ผมก็เลยไปหาคำตอบว่าเราจะพิสูจน์ยังไงว่าต้นไม้ผลิตอ๊อกซิเจนจริงๆ ก็พบกับคลิปวิดีโออันนี้ครับ
ผมก็เลยไปหาคำตอบว่าเราจะพิสูจน์ยังไงว่าต้นไม้ผลิตอ๊อกซิเจนจริงๆ ก็พบกับคลิปวิดีโออันนี้ครับ
ขอบฟ้ากับแม่กำลังนั่งรถไปห้างในวันอาทิตย์ แม่คุยกับขอบฟ้าเรื่องคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ มอเตอร์ไซด์ภาษาไทย เอามาจาก มอเตอร์ไซเคิ่ล ภาษาอังกฤษ แล้วก็สะกด มอ ออ มอ ตอ เออ เตอ ร เรือการัน สระไอ ซอ โซ่ ดอ เด็ก การัน อ่านว่า มอเตอร์ไซด์
แม่บอกว่าการันจะไม่ออกเสียง เหมือนคำว่า วันจันทร์ ทอ รอ การัน ไม่ออกเสียง ขอบฟ้านิ่งคิดอยู่ห้าวินาทีแล้วถามว่า การันไม่ออกเสียง แล้วไม่เขียนได้ไหม ทำไมต้องใช้การัน แม่ให้ข้อมูลว่า การันไม่ออกเสียง แต่ให้คงไว้แบบการันเพื่อให้รู้ว่าคำนี้มีที่มาจากอะไร
มันเป็นเหตุผลเดียวที่นึกออกจริงๆ ผมก็หาเหตุผลที่ดีกว่านี้ไม่ได้ ในวัยเด็กผมก็เคยคิดสงสัย แต่ไม่กล้าถามใคร ผมโตมาในระบบการศึกษาที่ต้องเชื่อครูทุกอย่าง ต้องเชื่อผู้ใหญ่ทุกอย่าง ห้ามสงสัย ห้ามถามนอกเรื่อง ส่วนขอบฟ้าโตมาในยุคอินเทอเน็ตและได้รับการปลูกฝังนิสัยช่างสงสัยและนิสัยการตั้งคำถามจากโรงเรียน ผมชอบที่ขอบฟ้ามักจะสงสัยและกล้าถาม
สิ่งที่ผมจะพยายามทำก็คือ พยายามหาคำตอบมาให้ และจะไม่ไปสั่งให้หยุดถาม จะไม่บอกว่าให้จำไปแบบนี้ หรือบอกว่าเขาทำมาแบบนี้เราเลยต้องทำไปแบบนี้
สุดท้ายขอบฟ้าออกความเห็นว่า ภาษาไทยเป็นภาษาที่ยากกว่าภาษาอังกฤษ เพราะภาษาไทยซับซ้อนมาก นี่คือความเห็นของเด็ก 6 ขวบ ผมฟังแล้วก็เห็นด้วย และทึ่งในประสบการณ์วิเคราะห์ภาษาร่วมกันครั้งนี้
ไปค้นหาเรื่องการัน และได้พบกับคำอธิบายที่ดี ก็ได้ความรู้ติดตัวกลับมาว่า การันคือตัวหนังสือที่อยู่ในลำดับสุดท้ายของคำ ส่วน “ ์ ” เครื่องหมายนี้จะฆ่าเสียงของตัวอักษร และตัวที่ถูกฆ่าเสียงเรียกว่าตัวการัน จะไม่ออกเสียงเวลาพูด นี่คือความซับซ้อนแต่มีความงามซ่อนอยู่
ตามไปอ่านกันต่อเองเลยที่
ปฏิทินที่ใส่ภาพลูกเป็นสิ่งที่ทำทุกปี โดยจะเลือกภาพที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนมาใส่ให้ตรงเดือน เมื่อใช้ปฏิทินในแต่ละเดือน ก็จะเห็นภาพของลูกในเดือนเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว
ภาพเดือนมกราคมคือภาพที่พาขอบฟ้าไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ คลอง 5 รังสิต
