ตัวอย่างงานโปสการ์ด Candle in the Winter

ลูกค้าส่งไฟล์งานโปสการ์ดมาให้  จะสั่งพิมพ์ขนาด 5×7 นิ้ว  แต่ไฟล์ต้นฉบับมาใหญ่กว่า และไม่ได้สัดส่วน  ต้องมาปรับแต่งอีกหลายขั้นตอน    แถมข้อมูลด้านหลังก็ยังไม่พร้อม  ต้องมาทำเพิ่มเติมให้  งานด่วนแต่มาไม่ค่อยเรียบร้อย แก้ไขส่งให้ตรวจกันอีกสามรอบ ผ่านไปสามชั่วโมงจึงลงตัว พร้อมจัดพิมพ์ เร่งจริงๆเลย

เปิดบริษัทรับจ้างจัดงานบันเทิงทั่วราชอาณาจักร

เหมือนเป็นจังหวะชีวิตแปลกๆ เพื่อนผมโทรมาชวนผมเปิดบริษัทรับจัดงาน หรือ เรียกภาษาฝรั่งว่า “ออแกไนซ์”  โดยมีหุ้นส่วนกันสามคน  แถมยังมีลูกค้ารอจ่ายเงินอยู่แล้วด้วยหนึ่งราย  อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น  ไม่อยากจะเชื่อเลย

สิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้ก็คือ จะทำในนามบริษัท  ต้องเปิดบริษัท  ต้องจดทะเบียนบริษัท  ต้องเตรียมเรื่องบัญชี จ้างบริษัทบัญชี  รายจ่ายของการจดทะเบียนบริษัทประมาณ 10000 บาท  รายจ่ายประจำเดือนสำหรับสำนักงานบัญชีประมาณเดือนละ 2000 บาท  เพราะถึงปลายปี ต้องทำงบส่งสรรพกรต้องจ่ายเงินก้อนอีกประมาณ 10000 บาท  ตกแล้วจะต้องจ่ายเงินกันปีละ 34000 บาท  คนคิดจะเปิดบริษัทค้าขาย  ต้องจ่ายขนาดนี้เป็นอย่างต่ำ

ผมโทรถามเพื่อนที่มีความรู้เกี่ยวกับบัญชีและจดทะเบียนบริษัท  ได้รับคำแนะนำว่าควรทำในนามบุคคลไปก่อน  หรือจนกว่าลูกค้าเรียกร้องว่าอยากจะค้าขายกับบริษัทจำกัดเท่านั้นแล้วจึงค่อยจดทะเบียนบริษัท  เพราะคณะบุคคลหรือบุคคลจะมีรายจ่ายที่น้อยกว่ากันมาก  แต่ก็ขาดความน่าเชื่อถือ  สิ่งนี้ก็ต้องกลับไปนั่งคิด  จริงๆไม่ต้องคิดก็ได้  ทุกอย่างควรเดินหน้า  แล้วก็ทำให้มันน่าเชื่อถือที่สุด  ถ้าลังเลก็จะไม่ได้ทำ

ผมเสนอชื่อบริษัทว่า “สปีคเกอร์” หรือเขียนอังกฤษว่า SPEAKER เพราะเป็นคำที่เรียกง่าย   มีเพื่อนสาวคนหนึ่ง(แฟนเก่าผมเอง)เสนอเป็นชื่อไทยๆ  อย่างเช่นชื่อ “สังขยา” ที่ผมเคยคิดไว้เล่นๆกับงานดนตรี  ผมก็นึกออกว่าผมชอบชื่อนี้เหมือนกัน  แต่หุ้นส่วนบอกว่า  ชื่อไทยไม่ค่อยเหมาะ  เพราะเน้นงานจากลูกค้าฝรั่ง  ก็เลยผ่านชื่อนี้ไป  แต่ถ้ามีโอกาสต้องตั้งชื่อไทยอีกครั้งกับงานประเภท รับจ้างจัดงาน แบบนี้  ผมจะเสนอชื่อ “บันเทิงบันดาล”

