กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1 โยโกฮาม่า นิกโก้

พาลูกเที่ยวต่างประเทศเป็นเรื่องท้าทายสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก การเดินทางต้องวางแผนอย่างรอบคอบตั้งแต่การเลือกเที่ยวบินที่จะกระทบเวลาลูกน้อยที่สุด เลือกวิธีเดินทางไปแต่ละจุดด้วยรถสาธารณะ และเลือกที่พักที่คาดว่าจะบริหารจัดการชีวิตลูกได้ง่าย เรื่องเหล่านี้ ภรรยาผม จัดการได้อย่างยอดเยี่ยม

โปรแกรมพาลูกไปญี่ปุ่นริเริ่มกันก่อนเดินทางจริงประมาณสี่เดือน เป็นสี่เดือนที่เตรียมข้อมูลและเตรียมของที่คาดว่าจะต้องใช้ มีของที่ต้องมีแน่ๆห้ามพลาด เช่น รถเข็นเด็กซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้การเดินทางไม่เหนื่อยมาก ข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดเตรียมและจัดซื้อไว้ครบถ้วนก่อนเวลาเดินทางจริง 1 ชม. ทั้งๆที่เตรียมตัวเตรียมของกันหลายเดือน กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ใบกลาง ใบเล็ก เป้สะพาย ถูกหยิบยืมจากเพื่อน มีกระเป๋าเดินทางไฮเอนด์จากเพื่อนคนหนึ่งยี่ห้อ rimowa เป็นกระเป๋าล้อลากลื่นปื้ด ต้องล๊อคด้วยรหัสสามตัว ลองเปิดได้ เริ่มแพ็คของเสื้อผ้าเครื่องใช้ต่างๆ แต่พอลองปิดแล้วเปิดอีกทีกลับเปิดไม่ได้แล้ว เดือดร้อนเลย เพราะเปิดเองไม่ได้ โทรถามเจ้าของกระเป๋าก็เปิดไม่ได้ รหัส 3 หลัก นั่งบิดกันมือหงิกก็ยังเปิดไม่ได้ เข้าอินเทอเน็ตหาวิธีเปิดกระเป๋าที่ต้องใช้รหัสมีหลายวิธี ทุกวิธีลองแล้วก็ยังเปิดไม่ได้ เลยสุดท้ายต้องอุ้มไปให้ตัวแทนจำหน่ายช่วยเปิดให้

ที่ร้าน rimowa สาขาเกษรพลาซ่า ผมเดินลากกระเป๋าลื่นปื้ดไปขอความช่วยเหลือ บอกพนักงานว่าผมปิดแล้วเปิดไม่ได้ รหัสเก่าเปิดไม่ได้ พนักงานก็ใจดี เอาไปจัดการให้ พนักงานหมุนรหัส หมุนกลับไปกลับมา หมุนทีละหลัก ใช้เวลาไม่ถึงนาทีเปิดกระเป๋าได้แล้ว เห็นแล้วแทบจะจีบไปขโมยกระเป๋าที่สนามบินด้วยกันเลย ขอบคุณพนักงานที่ช่วยชีวิตผมไว้ เพราะเสื้อผ้าของใช้ที่อยู่ในนี้จัดหาใหม่ไม่ทันแล้ว เพราะวันรุ่งขึ้นจะต้องเดินทาง ไม่มีเวลาหาซื้อใหม่แน่นอน

เจอกรณีรหัสที่ตั้งไว้ไหลเปลี่ยนไปเป็นรหัสอื่น ทำให้ไม่กล้าใช้กระเป๋าใบนี้เลย สุดท้ายเมื่อเปิดได้ก็ถ่ายของออก เปลี่ยนไปใช้กระเป่าโลเทค ใช้แม่กุญแจล๊อคดีกว่า เพราะกลัวว่าจะไปทำรหัสเปลี่ยนโดยไม่ตั้งใจที่เมืองนอก ซึ่งคงหาคนช่วยเปิดไม่ง่ายเหมือนเมืองไทย

IMG_8764

เราเริ่มต้นกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางด้วยสายการบิน ANA ออกจากเมืองไทยตอนเที่ยงคืน ไปถึงญี่ปุ่นในเวลา 08.00 น. ของเวลาญี่ปุ่น ก็คือเราเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง เป็นหกชั่วโมงที่ลูกไม่งอแง นับว่าโชคดีมาก แต่พ่อแม่ไม่ได้นอนเลย เพราะลูกจะนอนขวางยาวตามเก้าอี้ของเครื่องบิน คือลูกนั่งกลาง แม่นั่งซ้าย พ่อนั่งขวา หัวอยู่บนตักแม่ ขาอยู่บนตักพ่อ ขยับตัวไม่ได้เลย กลัวลูกตื่น เพราะถ้าลุกตื่นกลางดึกจะมีปัญหางอแงและอาจจะโวยวายรบกวนผู้โดยสารคนอื่น

