ถ่ายภาพรุ้งกินน้ำแบบพาโนราม่า

อยู่ดีๆก็ฝนตกแดดออก แดดแรงซะด้วย เลยนึกได้ว่าฝนกับแดดจะมีรุ้งกินน้ำ
หยิบกล้องวิ่งขึ้นขั้นบน ดูด้วยตาเปล่าสวยดี กล้องในมือเป็น fuji x100 เลนส์ฟิกซ์ 35 มม. ถ้าจะเก็บให้หมดเต็มวงที่เห็นต้องใช้เลนส์ประมาณ 17 มม. หรือ ไม่เกิน 20 มม. แต่ในเมื่อกล้องที่อยู่ในมือเป็นเลนส์ที่กว้างไม่พอ ก็เลยต้องถ่ายเป็นพาโนราม่า แล้วก็ได้เป็นภาพนี้

เสียดายแต่เพียงว่า ผมเลิกดูเร็วเกินไป เพราะถ้ารอให้ฝนหยุดไปสักพัก รุ้งกินน้ำจะเข้มกว่านี้ คงเป็นเพราะตอนที่เกิดภาพนี้มีละอองน้ำเต็มท้องฟ้า ทำให้ภาพจืดไป ถ้าฝนหยุดไปสักพัก ละอองน้ำเริ่มสลายตัวก็จะเห็นรุ้งกินน้ำชัดขึ้น แต่ถ้าละอองน้ำสลายตัวมากเกินไป รุ้งก็จะจางและหายไปในที่สุด

ไปดูเขาซ้อมดนตรี

มีนัดไปดูซ้อมดนตรี นักร้อง นักดนตรีเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย สมัยก่อนผมกับพี่ๆทั้งหลายอยู่ชมรมบันเทิง มีหน้าที่ยกเครื่องเสียงไปติดตั้งตามตึกต่างๆเพื่อใช้ในงานรับน้องของแต่ละคณะ ยิ่งตอนจะปิดภาคการศึกษาจะมีงาน by-nior ยิ่งงานเยอะหัวปั่น

พี่ๆกลุ่มนี้รวมตัวกันกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อปีกว่าที่ผ่านมา รวมตัวกันเฉพาะกิจเพราะจะไปเล่นในงานแต่งงานของคนในกลุ่ม และปีนี้ ก็เป็นการรวมตัวกันเพื่องานของผมเอง

ด้านล่างเป็นวิดีโอที่ใช้ไมค์ zoom h1 บันทึกเสียงแยก แล้วเอาเสียงที่แยกบันทึกมาใส่แทน
ถ้าดูในวิดีโอจะเห็นไมค์วางไว้บนตู้แอมป์ fender

เพลง ก่อน ของ โมเดิร์นด๊อกซ์
เพลงนี้ออกปี พ.ศ. 2537 ยังเป็นเพลงชาติของห้องซ้อมดนตรีอยู่เลย
กึต้าร์ พี่เต้ย
กีต้าร์ พี่เอ๊กซ์
นักร้อง พี่เหลียง
น้องอีกสองคน คือน้องออม น้องเบ็น มาช่วยร้องเพลงผู้หญิง

ถ่ายภาพแหวนให้เป็นรูปหัวใจ

ถ่ายภาพแหวนให้เป็นรูปหัวใจ
เคยเห็นภาพในอินเทอเน็ตที่เขาถ่ายออกมา ทีแรกก็คิดว่าเป็นภาพรีทัช แต่พอมานั่งคิดนานๆก็คิดว่ามันอาจจะเป็นไปได้ ก็เลยทดลองถ่ายเองบ้าง เงาที่พาดไปบนสันหนังสือกลายเป็นเส้นโค้งรูปหัวใจจริงๆ
สีสันที่เลือกถ่ายภาพเป็นสีอมฟ้าเพราะตั้งใจตั้งค่ากล้องให้สีเพี้ยน เสียดายที่ยังไม่ได้เช็ดแหวนให้สะอาด ไว้จะถ่ายใหม่อีกครั้ง

DSCF1392

ถ่ายเพิ่มครั้งที่สอง เช็ดแหวนให้สะอาด ถ่ายให้เห็นตัวหนังสือด้วย ลองเปลี่ยนค่าอุณหภูมิสีให้เป็นสีอมเหลืองแทน

DSCF1394

เบื้องหลังการถ่ายทำ หนังสือวางบนโต๊ะ แฟลชวางบนกระป๋องทิชชู่ ความสูงประมาณคืบ จริงๆสูงเท่าไหร่ก็ได้ แต่มุมที่แสงลงไปบนแหวนน่าจะประมาณ 45 องศา ยิ่งวางแฟลชไกลจากแหวน ยิ่งทำให้เงาคมชัดยิ่งขึ้น

DSCF1395

DSCF1384

เตรียมงานแต่งงาน season1 ภาพถ่าย

ในช่วงเวลาสามสิบวันที่ผ่านมา และก่อนหน้านั้นอีกนิดหน่อยผมค่อนข้างยุ่งมาก ยุ่งกับการเตรียมงานแต่งงานของตัวเอง ทั้งที่ผมก็เป็นช่างภาพถ่ายงานแต่งงานมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะมีผลช่วยให้ผมทำงานได้เร็วขึ้นเลย มีหลายอย่างที่ผมเคยคิดว่าง่ายๆมันก็ไม่ค่อยง่ายอย่างที่คิด นั่นอาจจะเป็นเพราะในงานคนอื่นผมรับผิดชอบเพียงแค่การถ่ายภาพเท่านั้น แต่พอเป็นเรื่องของตัวเอง ต้องไปเป็นเจ้าบ่าวเองทุกอย่างมีขั้นตอนเยอะกว่าที่คิด และมีขึ้นตอนเพิ่มเพ่ิมขึ้นจากเดิมเสมอในระดับย่อยๆของแต่ละเรื่อง

