รีสอร์ท ฟิชเชอร์แมน หาดเจ้าสำราญ ครั้งนี้มาเป็นครั้งที่สองในรอบหนึ่งเดือน ในครั้งนี้ก็พอรู้งานแล้วว่าจะต้องพบกับอะไรบ้าง การถ่ายภาพในรอบนี้เลยไม่ใช้กล้องตัวเดิม เพราะครั้งที่แล้วใช้ eos m ไปเต็มทริป รอบสองเลยเปลี่ยนเป็น eos 6d แทน โดยใช้คู่กับเลนส์ 70-200 f2.8 เป็นหลัก
Author Archives: pockethifi
อิ่มอุ่น
คอมพิวเตอร์ในความทรงจำ
คอมพิวเตอร์สีสันสดใส ชื่อของมันคือ imac ซึ่งมีผลิตออกมาตั้งแต่ช่วงปี คศ. 1997 ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่สำคัญครั้งหนึ่งของโลกเรา
ใครจะคิดว่าคอมพิวเตอร์ราคาแพงซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของคนมีฐานะจะเปลี่ยนจากหน้าตาบึ้งตึงเป็นสีสันราวกับขนมหวาน จากคอมพิวเตอร์ชิ้นส่วนจำนวนมากมีสายรุงรังกลายเป็นคอมพิวเตอร์ที่รวมสิ่งจำเป็นทุกอย่างไว้ด้วยกันทั้งหมด ตั้งแต่จอภาพ เมนบอร์ด พอร์ตสำคัญที่ต้องใช้งาน และ แฟกซ์โมเด็มที่เอาไว้ต่ออินเทอเน็ตก็รวมอยู่ในเครื่องเดียว
imac เป็นคอมพิวเตอร์ที่สร้างสีสันทั้งบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ และบนแผงหนังสือ ในยุครุ่งเรืองของ imac จอลูกกวาดเหล่านี้ หนังสือทั้งแผงก็แทบจะต้องใช้ imac ผลิตทั้งนั้น มีผู้นำเข้าบางรายที่ขายของให้โรงพิมพ์มาตลอดยังจัดชุด imac พร้อมสแกนเนอร์ ขายรวมกันในราคาเจ็ดหมื่นบาทในยุคที่ทองราคาแค่บาทละไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท
คอมพิวเตอร์ PC ที่เราต้องไปเดินหาซื้อชิ้นส่วนที่พันทิพย์พลาซ่าแล้วนำมาประกอบให้ใช้งานได้ต้องใช้เงินประมาณสามถึงสี่หมื่นบาท แต่กับ imac ที่เลือกอะไรไม่ได้เลยดันขายกันอยู่ที่ระดับ 6หมื่นบาท ซึ่งในยุคของมันและวัยของผม ผมไม่มีเงินซื้อหรอก เพิ่งทำงาน ฝรั่งเศสเพิ่งได้แชมป์บอลโลกครั้งแรก
กว่าจะได้มีโอกาสใช้ apple ก็ต้องปาเข้าไปในช่วงปี คศ 2004 ซึ่งเป็นปีที่ผมออกมาทำงานโรงพิมพ์ของครอบครัวแล้ว อาชีพโปรแกรมเมอร์ที่เคยเขียนโค้ดทุกๆวันก็วางมันไว้ในอดีต คอมพิวเตอร์ที่เน้นเรื่องฟังค์ชั่นถูกวางไว้ในความทรงจำ แล้วก็มองหา imac สีสวย มือสอง มาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ โน้ตบุ๊ค PC ราคาสี่หมื่นกว่าบาทก็ยกเก็บ ในช่วงเวลานี้ผมเลือกจะซื้อของด้วยอารมณ์และความสวยงามเป็นหลัก imac dv 450Mhz เป็นของมือสองราคา 4500บาทที่ผมดิ้นรนไปหาซื้อมา ในวันแรกที่มันอยู่บนโต๊ะทำงาน ผมก็ใช้มันทำงานให้ลูกค้ารายหนึ่ง ปิดงานจบได้และเก็บเงินมีกำไรห้าพันบาท ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นกันด้วยดี imac ตัวนี้ซื้อแล้วทำเงินตั้งแต่วันแรก นับว่าเป็นความโชคดีอย่างมากที่มันเป็นของมือสองราคาไม่แพง ถ้าเป็นมือหนึ่งราคาใกล้ๆแสน มันคงต้องใช้เวลาทำงานนับเดือนหรือนานกว่านั้น จากจุดเริ่มต้นกับ imac มือสอง ผมก็เริ่มซื้อของใหม่บ้างเป็น ibook g4 mac minig4 2 ตัว ซื้อ macbook pro ซื้อ mac mini intel macbookair ssd ในช่วงสิบปี
ในเวลานี้ ปี คศ 2015 อายุ imac สีแดงสดใสก็เข้าสู่วัยชรา อายุ 16 ปี มันไม่ควรจะทำงานอะไรได้แล้ว แต่มันก็ยังใช้งานได้ ผ่านการเปลี่ยนอะไหล่อย่างฮาร์ดดิสก์ไปแล้ว เพิ่มแรมให้แล้ว คีย์บอร์ดและเม้าส์ที่เป็นชุดของมันก็เสียและหายไปแล้ว แต่มันก็ยังเปิดติด เอาเม้าส์และคีย์บอร์ดอื่นๆมาใช้แทนได้ แม้ลำโพงจะเสียงแตกพร่า แต่ก็ยังเสียบสายไปเข้าเครื่องเสียงเพื่อฟังเพลงได้ มันเล่นอินเทอร์เน็ตในสมัยของโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ช้ามาก ลำพังแค่จะหาข้อมูลที่ต้องการ หาลิงค์ที่ต้องการ ก็อาจจะต้องใช้เวลาหลายนาที เพราะว่ามันถูกออกแบบมาให้ใช้กับอินเทอเน็ตในความเร็วระดับโมเด็ม 56k เท่านั้น เรื่องการดู youtube ทำไม่ได้เลย
การใช้งานที่เหมาะสมกับความสามารถของมันเองก็คือการเปิดเพลง และการดูหนัง DVD การฟังเพลงจะอาศัยโปรแกรม iTune ที่เคยโหลดเก็บไว้เมื่อหลายปีก่อนถึงจะพอทำงานได้ไม่อืดอาด เนื่องจาก iTune เป็นโปรแกรมที่อัพเดทบ่อยมาก บ่อยระดับเดือนเว้นเดือนเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลที่ apple พยายามทำให้ iTune เป็นศูนย์รวมทุกอย่างของอุปกรณ์ไฮเทคทันสมัย เมื่อก่อน iTune ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องเล่นเพลงและเครื่องก๊อปปี้ไฟล์เพลงลง ipod เท่านั้น แต่ iTune รุ่นใหม่ๆต้องดูและจัดการ ipod ipad iphone ที่ซับซ้อนและเรื่องเยอะมากขึ้นทุกวัน การได้ใช้ iTune โบราณจะทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันเรียบง่าย ฟังค์ชั่นไม่กี่อย่างก็พอที่จะทำงานได้บนคอมพิวเตอร์เก่าๆอย่าง imac ตัวนี้
