NEC pocket04

วันนี้เราจะมายกตัวอย่างการส่ง ref ที่เป็นธุรกิจต่อเนื่องให้สมาชิกในทีมนะครับ

IMG_0205

เริ่มต้นจาก  มีนักอสังหาฯ ไปรับงานขายบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง  ลูกค้าของเขาเป็นเศรษฐี  แต่ไม่มีเวลาประกาศขายเองจึงเลือกใช้บริการนักอสังหาริมทรัพย์หรือตัวแทนขายบ้าน  นักอสังหาฯ เริ่มงานบริการของเขากับลูกค้า  สิ่งที่ตามมาก็คือ  นักอสังหาฯ มีประสบการณ์สูง  รู้ว่าบ้านสะอาดมีโอกาสขายได้สูงกว่าบ้านสกปรก  ก็เสนอบริการทำความสะอาดเพิ่มเข้าไป   นักอสังหาฯ รู้ว่า ภาพถ่ายบ้านสวยๆ จะทำให้ลูกค้าสนใจมากกว่าภาพถ่ายคุณภาพต่ำ  ก็เสนอบริการถ่ายภาพเพิ่มให้  ขั้นตอนการขายยังดำเนินไปถึงการสั่งพิมพ์ป้ายแบนเนอร์อีกด้วย จะเห็นได้ว่า  การติดต่อลูกค้าหนึ่งครั้งจะไม่จบแค่เพียงหนึ่งบริการ แต่เอเจ้นสามารถยิงคำถามไปยังลูกค้าเพื่อถามหาบริการอื่นๆที่เขามองหา  ทั้งบริการที่ลูกค้าอยากได้โดยตรง  และบริการต่อเนื่องที่เราสามารถคอนซัลให้กับลูกค้าได้ เพื่อนำธุรกิจส่งต่อให้กับทีม

การถามเพื่อชี้นำลูกค้าเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถส่งลูกค้าเข้าสู่สมาชิกท่านอื่นๆได้  หลังจากวันนี้  ให้ท่านลองดูนะครับ  เมื่อท่านบริการลูกค้าของท่านเสร็จแล้ว  ให้ลองถามถึงสิ่งที่เขาต้องการเพิ่มเติม  หรือ ให้ท่านลองวิเคราะห์ลูกค้าของท่าน แล้วเสนอสิ่งที่ลูกค้าควรจะใช้หรือสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของท่านเพื่อนำพาลูกค้ามาใช้บริการอื่นๆในทีมของท่าน  ถ้าคุณเป็นมืออาชีพเพียงพอ  ถ้าลูกค้าไว้ใจคุณอยู่แล้ว  การแนะนำ การคอนซัลใดๆของคุณ  หรือการนำเสนอเซอร์วิสอื่นๆของทีม  คุณจะทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ  และลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด  ตราบใดที่คุณหาของดี หรือ บริการดีๆให้ลูกค้า

อย่าลืมเหตุผลที่เราพบกัน

การทำเน็ตเวิร์คกิ้งที่ดีเป็นอย่างไร

IMG_3411

สิ่งที่จะต้องจำให้ขึ้นใจและไม่ลืมก็คือ เราต้องมาประชุมด้วยทัศนคติที่ดี หรือเราต้องเป็นคนคิดบวก และ คิดถึงการให้ความช่วยเหลือเพื่อนเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเป็นประเด็นสำคัญ

การคิดบวกมีความหมายครอบคลุมหลายอย่าง สิ่งหนึ่งที่เราควรจะทำตัว “คิดบวก” ก็คือ ไม่บ่นในสิ่งที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของการประชุม หรือ ลองสังเกตดูนะครับ เราเคยได้ยินไหมว่า ที่นี่ อาหารไม่อร่อย ซึ่งจริงๆแล้ว เรามาทำอะไรครับ เรามาทำธุรกิจนี่คือประเด็นหลัก เราไม่ได้มาเพื่อกินอาหาร ประเด็นอาหารเป็นเรื่องรอง

เราเคยได้ยินหรือเป็นผู้บ่นเองไหมว่า ห้องประชุมไม่สวย ลำโพงเสียงไม่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงประเด็นรองครับ ประเด็นหลักคือ “เรามาประชุม เพื่อสร้างลูกค้าในอนาคต เรากำลังเพาะบ่ม เรามาเพื่อออกแบบ referral และออกแบบว่าที่ลูกค้า นั่นคือเรากำลังมาเน็ตเวิร์คกิ้ง”