ภาพเดือนกุมภาพันธ์เป็นภาพที่ถ่ายจากงานวิ่งของหนังสือไดโนรัน วิ่งที่สวนสิริกิติ์ จตุจักร
ภาพเดือนมีนาคมคือภาพที่ถ่ายที่สนามเรียนฟุตบอล ขอบฟ้าลงแข่งนัดกระชับมิตร
ภาพเดือนเมษายนถ่ายในสระว่ายน้ำตอนไปเที่ยวหัวหิน ใช้กล้องฟิล์มใส่พลาสติกกันน้ำ
ภาพเดือนพฤษภาคมเป็นตอนที่ให้ขอบฟ้าดูดาวพฤหัสที่บ้านบางขุนนนท์
ภาพเดือนมิถุนายนถ่ายที่ร้านอาหารน้ำเคียงดิน เป็นการเลี้ยงครบรอบแต่งงานของพ่อกับแม่
ภาพเดือนกรกฎาคมขอบฟ้าไปเที่ยวเชียงใหม่และแวะไปดูโรงงานทำกระดาษสาจากขี้ช้าง
ภาพเดือนสิงหาคม ขอบฟ้าชอบการ์ตูนเรื่องปาร์แมนมาก และแต่งตัวเป็นปาร์แมนไปเที่ยวอยุธยา
ภาพเดือนกันยายนถ่ายที่โรงแรมมาริอ็อท บุคคโล ในงานแต่งงานของญาต
ภาพเดือนตุลาคมถ่ายที่พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน
ภาพเดือนพฤศจิกายนพ่อพาขอบฟ้าไปพบเดวิดเบ็คแฮมที่สนามฟุตบอลเมืองทอง
ภาพเดือนธันวาคมถ่ายที่หอดูดาวฉะเชิงเทราในกิจกรรมครอบครัวดาราศาสตร์














หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา จัดกิจกรรม ครอบครัวดาราศาสตร์ ในช่วง 15-16 ธันวาคม 2561 โดยการลงทะเบียนจอง มีโควต้า 120 คน กำหนดการเริ่มจองจะประกาศล่วงหน้า บ้านที่ส่งอีเมลจองทันเวลาจะได้รับสิทธิ์ได้เข้าร่วมกิจกรรม และจะต้องเตรียมเต๊นท์ไปเอง เพราะกิจกรรมจะนอนค้างที่หอดูดาว 1 คืน ปีนี้จัดเป็นปีที่ 2
หอดูดาวที่จัดงานอยู่ฉะเชิงเทรา ผมออกจากบ้าน 7.00 น. ขับรถแวะเติมน้ำมัน ขับไปเรื่อยๆเพราะไม่รู้เส้นทาง เปิด googlemaps ขับตามไปเรื่อยจนถึง มีเส้นทางแยกที่ทำให้สับสนนิดหน่อยแต่ก็ไปจนถึงทันเวลานัดหมาย กิจกรรมเริ่ม 9.00 น. วันเสาร์
กิจกรรมก็จะเน้นความรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์ มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง สิ่งที่ขอบฟ้าชอบมากที่สุดในแคมป์ครั้งนี้คือการได้ทำจรวดขวดน้ำ ได้ออกแบบ ได้คิด โจทย์ของจรวดขวดน้ำจะเพิ่มการบรรทุกไข่นกกระทาสองฟองไปกับจรวดด้วย ซึ่งจรวดที่วิ่งออกไปตกลงพื้นจะต้องไข่ไม่แตก เป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ขอบฟ้าเลือกที่จะให้สร้างจรวจแบบที่มีชิ้นส่วนร่อนลงจอดแบบมีร่มชูชีพ ทำให้การลงจอดของไข่ช้าลง ส่วนพ่อก็สร้างตามที่ลูกคิด