ประชาสัมพันธ์งานของ อำเภอสวนผึ้ง

เพื่อนฝากมาให้ดู ขอให้ช่วยกระจายครับ

http://www.suanphungfestival.com/

บ่นอีกแล้ว

วันนี้เป็นวันที่ผมบ่นว่า  ผมไม่ได้ทำสิ่งที่ผมอยากทำเสียที เป็นครั้้งที่สิบ 

รู้สึกแย่จริงๆเลย

ประชุมเรื่องของเว็บขายภาพ

วันที่ 29 ตุลาคม 2551 ผมกับเพื่อนอีกสองคนได้นั่งคุยกันเรื่องเกี่ยวกับเว็บขายภาพ  เป็นการประชุมหลังจากที่ห่างกันไปนับเดือน  การพูดคุยก็เป็นเรื่องของการแบ่งงานและวางแผนการทำงาน  ในส่วนของการเตรียมภาพก็เป็นหน้าที่ผมเองที่จะรวบรวมภาพที่มีทั้งหมดให้เป็นระเบียบและเตรียมให้พร้อมสำหรับการอัพโหลดเข้าเว็บ  ซึ่งคาดว่าเว็บจะเสร็จเดือนหน้า  

เอกสารสำหรับทำตลาดก็เป็นสิ่งที่จะต้องออกแบบ  ที่ประชุมตกลงกันให้ทุกคนไปออกแบบเอกสารทำตลาดมาคนละชิ้น  ลักษณะที่เห็นพ้องต้องการคืออยากให้เป็นแพ็คเกจที่ดูแปลก พิสดารนิดๆ และดูตั้งใจทำ สามารถวางบนโต๊ะทำงานแล้วให้คนดูสนใจอยากทำความรู้จักกับ sawasdeephoto.com  ซึ่งเท่าที่คุยกันไว้  ปาโกะอยากทำเป็นอัลบั้มภาพแบบวงกลมเจาะรู  ตัวผมเองคิดไปในแง่ของกล่องลูกบาศก์มีภาพอยู่ 6 ด้าน.  ทุกอย่างที่นึกไว้ต้องออกแบบและทำตัวตัวอย่างออกมา  แล้วมานั่งคุยกันใหม่ว่างานชิ้นไหนผลิตได้ง่ายและต้นทุนต่ำกว่ากัน

ที่ประชุมยังมีการกำหนดราคาขายภาพเอาไว้ให้เป็นมาตรฐาน  ภาพจะคิดราคาตามขนาดที่ลูกค้าต้องการ  ขนาดเล็กไม่เกิน 1000px หรือ small จะราคาต่ำสุด  ขนาดที่สองคือไม่เกิน 2000px หรือ medium ก็ราคาสูงขึ้นมาอีกลำดับหนึ่ง  และราคาแพงสุดสำหรับภาพขนาด 3000px ขึ้นไปนับเป็นภาพใหญ่หรือ Large  กำหนดให้ราคาเต็มคิดไว้ที่ 100%    medium คิดราคา 70%  และ 30% สำหรับ Small   ราคาขายที่กำหนดไว้สูงสุดจะใช้ราคาที่ 5000 บาทไว้ก่อน  ถ้าต้องปรับราคาค่อยมาตกลงกันอีกที

รายได้ของเว็บจะจัดสรรเป็น 40-40-20   ตัวแรกเป็นของช่างภาพ  ตัวกลางเป็นของเว็บ ตัวสุดท้ายเป็นคอมมิชชั่น  ในส่วนที่เป็นของเว็บจะเอามาแบ่งครึ่ง  ครึ่งแรกเก็บเข้าบัญชีห้ามถอน  เก็บจนกว่าจะได้เงินครบเจ็ดหมื่นบาท  เพื่อคืนเงินให้คนทำเว็บ(หกหมื่น) และจ่ายค่าเช่าพื้นที่สำหรับปีต่อไป  ส่วนอีกครึ่งจะเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเว็บ  ซึ่งจะมีทั้งการถ่ายรูปเพิ่ม ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ  ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการจ้างพนักงานชั่วคราวหรือประจำสักคนมาช่วยงาน

เวลาขายภาพจะขายทีละภาพ คือราคาภาพละ 5000 บาท  แต่ทางเว็บจะออกโปรโมชั่นให้เหมาจ่ายซื้อล่วงหน้า  7000 บาทสามารถซื้อได้ 5 ภาพ   ลำดับถัดมาก็คือ 10000 บาทซื้อได้ 10 ภาพ    15000 บาทสำหรับ 20 ภาพ   และสุดท้ายคือ 100000 บาทจะให้ภาพได้ไม่จำกัดจำนวน  หรือ unlimit   ลำดับที่หนึ่งแสนบาทนี้ผมคิดเอง  เผื่อว่าจะมีใครต้องการจ่ายหรือเป็นสปอนเซอร์หลักให้กับเว็บ

