เล่นแฟลชตัวที่สอง

การถ่ายภาพด้วยแสงแฟลชเป็นสิ่งที่เป็นยาขมกับการถ่ายภาพมานาน ยิ่งใช้แฟลชหลายตัวยิ่งเป็นปัญหา ยุคกล้องฟิล์มผ่านไป ดิจิทัลทำให้การเล่นกับแฟลชเป็นเรื่องง่าย เพราะไม่เปลืองฟิล์ม เห็นภาพทันที ทำให้การทดลองเป็นเรื่องง่ายดาย งานที่ใช้แฟลชหลายๆตัวเริ่มมีให้เห็นมากขึ้น

 

การใช้แฟลชหลายตัว หรือ บางคนเรียกว่าใช้แฟลชแยก ซึ่งอาจจะมีแค่ตัวเดียวหรือหลายตัวก็ได้ สิ่งที่ต้องมีคือขาตั้งแฟลชตัวที่มันแยกไปอยู่ไกลๆนั่นแหละ เอาแฟลชตัวแยก หรือตัวทีี่สองติดขาตั้ง ตั้งค่าให้แฟลชทำงานกระพริบตามแฟลชตัวอื่นๆ(ตัวที่ติดกล้อง)

ภาพตัวอย่างแรก ใช้กล้อง Panasonic LX3 เปิดแฟลชติดกล้องเป็นตัวสั่งการ แฟลชตัวที่สองอยู่บนขาตั้ง

ภาพตัวอย่างถ้าไม่มีแฟลชแยกที่ติดบนขาตั้ง กล้องก็จะยิ่งแฟลชไปถึงแค่ผนังด้านขวา ที่ไกลกว่านั้นแฟลชจะไปไม่ถึง พอมีแฟลชแยก เราก็จะจัดแสงได้หลากหลายยิ่งขึ้น

 

เลยลองเอาแฟลชตัวที่สองยิงเข้าด้านหลังแบบ น้องหมาเป็นนางแบบจำเป็นทำหน้าเบื่อๆ
ถ้าแสงด้านหลังมากไป ก็ปรับรูรับแสงของกล้องให้มีตัวเลขเยอะขึ้น จะได้รับแสงน้อยๆหน่อย หรือจะใช้วิธีไปตั้งแฟลชตัวที่สองให้ยิ่งกำลังไฟน้อยลงก็ได้

การยิงแสงมาจากด้านหลังจะทำให้มี”ริมไลท์” หรือ แสงขอบๆ รอบตัวแบบ แยกแบบให้ลอยเด่นจากฉากหลัง
แสงด้านหน้าแบบพอดีด้วยแฟลชติดกล้อง แสงด้านหลังตั้งให้เยอะๆไว้หน่อย ขอบขาวๆรอบๆจะได้เด่นๆ

ต่อมาลองย้ายแฟลชไปไว้ด้านซ้ายมือของคนถ่าย ให้แสงแฟลชตัวที่สองยิงเข้าแบบและยิงไปโดนผนังด้านขวาด้วย หน้าตานางแบบดูเบื่อๆพิกล  แต่ก็ต้องทนเพราะไม่กล้ากระโดดลงจากโต๊ะ

ลองเล่นแล้วสนุกดี  ต่อไปจะลองภาพแฟลชอีกหลายๆแบบ  มีเรื่องให้ลองอีกเยอะ….