ข้อเสียเล็กๆน้อยๆ ไม่ใช่ประเด็นที่เราควรจะใช้เวลากับมัน สิ่งที่ควรทำก็คือการโฟกัสกับการประชุม การทำให้การประชุมเป็นการประชุมที่มีคุณภาพ สามารถสร้างธุรกิจต่อเนื่องได้ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจ

อย่าลืมเหตุผลที่เราพบกัน

วิธีการหา referral ให้เพื่อน

การหา referral  ให้เพื่อนนั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย  ใครยังไม่เคยให้อาจจะมึนงง  ไปต่อไม่ถูก  วันนี้เรามีวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เรามี referral ให้เพื่อนครับ

การทำการตลาดแบบบอกต่อ เราจะต้องพัฒนาตัวเราให้เป็นนักแก้ปัญหาให้เพื่อน  ใครมีปัญหา ใครมองหาบริการหรือผลิตภัณฑ์ก็ให้มาถามกับเรา  ทำให้ทุกคำถามเร่ิมต้นที่เรา

แปลว่าให้เราทำตัวเป็นผู้คุมประตูสมบัติ  สมบัติหลังประตูนี้คือ ซัพพลายเออร์ชั้นดี  ซึ่งหมายถึงสมาชิกในแช็พเตอร์  ใครอยากอยากติดต่อกับซัพพลายเออร์คุณภาพในเครือข่ายของเรา  ก็ให้บอกเรา  แล้วเราก็จะนัดหมายและคัดเลือกซัพพลายเออร์ในเครือข่ายของเราไปให้

สิ่งที่เราต้องทำก็คือ  ส่งข่าวด้วยวิธีการที่เราถนัด  จะเป็นการโทรคุย หรือเป็น message หรือเป็นจดหมายก็ได้  ดร.ไอแวน ไมเนอร์แนะนำให้ทำเป็นจดหมายข่าว  อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำสามเดือนครั้ง  ให้ส่งจดหมายไปยังคนรู้จักและลูกค้าของเรา  บอกว่าเรามีเครือข่ายผู้ประกอบการที่ดี และมีประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งกับธุรกิจของท่านแน่นอน  ดูอาชีพต่างๆได้ในลิสต์ที่แนบมาด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญในเนื้อหาจดหมายก็คือ  อย่าให้เบอร์โทร และชื่อสมาชิกไปในทันที  ให้แต่รายนามอาชีพที่มีอยู่  แล้วให้ลูกค้าของเราเลือกตัดสินใจเองว่าอยากติดต่อกับใคร  แล้วเราค่อยทำนัดหมายให้ทั้งคู่ได้คุยกัน

เมื่อมีการเริ่มต้นนัดหมาย ก็เท่ากับว่าเราทำการตลาดแบบบอกต่อสำเร็จเพียงเท่านี้เราก็จะเป็นนักแก้ปัญหาที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

Fact Tell Story Sell

Fact Tell Story Sell

การสื่อสารกับกลุ่ม networking ให้มีประสิทธิภาพมีคนจำเราได้นั้นจะทำให้เพื่อนๆสามารถนำเรื่องของเราไปเล่าต่อให้กับคนอื่นฟังได้ และนั่นจะเป็นที่มาของ referral ที่ดี
IMG_0581.JPG

การทำให้เพื่อนจำเรื่องของเราได้ เราควรจะสื่อสารด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจ ไม่ใช่ ข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่เพียงอย่างเดียว การหาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์มาผูกเป็นเรื่องเล่าจะทำให้ผู้คนจำได้ง่าย และเล่าต่อได้ง่าย ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

นายธนาคาร มีโครงการกู้เงินซื้อบ้านดอกเบี้ยต่ำ เมื่อเขามาพูดต่อหน้ากลุ่มเพื่อนหรือกลุ่ม networking เขามายืนพูด สวัสดีครับ ผมมาจากธนาคาร ตอนนี้ดอกเบี้ยสำหรับกู้ซื้อบ้านต่ำมากนะครับใครสนใจขอเชิญคุยต่อที่โต๊ะอาหารได้เลยนะครับ