IMG_8777

เข้าญี่ปุ่นผ่านด่านสนามบินแล้วเราก็เดินทางไปสถานีรถไฟโยโกฮาม่าทันทีเพื่อฝากกระเป๋าเข้าล๊อคเกอร์ แล้วเดินทางไปเที่ยวต่อที่ seaside paradise ซึ่งเป็นพิภิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ถือว่าเป็นอคอเรี่ยมอีกแห่งหนึ่ง แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าที่โอซาก้า แต่ไฮไลท์ของที่นี่มีสิ่งที่โอซาก้าไม่มี คือ มี whale shark ตัวใหญ่มาก ใหญ่ชนิดที่ว่าขอบฟ้าเอาไปนอนฝันเลย  การเดินทางในญี่ปุ่นสะดวกมากเพราะมีรถไฟวางกระจายไว้ทั่วเมือง  เราสามารถเดินทางไปจุดต่างๆได้ด้วยรถไฟเกือบร้อยเปอร์เซ็น  ส่วนการพาลูกขึ้นรถไฟก็จะไม่ยากมาก  ถ้าอุ้มขึ้นอุ้มลงก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าใช้รถเข็นก็จะมีความยากระดับหนึ่งคือ ต้องลุ้นว่ารถไฟจะไม่แน่น  การขึ้นลงสถานีบางทีต้องขึ้นฟ้า บางที่ต้องลงใต้ดิน ส่วนใหญ่จะมีลิฟท์ให้ใช้ แต่บางสถานีก็ไม่มี  จังหวะที่ไม่มีลิฟท์ก็ต้องใช้วิธีอุ้มรถเข็นขึ้นบันไดเลย  มันดูยุ่งยากพะรุงพะรังบ้างแต่ก็ไม่ยากเกินไป

IMG_8793

รถเข็นเด็กช่วยให้พ่อแม่ไม่เหนื่อยมาก  เพราะเด็กมักจะหลับตอนกลางวัน ขอบฟ้าเดินทางมาทั้งคืน สิบโมงกว่าก็หลับแล้ว  เพราะมันเป็นเวลานอนของเด็กส่วนใหญ่  การหลับในรถเข็นทำให้พ่อแม่ชีวิตไม่ลำบาก

IMG_8815

ที่ด้านหน้า seaside paradise มีร้านขายของชำอยู่ร้านหนึ่ง หน้าร้านมีสิ่งสะดุดตาซึ่งไม่คิดว่าจะได้เจอ นั่นคือ กล้องฟิล์มพร้อมใช้ สามารถซื้อแล้วถ่ายเล่นได้เลย กล้องหนึ่งตัวบรรจุฟิล์มเน็กกาทีฟสี ไม่คิดว่าจะได้เจอที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี แต่มาคิดอีกทีก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะต่อให้ญี่ปุ่นไฮเทคแค่ไหน แต่งานศิลปะของญี่ปุ่นกลับมีความอนุรักษ์นิยมอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ ร้านขายซีดียังมีอยู่ในญี่ปุ่น ยังมีชุมชนที่นิยมใช้กล้องฟิล์ม มีังานแสดงภาพถ่ายที่มากกมายจากกล้องฟิล์ม สิ่งเหล่านี้พบเห็นได้บ่อยๆ พอมาเจอว่ายังขายกล้องพร้อมฟิล์มอยู่ก็รู้สึกอบอุ่นดี

IMG_8803

วันแรกในญี่ปุ่นเราหมดเวลาและหมดแรงไปกับการเดินทางแสนขรุกขรัก การเดินทางด้วยรถไฟไฟาซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนญี่ปุ่นนั้นทำให้พวกเราเสียเวลาไปเยอะมาก ผ่านวันนี้ไปเราก็รู้แล้วว่าอีกหลายวันที่เหลือของเราเหนื่อยแน่นอน ถือโอกาสถ่ายป้ายในสถานีรพไฟเก็บไว้บ้าง ตอนเย็นโพล้เพล้แสงเริ่มหมด บรรยากาศของชานชลามันดูเหงาเสียเหลือเกิน ถ้าผมเป็นคนไม่มีแฟน ภาพและห้วงเวลาแบบนี้คงทำให้รู้สึกเหงาจับใจ

IMG_8823

เดินทางกลับโรงแรมที่พักแล้วก็นอนสลบไม่รู้เรื่องเลย ตื่นมาอีกวันเราก็ออกลุยเมืองโยโกฮาม่ากันอีกที เช้าวันนี้อากาศหนาวมาก ไม่รู้ว่าอุณหภูมิเท่าไหร่แต่ว่าใส่เสื้อสามชั้นยังรู้สึกเย็นๆ ส่วนลูกก็สนุกไปเรื่อยๆไม่เข้าใจว่ามันหนาว จมูกขอบฟ้าเริ่มแดงตอนที่มีลมพัดเยอะๆ เราเดินเล่นดูวิวเมือง ดูเรือ ดูตึกอยู่สองชั่วโมง

IMG_8844

ภาพถ่ายทริปนี้ใช้กล้อง eos m กับเลนส์ 22f2 ตัวเดียวเลย เหตุที่มีตัวเดียวก็เพราะว่ากระเป๋ากล้องที่ใช้งานนั้นมีกล้องกับเลนส์และที่ชาร์จมาแค่นี้ เลนส์ตัวอื่นๆที่มีอยู่ดันไม่อยู่ในกระเป๋า ตอนรวบกระเป๋าออกจากบ้านก็คิดว่าของครบแล้ว มารู้ตัวอีกทีว่าเลนส์มีติดมาตัวเดียวก็ที่สนามบินเสียแล้ว ก็เลยได้ลุยทริปนี้ด้วยเลนส์ตัวเดียวเลย