ไดร์ฟ dvd แบบ slot ที่ติดมากับเครื่องนี้เร่ิมมีปัญหาแล้ว ใส่แผ่นเปิดหนังดูได้ แต่ตอนเอาแผ่นออกเป็นเรื่องที่ต้องลุ้น เพราะช่องทางเอาแผ่นออกดูเหมือนจะแคบเกินไป กดสั่งการให้แผ่นออก แต่แผ่นไม่ออก คือออกมาแค่พยายามไหลมาจ่อที่ปากทาง แต่ไม่ดันแผ่นออกมาจากเครื่อง ทำให้เจ้าของเครื่องต้องเอากระดาษติดด้วยเทปสองหน้าแล้วแหย่ไปรอภายในเพื่อให้แผ่นไหลออกมาติดกับเทปกาว แล้วค่อยดึงกระดาษกาวออก
ด้วยความที่มันเป็นเครื่องเล่นที่มี usb เพียง 2 ช่อง ซึ่งหากเสียบกับเม้าส์และคีย์บอร์ดไปแล้วก็แทบจะเสียบอะไรต่อไม่ได้ เดิมทีคีย์บอร์ดที่แถมมากับ imac จะเป็นรุ่นที่มี hub ในตัว 1 ช่อง สามารถเอาเม้าส์มาเสียบ usb บนคีย์บอร์ดได้อีกทอดหนึ่ง แต่คีย์บอร์ดและเม้าส์รุ่นคู่หูของ imac ตัวนี้หายไปแล้ว พอใช้คีย์บอร์ดอื่น เม้าส์ยี่ห้ออื่น ก็ช่อง usb หมดพอดี จะเพิ่ม usb wifi ก็ไม่ได้ การจะเล่น internet มาตัว imac โบราณนี้เหลือเพียงพอร์ต lan เท่านั้น ซึ่งก็ต้องเดิน lan แสนยุ่งยากมาใช้ สุดท้ายจนปัญญา เลยต้องไปใช้ ระบบ ac lan แทน คือตัวเชื่อมสัญญาณ lan ผ่านสายไฟ AC ในบ้านนั่นเอง โดยตัวส่งสัญญาณจะอยู่ใกล้ๆ router เสียบสาย lan เข้ากับ router ส่วนตัวรับก็มาเสียบอยู่ข้างๆ imac โดยตัวรับจะมีช่องให้เสียบสาย lan ได้ 2 ช่อง ทำให้เราสามารถใช้งาน imac กับ internet ได้
imac รุ่นนี้มี firewire ให้ 2 ช่อง ทำให้เราสามารถใช้ฮาร์ดดิสก์ที่เชื่อมต่อผ่าน firewire ได้สะดวก และทำให้เราได้ความเร็วในการโอนข้อมูลข้ามไดร์ฟที่สูงมาก หากเราจะย้ายข้อมูลเพลงสัก 10Gb ด้วยช่อง usb1 เราคงใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่กับ firewire ในเวลาไม่เกิน 5 นาทีก็เสร็จแล้ว
ความละเอียดของหน้าจออยู่ที่ 1024×768 จุด อาการจอภาพ CRT เริ่มรวนก็มีให้เห็น บางครั้งเมื่อเครื่องร้อนจัดก็ทำให้จอไม่มีภาพไปเฉยๆ ต้องปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่บ่อยๆ ส่วนลำโพงที่อยู่ในจอก็มีเสียงแตกหมดแล้ว ไม่สามารถฟังเพลงได้อีกต่อไป สิ่งที่ควรจะทำเพื่อให้ imac สามารถฟังเพลงได้ก็คือ เสียบสาย mini 3.5 เข้าช่องหูฟัง แล้วนำสัญญาณเพลงไปขยายด้วยเครื่องขยายเสียงภายนอกอีกที กับอีกวิธีหนึ่งก็คือ ใช้ iTune เปิดเพลงแล้วเลือกให้เสียงเพลงไปดังที่ airport express ที่อยู่ในวง lan เดียวกัน แบบนี้ก็ทำงานได้ดีไม่มีสะดุด
imac รุ่น dv เป็นรุ่นที่มีสีพลาสติกแบบใส ชวนให้มองเข้าไปด้านใน ในความรู้สึกส่วนตัวผมชอบซีรีย์นี้มากกว่า imac รุ่นแรกที่เป็นสีขุ่น แต่ตัวที่อยากได้มากกว่าตัวอื่นๆก็คือ imac dv ที่เป็นลายดอกไม้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หายากมาก ผมหามาตลอดเกือบสิบปี ไม่เคยเจอประกาศขายเลย และอีกตัวที่อยากได้คือรุ่น cube ซึ่งถือเป็นการออกแบบที่กล้าหาญและสวยงามที่สุดของโลกคอมพิวเตอร์เลย การรื้อของเก่าออกมาใช้งานเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆเลย แม้ว่ามันจะช้า เสียเวลามากมาย แต่สิ่งที่ได้มันคือความสุขเล็กน้อย ความสุขที่เราได้ครอบครองของบางสิ่งที่เราเคยยืนมองอยู่หน้าตู้แต่ในเวลานั้นเราไม่มีเงินซื้อ
ขอบฟ้า ภูผา มิลิน เป่าเค้ก
วันเกิดลุง ขอบฟ้า ภูผา มิลิน ร่วมกันเป่าเค้กแทนเจ้าของวันเกิด
การถ่ายภาพเด็กให้ดูดีจะต้องมีเรื่องต้องคิดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอิริยาบทที่จะต้องน่าสนใจ หรือเป็นจังหวะไฮไลท์ของเหตุการณ์ รวมถึงการเลือกใช้เลนส์และรูรับแสงให้เหมาะกับสถานที่ด้วย การที่เด็กเป่าเค้กวันเกิดเหตุการณ์ที่ควรจะจับภาพให้ได้ก็คือ ภาพเค้ก เด็ก รอยยิ้ม เทียน ปากกำลังเป่า สิ่งเหล่านี้ถ้ามีประกอบอยู่ในภาพให้มากที่สุดก็จะยิ่งทำให้ภาพมีความน่าสนใจ อย่างภาพตอนเป่าเทียนผมก็มีถ่ายเอาไว้ แต่จังหวะการเป่าและการยิ้มหรือสายตาของเด็กยังไม่ลงตัว องค์ประกอบของภาพหยิบผลไม้ขึ้นมาชูภาพนี้มีองค์ประกอบย่อยๆมากกว่าภาพอื่น คือมีรอยยิ้ม มีเค้ก มีสายตาที่มอง ทุกอย่างมาพร้อมกันในจังหวะพอดีจังหวะนี้ วินาทีนี้คือภาพที่สวยที่สุด
ส่วนเรื่องการเลือกใช้เลนส์ ผมเลือกใช้เลนส์ช่วง 85mm เพื่อให้ความเพี้ยนของภาพน้อยที่สุด เพราะช่วงเลนส์ 85มม. นี้ จะเป็นช่วงที่นิยมใช้ถ่ายภาพคน ส่วนรูรับแสงก็เลือกรูรับแสงกว้างสุดของเลนส์นั่นคือ 1.8 เพื่อให้ฉากหลังเบลอ ทำให้กลุ่มเด็กมีความโดดเด่นกว่าฉากหลัง
การวัดแสง ผมเลือกการวัดแสงพอดีเป็นหลัก แต่เป็นการวัดแสงพอดีที่บริเวณโต๊ะหรือขาโต๊ะ ซึ่งเป็นส่วนที่โดนแสงน้อยกว่าด้านหลัง ฉากหลังที่เป็นกระจกหน้าต่างจะดูสว่างมาก แต่ก็ไม่ได้มีปัญหากับส่วนสำคัญในภาพ และเลือกที่จะถือกล้องให้เอียงด้วย เพื่อให้อารมณ์ของภาพดูมีการเคลื่อนไหว
จบภาพหลังกล้องเป็นไฟล์ jpg แล้วก็นำมาปรับแต่งด้วย app มือถืออีกเล็กน้อย ผมเปลี่ยนโทนสีของภาพให้เพี้ยนอมเขียวอมฟ้านิดๆ ปรับให้ส่วนมืดดูสว่างขึ้น เพื่อให้ดูเป็นลักษณะของฟิล์มที่ถ่ายมาแบบอันเดอร์นิดๆ การปรับแต่งภาพเป็นเรื่องความชอบของแต่ละคนไม่มีผิดถูก ดังนั้น อยากปรับอะไรก็ปรับไปตามใจได้เลย
Wedding card in letterpress.