วันนี้ผมเหลือเวลาอีกประมาณยี่สิบกว่าวัน หลายอย่างยังไม่ลงตัว ผมช่วยเพื่อนเรื่องถ่ายภาพพรีเวดดิ้งได้ แต่ผมถ่ายภาพพรีเวดดิ้งของตัวเองไมไ่ด้ แม้ว่าภาพที่ผมถ่ายกับแฟนเก็บเอาไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆที่รู้จักกันจะมีจำนวนให้ใช้ได้ไม่น่าเกลียด แต่คำว่าไม่ได้ถ่ายภาพพรีเวดดิ้งก็มีอยู่ในคำสนทนาระหว่างผมกับแฟนอยู่บ่อยๆ

พรีเวดดิ้งของคนส่วนใหญ่เป็นการถ่ายภาพอย่างมุ่งมั่นก่อนการแต่งงาน เพื่อเอาภาพเหล่านั้นไปโชว์ในงาน ผมเองก็พอเข้าใจ แต่ผมก็เลือกที่จะไม่ถ่ายภาพพรีเวดดิ้งระดับมุ่งมั่นแบบนั้น ด้วยเหตุผลสองอย่าง อย่างแรก มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เยอะเหมือนกันถ้าจะเอาภาพพรีเวดดิ้งระดับดีๆ เพราะอาจต้องไปจ้างถ่าย ไปแต่งหน้าทำผม ใช้เวลาสองวัน และใช้ช่างภาพราคาหมื่นกว่าบาทเพื่อให้ได้ภาพที่ผมยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร คิดแบบนี้ก็แทบไม่ต้องถ่ายแล้ว อย่างที่สอง ผมไม่ได้อยากได้ภาพที่เซ็ทอัพถ่ายเพราะมันดูเกินจริง มันเป็นลักษณะภาพที่ผมไม่ชอบ ผมซื้อ ipad ได้โดยไม่ต้องลังเล แต่ผมไม่อยากจ่ายให้กับสิ่งที่ผมไม่รู้ว่าผมต้องการจริงไหม?

หลังจากวันนี้ไป ผมคงนั่งเลือกภาพของตัวเองกับแฟนขึ้นมาจากโกดังเก็บภาพ มันเป็นภาพที่ผมกับแฟนเคยถ่ายคู่กัน หรือผมถ่ายเขาไว้คนเดียว ผมอยากจะบอกเขาว่า ผมถ่ายภาพพรีเวดดิ้งตั้งแต่วันแรกที่เราไปเดทกันแล้ว เดทแรกของเราอยู่ในสวนลุม ผมมีภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ผมตั้งใจใช้ภาพนั้นในวันแต่งงานอยู่แล้ว ทุกวันทุกที่ที่ผมกับแฟนไปไหนด้วยกัน ผมมีภาพถ่ายเล่นๆระดับบ้านๆ และภาพถ่ายเล่นๆระดับจริงๆจังอยู่จำนวนมาก วันนี้ใกล้วันงาน ผมเลยยังไม่คิดจะไปถ่ายภาพเพ่ิมเติม เพราะที่ผ่านมามันก็มีพอให้ใช้ เพียงแค่มันยังไม่ถูกจัดทำออกมาเป็นภาพบนกระดาษเท่านั้นเอง

ภาพคู่ของผมกับแฟนประมาณเก้าสิบเปอร์เซ็นเป็นการตั้งขาตั้งกล้องแล้วตั้งเวลาถ่าย กดปุ่มชัตเตอร์แล้ววิ่งไปเข้าเฟรมที่แฟนผมนั่งรออยู่แล้ว มันดูทุลักทุเล แต่ผมอยากให้มองข้างหลังภาพ ผมพยายามเลือกวิธีการที่ใช้เงินซื้อไม่ได้ ต้องอาศัยความพยายามที่มากระดับหนึ่ง ฟังดูแล้วมันก็ดูงกและขี้เหนียว

มันเหมือนการทำอาหารกินเอง แน่นอนว่าการจ้างพ่อครัวเก่งๆระดับโรงแรมห้าดาวมาทำให้กินมันก็ไว้ใจได้เรื่องรสชาดอาหาร แต่มันทำซ้ำทุกวันไม่ได้ ผมมีความคิดขวางโลกอยู่อย่างหนึ่งที่แฟนผมอาจจะยังไม่รู้ เพราะผมไม่เคยบอกอย่างจริงจัง มันเป็นความคิดว่า ผมเลือกสิ่งที่ผมสามารถทำได้ทั้งชีวิต แปลว่า ถ้าผมทำอย่างนั้นในทุกๆวันไมไ่ด้ ผมก็ไม่อยากทำ ผมไม่สามารถจะจ้างใครต่อใครมาเป็นช่างภาพประจำตัวประจำตระกูลได้ทุกวัน แต่ผมถ่ายภาพเองได้ทุกวัน และที่สำคัญ ผมไม่สามารถยิ้มให้คนแปลกหน้าได้ เพราะผมไม่ใช่นักยิ้มมืออาชีพ รอยยิ้มที่มาจากการพยายามมันแห้ง