อีกกิจกรรมที่ได้ความรู้ชั้นดีคือการสร้างดาวหาง ซึ่งมีส่วนประกอบทางกายภาพที่เหมือนดาวหางจริงๆ ในทางวิทยาศาสตร์ ดาวหางคือก้อนน้ำแข็งโสโครก การสร้างก้อนแบบนี้จะต้องใช้ สารอินทรีย์จากดิน กาแฟ น้ำ แอมโมเนีย น้ำแข็งแห้ง และสุดท้ายดาวหางก็อยู่ในมือพวกเรา ได้เห็น ได้จับ การเรียนรู้แบบนี้น่าจะได้รับการจดจำไปอีกนาน
ได้ใช้กล้องดูดาวระดับกึ่งอาชีพ เป็นกล้องดูดาวขนาดใหญ่ โอบไม่รอบ ได้จับ ได้ปรับ ได้ทดลองใช้ตัวจริง กล้องดูดาวชนิดดร็อบโซเนียนรุ่นนี้ได้รับการแจกจ่ายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ นอกจากนี้การได้เห็นกล้องดูดาวยักษ์บนหอดูดาวซึ่งตัวกล้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางของกระจกรับภาพ 0.7 เมตร เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ซึ่งตัวที่ใหญ่กว่านี้จะอยู่ที่เชียงใหม่โดยมีขนาด 2.4เมตร แต่แค่ 0.7 เมตรที่ฉะเชิงเทราก็สร้างความตื่นเต้นสำหรับคนดูได้มากอยู่แล้ว
การกางเต๊นท์ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเด็ก เพราะได้เรียนรู้ว่าเราสามารถนอนพักที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องพักโรงแรม ทริปนี้ยังขาดประสบการณ์การทำอาหารกินอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้ทำ เพราะทีมจัดกิจกรรมดูแลเรื่องของกินครบถ้วนทุกมื้อ อาหารว่างก็ครบ กาแฟมีตลอดเวลา นับว่าเป็นค่ายที่มีความพร้อมในการจัดงานดีมาก ขอชื่นชมทีมงานของหอดูดาวทุกคน
สถานที่แห่งนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ มีท้องฟ้าจำลอง มีการฉายวิดีโอและสไลด์เกี่ยวกับดวงดาวต่างๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความรู้อีกแหล่งหนึ่งใกล้กรุงเทพ เหมาะกับการพาเด็กมาเที่ยวอย่างมาก
สุดท้าย ไข่ในจรวดของขอบฟ้า ไม่แตก
ขอบฟ้ามีพัฒนาการเรื่องการยืนให้ถ่ายรูปดีกว่าแต่ก่อนมาก ไม่มีอาการหลบหน้า เหมือนช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การบอกให้นิ่งหน้ากล้องทำได้ทุกครั้ง และให้ความร่วมมือทุกครั้ง และในหลายๆครั้งที่ถ่ายแล้วพ่อรู้สึกว่าอยากถ่ายซ้ำก็ขอให้ขอบฟ้ากลับไปถ่ายใหม่ ขอบฟ้าก็ให้ความร่วมมือทุกครั้ง รู้สึกว่าขอบฟ้าให้ความร่วมมือกับการร้องขอของคนอื่นมากขึ้น