กับอีกแบบหนึ่งถ้าเปลี่ยนเป็นเรื่องเล่า
วันก่อนครับ ผมไปเจอกับเพื่อนรุ่นน้องมาคนหนึ่ง เขามีครอบครัวกำลังโต มีลูกสองคน เขากับแฟนทำงานประจำ ลูกกำลังจะเข้าโรงเรียน เขาอยากจะย้ายจากคอนโดมาอยู่บ้านสักหลัง ผมกำลังดูแลโครงกู้ซื้อบ้านอยู่พอดี เลยให้คำปรึกษาและเลือกโครงการที่ดอกเบี้ยต่ำที่เหมาะกับเขาให้ ตอนนี้เขากำลังย้ายของเข้าบ้านใหม่อยู่ครับ

จากสองวิธีการพูดนี้ เราจะจำเรื่องราวที่สองได้ และนำไปเล่าต่อได้ง่ายกว่า ส่วนวิธีพูดแบบที่หนึ่ง เราอาจจะไม่ใส่ใจที่จะจำเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น ธุรกิจของเรา เราอยากให้คนจำเราแบบไหน ให้ลองเลือกวิธีและหาเรื่องเล่าที่น่าประทับใจ น่าสนใจ แล้วลองใช้กับการประชุมกลุ่ม networking ดูครับ

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

การค้นหาจุดเด่นของเราเอง

IMG_0850.JPG

ในการแนะนำตัว หรือการพูดคุยเพื่อนนำเสนอสินค้าหรือบริการของเรานั้น สิ่งที่เราควรจะนำเสนอต่อลูกค้าก็คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าที่เรากำลังคุยด้วย มันก็คือการคุยที่เน้นเรื่องประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อใช้บริการเรา แต่ถ้าเรานึกถึงข้อดีไม่ออก ไม่สามารถบอกจุดเด่นของเราที่ลูกค้าต้องการได้ เรามีวิธีค้นหาข้อดีเหล่านั้นเพื่อใช้พูดกับว่าที่ลูกค้าคนต่อไป

เรามีข้อดีอะไร เรามีจุดเด่นอะไร ถ้าเรียบเรียงคำพูดไม่ได้ ให้ลองใช้วิธีนี้คือ ให้นึกถึงลูกค้าคนที่แล้ว หรือลูกค้าที่เราจบงานมาแล้ว ลูกค้าคนที่เราชอบ แล้วลองเล่ารายละเอียดหรือเขียนออกมาว่า

1 ลูกค้าคนนี้ ก่อนมาเจอเรา ลูกค้าเจอปัญหาหรือสถานการณ์อะไร
2 เราแก้ปัญหาอย่างไรให้ลูกค้า และทำให้ลูกค้าพอใจหรือทำงานต่อได้

การที่เราหาคำตอบสำหรับคำถามนี้เอาไว้ คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวแม่เหล็กที่จะทำให้ว่าที่ลูกค้าเห็นความสำคัญในสินค้าหรือบริการของเรา มันเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้เราหาข้อดีของเราหรือ benefit ที่ลูกค้าจะได้รับ เป็นเรื่องจริงที่เราลงมือทำและแก้ปัญหาให้ลูกค้าไปแล้ว

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

profitability – การแนะนำตัวเอง

IMG_0577.JPG

การแนะนำตัวเองในระยะเวลาอันสั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดสำหรับการร่วมประชุมทางธุรกิจในทุกๆโอกาส หากคุณมีเวลาไม่มาก การบอกสิ่งที่กระะชับได้ใจความเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน ถ้าลองสังเกตุในทุกการประชุม เราจะได้ยินคนพูดแนะนำตัวแบบไม่ได้เตรียมตัว บางครั้งขึ้นมายืนแล้วอ้ำอึ้ง สิ่งนี้ทำให้ดูไม่น่าสนใจ แต่หากเรามีการซ้อม มีสคริปต์ที่ออกแบบและคิดมาอย่างดีแล้ว เราจะมีบทแนะนำตัวที่น่าสนใจ จงพูดในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการใช้บริการของเราเป็นหลัก เพราะมันจะทำให้คนฟังอยากติดต่อกับเราเพิ่มเติม และถ้าเป็นไปได้ เราก็ควรจะแนะนำตัวให้ในแต่ละสัปดาห์มีเนื้อหาที่สลับเปลี่ยนไปเรื่อยๆแต่ยังคงความน่าสนใจในธุรกิจของเราให้ได้ เพราะเมือไรที่เราเริ่มพูดซ้ำกันในทุกๆสัปดาห์ คนฟังจะเริ่มไม่ฟัง ไม่ฟังก็เพราะคิดว่ายังไงก็พูดเหมือนเดิม และสุดท้ายก็จะไม่ฟังจริงๆ และไม่ฟังอีกเลย