รีวิวคอมพิวเตอร์อัดแท่ง compute stick ของ intel
คอมพิวเตอร์ในความทรงจำมีรูปทรงที่ใหญ่โตมาโดยตลอด ตั้งแต่เป็นกล่องสี่เหลี่ยมโอบไม่รอบ จนค่อยๆปรับให้เล็กลง แล้วในปี คศ 2005 เราก็ได้พบกับ mac mini จาก apple ที่ทำให้วงการคอมพิวเตอร์มีสีสันและมีเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ขนาดเล็กลง สามารถประหยัดพื้นที่บนโต๊ะทำงานได้มากมาย 
บริษัทคอมพิวเตอร์ที่มีเครื่องแบบตั้งโต๊ะทะยอยออกผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กออกมาเลีียนแบบ mac mini กันหลายยี่ห้อ ซึ่งผมเองก็เป็นเจ้าของ mac mini อยู่สี่เครื่อง ตอนนี้พังไปหนึ่งเครื่องไม่ทราบสาเหตุ บางตัวใช้งานเปิดกัน 24 ชั่วโมง เปิดไว้ทั้งปีด้วยซ้ำ แถมยังไปซื้อเครื่องของ Dell รุ่น zino มาใช้อีก 2 เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องที่เลียนแบบ mac mini มาเต็มๆเลย ส่วนใหญ่ทุกเครื่องยังคงทำงานของมันได้ดี เปิดใช้งานทุกวัน 
แล้ววันหนึ่งก็มาถึงช่วงเวลาที่โทรศัพท์มือถือมีพลังความสามารถสูงเพียงพอ สามารถเล่นอินเทอเน็ตได้ง่ายดายและทำงานเอกสารได้บ้างพอให้แก้ไขข้อมูลได้ไม่ยาก ทั้งยังสามารถทำงานแต่งภาพกราฟิคง่ายๆได้ด้วย ก็เริ่มมีคนทำอุปกรณ์เล็กๆคล้ายมือถือแล้วตัดจอออก ต้องเอามาเสียบสายจอภาพและต่อคีย์บอร์ดกับเม้าส์เพื่อใช้งาน มันก็เลยเล็กแบบที่เรายังแปลกใจ สุดท้ายเราก็มีคอมพิวเตอรขนาดใหญ่กว่านิ้วมือเพียงเล็กน้อยพร้อมด้วยพลังประมวลผลที่พอเพียงสำหรับการใช้งานทั่วไป นั่นเป็นที่มาของคอมพิวเตอร์สติ๊กของอินเทล 
แท่งคอมพิวเตอร์นี้มีขนาดใหญ่กว่าบัตรประชาชนนิดเดียว มีพอร์ตที่สำคัญคือ พอร์ต HDMI ที่เอาไว้เสียบกับช่องรับภาพของทีวีได้เลย ภาพและเสียงจะถูกส่งไปยังทีวีทั้งหมด และมีช่องต่อไฟเลี้ยงแบบ mini usb ที่สามารถใช้อแด๊ปเตอร์ของแท็บเบล็ตที่ให้ไฟ 5v 2A มาใช้งานกับมันได้เลย เจ้าตัว stick นี้ยังมีช่องเสียบเมมโมรี่แบบ micro sd หนึ่งช่อง มีช่องเสียบ usb2 แบบมาตรฐานอยู่หนึ่งช่อง มีบลูทูธ 4.0 มี wifi b/g/n 
ทีแรกคิดว่าเจ้า stick ตัวนี้ไม่มีพัดลม แต่พอส่องดูดีๆก็เห็นอยู่ด้านใน ซีพียู atom 1.3GHz quad-core Bay Trail Atom Z3735F มีแรมให้ 2G และให้พื้นที่เก็บข้อมูลแบบ SSD จำนวน 32G ซึ่ง อาจจะดูน้อยไป เพราะเมื่อบู๊ทวินโดส์ขึ้นมาก็พบว่าตัวมันเหลือพื้นที่ให้ใช้งานอีกประมาณ 14G เท่านั้น วินโดส์ 8.1 ที่แถมมาในตัวจะเป็นรุ่นลิขสิทธิ์ถูกต้อง นั่นหมายความว่าเจ้าคอมพิวเตอร์อัดแท่งตัวนี้เกือบจะเป็นเครื่องคอมฯพร้อมใช้ คือแค่หาคีย์บอร์ดกับเม้าส์มาเสียบ ก็สมบูรณ์และทำงานได้แล้ว หรืออาจจะใช้คีย์บอร์ดและเม้าส์แบบบลูทูธก็ได้ แต่ผมยังไม่ได้ลอง ได้แต่ใช้ชุดคีย์บอร์ดเม้าส์ไร้สายที่มีตัวส่งเป็น usb แต่เพียงอย่างเดียว
เมื่อลองเล่นเปิดเครื่องครั้งแรกก็รู้สึกว่าเปิดได้เร็วมาก ด้วยอานิสงค์ของ SSD ภายในรวมกับความสามารถของ windows8 ที่ทำมาให้เน้นเปิดเครื่องได้เร็วอยู่แล้ว ระยะเวลาตั้งแต่เปิดเครื่องจนถึงหน้า login ใช้เวลาประมาณ 24 วินาที ซึ่งเป็นระยะเวลาของการรอให้กดปุ่มเพื่อเข้าไป setup ตัวเครื่องหรือเลือก boot menu อยู่ถึง 10 วินาที นั่นแปลว่ามันใช้เวลาบู๊ทเครื่องจริงๆแค่ประมาณ 14 วินาทีเท่านั้น ซึ่งความเร็วระดับนี้พอๆกับ macbook air ปี 2011 ที่ผมยังคงใช้งานได้ดีอยู่ในปัจจุบันเลย 
ตรวจสอบพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน พบว่า ถูกแบ่ง partition เอาไว้ 3 ส่วน คือส่วนของ EFI 100mb ซึ่งทำหน้าที่แทน bios และส่วนที่สองมีพื้นที่ 21.93Gb เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลการทำงานของวินโดส์เอาไว้ และพื้นที่การบันทีกข้อมูลก็จะบันทึกลงช่องนี้ ส่วนที่สามเป็นส่วนสุดท้ายขนาดประมาณ 6.35Gb เป็นพื้นที่สำรองที่ซ่อนเอาไว้ เอาไว้ใช้ restore วินโดส์ให้กลับมาปกติเหมือนตอนออกจากร้านใหม่ๆ การต่อไฟเลี้ยงให้กับเจ้าคอมพิวเตอร์แท่งนี้จำเป็นต้องใช้อแด๊ปเตอร์ที่ให้กำลังไฟเพียงพอระดับ 2A เท่านั้น เพราะเมื่อลองต่อกับ wall charge หรืออแด๊ปเตอร์ที่แถมมากับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็น mini usb เหมือนกันแต่มีกำลังไฟเพียง 1A ก็พบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ไม่ยอมทำงาน ส่วนของคีย์บอร์ดที่จะใช้เพื่อเข้าไป setup เครื่องก่อนบู๊ทหรือจะกดคีย์บอร์ดเข้าไปเลือก boot menu จะต้องใช้คีย์บอร์ดระบบ usb ตรงๆเท่านั้น ระบบไร้สายผ่านตัวส่ง usb ยังทำงานในตอนบู๊ทไม่ได้
