้นยังแพงกว่าเลนส์ตัวนี้ นั่นหมายความว่าผมใช้เลนส์ตัวนี้ไม่ต้องใส่ฟิลเตอร์ที่หน้าเลนส์ก็ได้ เราจะได้คุณภาพที่สูงที่สุดจากเลนส์เพียวๆไม่ใส่ฟิลเตอร์ เพราะมีความเชื่อว่า best filter is no filter มองภาพด้วยตาเปล่าสวยกว่ามองผ่านแว่นตา ถ้าคุณไม่สายตาสั้นหรือยาวผิดปกติ

ลองถ่ายภาพใกล้เข้าไปอีกหน่อย ตัดสิ่งที่ไม่น่าสนใจในภาพด้วยการเลือกถ่ายเฉพาะต้นไม้และใบไม้ ขวดน้ำไม่ได้หยิบออกเพราะว่าสุดท้ายจะเข้าใกล้กว่านี้ เลยไม่จำเป็นต้องหยิบตอนนี้

IMG_6409

แล้วก็ขยับกล้อง พร้อมกับซูมภาพเข้าไปอีกให้เหลือแต่ต้นไม้กับใบไม้ ซึ่งก็ให้ลักษณะภาพที่ดูดีขึ้น ซึ่งภาพใบไม้เกาะต้นไม้ใหญ่แค่ภาพนี้ก็พอจะใช้นำไปเขียนบทความเกี่ยวกับใบตำลึงได้แล้ว

IMG_6410

ลองซูมเลนส์ให้ได้ภาพใหญ่ขึ้น เข้าใกล้มากขึ้นก็จะได้ภาพที่ใบตำลึงเด่นขึ้น แต่การเข้าใกล้มาก ก็จะมีผลตามมาด้วยคือระยะชัดของใบไม้ครอบคลุมไม่ครบทั้งใบ บางส่วนของใบไม่ชัด และรวมถึงมือก็อาจจะสั่นด้วยทำให้ภาพไม่คมชัด

IMG_6411

ผ่านสามภาพนี้ไปเราก็ได้ภาพที่ดูน่าสนใจขึ้นแล้ว แต่จากการที่ดูภาพมานาน และเคยถ่ายภาพต้นไม้ใบไม้มาแล้วเลยลองไปถ่ายจากด้านหลังบ้าง เพราะการถ่ายภาพย้อนแสงก็สามารถให้ภาพที่ดีได้

IMG_6413

ลองถอยออกมาอีกนิด ปรับภาพให้มีใบเรียงตัวกันแนวตั้ง ลองถ่ายมุมที่ห่างออกมาหน่อยก็พบว่าให้ภาพที่สวยขึ้น

IMG_6412

จากนั้นก็ลองเปลี่ยนไปถ่ายภาพแนวนอนบ้าง เพราะอยากจะเก็บเฉพาะใบเดียวเด่นๆไปเลย กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ก็ลองเปลี่ยนลักษณะภาพไปเรื่อยๆ และก็พบว่าภาพมุมนี้ถูกใจตัวเราที่สุด

IMG_6415

จริงๆจะหยุดแค่นี้ก็ได้ ภาพที่พอใจเราถ่ายด้วยรูรับแสง f5.6 ซึ่งเป็นระยะรูรับแสงกว้างสุดของเลนส์ที่ช่วงซูมสูงสุดของเลนส์คือ 55มม. การใช้รูรับแสงกว้างจะทำให้ระยะชัดน้อย อาจจะดีกับบางภาพ แต่ถ้าลองใช้รูรับแสงแคบลงไปหน่อยเพื่อให้ระยะชัดมากขึ้น จะได้ผลที่แตกต่างไปอีกเล็กน้อย กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ก็ลองได้เลย

IMG_6418

ภาพสุดท้ายนี้คือมุมภาพเหมือนเดิมแต่ปรับรูรับแสงให้มากขึ้นเป็น f11 ซึ่งจะทำให้มีระยะชัดมากขึ้น ฉากหลังจะไม่เบลอเท่ารูรับแสงกว้าง เราได้รายละเอียดในส่วนของใบและต้นไม้ใหญ่มากขึ้น ส่วนของลำต้นที่มีรายละเอียดปรากฏให้เห็นทำให้ภาพดูสวยกว่าเดิม ความเบลอที่ทำให้ภาพสวย กับการลดความเบลอแล้วภาพสวย เป็นสิ่งที่ต้องทดลองทำ เห็นภาพถึงจะรู้คำตอบ ดังนั้น กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ก็ทดลองไป