ภาพคู่กดปุ่มแล้ววิ่งมานั่ง


ภาพจากเดทที่ 3

ภาพจากเดทที่ 2

ภาพคู่ตั้งกล้อง กดปุ่มแล้ววิ่งเกือบตกเขา ที่จริงมืดมาก

ภาพคู่จากการให้เพื่อนช่วยถ่ายให้ เป็นภาพจากฟิล์ม ใช้กล้องพลาติกแถมมากับสบู่

ภาพคู่จากการตั้งขาตั้ง กดชัตเตอร์แล้ววิ่ง ภาพนี้วิ่งไกลระยะกลาง

วิ่งจนเหนื่อย

ภาพนี้วิ่งระยะไกลเพราะใช้เลนส์ซูม 200m ระยะวิ่งน่าจะประมาณ 25 เมตร มีเวลาวิ่ง 8 วินาที ต้องเข้าไปนั่งให้เรียบร้อยและมีเวลาเหลืออีก 2 วินาทีที่จะเก๊กหน้าให้เหมือนไม่เหนื่อยก่อนที่กล้องจะทำงาน

ถ่ายพลุด้วยกล้อง fuji x100

ไปถ่ายภาพให้เพื่อนเพื่อใช้แสดงในงานแต่งงาน หลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวันแล้วก็ถึงเวลาเล่นกันสนุกๆ ดอกไม้ไฟที่เตรียมไว้เผื่อจะถ่ายกันในช่วงหัวค่ำก็ไม่ได้ใช้ เนื่องจากทุกคนเหนื่อยมากกับการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอมาแล้วทั้งวัน พออาบน้ำเสร็จ หายเหนื่อยกันแล้วก็มาเล่นพลุกันดึกๆ

ทะเลระยอง หาดแม่รำพึง ลมแรงมาก พลุที่เห็นเป็นแบบยิงขึ้นฟ้าแล้วไประเบิดเป็นดวงๆ แรงลมทำให้สะเก็ดไฟปลิวออกมาเห็นเป็นสาย มองด้วยตาเปล่าจะไม่เห็นแบบนี้ กล้อง fuji x100 ทำหน้าที่ได้ดีเกินคาด

Photo from panorama mode from Fuji x100

panorama by fuji x100
ลองถ่ายภาพด้วยโหมดพาโนรามา ใช้กล้อง fuji x100 ตั้งค่ารูรับแสง f4 สปีด 1/125 ความไวแสง 6400 แมน่วลโฟกัส

self portrait ด้วยกล้อง fuji x10 0

[tag กล้อง, fuji, ถ่ายภาพ]

ทดลองถ่ายภาพตัวเอง ตั้งขาตั้ง ตั้งค่าต่างๆแล้ววิ่งไปยืนเป็นแบบ กล้อง Fuji x100

ส่วนภาพที่สอง ลองใส่เป็น link
http://3.bp.blogspot.com/-TJsN67X28EA/Tb5XWDpm6MI/AAAAAAAAewM/vQOS6djgQkQ/s1600/DSCF0476.jpg

ทดลองโพสท์ทางอีเมล ทดลองถ่ายภาพพาโนราม่าด้วย

ทดลองถ่ายภาพพาโนราม่าด้วยกล้อง fuji x100

ทดลองโพสท์วิดีโอ การทำการ์ดแต่งงาน

ipod mini เครื่องเล่น mp3 ที่คลาสิคที่สุดรุ่นหนึ่ง

ipod ฮิตมากอยู่ช่วงปีหนึ่ง แล้วก็ค่อยๆแปลงร่างกลายเป็น iphone และ ipod touch เจ้าอุปกรณ์ทรงสี่เหลี่ยมที่มีแป้นหมุนเลยไม่ได้เป็นพระเอกของวงการอีกต่อไป ipod รุ่นใหม่ๆกลายเป็นหน้าตาบอบบาง กระทัดรัด เล็กลงจนรู้สึกจะหยิบจับยาก วันนี้ผมได้เครื่อง ipod mini ตัวเดิมกลับมา หลังจากให้เพื่อนยืมไปเปิดเพลงให้ลูกฟังอยู่สองปี ตั้งแต่เมียเพื่อนตั้งท้องจนตอนนี้กำลังจะเลือกโรงเรียนอนุบาลแล้ว เพิ่งจะได้คืนมา

ipod mini ตัวนี้ผลิตออกมาขายในปี ค.ศ. 2005 ผมก็ซื้อมาใช้ในช่วงปีเดียวกัน ความจุในเครื่อง 4g เก็บเพลงได้ประมาณ 1000 เพลงที่ความละเอียด 128kBit/s จอภาพสีขาวดำ ไฟหน้าจอสีขาว ไม่สามารถดูภาพ และวิดีโอได้ เป็น ipod ที่ถูกลดขนาดลงมาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐาน จุดเด่นของมันก็คือมันใช้วัสดุคุณภาพดีสุดๆ คือตัวถังเป็นอลูมิเนียม ถ้าไม่บุบ มันจะไม่มีร่องรอยอะไรเลย แม้ว่าจะหยิบใส่กระเป๋า เสียดสีกับกางเกงหรือกระเป๋าต่างๆ หยิบวางบนโต๊ะ วางในรถก็ไม่มีปัญหา