สปอนเซอร์หลักของเว็บก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะเป็นแหล่งรายได้  ที่ประชุมเห็นด้วยว่าควรจะมี  และควรจะได้ตัวเงินสักหนึ่งแสนบาทขึ้นไปสำหรับสปอนเซอร์หลักหนึ่งราย  แต่ถ้าได้หนึ่งล้านก็ไม่ว่า  ซึ่งสปอนเซอร์หลักจะมีสิทธิ์ได้ใช้ภาพในเว็บได้ไม่จำกัดจำนวน  ตลอดระยะเวลาที่ทำสัญญากัน ซึ่งน่าจะเป็นระยะเวลา 1 ปี

สปอนเซอร์หลักที่นึกออกก็คือ ธนาคาร บริษัทขายกล้อง หน่วยงานรัฐฯอย่างเช่น ททท.  และบริษัทเอกชนทั่วไปที่ทำงานเกี่ยวกับวงการโฆษณาหรือแม้กระทั่งสำนักพิมพ์   ระหว่างนี้ให้ช่วยกันลิสรายชื่อสปอนเซอร์หลักออกมา  แล้วก็เตรียมข้อมูล เตรียม  proposal ไปนำเสนอ  ไม่แน่นะ  รายได้หลักของเว็บอาจจะมาจากสปอนเซอร์ก็ได้  

“เราต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เราจึงจะได้สิ่งที่ไม่เคยได้”  ผมชอบวลีนี้มาก  และคิดว่าเว็บขายภาพคือสิ่งที่ผมไม่เคยทำ และคนอื่นในไทยยังไม่เคยทำ  ผมอาจจะได้อะไรมากกว่าความว่างเปล่า(อยู่แล้วแหละ)  ถ้าเว็บมีระบบที่ดี  มีภาพที่ดี  เว็บนี้ต้องเป็นที่ต้องการแน่นอน  

 

วิดีโองานแต่ง นุตรา-ฉัตรมงคล

ไปงานแต่งมาครับ  ถ่ายวิดีโอนิดหน่อย เลยเอามาตัดต่อให้เจ้าภาพ ขอให้เจ้าภาพมีความสุขกับชีวิตคู่ครับ

 

วิดีโอตอนที่ 1  เป็นงานจัดที่ จ.สระแก้ว วันที่ 14 กันยายน 2551 เดินทางไปก่อนงาน 1 วัน

 

ตอนที่ 2 เป็นงานจัดที่กรุงเทพฯ   วันที่ 29 กันยายน 2551

 

 

การตั้งชื่อไฟล์ให้ไม่ซ้ำกันสำหรับระบบของ sawasdeephoto

เมื่อได้ไฟล์มาแล้ว  ให้ทำการ rename ไฟล์ต้นฉบับและไฟล์ย่อส่วน ด้วยรูปแบบดังนี้user + event + datemonthyear + “n” + number of file  เช่น  user ชื่อ bahh ไปถ่ายรูป ดอกไม้  วันที่ 23 ตุลาคม 2551  จำนวน 150 รูป  ชื่อไฟล์จะต้องตั้งชื่อเป็น  bahhflower23oct2008n001  ถึง bahhflower23oct2008n150

user เป็นชื่อ user ในระบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นชื่อจริง  แต่สามารถค้นหาจากทะเบียนได้ว่า  user  มีชื่อจริงว่าอะไร

event เป็นชื่อเหตุการณ์ หรือชื่องาน  เช่น ไปเที่ยวทะเล ก็ใช้คำว่า sea ไปเที่ยวภาคเหนือ อาจจะใช้คำว่า north  ถ่ายนางแบบอาจใช้คำว่า model

อัตราส่วนรายได้ของเว็บขายภาพ

ราคาขายภาพกำหนดไว้ที่ 100% เมื่อขายได้แล้วจะเอามาแบ่งดังนี้

40% เป็นของช่างภาพ เจ้าของภาพ เจ้าของลิขสิทธิ์ 

40% เป็นของผู้จัดทำเว็บ  

20% เป็นคอมมิชชั่น เป็นส่วนลด เป็นโปรโมชั่นที่แต่ละคนที่เอาไปขาย หรือไปติดต่อลูกค้าสามารถบอกลดราคาได้ 

