นิทานดอกไม้

ตอนเที่ยงวันผมกินข้าวกับสาวคนหนึ่งแล้วก็ต่อด้วยกาแฟเย็นพร้อมโดนัทเสร็จแล้วก็แยกย้าย  ผมเดินกลับมาใหม่ที่ร้านกาแฟอีกครั้งเพื่อซื้อกาแฟเย็นอีกแก้วหนึ่งด้วยบัตรส่วนลด  เพราะตอนที่ซื้อกินด้วยกันสองคน  ผมลืมบัตรสมาชิกไว้ในรถ  ทำให้ผมต้องจ่ายราคาเต็ม  ผมลังเลอยู่ที่รถพักหนึ่งแล้วก็เดินมาซื้อกาแฟอีกรอบ  ผมควรจะได้สิ่งที่ผมควรจะได้  คงเป็นอาการโรคจิตเล็กๆ  แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่  เพราะกาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ผมดื่มประจำอยู่แล้ว  วันนี้จะซื้อแก้วที่สองก็ไม่เห็นแปลก  แต่อาจจะแปลกตรงที่พนักงานในร้านกาแฟยิ้มทักผมอีกครั้งหนึ่ง  และคราวนี้ผมได้ส่วนลดตามที่ผมควรจะได้แล้ว

 

หันหลังเดินออกมา  ผมผ่านร้านดอกไม้  เลยแวะยืนดู  ปกติผมจะยืนดูเครื่องเสียง เครื่องดนตรี กล้องถ่ายรูป  แต่คราวนี้ผมดูดอกไม้  มีดอกไม้หลายประเภท  บางดอกสวยมากจนเหมือนของปลอม  บางดอกเป็นของปลอมที่ดูแล้วยังไงก็ไม่สวย  ผมดูดอกกุหลาบกลุ่มหนึ่งเป็นดอกเล็กๆอยู่ในห่อใสๆ  กลุ่มนึงมีประมาณหกหรือเจ็ดดอก  ขายราคาไม่แพง  ถ้าผมหิ้วดอกไม้กำนี้ไปฝากสาวสักคน เขาคงจะคิดว่าผมสั่งซื้อตามสี่แยกแน่ๆ  เลยมองผ่านไป  เลยไปถึงดอกไม้ในตู้ปรับอากาศ  ดูหน้าตาแล้วราคาคงแพงกว่ากันมาก  ผมนึกถึงหนังเรื่องน๊อตติ้งฮิล  พระเอกถือดอกไม้ไปฝากนางเอกโดยไม่ต้องเป็นโอกาสอะไรพิเศษ  เขาแค่รู้สึกประทับใจในใครสักคนเขาก็ถือดอกไม้ไปฝากได้แล้ว  ผมรู้สึกว่าเป็นเป็นความรู้สึกที่ดี ใส  ผมก็เลยรู้สึกว่าผมอยากซื้อดอกไม้ให้สาวสักคน  คนที่ผมรู้สึกดีด้วย  ผมสั่งซื้อไป แต่ผมไม่สามารถจะอธิบายได้ว่าดอกไม้ในเรื่องน๊อตติ้งฮิลหน้าตาเป็นอย่างไร  ผมจำไม่ได้แม่นและผมไม่รู้จักชื่อดอกไม้  เลยได้ดอกไม้ที่ไม่ค่อยตรงใจนัก  แต่ก็ตรงความตั้งใจคือ  มีดอกไม้ไปฝากคนพิเศษ

 

ออกจากห้างด้วยความเคยชินผมเลี้ยวรถกลับบ้าน  ตัดสินใจกลับไปนั่งทำงานเสียก่อน  รอเลิกงานแล้วค่อยแวะไปให้ดีกว่า  นั่งทำงานไปเพลินๆจนลืมดอกไม้ว่ายังอยู่ในรถ  พอรู้สึกตัวอีกทีก็เกือบเย็นแล้ว  ผมคิดอยู่สักพักก็เลยตัดสินใจออกไปส่งดอกไม้ดีกว่า  ผมไม่อยากให้ดอกไม้เหี่ยวแห้งไปก่อนที่จะถึงมือคนรับ  ระหว่างทางก็คิดไปเรื่อยเปื่อยว่าจะเดินเอาเข้าไปให้ยังไงดี  ก็เลยนึกขึ้นได้ว่าทำเซอร์ไพร้ซ์ดีกว่า  เดี๋ยวเอาไปวางไว้หน้ารถ  ไปถึงที่จอดรถก็เลยเดินหา  ปรากฏว่าหารถไม่เจอ  เลยเดินดูด้านนอกถึงจะรู้ว่ารถอยู่ที่ไหน  ผมแวะไปเอาดอกไม้ที่รถตัวเองแล้วก็เตรียมตัวจะเอาไปวาง  เลือกรูปถ่ายของเจ้าของมาติดไว้กับดอกไม้ด้วยเพื่อให้แน่ใจว่าคนอื่นๆที่เห็นดอกไม้จะไม่หยิบไปเฉยๆ  ทำให้รู้ว่าดอกไม้นี้มีเจ้าของ  คิดๆๆๆๆๆ   สุดท้ายก็ไม่เอาดีกว่า  วางไว้บนรถ  ถ้ามีคนซนหยิบไปเฉยๆก็แย่น่ะสิ  เลยตัดสินใจเอาเข้าไปให้ด้วยตัวเอง  พอเดินเข้าไปที่ตัวตึกก็กลับรู้สึกตื่นเต้นไม่อยากเอาไปให้ซึ่งๆหน้า  ยืนคิดอยู่พักนึง  เลยเอาไปฝากไว้ที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์  ฝากพนักงานว่าให้เอาไปส่งใคร  แล้วผมก็เดินออกมา  

