เมื่อวานหลังจากที่พยายามช่วยเหลือลูกค้าสายการบิน เร่งทำป้ายไปใช้งานที่ไบเทคเทอมินัล วันนี้การชุมนุมสลายตัวแล้ว สายการบินกำลังจะกลับไปใช้งานที่สนามบิน ป้ายเร่งด่วนที่สั่งไว้ ก็ไม่ต้องส่งด่วนแล้ว จากที่ต้องไปส่งที่ไบเทคตอนบ่ายๆลูกค้าก็แจ้งว่าไม่รีบแล้ว ทำไปรึยัง ถ้ายังไม่ทำขอดูปรู๊ฟก่อนได้ไหม ผมก็เลยบอกไปว่าพิมพ์เสร็จแล้วกำลังประกอบอยู่ ทางคุณลูกค้าเลยให้ส่งที่อ๊อฟฟิศก็ได้ นี่ถ้ายังไม่ได้เริ่มพิมพ์สงสัยอาจจะขอยกเลิกก็เป็นไปได้
การปิดสนามบินเดือดร้อนหนักมาก ผมได้งานเพิ่มขึ้นจากปัญหาครั้งนี้ และกำลังจะถูกยกเลิกงานบางงานเพราะปัญหามันคลี่คลาย ทุกคนควรจะดีใจที่สถานการณ์ดีขึ้น กลับสู่ความสงบ ผมก็ดีใจนะเนี่ยที่ไม่ต้องทำงานบนความเดือดร้อนของประเทศชาติ
Author Archives: pockethifi
วันที่ยุ่งเหยิง เหน็ดเหนื่อย หิวข้าว
วันนี้เป็นวันที่มีรายการงานที่ต้องทำเยอะมาก เขียนเป็นบรรทัดได้ประมาณสิบบรรทัด และทุกๆครึ่งชั่วโมงก็จะมีรายการใหม่ๆแทรกเข้ามาให้ต้องทำเพิ่ม เร่ิมจากงานของเพื่อนที่ต้องถ่ายภาพเพิ่มเติม นอกจากรับงานที่ส่งมาแล้ว ยังต้องมาถ่ายภาพสินค้าให้ด้วย ได้ภาพมาแล้วก็ต้องตกแต่งภาพแล้วเอาไปใส่ในงาน สิ่งที่ควรจะจ้างช่างฟรีแลนซ์มาทำก็คือการแต่งภาพและประกอบเข้าไปในงาน แต่ฟรีแลนซ์ไม่ว่างทำ ก็เลยต้องทำเอง นี่เป็นแค่หนึ่งในสิบของวันที่วุ่นวาย
สายๆถึงเที่ยงกว่าเคลียร์งานทีละอย่าง จากสิบอย่างเหลือสองอย่าง รู้สึกว่ามึนๆเลยออกไปหาอะไรกินข้างนอก ตอนบ่ายๆหลังจากไปหาข้าวกินข้างนอกแล้ว ก็กลับมาทำงานยุ่งๆที่ยังเหลืออยู่ นกแอร์โทรมาถามเรื่องพิมพ์ป้ายด่วน เนื่องจากการชุมนุมยืดสนามบินทำให้สายการบินต่างๆต้องแห่ไปเปิดบู๊ทที่ไบเทคเพื่อบริการนักท่องเที่ยว และนกแอร์ก็ต้องการใช้ป้ายต่างๆเพื่อบอกทางแก่นักท่องเที่ยว งานด่วนก็เลยต้องวิ่งไปรับข้อมูลที่บริษัทตอนเย็นๆ เพื่อจะเอากลับมาทำตอนดึกๆ วันรุ่งขึ้นจะได้มีส่ง ไปถึงนกแอร์ก็เกือบเลิกงาน นั่งรองานอยู่เกือบชั่วโมง ได้มาแล้วก็รีบเอาไปส่งซัพพลายเออร์ โชคดีที่วันนี้โรงพิมพ์ไม่มีโอที ไม่งั้นก็อาจจะต้องกังวลว่าต้องกลับไปเฝ้า สองทุ่มอยู่แถวจรัญสนิทวงศ์ ส่งงานให้ซัพพลายเออร์ทำต่อ แล้วสามทุ่มก็ไปโผล่ที่ไบเทค เอาปรู๊ฟงานไปส่ง
ที่ไบเทคก็มีการตั้งพื้นที่เพื่อเช็คอินขึ้นเครื่องบิน มีเครื่องเอ็กซเรย์มาติดตั้ง ไปส่งงานแล้วก็ยืนคุยกับเพื่อนนิดหน่อย เห็นสภาพที่ไบเทคแล้วก็รู้สึกว่า ยังมีคนที่รักประเทศไทยอีกตั้งหลายคนที่พยายามแก้ไขความเสียหายให้ลดน้อยลง ภาพเหล่านี้น่าจะได้มีการถ่ายทอดกลับไปให้คนชุมนุมประท้วงได้เห็นว่าคนที่รักประเทศและไม่เห็นแก่ตัวเขาทำตัวกันอย่างไร เหนื่อยแค่ไหน
