โปสการ์ดพิษณุโลก-เพชรบูรณ์ แบบมีต้นขั้ว ขนาดที่ฉีกออกมาจะได้โปสการ์ด 4×6 นิ้ว ในเล่มมี 6 ใบ เย็บเล่มด้วยห่วงเหล็ก
Category Archives: Uncategorized
ไปหัดทำกระดาษที่เชียงใหม่
poo poo paper เป็นสถานที่ผลิตกระดาษจากขี้ช้าง มีสาธิตการทำกระดาษ มี work shop ให้แก้ผู้สนใจ
ภาพที่ชอบจากกล้อง polaroid z340
ลดน้ำหนักง่ายๆแบบคนขี้เกียจ ตอนที่3 เลือกวิธี
การลดน้ำหนักมีหลายวิธี แต่วิธีหนึ่งที่จะไม่ทำเด็ดขาดเลยคือการลดด้วยการกินยา ด้วยคำขู่มากมายว่ากินยาแล้วลดได้แต่มันจะโยโย่ มันจะผอมแป๊ปเดียวแล้วน้ำหนักก็จะขึ้น แม้ผมจะไม่เคยทดลองกินยา แต่ก็กลัว กลัวว่าจะมีผลข้างเคียงอื่นๆที่เราคงไม่ปลื้ม และอีกอย่าง ก็ไม่รู้จะกินยาอะไร หายาจากที่ไหน ในชีวิตไม่เคยเข้าคลีนิคเกี่ยวกับการลดน้ำหนักและคลีนิคเกี่ยวกับความงามใดๆเลย
วิธีออกกำลัง วิธีนี้เป็นวิธีที่เป็นความหวังของคนส่วนใหญ่ อยากผอมให้ออกกำลังกาย อยากตัวใหญ่ให้ออกกำลังกาย การออกกำลังกายเป็นยาวิเศษทำให้ตัวเล็กก็ได้ ทำให้ตัวใหญ่ก็ได้ ผมเคยพยายามเหมือนกัน เมื่อสักสิบปีก่อน ผมอยากจะแข็งแรง อยากมีอายุยืน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับน้ำหนักตัว ก็เลยทดลองวิ่ง ผลการวิ่งก็คือ ผมวิ่งไปร้อยเมตรผมก็หอบเหนื่อยจนรู้สึกว่าหายใจไม่ทัน วิ่งบนเครื่องออกกำลังกายก็วิ่งได้ไม่ถึงนาที หัวใจก็เต้นราวกับว่าจะหลุดออกมาจากร่าง เพราะคนไม่เคยออกกำลังกายเลย แม้ผมจะถือกล้องรับจ้างถ่ายภาพได้เป็นวันๆ แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยแบบการวิ่ง ผมทนวิ่งน้อยๆอยู่หลายครั้ง ก็ลองไปวิ่งในสวนสาธารณะเล็กๆ วิ่งไปรอบเดียวก็รู้สึกเหนื่อยมาก อยากจะนั่งพัก ร้องเท้าที่อุตส่าห์ไปหาซื้อมาก็ทำงานได้ไม่กี่นาที พอวิ่งขึ้นรอบสองผมก็เดินแล้ว จบทริปสวนสาธารณะผมวิ่งไป 2 รอบ คนอื่นๆวิ่งไปสิบรอบ ในใจก็คิดว่า เดี๋ยวอีกหลายๆครั้งร่างกายก็จะชิน แล้วผมก็จบการวิ่งด้วยการไปหาอะไรกินต่อตอนค่ำๆ รู้สึกตัวอีกทีก็กินไป 4 มื้อ ยิ่งวิ่งก็ยิ่งกินดึก ประกอบกับผมไม่ว่างอย่างสม่ำเสมอ ก็คือไม่ได้มีความพยายามจัดเวลาให้กับการวิ่งนั่นเอง ก่อนจะวิ่งผมต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดวิ่ง รองเท้าถุงเท้าต้องพร้อม ไปวิ่งให้จบ แล้วก็อาบน้ำ แล้วค่อยกลับเข้าสู่โหมดปกติของวัน วันที่วิ่งนี้ผมใช้เสื้อผ้า 2 ชุด มันก็ดูผิดปกติสำหรับชีวิตแบบผม กลายเป็นความรู้สึกว่าต้องเตรียมตัวเยอะเหลือเกิน ซึ่งมันก็เป็นข้ออ้างทั้งสิ้น ถ้าผมเจ็บป่วยแล้ววิ่งคือคำตอบผมคงจะยอมทำไม่อ้างอะไร แต่ผมไม่ได้ไร้ทางเลือก เชื่อว่าการลดน้ำหนักไม่ได้มีคำตอบเดียว การวิ่งจึงยังไม่ใช่
ผมใช้วิธีกินน้อยลงดีกว่า คิดได้เท่านี้ก็เริ่มทำเลย โดยมีเหตุผลว่า การลดน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมจะต้องเผาผลาญพลังงานไปให้ได้ 7000 กิโลแคลอรี่ แต่ถ้าไม่วิ่ง ผมก็ต้องกินอาหารน้อย หรือกินอาหารให้พลังงานติดลบ ข้อมูลของนักโภชนาการบอกว่า อัตราเฉลี่ยของผู้ชายน้ำหนักประมาณ 80 กิโลกรัมใน 24 ชั่วโมงจะใช้พลังงาน 2500 กิโลแคลอรี่ ตั้งแต่นอน ตื่นมาทำกิจกรรมต่างๆรวมถึงการทำงาน และต่อเนื่องจนถึงเวลากลับเข้านอน แปลว่าต่อให้เรานั่งเฉยๆหายใจทิ้ง นั่งๆนอนๆก็จะใช้พลังานใกล้เคียงกับตัวเลขนี้ คือ 2500กิโลแคลอรี่ การกินอิ่มพอดีก็มักจะคิดเป็นพลังงานที่กินเข้าไปประมาณ 2500 กิโลแคลอรี่เช่นกัน ถ้าเราจัดระดับการกินให้พอดีกับระดับการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ตัวเราก็จะน้ำหนักคงที่อยู่ได้ไปเป็นปี ซึ่งทุกคนก็น่าจะเคยมีช่วงเวลาที่น้ำหนักคงที่ คือน้ำหนักไม่ขึ้นไม่ลงแบบนั้นอยู่เป็นปี เทคนิคน้ำหนักคงที่ก็คือกินแค่พออิ่ม อิ่มแล้วหยุดกิน
แต่ถ้าจะลดน้ำหนัก ก็ต้องกินให้พลังงานที่เข้าปากมันน้อยลงกว่าปกตินั่นเอง ถ้ากินน้อยลงไปวันละ 1000 กิโลแคลอรี่ เท่ากับว่า 7 วัน ร่างกายเราจะเผาพลังงานเกินการกิน ทำให้แคลอรี่ติดลบไป 7000กิโลแคลอรี่ คิดเป็นการลดน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม ดูเหมือนไม่เยอะ แต่ถ้าทำครบเดือนก็จะลดไป 4 กิโลกรัม ถ้าทำไปให้ครบ 4 เดือน เราก็จะลดน้ำหนักลงได้ประมาณ 16 กิโลกรัม ซึ่งไม่น้อยเลย ถามอีกแบบหนึ่งก็ได้ว่า ถ้าเลือกน้ำหนักได้ เราอยากน้ำหนักเท่าไหร่ คำตอบของผมคือ 75 กิโลกรัม เพราะผมสูง 175cm ตามสูตรง่ายๆของน้ำหนักที่เหมาะสม คือ ความสูง – 100cm = น้ำหนักตัวของผู้ชาย นั่นคือผมต้องลด 16 กิโลกรัมนั่นเอง