ผมได้มีโอกาสใช้งาน ipod touch แล้วรู้สึกว่าไม่ชอบ ไม่ใช่ ipod touch ไม่ดี แต่เป็นเพราะการใช้งานในการฟังเพลงผมรู้สึกว่า ipod แบบมีแป้นสัมผัส click wheel (คลิกวีล)แบบดั้งเดิม เป็นสิ่งที่เหมาะกับการฟังเพลง เพราะหลายๆครั้งที่กำลังฟังเพลงอยู่ ผมอยากจะลดหรือเพิ่มระดับเสียง ผมก็แค่คลึงแป้นหมุนตามทิศทางที่ต้องการ มันก็ตอบสนองได้ดี สามารถเพ่ิมหรือลดระดับเสียงได้โดยไม่ต้องใช้สายตา แต่ถ้าเป็น ipod touch หรือ iphone การเพ่ิมลดระดับเสียงมันทำยากกว่าเดิม ถ้าจะเปลี่ยนระดับเสียงทางหน้าจอ จะต้องกดปุ่มด้านหน้า แล้วคลิกเลื่อนเพื่อปลดล็อคหน้าจอ และค่อยเอานิ้วจิ้มปุ่มสไลด์เพื่อเลื่อนระดับ หมายความว่า ผมไม่สามารถหลับตาเปลี่ยนระดับเสียงได้เลย

แล้วทำไมไม่กดปุ่มสองปุ่มที่อยู่ด้านข้าง iphone หรือ ipod touch ล่ะ นั่นสิ ผมมักจะลืมตำแหน่งปุ่มด้านข้างไปเสมอ และการใช้นิ้วกดปุ่มเพ่ิมลดเสียงด้านข้าง ผมต้องใช้มือกำตัวเครื่องไว้แล้วเอานิ้วโป้งกด ก็คือต้องหยิบตัวเครื่องขึ้นมาถือไว้ในท่าบังคับ และเอานิ้วกดลงไปตามปุ่มที่ต้องการ มันสั่งงานแบบไม่มองก็ได้ถ้าพยายาม แต่มันก็ต้องใช้ทั้งมืออยู่ดี ผมพอใจกับการใช้นิ้วคลึงเท่านั้น ยิ่งหากระหว่างฟังต้องการกดข้ามเพลง หรือย้อนกลับ คลิกวีลระบบแท้ๆของ ipod มันตอบสนองได้ทันที แต่ถ้าเป็นหน้าจอของ ipod touch หรือ iphone มันต้องกดปุ่ม home เพื่อกระตุ้นเครื่อง และเอานิ้วลากแถบล็อคหน้าจอเพื่อให้เริ่มรับคำสั่ง แล้วก็มองหาปุ่ม ข้ามเพลงและย้อนเพลง แล้วค่อยเล็งเพื่อกด แค่นี้ก็รู้แล้วว่ามันลำบากกว่ากัน คลิกวีลระบบดั้งเดิมมันไม่รบกวนสมาธิการทำงานและการขับรถ ipod touch และ iphone มันดีตอนเลือกเพลงเพราะมันเป็นหน้าจอละเอียด แบ่งรายการเพลงต่างๆให้เข้าถึงได้ง่าย แต่มันไม่ดีตอนฟัง เพราะมันกดเพื่อสั่งการยากกว่านั่นเอง

หลายครั้งที่ได้ยินว่าแบตเตอรี่ ipod เสื่อม ผมก็ได้แต่แปลกใจว่าทำไมเสื่อมเร็วจัง เพราะเครื่องที่ผมใช้ยังไม่เคยเปลี่ยนแบตเตอรี่เลย ถ้านับถึงวันนี้ มันก็ผ่านมา 6 ปีกว่าแล้วมันยังคงใช้งานได้ดี และการชาร์จแบตของผม 1 ครั้งสามารถใช้ฟังเพลงได้ประมาณ 6 ชม. หรือมากกว่า ซึ่งผมว่ามันค่อนข้างเยอะแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าตอนออกมาใหม่ๆมันรับประกันว่าฟังได้นานกี่ชั่วโมง แต่ 6 ชม.ของผมมันเพียงพอต่อการใช้งานในรถและก่อนนอนแล้ว

ความจุเพียง 4g ในวันนี้ดูเหมือนจะน้อยไป เพราะว่าคลังเพลงที่สะสมมาสิบปีมันมีหลายสิบจิ๊ก นี่ผมเป็นคนที่ไม่ได้ติดตามเพลงมากเหมือนสมัยก่อน ถ้ายังคงฟังเพลงมากๆเหมือนเดิมผมน่าจะมีเพลงสะสมสัก 200g ซึ่ง ipod ตัวไหนก็ไ่ม่พอ การมีเพียง 4G ติดตัวออกจากบ้านก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายมาก ยังพอจะปรับตัวได้ เนื่องจาก ipod เป็นระบบการเลือกเพลงใส่ที่ฉลาด ผมสามารถเลือกเปลี่ยนเพลงที่บรรจุใน ipod ได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่คลิก แล้วก็รอเวลามันก็อปปี้เพลงชุดที่ต้องการลงไป หลายครั้งผมเลือกให้มันก็อปปี้เพียงเพลงที่ฟังบ่อยแค่ 25 เพลง ซึ่งโปรแกรม iTune ที่ทำหน้าที่นี้มันทำได้ดีไร้ที่ติ