ความเร็วในการใช้งานส่วนของวินโดส์ถือว่าเร็วมาก เพราะคลิกเปิดบราวเซอร์ก็ทำได้ในเวลารวดเร็ว จะพิมพ์ตัวหนังสือเพื่อค้นหาข้อมูลต่างๆก็ทำได้เร็ว ไม่หน่วงให้รำคาญใจเหมือนซีพียูอะตอมยุคแรก เปิดดู task manager พบว่าซีพียูมีอยู่ 4 core ซึ่งทุก core มีโหลดของตัวเองในระดับใกลเคียงกันทั้งหมดเลย ดูแล้วทำให้เข้าใจว่า windows8.1 จัดสรรพลังการประมวลผลทั้ง 4coreให้แบ่งกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปิดอินเทอเน็ต ดูมิวสิควิดีโอใน youtube ก็ทำได้รวดเร็ว ไม่สะดุด ถ้าความเร็วอินเทอเน็ตไม่ต่ำเกินไป youtube ไม่สะดุดเลยแม้แต่วินาทีเดียว กดดูแบบ full screen ก็ทำได้ไม่มีปัญหา จากนั้นก็ลองเปิด 2 หน้าต่าง เปิด youtube เพื่อดูมิวสิควิดีโอคนละตัวกัน ตั้งใจจะทดสอบเมื่อเปิด youtube พร้อมกันสองเรื่อง ก็พบว่า ทำงานได้ดีไม่มีปัญหา มีจังหวะการอึ้งนิดหน่อยในตอนกดเล่นใหม่ๆ แต่ก็เล่นได้ต่อเนื่องทั้งสองคลิป
ลองลงโปรแกรม openoffice เพื่อใช้งานทำเอกสารต่างๆ เปิดปิดได้เร็ว และพิมพ์ตัวหนังสือได้ไม่หน่วง ไม่ช้า ให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากซีพียูอะตอมในความทรงจำจริงๆ เพราะว่าโดยส่วนตัว ผมมีโน้ตบุ๊ค acer w511 ที่ใช้ซีพียูอะตอมเช่นกันแต่เป็นรุ่นที่ไม่ได้ใหม่มาก ซึ่ง w511 จะมีอาการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วบางทีตัวหนังสือขึ้นไม่ทันนิ้ว ทำให้การพิมพ์ข้อมูลต่างๆไม่ค่อยสนุก แต่กับเจ้าคอมพิวเตอร์แท่งนี้พิมพ์งานมันส์ใช้ได้ครับ
ด้วยความสงสัยก็เลยโหลดโปรแกรมทดสอบความเร็วมาลองกันเล่นๆ นั่นคือโปรแกรมที่ชื่อ super pi ที่ครั้งหนึ่งในยุคก่อนปี คศ 2000 โปรแกรมนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในการเปรียบเทียบความเร็วของเครื่องคอมพิวเตอร์ และผลการทดสอบ super pi ระดับ 1Mb ก็ทำได้ที่ 50 วินาที ซึ่งเป็นพลังประมวลผลของซีพียูแค่ 1core จาก 4 เท่านั้น ทำให้มั่นใจลึกๆว่าเมื่อใช้กับ browser และ application รุ่นใหม่ๆที่เขียนโปรแกรมมาให้ใช้งาน multi cpu ได้ จะทำให้ความเร็วสูงขึ้นกว่านี้ เลยไปค้นหาข้อมูลทดสอบความเร็วของ macbookair ปี 2011 ที่ใช้ซีพียู core2duo 1.4gz รหัส s9400 ก็พบกว่า ประสิทธิภาพของintel stick กับ macbookair มีคะแนนใกล้เคียงกันเมื่อทำงานแบบ multitread
การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆทำไม่ได้เลย เพราะช่อง usb เมื่อใช้กับตัวส่งสัญญาณเม้าส์และคีย์บอร์ดไร้สายแล้ว เราก็ไม่สามารถเสียบอะไรเพิ่มได้อีก ทำให้รู้สึกอยากได้ usb hub ขึ้นมาทันที และควรจะเป็น usb hub รุ่นที่เสียบไฟเลี้ยงได้ด้วย เพราะเมื่อทดลองใช้ hub รุ่นที่ไม่มีไฟเลี้ยง พบว่าใช้ได้เพียง 2 อุปกรณ์เท่านั้น คือเม้าส์และคีย์บอร์ด จะเสียบ usb soundcard เป็นชิ้นที่ 3 ใน hub ก็ทำไม่ได้แล้ว ถ้าไฟจากพอร์ต usb มีอาการไฟไม่พอ จะทำให้เครื่องคอมฯมองไม่เห็นอุปกรณ์ usb เหมือนกับโปรแกรมที่ดูแลระบบ usb จะตัดการทำงานของ usb ออกทั้งหมด วิธีแก้ไขมีทางเดียวก็คือ ต้องกดปุ่มเจ้าคอมพิวเตอร์อัดแท่งให้ปิดตัวเองแล้วเปิดให้มันเริ่มทำงานใหม่เท่านั้น ซึ่งหากเราเลี่ยงไปใช้เม้าส์และคีย์บอร์ดแบบ bluetooth อาจจะพอทำให้เหลือพอร์ต usb ไปใช้งานอย่างอื่นได้
สรุป