 

ภาระกิจดอกไม้เรียบร้อย  เจ้าของได้รับ  และรู้ว่าใครส่งมาให้  มีคำถามกลับมาว่าโอกาสอะไร  ผมก็ไม่รู้ว่าจะอ้างโอกาสอะไร  บอกไปเพียงแค่  ผมอยากให้  ในใจผมรู้สึกว่าการให้ดอกไม้กับใครสักคนมันเป็นการบอกว่าผมให้ความสำคัญกับคุณนะ  คุณมีความหมายต่อผม  และ ผมจะไม่รอโอกาส  ผมจะไม่รอให้เกิดความผิดแล้วค่อยเอาดอกไม้มาง้อ  ผมอยากจะให้มันแทนความรู้สึกของปัจจุบัน  ผมทำสิ่งที่อยากทำ  ถ้าผมรอโอกาส  รอเทศกาลผมอาจจะไม่ได้ใช้ก็ได้  ความรักของผมอาจไม่ยืนยาวไปถึงวันแห่งความทรงจำวันนั้น  ผมอาจจะเผลอทำผิดพลาดแล้วไม่มีโอกาสง้อ  ผมอาจจะไม่ได้รับโอกาสให้แก้ตัว  ผมเลยไม่เคยคิดว่าผมจะได้ใช้ดอกไม้ในวันที่ยังมาไม่ถึง  มีคนช่างคิดเคยบอกไว้ว่า  ความรักมันไม่ได้สำคัญว่าคุณจะได้ครอบครองหรือไม่  แต่สำคัญตรงที่ว่าในช่วงเวลาที่มีกันอยู่คุณได้ทำอะไรดีๆต่อกันหรือเปล่า  

 

 

ความรักของผมเป็นแบบนี้  อย่าคิดว่าผมจะเป็นแบบนี้แค่สามเดือนหกเดือน  อย่าคิดว่าการที่ผมไม่เคยหงุดหงิดใส่หรือตะคอกเสียงดังมันจะไม่ใช่ตัวจริงของผม  อย่าคิดว่าการที่ผมยอมทำอะไรให้ใครสักคนเป็นเพราะผมไม่ใช่ตัวของตัวเอง  อย่าคิดว่าอีกด้านหนึ่งของผมจะเป็นด้านที่เห็นแก่ตัว  ผมไม่ใช่ใครวิเศษมาจากไหน แต่ผมแค่ไม่ใช่คนแบบที่คุณเคยเจอมาก่อนเท่านั้นเอง

งานเยอะ งานเยอะ งานเยอะ

สถานการณ์บ้านเมืองดูสงบขึ้นเมื่อเลิกการชุมนุม  รถติดมากขึ้นเป็นบางแห่ง น้ำมันถูกลง  ลูกค้าหลายรายเริ่มสั่งของอีกครั้ง  งานที่ติดขัดก็เริ่มไหลได้  งาน Event ที่รับไว้ก็กำลังจะกำหนดวันจัดงานกันใหม่  งานสายการบินก็สั่งิพิมพ์ของที่ค้างไว้ระหว่างการชุมนุม  หลายอย่างค่อยๆฟื้นตัว  แต่ว่า เศรษฐกิจโดยรวมไม่รู้เป็นยังไง  ฟังคนเก่งๆเขาวิเคราะห์(ปนเดา)  เขาว่ากันว่ายังไม่ดีขึ้นแต่จะแย่ลงไปอีก  แล้วจะทำยังไงล่ะเนี่ย?

วันศุกร์ว่างเปล่า ทำไมเหมือนวันหยุดเลยหนอ

วันนี้วันศุกร์ ดูเงียบๆ  เป็นวันศุกร์ที่แปลกมาก  ทุกทีจะต้องไปส่งของ  ไปบางบิล ไปเก็บเช็ค  แต่ทำไมวันนี้กลายเป็นว่าเงียบๆผิดปกติ  หรือว่าลืมทำอะไรไป…..