 

รายจ่ายของเว็บ

ค่าใช้จ่ายรายปี จะเป็นค่าเช่าพื้นที่  ซึ่งมีราคาปีละ 10000 บาท

ค่าใช้จ่ายรายเดือน จะเป็นค่าใช่้จ่ายในส่วนของการพัฒนาเนื้อหา หรือการถ่ายรูปเพิ่มเติม  ซึ่งจะใช้เป็นค่าเดินทาง ค่าจ้างนายแบบนางแบบ  ค่าอุปกรณ์การถ่าย ค่าอุปกรณ์เข้าฉาก  ตกลงกันว่าจะพยายามถ่ายภาพเพิ่มเติมเดือนละ 1 ครั้งใหญ่  เช่นภาพอาหาร  ภาพสัตว์  ภาพออฟฟิศ  ภาพอุปกรณ์เครื่องเขียนสำนักงาน  ฯลฯ 

เรื่องน่าอายของคนไม่ทันโลก

ผมไปซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาแล้วตัวนึง เป็นเครื่องตั้งโต๊ะ  ไม่ได้มีโปรแกรมอะไรมาให้ พนักงานที่ร้านบอกว่าถ้าจะให้ลงให้ก็คิดค่าบริการ 300 บาท  ผมก็เลือกเอากลับมาลงเอง  เพราะเมื่อก่อนตอนทำงานออฟฟิศก็เป็นคนประกอบเครื่องลงโปรแกรมเองตลอดอยู่แล้ว  ก็เลยหิ้วกลับบ้านไม่ได้ทำอะไรเพิ่ม

 

กลับมาบ้านจัดการลงโปรแกรม  ผมลงวินโดส์ให้กับเครื่องคอมฯ  รอบแรก เครื่องแฮงค์  รอบสอง รอบสามยังเหมือนเดิม  เอ๊ะ  มันเป็นอะไร  เครื่องเสียรึเปล่า  แผ่นวินโดส์ที่ผมเคยใช้บ่อยๆไม่น่าจะผิดพลาด  ผมสงสัยว่าเครื่องจะมีปัญหา  แต่คิดว่าไม่น่าจะเป็นจริง  แต่ถ้ามีปัญหาจริงๆก็ต้องยกกลับไปให้พนักงานที่ร้านแก้ให้  ตอนผมเรียนมหาวิทยาลัย คอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ผมซื้อผมต้องยกกลับไปที่ร้านทันทีในวันรุ่งขึ้น  เพราะผมทำมันพังกับมือ  ผ่านมาสิบกว่าปี  ผมยังต้องทำแบบเดิมอีกเหรอเนี่ย  แล้วจะเอาไปโม้กับใครได้ว่าเคยทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์

 

ผมเริ่มเอะใจกับฮาร์ดแวร์ในเครื่องที่มันเปลี่ยนไปจากเมื่อหลายปีก่อนอย่างมาก  มาตรฐานฮาร์ดดิสก์ในปัจจุบันกับเมื่อห้าปีที่แล้วเป็นคนละมาตรฐานกัน  คิดว่าน่าจะเป็นสาเหตุ  เลยไปหาข้อมูลในอินเทอเน็ต  ก็พบว่าสิ่งที่ผมสงสัยนั้นถูกต้อง  คือเขาพบปัญหากันทั้งบ้านทั้งเมือง  ผมก็เลยโล่งใจว่าเครื่องไม่ได้มีปัญหาอะไร  มีวิธีแก้ปัญหาให้แล้ว ไม่ยาก  ไม่ยาก

 

สุดท้ายผมขอให้น้องช่วยลงโปรแกรมให้  พร้อมบอกเล่าถึงปัญหาให้ฟัง  น้องฟังแล้วก็เลยลองทำให้  น้องผมจะชำนาญงานพวกนี้มากกว่าเพราะทำบ่อยกว่าผม  แล้วน้องก็ทำได้เรียบร้อย  เมื่อวานผมกลับบ้านไปก็พบว่าเครื่องคอมฯ ใช้งานได้แล้ว  

 

ผมห่างหายจากการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์และลงโปรแกรมต่างๆเองมานานแล้ว  พอกลับมาทำอีกทีก็เป็นไดโนเสาร์ไม่ทันการเปลี่ยนแปลง  การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดทั้งชีวิต  จริงๆ