เจ้าคอมพิวเตอร์อัดแท่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้เต็มระบบไม่ต่างไปจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วไป พลังประมวลผลของซีพียูอะตอมในแท่งนี้มีมากเพียงพอสำหรับงานทั่วไป ทั้งการเล่นอินเทอเน็ตและการทำเอกสาร ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะเหมาะกับนักเขียน blogger และ นักเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คส่วนใหญ่ การลงโปรแกรมเฉพาะทางอื่นๆก็พอทำได้ไม่เลวร้าย มันอาจจะเรนเดอร์งานได้ไม่เร็วเท่ากับซีพียูตระกูล i5 i7 อื่นๆ แต่มันก็ทำงานได้ถ้าจำเป็นต้องทำ เพราะพลังประมวลผลก็ไม่ได้ต่ำเตี้ยเลวร้าย มันดีกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุค 5 ปีที่แล้วอยู่พอตัวเลย โดยเฉพาะการใช้งานมัลติมีเดียที่เล่นวิดีโอจาก youtube ได้อย่างลื่นไหล และมันจะเยี่ยมมากหากมันถูกนำไปใช้เป็น webserver หรือ อุปกรณ์โหลดบิท เพราะมันประหยัดไฟแท้จริง
มันไม่เหมาะกับใคร
ถ้าต้องการใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆใดๆอย่างปริ๊นเตอร์ สแกนเนอร์ external drive หรือต้องการต่อสองจอ เจ้าแท่งนี้ไม่เหมาะแล้ว เนื่องจากไม่มีช่องที่จะใช้งานร่วมกัน เพราะพอร์ตเต็มแล้วจากการเสียบเม้าส์และคีย์บอร์ด
มันเหมาะกับใคร
มันคงจะเหมาะกับคนที่มีคอมพิวเตอร์พื้นฐานอยู่แล้วและต้องการเครื่องอื่นๆเพิ่มเติม และรู้ว่าจะใช้เจ้าแท่งนี้ทำงานอะไรโดยเฉพาะมากกว่า เช่นใช้เป็นตัวแสดงผลจอภาพแบบควบคุมจาก center ได้ ใช้เป็นเครื่องเล่นอินเทอเน็ต ใช้เป็นมอนิเตอร์กล้องวงจรปิด ใช้ดูหุ้น ระบบ home automation ใช้กับร้านอินเทอเน็ตสาธารณะ ใช้กับห้องเรียนและสำนักงานที่ต้องการเครื่อง client จำนวนมากและไม่ต้องดูแลเยอะ
ขอขอบคุณ blessing solution ที่ให้ยืมมาลองเล่นครับ
พ่อลูก selfie 20jul2015
ลองเล่นกล้องคอมแพ็คไฮเอนด์ contax t3
กล้องคอมแพ็คเกรดสูงในตลาดเท่าที่นึกออกจะมี leica cm leica minilux ricoh gr1 nikon 35ti และ contax t3 จริงๆอาจมีมากกว่านี้ที่มีคุณภาพสูง แต่ตัวที่ยกขึ้นมาเป็นตัวที่ได้รับความนิยมอย่างมากและมีมือสองให้พอซื้อได้ บางตัวก็แพง บางตัวก็ถูก บางตัวก็มีประวัติว่าอายุสั้นว่าสายแพขาด ซึ่งกล้องคอมแพ็คออโตโฟกัสคงมีปัญหาสายแพรขาดกันทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครเจอก่อน ใครเจอทีหลัง
การมีกล้องคอมแพ็คไฮเอนด์สักรุ่นหนึ่งมาติดกระเป๋า เอามาใช้งานในวันที่ไม่เร่งรีบ ในวันที่อยากจะเสียเงินซื้อฟิล์ม เสียเวลาล้างฟิล์ม ทั้งล้างเองหรือหาร้านล้างให้ก็ตาม แถมยังต้องเสียเวลาสแกนฟิล์มเอามาดูเป็นไฟล์ดิจิทัลอีกต่างหาก มันเป็นช่วงเวลาการถ่ายรูปที่ได้รับความสุนทรีย์อย่างที่ดิจิทัลให้ไม่ได้ เสน่ห์มันอยู่ตรงไหนก็ไม่สามารถอธิบายได้ครบถ้วน รู้แค่ว่า อยากมีกล้องฟิล์ม อยากมีกล้องคุณภาพดี อยากพกมันติดตัว และอยากใช้มันถ่ายภาพแค่บางภาพเท่านั้น
กล้อง contax t3 เป็นกล้องที่ติดเลนส์ 35มม. f2.8 สามารถตั้งรูรับแสงเองได้ สามารถชดเชยแสงได้ มีความเร็วโฟกัสค่อนข้างเร็ว วัดแสงแม่นยำมาก อาจจะเป็นเพราะเราถ่ายมันด้วยฟิล์มขาวดำล้วนๆก็ได้ ภาพจะออกเข้มไปหน่อย อ่อนไปนิด เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเสีย อีกอย่าง เวลาล้างฟิล์มออกมาแล้วก็ต้องเอามาสแกนเพื่อดูบนจอคอมพิวเตอร์ การสแกนก็สามารถปรับความเข้มอ่อนได้เล็กน้อยทำให้เราไม่รู้เลยว่ากล้องถ่ายพลาดหรือไม่
ภาพขาวดำที่ออกจากเลนส์ของ contax t3 เป็นภาพที่มีรายละเอียดสูงมาก มีการไล่ระดับตั้งแต่ส่วนมืดไปถึงส่วนสว่างที่กว้างมากและต่อเนื่อง จะบอกว่ามีคอนทราสต์สูงก็พอบอกเช่นนั้นได้ เทียบกับกล้องดิจิทัลที่ปรับโหมดขาวดำแล้วถ่ายออกมาเทียบกัน ภาพจากกล้องดิจิทัลก็ยังให้ระดับสีดำแบบนี้ไม่ได้ นอกเสียจากกล้องดิจิทัลตัวนั้นจะมีโหมดขาวดำพิเศษที่เร่งคอนทราสต์ให้แรงขึ้นก็อาจจะพอเทียบเคียงได้
ด้วยวิธีการใช้กล้องคอมแพ็คฟิล์มมาถ่ายภาพต่างๆ เราจะต้องเอาตาเล็ง กล้องจะสัมผัสกับหน้าผาก ทำให้กล้องมีความมั่นคงมากเมื่อเทียบกับการยกกล้องดิจิทัลมาถ่ายแบบปัจจุบัน ทำให้เราสามารถเก็บภาพในที่แสงน้อยได้พอสมควร สภาพแสงในโรงพิมพ์เป็นตึกมิดชิด มีเพียงแสงจากไฟฟลูออเรสเซ้นต์ที่ติดในโรงงานเท่านั้น เราก็ยังสามารถถ่ายให้ภาพไม่สั่นได้ แม้ความไวชัตเตอร์จะต่ำไปสักหน่อย ความไวฟิล์มก็ต่ำเพราะเร่ง iso ไม่ได้ แต่การจับถือก็ให้ความมั่นคงเพียงพอ ทำให้เรายังคงเก็บภาพในที่แสงน้อยได้