 

รับงานถ่ายภาพคู่เตรียมไว้โชว์ในงานแต่งเอาไว้  นัดไปถ่ายภาพกันวันที่ 17-18 ที่รีสอร์ทของเพื่อนในจังหวัดราชบุรี  แต่ว่าเมื่อเช้านี้เพิ่งรู้ว่าน้องชายจะไม่อยู่ตลอดสัปดาห์หน้าเพราะจะไปดูงานต่างประเทศ  ผมก็เลยต้องเฝ้า  การดูงานรอบนี้ทำให้ผมต้องยกเลิกทริปถ่ายภาพไปสองทริปเลย  ทริปแรกก็ที่ราชบุรี  ทริปที่สอง วันที่ 20 ธันวาคม 2551 ที่เกาะล้าน  เป็นทริปวันเดียวกลับของกลุ่มถ่ายภาพ  เกาะล้านหน้าตาเป็นยังไงผมก็ยังไม่เคยไป  คิดว่าอยู่ใกล้ๆ  ตอนที่ได้รู้ว่ามีทริปนี้ก็รับปากไปแล้วว่าจะไป  แต่ก็ต้องแห้วตอนที่รู้ว่าน้องชายจะไม่อยู่หลายวัน  แย่เลย  อดเที่ยวอีกแล้ว

 

เมื่อวานนี้  ขับรถยังกับคนบ้า  ส่งของตอนเที่ยงที่อโศก  กลับบ้าน แล้วก็ไปส่งของที่ตลิ่งชันงานพิมพ์ด่วนลูกค้าต้องส่งต่อไปใช้งานที่ราชบุรี  จากนั้นก็วิ่งยาวไปไบเทคเพื่อส่งงานโปสการ์ด  วันเดียวขับรถร้อยกว่ากิโล  เหนื่อยเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้ง่วงนอนเร็วกว่าปกติ  ตอนกลางคืนแวะไปนอนนวดมา  เพื่อนโทรมาคุยตอนเริ่มนวด  โทรเข้ามาทีละสามคน  กว่าจะคุยธุระเสร็จก็เกือบชั่วโมง  นวดขา นวดตัว สบายดี แต่ปวดหัวและหูร้อนเพราะเหน็บโทรศัพท์นานเกินไป

มีเงินออม 4-5 แสนบาท เอาไปทำอะไรดี

มีเงินออม 4-5 แสนบาท เอาไปทำอะไรดี

สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่มากนัก 
พอกินพอใช้เลี้ยงดูครอบครัว 
และมีเงินออมก้อนหนึ่ง
ประมาณ 4-5 แสนบาท 
ควรลงทุนอย่างไร
ให้ได้ประโยชน์พอสมควร
โดยไม่เสี่ยงมาก 
เพราะถ้าเงินลงทุนเกิดเสียหาย
จะทำให้ครอบครัวขาดความมั่นคง
ในทางการเงิน
เพราะรายได้ที่มีก็ไม่มากอยู่แล้ว

1. การมีบ้านของตนเอง
ถือเป็นความสำคัญอันดับแรก 
เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ 
ทุกคนต้องมีบ้านที่อยู่อาศัย
ให้กับตัวเองและครอบครัว 

ประโยชน์ที่ได้จากการซื้อบ้านมีดังนี้

ก. หากเราไม่มีบ้านก็ต้องไปเช่า
จ่ายค่าเช่าเดือนละหลายพันหรือเป็นหมื่น 
เทียบกับการวางเงินดาวน์เพื่อซื้อบ้าน 
ค่าผ่อนจะไม่มากกว่าค่าเช่าเท่าใดนัก 
การวางเงินดาวน์เพียง 10% 
แล้วผ่อนไป 10 ปี, 15 ปี หรือ 20 ปี 
ก็จะเป็นเจ้าของบ้านโดยสมบูรณ์ 
การผ่อนบ้านไม่เป็นภาระหนัก
กว่าการเช่าบ้านเท่าใดนัก 
และถือเป็นการออมเงินไปในตัว

ข. บ้านเป็นทรัพย์สินที่ยิ่งใช้ราคายิ่งเพิ่ม 
ต่างกับการซื้อรถยนต์ 
คอมพิวเตอร์ 
โทรศัพท์มือถือ
ซึ่งใช้ไปไม่นาน
ราคาหายไป 50-90% แล้ว

ค. การอยู่บ้านที่สะดวกสบาย
ได้รับความสุขทางใจอย่างมาก 
ทรัพย์สินบางอย่าง
เราไม่เคยเห็นตัวตน
เช่น เงินฝากแบงค์
หรือหน่วยลงทุนที่ซื้อกับ บลจ. 
หรือหุ้นที่ฝากไว้ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์

ง. เงินผ่อนบ้านหักภาษีได้ปีละ 50,000 บาท
ถ้าคุณมีรายได้ปีหนึ่งเกินกว่า 5 แสนบาท 
ต้องเสียภาษี 20% 
ผ่อนบ้านไป 50,000 บาท 
เท่ากับรัฐบาลคืนภาษีให้ 10,000 บาท