อย่าลืมว่าให้เราคิดและออกแบบบทพูดแนะนำตัวที่มีความน่าสนใจ จดเป็นสคริปต์ให้เรียบร้อย และเตรียมไว้ใช้ในโอกาสที่จะต้องแนะนำตัว

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

creditability คืออะไร

เราผ่านการคุยกันเรื่อง visibility ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้ทุกคนในกลุ่มสามารถรับรู้ได้ว่าเรามีตัวตน มีอาชีพนี้อยู่ในทีม ซึ่งเป็นปัจจัยแรกของการสร้างธุรกิจแบบ word of mouth หรือ referral marketing

และหลังจากที่เราทำให้ทุกคนรู้ว่าเรามีตัวตนแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือ สร้างความน่าเชื่อถือ หรือ creditability นั่นเอง เพราะการมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มว่าเราทำอาชีพอะไร นั่นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เพื่อนๆ มั่นใจและแนะนำลูกค้าให้เรา

การที่ใครสักคนจะแนะนำธุรกิจให้กับเพื่อนของเขา คนแนะนำเขามักจะคิดอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแนะนำของเขามีคุณค่าปัจจัยที่จะมีผลต่อการคัดเลือกว่าจะให้ใครจะมีดังนี้

1 คุณเก่งในสายงานคุณจริงไหม บางคนใช้คำว่า expert
2 คุณทำสิ่งที่คุณทำอยู่อย่างมีความหลงไหล หรือ มี passion หรือไม่ และความรู้สึกเหล่านี้หลุดออกมาสู่คนรอบข้างได้ชัดเจนไหม
3 คุณตอบสนองกับธุรกิจที่ได้รับอย่างมืออาชีพ และช่วยรักษาเครดิตของคนแนะนำนั้นอย่างดีไหม ถ้าให้ไปแล้วไม่ตามงาน ก็เสียชื่อ ดังนั้นการติดตามงานอย่างกระตือรือร้นเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรวดเร็วและสำคัญที่สุด

4 เรามีความสัมพันธ์แบบสนิทรู้จักกันดีเพียงพอไหม?

เพราะหลายๆครั้งเราก็มักจะมีความรู้สึกในใจว่า เราไม่ค่อยรู้จักเขา เราเลยไม่กล้าแนะนำลูกค้าให้เขา

เราและเพื่อนในทีมต้องตอบคำถามสี่อย่างให้ได้ครบทุกข้อซึ่งกันและกันคือ เราเก่งไหม เรามี passion มากพอไหม เราเป็นมืออาชีพในธุรกิจไหม และ เราสนิทกับเพื่อนมากพอหรือยัง

สัปดาห์หน้าเราขอเริ่มทีคำถามสุดท้ายก่อน เราสนิทกับเพื่อนหรือยัง โดยเราจะมาหาวิธีวัดความสนิทต่อกัน ว่ามีมากหรือน้อย และเราจะเพิ่มความสนิทสนมที่ว่านี้ได้อย่างไร

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

เพิ่ม Visibility ด้วยการจัดอีเว้นท์

IMG_8450bitec7jun2010

เราได้เรียนรู้การเพิ่ม visibility ด้วยวิธีการต่างๆมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การทำงานอาสาสมัครเพื่อทำธุระบางอย่างของกลุ่ม ทำให้คนในกลุ่มได้รู้จักเรา การเลือกทำตัวเป็นเจ้าภาพผู้รู้เรื่องที่ช่วยให้แขกและสมาชิกในกลุ่มได้รับความสะดวกในด้านต่างๆในแต่ละอีเว้นท์ และเลือกทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำเพื่อให้เราถูกจดจำได้ว่าเราพยายามทำอะไร มาคราวนี้เราจะเพิ่มอีกวิธีที่ทำให้เรามี Visibility ที่ชัดเจนมากขึ้นและวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่ง ทำแบบนี้ครั้งเดียว เหมือนเราทำทุกอย่างที่เคยกล่าวไว้รวมกันเลย

นั่นคือ การจัดอีเว้นท์ของตัวเอง โดยเราจะต้องเป็นผู้วางแผนและดำเนินการเองในทุกๆขั้นตอน หรือ เรียกว่า Full Organized การจัดอีเว้นท์พิเศษนี้จะทำให้เราเป็นเจ้าภาพอย่างแท้จริง มีการติดต่อพูดคุยกับผู้มาร่วมงานทุกคน ทุกคนสามารถรับรู้สิ่งที่เรานำเสนอทั้งทางตรงและทางอ้อมได้โดยอัตโนมัติ

การจัดอีเว้นท์เราสามารถเลือกทำได้ทั้งระดับเล็กและระดับใหญ่ ตามความชำนาญของเรา ระดับเล็กๆก็อาจจะเป็นการจัดประชุมนอกสถานที่ ประชุมกลุ่มย่อย เราเป็นตัวตั้งตัวตี เราโทรคุยและนัดหมายทุกคน เราเลือกสถานที่ เราเลือกอาหารและเครื่องดื่ม เราติดตามผลการประชุมด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ถูกเชิญทุกคนได้รู้จักและสามารถตัดสินคุณได้ว่าคุณมีตัวตนแล้ว และมีคุณภาพไหม? ซึ่งเป็นสิ่งที่ตามมาหลังจากงานสิ้นสุด

การจัดอีเว้นที่ใหญ่ขึ้นก็ดังเช่น การจัดเยี่ยมชมบริษัท หรือ company visit คนที่ถูกเชิญจะรับรู้ว่าบริษัทของเราทำอะไร ตั้งอยู่ที่ไหน การไปเยี่ยมชมจะทำให้เขารู้รายละเอียดที่มากขึ้น และอีเว้นต่างๆนี้จะใช้เวลาหลายชั่วโมง มันทำให้เกิดการรับรู้ได้ง่าย และจำได้แม่นยำยิ่งขึ้น

เราหลายคนต่างเคยผ่านการจัดอีเว้นท์ใหญ่ในชีวิตเรามาแล้ว นั่นคือการแต่งงาน ตอนเราจัดงานแต่งงาน เราทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เราได้ดูรายชื่อทุกคน วิเคราะห์ทุกรายชื่อ ได้ทักทายต้อนรับแขกทุกคน ได้ถ่ายภาพกับทุกคน และได้แสดงอะไรบางอย่างบนเวที ได้กล่าวขอบคุณ และได้อำลาตอนจบงาน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แขกรู้รายละเอียดของเจ้าภาพมากขึ้น

เป้าหมายของ Viisibility ก็คือ ทุกคนในกลุ่ม รู้ว่าคุณคือใคร ทำอาชีพอะไร และจะติดต่อคุณได้อย่างไร สิ่งตามมาหลังจากนี้จะเป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น นั่นคือการสร้าง creditablity นั่นเอง

เพิ่ม Visibility ด้วยการทำตัวเป็นเจ้าภาพ

Visibility ด้วยการทำตัวเป็นเจ้าภาพ

IMG_0614.JPG

การทำให้เกิด visibility หรือการมีตัวตนของท่านแบบตรงไปตรงมาก็คือการแนะนำตัว การแจกนามบัตร ซึ่งเป็นวิธีปกติทั่วไปที่จะต้องทำกันอยู่บ่อยๆ  นอกจากวิธีทางตรงเหล่านี้แล้ว ยังมีวิธีทางอ้อมอื่นๆที่ทำให้ท่านถูกมองเห็นและจดจำได้  และที่สำคัญ มันสร้างความประทับใจได้มากกว่าการแจกนามบัตรเสียด้วย

ลองนึกภาพถึงตอนที่ท่านมาร่วมงานประชุุมทางธุรกิจ หรืองานสังสรรค์ทางธุรกิจสักงานหนึ่ง  ท่านมาร่วมงาน  แขกคนอื่นมาร่วมงาน  เขาไม่รู้จักท่าน  ท่านไม่รู้จักแขก  ไม่มีอะไรเชื่อมโยงท่านกับแขกเลย  มากที่สุดอาจจะเป็นการยัดเยียดนามบัตร ซึ่งเราก็รู้อยู่แก่ใจว่า ยัดเยียดนามบัตรไม่เกิดประโยชน์