การถ่ายภาพให้สวยเป็นเรื่องของการค้นหา ทดลอง ประสบการณ์คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราได้ภาพสวย และภาพที่สวยจะตามมาหลังจากที่เราถ่ายภาพไม่สวยไปครบแล้ว ดังนั้น การหัดถ่ายภาพต้องถ่ายให้เยอะ ผ่านภาพไม่สวยมาให้ครบทุกแบบเราถึงจะถ่ายภาพได้สวยตามที่คาดหวัง เมื่อเจอสิ่งที่อยากถ่าย ให้ลองมองรอบๆ เดินดู มองหา ทดลองถ่าย เปลี่ยนระยะภาพ เปลี่ยนตำแหน่งที่ยืน กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ทดลองไปเรื่อยๆ จะผ่านไปร้อยรูปก็ไม่ผิด ถ้ารูปสวยจะมาเป็นรูปที่ร้อยหนึ่ง ก็แค่ถ่ายให้ผ่านร้อยภาพที่แตกต่างกัน เรียนรู้ทุกภาพที่ถ่าย เดี๋ยวก็ถึงภาพที่สวยเอง


ถ่ายคลิปวิดีโอสไตล์โบราณ

การถ่ายภาพและวิดีโอในปัจจุบันปี คศ 2023 จะใช้เครื่องมือดิจิทัลกันหมดแล้ว และคุณภาพของภาพและวิดีโอก็สูงลิบ เป็นภาพความละเอียดสูงมาก และวิดีโอระดับ 2K 4K และในระดับโปรดักชั่นก็อาจจะไปถึง 8K กันแล้ว แถมโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปได้สวยจนกล้องคอมแพ็คดิจิทัลกำลังจะสูญพันธ์ุ กล้องระดับกลางเริ่มขายยาก เพราะมือถือพัฒนาคุณภาพขึ้นมาสูงมากแถมราคาก็แซงกล้องระดับมือสมัครเล่นไปแล้ว ทำให้ทุกคนที่ซื้อมือถือใหม่ๆสามารถทำคอนเท้นต์คุณภาพดีได้ไม่ยาก

ความนิยมกล้องฟิล์มก็เสื่อมถอยหลังจากที่บูมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากฟิล์มถ่ายภาพที่เคยราคาม้วนละร้อยบาทกลายเป็นม้วนละสี่ร้อย ไม่รู้ว่ากลไกราคาทำงานยังไงทำให้ราคาสูงขึ้นยิ่งกว่าทอง ผลก็คือคนแทบจะเลิกเล่นกล้องฟิล์ม นักถ่ายภาพที่ต้องการภาพสีประหลาด โทนสีอุ่นนุ่มแบบอนาลอก เริ่มถอยจากฟิล์ม แต่จะหันไปทางไหนเพื่อเล่นของแปลก ก็เลยเป็นกระแสกลับไปเล่นกล้องดิจิทัลโบราณ เพราะความต้องการที่จะไม่เหมือนใคร การเล่นฟิล์มที่เคยเป็นทางออก ก็เปลี่ยนมาเป็นกล้องดิจิทัลยุคแรกแทน

ลักษณะของภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลโบราณจะดูพอรู้ว่าคุณภาพไม่สูงมาก กล้องดิจิทัลอายุ 20 ปี จะมีความละเอียดประมาณ 2-4 ล้านพิกเซล ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการอัดขยายภาพในระดับโปสการ์ด เพียงพอสำหรับการดูในจอโทรศัพท์หรือแม้แต่จอคอมพิวเตอร์ แต่สิ่งที่มันบ่งบอกถึงความโบราณคือคุณภาพของภาพที่ไม่สวยใสแบบกล้องสมัยใหม่ ซึ่งก็หลายเป็นลักษณะที่แตกต่างที่มีคนตามหา แและกล้องเหล่านี้ก็จะมีความสามารถในการถ่ายวิดีโอด้วย ภาพวิดีโอแนวโบราณ ความละเอียดระดับ dvd หรือ 640×480 หรือต่ำกว่า กลายเป็นภาพที่ดูแปลก เป็นความอินดี้ด้วยคุณภาพที่ต่ำ มันก็เป็นเสน่ห์สำหรับบางคน มีไว้ถ่ายสนุกๆ เก็บภาพความทรงจำใหม่ด้วยสไตล์โบราณ

youtuber บางคน ก็ทำมิวสิควิดีโอแนวภาพโบราณออกมา เพลงเพราะรวมกับภาพแนวเก่าเหมือนสมัยคุณพ่อยังหนุ่ม มันก็ทำให้อารมณ์ในคลิปดูแปลกตา ภาพที่แปลกก็มักจะเป็นภาพที่เรียกร้องความสนใจได้ บางคนก็ถ่ายด้วยกล้องคุณภาพดีมากแต่นำมาประมวลผลด้วยฟิลเตอร์ที่ทำให้ดูโบราณก็มี หลายคนก็เลยหันไปใช้อุปกรณ์โบราณจริงๆเลยก็ได้เหมือนกัน และประหยัดเวลาไม่ต้องมาทำโพสโปรดักชั่นด้วย

นี่คือภาพวิดีโอจากกล้อง kodak c140 กล้องตัวนี้แม้ไม่โบราณมาก แต่ภาพวิดีโอก็ดูโบราณได้แล้ว กล้องตัวนี้ออกขายประมาณปี 2009 ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอด้วยความละเอียด 640×480 เท่านั้น เป็นกล้องที่ซูมภาพได้ประมาณ 3 เท่า คุณภาพจะดีที่ช่วงมุมกว้าง ถ้าซูมเยอะๆภาพจะไม่ค่อยสวย