จ. รัฐบาลส่งเสริม
การซื้อขายบ้านมือสอง 
ดังนั้น 
เมื่ออยู่นานไปบ้านเกิดคับแคบ 
เช่น มีลูกเพิ่มขึ้น 
คุณก็สามารถ
ย้ายไปซื้อบ้านหลังใหม่ 
เงินได้จากการขายบ้าน
ได้รับยกเว้นภาษี 
ถ้าคุณอยู่บ้านหลังเดิมตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป 
และเอาเงินที่ขายไปซื้อบ้านหลังใหม่
ภายในหนึ่งปี
ก่อนหรือหลังจากขายบ้านหลังเดิม

ฉ. ต่อไปเมื่อผู้ลงทุนอายุมากและเสียชีวิต 
บ้านก็ยังตกเป็นมรดกให้กับลูกหลานอีกด้วย

2. คนมีรายได้มักจะต้องเสียภาษี 
ดังนั้น ควรซื้อกองทุน RMF 
หรือกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ 
เท่ากับ 15% ของรายได้
เพื่อหักภาษี 
และซื้อกองทุน LTF 
หรือกองทุนหุ้นระยะยาว
อีก 15% ของรายได้ 
ซึ่งกองทุนทั้งสองนี้ใช้หักภาษีได้ทั้งคู่ 
รวมกันลดภาษีไปได้อีก 30% 
การลงทุนต้องพยายามสร้างแต้มต่อ
คือ ใช้หักภาษีได้
เป็นเงินออม และมีผลตอบแทน 
กองทุน RMF และ LTF 
ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 3-10% 
แล้วแต่ประเภทที่เลือกลงทุน

3. หากมีบ้านแล้ว
อยากลงทุนในด้านการเงิน 
แบ่งเงิน 20% หรือ 1 แสนบาท
ไปซื้อกองทุนหุ้นจาก บลจ. 
คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 
เช่น บลจ. ทหารไทย 
บลจ. วรรณ
บลจ. ไทยพาณิชย์
หรือ บลจ. กสิกรไทย 
หากไม่คุ้นเคยกับ บลจ. เหล่านี้ 
ก็ติดต่อธนาคารพาณิชย์ได้ทุกสาขา 
เพราะธนาคารเป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุน
การซื้อกองทุนหุ้นแม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง 
แต่ถ้าเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้ดี 
ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนใน 5 ปี 
เฉลี่ยปีละ 5%

ข้อดีคือ 
หากฉุกเฉินสามารถถอน
มาใช้ได้ทุกเวลา

4. นำเงินอีก 60% 
หรือราว 3 แสนบาท 
ไปซื้อหน่วยลงทุนระยะยาว
ตั้งแต่ 2 ปีขึ้น 
จาก บลจ. 
ซึ่งให้ผลตอบแทน 4.2-4.5% ต่อปี 
โดยไม่ต้องเสียภาษี 
เนื่องจากผู้ลงทุนมีเงินน้อย 
จึงไม่ควรเอาเงินไปเสี่ยงซื้อหุ้น 
ควรหลีกเลี่ยง
การซื้อสลากออมสิน 
เพราะโอกาสถูกรางวัลยากมาก 
และต้องถือไว้ยาวถึง 3 ปี 
ทำให้เงินถูกล็อคอยู่นาน 
ถ้าหากไม่ถูกรางวัลเลยเมื่อครบ 3 ปี 
ได้คืนดอกเบี้ยเพียง 1-2% 
ซึ่งน้อยกว่าการซื้อหน่วยลงทุน
ตั้งครึ่งหนึ่ง

5. เงิน 20% ที่เหลือ 
คือ อีก 1 แสนบาท 
ซื้อทองคำไว้ประมาณ 10 บาท 
เพราะทองคำ
เป็นทรัพย์สินที่มีค่า ไม่เสื่อมสลาย 
มีโอกาสได้กำไรปีหนึ่ง 6-8% 
ซื้อง่ายขายคล่อง 
โดยต้องซื้อจากร้านใหญ่ 
เช่น ฮั่วเซ่งเฮง หรือ จินฮั้วเฮง 
อย่าซื้อทองคำจากร้านเล็ก ๆ 
เนื่องจากทองคำต้องได้มาตรฐาน 
คือ มีเนื้อทองบริสุทธิ์ 96.5% 
และ 1 บาท 
ต้องได้น้ำหนัก 15.16 กรัม 
การซื้อทองจากร้านเล็ก ๆ 
จะได้น้ำหนักไม่ครบ
ตามพิกัดและความบริสุทธิ์
ไม่ถึง 96.5% ด้วย 
ต้องระวังในเรื่องนี้

แม้สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค
หรือ สคบ. 
จะมีการตรวจสอบอยู่ แต่อย่าเสี่ยงดีกว่า

เหตุที่ไม่แนะนำให้เอาเงินฝากธนาคาร
เนื่องจากได้ดอกเบี้ยต่ำมาก
และเมื่อรับดอกเบี้ย
ยังถูกรัฐบาลเก็บภาษีอีก 15% 