วิธีกินน้อยลงนี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าผมทำได้ เพราะมันไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลย หายใจทิ้งก็เผาผลาญพลังไปเรื่อยๆอยู่แล้ว เราแค่กินน้อยลง แต่จะกินน้อยยังไงให้มันติดลบสัก 1000 กิโลแคลอรี่ คำตอบก็คือ กินครึ่งจานครับ เราเคยกินอะไรเต็มจาน ก็เปลี่ยนเป็นกินครึ่งจาน เคยตักข้าว 2 ทัพพี ก็ตักแค่ 1 ทัพพี เคยซื้อข้าวกล่องกินก็กินครึ่งกล่องแล้วส่วนที่เหลืออีกครึ่งให้กินมื้อต่อไป หากซื้อกินมื้อเช้า ก็แบ่งกินเช้าครึ่งนึงกลางวันครึ่งนึง หากซื้อกินมื้อกลางวันก็แบ่งกินกลางวันครึ่งนึงเย็นครึ่งนึง สิ่งที่กินทุกอย่างให้ลดลงครึ่งเสมอ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดและต้องงดทันที 100% ก็คือ ของหวาน น้ำหวาน พวกกาแฟเย็นนี่ตัวดีเลย คนเรามักจะอ้วนจากน้ำอัดลม และอ้วนจากกาแฟเย็น ถ้าเราลดได้ก็จะทำให้แผนการกินน้อยของเราได้ผลทันที ผมเปลี่ยนจากกาแฟเย็นมาเป็นกาแฟดำ หากชงเองก็ใส่แต่กาแฟ ไม่ใส่ครีม ไม่ใส่น้ำตาล หากไปสั่งกินที่ร้านก็สั่งกาแฟดำ ซึ่งแก้วแรกที่เริ่มกินกาแฟดำก็ต้องบอกว่า เปรี้ยวมาก ฝาดมาก แต่ก็ทนกินไปให้ชิน ส่วนขนมหวาน ขนมถุงกรอบๆ ของกินมันๆที่แสนอร่อยทั้งหลาย ผมงดเลย ไม่แตะไม่กินเลย
เพียงเท่านี้เราก็จะใช้ชีวิตแบบ เผาผลาญพลังงานได้อย่างสม่ำเสนอ และจะน้ำหนักตัวลดลงได้ตามเป้าคือ 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
ดู “นักเรียน Home School เยาวชนผู้สนใจดาราศาสตร์ ! ด.ช.นพวิชัย เหม่งเวหา Suthichai Live สุทธิชัย Live” ใน YouTube

ลดน้ำหนักง่ายๆแบบคนขี้เกียจ ตอนที่2 เราอ้วนขึ้นได้อย่างไร
“คนเราจะอ้วนขึ้นเพราะกินเยอะครับ”
เป็นคำตอบสั้นๆ แต่จริง เดี๋ยวลองมาดูกันยาวๆว่ามันเป็นไปอย่างไรกัน
นักโภชนาการเคยบอกว่า น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมจะคู่กับตัวเลข 7000 กิโลแคลอรี่ หมายความว่า ถ้าเราอยากลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เราต้องเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้ได้ 7000 กิโลแคลอรี่ หรือ ใช้ชีวิตให้ติดลบ 7000 กิโลแคลอรี่ นั่นเอง ซึ่งอาจจะทำโดยการออกกำลังกาย ขณะเดียวกัน ถ้าเราจะเพิ่มน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ก็ต้องกินให้ได้แคลอรี่ตกค้างในร่างกาย 7000 กิโลแคลอรี่ ที่ใช้คำว่าตกค้างก็เพราะว่า ต่อให้เรากินวันนี้เข้าไป 7000 กิโลแคลอรี่ พรุ่งนี้เราก็ขับถ่ายออกไปส่วนใหญ่ คงเหลือค้างไว้ในร่างกายคงจะไม่กี่ร้อยแคลอรี่ แม้จะดูเล็กน้อย แต่ถ้าทำหลายๆวันมันก็สะสมจนน้ำหนักตัวขึ้นมาได้นั่นเอง