เกือบสี่ทุ่มยังไม่ได้กินมื้อเย็นเลย กลับมาแถวบ้าน หาของกินใกล้บ้านแล้วก็เดินหมดแรงเข้าบ้าน วันนี้เป็นวันที่ยุ่งเหยิงและเหนื่อยและหิวมาก
while the moon was smiling
พระจันทร์ยิ้ม ปรากฏการณ์ที่ผมเห็นตั้งแต่หัวค่ำ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ก็ต้องเริ่มคิด ตอนที่โทรศัพท์ดัง
18.39 น้ำโทรมา อยู่บ้านไหมช่วยถ่ายพระจันทร์ให้หน่อย
19.11 เอก เฮ้ยๆ มึงดูพระจันทร์เด่ะ หน้าห้างเซ็นทรัลถ่ายกันเต็มเลย สะดวกถ่ายมั้ย เอาหน่อยน่ะ
19.15 ก้อย นี่ๆ เธอช่วยถ่ายให้หน่อยนะ คนในรถถ่ายไม่ติดเลย
19.34 อุ๋ย ช่วยถ่ายพระจันทร์ให้หน่อยนะคะ สวยมากเลย
19.37 ปุ๊ก พระจันทร์ยิ้ม ถ่ายได้รึเปล่า เพื่อนอยู่หน้ากสิกร ต่างคนต่างถ่ายรูปเต็มไปหมด
19.38 พี่ตั๊ก ดูพระจันทร์สิ สวยดีนะ อย่าลืมถ่ายรูปไว้นะ
19.52 เจี๊ยบ ดูพระจันทร์สิ ถ่ายรูปไว้รึยัง
ผมก็เลยจัดการถ่ายซะ แล้วก็ปรับขนาดภาพนิดหน่อยให้น่าดู ไม่รู้ผิดจรรยาบรรณรึเปล่า
การถ่ายภาพพระจันทร์ลักษณะนี้จะต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องการวัดแสงในระดับลึกพอสมควร ถ้าเราปล่อยให้กล้องทำการปรับภาพอัตโนมัติ หรือเป็นระบบวัดแสดงเฉลี่ยทั้งภาพ หรือ ปรับกล้องไปโหมดกลางคืนเราก็จะไม่ได้ภาพพระจันทร์เป็นสีส้มนวลตา แต่จะได้ภาพขีดสีขาวๆ ไม่เห็นรายละเอียดของผิวพระจันทร์ แม้ว่าโลกเราจะเป็นกลางคืน แต่พระจันทร์ที่โดนแสงอาทิตย์นั้นเทียบแล้วมันคือกลางวันบนโลกพระจันทร์ เราก็ต้องปรับกล้องให้เหมือนเราถ่ายภาพตอนกลางวัน นั่นก็คือ วัตถุได้รับแสงจากดวงอาทิตย์แต่ไม่แรงมาก เทียบกับการปรับหน้ากล้องได้ประมาณ F4-F5.6 บนความไวชัตเตอร์ 1/125 iso100 ใครใช้เลนส์ซูมเยอะๆ ต้องเพิ่มความไวชัตเตอร์เพื่อป้องกันมือสั่น ก็อาจจะต้องตั้ง iso ให้สูงขึ้น
ถ่ายเล่นอีกที eos1000d
ภาพคุณหมออีกครั้ง โหมด P iso800 ถ่ายเป็นไฟล์ raw แล้วไปแก้ไวบาลานซ์ในโปรแกรม DPP3.4
โปรแกรม DPP เป็นโปรแกรมแปลงไฟล์ Raw ของกล้อง canon ให้เป็นไฟล์ภาพ Tif หรือ Jpg การประมวลผลจากไฟล์ Raw โดยซอร์ฟแวร์จะเป็นการทำงานที่ควบคุมคุณภาพได้ดีกว่าให้กล้องเป็นคนประมวลผลแทนเรา นักถ่ายภาพระดับจริงๆจังและอาชีพจึงถ่ายภาพด้วย Raw ทั้งสิ้น แม้แต่ผมเองที่ไม่จริงจัง และไม่อาชีพ ยังเห็นดีเห็นงามด้วยเลย
เจอดีจนได้ ประท้วงจนความเดือดร้อนกระจายตัว
วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 พันธมิตร เคลื่อนตัวเข้้าปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้เที่ยวบินทั้งหมดถูกยกเลิก สิ่งที่ตามมาก็คือคนเดินทางกว่าสี่พันคนในวันนั้นต้องติดอยู่ในสนามบิน การค้าขายกับต่างประเทศบางอย่างเริ่มมีปัญหา การท่องเที่ยวเสียหายทันทีไม่ต้องตีราคา ปัญหาดูเหมือนจะอยู่ไกลตัวคนทำงานอย่างผม แต่ในที่สุดมันก็ส่งผลจนได้
ผมกับเพื่อนกำลังทำงานออแกไนเซอร์ กำลังจะจัดงานเลี้ยงของฝรั่งกลุ่มหนึ่ง บริษัทของผมรับผิดชอบการจัดงาน เงินหมุนเวียนในงานนี้ประมาณหนึ่งแสนบาท บริษัทสำรองจ่ายของไปบางรายการ กำหนดการเหลืออีกไม่กี่วัน การเตรียมงานเริ่มไปแล้วเกินครึ่ง พอมาเจอเหตุการณ์ปิดสนามบิน ฝรั่งก็ไม่สามารถเดินทางได้ ได้แต่ภาวนาว่า เหตุการณ์จะจบเร็ว ถ้ายืดเยื้อแล้วเครื่องบินเข้าออกไม่ได้ งานก็ล่ม การยกเลิกงานไม่รู้ว่าจะขอเก็บเงินอะไรกลับมาได้บ้าง รู้แต่ว่าสิ่งที่ลงทุนจ่ายไปแล้วขอคืนไม่ได้ ….เศร้าไหม ไม่คิดเลยว่าความยับเยินของเศรษฐกิจจะส่งผลกับผมด้วย ทีแรกคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว คิดถึงคนที่ทำธุรกิจท่องเที่ยว คนทำธุรกิจส่งออก คนที่ค้าขายกับต่างประเทศ เขาน่าสงสารกว่าผมอีก ความเสียหายครั้งนี้ไม่รู้จะต้องใช้เวลาเยียวยานานเท่าไหร่ ภาพลักษณ์ของประเทศยังมีเวลากู้ จะหนึ่งปี หรือห้าปี ก็ยังรอได้ แต่ธุรกิจของเอกชนบางราย แค่หนึ่งวัน หรือแค่รายได้ที่หายไปในช่วงเวลาแย่ๆ สายป่านเขาไม่ยาว เขาไม่สามารถอดข้าวได้เป็นเดือน ดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เคยหยุดทำงาน ธุรกิจพังทันที ไม่รู้จะไปทวงคืนจากใครเลย
ทดลองใช้ Eos 1000d
กล้อง eos 1000d เป็นกล้องรุ่นเล็กสุดประหยัดสุด แนะนำให้เพื่อนซื้อ ความละเอียดสิบล้านพิกเซล พร้อมฟังค์ชั่นไลฟ์วิว ที่ทำให้เห็นภาพก่อนถ่าย ใช้งานได้ง่ายๆเหมือนกล้องรุ่นเล็กๆทั่วไป พอได้ของมาก็ขอลองเล่นนิดหน่อย เลนส์แถมเป็นเลนส์ 18-55is มีระบบกันมือสั่น ลองเล่นโหมดไลฟ์วิว สปีดต่ำๆ ภาพชัดอย่างไม่น่าเชื่อ ระบบกันสั่นนี่มันมีประโยชน์ต่อวงการถ่ายภาพจริงๆเลย

ภาพนี้ใช้โหมดไลฟ์วิว โปรแกรม P รูรับแสง 5.6 ความไวชัตเตอร์ 0.8 วินาที ไม่น่าเชื่อว่าถือด้วยมือเปล่ายังได้ภาพชัด

ภาพนี้ใช้กล้องวางแนบพื้นโต๊ะ ใช้โหมดไลฟ์วิวช่วยโฟกัส โหมด P เหมือนเดิม ให้กล้องเลือก iso ให้ พอถ่ายเสร็จก็ดูข้อมูลการถ่าย กล้องรายงานว่า f5.6 สปีด 1/30 วินาที iso800
สองภาพที่ยกตัวอย่างมานี้ ถ้าเป็นยุคของกล้องฟิล์มและเลนส์โบราณ คงต้องอาศัยขาตั้งกล้องและการก้มๆเงยๆจนปวดหลังเท่านั้นถึงจะได้ภาพออกมาอย่างที่เห็น ถ้ามีโอกาสจะเอากล้องตัวนี้ไปถ่ายตอนกลางวันแสงสวยๆ และถ่ายคนสวยๆบ้าง เพราะกฏข้อที่หนึ่งของการถ่ายภาพให้สวยคือต้องถ่ายของสวยๆ