พก Panasonic LX3 ไปเที่ยว

 

กล้องตัวเล็กอย่าง Panasonic LX3 ใช้งานได้ง่ายเหลือหลาย แค่หยิบขึ้นมาเล็งแล้วก็กดถ่ายๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ภาพสีแนวสดใส เลนส์ไวแสง f2.0 ให้ภาพเหมือนตาเห็น ถ่ายตอนกลางคืนก็สบายๆ ภาพไม่สั่น ไม่ต้องง้อขาตั้งกล้อง

 

 

ไปเที่ยวรอบนี้ตั้งใจพกกล้องไปเพียงตัวเดียว เพื่อตัดเรื่องความลังเลว่าจะใช้กล้องตัวไหนเพื่อเก็บภาพดี พอเราไม่ต้องคิดเรื่องอุปกรณ์ก็เลยมีเวลาใส่ใจกับองค์ประกอบภาพ อารมณ์ร่วมกับสถานที่ต่างๆทำให้เราถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น

 

 

ตั้งโหมดของกล้องไปที่ระบบ Custom คือ เลือกใช้ระบบวัดแสงแบบ P ให้กล้องหาค่ารูรับแสงและสปีดอัตโนมัติ ตั้งค่า iso ไว้ที่ auto ถ้าแสงน้อยกล้องจะเพิ่ม iso ให้อัตโนมัติ เลือกโหมดบันทึกภาพเป็นชนิดสีสด+ขาวดำ ถ่ายครั้งเดียวได้ไฟล์ 2 แบบ

จัดไฟถ่ายแบบประหยัด

ผมได้ไอเดียมาจากเว็บฝรั่งรายหนึ่งเกี่ยวกับการดัดแปลงอุปกรณ์การถ่ายภาพ เลยเอามาทำใช้งานเองบ้างได้ผลดีน่าพอใจ ใครอยากไปดูไอเดียอื่นๆตามไปอ่านเว็บของเขาเลยที่ http://www.srtobist.blogspot.com

ผมเริ่มจากเอากล่องที่เหลือใช้ขนาดใหญ่ๆหน่อย เอามาตัดผนังออกสามด้าน แล้วติดกระดาษไข หรือกระดาษลอกลายก็ได้ ตอนถ่ายก็วางกระดาษขาวพาดเข้าไปอีกทีหนึ่ง ส่วนแสงแฟลชก็ใช้แฟลชสเลฟวางไว้ด้านข้าง ถ้าวางไว้ข้างซ้าย ก็จะมีเงาทอดไปทางขวาเล็กน้อย แต่เป็นเงานุ่มๆ ทำให้ภาพดูมีมิติ

ลักษณะการจัดแสงแบบนี้เหมาะกับการถ่ายภาพสินค้าต่างๆ ผมก็เลยลองเอาของมาถ่ายหลายๆอย่าง


นาฬิกาดูโบราณ เป็นแบบใส่ถ่าน ตั้งปลุกได้ กระดิ่งด้านบนจะตีเกิดเป็นเสียงปลุกนรกแตกตื่นแน่ๆ เรือนนี้ซื้อมา 199 บาทจากโลตัส


กระปุกแอ็ปเปิ้ล ข้างในเป็นลิปมัน อันนี้สาวบริจาคมาให้เพราะเห็นว่าปากแห้ง


กล้องสีเหลืองได้แถมมาจากการซื้อปริ๊นเตอร์เมื่อหลายปีก่อน เคยลองใส่ฟิล์มถ่ายแล้ว คุณภาพโอเค ไม่มีวัดแสง แต่สามารถใช้แฟลชเสียบได้ด้านบน ถ้าใช้แฟลชทุกรูปก็จะได้ค่าแสงที่พอดี ประมาณ f8 ความไว 1/125 ตอนที่ลองถ่ายภาพ ผมถ่ายได้ประมาณ 37 รูป ไม่เสียเลย


กล้อง Holga เป็นกล้องใช้ฟิล์ม 120 ให้ภาพขนาด 6x6cm ปรับโฟกัสได้นิดหน่อย แต่ไม่รู้ว่าชัดหรือไม่ชัด เป็นกล้องที่นิยมมากสำหรับกลุ่มเล่นโลโม่ ผมเคยลองแล้ว ภาพไม่สวยเลย แต่ไม่รู้มันมีเสน่ห์อะไรทำไมถึงฮิตกันเหลือเกิน ต่อแฟลชภายนอกได้เหมือนกันครับ ไม่เคยเอาไปลองจริงจัง