การฟังเพลงมันต้องได้เครื่องเล่นที่ดีตอนฟังเพลง ไม่ใช่เครื่องที่ดีสำหรับการเล่นเน็ต หรือ ดูภาพ หรือดูวิดีโอ เพราะผมต้องการเน้นเรื่องฟังเพลง การพัฒนาการของ ipod มันมุ่งไปสู่ระบบอินเทอเน็ตและมัลติเมียเดีย จนผมรู้สึกว่าสักวันหนึ่งคลิกวีลอาจจะถูกเลิกใช้ไปในที่สุด หยุดนวัตกรรมไม่ได้ แต่สามารถเลือกใช้ของที่เคยมีได้ ipod mini ยังน่าใช้งานและน่ารักอยู่เสมอ ตราบใดที่ยังซ่อมบำรุงได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือ เพิ่มขนาดความจุด้วย compact flash การ์ด ขอแค่อย่าให้มันเสียก็พอแล้ว มันน่าจะคงกระพันไปอีกหลายปี

ประวัติ ซ่อมบำรุง honda freed

วันที่ 28 กรกฎาคม 2553 เช็คระยะ 10000 กิโลเมตร เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง 703 บาท
วันที่ 23 มีนาคม 2554 เช็ค 30000 กิโลเมตร เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง แหวนรอง 1437.50 บาท
วันที่ 28 มีนาคม 2554 เปลี่ยนสปริงค์วาล์ว recall ไม่เสียค่าใช้จ่าย

รถ honda freed 1 ปีต่อมา ต้องบำรุงด้วยวาสลีน

เมื่อประมาณเดือนที่แล้วมีข่าวว่า Honda เรียกรถสามรุ่นกลับไปเปลี่ยนสปริง 1 ตัว ซึ่งเป็นชิ้นส่วนเล็กๆในเครื่องยนต์  รถยนต์รุ่นที่โดนแจ็คพ็อตก็คือ Jazz City และ Freed เพราะใช้เครื่องยนตัวเดียวกัน  แต่ว่า ไม่โดนทุกคัน มีเพียงบางล็อตเท่านั้น  ซึ่งผมอยู่ในล็อตที่โดนเรียกครับ

การประกาศประกาศออกทางอินเทอเน็ต  และผมไม่รู้ว่าผมอยู่ในล็อตที่โดนเรียกไหม?  ทีแรกก็ลุ้นว่าจะไม่โดน  แต่พอเมื่อสองวันก่อนเอารถเข้าศูนย์เพื่อเช็คระยะ 30000 กิโลเมตร พนักงานในศูนย์ก็ตรวจสอบเลขเครื่องยนต์แล้วแจ้งว่า ต้องเปลี่ยนสปริงวาล์วครับ

พนักงานอธิบายวิธีเปลี่ยนไว้ละเอียด  สรุปแล้วเป็นงานที่ใช้เวลา ต้องรื้อเครื่องเยอะ  ต้องรอเครื่องยนต์เย็นและใช้เวลา 3 ชั่วโมงต่อเนื่อง  ดังนั้น  ต้องนัดคิวล่วงหน้า  วันที่ตรวจเช็คระยะ 30000 กิโลเมตรผมจึงทำได้แค่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง เท่านั้น  การเปลี่ยนสปริงค์ต้องนัดในอีกห้าวันถัดไป

การเข้าเช็ครอบนี้เป็นตามกำหนดระยะทาง และได้ทำการบ่นเพื่อขอเคลมอาการเสียงพลาสติกกรอบในห้องโดยสาร  เพราะในช่วงประมาณสามเดือนที่ผ่านมาผมสังเกตว่า เสียงพลาสติกหรือยางขอบประตูที่กั้นระหว่างประตูกับตัวถังรถยนต์มีอาการส่งเสียงดังเวลามีการเคลื่อนไหวหรือสั่นสะเทือน  อาการคล้ายๆกับยางแข็งตัวแล้วทำให้เกิดการเบียดตัวไปมาทำให้มีเสียงดังผิดปกติ  บอกช่างให้รับทราบ  ช่างรับปากจะดูให้

ส่งรถตอนสายๆสิบโมงเช้านิดหน่อย บ่ายสามครึ่งพนักงานโทรมาแจ้งว่าทำเสร็จแล้วไปรับรถได้  ตอนไปรับก็ตรวจสอบความเรียบร้อย  ไขน็อตครบทุกตัวไหม  เพราะช่วงเดือนที่ผ่านมา  ในเว็บบอร์ดพันทิพย์ดอตคอม ห้องรัชดา มีกระทู้บ่นและต่อว่ากรณีศูนย์บริการบกพร่อง ลืมไขน็อตให้ลูกค้าหลายยี่ห้อ หลายคันมาก  พอถึงคิวผมต้องเข้าศูนย์เลยวิตกจริตนิดหน่อย  ตอนรับรถเลยเดินดูล้อโดยรอบ  แต่ก็ไม่พบอาการผิดปกติ

เรื่องเสียงรบกวนของยางขอบประตูช่างได้ทำการแก้ไขโดยการทาน้ำมันหล่อลื่นลงไปที่ตัวยาง  เพื่อปรับสภาพผิวยางให้มีความอ่อนตัว  เสียงหายไปสนิทเลย  เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้รถยนต์ก็ต้องใช้วาสลีน  หน้าหนาวผิวแตกเลยส่งเสียงดัง