การโฟกัสก็ทำได้แม่นยำมาก แม้จะไม่มีช่องที่มองผ่านเลนส์ แต่เราก็สามารถประมาณด้วยสายตาและเล็งโฟกัสไปยังวัตถุที่เราต้องการได้ง่ายดาย กล้องล๊อคโฟกัสได้แทบจะทันที และเมื่อกดถ่าย ภาพก็ถูกบันทึกอย่างคมชัดไว้ในฟิล์มแล้ว
ในสภาพแสงภายนอก contax t3 ให้ภาพสวยชวนฝันจริงๆ คนที่หลงไหลกับภาพขาวดำน่าจะชอบบุคลิกของกล้องตัวนี้ เพราะสีดำก็ดำสนิท สีโทนกลางๆก็ไล่ระดับต่อเนื่องน่ามอง ส่วนขาวก็ไม่ได้ขาวโพลน ถ้ามีกล้องดิจิทัลที่สามารถให้ภาพแบบนี้ได้จากการถ่ายด้วยโหมดสำเร็จรูปของกล้องเชื่อว่าน่าจะทำให้กล้องตัวนั้นขายดีมาก
เลนส์ 35มม. เข้าใกล้วัตถุได้มากพอสมควร แม้จะไม่ได้ใกล้แบบการถ่ายภาพมาโคร แต่ก็ใกล้จนเห็นรายละเอียด และยังคงให้โทนสีดำที่เข้มลึก มีน้ำหนัก พอล้างฟิล์มออกมาแล้วเพิ่งจะได้มานั่งดู พอดูภาพเสร็จก็อยากจะเก็บกระเป๋าออกเดินทางไปถ่ายรูปเล่นทันทีเลย
การพกพากล้อง contax t3 ทำได้ไม่ยุ่งยาก ตัวกล้องมีซองหนังให้ใส่ดูดี เพื่อเก็บกล้องแล้วสามารถยัดใส่กระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าอะไรก็ได้ยกเว้นกระเป๋าสตางค์ กล้องคอมแพ็คฟิล์มจะไม่ต้องพกแท่นชาร์จ เพราะถ่านในตัวสามารถถ่ายรูปได้เกินสิบม้วนฟิล์มอย่างแน่นอน ไม่ต้องมีแบตก้อนที่สองอีกต่างหาก เรียกได้ว่า พกกล้องติดกระเป๋าพร้อมฟิล์มกลักนึงเราอาจจะพกจนลืมไปเลยก็ได้ เพราะกว่าที่ผมจะถ่ายหมดม้วนก็ใช้เวลาหลายเดือน
หลังจากได้มีโอกาสใส่ฟิล์มสีไปถ่ายภาพ ก็ขอเอามาวางให้ดูไว้เป็นข้อมูล
ภาพ selfie ยกกล้องขึ้นเล็งแล้วกดถ่ายเลย ไม่ได้คิดเรื่องชดเชยแสงแต่อย่างใด ผมยืนอยู่นอกห้องน้ำที่ได้รับแสงจากหน้าต่าง ส่วนห้องน้ำได้แสงสว่างจากไฟเพดาน สองสภาพแสงที่ความสว่างไม่เท่ากัน แต่ก็อยู่ในภาพเดียวกันดูกลมกลืนดี
ภาพสองพี่น้อง ยกกล้องขึ้นโฟกัสที่หน้า แล้วจัดองค์ประกอบให้ได้ส่วนที่ต้องการ โหมด P ของกล้องวัดแสงแม่นยำให้ภาพที่สวยพอดี ไม่มืด ไม่สว่างเกินไป
ภาพย้อนแสงค่อนข้างมาก ก็ยังพอได้ภาพที่ไม่น่าเกลียด แม้ดูแล้วจะรู้สึกว่ากล้องวัดแสงผิดพลาด แต่คงเป็นเพราะกล้องพยายามจะทำให้ฉากหลังไม่สว่างเกินไปด้วย แสงที่หน้าคนเลยไม่มากเท่าที่ควร แต่มันก็ยังไม่เป็นภาพเสีย
ภาพนักฟุตบอลถือตระกร้าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วมาก กล้อง T3 อยู่ในมือ รีบเปิดกล้อง แล้วเล็งถ่าย ยอมให้แฟลชขึ้น เพราะต้องการใช้เป็นกล้อง snap โฟกัสเร็วทันแล้ว
ตอนกลางวันแสงดีๆ ถ่ายภาพเด็กในร้านอาหาร แสงหน้าต่าง แสงภายนอกอาหาร ทำให้ภาพแนวนี้ดูสวยได้ง่ายๆเลย
สภาพแสงที่คาดเดายาก เราก็ปล่อยให้กล้องคิดแทนเรา ถ่ายแล้วลุ้นว่าจะถูกใจไหม แล้วก็ได้ภาพที่น่าพอใจเกินคาด
ภาพเด็กกำลังซน ถ่ายในร้านฟาสฟู้ด แสงหน้าต่างเข้าทางด้านซ้าย ปิดแฟลชถ่าย ระบบวัดแสงทำงานได้แม่นยำน่าพอใจทุกครั้ง
ขอปิดท้ายด้วยภาพ self portrait และ contactsheet ที่ทำด้วยการปริ๊นท์ระบบดิจิทัล
วิธีล้างฟิล์มขาวดำและสแกนไว้ดูในคอมพิวเตอร์ ดูได้ที่นี่ ทดลองล้างฟิล์มขาวดำ
ตื่นสาย
วันนี้เป็นวันที่ขอบฟ้าตื่นสายครับ ปกติจะตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า หรือ ไวกว่านั้น แต่วันนี้ เจ็ดโมงแล้ว ยังไม่ตื่นเลย เลยแอบถ่ายรูปไว้หน่อย

เครื่องพิมพ์ Heidelberg ระบบ letterpress
เครื่องพิมพ์รุ่นหนึ่งของ Heidelberg เป็นเครื่องพิมพ์ระบบ letterpress คนไทยเรียกว่าเครื่องพิมพ์ตีธง เพราะลักษณะมือจับกระดาษจะหนีบกระดาษแล้ววิ่งเข้าไปพิมพ์ตรงกลางเครื่อง แขนจับกระดาษเมื่อทำงานจะดูเหมือนธง ทำให้ถูกเรียกว่าเครื่องพิมพ์ตีธง
เครื่องพิมพ์เครื่องนี้มีบทบาทกับการพิมพ์ในประเทศไทยในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นปีที่ผมได้เห็นเครื่องนี้ครั้งแรกในชีวิต เป็นเครื่องพิมพ์ที่พ่อเริ่มธุรกิจสิ่งพิมพ์ หรือประมาณสามสิบปีก่อน ช่วงที่ระบบการพิมพ์ยังไม่พัฒนามาก ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ แม่พิมพ์ต้องเป็นบล๊อกเหล็ก หรือเป็นตัวหนังสือทำจากตะกั่วตัวเล็กๆที่เราเรียกว่าตัวเรียงเอามาเรียงกันเป็นประโยค เครื่องพิมพ์เครื่องนี้จะมีงานพิมพ์ผูกขาดคืองานพิมพ์บิลใบเสร็จรับเงินต่างๆ นอกจากบล๊อกเหล็กและตัวเรียงตะกั่วแล้ว เครื่องพิมพ์ตีธงยังสามารถติดตั้งตัวรันนิ่งนัมเอร์ไว้ในบล๊อกพิมพ์ด้วย เพื่อให้การพิมพ์ในแต่ละหน้ามีตัวเลขที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่สุดของใบเสร็จรับเงิน หากใครจะพิมพ์บิลต่างๆที่ต้องมีตัวเลขเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็ต้องอาศัยการพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ตัวนี้เกือบร้อยเปอร์เซ็น