อันนี้เป็นแฟลชสเลฟอีกตัวหนึ่ง ซื้อมา 350 บาท ได้ขาตั้งเล็กๆมาด้วย ใส่ถ่าน 1 ก้อน สามารถต่อกับกล้องตรงๆเพื่อให้งานเป็นแฟลชติดกล้องได้ ถอดแยกไปวางก็จะกระพิบตามแฟลชตัวอื่นๆ


กล้องโดฟครับ ซื้อกล้องแถมครีมสระผม เคยเห็นวางขายในห้าง มีเฮ้าซิ่งคลุมไว้สำหรับถ่ายใต้น้ำ ยังไม่เคยลอง แต่ในเน็ทก็เห็นหลายเว็บที่มีภาพให้ดูว่ามันให้ภาพแบบไหน ดูแล้วก็ไม่ค่อยดีมาก แต่มันน่ารักตรงที่มันเป็นกล้องสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ไม่ต้องวัดแสง ไม่ต้องโฟกัส หยิบถ่ายแทบไม่ต้องคิดอะไร แต่ต้องไปลุ้นเอาว่าจะได้ภาพไหม


พอได้อุปกรณ์จัดแสง ถ่ายอะไรก็ง่าย ดอกกุหลาบปากซอย 7 บาท ซื้อมาลองถ่ายเล่นๆ แสงในห้องทำงานไม่ได้สว่างมาก เลยไม่ได้ดึงกลีบดำๆไม่สวยออก ถ้าจะถ่ายงานสินค้าเหล่านี้ควรจะพิถีพิถันเรื่องความสมบูรณ์ของสิ่งที่เอามาถ่ายอย่างที่สุด ฝุ่นแค่เพียงเม็ดเดียวมักจะทำให้ภาพกลายเป็นภาพไม่สมบูรณ์ไปทันที


ฝุ่นทำให้ภาพไม่สวย


ลองเปลี่ยนมุมวางไฟ


ทิศทางแสงทอดเงามาด้านซ้ายเมื่อวางไฟด้านขวา


วางแฟลชสองด้านเลยซ้ายและขวา


ทำให้ได้ภาพไม่มีเงาด้านข้างแล้ว แต่เหลือเงาที่พื้นเล็กน้อย


เอากล้องตัวโปรดมาถ่ายเล่นเลย

วิธีป้องกันข้อมูลรั่วไหลที่ดีที่สุด

ถ้ามีคลิปลับส่วนตัวเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ในมือถือ วิธีรักษาความลับที่ดีที่สุดก็คือทำให้มันตายไปซะ ถ้าเป็นสิ่งของก็ตามวิดีโอเลย แต่ถ้าเป็นคนล่ะ……

ทดสอบโพสท์จากที่บ้าน 23jan2009

อันนี้เป็นส่วนข้อความ

รูปลิงค์มาจากที่อื่น

การถ่ายไฟให้เป็นแฉก

เทคนิคการถ่ายไฟให้เป็นแฉกคือต้องใช้ขาตั้งกล้อง และรูรับแสงแคบๆ เวลาที่แสงเดินทางผ่านช่องเล็กๆ แสงจะค่อยๆฟุ้งออกเมื่อผ่านช่องแคบเหล่านั้น ถ้าช่องแคบเป็นรูปทรงหลายเหลี่ยม แสงที่ฟุ้งก็จะมีแฉกเท่ากับจำนวนเหลืื่ยมที่มันวิ่งผ่าน จำนวนเหลี่ยมในเลนส์แต่ละตัวอาจจะเป็น 5 เหลี่ยม 6 7 8 เหลี่ยม แล้วแต่การออกแบบ