ผมลองใช้อุปกรณ์เก่าๆไปถ่ายคลิปวิดีโอเพิ่มเติมด้วย เพื่อจะได้ดูคุณภาพ

คลิปที่สองนี้ใช้ ipod touch gen4 มาถ่าย คาดว่า ipod ตัวนี้ออกมาช่วงปี 2010 ซึ่งจะเริ่มมีการบันทึกคลิปวิดีโอระดับ Hd แล้ว คุณภาพของมือถือและอุปกรณ์ไอทีช่วงนี้จะเริ่มพัฒนาจนใกล้เคียงกับกล้องคอมแพ็คราคาถูกๆ และหลังจากรุ่นนี้ออกอีกไม่กี่ปีค่ายมือถือ จะเริ่มพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดจนผู้คนเริ่มไม่คิดจะซื้อกล้องคอมแพ็คอีกแล้ว

คลิปที่ 3 นี้เป็นคลิปที่บันทึกด้วยกล้อง canon eos m ซึ่งออกมาในปี 2014 โดยสามารถบันทึกวิดีโอด้วยความละเอียดระดับ Full Hd หรือ 2k ซึ่งเป็นระดับความละเอียดมาตรฐานอยู่ถึงปัจจุบัน แต่ก็กำลังจะล้าสมัยเพราะอุปกรณ์ต่างๆในช่วงปีนี้กำลังไปสู่ 4K

จากการลองเล่นกล้อง 3 ยุค เพื่อถ่ายคลิปวิดีโอ ก็มีความรู้สึกว่า กล้องถ่ายภาพมีพัฒนาการไปตลอดเวลา คุณภาพการบันทึกก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ และกล้องที่เกิดในยุคหลังจะมีคุณภาพที่ดีกว่าเสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่กับการถ่ายภาพรวมถึงถ่ายวิดีโอก็คือ คุณค่าของภาพหรือคลิปจะแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราสนใจ ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เราชอบ ถ้าเป็นคนที่เรารัก เราก็จะดูสิ่งที่เป็นเนื้อหาและเหตุการณ์ ไม่ได้ดูพิกเซล ไม่ได้ดูน้อยส์หรือสัญญาณรบกวน เรายังคงสนใจสิ่งที่เราสนใจ หมายความว่าเราใช้กล้องอะไรก็ได้ที่อยู่ในมือเราเพื่อบันทึกสิ่งที่เราต้องการ การเลือกใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ หรือ อุปกรณ์สมัยก่อน ต่างก็เป็นแค่แนวทาง เป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น

ความนิยมในการใช้กล้องเก่ามาถ่ายภาพ น่าจะค่อยๆเพิ่มขึ้น เพราะราคาฟิล์มแพงเหลือเกิน มันแพงกว่าเมมโมรี่การ์ดไปหลายเท่าแล้ว ถ้ายังคงปรับราคากันไม่หยุด สุดท้ายเราจะได้เลิกใช้ฟิล์มกันจริงๆ และอาจจะถึงขั้นสูญพันธ์ุเหมือนแผ่น VCD DVD ที่ทุกวันนี้ไม่มีใครผลิตอีกแล้ว

แป้นหมุนเปลี่ยนโหมดของกล้องหลุด

กล้อง DSLR ของ Canon Eos 6d เป็นกล้องที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2014 จนมาถึงปีนี้ 2023 มันก็มีอายุการใช้งานประมาณ 9 ปีแล้ว สภาพกล้องยังไม่ได้บุบสลาย แต่แป้นหมุนเปลี่ยนโหมดหลุดหายไป ทีแรกก็นึกว่าจะต้องส่งเข้าศูนย์เพื่อซื้ออะไหล่มาติด แต่ลองหาดูในเว็บก็พบว่ามีคนขายอยู่เป็นจำนวนมาก เลยสั่งมาติดเอง ซึ่งไม่ได้ยากเลย มันติดด้วยเทปกาว2หน้าเท่านั้น

IMG_6386

IMG_6387
IMG_6389
IMG_6391

ดูวิธีการตามลำดับภาพเลยก็พอจะทำเองได้ อะไหล่ชิ้นนี้ราคารวมค่าส่ง 69 บาท จาก lazada

ScreenClip

งานพิมพ์เร่งด่วน หนังสือที่ระลึกงานศพ

เพื่อนผมมีข่าวร้าย น้องชายเสียชีวิต และจัดงานศพอยู่ต่างจังหวัด เพื่อนผมอยากจะมีหนังสือที่ระลึกแจกให้กับแขกในงาน มีเวลาให้ทำประมาณ 1 วัน พอรู้ว่าจะต้องทำให้เสร็จในเวลาที่จำกัดมากๆ ก็เลยแจ้งกับเพื่อนว่า ผมขอไฟล์หนังสือแบบพร้อมพิมพ์ แล้วก็จะทำหนังสือประมาณ 100-300 เล่ม