เราควรพยายามออมทุกเดือน 
ดังนั้น 
รายได้ประจำ
หากมีเงินเหลือก็ฝากออมทรัพย์ไว้
เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน 
และเมื่อมีเงินฝากออมทรัพย์
ถึง 80,000 บาทแล้ว 
เอาส่วนที่เกินไปลงทุนใน 3-4 แบบ 
ตามที่กล่าวข้างต้น

ท้ายที่สุดการออมและลงทุนต้องมีวินัย 
ใช้ระยะเวลายาวมาก 
ต้องอดทน…

ขอบคุณ 
แนวคิดของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร

ใครบางคนเล่นตลกกับเรา

เมื่อวานหลังจากที่พยายามช่วยเหลือลูกค้าสายการบิน เร่งทำป้ายไปใช้งานที่ไบเทคเทอมินัล วันนี้การชุมนุมสลายตัวแล้ว สายการบินกำลังจะกลับไปใช้งานที่สนามบิน ป้ายเร่งด่วนที่สั่งไว้ ก็ไม่ต้องส่งด่วนแล้ว จากที่ต้องไปส่งที่ไบเทคตอนบ่ายๆลูกค้าก็แจ้งว่าไม่รีบแล้ว ทำไปรึยัง ถ้ายังไม่ทำขอดูปรู๊ฟก่อนได้ไหม ผมก็เลยบอกไปว่าพิมพ์เสร็จแล้วกำลังประกอบอยู่ ทางคุณลูกค้าเลยให้ส่งที่อ๊อฟฟิศก็ได้ นี่ถ้ายังไม่ได้เริ่มพิมพ์สงสัยอาจจะขอยกเลิกก็เป็นไปได้
การปิดสนามบินเดือดร้อนหนักมาก ผมได้งานเพิ่มขึ้นจากปัญหาครั้งนี้ และกำลังจะถูกยกเลิกงานบางงานเพราะปัญหามันคลี่คลาย ทุกคนควรจะดีใจที่สถานการณ์ดีขึ้น กลับสู่ความสงบ ผมก็ดีใจนะเนี่ยที่ไม่ต้องทำงานบนความเดือดร้อนของประเทศชาติ

วันที่ยุ่งเหยิง เหน็ดเหนื่อย หิวข้าว

วันนี้เป็นวันที่มีรายการงานที่ต้องทำเยอะมาก  เขียนเป็นบรรทัดได้ประมาณสิบบรรทัด  และทุกๆครึ่งชั่วโมงก็จะมีรายการใหม่ๆแทรกเข้ามาให้ต้องทำเพิ่ม  เร่ิมจากงานของเพื่อนที่ต้องถ่ายภาพเพิ่มเติม  นอกจากรับงานที่ส่งมาแล้ว ยังต้องมาถ่ายภาพสินค้าให้ด้วย  ได้ภาพมาแล้วก็ต้องตกแต่งภาพแล้วเอาไปใส่ในงาน  สิ่งที่ควรจะจ้างช่างฟรีแลนซ์มาทำก็คือการแต่งภาพและประกอบเข้าไปในงาน  แต่ฟรีแลนซ์ไม่ว่างทำ  ก็เลยต้องทำเอง  นี่เป็นแค่หนึ่งในสิบของวันที่วุ่นวาย

IMG_9316a&w-r

สายๆถึงเที่ยงกว่าเคลียร์งานทีละอย่าง จากสิบอย่างเหลือสองอย่าง  รู้สึกว่ามึนๆเลยออกไปหาอะไรกินข้างนอก  ตอนบ่ายๆหลังจากไปหาข้าวกินข้างนอกแล้ว ก็กลับมาทำงานยุ่งๆที่ยังเหลืออยู่  นกแอร์โทรมาถามเรื่องพิมพ์ป้ายด่วน  เนื่องจากการชุมนุมยืดสนามบินทำให้สายการบินต่างๆต้องแห่ไปเปิดบู๊ทที่ไบเทคเพื่อบริการนักท่องเที่ยว  และนกแอร์ก็ต้องการใช้ป้ายต่างๆเพื่อบอกทางแก่นักท่องเที่ยว  งานด่วนก็เลยต้องวิ่งไปรับข้อมูลที่บริษัทตอนเย็นๆ  เพื่อจะเอากลับมาทำตอนดึกๆ  วันรุ่งขึ้นจะได้มีส่ง  ไปถึงนกแอร์ก็เกือบเลิกงาน  นั่งรองานอยู่เกือบชั่วโมง  ได้มาแล้วก็รีบเอาไปส่งซัพพลายเออร์  โชคดีที่วันนี้โรงพิมพ์ไม่มีโอที  ไม่งั้นก็อาจจะต้องกังวลว่าต้องกลับไปเฝ้า  สองทุ่มอยู่แถวจรัญสนิทวงศ์  ส่งงานให้ซัพพลายเออร์ทำต่อ  แล้วสามทุ่มก็ไปโผล่ที่ไบเทค  เอาปรู๊ฟงานไปส่ง  