อวดรูปตัวเอง

กล้อง eos350 เลนส์ 85/1.8 ตอนเย็นๆแสงน้อยๆ  บรรยากาศสนามหญ้าโล่งๆ

ถ่ายเล่น เย็นวันอาทิตย์ กับเลนส์ 85/1.8

ภาพสาวในเวลาเย็นๆ  แดดแทบไม่มีแล้ว  ใช้เลนส์ 85/1.8  เปิดรูรับแสงกว้างสุดเลยได้สปีดที่ค่อนข้างสูง  ถ่ายภาพเป็น Raw แล้วเอาไปแปลงเป็น JPG ด้วยโปรแกรม photoshop CS2 เลือกค่า Vignet หรือ ขอบภาพดำเยอะๆให้ภาพดูตรงกลางเด่นๆ

“ความสุขของกระทิ” หนังสือขายดีใช่ว่าจะเป็นหนังที่ดี

“ความสุขของกระทิ” หนังสือรางวัลซีไรท์ ยอดขายเยอะ พิมพ์ซ้ำยี่สิบกว่ารอบ  แต่ไม่รู้ว่ารอบละกี่เล่ม  มีคนเอามาทำเป็นหนัง  เลือกดารานักแสดงดูดี  โปรโมทแล้วน่าจะสนุก  ก็เลยตามไปดู  แล้วก็พบกว่า เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตที่ผมอยากจะเดินออกจากโรงตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งเรื่อง

 

หนังสือเป็นแนวพรรณา  บรรยายถึงความสวยงามของชีวิต  บรรยายถึงความสงบสุข ความสุขทางจิตใจ  แต่ตัวหนังไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่ล่องลอยเหล่านั้นออกมาให้เห็นได้  หนังเลยมีแต่ภาพที่แทบจะไม่มีสารจากหนังสือเลย  อรรถรสจากหนังสือ กับภาพยนต์เป็นคนละแบบกัน  คนทำหนังเรื่องนี้คงไม่เข้าใจ  แต่ถ้าคนทำหนังเข้าใจ  คนออกทุนคงไม่เข้าใจ  หนังสือสามารถจะปล่อยให้คนอ่านหยุดอยู่กับหน้าใดหน้าหนึ่งได้เป็นชั่วโมง นานเท่านานเท่าที่อยากจะจินตนาการ  แต่ภาพยนต์ไม่ใช่แบบนั้น  การจะปล่อยให้ภาพแต่ละช่วงถ่ายทอดอะไรบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นของหนังกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ  ยิ่งพยายามเก็บรายละเอียดตามหนังสือมากเท่าไหร่ ความง่วงยิ่งเข้ามาแทนที่มากเท่านั้น  

 

ผมดูสารคดีชีวิตสัตว์โลกของเนชัลแนลจีโอกราฟิค  ยังรู้สึกดีกว่าดูกระทิบนจอ  เพราะมีความงาม ความสงบ และความเป็นไปของชีวิตเหมือนกัน  แต่ไม่มีความง่วงและความน่าเบื่อมาแทรกซึมอย่างหนังเรื่องนี้  บางทีหนังเรื่องนี้อาจจะให้บทเรียนคนสร้างหนังว่า  หนังสือขายดีใช่ว่าจะเป็นหนังที่ดี

เที่ยวเมืองโบราณ กับ ถ่ายนกที่บางปู

เมืองโบราณยุคปรับปรุงใหม่ รถวิ่งได้ครึ่งเดียว อีกครึ่งต้องเดิน หรือใช้จักรยานเท่านั้น เราก็เลยได้ดูของแค่ครึ่งเดียวเพราะขี้เกียจเดิน ถ้าจะไปให้ทั่วคงต้องใช้เวลาทั้งวัน ออกจากเมืองโบราณไปต่อบางปู ไปถ่ายนกนางนวล ถ่ายยากมาก ครึ่งชั่วโมงแรกสติแตก ไม่ได้ภาพเลย แทบหมดความพยายาม แต่พอเหนื่อย ได้แต่มองนกบิน เริ่มมองเห็นว่าจะถ่ายอย่างไร เริ่มเรียนรู้วิถีการบิน เริ่มรู้จังหวะ แล้วก็เริ่มได้ภาพ