IMG_1541

สิ่งที่ทางโรงพิมพ์จะต้องคิดทันทีคือ กระดาษจะสั่งจากโรงงานมาไม่ทันแน่ๆ ต้องใช้กระดาษที่มีสต๊อคอยู่ในโรงพิมพ์ ผมรีบเช็คทันทีว่าหนังสือจะต้องใช้ปกเป็นกระดาษหนา กระดาษ 260g เป็นกระดาษที่นิยมใช้ ส่วนเนื้อในก็มีทางเลือกเป็นกระดาษปอนด์ 70-80g ซึ่งเป็นสเป็คที่นิยมใช้ทำหนังสือ และก็จะมีกระดาษถนอมสายตา 75g ที่นิยมใช้เช่นกัน ผมให้ลูกน้องนับกระดาษทั้งหมดว่า เนื้อในเรามีเท่าไหร่ กระดาษทำปกเรามีเท่าไหร่ แล้วก็เช็คกับไฟล์ข้อมูลของเพื่อนว่า เนื้อในเมื่อทำเป็นหน้าหนังสือแล้วจะมีประมาณกี่หน้า นับหน้า แล้วก็คำนวณออกมา พบว่าเรามีสต๊อคกระดาษพอทำได้ 300 เล่ม

ปก 260g เนื้อใน 40 หน้า เล่มหนังสือประมาณ 5×7 นิ้ว ความหนาของเล่มนี้ก้ำกึ่งมาก ปกติหนังสือจำนวนหน้าไม่มากก็จะเหมาะกับการเย็บแม็กซ์มุงหลังคามากว่าไสกาว 40หน้า หรือ 20 แผ่น อาจจะไสกาวไม่สวย ผมเลยทำตัวอย่างออกมาทั้งสองแบบเพื่อดูว่าเย็บแม็กซ์สวยไหม หรือ ไสกาวสวยไหม กระดาษเกาะตัวกันเป็นเล่มได้ไหมเมื่อไสกาว และพบว่า ไสกาวก็ทำได้ เลยตัดสินใจทำเป็นระบบไสกาว

งานพิมพ์ปกใช้กระดาษ 260g พิมพ์ระบบดิจิทัล เมื่อทำเสร็จแล้วจะตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ เพื่อไปทำเส้นพับด้วยเครื่องปั๊มแล้วรอประกอบเล่ม ส่วนตัวเนื้อใน ใช้กระดาษถนอมสายตา 75g พิมพ์ดิจิทัลขาวดำทั้งเล่ม แต่แทรกหน้าสี 1 หน้าในส่วนที่จะเป็นรูปของเจ้าของเรื่อง เพื่อให้หนังสือเล่มนี้มีภาพเจ้าของหนังสือเป็นภาพทางการซึ่งเป็นภาพสี ผมรู้สึกว่าหนังสือที่มีภาพสีธรรมชาติบางภาพเป็นหนังสือที่มีเสน่ห์มากกว่าสีขาวดำทั้งเล่ม เมื่อพิมพ์เนื้อในแล้วก็ตัดปลิวออกมาเรียงหน้า แล้วก็นำไปประกอบเล่ม เข้าเครื่องไสกาว

การไสกาวเราใช้เครื่องไสกาวสำเร็จรูป เครื่องจะหนีบเนื้อในไปวิ่งผ่านตัวไส แล้วจุ่มกาวในราง แล้วเดินไปประกบกับแผ่นปก งานไสกาวเป็นงานที่ทำด้วยเครื่องเสมอ หลังจากออกจากเครื่องไสกาวแล้วเราต้องรอเวลาประมาณ 30 นาทีเพื่อให้กาวแห้งสนิทแล้วจึงตัดเจียนให้จบเป็นหนังสือ งานนี้ พิมพ์ไป ปั๊ม ไสกาว ทำต่อเนื่องกัน และจบด้วยเครื่องตัด ใช้เวลาผลิตรวมประมาณ 8 ชั่วโมง

เที่ยวพัทยา หมู่บ้านช้าง โรงแรมอวกาศ สวนสัตว์แปลก

ทริปสั้้นๆไปพัทยาของบ้านเราจัดขึ้นเพื่อไปนอนที่โรงแรมเปิดใหม่ชื่อว่า grand center point space ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงในอินเทอเน็ต ว่าเป็นโรงแรมเปิดใหม่ที่ตกแต่งได้ดีมาก สวยและมีความเลิศหรูหลายอย่าง เราวางแผนไปพักโดยจะแวะเที่ยวอย่างอื่นด้วย ซึ่งเราก็เริ่มต้นทริปนี้โดยการแวะไปเที่ยวหมู่บ้านช้างซึ่งเป็นฟาร์มช้างผสมกับสวนสัตว์ขนาดเล็ก ร้านกาแฟในฟาร์มแห่งนี้ชื่อคาเฟ่มองช้าง เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีจุดเด่นคือลูกค้าจะได้นั่งดูช้่าง ได้ดูโชว์ที่คนแสดงร่วมกับช้าง ส่วนที่ประทับใจมากในฟาร์มแห่งนี้คือ มีช้างตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่มีงายาวมาก ทำให้คนกรุงเทพอย่างบ้านเราตื่นเต้นมาก เพราะไม่ได้เห็นช้างที่มีงาขนาดยาวๆตั้งนานแล้ว แม้แต่ฟาร์มช้างที่เชียงใหม่ก็ยังไม่มีงายาวๆให้ดู