เทคโนโลยีช่วยให้การถ่ายภาพลดข้อผิดพลาดลงไปได้เยอะมาก สิ่งที่เหลือนอกเหนือจากนี้คือการพัฒนามุมมองทางศิลปะ หรือจินตนาการของคนถ่ายเท่านั้นเองว่าจะคิดอะไร และเลือกใช้อุปกรณ์อย่างไรเพื่อทำงานให้ได้ตามใจนึก
ความผิดพลาดที่น่าดู
ประมาณปี คศ 2004 ผมยังคงไม่ได้ใช้กล้องดิจิทัลใดๆ และยังสนุกกับการหัดถ่ายภาพในรูปแบบต่างๆ นอกจากงานภาพขาวดำที่ผมพยายามเรียนรู้จนเข้าใจกระบวนการแล้ว การถ่ายภาพด้วยฟิล์มใหญ่ขนาด 6x6cm ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของผม เพราะการถ่ายภาพแฟชั่นในระดับอาชีพจะใช้ฟิล์มประเภทนี้เสมอ แต่ผมไม่มีเงินพอจะซื้อกล้องแพงๆเหล่านั้นได้ เพราะต้องจ่ายเกือบแสน แต่ผมก็ดั้นด้นไปหากล้องเก่าโบราณมาเล่นจนได้
กล้องตัวนี้ใช้ฟิล์ม 6x6cm หรือฟิล์ม 120 (ตามที่ในวงการถ่ายภาพเขานิยมเรียกัน ส่วนกล้องทั่วไปใช้ฟิล์มเล็กจะเรียกว่า 135) การใช้งานกล้องโบราณตัวนี้จะมีโอกาสผิดพลาดสูง ตั้งแต่การใส่ฟิล์ม การเลื่อนฟิล์ม และการเอาฟิล์มออกจากกล้อง การถ่ายภาพแต่ละครั้งเมื่อถ่ายไปแล้วจะต้องหมุนฟิล์มให้เคลื่อนที่ไป ฟิล์มส่วนที่ถ่ายไปแล้วจะขยับออกจากช่องรับภาพ กล้องสมัยใหม่(สำหรับช่วงเวลานั้น)จะออกแบบให้ถ่ายแล้วง้างคานขึ้นชัดเตอร์เพื่อเลื่อนฟิล์ม ถ้าไม่เลื่อนฟิล์ม ปุ่มชัดเตอร์จะกดไม่ลง เป็นการออกแบบไม่ให้ถ่ายภาพซ้อนลงไปบนฟิล์มเดียวกัน แต่กล้องโบราณที่ผมใช้ กลไกมันอยู่ตัวใครตัวมัน หมายความว่า จะเลื่อนหรือไม่เลื่อนฟิล์ม ปุ่มชัตเตอร์ก็ยังคงทำงานได้เหมือนเดิม ถ้าเราลืมเลื่อนฟิล์ม แล้วกดชัตเตอร์ซ้ำลงไป ภาพก็จะซ้อน ตามรูปที่เห็นนี่แหละ แต่ภาพนี้กลับกลายเป็นดี ตอนถ่ายภาพแรก ผมให้เพื่อนช่วยถ่ายให้ ผมเล็งองค์ประกอบให้เพื่อนดู แล้วก็ไปยืนในภาพ ให้เพื่อนช่วยกดถ่ายภาพให้ จากนั้นก็เดินเล่นไปดูมุมอื่นๆในสวนสาธารณะ แล้วผมก็ไปเจอภาพดอกไม้กลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าน่าถ่ายเก็บไว้ ก็เลยเล็งดอกไม้แล้วถ่ายไปเลย ตอนล้างฟิล์มออกมาถึงจะรู้ว่าภาพซ้อนกัน สาเหตุที่ซ้อนก็เพราะถ้าผมเป็นคนถ่ายเอง เมื่อกดชัตเตอร์ไปแล้วผมก็จะเลื่อนฟิล์มทันที ภาพต่อไปจะได้ไม่ซ้อน แต่พอให้เพื่อนช่วยถ่ายให้ เพื่อนไม่รู้เรื่องก็ถ่ายให้อย่างเดียว ไม่ได้เลื่อนฟิล์มให้ ผมก็ลืมที่จะเลื่อนฟิล์มให้ทันทีที่ได้รับกล้องคืนจากเพื่อน พอลืม ก็นึกว่าได้ทำไปแล้ว เจอเหตุการณ์หรือมุมสวยๆถัดไปก็ถ่ายไปทันที มันก็ซ้อนด้วยประการฉะนี้….