ตอนนี้รถอยู่ในสภาพเหมือนใหม่ เงียบสนิท เครื่องยนต์เดินเรียบ  อัตราการกินน้ำมันอยู่ในระดับที่ควบคุมได้  ก็คือ ขับเพลินๆได้ 11-12 กิโลเมตรต่อลิตร  ขับทางไกลได้ 15 กิโลเมตรต่อลิตร  ขับแบบงกๆพยายามประหยัดที่สุดจะทำได้ 18 กิโลเมตรต่อลิตร  แต่ว่าต้องขับช้าลงและอาจจะทำให้รถคันอื่นรำคาญได้

ประมาณสัปดาห์ที่แล้วอีกเช่นกัน อากาศในประเทศไทยเย็นลงอย่างกระทันหัน  เมื่อวาน 30 องศาเซลเซียสอยู่ดีๆ วันรุ่งขึ้นตื่นมากลายเป็น 18 องศา ยิ่งกว่าหน้าหนาวที่ผ่านมาทุกฤดู  กรุงเทพก็หนาวได้  Freed ได้ทำหน้าที่ให้ประทับใจอีกหนึ่งอย่างคือการเปิดฮีทเตอร์  เพราะแอร์ในรถ Freed สามารถตั้งเป็น Auto ได้  ผมเลยตั้งเป็น Auto 25 องศา  ผลก็คือ รถไม่ทำความเย็น  แต่เปลี่ยนเป็นทำความร้อนแทน  อากาศข้างนอกเย็นจนผมต้องหาเสื้อกันหนาวมาใส่  แต่อยู่ในรถมันเย็นกำลังสบายเพราะได้ระบบฮีทเตอร์มาช่วย  เป็นเรื่องดีๆอีกเรื่องหนึ่งในรถคันนี้

หนาวจนหมาที่บ้านยืนสั่น ต้องไปผ้ามาห่มให้ขนาดนี้

เบาะนั่งตอนขับรถตอนนี้ผมชินแล้ว  ปรับตัวได้ ไม่เมื่อยหลังอีกต่อไป  กลายเป็นรถที่รู้สึกถูกใจมากยิ่งขึ้น ยิ่งกว่าเดือนแรกเสียอีก  แม้ว่าสมรรถนะจะสู้รถเก๋งไม่ได้  แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะเอารถคันนี้ไปอัดแข่งกับใคร หรือเอาไปดริฟท์เหมือนในหนัง  เลยไม่ได้เดือดร้อนกับอัตราเร่งที่ต่ำกว่ารถเก๋ง  ความรู้สึกดีที่ขับรถคันนี้คือมันไม่อึดอัด  ห้องโดยสารกว้างขวางโดยที่ตัวรถยังไม่ใหญ่เกินไป  ถ้ารีบขับหรือต้องการทำเวลาอาจจะต้องใช้รถเก๋งเครื่องแรงๆ  แต่ถ้าไม่รีบ หรือต้องใช้เวลาทนรถติดนานๆ  ผมว่าคันนี้น่าใช้กว่า

ไปเที่ยวพิษณุโลกและสุโขทัย พา freed ไปออกกำลัง

วันที่ 13 มีนาคม 2554 ผมออกเดินทางจากกรุงเทพไปยังพิษณุโลกและสุโขทัย พักที่พิษณุโลก 1 คืน สุโขทัย 1 คืน เจตนาคือขับรถเที่ยวเล่น และถ่ายภาพตามอารมณ์ ไม่ได้เน้นว่าจะต้องได้ภาพสถานที่สำคัญ โดยโปรแกรมทั้งหมดไม่ได้ตั้งไว้ล่่วงหน้า คิดเพียงว่าจะไปหาเพื่อนซึ่งอยู่ในพิษณุโลกแล้วให้เพื่อนพาเที่ยว

ออกจากกรุงเทพประมาณ 11.00 น. ใช้เส้นทางถนนวิภาวดี ขับตรงไปเรื่อยๆ ผ่านรังสิต ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ แล้วก็เลี้ยวขวานิดหน่อย ใช้เส้นทาง 117 ตรงเข้าพิษณุโลก ผมถึงพิษณุโลกตอน 16.00 น. พอถึงตัวเมืองก็หลงทันที ดูแผนที่ตามใบปลิวที่ได้จากโรงแรมแห่งหนึ่ง พอหลงได้สักพัก ก็เลยขับมั่วไม่ใช้แผนที่ มั่วไปถึง วัดใหญ่ หรือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นวัดที่มีพระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่นั่นเอง

ถึงที่วัดโทรหาเพื่อนทันที เพราะรู้ว่าเพื่อนเปิดร้านขายของอยู่ในวัด ทักทายกันได้เรียบร้อย เพื่อนปิดร้านพาเที่ยวและพากิน เอาแผนที่ให้เพื่อนดู เพื่อนบอกว่าแผนที่ผิด เซ็งมากๆ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงแรมแห่งนี้ไม่เป็นงานเอาเสียเลย แต่ช่างมัน ยังไงก็เจอเพื่อนแล้ว

วันแรกนี้ไม่ได้ถ่ายรูปเลย เพราะเหนื่อยและสภาพแสงก็ค่อนข้างน้อยแล้ว กินมื้อเย็นในเมือง ไปดูวิวบนเขาอะไรสักอย่าง แล้วก็แวะตะลอนกินขนมในเมืองอีกรอบ

เช้าวันใหม่เพื่อนพาไปซื้อของฝากก่อนเลย เป็นเส้นหมี่ซั่ว ร้านนี้ทำขายทั่วประเทศ ไปเห็นโรงงานแล้วก็ไม่ใหญ่โตเลย ทำเส้นหมี่กันแบบเรื่อยๆไม่เร่ง ไม่รีบ ท่าทางจะมีความสุขดี เส้นหมี่ทั่วประเทศออกจากมือคุณป้าคนนี้ ไม่น่าเชื่อเลย