IMG_8898

IMG_8850

โยโกฮาม่าเป็นเมืองท่าติดทะเลของญี่ปุ่น มีเรือเดินสมุทรลำใหญ่วางโชว์เป็นแลนมาร์กของเมือง ดูจากสถานที่หลายๆอย่างที่เขาจัดแสดงเป็นนิทรรศการเข้าใจว่าเมืองนี้เป็นเมืองสำหรับการต่อเรือ มีอาคารต่อเรือใหญ่โต ต่อเรือยักษ์เสร็จก็เปิดน้ำไหลเข้าอาคารแล้วขับเรือออกไปเลย แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่าเขายังทำงานต่อเรืออีกไหม เพราะอู่เรือแถวนี้กลา่ยเป็นที่เที่ยวที่ดูเล่นไปหมดแล้ว

IMG_8947

ในพื้นที่ใกล้ๆอู่ต่อเรือมีสวนสนุกเล็กๆให้เล่นด้วย ไม่สนุกเท่ากับเครื่องเล่นผู้ใหญ่ แต่ก็เพลินๆสำหรับเด็กๆ ดูเหมือนของเล่นในห้างเสียมากกว่า ของกินประจำสวนสนุกก็คือไอศครีม ซึ่งรสชาดมันคงอร่อยพอใช้ได้เลย เพราะขอบฟ้ากินหมดแท่งแบบไม่ต้องขอร้อง เป็นของกินไม่กี่อย่างในชีวิตขอบฟ้าที่กินหมดเกลี้ยงโดยไม่ต้องพยายาม

IMG_8924

ออกจากโยโกฮาม่าเรามุ่งหน้าไปนิกโก้ ซึ่งเป็นปลายทางแห่งหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ของทริปนี้เลย เพราะนิกโก้เป็นที่เที่ยวแนวเมืองโบราณและธรรมชาติ เป็นเหมือนการเที่ยวชนบทของญี่ปุ่น การเดินทางต่อรถไฟไปนิืกโก้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดของทริปนี้เลย เพราะว่าเราต้องแวะไปซื้อตั๋วสำหรับเดินทางเที่ยวในนิกโก้แบบตั๋วใบเดียวเที่ยวทุกอย่าง ลูกกับรถเข็น บางทีก็เป็นภาระต้องหาลิฟท์ใช้ บางทีก็เป็นที่ทุ่นแรงไม่ต้องแบกของเอง

IMG_8967

เราออกเดินทางตอนบ่ายสองจากโยโกฮาม่า มาถึงนิกโก้อีกทีก็ทุ่มกว่า ฟ้ามืดแล้ว เราเข้าที่พักแบบจับทิศไม่ถูกเลย เพราะมันมืดแล้ว โชคดีที่โรงแรมที่พักอยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟ และตอนที่เรามาถึงนิกโก้เราก็ได้พบกับคนไทยสองคนที่เขาบอกว่าเพิ่งเดินผ่านโรงแรมวิว่าที่เรากำลังจะไปพัก มันก็เลยง่ายหน่อย

IMG_8975

IMG_8982

โรงแรมนี้เป็นโรงแรมตึกแถว เจ้าของบ้านดัดแปลงให้เป็นโรงแรม ดูน่ารักอบอุ่น และเป็นกันเอง เราได้นอนห้องแคบๆ ห้องน้ำแคบ มีพื้นมีเสื่อให้นอนด้วย อากาศที่นิกโก้ช่วงต้นเดือนตุลาคม กลางคืนเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เช้าๆสายๆประมาณ 10-15 องศา ต้องใส่เสื้อกันหนาว ตอนกลางคืนแอร์ในห้องไม่ต้องเปิดเลย สิ่งที่ทำให้เราแปลกใจยังคงมีให้เห็นอีก นั่นคือเครื่องเล่นวิดีโอเทป ที่ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่ายังมีอยู่ เจ้าของโรงแรมยังไม่ได้ทิ้งไป แต่เราไม่มีม้วนวิดีโอใช้แล้ว มันก็เลยเป็นเพียงเครื่องเล่นสำหรับวางโชว์อยู่ในตู้เท่านั้น

IMG_8978

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราแปลกใจแต่ก็ไม่มากก็คือ ระบบการเดินสายสำหรับการเล่นอินเทอเน็ตที่โรงแรมแห่งนี้ทำกันง่ายๆ ง่ายเหมือนบ้านของเราเองเลย คือมีสายแลนเดินไว้ในห้องแล้วก็เอาตัวปล่อยสัญญาณ wifi มาใช้ ทั้งหมดวางอยู่บนถาดใส่สบู่ ดูแล้วก็แปลกๆ เหมือนมันเป็นการแก้ปัญหาแบบชั่วคราว แต่ว่าการใช้งานอินเทอเน็ตที่ผมวางแผนไว้ผมใช้วิธีเอา apple airport express ติดตัวมาด้วย เมื่อถึงโรงแรมก็ดึงสายแลนมาเสียบกับ airport express เสียเลย ทำให้ wifi ที่ใช้งานเป็นเหมือน wifi ที่บ้าน เครื่องมือถือ แท็ปเบล็ตต่างๆจะได้ไม่ต้องใส่รหัสใหม่ เปิดเครื่องขึ้นมาก็เหมือนเล่นเน็ตที่บ้าน แบบนี้สบายไม่ต้องไปจดรหัสของโรงแรม