พ่อพาขอบฟ้าไปเล่นที่จามจุรีสแควร์ ซึ่งเป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับเด็ก มีพื้นที่การเล่นเลโก้ยักษ์มุมหนึ่ง เด็กแต่ละคนจะหยิบเลโก้ยักษ์มาต่อเป็นสิ่งที่ต้องการ ขอบฟ้าก็กำลังเล่นเลโก้ และ ได้มีเด็กคนหนึ่งที่ดูแล้วอายุพอๆกันเดินเข้ามาหยิบชิ้นส่วนที่ขอบฟ้ากำลังใช้งานออกไป พ่อนั่งดูอยู่ห่างๆก็คิดในใจว่า เด็กที่เข้ามาแย่งของนั้นพ่อแม่ไม่ดูแลเลย ขอบฟ้าหน้าตาดูผิดหวังและดูเหมือนไม่พอใจ หันมามองพ่อทีนึงแล้วก็เดินตามเด็กคนนั้นไป และเดินเลยไปหาพ่อของเด็กคนนั้นและบอกว่า เด็กคนนี้แย่งของ พ่อของเด็กคนนั้นก็เลยบอกกับลูกตัวเองว่าอย่าหยิบของของคนอื่น ขอบฟ้าก็ออกมาเล่นต่อ แล้วเด็กคนนั้นก็ไม่มาหยิบของที่ขอบฟ้ากำลังเล่นอีก
เหตุการณ์นี้ทำให้รู้สึกว่าขอบฟ้าโตขึ้นมาก และมีการแก้ปัญหาที่ดีเกินคาด พ่อรู้สึกดีใจที่ขอบฟ้ากล้าหาญที่จะปกป้องตัวเองอย่างสุภาพ และมันเป็นวิธีที่ได้ผลด้วย
เป็นสิ่งที่ทำมาทุกปีกับปฏิทินที่ทำเองใช้เอง เอาภาพถ่ายของขอบฟ้าในปีที่ผ่านมาไปทำภาพปฏิทินของปีถัดไป อย่างเช่น เดือนมกราคมปี 2018 ขอบฟ้าไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ได้ถ่ายภาพที่ชอบกลับมา (พ่อชอบ) ก็เลยเอาภาพมาใช้ประกอบในปฏิทินปี 2019 นั่นเอง ดังนั้นเมื่อดูภาพในปฏิทินก็จะได้เห็นภาพว่า เมื่อปีที่แล้วไปทำอะไรมา
ที่โรงเรียนเพลินพัฒนา ห้องของขอบฟ้าจะมีกิจกรรม เผาข้าวหลาม อยู่ในกิจกรรมหลักที่ชื่อว่า “คุณค่า คุณข้าว” พ่อแม่ในห้องอนุบาล 3/4 ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ชื่อว่า มังกรยิ้มแฉ่ง จะต้องสอนเด็กเผาข้าวหลาม ก็คือต้องสอนลูกของเราเผาข้าวหลามให้เป็น สิ่งที่จะใชัจัดงานก็มีอุปกรณ์ต่างๆมากมาย บรรดาพ่อแม่ในห้องก็ต้องนัดกันแบ่งงาน แบ่งของที่จะขนไปจัดงาน สิ่งหนึ่งที่ถูกคิดขึ้นคือ นิทานข้าวหลาม เป็นหนังสือเล่มเล็กที่จะอธิบายวิธีการทำข้าวหลาม ซึ่งจะต้องอธิบายให้เด็กเข้าใจ ทีมงานเลยคิดทำเป็นหนังสือนิทาน และหนังสือนิทานก็ออกมาเป็นหน้าตาแบบนี้
เตรียมงานกันหน้ามืด คนวาด คนจัดพิมพ์ มีเวลาทำกันไม่มาก แต่ก็ออกมาได้ใช้ทันเวลา อีกหน่อยถ้าจะทำหนังสือนิทานขายกันก็ไม่ยากแล้ว
พ่อแม่แต่ละบ้านต้องไปหาวิธีทำ หาข้อมูล หาวัตถุดิบ และลงมือ เราได้รู้ว่าไม้ไผ่ทำข้าวหลามจะต้องเป็นพันธุ์ที่มีเยื่อไผ่เยอะๆจะทำให้ข้าวเหนียวติดกับเยื่อดูสวยงาม เราได้รู้ว่าการทำให้ข้าวหลามสุกจะมีหลายวิธี และเราก็เลือกวิธีเผาในถังน้ำมันผ่าครึ่ง เราได้รู้ส่วนผสมของข้าวหลาม 1 กระบอกจะมีข้าวเหนียว กระทิ เกลือ น้ำตาล ส่วนถั่วแดงหรือถั่วดำเราเลือกไม่ใส่เพราะหลีกเลี่ยงเด็กที่อาจจะแพ้ถั่ว