IMG_0057

บรรดาสัตว์อื่นๆแวะล้อมในพื้นที่นี้ก็จะมีสัตว์ที่ไม่อันตราย และเปิดโอกาสให้ใกล้ชิดกับคนดูได้เต็มที่ มีนกสีสวยที่ให้เราไปเดินเล่นให้อาหารถึงในกรง มีสัตว์เดินอยู่รอบๆกินอาหารจากมือเราได้ตรงๆ มีสัตว์น่ารักที่น่าอุ้มอีกหลายอย่าง รวมๆแล้วเราก็สามารถจะใช้เวลาอยู่ในหมู่บ้านช้างแห่งนี้ได้สัก 2-3 ชม. นับว่าเป็นจุดแวะเที่ยวที่พอใช้ได้ ให้ความสนุกและเปิดหูเปิดตาได้

IMG_0091
IMG_0099

ออกจากสวนสัตว์เราก็ตรงเข้าที่พัก โรงแรม grand center point space ที่ถนนนาเกลือ ของพัทยา เราเช็คอินแล้วเดินเที่ยวเล่นดูพื้นที่ต่างๆของโรงแรม การตกแต่งมาในแนวอวกาศ กำแพง ประตู ช่องทางเดิน ทุกอย่างทำเหมือนเป็นหนังไซไฟ มีพื้นที่สวนน้ำที่ใหญ่มาก และก็พบกับห้องกิจกรรมที่อลังการมาก เราเจอห้องเล่นเกมส์ที่มีเครื่องเล่น PS5 ให้บริการอยู่หลายเครื่อง

IMG_0165

IMG_0107
IMG_0118
IMG_0126
IMG_0142
IMG_0153
IMG_0256

ส่วนของห้องพักก็มีความสวยงาม ตกแต่งได้เลิศหรู ตีมอวกาศยังเหนียวแน่น มีเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาให้ทันสมัย กระจกในห้องน้ำก็เป็นแบบ smart mirror มีหน้าจอติดอยู่ในกระจก โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ก็มาแนวสมัยใหม่ดูทันสมัย ดีไซน์เป็นปัจจุบันมาก นาฬิกาบนหัวเตียงก็ยังเป็นแบบมีส่วนชาร์จไฟแบบไร้สายให้กับโทรศํพท์ได้ด้วย จุดที่เป็นโต๊ะนั่งทำงานในห้องก็จะเป็นมุมที่สามารถวางโน้ตบุ๊คสองตัวได้พร้อมกัน นั่งทำงานได้พร้อมกัน ปลั๊กไฟในห้องเหลือเฟือ ทุกคนเสียบไฟใช้งานได้คนละปลั๊กเลย ไม่ต้องติดปลั๊กพ่วงมานอนโรงแรมเหมือนที่อื่น

IMG_0177
IMG_0198

IMG_0171

นอกจากห้องกิจกรรมที่น่าจะใช้เวลาได้นานๆแล้ว ห้องอาหารกับพื้นที่เล่นน้ำก็ไม่ธรรมดา ห้องอาหารอยู่บนชั้นดาดฟ้า มีวิวตึกสวยงาม วิวจากมุมสูงทำให้เป็นมุมที่น่านั่ง หลายคนก็อยากจะแย่งกันนั่งตอนกินอาหารเช้า ส่วนพื้่นที่่่เล่นน้ำก็มีการออกแบบที่ไม่ต่างจากสวนน้ำ แค่ไม่มีเครื่องเล่นผาดโผนเท่านั้น ส่วนความสนุกจากสวนน้ำก็ถือว่าทำได้ดีมาก ดีกว่าทุกโรงแรมที่เคยไปมา

IMG_0209
IMG_0208

GOPR2256

โรงแรมมีคนเข้าพักเยอะมาก ตอนเช็คเอ๊าท์เพื่อออกใช้เวลาค่อนข้างเยอะ เพราะคิวยาว โรงแรมได้รับความนิยมล้นหลาม พื้นที่ขายของที่ระลึกมีอยู่นิดหน่อย กระติกน้ำ แก้วน้ำ ก็ดูน่าซื้อกลับบ้าน ลูกผมได้กระติกน้ำสำหรับไปโรงเรียนจากโรงแรมนี้เลย ขากลับเราแวะไปเที่ยวสวนสัตว์แปลกอีกแห่งหนึ่ง ชื่อ monster aquarium pattaya เป็นสวนสัตว์ที่เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีสัตว์ทั่วไปนิดหน่อย ที่นี่ขอบฟ้าได้ถ่ายรูปกับนกฮูกตัวใหญ่ด้วย เป็นจุดแวะที่พอให้ความสนุกกับเด็กได้ แม้อากาศจะร้อนไปสักหน่อย แต่ประสบการณ์ให้นกฮูกเกาะแขนก็ไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่าย