เมื่อการพิมพ์อ๊อพเซ็ทเริ่มได้รับความนิยม และราคาการผลิตแม่พิมพ์สำหรับเครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ทเริ่มถูกลง ระบบอ๊อพเซ็ทก็กลืนกินระบบการพิมพ์ letterpress ไปเสียเกือบทั้งหมด นามบัตรที่เคยพิมพ์ง่ายๆด้วยตัวเรียงและเครื่องพิมพ์ตีธงก็เปลี่ยนมาเป็นทำเพลทแล้วพิมพ์ด้วยระบบอ๊อพเซ็ทแทน การ์ดแต่งงาน การ์ดเชิญต่างๆ จากที่เคยพิมพ์เป็นตัวหนังสือเรียบๆ ก็พัฒนาการจัดหน้าเป็นอาร์ตเวิร์คที่ทันสมัย ต้องพิมพ์ระบบ 4 สี และก็หมายความว่าต้องพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ทเช่นกัน
จากหลายๆเหตุผลทำให้ระบบการพิมพ์ letterpress ถูกมองข้ามละเลยไปจากตลาดส่วนใหญ่ ผู้คนแทบจะลืมคำว่า letterpress ไปเสียแล้ว โรงพิมพ์ต่างๆทะยอยนำตัวเรียงมาชั่งกิโลขาย เครื่องพิมพ์ตีธงถูกปล่อยให้ฝุ่นจับ บางแห่งโละช่างพิมพ์ตีธง บางแห่งโละช่างเรียงตัวเรียง เครื่องพิมพ์ตีธงและตัวเรียงหายไปจากโรงพิมพ์ในยุคสิบปีที่ผ่านมา คนที่ยังมีเครื่องพิมพ์ตีธงอยู่ก็จะมีเก็บไว้ทำงานพิมพ์ตัวเลขบนใบเสร็จรับเงิน ซึ่งอาศัยเครื่องตีธงเพียงการพิมพ์ตัวเลขเท่านั้น เส้นสายแบบฟอร์มทั้งหน้ากระดาษยังพิมพ์ด้วยอ๊อพเซ็ทด้วยซ้ำ
เมืองไทยเป็นเมืองที่เห่อเทคโนโลยี พอมีของใหม่มาก็หยุดใช้ของเก่าไปเสียดื้อๆ ระบบการพิมพ์ทันสมัยทำให้หนังสือและใบปลิวต่างๆทำได้ง่ายขึ้น ระบบการพิมพ์อ๊อพเซ็ทที่สวยขึ้นทุกวัน ระบบการพิมพ์ดิจิทัลที่ทำจำนวนน้อยได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ระบบ letterpress ค่อยๆห่างหายไปจากสายตา แต่ในทางกลับกัน เมืองฝรั่ง เมืองที่เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยี่การพิมพ์ต่างๆ ยังคงใช้งาน letterpress อยู่อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเสียด้วย
ในภาคธุรกิจ กระดาษหัวจดหมาย และนามบัตรของฝรั่งมักจะถูกจัดพิมพ์ด้วยระบบ letterpress อาจจะเป็นเพราะค่าใช้จ่ายในเมืองฝรั่งค่อนข้างสูงมาก การใช้เครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่และไฮเทคคงมีต้นทุนที่สูง และบริษัททั้งหลายก็คงไม่ได้อยากได้สิ่งพิมพ์ปริมาณมาก เครื่องพิมพ์ letterpress เลยมีช่องทาง เพราะเครื่องพิมพ์ letterpress โบราณเหล่านี้แทบไม่มีราคาแล้ว ค่าใช้จ่ายในการสั่งพิมพ์ก็ไม่สูงมาก และที่สำคัญทำจำนวนน้อยชิ้นได้
นอกจากสิ่งพิมพ์ในภาคธุรกิจแล้ว การพิมพ์การ์ดเชิญงานแต่งงานก็ได้รับความนิยมทำในระบบ letterpress ด้วย ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของ letterpress ที่มีสีสันสดอิ่ม มีรอยกดจมไปพร้อมกับหมึกทำให้ดูมีเสน่ห์ ดูหรูหรา กลายเป็นทางเลือกที่คู่แต่งงานชอบ และเครื่องพิมพ์ letterpress ยังสามารถพิมพ์กกระดาษหนาพิเศษได้อีกด้วย โดยมันสามารถพิมพ์กระดาษหนาได้ถึง 1.6 มิลลิเมตร หรือกระดาษประมาณ 620g ขณะที่เครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ทรับกระดาษได้เพียง400g เท่านั้น และเครื่องพิมมพ์ดิจิทัลก็รับกระดาษได้หนาเพียง 300g และที่สำคัญ เครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ทและดิจิทัลทั้งหลายสร้างรอยกดทับแบบ letterpress ไม่ได้
ในปัจจุบัน งานพิมพ์ letterpress กำลังจะกลายเป็นงานอาร์ตขั้นเทพ เป็นงานฝีมือที่แสดงตัวตนของคนเสพงานแนวนี้ โรงพิมพ์ที่พอจะทำงานแนวนี้ได้มีอยู่ไม่มาก เพราะรายได้จากงาน letterpress ไม่ได้มากมายเหมือนงานพิมพ์อ๊อพเซ็ท โรงพิมพ์ส่วนใหญ่ย่อมไม่อยากเสียเวลาและเสียทรัพยากรบุคคลไปกับงานอาร์ตหาลูกค้ายาก คนที่พอทำได้ก็อาจจะทะยอยเลิกทำไป สุดท้ายระบบการพิมพ์ letterpress อาจจะเป็นงานทำกันเองในบ้านใครสักคน มากกว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม
เพลินพัฒนา โรงเรียนทางเลือก ตอนที่ 1
เพลินพัฒนา เป็นโรงเรียนแนวทางเลือกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในระดับหัวแถว ทั้งเรื่องแนวทางการสอน หลักสูตร และ ค่าเทอม ลูกผมเกิดเดือนกรกฎาคม 2555 ไปสมัครเรียนโรงเรียนนี้ตั้งแต่กลางปีพศ 2557 คือสองขวบนิดๆก็ไปสมัครแล้ว แล้วก็ได้โอกาสเรียนชั้น pre-nurse ซึ่งเป็นชั้นเรียนที่มีนักเรียนไม่มาก
ตอนไปสมัครก็เตรียมความพร้อมไปพอสมควร แม่ของขอบฟ้าหัดให้ขอบฟ้าหยิบของ หัดบอกสี หัดกระโดดมาแล้วหลายเดือน จริงๆก็ไม่ได้พยายามสอนเพื่อให้เข้าโรงเรียนแต่อย่างใด แต่เป็นการสอนไปตามพัฒนาการเด็กซึ่งมีตำราแนะนำไว้ ตำราจะบอกแต่ละช่วงวัยเด็กควรทำอะไรได้บ้าง และโรงเรียนเพลินพัฒนาก็ใช้วิธีวัดผลจากพัฒนาการของเด็ก เด็กคนไหนผ่านเกณฑ์ถึงจะได้เข้าเรียน เรียกได้ว่า อ่านตำราเล่มเดียวกันนั่นเอง
ขอบฟ้าสอบผ่านการทดสอบในระดับสองขวบ มีพัฒนาการเลยวัยเดียวกันไปเกือบปี เป็นความภูมิใจของพ่อและแม่ที่เห่อลูก เอากลับมาโม้กันที่บ้าน โม้ให้ญาตฟัง จนแม่ขอบฟ้าต้องเตือนผมว่า “เด็กคนไหนก็พัฒนาการระดับนี้แหละ ต่างกันไม่มาก” ทำเอาผมเงิบไปเล็กน้อย พอได้สติก็เห่อต่อ
ตอนที่จะสมัครเรียน ทางโรงเรียนเพลินพัฒนามีการเปิดโรงเรียนเพื่อให้ผู้ปกครองได้รับทราบข้อมูล ผู้อำนวยการโรงเรียนมาพูดบรรยายด้วยตัวเอง สิ่งที่ผมจับประเด็นสำคัญได้สองอย่างสำหรับผมคือ
ประเด็นที่ 1 โรงเรียนมีหลักสูตรพิสดารที่ผมไม่เคยรู้ว่ามี และคิดว่าโรงเรียนอื่นอาจไม่มี หรือถ้ามีก็คงเป็นโรงเรียนแนวประหลาดแบบเดียวกับเพลินพัฒนา แต่ที่แน่ๆ สมัยเด็กๆของชีวิตผมไม่เคยเจอหลักสูตรเหล่านี้ ซึ่งมันประกอบไปด้วย หลักสูตรว่ายน้ำนาน survival swimming เจตนาเขาตั้งใจให้ว่ายน้ำลอยตัวในน้ำได้นานๆ เพราะโรงเรียนมีสมมุติฐานว่า เด็กว่ายน้ำ 25 เมตร หรือ 50 เมตร ยังไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เด็กรอดชีวิตถ้าหากเกิดเรือล่มจริงๆ แต่คนที่ลอยตัวได้นานต่างหากที่จะรอดชีวิต เหตุผลแบบนี้ผมฟังแล้วก็ไม่เถียงอะไร เห็นด้วยทุกอย่าง แต่สงสัยว่าจะสอนให้ว่ายนานแค่ไหน นานระดับหลายๆชั่วโมง หรือทั้งวันเลยหรือเปล่า รอดูกัน
หลักสูตรพิสดารอื่นๆก็มีอีกเช่น วิชาแล่นเรือข้ามเกาะ โรงเรียนให้เหตุผลว่าการแล่นเรือข้ามเกาะจะเป็นเครื่องมือทดสอบที่ดี เด็กได้รู้สึกกลัวจริงเมื่ออยู่กลางทะเล ขับเรือคนเดียว ลากเรือลงทะเลคนเดียว ผมว่ามันก็เท่ห์ดี แต่ในหัวก็จินตนาการถึง เรือที่เราต้องซื้อ รถที่ต้องลากเรือไปทะเล ผมต้องใช้ชีวิตเป็นคนรวยลากเรือไปทะเลในวันหยุดเหรอเนี่ย จะเอารถและเรือจากไหนกัน รอเวลานั้นมาถึงก่อนค่อยมาเล่าต่อเรื่องนี้
หลักสูตรพิสดารอีกอันก็คือ วิชาการเงิน ผู้อำนวยการบอกว่าจะมีวิชาที่ให้เด็กได้เล่นกับเงิน จะให้เด็กมีเงินตั้งต้นจำนวนหนึ่ง แล้วให้เด็กได้ขายของ ให้เด็กได้ซื้อของ ให้เด็กได้มีความอยากได้ อยากซื้อ แล้วก็บริหารเงินกัน ผมฟังแล้วก็อยากให้ลูกได้ประสบการณ์เรื่องการเงินอยู่เหมือนกัน เพราะชีวิตผมไม่ค่อยมีวินัยทางการเงินเท่าไหร่ ความเชื่อส่วนตัวของผมมีแค่ กิเลสดับได้ด้วยการซื้อ ก็เลยอยากให้ลูกได้ประสบการณ์และบทสรุปเกี่ยวกับการเงินที่ดีตั้งแต่เด็กๆ
ประเด็นที่ 2 ที่ผมจับใจความได้ก็คือ ค่าใช้จ่ายโรงเรียนแพงมาก ขอให้ผู้ปกครองวางแผนทางการเงินให้ดี ใครไม่ไหวให้ถอนตัวตั้งแต่วันนี้ อย่าแย่งที่ครอบครัวคนอื่นที่มีความพร้อม เตือนกันแบบนี้เลยนะเนี่ย และที่สำคัญ ค่าใช้จ่ายจะขึ้นทุกปี ปีละ 5 เปอร์เซ็น โรงเรียนชี้แจงว่าที่มาของการขึ้นราคาก็เพราะ เราต้องอยู่กับเงินเฟ้อ เงินเดือนครูต้องขึ้น ค่าใช้จ่ายต้องขึ้น โอเคเลย จำแม่นละ ผมคิดเร็วๆในใจ สูตรดอกเบี้ยทบต้น 5 %สมัยเรียนมหาลัยมันกดเครื่องคิดเลขยังไง กลับบ้านรีบกด เงินตั้งต้นแสนสอง อยู่สิบสองปี ต้องจ่ายปีสุดท้ายเท่าไหร่ พอเห็นตัวเลขแล้ว ปิดคอมฯ ออกไปหาลูกค้า ออกไปหางานเพิ่มเลย เพราะแค่หยอดกระปุกไปจ่ายไม่ทันแน่นอน









