แต่ภาพนี้ก็เป็นภาพถ่ายตัวเองที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่หัดถ่ายรูปมา อาจจะเพราะมันดูไม่ค่อยชัดเลยดูดีกว่าสภาพจริง ยังคงเก็บฟิล์มชิ้นนี้เอาไว้ กะว่าวันหนึ่งอาจจะเอาออกมาขยายติดฝาบ้าน
ตัวอย่างงานโปสการ์ด Candle in the Winter
มีคนเคยเลือกภาพชุดพวกนี้มาวางไว้ด้วยกัน
เพื่อนมาดูรูปแล้วเลือกภาพพวกนี้มาเรียงกัน แล้วบอกว่า มีคนอยากได้ภาพชุดนี้ เพราะมันเป็นวัฏจักรของดอกบัว ตรงกับชื่อรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่ชื่อ “บัววัฒนา” ผมก็เลยตกลงยกภาพชุดนี้ให้เจ้าของรีสอร์ทไป ด้วยความบ้ายอว่าผมเลือกถ่ายมาได้พอดิบพอดี เวลามีใครชอบรูปที่ผมถ่าย ผมจะรู้สึกดี รู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ในความสนใจของใครสักคน แต่ยังไม่ได้ส่งมอบเลย เวลาผ่านมาเป็นปี สงสัยลืมไปแล้ว




งานรับปริญญาโท “อุ๋ย”
ไปถ่ายภาพงานรับปริญญาให้กับ “อุ๋ย” (เพื่อนของแอ๊นท์) ที่ม.หอการค้า ตอนวันซ้อมผมเคยมาถ่ายให้แล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นวันจริง ตอนถ่ายเสร็จก็กลับมาทำงานต่อ แล้วก็ต้องตกใจตอนที่หาภาพที่ถ่ายวันแรกไม่เจอ เคยเอาภาพเล็กๆไปอัพโหลดไว้บนเว็บให้เจ้าของงานดู แต่ภาพใหญ่ความละเอียดสูงดันหาไม่เจอว่าเก็บไว้ที่ไหน เคยลบออกจากเครื่องไปแล้วเพราะคิดว่าเก็บไว้เป็นแผ่นดีวีดี แต่หาแผ่นไม่เจอ หาอยู่หลายชั่วโมงก็ไม่เจอ สุดท้าย ไปหาเจอในโน๊ตบุ๊คตัวเอง อยู่ในโฟลเดอร์ที่ตั้งชื่อไว้ไม่สื่อความหมายเลยทำให้หายาก พอได้ภาพเก่ามาก็เลยรีบจัดการรวมกับภาพใหม่แล้วเบิร์นเป็นแผ่นเก็บไว้ทันที ถ้าภาพหายไปจริงๆไม่รู้จะไปขอโทษเจ้าของงานยังไงเลย
![]() |
| รับปริญญา utcc ป.โท ภาพวันซ้อม |
![]() |
| aui-21nov2008 ภาพวันจริง |
เปิดบริษัทรับจ้างจัดงานบันเทิงทั่วราชอาณาจักร
เหมือนเป็นจังหวะชีวิตแปลกๆ เพื่อนผมโทรมาชวนผมเปิดบริษัทรับจัดงาน หรือ เรียกภาษาฝรั่งว่า “ออแกไนซ์” โดยมีหุ้นส่วนกันสามคน แถมยังมีลูกค้ารอจ่ายเงินอยู่แล้วด้วยหนึ่งราย อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น ไม่อยากจะเชื่อเลย
สิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้ก็คือ จะทำในนามบริษัท ต้องเปิดบริษัท ต้องจดทะเบียนบริษัท ต้องเตรียมเรื่องบัญชี จ้างบริษัทบัญชี รายจ่ายของการจดทะเบียนบริษัทประมาณ 10000 บาท รายจ่ายประจำเดือนสำหรับสำนักงานบัญชีประมาณเดือนละ 2000 บาท เพราะถึงปลายปี ต้องทำงบส่งสรรพกรต้องจ่ายเงินก้อนอีกประมาณ 10000 บาท ตกแล้วจะต้องจ่ายเงินกันปีละ 34000 บาท คนคิดจะเปิดบริษัทค้าขาย ต้องจ่ายขนาดนี้เป็นอย่างต่ำ
ผมโทรถามเพื่อนที่มีความรู้เกี่ยวกับบัญชีและจดทะเบียนบริษัท ได้รับคำแนะนำว่าควรทำในนามบุคคลไปก่อน หรือจนกว่าลูกค้าเรียกร้องว่าอยากจะค้าขายกับบริษัทจำกัดเท่านั้นแล้วจึงค่อยจดทะเบียนบริษัท เพราะคณะบุคคลหรือบุคคลจะมีรายจ่ายที่น้อยกว่ากันมาก แต่ก็ขาดความน่าเชื่อถือ สิ่งนี้ก็ต้องกลับไปนั่งคิด จริงๆไม่ต้องคิดก็ได้ ทุกอย่างควรเดินหน้า แล้วก็ทำให้มันน่าเชื่อถือที่สุด ถ้าลังเลก็จะไม่ได้ทำ
ผมเสนอชื่อบริษัทว่า “สปีคเกอร์” หรือเขียนอังกฤษว่า SPEAKER เพราะเป็นคำที่เรียกง่าย มีเพื่อนสาวคนหนึ่ง(แฟนเก่าผมเอง)เสนอเป็นชื่อไทยๆ อย่างเช่นชื่อ “สังขยา” ที่ผมเคยคิดไว้เล่นๆกับงานดนตรี ผมก็นึกออกว่าผมชอบชื่อนี้เหมือนกัน แต่หุ้นส่วนบอกว่า ชื่อไทยไม่ค่อยเหมาะ เพราะเน้นงานจากลูกค้าฝรั่ง ก็เลยผ่านชื่อนี้ไป แต่ถ้ามีโอกาสต้องตั้งชื่อไทยอีกครั้งกับงานประเภท รับจ้างจัดงาน แบบนี้ ผมจะเสนอชื่อ “บันเทิงบันดาล”
เพื่อนเก่า แลกเปลี่ยน คุยกัน ได้อะไรดีๆเยอะ
ผมมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเรียนจบโทที่เดียวกัน ได้ทำงานพิมพ์ให้กันอยู่เรื่อยๆ เขาแต่งงานแล้ว และตอนนี้ก็บ้างานอยู่ ผมได้คุยในเรื่องความรักของเขากับแฟน ฟังแล้วก็รู้สึกว่าความรักเป็นเรื่องแปลก ใจคนเป็นเรื่องแปลก เราสองคนได้คุยกันนานมาก ตอนเรียนจบผมมีเพื่อนสนิทคนนึงในรุ่น ตอนนี้แต่งงานมีลูกไปแล้ว ส่วนเพื่อนคนที่เพิ่งคุยกันก็เป็นเพื่อนสนิทของเพื่อนสนิทอีกที นานๆได้มาอัพเดทชีวิตกันก็รู้สึกเข้าท่า
ความรักมีหลายมุมหลากรูปแบบ อยู่ที่ว่าเราจะมองมันอย่างไร และเลือกให้มันเเป็นอย่างไร รักให้หมดใจเป็นคำตอบที่ดี ความรักคือการให้เป็นคำตอบที่ดีกว่า รักแล้วต้องบอกกันให้รู้เป็นเรื่องจำเป็น เขาให้กำลังใจผมว่าสิ่งที่ผมควรทำคือการรอ อดทนรอ แม้ว่ามันจะลางเลือน เขาให้ความเห็นเรื่องของผมว่า ความรู้สึกดีสองเดือน ไม่มีทางเทียบกับ เวลาแสนดีเก่าๆ 1 ปี ผมก็เห็นว่าจริง และผมเริ่มเข้าใจแล้ว เพื่อนผมย้ำว่า ผมโชคดีกว่าเขาเยอะ