ออกจากพิษณุโลกมุ่งสู่สุโขทัย แวะกินร้านอาหารในตัวเมืองสุโขทัยก่อน ร้านนี้เป็นร้านอาหารที่มีหน้าตาอาหารที่อลังการดี รสชาดดี สไตล์ร้านก็ดูร่มรื่น เป็นคนรู้จักคนหนึ่งของเพื่อน การมีเพื่อนเป็นเจ้าถิ่นพาเที่ยวมันก็ดีอย่างนี้ ได้กินของดี ไม่ต้องเสียเวลาทดลองเอง เพราะบางร้านที่มีชื่อเสียง ถูกพูดถึงอยู่ในเว็บบอร์ดท่องเที่ยวก็ไม่ได้อร่อยจริง เพื่อนที่อยู่ในพื้นที่เขากินมาหมดทุกร้านแล้ว

ข้าวเกรียบปากหม้อแบบกระทิท่วม จะเป็นของคาว หรือ ของหวานก็ได้ อร่อยดี

ข้าวคลุกกะปิ เสริฟแบบจานใหญ่มาก แค่จานเดียวก็อิ่มแล้ว

ก๋วยเตี๋ยวคั่วหมู ไม่ใช่คั่วไก่แบบที่คุ้นเคย แต่ก็รสชาดคล้ายๆกัน

อิ่มแล้วก็มุ่งหน้าสู่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ไปตามทางที่เพื่อนบอก ถ้าให้ขับรถไปเองรับรองมีหลง เพราะเพื่อนหลงมาแล้วตอนที่มาอยู่ใหม่ๆ

ลักษณะของอุทยานประวัติศาสตร์จะเป็นเมืองเก่า เหมือนอยุธยา เป็นซาก ขับรถเที่ยวชมไปเรื่อยๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเที่ยวเล่นอยู่ในเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ พอบอกเพื่อนว่าเหมือนเมืองโบราณ เพื่อนก็แย้งว่า ที่นี่ไม่ได้เหมือนเมืองโบราณ แต่เมืองโบราณเหมือนที่นี่ คนกรุงเทพชอบทักแบบผมทุกคนเลย

อดีตเป็นยังไงก็นึกไม่ค่อยออก คนไม่ชอบประวัติศาสตร์คงจะรู้สึกว่าไม่สนุก แต่สำหรับคนที่หลงใหล ก็คงจะเพลินกับการเดินดูอย่างละเอียด ผมไม่ใช่คนกลุ่มหลังอย่างแน่นอน

ผมแปลกใจเป็นการส่วนตัวว่าทำไมช่างภาพต้องมาถ่ายภาพเมืองเก่าๆ เมืองโบราณ บ่อยๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าภาพถ่ายโบราณสถานจะเป็นภาพที่สวยเลย มันอาจจะมีคุณค่าในการบันทึกความเป็นไปของชุมชน เมืองและประเทศ แต่ผมไม่เห็นว่าภาพถ่ายโบราณสถานจะเป็นงานศิลปะ แม้จะเป็นช่างภาพแต่ก็ไม่เคยรู้สึกอินไปกับโบราณสถาน

การถ่ายภาพในวันนี้ความพยายามต่ำมาก เดินผ่านเห็นว่าถ่ายแล้วน่าจะสวยก็เลยถ่ายเอาไว้ ไม่ได้พยายามค้นหาความสวยใดๆ ไม่เหมือนเมื่อสิบปีที่แล้วที่สายตามองแล้วมองอีก หัน หมุน เปลี่ยน เดิน วนเวียน ทำทุกอย่างเพื่อค้นห้ามุมที่น่าสนใจ

เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ฝาผนังบางบริเวณเป็นงานปั้นแล้วเอาไปติดผนังไว้ เป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากฝาผนังทั่วไปที่ใช้วิธีแกะสลัก เป็นความพยายามอีกระดับหนึ่งของการสร้างความสวยงาม

มื้อเย็นที่สุโขทัยเป็นขนมจีนน้ำยาสารพัด ขนมจีนมีหลายสี เป็นสีที่เกิดจากดอกอัญชัญ แครอท ใบเตย ส่วนน้ำยาก็มีกระทิ ป่า น้ำเงี้ยว แกงไตปลา

กินอิ่มแล้วก็ขับรถไปโรงแรมอีกแห่งในสุโขทัย ตามแผนที่เขาว่าอยู่ใกล้สนามบิน ก็เลยขับตามป้ายสนามบิน เส้นทางเข้าไปค่อนข้างเล็ก ดูแล้วไม่มั่นใจว่าจะขับไปแล้วจะเจอสนามบินจริงไหม แต่สุดท้ายก็เจอ แม้ว่าจะดูเปลี่ยวและไร้ความหวัง แต่ก็เจอจนได้ ขับรถไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรม ดูรอบๆแล้วไม่มีแขกเลย โรงแรมผีรึเปล่าเนี่ย

 

การตกแต่งของโรงแรมก็อยู่ในระดับที่หรูหราและมีความเป็นไทยสูง ตึกสวย ต้นไม้สวย สะอาด ห้องสวย เตียงสวย วิวนอกห้องก็สวย สระว่ายน้ำสวย แต่ไม่มีคนเลย