นิสัยการกินแหลกนี่แหละที่ทำให้น้ำหนักตัวขึ้น เพราะผมเป็นคนไม่ออกกำลังกาย การกินอะไรเข้าไป ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มน้ำหนักตัวอยู่แล้ว สมมุตว่า ถ้าเรากินแล้วแคลอรี่สะสมในร่างกายเป็น +100 กิโลแคลอรี่ต่อวัน เราจะใช้เวลา 70 วันที่จะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม หรือสองเดือนเศษ ถ้าทำต่อเนื่องปีนึงก็จะน้ำหนักขึ้น 100*365 / 7000 ก็จะได้ 5.2 กิโลกรัม แปลว่า กินเพลินๆ กินทุกวัน กินเกินความต้องการของร่างกายไปเล็กน้อยสักปีนึง น้ำหนักขึ้น +5.2 กิโลกรัม มันเป็นตัวเลขที่เป็นไปได้ สมมุติว่าเราไม่ได้กินล้นทุกวัน แต่กินแค่วันเว้นวัน เราก็จะน้ำหนักตัวขึ้นปีละ 2.6 กิโลกรัม ถ้าผ่านไป 10 ปี น้ำหนัก +26 กิโลกรัม ลองนึกดูว่าจริงไหม ผมเคยหนัก 67 กิโลกรัมตอนอายุ 20 แต่พออายุ 40 ผมหนักประมาณ 90 กิโล ส่วนต่างประะมาณ 23 กิโลกรัมนี้มีที่มาจากการกินล้นๆ กินเกินความต้องการ ก็คือกินแหลกนั่นเอง
กาแฟเย็นซื้อที่ปากซอยทุกครั้งที่เดินผ่าน
เราคงเคยคุยกับเพื่อนว่าปีนี้กินเยอะมากเลย ไม่กี่เดือนน้ำหนักขึ้น 5 กิโล มันก็มาจากการสะสมแบบนี้แหละครับ ตัวเลข +100 กิโลแคลอรี่ต่อวันมาจากอาหารอะไรบ้าง เราจะไม่พูดถึงอาหาร 3 มื้อที่เราต้องกินประจำนะครับ แต่จะไปวิเคราะห์หาที่มาจากอาหารแปลกปลอมที่เราไม่จำเป็นต้องกินแต่เราดันกิน มันคือ ขนม ของหวานต่างๆ รวมไปถึง กาแฟหวานๆ จะร้อน จะเย็น ถ้ามีรสหวานก็คือปริมาณแคลอรี่ที่มากเกินความจำเป็นของร่างกายทั้งสิ้น ของหวานเหล่านี้ต่อให้เราไม่กินเราก็อยู่ได้ แต่เราก็ชอบกิน มันก็เลยสะสมเกิดเป็นพลังงานส่วนเกินและกลายเป็นน้ำหนักตัวไปในที่สุด
กาแฟถ้าชงเองก็จะใส่ครีมและน้ำตาลด้วย
ผมกินแหลกอย่างไรบ้าง ลองไล่ดูนะ มื้อเช้ากินในบ้าน มีคนเตรียมให้ ผมกินอิ่ม มื้อเช้าใครๆก็กินเยอะอย่างสบายใจ แล้วก็ต่อด้วยกาแฟร้อน ใส่กาแฟ 1 ช้อน น้ำตาล 1 ช้อน ครีม 1 ช้อน สูตรการชงกาแฟผมจะง่ายๆ 1 1 1 นั่นเอง แต่บางครั้งก็ทำเป็น 2 2 2 เมื่อใช้แก้วใบใหญ่ขึ้น สายๆ ประมาณสิบโมงกว่า มีเดินไปชงกาแฟอีกแก้ว พอถึงเวลาเที่ยง กินมื้อเที่ยง กินหมดจาน ข้าวราดด้วยผัดกระเพรากับไข่ดาวฟองนึง กินเต็มจาน อิ่ม ยังมีน้ำอัดลมหรือกาแฟเย็นในมื้อนี้อีกแก้ว