IMG_0302


IMG_0366

ไปสอบเฟสบุ๊คบลูพริ้นท์

การทำธุรกิจในยุคใหม่จะเกี่ยวข้องกับอินเทอเน็ตมากขึ้น  การวางแผนการตลาดที่เข้าถึงผู้คนในฝั่งออนไลน์ก็มากขึ้นอย่างชัดเจน  ทุกธุรกิจเริ่มต้องเรียนรู้คำว่าดิจิทัลมาเก็ตติ้ง  และทุกธุรกิจก็มีความพยายามหาลูกค้าใหม่จากออนไลน์เป็นหลัก  จนคนทำมาเก็ตติ้งต้องไปเรียนรู้วิธีการที่จะทำการโฆษณาบนอินเทอเน็ตให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน  นั่นก็เป็นที่มาของการเรียนรู้ที่จะใช้งานเฟสบุ๊คแบบผู้รู้จริงของผู้มีอาชีพเป็นดิจิทัลเอเจนซี่  

เฟสบุ๊คเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์คตัวหนึ่งที่มีสมาชิกมากที่สุดในโลก  ในปี 2022 เชื่อว่ามียอดสมาชิกกว่า 2.9 พันล้านคน  ซึ่งเกินกว่า 50% ของจำนวนประชากรที่สามารถเข้าถึงอินเทอเน็ตได้  นั่นหมายความว่า  ถ้าพบคน 10 คน จะมีคนใช้เฟสบุ๊คอย่างน้อย 5 คน  และยิ่งถ้าเป็นในประเทศไทยเราก็จะยิ่งเจอคนใช้เฟสบุ๊คมากถึง 8 คนเสียด้วย  เพราะในไทยนิยมใช้เฟสบุ๊คมาก

การจะทำธุรกิจบนเฟสบุ๊คจะต้องศึกษาวิธีการยิงโฆษณาในระบบของเฟสบุ๊ค หากจะศึกษาเฟสบุ๊คอย่างจริงจังให้เข้าใจที่สุด  จะต้องไปเรียนรู้จากเฟสบุ๊คโดยตรง  และเมื่อผ่านการเรียนรู้แล้วก็ให้สอบเพื่อเอาใบประกาศหรือใบรับรองจากเฟสบุ๊คให้ได้เลย  เพื่อเป็นการเช็คความรู้ว่าเราเข้าใจเครื่องมือตัวนี้แค่ไหน  นั่นคือที่มาของการไปเรียนและไปสอบเฟสบุ๊คบลูพริ้นท์

Untitled-design-3

เฟสบุ๊คบลูพริ๊นท์ คือศูนย์ e-learning ชนิดหนึ่งที่ทำออกมาเพื่อให้ความรู้คนที่ใช้เฟสบุ๊คทำการตลาด  เนื้อหาในนี้จะเป็นเนื้อหาที่ครบเครื่องที่สุดสำหรับการใช้เฟสบุ๊คช่วยทำธุรกิจ  เช่นสร้างการรับรู้ของธุรกิจเราในชุมชน  การเปลี่ยนผู้เยี่ยมชมให้เป็นลูกค้า   การสอนความรู้เหล่านี้เป็นของฟรี  เราสามารถเข้าไปเรียนฟรี  และสามารถเรียนซ้ำได้อย่างอิสระ 

แหล่งความรู้ตรงนี้ผู้คนไม่ค่อยรู้  แต่จะรู้กันดีในแวดวงของนักการตลาดที่พยายามพัฒนาตัวเอง  เนื้อหาที่สอนเป็นภาษาอังกฤษซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ไม่ค่อยมีคนไทยเข้าไปเรียน  เจมส์ได้รับคำแนะนำให้ลองเรียนดูเพื่อเพิ่มเติมความรู้ที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน  แม้ภาษาอังกฤษเป็นอุปสรรคในการเรียน  แต่ก็ไม่ได้ยากเกินพยายาม  เพราะอินเทอเน็ตก็มีเครื่องมือช่วยแปลให้อยู่แล้ว  เรียนไป แปลไป ทำความเข้าใจไป  เรียนซ้ำได้ด้วย จนในที่สุดก็ได้ความรู้ที่ดีและสามารถสอบผ่านจนได้รับใบรับรองหรือ certificate  เรียกว่า เจมส์สอบเฟสบุ๊คบลูพริ้นท์ผ่าน  นับว่าเป็นนักการตลาดรุ่นแรกๆที่ได้รับใบรับรองของเฟสบุ๊ค