IMG_8980

สิ่งที่ขอบฟ้าชอบมากสำหรับที่ญี่ปุ่นก็คือห้องน้ำ เพราะมันสะอาดและน่าตื่นเต้นกับระบบฉีดน้ำล้างก้นที่เด็กอย่างขอบฟ้าไม่เคยเจอมาก่อน ผมเองเมื่อหลายปีก่อนก็มีโอกาสได้ไปญี่ปุ่น ก็ตื่นเต้นกับที่ฉีดก้นของญี่ปุ่นเหมือนกัน ปุ่มกดที่โถส้วมมากมายกลัวกดผิดทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ขอบฟ้าชอบการฉีดน้ำเข้าก้นมาก

IMG_8976

เช้าวันแรกที่นิกโก้ อุณหภูมิในห้อง 22 องศาแบบปิดแอร์ เรากินข้าวเช้าที่โรงแรมโดยมีเจ้าของโรงแรมทำอาหารเช้าให้แขกทุกห้อง กินกันเรียบร้อยก็เตรียมตัวเดินทางไปยังที่เที่ยวที่แรกซึ่งต้องนั่งรถเมล์ไปอีก 1 ชั่วโมง การเป็นช่างภาพก็ทำให้ผมต้องขออนุญาตเจ้าของโรงแรมให้ยืนยิ้มให้กับกล้องสักภาพ เพราะการต้อนรับแบบโฮมสเตย์แบบนี้ทำให้รู้สึกว่าที่นี่อบอุ่นน่ารัก ดูเป็นเจ้าบ้านที่ใจดี

IMG_9000

IMG_9006

เรามารอรถเมล์กันที่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟ แวะถ่ายภาพเล่นๆกันพอสนุก ใบไม้ที่นี่เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว ที่ที่เราจะไปจะเป็นทะเลสาปบนภูเขาซึ่งจุดเด่นของทะเลสาปก็คือ มีต้นไม้เปลี่ยนสีนั่นเอง แต่ว่า ณ วันที่เราไปถึงนั้นต้นไม้ยังเปลี่ยนสีไม่มาก กว่าครึ่งยังเป็นสีเขียวปกติอยู่ มีแค่ครึ่งเดียวที่เปลี่ยนเป็นสีเหลือ สีแดง

IMG_9013

IMG_9017

IMG_9020

ก่อนที่เราจะไปถึงทะเลสาป เราได้แวะดูสะพานไม้สีแดง ชื่อสะพานชินเกียว ทำไมถึงดัง ทำไมถึงต้องแวะ ทำไมต้องเป็นแลนมาร์กผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เราเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ ในหนังสือไกด์บุ๊คที่ได้อ่านผ่านตาทุกเล่มจะให้แวะถ่ายภาพทั้งหมด ก็เลยต้องแวะในแบบที่หนังสือแนะนำ เลยได้มีโอกาสเก็บภาพบรรยากาศแถวนี้ไว้ด้วย สิ่งที่น่ารักและโชคดีได้ถ่ายเก็บไว้ก็คือที่รอรถเมลที่ใช้ตู้เหล็กมาให้นักท่องเที่ยวได้นั่งรอ ไม่รู้ว่าเป็นตู้ที่เคยเป็นรถไฟมาก่อนหรือเปล่า หรือเป็นการทำเลียนแบบขึ้นมา แต่มันก็ให้ภาพถ่ายที่สวยดีและมีรอยยิ้มของลูกติดกล้องแบบที่เราก็อยากเอาภาพนี้ไปติดฝาบ้านเลย

IMG_9029

IMG_9030

IMG_9033

IMG_9044

IMG_9062

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1 โยโกฮาม่า นิกโก้

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2 นิกโก้ สูงๆหนาวๆ

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 3 นิกโก้ โตเกียว

 

ออกแบบโปสเตอร์รองเท้าแตะ

งานด่วนจากเพื่อน ต้องออกงานเมืองทองธานีในเวลาแค่ห้าวัน สินค้ารองเท้าในรูปแบบใหม่ ถ่ายรูปเท่าที่นึกออกแล้วส่งต่อให้ดีไซเนอร์ทำงานต่อ

ก่อนจะเป็นภาพสุดท้าย ก็ผ่านการถ่ายหลายๆแบบมาก่อนดังนี้

sandal-IMG_0383

sandal-IMG_0366

ไปลองให้ลูกเล่นแทนจิ๊กซอร์ก็ลองถ่ายเก็บไว้
sandal-IMG_0365

ลองกับสนามหญ้า แกะตัวรองเท้าออกมาแล้วลองถ่ายดู เสียดายที่หญ้าไม่เขียว
sandal-IMG_0348

แล้วก็มาถึงรูปนี้
sandal-IMG_0336

เลยได้งานเป็นแบบนี้
show-newnumberone-A4-d-select-out1

show-newnumberone-A4-d-select-out2

พาลูกนั่งรถไฟฟ้า

ขอบฟ้าเป็นเด็กชานเมือง นานๆก็จะติดแม่เข้าเมืองไปนั่งเล่นซักที แม่ทำงานที่สุขุมวิท เวลาไปทำงานแล้วขอบฟ้างอแงขอตามไปด้วยก็จำเป็นจะต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย บางวันก็เป็นป้า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพ่อนั่นเอง