ไม้ไผ่สีเขียวเราได้จากป่าไผ่ที่ราชบุรี เป็นไผ่สีสวยและมีเยื่อหนาเหมาะกับการทำข้าวหลาม การจัดสถานที่ใช้เวลาก่อนหน้างาน 1 วัน หลังจากจบงานเราใช้เวลาเก็บของประมาณ 4 ชั่วโมง เศษลวด เศษไม้ต่างๆที่อาจจะทำอันตรายกับเด็กเราก็พยายามเก็บให้เกลี้ยง เพราะหากมันหลงเหลืออยู่ในสนามหญ้า คนที่จะบาดเจ็บคือลูกของพวกเราเอง
คอนเส็ปแคมปิ้งก็ต้องมีเต๊นท์ด้วย เต้นผ้าทันสมัยก็หอบมาใช้วางประดับสถานที่ จัดบรรยากาศให้ดูเหมือนเราไปพักแรมกลางป่า
จุดไฟเผาข้าวหลามเราใช้ถังน้ำมันดัดแปลง
บรรดาแม่ทั้งหลายก็ซ้อมกิจกรรมกันตอนเช้า สนุกกันทุกคน เหมือนทุกคนมาเล่นกับลูก ลูกเพื่อนก็เหมือนลูกเรา
ไม้แผ่นสีเขียวจากป่าแถวราชบุรี ไม่ได้ถามรายละเอียดว่าป่าไหน ฝากใครไปตัดมา แต่ก็เป็นไผ่ตัดเป็นชิ้นมาพร้อมใช้ ความยาวเหมาะสมกับการทำข้าวหลาม เยื่อไผ่มีปริมาณมาก
คุณแม่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ก่อไฟด้วยถ่านเป็นเรื่องที่ทำกันไม่เก่ง ลองผิดลองถูกหน้ามืดเลย
เล่นกับถ่านก็มือดำหน่อย
ทีมงานที่คอยทำข้าวหลามรุ่นแรก งานวันนี้คือจะต้องมีข้าวหลามแจกเด็กร้อยกว่าคน
เด็กในห้องของเราจะมาทำกิจกรรมละเอียด ทำตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนเด็กห้องอื่นก็จะแวะมาดูพรีเซ้นคร่าวๆแต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ
การเตรียมวัตถุดิบจะให้เด็กได้ตักทุกอย่างเอง ทั้งข้าว น้ำตาล เกลือ และตวงกระทิเองด้วย
บางคนก็เติมกระทิน้อยเกินไป ตอนเผาออกมาข้าวก็จะแห้งและมีส่วนที่ไหม้เยอะ ถ้าเติมกระทิมากไปข้าวก็จะสุกช้า
เมื่อเติมส่วนผสมเสร็จแล้วก็ต้องปิดปากกระบอกด้วยการเอาทางมะพร้าวและใบตองมายัดเพื่อปิดให้สนิท
แล้วก็เริ่มเผากันจริงๆ ข้าวหลามจะใช้เวลาอยู่ในกองไฟประมาณ 45-60 นาที ก็จะสุกและฟูพร้อมกิน
ชุดกันความร้อนที่ดูแล้วก็น่ารัก ดูตลก แต่ใช้กันความร้อนได้ดีมาก
ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันบ้าง
กระบอกข้าวหลามขอเด็กแต่ละคนจะมีชื่อเขียนกำกับไว้
ข้าวหลามที่สุกพอดีกิน เมื่อผ่าไม้ไผ่ออกก็จะพบว่าเนื้อขาวหลามกลมมนและถูกห้อหุ้มด้วยเยื่อไผ่อย่างสวยงาม