ที่ไบเทคก็มีการตั้งพื้นที่เพื่อเช็คอินขึ้นเครื่องบิน  มีเครื่องเอ็กซเรย์มาติดตั้ง  ไปส่งงานแล้วก็ยืนคุยกับเพื่อนนิดหน่อย  เห็นสภาพที่ไบเทคแล้วก็รู้สึกว่า  ยังมีคนที่รักประเทศไทยอีกตั้งหลายคนที่พยายามแก้ไขความเสียหายให้ลดน้อยลง  ภาพเหล่านี้น่าจะได้มีการถ่ายทอดกลับไปให้คนชุมนุมประท้วงได้เห็นว่าคนที่รักประเทศและไม่เห็นแก่ตัวเขาทำตัวกันอย่างไร  เหนื่อยแค่ไหน  

เกือบสี่ทุ่มยังไม่ได้กินมื้อเย็นเลย  กลับมาแถวบ้าน  หาของกินใกล้บ้านแล้วก็เดินหมดแรงเข้าบ้าน  วันนี้เป็นวันที่ยุ่งเหยิงและเหนื่อยและหิวมาก

เจอดีจนได้ ประท้วงจนความเดือดร้อนกระจายตัว

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 พันธมิตร เคลื่อนตัวเข้้าปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้เที่ยวบินทั้งหมดถูกยกเลิก  สิ่งที่ตามมาก็คือคนเดินทางกว่าสี่พันคนในวันนั้นต้องติดอยู่ในสนามบิน  การค้าขายกับต่างประเทศบางอย่างเริ่มมีปัญหา  การท่องเที่ยวเสียหายทันทีไม่ต้องตีราคา  ปัญหาดูเหมือนจะอยู่ไกลตัวคนทำงานอย่างผม  แต่ในที่สุดมันก็ส่งผลจนได้

 

ผมกับเพื่อนกำลังทำงานออแกไนเซอร์  กำลังจะจัดงานเลี้ยงของฝรั่งกลุ่มหนึ่ง  บริษัทของผมรับผิดชอบการจัดงาน  เงินหมุนเวียนในงานนี้ประมาณหนึ่งแสนบาท  บริษัทสำรองจ่ายของไปบางรายการ  กำหนดการเหลืออีกไม่กี่วัน  การเตรียมงานเริ่มไปแล้วเกินครึ่ง  พอมาเจอเหตุการณ์ปิดสนามบิน  ฝรั่งก็ไม่สามารถเดินทางได้  ได้แต่ภาวนาว่า เหตุการณ์จะจบเร็ว  ถ้ายืดเยื้อแล้วเครื่องบินเข้าออกไม่ได้  งานก็ล่ม  การยกเลิกงานไม่รู้ว่าจะขอเก็บเงินอะไรกลับมาได้บ้าง  รู้แต่ว่าสิ่งที่ลงทุนจ่ายไปแล้วขอคืนไม่ได้  ….เศร้าไหม  ไม่คิดเลยว่าความยับเยินของเศรษฐกิจจะส่งผลกับผมด้วย  ทีแรกคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว  คิดถึงคนที่ทำธุรกิจท่องเที่ยว  คนทำธุรกิจส่งออก  คนที่ค้าขายกับต่างประเทศ  เขาน่าสงสารกว่าผมอีก  ความเสียหายครั้งนี้ไม่รู้จะต้องใช้เวลาเยียวยานานเท่าไหร่  ภาพลักษณ์ของประเทศยังมีเวลากู้  จะหนึ่งปี หรือห้าปี ก็ยังรอได้  แต่ธุรกิจของเอกชนบางราย  แค่หนึ่งวัน หรือแค่รายได้ที่หายไปในช่วงเวลาแย่ๆ  สายป่านเขาไม่ยาว เขาไม่สามารถอดข้าวได้เป็นเดือน  ดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เคยหยุดทำงาน  ธุรกิจพังทันที  ไม่รู้จะไปทวงคืนจากใครเลย

ตัวอย่างงานโปสการ์ด Candle in the Winter

ลูกค้าส่งไฟล์งานโปสการ์ดมาให้  จะสั่งพิมพ์ขนาด 5×7 นิ้ว  แต่ไฟล์ต้นฉบับมาใหญ่กว่า และไม่ได้สัดส่วน  ต้องมาปรับแต่งอีกหลายขั้นตอน    แถมข้อมูลด้านหลังก็ยังไม่พร้อม  ต้องมาทำเพิ่มเติมให้  งานด่วนแต่มาไม่ค่อยเรียบร้อย แก้ไขส่งให้ตรวจกันอีกสามรอบ ผ่านไปสามชั่วโมงจึงลงตัว พร้อมจัดพิมพ์ เร่งจริงๆเลย