เช้าตื่นมาก็ลงมากินอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ มีฝรั่งอีกหลายคนกินอยู่แล้ว ก็เลยรู้ว่าเมื่อคืนไม่ได้มีแค่เรา แต่มีฝรั่งด้วย แต่ฝรั่งไม่ได้ขับรถมาเท่านั้นเอง

การตกแต่งต่างๆของโรงแรมก็ดูสบายๆ มีมุมนั่งพัก นั่งอ่านหนังสือค่อนข้างเยอะ สามารถใช้เวลาอยู่ในล็อบบี้ได้หลายชั่วโมงถ้าไม่หลับไปเสียก่อน

หลังจากถ่ายรูปในจุดต่างๆมาเกือบครบแล้วก็แวะเอาของมาเก็บที่รถเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ ก็เห็นว่าน่าจะถ่ายภาพที่มีรถ honda freed คันนี้อยู่ด้วยซักภาพหนึ่งก็เลยตั้งกล้องถ่ายกันเล่นๆ

เดินทางกลับ ออกเดินทางประมาณ 12.00 น. เปิดแผนที่ตามหนังสือแล้วก็หลงอีกครั้ง ต้องอาศัยมือถือ samsung monte ที่มี GPS และ google map ช่วยพาออกมา เพราะถนนหลายเส้นที่ขับผ่านไม่อยู่ในแผนที่ทางหลวง

================================================
บันทึกเกี่ยวกับรถ
Honda Freed
ระยะทางเร่ิมต้น 29832 กิโลเมตร ที่กรุงเทพ เติม E20 เต็มถัง
ไปถึง พิษณุโลก เที่ยวเล่นในเมือง กินข้าว
ระยะทางที่หน้าจอ 30252 กิโลเมตร แวะเติมอีกครั้ง E20 เต็มถัง เติมไป 33.2 ลิตร
ขับไปสุโขทัย เที่ยวเล่นหลายๆจุด แล้วก็พักโรงแรม เดินทางกลับวันรุ่งขึ้น
ระยะทาง 30636 กิโลเมตร เติมน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 ที่พิษณุโลก 31.81 ลิตร
ขับถึงกรุงเทพ
ระยะทาง 30982 กิโลเมตร เติมน้ำมัน E20 ที่ถนนราชพฤกษ์ 22.68 ลิตร

รวมระยะทางที่ขับ 30983-29832 = 1151 กิโลเมตร
ใช้น้ำมันไปทั้งสิ้น 87.69 ลิตร คิดเป็นอัตราสิ้นเปลือง 1151/87.69 = 13.12 กิโลเมตรต่อลิตร

ถือว่าความประหยัดอยู่ในระดับกลางๆ คือ รถยนต์ขนาดกลางก็ควรจะทำอัตราสิ้นเปลืองได้เท่านี้ แม้ว่าจะตัวถังใหญ่ เครื่องยนต์เล็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วๆไปติเอาไว้ ว่าเครื่องเล็กไปไม่สมกับตัวถัง อาจทำให้อืด อาจทำให้เปลืองน้ำมัน แต่ดูจากตัวเลขการใช้งานจริงแล้ว ต้องถือว่าประหยัดน่าพอใจ

จริงๆแล้วถ้าดูว่ารถ freed คันนี้เป็นรถ MPV มันก็ต้องถือว่าเป็น MPV ที่ประหยัดน้ำมันที่สุด เนื่องจากอัตราสิ้นเปลืองที่ได้นี้ คนอื่นๆก็เคยวัดกันไว้ได้ในระดับ 13-14 กิโลเมตรต่อลิตรเช่นกัน ยิ่งไปดูข้อมูลของรถยนต์ที่อู่ติดแก๊สแห่งหนึ่งเคยทดสอบไว้ ข้อมูลของอู่นี้ค่อนข้างหลากหลาย มีรถหลายรุ่นหลายยี่ห้อมาติดตั้งแก๊ส และเจ้าของอู่ก็ทดสอบกับรถทุกคันว่าอัตราสิ้นเปลืองเท่าไร บันทึกไว้หลายรุ่น
ดังนี้
Freed ติดแก๊สทำได้ 14.37 กิโลเมตรต่อลิตร
รถ MPV คันอื่นๆกลับทำได้ต่ำกว่านี้ทั้งสิ้น อย่างเช่น
Fortuner 2.7 ทำได้ 11.12 กิโลเมตรต่อลิตร
alphard ทำได้ 7.4 กิโลเมตรต่อลิตร
estima ทำได้ 8.05 กิโลเมตรต่อลิตร
innova ทำได้ 9.57 กิโลเมตรต่อลิตร
wish ทำได้ 11.17 กิโลเมตรต่อลิตร
crv g3 2000cc ทำได้ 8.87 กิโลเมตรต่อลิตร
crv g2 2000cc ทำได้ 10.78 กิโลเมตรต่อลิตร
crv g1 2000cc ทำได้ 9.39 กิโลเมตรต่อลิตร
proton exora ทำได้ 10.41 กิโลเมตรต่อลิตร
chev captiva ทำได้ 9.76 กิโลเมตรต่อลิตร
suzuki APV ทำได้ 11.94 กิโลเมตรต่อลิตร
ข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองจากรถติดแก๊สได้จาก http://www.ptc-gas.com/

นี่คือความดีของการใช้เครื่องยนต์ 1500ซีซี เครื่องยนต์เล็กๆ ที่ไม่มูมมาม