อาหารแสนอร่อย ของทอด และ ปลาหมึกผัดกะเพรา ไขมันเพียบ
แล้วก็กลับมาทำงานรอบบ่าย ชงกาแฟสักแก้วก่อนเริ่มงานรอบบ่าย นั่งทำงานไป บ่ายสามโมงอู้ไปเดินยืดเส้นยืดสาย ชงกาแฟอีกแล้ว พอเลิกงาน เดินกลับบ้านหรือขับรถกลับบ้าน ถ้าขับรถก็จะมีกาแฟกระป๋องกินไปกับการขับรถ ก่อนจะขับรถกลับบ้าน ผมจะผ่านร้านขายลูกชิ้นทอด ก็ซื้อกินสัก 20 บาท พร้อมด้วยกาแฟเย็นอีกแก้ว กลับมาถึงบ้าน กินมื้อเย็นเต็มจาน บางทีก็สองจานขึ้นอยู่กับกับข้าวน่ากินไหม พอตกดึก ถ้าไม่ง่วงก็ชงกาแฟกินโดยนั่งทำงานหรือนั่งเล่นอินเทอเน็ตไปด้วย พอตกดึก ก็ไปกินข้างนอก บางครั้งก็ไปกินข้าวต้มกระเพาะหมู บ้างก็เป็นเกาเหลากับข้าวถ้วยนึง บางทีก็ฟู้ดแลนด์ ซึ่งที่ฟู้ดแลนด์จะมีเมนูประจำคือชุดอาหารเช้า ในนี้จะมี ไส้กรอก ไข่ดาว2ฟอง ขนมปัง2แผ่น เนย แยม มีกาแฟร้อนอีกแก้วที่ผมจะตักครีมและน้ำตาลเติมเข้าไป และบางวันก็ไปกินราดหน้าผัดซีอิ๊วซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบมากๆ ข้าวขาหมูก็มีขายทั้งแถวบ้านและแถวที่ทำงาน กินบ่อยเหมือนกัน
ผัดซีอิ๊ว ทุกพื้นที่ผิวมีน้ำมันฉาบอร่าม ยิ่งมันยิ่งอร่อย
ข้าวขาหมูที่ดูเหมือนเนื้อน้อยกว่ามัน
ก็กินซะขนาดนี้จะไม่สะสมจนล้นได้ยังไง ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นการกินใน 1 วัน และกินแบบนี้เป็นปีๆ ในเวลาไม่กี่ปีที่ผมปล่อยตัวให้เคยชินกับการซื้อกินรายทางและกินหลายมื้อ ทุกอย่างที่กินก็ไขมันสูงทั้งสิ้น จะเห็นว่าไม่มีเมนูเพื่อสุขภาพเลย มันก็เลยทำให้น้ำหนักตัวขึ้นไปถึง 91.3 กิโลกรัม ซึ่งอีกนิดเดียวจะร้อยกิโลอยู่แล้ว ผมไม่ยอมเด็ดขาด มันรับสภาพตัวเองไม่ได้ จากคนที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน กลายเป็นคนอ้วนไม่มีคอ ไม่มีเอว และที่สำคัญ เด็กในบ้านเรียกผมว่าอ้วน มันเป็นภาพจำของเด็กไปแล้ว แย่มากจริงๆความรู้สึกแบบนี้
เครื่องพิมพ์ letterpress แบบมือโยก
ลดน้ำหนักจาก 91.3 ไป 75.9 กก
มีภาพใน shutter stock ครบ1000ภาพ





