ทดลองใช้กล้อง Panasonic Lumix LX3 ภาค2

หลังจากที่ได้ยินข่าวลือว่ากล้อง panasonic LX3 เป็นกล้องที่มีความสามารถดีเด่นในหลายๆด้าน โดยเฉพาะมันเป็นกล้องคอมแพ็คที่ใช้เลนส์มุมกว้าง 24/f2 ซึ่งเป็นของไลก้า เซ็นเซอร์รับภาพที่ใหญ่กว่ากล้องคอมแพ็คของค่ายอื่นเล็กน้อยทำให้มีสัญญาณรบกวนหรือ noise ต่ำกว่าชาวบ้านในระดับเดียวกัน และยิ่งเห็นภาพตัวอย่างว่าภาพขาวดำจากกล้องตัวนี้ให้ภาพที่สวยที่สุด สวยกว่าโหมดภาพสีเสียอีก เลยทำให้สนใจและในที่สุดก็ยุเพื่อนซื้อจนได้ แล้วก็เอามาลองถ่ายเล่นชุดใหญ่



โหมดภาพที่ใช้งานสำหรับลองเล่นในครั้งนี้จะมีสองแบบ คือ Vibrant ซึ่งให้สีฉูดฉาด และโหมด dynamic bw ซึ่งให้ภาพขาวดำแบบดุเดือดถูกใจคนเคยเล่นขาวดำ เท่าที่ลอง ภาพโหมด vibrant จะให้สีอิ่มตัวสูงมาก เทียบได้กับเอาภาพสีจืดมาเพิ่ม saturate ในคอมพิวเตอร์ให้มันฉูดฉาด กล้องตัวนี้ทำได้ดี และทำให้ทันทีที่ถ่าย ผมคิดว่ามันช่วยลดเวลาการแต่งภาพลงไปเยอะเลย ปกติผมก็ไม่ค่อยนิยมจะนั่งแต่งภาพอยู่แล้วเพราะความขี้เกียจ ถ้าได้ภาพสีสวยๆสดๆจากกล้องเลยมันก็คงดีไม่น้อย แล้ว LX3 ก็ทำได้ดีเกินหน้าเกินตาจริงๆ หลายๆภาพถ้าวางองค์ประกอบดีๆ มันก็ดูไม่แตกต่างไปจาก DSLR ที่ตั้งใจถ่ายและตั้งใจ process ให้ภาพสีสด น้องพานาตัวนี้บอกว่า “พี่ไม่ต้องน้องทำเอง”

เลนส์ไลก้า 24/f2.8 สำหรับใช้กับกล้อง M6 ซึ่งเป็นกล้องระดับดาวค้างฟ้า ต้องจ่ายค่าตัวให้เลนส์สักหกหมื่นเห็นจะได้ ใครอยากได้แต่เงินน้อย เอามาหมื่นหก ได้เลนส์ได้กล้อง ได้เที่ยวทันที ไม่ต้องซื้อไลก้าตัวเต็มแล้วหมดเงินเที่ยว เลนส์ 24/f2 (ดีกว่า 2.8)ประสิทธิภาพสูง ไวแสง ทำให้เราสามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดี แถมกล้องยังมีระบบป้องกันมือสั่น ช่วยโยกเลนส์ ทำให้ภาพคมชัดแม้ความไวชัตเตอร์จะต่ำเกินมือมนุษย์จะถือให้นิ่งได้ บางภาพผมถ่ายที่ความเร็วชัตเตอร์ 1/8 ยังได้ภาพชัดอยู่เลย