เปิดบริษัทรับจ้างจัดงานบันเทิงทั่วราชอาณาจักร

เหมือนเป็นจังหวะชีวิตแปลกๆ เพื่อนผมโทรมาชวนผมเปิดบริษัทรับจัดงาน หรือ เรียกภาษาฝรั่งว่า “ออแกไนซ์”  โดยมีหุ้นส่วนกันสามคน  แถมยังมีลูกค้ารอจ่ายเงินอยู่แล้วด้วยหนึ่งราย  อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น  ไม่อยากจะเชื่อเลย

สิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้ก็คือ จะทำในนามบริษัท  ต้องเปิดบริษัท  ต้องจดทะเบียนบริษัท  ต้องเตรียมเรื่องบัญชี จ้างบริษัทบัญชี  รายจ่ายของการจดทะเบียนบริษัทประมาณ 10000 บาท  รายจ่ายประจำเดือนสำหรับสำนักงานบัญชีประมาณเดือนละ 2000 บาท  เพราะถึงปลายปี ต้องทำงบส่งสรรพกรต้องจ่ายเงินก้อนอีกประมาณ 10000 บาท  ตกแล้วจะต้องจ่ายเงินกันปีละ 34000 บาท  คนคิดจะเปิดบริษัทค้าขาย  ต้องจ่ายขนาดนี้เป็นอย่างต่ำ

ผมโทรถามเพื่อนที่มีความรู้เกี่ยวกับบัญชีและจดทะเบียนบริษัท  ได้รับคำแนะนำว่าควรทำในนามบุคคลไปก่อน  หรือจนกว่าลูกค้าเรียกร้องว่าอยากจะค้าขายกับบริษัทจำกัดเท่านั้นแล้วจึงค่อยจดทะเบียนบริษัท  เพราะคณะบุคคลหรือบุคคลจะมีรายจ่ายที่น้อยกว่ากันมาก  แต่ก็ขาดความน่าเชื่อถือ  สิ่งนี้ก็ต้องกลับไปนั่งคิด  จริงๆไม่ต้องคิดก็ได้  ทุกอย่างควรเดินหน้า  แล้วก็ทำให้มันน่าเชื่อถือที่สุด  ถ้าลังเลก็จะไม่ได้ทำ

ผมเสนอชื่อบริษัทว่า “สปีคเกอร์” หรือเขียนอังกฤษว่า SPEAKER เพราะเป็นคำที่เรียกง่าย   มีเพื่อนสาวคนหนึ่ง(แฟนเก่าผมเอง)เสนอเป็นชื่อไทยๆ  อย่างเช่นชื่อ “สังขยา” ที่ผมเคยคิดไว้เล่นๆกับงานดนตรี  ผมก็นึกออกว่าผมชอบชื่อนี้เหมือนกัน  แต่หุ้นส่วนบอกว่า  ชื่อไทยไม่ค่อยเหมาะ  เพราะเน้นงานจากลูกค้าฝรั่ง  ก็เลยผ่านชื่อนี้ไป  แต่ถ้ามีโอกาสต้องตั้งชื่อไทยอีกครั้งกับงานประเภท รับจ้างจัดงาน แบบนี้  ผมจะเสนอชื่อ “บันเทิงบันดาล”

ประชาสัมพันธ์งานของ อำเภอสวนผึ้ง

เพื่อนฝากมาให้ดู ขอให้ช่วยกระจายครับ

http://www.suanphungfestival.com/

บ่นอีกแล้ว

วันนี้เป็นวันที่ผมบ่นว่า  ผมไม่ได้ทำสิ่งที่ผมอยากทำเสียที เป็นครั้้งที่สิบ 

รู้สึกแย่จริงๆเลย

ประชุมเรื่องของเว็บขายภาพ

วันที่ 29 ตุลาคม 2551 ผมกับเพื่อนอีกสองคนได้นั่งคุยกันเรื่องเกี่ยวกับเว็บขายภาพ  เป็นการประชุมหลังจากที่ห่างกันไปนับเดือน  การพูดคุยก็เป็นเรื่องของการแบ่งงานและวางแผนการทำงาน  ในส่วนของการเตรียมภาพก็เป็นหน้าที่ผมเองที่จะรวบรวมภาพที่มีทั้งหมดให้เป็นระเบียบและเตรียมให้พร้อมสำหรับการอัพโหลดเข้าเว็บ  ซึ่งคาดว่าเว็บจะเสร็จเดือนหน้า  

เอกสารสำหรับทำตลาดก็เป็นสิ่งที่จะต้องออกแบบ  ที่ประชุมตกลงกันให้ทุกคนไปออกแบบเอกสารทำตลาดมาคนละชิ้น  ลักษณะที่เห็นพ้องต้องการคืออยากให้เป็นแพ็คเกจที่ดูแปลก พิสดารนิดๆ และดูตั้งใจทำ สามารถวางบนโต๊ะทำงานแล้วให้คนดูสนใจอยากทำความรู้จักกับ sawasdeephoto.com  ซึ่งเท่าที่คุยกันไว้  ปาโกะอยากทำเป็นอัลบั้มภาพแบบวงกลมเจาะรู  ตัวผมเองคิดไปในแง่ของกล่องลูกบาศก์มีภาพอยู่ 6 ด้าน.  ทุกอย่างที่นึกไว้ต้องออกแบบและทำตัวตัวอย่างออกมา  แล้วมานั่งคุยกันใหม่ว่างานชิ้นไหนผลิตได้ง่ายและต้นทุนต่ำกว่ากัน