เทรนเนอร์ด้านมาเก็ตติ้งหลายคนเริ่มมาเรียนแล้วสอบเพื่อรับใบรับรอง  บางคนเป็นพนักงานเฟสบุ๊คแล้วก็ลาออกมาเรียนแล้วเปลี่ยนอาชีพเป็นเทรนเนอร์ก็มี  บางคนเปิดเป็นโรงเรียนกวดวิชาเพื่อสอบบลูพริ๊นท์ก็มี  เจมส์เข้าสอบเมื่อปี 2018  โดยในยุคนั้นมี 3 หัวข้อ  เจมส์เลือก 2 หัวข้อคือ buying กับ planning   ซึ่งคิดว่าเพียงพอแล้วในยุคนั้น แต่ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นหลายอย่างเช่น community manager, digital marketing associate,  marketing science professional, creative stratergy professional, marketing developer, community manager, smart ar creator  การสอบบลูพริ้นท์นี้ต้องสอบใหม่ทุกปี  เพราะเครื่องมือในเฟสบุ๊คมีการปรับปรุงตลอดเวลา  ข้อดีที่ได้เรียนและสอบบลูพริ๊นท์คือได้องค์ความรู้ของเฟสบุ๊คที่แท้จริง  ถูกต้อง 100%  ไม่ใช่ความรู้ที่เขาเล่าว่า  เพราะเป็นโรงเรียนที่ตั้งโดยเฟสบุ๊คโดยตรง

เมื่อได้เป็นนักการตลาดที่เข้าใจเครื่องมืออย่างแท้จริงแล้ว  ก็เริ่มลุยงานเอเจนซี่ช่วยลูกค้ายิงโฆษณา  และ ก็เปิดสอนผู้ประกอบการให้เข้าใจการยิงโฆษณาในเฟสบุ๊คอย่างถูกต้อง  ในห้องเรียนมักมีคำถามจากนักเรียนชอบถามว่ามีเทคนิคอะไรล้ำๆแนะนำไหม  เพราะคนไทยชอบทางลัด  ชอบวาร์ป  ชอบคำตอบ  เจมส์จะแนะนำตลอดเวลาว่าให้เรียนพื้นฐานให้แน่นก่อน  เพราะถ้าพื้นฐานดี เดี๋ยวท่าแอดวานซ์จะเกิดขึ้นเอง  การมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง  พื้นฐานที่ถูกต้อง ทำให้เรามีความพร้อมจะไปทำงาน  และงานของเจมส์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา  ก็ใช้ความรู้พื้นฐานตลอด  เพราะการใช้เครื่องมืออย่างเข้าใจก็จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว

ทุกวันนี้เราจะได้ยินคำบ่นจากพ่อค้าแม่ค้าในเฟสบุ๊คตลอดเวลาว่า โดนปิดกั้นการมองเห็น  คนเห็นโฆษณาของเราน้อยลง ยิงโฆษณาแล้วได้ผลลัพธ์ไม่เท่าเดิม  หรือต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่าเดิม   เรื่องนี้เป็นคำถามที่พบบ่อยในคลาสที่เจมส์สอน  และเพื่อนรอบตัวก็มีคำถามแนวนี้บ่อยครั้ง  เหตุการณ์เหล่านี้มีคำอธิบายอย่างตรงไปตรงมา  คือ ในช่วง 3 ปีของการระบาดของโควิด บรรดาธุรกิจที่รอดตายจากวิกฤตก็เป็นเพราะธุรกิจเหล่านั้นเข้าสู่ออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ  ซึ่งออนไลน์ในประเทศไทยแทบจะหมายถึงเฟสบุ๊คเกือบ100% พอทุกคนเข้ามาพร้อมกับการยิงโฆษณา ก็กลายเป็นการแย่งลูกค้าก้อนเดียวกัน  จำนวนผู้ใช้ในระบบมีเท่าเดิม แต่ร้านค้ามีมากขึ้นทันทีทันใด  ดังนั้นใครจ่ายแพงก็จะทำให้ลูกค้าเห็นได้มากกว่า  มันเป็นไปตามหลักการของดีมานซัพพลาย ผู้เล่นเดิมจึงได้ผลลัพธ์น้อยลงเมื่อทำอย่างเดิม

517795-PIULUB-718

แม้ว่าจะมีเสียงบ่นเสียงด่าเรื่องผลลัพธ์จากการยิงโฆษณาว่าได้น้อยลง  แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรายังต้องใช้เฟสบุ๊คต่อไป เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ในประเทศอยู่ในเฟสบุ๊ค  สิ่งที่เราทำได้ก็คือเราต้องปรับตัวเพื่อใช้งานเฟสบุ๊คให้เกิดผลลัพธ์ให้ได้  แม้จะมีคำบ่นไปทั่ว  แต่ก็ยังมีคนที่ขายของได้  ยิงโฆษณาแล้วเข้าเป้าอยู่  มันยังมีโอกาสอยู่ และโอกาสเป็นของคนที่เข้าใจวิธีการ  ยกตัวอย่างโครงการคอนโดที่เจมส์ช่วยลูกค้าปิดการขายได้  2 โครงการ  เฟสบุ๊คช่วยให้เจ้าของขายได้ 100 ห้อง  ขายหมดตึก  ใช้เงินยิงโฆษณาแค่ล้านบาททั้งโครงการ แต่ยอดขาย 300 ล้าน  แบบนี้คุ้มสุดคุ้ม  เราเรียกว่าเรายังชนะตลาดได้หากเราเข้าใจเครื่องมือ