เวลาผมใช้กล้อง LX3 ตัวนี้ ผมมักจะตั้งรูรับแสงไว้ที่ f2 เอากว้างสุดไว้ก่อน iso อยู่ที่ 100-200 แล้วแต่สถานการณ์ เลนส์สว่าง f กว้างๆ พร้อมกับระบบกันมือสั่นทำให้ถ่ายภาพได้แทบทุกสภาพแสง ถ่ายกลางคืนได้เหมือนตาเห็น แล้วที่สำคัญคือ มันวัดแสงไม่พลาดเลย ผมถ่ายภาพวัตถุสีขาวๆ หรือ สถานที่มีทั้งแดดส่องและร่มเงา ก็ให้ภาพที่สว่างพอดี ไม่ได้มีภาพมืดไป หรือสว่างไปเหมือนตอนที่ใช้ DSLR คิดไปแล้วมันเป็นกล้อง point and shoot จริงๆ คือมันง่ายต่อการยกมาถ่ายทันทีทันใด ไม่ต้องคิดมาก

หากจะให้เทียบกับ DSLR ผมคงจะต้องบอกว่า DSLR ให้คุณภาพที่ดีกว่า แต่ว่าต้องจ่ายเยอะกว่า และต้องใช้สมองเยอะกว่าด้วย ถ้าไม่อยากคิด ไม่อยากเรียนรู้ ไม่อยากจ่ายเพิ่มลองหันมาใช้ LX3 ดูก็เป็นคำตอบที่ดีเหมือนกันนะ บางภาพผมว่ามันทำได้ดีกว่า DSLR เสียอีก

ทดลองใช้กล้อง Panasonic Lumix LX3 ภาค1

กล้องดิจิทัลที่ได้ข่าวมาสักพักแล้วว่าคุณภาพดี พอเพื่อนจะซื้อก็เลยยุให้ซื้อไปซะเลย พาเพื่อนไปซื้อที่ร้าน ไปทดสอบ ไปลองเล่นด้วยตัวเอง ภาพที่ได้สวยมาก เลนส์มุมกว้าง 24 มม. ทำให้ถ่ายภาพต่างๆได้ง่ายไม่ต้องถอยเยอะ รูรับแสง f2 เป็นขนาดรูรับแสงที่ถือว่ากว้างมาก ทำให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดี แถมกล้องยังมีระบบกันมือสั่นอีกต่างหาก ทั้งมุมกว้าง ทั้งรูรับแสงกว้าง ทำให้ไม่ต้องใช้ iso สูงๆ สัญญาณรบกวนก็จะน้อย ถ่ายเล่นมาหลายภาพเลย


ภาพนี้ถ่ายที่ร้านกล้อง ทดสอบก่อนซื้อ


ได้กล้องแล้วก็ไปดูกระเป๋ากล้อง เพราะร้านไม่ได้มีของแถมให้


ซื้อเรียบร้อยก็ไปกินเอ็มเค


ถ่ายเล่นๆเลนส์มุมกว้าง 24มม.


กล้องตัวนี้ปรับไปถ่ายขาวดำได้สวยมาก


ถ่ายมาโครได้ใกล้มาก ซึ่งมักเป็นคุณสมบัติของกล้องคอมแพ็คสมัยนี้แทบทุกตัว


ภาพคร็อบหัวแหวน

ทุกภาพถ่ายจากกล้อง ก็อปปี้ลงเครื่อง ย่อขนาด ปรับ sharpen 1 ครั้ง ส่วนสีสันก็ไม่ได้ปรับอะไรเลย วันหลังจะยิืมมาเล่นใหม่ ไปหาที่ถ่ายตอนกลางวันสภาพแสงสวยๆ น่าจะได้ภาพที่ดีอีกเยอะ
กล้อง 15900 บาท ประกันร้าน เพราะของศูนย์ยังไม่มีขาย
แบตซื้อเพิ่มก้อนละ 1100 บาท ยี่ห้อ oska
เมมโมรี่ได้แถมจากร้าน 2G ซื้อเพิ่มอีก 8G ราคา 699 บาท
ไว้ได้ลองอีกครั้งจะมาโม้ต่อภาคสอง