แขกที่มาร่วมงานจะยังงงๆ  ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าใครจะมางานบ้าง  ไม่รู้ว่ากำหนดการเป็นอย่างไร  ต้องทำอะไรก่อน หลัง  และส่วนมากไม่รู้ว่าจะเริ่่มต้นคุยกับคนอื่นๆอย่างไร  จะดีไหมถ้ามีใครสักคนมาอาสาทำตัวเหมือนเป็นเจ้าภาพ  มาชวนแขกคุย  มาแนะนำว่างานจะดำเนินอย่างไร  ใครจะมาบ้าง  มีใครที่คุณอยากคุยด้วยไหม  ของกินอยู่ด้านไหน  ห้องน้ำอยู่ทางไหน แขกสามารถนั่งโซนไหนได้  คนที่จะทำเช่นนี้ หากเป็นท่านทำเอง  แขกจะประทับใจและจดจำท่านได้  นั่นคือ visibility จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่เราน่าจะลองทำในบทเจ้าภาพก็คือ  มาถึงงานก่อนเวลา  จดจำกำหนดการสำคัญในงาน  ดูรายชื่อแขกว่าจะมีใครมาบ้าง  เพื่อดูว่าเราอยากพบกับใครเป็นพิเศษ  จำแผนผังที่นั่ง  ห้องน้ำอยู่ทางไหน ของกินอยู่ทางไหน  เราจะแนะนำแขกเพื่อให้แขกรู้สึกสบาย และอบอุ่น  และจะทำให้แขกจำท่านได้  จำอาชีพของท่านได้

การเล่นบทเจ้าภาพที่รู้งาน  เป็นคุณสมบัติเบื่องต้นของคนมีคอนเน็คชั่นเยอะ   visibility ของท่านจะชัดเจนมากยิ่งขึ้นในสายตาของผู้คนในงาน  โดยเฉพาะแขกที่ท่านมุ่งหวังอยากรู้จักเป็นพิเศษ

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

www.bniconnectglobal.com เครื่องมือของสมาชิก

ในช่วงเวลาสักสิบกว่าปีที่แล้วเวลาที่เราจะหาสินค้า หรือจะซื้ออะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่มีขายอยู่ในระแวกบ้านของตัวเอง  เราก็มักจะต้องหาจากในอินเทอเน็ต ไปดูตามเว็บรวมลิงค์  และบางคนก็ดูจากสมุดหน้าเหลือง  และในเวลาต่อมา  เมื่อเรามี google ให้ใช้ เราก็ค้นหาจากหน้าแรกของ google ได้เลย  เราไม่ต้องไปเสียเวลาเข้าเว็บรวมลิงค์ต่างๆ  ไม่ต้องเปิดสมุดหน้าเหลืองอีกต่อไป  นับเป็นเรื่องที่สะดวกจริงๆ

ส่วนสมาชิก bni นอกจากการหาจาก google แล้ว  เรายังสามารถค้นหาสินค้าและบริการของสมาชิกท่านอื่นในเว็บของ bnithailand.com ได้ด้วย  แล้วทำไมเราจึงต้องหาจากใน bni  ก็ต้องบอกว่า  ประการแรก google ในปัจจุบันให้ผลการค้นหาที่แย่ลงเรื่อยๆ  และไม่ได้ให้ผลลัพธ์เป็นผู้ผลิตโดยตรง  หรือหาสินค้าก็ไม่ค่อยเจอโรงงานผลิต  มักจะเจอแต่คนกลางที่ทำเว็บมาดักลูกค้าไว้ซึ่งเป็นเรื่องน่ารำคาญ  ประะการที่สอง  ถ้าเราได้ผู้ผลิตที่เป็นสมาชิก bni เหมือนกันเราก็พอจะใจชื้นว่าเราน่าจะได้รับบริการที่ดีและราคาเป็นไปตามจริง ไม่ได้ถูกบวกเพิ่มหลายต่อ

สิ่งทีสมาชิก bni ควรจะทำก็คือ เราควรใส่ข้อมูลสำคัญของธุรกิจเราเองเพื่อให้ผู้ค้นหาสามารถพิมพ์หาแล้วเจอเรา  หากเราไม่ใส่คำสำคัญใดๆเพิ่มเติมให้ตัวเราเองมันก็จะทำให้ผู้ค้นหา  ค้นแล้วไม่เจอเรา  มันเป็นเรื่องที่เสียโอกาสอย่างมาก  แทนที่เราจะได้ลูกค้าที่ต้องการสินค้าของเรา  แต่เรากับพลาดการถูกค้นพบ  เพราะว่าเราไม่ได้ใส่ข้อมูลให้เขาค้นหานั่นเอง