ผมพาขอบฟ้าไปนั่งรถไฟฟ้าเล่นๆเวลาที่รอแม่ทำงาน บางทีก็นั่งเล่นไปสุดสาย นั่ง BTS ที่สถานีพร้อมพงษ์ไปถึงสุดทางที่บางนาแล้วก็นั่งกลับ บางทีก็นั่งไปต่อเล่น mrt เพื่อให้ขอบฟ้าได้รู้จักว่ารถไฟใต้ดินและบนดินต่างกันอย่างไร

IMG_8723.JPG

ขอบฟ้าขอบ MRT มาก อาจจะเป็นเพราะคิดไปเองหรือมีใครไปบอกว่า MRT วิ่งเร็วกว่า BTS และวิ่งเร็วกว่ารถไฟโบราณอย่าง thomas มาก ขอบฟ้าเลยชอบ MRT ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ติดแม่ไปที่ทำงาน ผมก็เลยพานั่งรถไฟเล่น คิดไม่ออก ไม่อยากซ้ำกับหลายสัปดาห์ก่อน ก็เลยพานั่ง BTS ต่อ MRT เพื่อไปเดินเล่นที่สวนลุม

IMG_8728.JPG

การเดินทางในครั้งนี้ทำให้ผมค้นพบเรื่องราวหลายอย่าง ถ้าเราไม่มาเอง ไม่เดินเองเราคงไม่เข้าใจ เริ่มจาก สถานที่ MRT ต้องซื้อตั๋วเป็นเหรียญพลาสติก ผมก็ตรงไปที่เครื่องขายตั๋ว และใส่แบ๊งค์ร้อยเข้าไป กดสถานีลุมพินี เหลือบดูราคา เห็นตัวเลขขึ้น 21 บาท พอกดไปก็เหลือบไปดูช่องรับตั๋วและเงินทอนซึ่งเป็นช่องเดียวกัน ก็เพิ่งจะเห็นป้ายบอกว่า ทอนเป็นเหรียญเท่านั้น ผมก็ตกใจเลย และ มีเวลาให้ตกใจแค่หนึ่งวินาที เหรียญเงินทอนก็พร่างพรูออกมาที่ช่องเงินทอน ผมได้บทเรียนแล้วว่า ถ้าจะหาที่แลกเหรียญและต้องเดินทางที่ MRT อยู่แล้วก็เอาแบงค์ใหญ่ๆมาซื้อตั๋วที่นี่ซะเลย

IMG_8731.JPG

จะไปสวนลุมเลยเลือกตั๋วไปลงสถานีลุมพินี พอออกจากสถานีถึงจะพบว่าเราไม่ได้อยู่ที่สวนลุม เราอยู่ฝั่งตรงข้ามสวนลุม มองเห็นฝั่งตรงข้ามรู้ว่าต้องข้ามถนน ถ้าเราตัวคนเดียวก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่นี่ อุ้มลูกมาด้วยการข้ามถนนแบบมีลูกติดมือมันต้องระวังเยอะ และเราก็ได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งในการข้ามถนนที่แยกวิทยุ ซึ่งเป็นแยกที่ถนนพระรามสี่ตัดกับถนนสาธร

IMG_8733.JPG

เมื่อหลายปีก่อนเราเคยดูข่าว มีชาวบ้านทำป้ายขอให้รถช่วยหยุดให้คนข้ามถนนที่แยกวิทยุแห่งนี้ ตอนเราดูข่าวเราก็ไม่เข้าใจเพราะว่าทุกทีที่เดินผ่านเราก็ขับรถผ่านไป แต่พอมาเป็นคนที่ต้องข้ามถนนเสียเองเราก็เขาใจแล้ว เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดที่แยกวิทยุแห่งนี้มีรถไหลผ่านจำนวนมาก ต่อเนื่องมาก ในวันทำงานแทบจะไม่มีเวลาว่างๆให้เดินข้ามได้เลย ต้องอาศัยการวิ่งแย่งชิงจังหวะกับรถยนต์ ซึ่งรถยนต์ในประเทศไทยก็เป็นรถที่ไม่เคยได้รับการสั่งสอนให้หยุดให้คนข้าม นานๆอาจจะเจอคนจิตใจดีสักที ยิ่งผมอุ้มลูกยืนรอ แม้ในวันหยุดอย่างวันอาทิตย์ก็ยังรู้สึกว่าข้ามยาก แทบอยากจะอุ้มลูกลงไปกราบรถที่วิ่งผ่านมากันเลย แล้วเทวดาก็เมตตา ทำให้รถมีจังหวะเว้นว่างให้พ่อกับลูกสามขวบได้กระเตงกันผ่านถนนวัดใจแห่งนี้ไปได้ แต่ว่า …..