ที่ประชุมยังมีการกำหนดราคาขายภาพเอาไว้ให้เป็นมาตรฐาน  ภาพจะคิดราคาตามขนาดที่ลูกค้าต้องการ  ขนาดเล็กไม่เกิน 1000px หรือ small จะราคาต่ำสุด  ขนาดที่สองคือไม่เกิน 2000px หรือ medium ก็ราคาสูงขึ้นมาอีกลำดับหนึ่ง  และราคาแพงสุดสำหรับภาพขนาด 3000px ขึ้นไปนับเป็นภาพใหญ่หรือ Large  กำหนดให้ราคาเต็มคิดไว้ที่ 100%    medium คิดราคา 70%  และ 30% สำหรับ Small   ราคาขายที่กำหนดไว้สูงสุดจะใช้ราคาที่ 5000 บาทไว้ก่อน  ถ้าต้องปรับราคาค่อยมาตกลงกันอีกที

รายได้ของเว็บจะจัดสรรเป็น 40-40-20   ตัวแรกเป็นของช่างภาพ  ตัวกลางเป็นของเว็บ ตัวสุดท้ายเป็นคอมมิชชั่น  ในส่วนที่เป็นของเว็บจะเอามาแบ่งครึ่ง  ครึ่งแรกเก็บเข้าบัญชีห้ามถอน  เก็บจนกว่าจะได้เงินครบเจ็ดหมื่นบาท  เพื่อคืนเงินให้คนทำเว็บ(หกหมื่น) และจ่ายค่าเช่าพื้นที่สำหรับปีต่อไป  ส่วนอีกครึ่งจะเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเว็บ  ซึ่งจะมีทั้งการถ่ายรูปเพิ่ม ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ  ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการจ้างพนักงานชั่วคราวหรือประจำสักคนมาช่วยงาน

เวลาขายภาพจะขายทีละภาพ คือราคาภาพละ 5000 บาท  แต่ทางเว็บจะออกโปรโมชั่นให้เหมาจ่ายซื้อล่วงหน้า  7000 บาทสามารถซื้อได้ 5 ภาพ   ลำดับถัดมาก็คือ 10000 บาทซื้อได้ 10 ภาพ    15000 บาทสำหรับ 20 ภาพ   และสุดท้ายคือ 100000 บาทจะให้ภาพได้ไม่จำกัดจำนวน  หรือ unlimit   ลำดับที่หนึ่งแสนบาทนี้ผมคิดเอง  เผื่อว่าจะมีใครต้องการจ่ายหรือเป็นสปอนเซอร์หลักให้กับเว็บ

สปอนเซอร์หลักของเว็บก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะเป็นแหล่งรายได้  ที่ประชุมเห็นด้วยว่าควรจะมี  และควรจะได้ตัวเงินสักหนึ่งแสนบาทขึ้นไปสำหรับสปอนเซอร์หลักหนึ่งราย  แต่ถ้าได้หนึ่งล้านก็ไม่ว่า  ซึ่งสปอนเซอร์หลักจะมีสิทธิ์ได้ใช้ภาพในเว็บได้ไม่จำกัดจำนวน  ตลอดระยะเวลาที่ทำสัญญากัน ซึ่งน่าจะเป็นระยะเวลา 1 ปี

สปอนเซอร์หลักที่นึกออกก็คือ ธนาคาร บริษัทขายกล้อง หน่วยงานรัฐฯอย่างเช่น ททท.  และบริษัทเอกชนทั่วไปที่ทำงานเกี่ยวกับวงการโฆษณาหรือแม้กระทั่งสำนักพิมพ์   ระหว่างนี้ให้ช่วยกันลิสรายชื่อสปอนเซอร์หลักออกมา  แล้วก็เตรียมข้อมูล เตรียม  proposal ไปนำเสนอ  ไม่แน่นะ  รายได้หลักของเว็บอาจจะมาจากสปอนเซอร์ก็ได้  

“เราต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เราจึงจะได้สิ่งที่ไม่เคยได้”  ผมชอบวลีนี้มาก  และคิดว่าเว็บขายภาพคือสิ่งที่ผมไม่เคยทำ และคนอื่นในไทยยังไม่เคยทำ  ผมอาจจะได้อะไรมากกว่าความว่างเปล่า(อยู่แล้วแหละ)  ถ้าเว็บมีระบบที่ดี  มีภาพที่ดี  เว็บนี้ต้องเป็นที่ต้องการแน่นอน