bniconnect present2

นี่เป็นตัวอย่างของการค้นหาบริการ ลองหาคำว่า accounting สิ่งที่เว็บ bnithailand.com หาให้ก็จะเป็นสมาชิกที่มีอาชีพ accounting ในแต่ละแช็ปเตอร์ ซึ่งก็จะแสดงผลให้ตามที่แนบภาพมาให้ดู

bniconnect present3

bniconnect present4

bniconnect present5

เราลองค้นหาโรงพิมพ์ที่ทำงานพิมพ์ระบบ offset ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน  เป็นระบบการพิมพ์สำหรับการพิมพ์หนังสือและใบปลิวต่างๆ  เมื่อลองค้นหาด้วยคำว่า offset เราก็ได้ผลดังภาพ

bniconnect present6

bniconnect present7

bniconnect present8

จากผลการค้นหาจะเห็นว่า  เราเจอสมาชิกสองท่านที่ทำงานระบบ offset ซึ่งทั้งที่จริงแล้ว  ทุกโรงพิมพ์ทำงาน offset ทั้งสิ้น  และโรงพิมพ์ที่เป็นสมาชิก bni จะอยู่ในทุกแช็ปเตอร์  การค้นหาควรจะเจอสัก 15 รายชื่อ  แต่การที่เราเห็นแค่ 2 รายชื่อก็เพราะมีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่ใส่คำสำคัญหรือ keywords ในคำว่า offset นั่นเอง

เราลองมาค้นหาด้วยคำว่า letterpress ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์รูปแบบหนึ่งที่มักจะพบในโรงพิมพ์รุ่นเก่า  ผมมีระบบการพิมพ์แบบนี้อยู่เช่นกัน และก็ได้ทำการใส่คีย์เวิร์ดคำนี้ไว้ในข้อมูลของผมเองด้วย  ผลการค้นหาก็จะเป็นไปตามภาพคือ เจอชื่อผมคนเดียว

bniconnect present9

bniconnect present10

bniconnect present11

และเมื่อคลิกที่ชื่อที่ค้นเจอแล้ว ระบบก็จะพาเราไปดูข้อมูลในหน้าเว็บที่เป็นพื้นที่ของชื่อนั้นๆ

bniconnect present12

การทักทายแบบไม่ปฏิเสธลูกค้า

สวัสดีครับ คนไม่รักสันโดษ

pexels-edmond-dantes-4343205
Photo by Edmond Dantès: https://www.pexels.com/photo/man-and-woman-talking-in-office-4343205/

เวลาเราไปเจอใครก็ตามที่ถามทุกข์สุขกัน คำถามที่มักจะเจอก็คือ เป็นไงบ้าง งานเยอะไหม มีอะไรน่าสนใจรึเปล่า และเราก็มักจะตอบกันแบบเคยชิน ก็ดี เรื่อยๆ ยุ่งมาก คำตอบแนวนี้จะทำให้คนตอบไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ คนฟังก็เหมือนกัน คือฟังแล้วไม่อยากทำงานต่อ ฟังแล้วเนือยๆ เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า แทนที่คนถามจะส่งต่อลูกค้าให้เรา พอเจอเราตอบว่า ยุ่งมาก เขาก็ไม่กล้าส่งลูกค้าให้ซะแล้ว

สิ่งที่เราควรทำก็คือ ตอบคำถามให้สร้างสรร ตอบคำถามให้นำไปสู่งานใหม่ คำตอบควรจะพาธุรกิจเข้ามา ไม่ใช่ปฏิเสธธุรกิจ เรามีคำตอบดีๆให้ลองเอาไปปรับเล็กน้อยเพื่อใช้กับธุรกิจของทุกท่านครับ

ช่วงนี้เป็นไง แทนที่จะตอบว่า ก็ดี ยุ่งมาก ลองเปลี่ยนเป็น
A1 ชีวิตตอนนี้เยี่ยม ผมกำลังจะจบงานลูกค้ารายใหญ่
A2 ผมกำลังสนุกมาก เพราะผมกำลังขยายแฟรนไชน์
มันอธิบายว่าคุณงานเยอะ แต่คุณยังมองหาความก้าวหน้าและงานที่มากขึ้น

งานเยอะไหม แทนที่จะตอบว่า เรื่อยๆ งานเยอะทำไม่ทันเลย
A1 ปีนี้ผมมีลูกค้าใหม่ 8 รายแล้ว แต่ผมตั้งเป้าไว้ที่ 20
A2 ยอดขายเพิ่มขึ้น 50% และผมวางแผนจะเพิ่มคนงาน
A3 ช่วงที่ผ่านมายอดขายเป็นไปตามเป้า เรากำลังวางแผนเพิ่มเป้า และเพิ่มลูกค้า