คนที่จะใช้เฟสบุ๊คทำธุรกิจ ควรจะเรียนรู้อย่างจริงจัง หรือเรียนจากบลูพริ้นท์แล้วไปสอบบลูพริ๊นท์ด้วยเลยยิ่งดี  น้องรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าสู่วงการดิจิทัลเอเจนซี่  ก็ควรสอบ  เพราะเราจะได้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจเครื่องมืออย่างแท้จริง  และทำให้เราใช้เป็นโพรไฟล์สำหรับสมัครงานได้ด้วย  เราจะสังเกตได้  เมื่อก่อนวงการสมัครงานมักจะถามว่าจบอะไร  จบที่ไหน  แต่เดี๋ยวนี้ จะมีคำถามว่า ยิงโฆษณาเฟสบุ๊คเป็นไหม  ดังนั้นการสอบบลูปริ๊นท์ผ่านจะทำให้เราได้งานแน่นอน เพราะเป็นบุคลากรที่จะสร้างรายได้ให้บริษัทแน่ๆ

การเป็นดิจิทัลเอเจนซี่ ทำตลาดออนไลน์ ยิงโฆษณา  การเป็นคนรับจ้างให้ความช่วยเหลือธุรกิจต่างๆ ยิ่งต้องมีพื้นฐานที่ถูกต้อง  ต้องช่วยเหลือลูกค้าอย่างถูกวิธี  ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะเป็นคนที่ประสบปัญหาเสมอ ลูกค้ายิงโฆษณาไม่เป็นเราก็ต้องยิงให้เป็น   ลูกค้ายิงโฆษณาไม่เข้าเป้าหรือยิงแล้วแพง  พอมาปรึกษา อะไรที่เคยแพงก็ต้องทำให้ถูกลง  ยิงไม่เข้าก็ต้องทำให้เข้าเป้า นี่คือหน้าที่โดยตรงของดิจิทัลเอเจนซี่  แม้แต่บางครั้งเจ้าของธุรกิจเผลอทำผิดกฏเฟสบุ๊ค  โดนปิดเพจบริษัท  ดิจิทัลเอเจนซี่ก็ควรแนะนำวิธีแก้ไข และแนะนำให้ลูกค้าเรียนรู้เรื่องกติกาของเฟสบุ๊คเพื่อป้องกันปัญหาการโดนปิดหรือโดนแบน  เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของธุรกิจ

DSCF1959Phuket2011Full

ยกตัวอย่างร้านอาหารยี่ห้อ a b และ c  ทั้ง 3 บริษัทลงเงินค่าโฆษณาเท่ากัน  โดยมีลูกค้าเป้าหมาย1ล้านคนเหมือนกัน  เป้าหมายจะเห็นโฆษณาวันละ1ครั้ง  แต่อาจจะคนละเวลา  แต่ธรรมชาติของเฟสบุ๊คบอกว่า  เห็นครั้งเดียวไม่ดี  คนจะซื้อของอาจจะต้องทำให้เห็นบ่อย  ดังนั้นใครยิงโฆษณาเพิ่มหรือถี่กว่าเดิม  ใครเพิ่มเงินเข้าไปก็จะทำให้ลูกค้าเห็นวันละ 2 ครั้งได้   การมองเห็นสินค้าบ่อยๆก็จะเปลี่ยนเป็นการซื้อได้มากขึ้นนั่นเอง มันเลยกลายเป็นใครทุ่มเทมากกว่าคนนั้นได้ผลมากกว่า มันเป็นกฏธรรมชาติในทุกอย่าง

พอเรายิงโฆษณามาระยะหนึ่งก็จะพบได้ว่า ทุกแคมเปญโฆษณาไม่มีสูตรสำเร็จ  และไม่มีผลลัพธ์ที่ดีที่สุด   มันมีแต่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าไปเรื่อยๆ  การไม่มีสูตรสำเร็จก็หมายถึง  แม้เราเคยทำได้กับโปรดักส์ตัวหนึ่ง  เราจะใช้วิธีเดียวกันกับโปรดักส์ที่2  ก็ไม่การันตีว่าจะเกิดผลลัพธ์แบบเดียวกัน  การยิงโฆษณาต้องทดลองทำไปเรื่อยๆ  ค่อยๆปรับเงื่อนไข ผลตอบรับมันถึงจะค่อยๆดีขึ้น  ผู้สอนที่เชี่ยวชาญการโฆษณาเฟสบุ๊คเกือบทุกคนจะมีคำแนะนำว่า “ทดสอบ  ทดสอบ ทดสอบ…..”  ทำไปเรื่อยๆ  แล้วผลลัพธ์จะค่อยๆดีขึ้นเอง

ข้อมูลโดย
James 062 394 9265

https://www.facebook.com/GoldfingerDigital