ทำเสร็จแล้วก็ต้องกินหรือชิม เด็กๆตักกินราวกับว่าไม่ได้กินเมื้อเย็นเมื่อวาน คนเตรียมของก็ปลาบปลื้ม
เมื่อกินกันบางส่วนแล้วก็มาถึงเวลาอ่านหนังสือ ตัวแทนของห้องขึ้นมาอ่านหน้าชั้น

งานพิมพ์ letterpress ไม่ได้จำกัดอยู่กับการพิมพ์การ์ด หรือ พิมพ์ตัวหนังสือ ยังรวมถึงการพิมพ์รูปภาพต่างๆด้วยแม่พิมพ์ที่สร้างขึ้นมาด้วยหลักการของ letterpress คือ แม่พิมพ์มีส่วนสัมผัสหมึก และไม่สัมผัส ทำให้การพิมพ์ภาพเกิดเป็นภาพตามที่ออกแบบไว้บนแม่พิมพ์

ปกติแม่พิมพ์ที่ใช้บ่อยในวงการพิมพ์แบบ letterpress ก็จะเป็นแม่พิมพ์เหล็ก และ แม่พิมพ์ยาง วันนี้เพิ่งพบว่ามีการใช้โฟมแทนแม่พิมพ์ด้วย เทคนิคของการสร้างแม่พิมพ์จากโฟมก็อาศัยความนิ่มของเนื้อโฟม เริ่มจากออกแบบลายเส้นที่ต้องการให้เกิดเป็นภาพ แล้วทำการเอาดินสอจิกกดส่วนที่เป็นเส้นดำให้ลึกจมลงไป จากนั้นก็เอาแม่พิมพ์ไปทาสีโปสเตอร์ หรือ สีพลาสติกก็ได้ แล้วเอามาประกบกับกระดาษที่ต้องการพิมพ์ หมึกที่ติดอยู่บนแผ่นโฟมก็จะมาติดบนกระดาษ ส่วนของร่องลึกจะไม่โดนหมึก ก็จะไม่มีภาพในส่วนร่องลึกนั่นเอง


ขอขอบคุณพิพิธภัณฑ์เด็ก สวนจตุจักร ที่จัดกิจกรรมดีๆน่าสนใจ สถานที่แห่งนี้เป็นที่แห่งความฝันของเด็กและพ่อแม่ทุกคน เป็นที่เล่นสนุกสนานเหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยของเด็ก การจัดการของทีมบริหารพิพิธภัณฑ์มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพมาก
ลูกผมมาใช้บริการที่นี่ตั้งแต่สี่ขวบ ยังคงสนุกอยู่แม้ว่าจะมาเป็นรอบที่สิบแล้ว

ระหว่างนั่งรอตรวจกับหมอที่โรงพยาบาล ก็นั่งดูทีวีที่เปิดอยู่ แล้วก็เห็นภาพข่าวนี้ นัดหมอแปดโมงเช้า เก้าโมงหมอยังไม่เข้า
ขอบฟ้า : โพลี่ ดูอะไรครับ
พ่อ : ดูข่าวครับ
ขอบฟ้า : ข่าวอะไรเหรอครับ
พ่อ: รถบัส มีกางเกงในตากอยู่หลังรถ คนขับเขาตากไว้ แล้วไม่ได้เก็บ แล้วก็ขับรถออกถนน
ขอบฟ้า : ต้องเป็นข่าวด้วยเหรอ มันสำคัญยังไง
พ่อ: นั่นสิ พ่อก็ไม่รู้ว่าสำคัญยังไง
ขอบฟ้า : แล้วเขาทำเป็นข่าวทำไม
พ่อ : นักข่าวช่องนี้เขาคงคิดว่าเรื่องนี้คือข่าว
ขอบฟ้า : ทำไมหมอมาช้าจัง
พ่อ : เดี๋ยวก็มา อดทนรอหน่อยนะ
สร้างเด็กดี ต้องใช้วัตถุดิบดีๆ
แต่มาโรงพยาบาลก็เจอหมอเข้าสาย
ดูทีวีก็เจอข่าวที่ไม่มีสาระ ธุรกิจทีวี มันพังเพราะทำข่าวแบบนี้แหละ ทั้งนักข่าว ทั้งเจ้าของช่อง