IMG_8738.JPG

ทางออกลุมพินีที่ใกล้สวนลุมคือทางออกด้าน สวนลุมไนท์บาร์ซ่าเดิมที่ตอนนี้รื้อไปแล้ว ผมโผล่มายังตำแหน่งศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยและมีอยู่หน้าสถานที่ลุมพินี จะข้ามถนนไปสวนลุมต้องไปวิ่งเสี่ยงตายกับรถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดสองครั้ง และที่ตรงกลางที่เป็นรถทางตรง และรถเลี้ยวขวา เราก็ต้องรอสัญญาณไฟที่นานมาก ผมอุ้มลูกยืนรออยู่เกือบสิบนาที ไม่มีต้นไม้ มีแต่แดดที่ร้อนส่องหัวร้อนถึงปลายเท้า คิดไปถึงสถานการณ์ว่า ถ้าเป็นฝนตก คนที่ต้องข้ามถนนตรงนี้จะทำอย่างไร

IMG_8739.JPG

ไปเดินเล่นสวนลุมตอนสิบโมงกว่า อากาศเริ่มร้อน ส่วนที่เป็นร่มไม้ก็เย็นสบายดี ส่วนที่ไม่มีร่มไม้ก็เดินกันตัวร้อนเลย ลูกผมก็ออกอาการง่วงๆเหนื่อยๆ เล่นอยู่ไม่นานก็หมดแรง สุดท้ายก็กระเตงกันกลับ เราจะกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่เรามาก็คือสถานที่พร้อมพงษ์ ซึ่งเราจะต้องเดินย้อนกลับไปนั่ง MRT และไปต่อ BTS แค่คิดว่างต้องเดินย้อนไปถนนวัดใจเส้นที่เราเพิ่งเสี่ยงตายผ่านมาก็บอกลาแล้ว ไม่ไหว ไม่อยากเสี่ยง เลยเรียกแท็กซี่กลับแทน นั่งรถแท็กซี่แอร์เย็นๆค่าบริการไม่กี่สิบบาท สบายกว่าความพยายามไปนั่ง MRT ต่อ BTS และต้องอุ้มลูกเดินรวมกันไม่รู้กี่กิโล ยังไงแท็กซี่ก็น่าจะเป็นคำตอบของการเดินทางใกล้ๆมากกว่า

IMG_8740.JPG

ฝากถึงผู้ว่ากทม. แยกวิทยุข้ามถนนยากมาก ขอสะพานลอยครับ ขอสะพานลอยหรือขออุโมงค์ก็ได้ จากศาลกรมหลวงชุมพรฯ ข้ามไปสวนลุม สร้างสะพานลอยได้ ไม่ทับเส้นใคร

หลังจากที่กลับมาแล้วและได้บ่นไปทางทวิตเตอร์ว่าสถานีลุมพินีเดินไปสวนลุมยากมากไม่มีทางข้ามถนนดีๆ ก็มีเพื่อนรุ่นพี่ในทวิตเตอร์ตอบกลับมาว่า จะไปสวนลุมให้นั่งรถ MRT ไปลงศาลาแดง แล้วจะมีทางออกไปหน้าสวนลุมเลย…. เพิ่งรู้นะเนี่ย ขอบพระคุณมากๆที่ชี้แนะ ไว้โอกาสหน้าจะลงศาลาแดงครับ ส่วนคนที่ไม่เคยลงสถานีรถไฟฟ้าแถวนี้ใครจะรู้ เห็นชื่อลุมพินีก็กดลุมพินี ไม่คิดว่าจะไปสวนลุมต้องไปลงศาลาแดง

บริการหลังการขาย ฟูจิซีร๊อกส์ ไม่ประทับใจ

หลังจากใช้งานเครื่องพิมพ์ Fujixerox x700 และเป็นลูกค้ามาปีที่ 6 โดยในช่วงปีแรกผมมีการพูดถึงการใช้งานและบ่นเรื่องบริการไปหลายอย่าง ด้วยงานที่เยอะขึ้น เราก็ทำงานไปโดยไม่ได้บ่นอะไรอีก เพราะตอนมีปัญหาเราก็ลืมที่จะบันทึกเอาไว้ พอแก้ปัญหาได้ เราก็รีบทำงานส่งลูกค้าแล้วก็ลืมที่จะกลับมาจดบันทึกเอาไว้

WP_20150928_001

มาวันนี้ มีปัญหาเกิดขึ้น และผมมีเวลาบันทึก ก็เพราะว่า วันเสาร์ประมาณ 16.30 น. เครื่องพิมพ์มีปัญหาบางส่วนของภาพหายไปตอนพิมพ์ และเป็นปัญหาทุกแผ่นที่พิมพ์ เปลี่ยนไฟล์ก็ไม่หาย เลยแจ้ง callcenter ไป ปกติจะต้องมาถึงภายในเวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อตกลงการใช้บริการ แต่วันเสาร์ไม่มีช่าง standby แล้วรอวันจันทร์ก็ได้

วันจันทร์ 10.30น. ช่างยังไม่มา โดยก่อนหน้านี้หนึ่งชั่วโมงก็ได้โทรไปตามแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครให้คำตอบว่าช่างจะมาเมื่อไหร่ งานของโรงพิมพ์ที่รับปากลูกค้าไว้ต้องเลื่อนส่งงาน งานจะโดนรีเจ๊คหรือเปล่าเราก็ยังไม่รู้ เพราะลูกค้าของโรงพิมพ์ท่านนี้เป็น เอเจนซี่ เขารับงานจากโรงพิมพ์แล้วก็ต้องไปส่งงานให้ลูกค้าของเขาอีกที เดิมทีก่อนเครื่องมีปัญหาเราก็นัดลูกค้าว่างานจะเสร็จวันเสาร์ พอเครื่องมีปัญหาก็เลยต้องเลื่อนออกไป แล้วโรงพิมพ์ก็ไม่กล้านัดกับเอเจนซี่แล้ว เพราะไม่รู้ว่าช่างของฟูจิซีร๊อกส์จะเข้ากี่โมง