มีอะไรใหม่ มีอะไรน่าสนใจไหม แทนที่จะตอบว่าตอนนี้ว่างๆ ไม่มีอะไรใหม่
A1 ผมกำลังเทรนพนักงานขายคนใหม่ คนนี้ท่าทางขายเก่ง
A2 ผมให้สัมภาษณ์หนังสือไปเล่มหนึ่ง คาดว่าจะได้วางแผงเร็วๆนี้
A3 ตอนนี้ผมกำลังลงเรียนคอร์สการลดขั้นตอนการบริหารงานขาย

นี่เป็นตัวอย่างการตอบคำถามที่เรามักจะต้องตอบในชีวิตประจำวัน เราควรจะเตรียมคำตอบเหล่านี้เอาไว้ในใจ ตอบให้ขึ้นใจ เพื่อจะให้มันดีกว่าการตอบว่า เรื่อยๆ หรือ ยุ่งมาก
เพราะถ้าคุณตอบว่ายุ่งมาก เพื่อนคุณที่กำลังจะส่งลูกค้ามาให้อาจจะเปลี่ยนใจไม่กล้าส่ง

อย่าลืมว่า เราพบกันใน bni เพราะเราอยากได้ธุรกิจใหม่ อยากได้ลูกค้าใหม่

การส่งต่อลูกค้า

วันนี้เราจะมายกตัวอย่างการส่ง ref ที่เป็นธุรกิจต่อเนื่องให้สมาชิกในทีมนะครับ

เริ่มต้นจาก  มีนักอสังหาฯ ไปรับงานขายบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง  ลูกค้าของเขาเป็นเศรษฐี  แต่ไม่มีเวลาประกาศขายเองจึงเลือกใช้บริการนักอสังหาริมทรัพย์หรือตัวแทนขายบ้าน  นักอสังหาฯ เริ่มงานบริการของเขากับลูกค้า  สิ่งที่ตามมาก็คือ  นักอสังหาฯ มีประสบการณ์สูง  รู้ว่าบ้านสะอาดมีโอกาสขายได้สูงกว่าบ้านสกปรก  ก็เสนอบริการทำความสะอาดเพิ่มเข้าไป   นักอสังหาฯ รู้ว่า ภาพถ่ายบ้านสวยๆ จะทำให้ลูกค้าสนใจมากกว่าภาพถ่ายคุณภาพต่ำ  ก็เสนอบริการถ่ายภาพเพิ่มให้  ขั้นตอนการขายยังดำเนินไปถึงการสั่งพิมพ์ป้ายแบนเนอร์อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า  การติดต่อลูกค้าหนึ่งครั้งจะไม่จบแค่เพียงหนึ่งบริการ แต่เอเจ้นสามารถยิงคำถามไปยังลูกค้าเพื่อถามหาบริการอื่นๆที่เขามองหา  ทั้งบริการที่ลูกค้าอยากได้โดยตรง  และบริการต่อเนื่องที่เราสามารถคอนซัลให้กับลูกค้าได้ เพื่อนำธุรกิจส่งต่อให้กับทีม

การถามเพื่อชี้นำลูกค้าเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถส่งลูกค้าเข้าสู่สมาชิกท่านอื่นๆได้
หลังจากวันนี้  ให้ท่านลองดูนะครับ  เมื่อท่านบริการลูกค้าของท่านเสร็จแล้ว  ให้ลองถามถึงสิ่งที่เขาต้องการเพิ่มเติม  หรือ ให้ท่านลองวิเคราะห์ลูกค้าของท่าน แล้วเสนอสิ่งที่ลูกค้าควรจะใช้หรือสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของท่านเพื่อนำพาลูกค้ามาใช้บริการอื่นๆในทีมของท่าน  ถ้าคุณเป็นมืออาชีพเพียงพอ  ถ้าลูกค้าไว้ใจคุณอยู่แล้ว  การแนะนำ การคอนซัลใดๆของคุณ  หรือการนำเสนอเซอร์วิสอื่นๆของทีม  คุณจะทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ  และลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด  ตราบใดที่คุณหาของดี หรือ บริการดีๆให้ลูกค้า

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/