10.45น. ผมมีเวลาว่างนิดหน่อย เพราะงานต้องรอ ต้องรอช่างซ่อมเครื่องฟูจิซีร๊อกส์x700 ระหว่างที่รอก็เลยบันทึกเอาไว้อ่านกันลืม โรงพิมพ์เป็นลูกค้ามาหกปีแล้ว จ่ายเงินตรงเวลาทุกเดือน เรารักษาสัญญาณกับฟูจิซีร๊อกส์ว่าเราจะใช้บริการและจ่ายเงิน เราตรงไปตรงมา แต่ช่างบริการของฟูจิซีร๊อกส์กลับไม่สามารถทำตามสัญญาได้ สัญญาคือจะเดินทางมาซ่อมเครื่องภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งรอบนี้ เราก็คาดว่าช่างคงมาช้าไม่ทันตามสัญญา ที่เราคาดเดาว่าไม่ทัน เพราะหลายๆทีที่มีปัญหาช่างก็มาทันบ้าง ไม่ทันบ้าง

ทำงานปริ๊นภาพและติดตั้ง

มีลูกค้าให้ทำงานพิมพ์ภาพถ่ายแล้วทำเป็นสติ๊กเกอร์ไปติดในกล่องไฟ ร้านของลูกค้าเป็นร้านขายกระเป๋าและของที่ระลึก เน้นลูกค้าต่างชาติที่มาเที่ยวในประเทศไทย หลังจากที่รับข้อมูล วัดพื้นที่เรียบร้อย ก็ทำไฟล์ภาพและนัดวนติดตั้ง

20150831_210734

20150831_210936

20150831_193408

P_20150828_112154//embedr.flickr.com/assets/client-code.js

P_20150828_103810//embedr.flickr.com/assets/client-code.js

P_20150828_103810//embedr.flickr.com/assets/client-code.js

เปลี่ยนแบต honda freed 2558

เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์กันอีกครั้งหนึ่ง อาการแบตเสื่อมถามหาอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ รถฟรีดมีอาการ ประตูไฟฟ้าไม่ทำงานในบางจังหวะ ซึ่งเป็นอาการไม่รับคำสั่งจากรีโมท และไม่รับคำสั่งจากการกดเปิดที่สวิตซ์ในรถ ไม่ใช่เพราะลืมเข้าเกียร์ P หรือ ลืมเหยียบเบรกซึ่งมักจะเกิดกับคนที่เพิ่งได้รถมาใหม่ๆและยังไม่ชินกับประตูไฟฟ้าของฮอนด้า และสัญญาณที่ทำให้มั่นใจว่าแบตเสื่อมอย่างแน่ชัดคือ สตาร์ทไม่ติด

อาการสตาร์ทไม่ติดยังไม่รุนแรงมาก เพราะผมพกเพาเวอร์แบงค์ที่สามารถพ่วงสตาร์ทรถยนต์ได้ ช่วงสองสัปดาห์ที่แบตเสื่อมและผมไม่ว่างเข้าร้านเพื่อเปลี่ยนแบต รถสตาร์ทไม่ติดสามครั้งในช่วงสองสัปดาห์ บางทีพ่วงสตาร์ทแล้วก็ปกติใช้งานได้ ปิดเครื่องสตาร์ทใหม่ได้หลายวัน เลยทำให้ไม่รีบร้อนที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่เท่าไรนัก

รถผมอายุหกปีแล้ว วิ่งมาแล้ว 142823 กิโลเมตร เปลี่ยนแบตมาสองครั้ง ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่สาม หรือเป็นแบตเตอรี่ลูกที่ 4 ของรถคันนี้ จังหวะขับรถผ่านร้านเดิมที่เคยอุดหนุนและเคยเขียนรีวิวเอาไว้แล้ว รอบนี้สอบถามเจ้าของร้านแนะนำแบตเตอรี่ลูกละ 1800 บาทให้ เป็นแบตแห้ง ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อย ผมบอกว่า เคยทำ 1500 บาท เจ้าของร้านบอกว่า รุ่นนั้นก็มีแต่จะเป็นแบบต้องเติมน้ำบ่อยกว่า แต่คุณภาพไม่ต่างกัน ผมก็เลยเลือกของถูกที่คุณภาพไม่ต่างกันแทน ก่อนจะสั่งให้เปลี่ยนก็ค้นบล๊อกตัวเองหาข้อมูลที่เคยเขียนไว้และก็พบว่าครั้งที่แล้วผมก็ใช้รุ่นของถูกต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยนี่แหละ ซึ่งหลังจากเปลี่ยนแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

เจ้าของร้านคงจำผมไม่ได้ แต่ผมจำได้ เถ้าแก่คนเดิม แบตเตอรี่รุ่นเดิม วิธีการเปลี่ยนเหมือนเดิม ทุกอย่างเหมือนเมื่อหลายปีก่อน ลองย้อนกลับไปอ่านได้เลย พอเปลี่ยนเสร็จก็จ่ายเงิน ออกจากร้าน รูปถ่ายที่บันทึกไว้ก็ทะยอยเอามาโพสท์เพื่อเป็นรีวิวครั้งที่สองของร้านนี้ แต่ครั้งนี้มีภาพเพิ่มเติมก็คือ มีใบเสร็จรับเงินของร้านให้ด้วย มีชื่อร้าน มีเบอร์โทร ใครสนใจบ้านใกล้ร้านนี้ก็เก็บไว้เป็นทางเลือกได้

P_20150815_174845

ใบเสร็จรับเงิน มีชื่อร้าน ที่อยู่ เบอร์โทร

P_20150815_132749

แบตเตอรี่ 3K รุ่น NS40ZL กำลังไฟ 35แอมป์

P_20150815_133019

มีสายพ่วงแบตมาพ่วงไฟเลี้ยงจากแบตภายนอกไว้อีกก้อนหนึ่ง เครื่องเสียงรถก็จะไม่รีเซ็ท ไม่ต้องตั้งใหม่

P_20150815_133008

P_20150815_133101

แกะกล่องเติมน้ำกลั่น แล้วก็มาอัดไฟเข้าไป นั่งรอ 15 นาที

 

ขับรถออกจากร้าน เถ้าแก่บอกว่า ให้ขับนานๆหน่อย  ตอนจอดรถ ให้จอดติดเครื่องค้างไว้ก่อน 15 นาที  เหตุผลเพราะแบตเตอรี่ใหม่ต้องการอัดไฟให้เยอะๆไว้ก่อน 

เพลินพัฒนา เตรียมอนุบาล งานเล่านิทานให้ลูกฟัง

ละครวันแม่ เพลินพัฒนา 14aug2015

โรงเรียนเพลินพัฒนา มีการจัดงานสัปดาห์เล่านิทานให้ลูกฟัง โดยให้ผู้ปกครองของชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงอนุบาล3 ผลัดกันมาเล่นละครในช่วงเช้าหลังเข้าแถวกันตลอดสัปดาห์ ซึ่งสัปดาห์นี้ตรงกับวันแม่แห่งชาติ ทั้งสัปดาห์มีเรียน 4 วัน ก็พอดีชั้นปีละ 1 วัน เริ่มจากอนุบาล3ก่อนแล้วไล่มาจนถึงเตรียมอนุบาลในวันสุดท้าย

ขอบฟ้าเรียนเตรียมอนุบาล ดังนั้นคิวการเล่นละครก็อยู่ในวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2558 โดยการเตรียมการต่างๆมีแม่ของเด็กกลุ่มหนึ่งเป็นอาสาสมัครมาช่วยกันเล่นละคร เตรียมอนุบาลมี 4 ห้อง ส่งอาสาสมัครมาช่วยกันทำกิจกรรม บรรดาแม่ๆหลายท่านก็อาสาเล่นละคร เป็นนักแสดง ส่วนผมก็อาสาเป็นช่างภาพ มีพ่อบ้านอื่นเป็นช่างภาพเช่นกันก็แบ่งหน้าที่กัน ผมถ่ายภาพนิ่ง อีกท่านถ่ายวิดีโอ

ส่วนของละครก็ได้รับความร่วมมือจากแม่ๆทั้งหลายเป็นอย่างดี ตั้งแต่การเตรียมเนื้อเรื่อง ดัดแปลงเนื้อเรื่อง กำหนดตัวละคร เสื้อผ้าชุดประกอบต่างๆ และการนัดซ้อมนอกรอบ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ละครผ่านไปได้ด้วยดี ข้อคิดต่างๆที่สอดแทรกไปในละครก็ถ่ายทอดได้ตรงไปตรงมา เชื่อว่าเด็กหลายคนก็รับสารได้

ภาพถ่ายวันซ้อมและวันจริงผมถ่ายเสร็จก็อัพโหลดเข้าไปเก็บไว้ใน flickr.com เพื่อให้สามารถแบ่งปันหรือแชร์ให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นได้ดูสะดวกๆ เพราะในทางปฏิบัติคงไม่สามารถก๊อปปี้ไฟล์ใส่แผ่นไปแจกได้ทุกคนอยู่แล้ว การฝากไฟล์ไว้แบบ online น่าจะเป็นทางเลือกที่ทำให้ทุกท่านเข้าถึงได้ง่ายที่สุด

ต่อไปนี้คือภาพประวลคร่าวๆของละครในกิจกรรม “เล่านิทานให้ลูกฟัง” เริ่มจากภาพวันซ้อมกันก่อน
IMG_8505

IMG_8520

IMG_8528

IMG_8531

IMG_8547

และก็มาถึงวันจริงนักแสดงรวมตัวกันตั้งแต่ 8.00 น. และเริ่มแสดงในเวลาประมาณ 8.30 น.
IMG_0001

IMG_0002

IMG_0005

IMG_0006

IMG_0011

IMG_0014

IMG_8558

IMG_0028

IMG_0029

IMG_0035

IMG_0045

IMG_0071

IMG_0089

IMG_0098