เทคนิคการปรับสีภาพ Raw ด้วยกล้อง

การถ่ายภาพนอกจากองค์ประกอบที่ดีแล้ว เราก็ยังสามารถพิถีพิถันกับสีของภาพถ่ายได้ด้วย ซึ่งภาพถ่ายสีสวยที่เราได้พบเห็นในเว็บโชว์รูป หรือ แม้แต่ภาพในหนังสือต่างๆ ก็มักจะได้รับการปรับแต่งมาแล้ว เพื่อให้ภาพมีสีสันที่ถูกใจหรือตรงกับสิ่งที่ต้องการมากที่สุด

การปรับภาพขของกล้องดิจิทัลจะนิยมถ่ายภาพเป็นไฟล์ชนิด raw ซึ่งเป็นภาพดิจิทัลไฟล์แรกสุดที่เกิดขึ้นในกล้อง ไฟล์ชนิดนี้จะถูกส่งต่อไปยังโปรแกรมปรับแต่งเพื่อทำการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และโปรแกรมที่ได้รับความนิยมมากๆในวงการถ่ายภาพก็คือ Lightroom ของบริษัท Adobe ซึ่งก็คือบริษัทที่เป็นเจ้าของ photoshop นั่นเอง

แต่ขณะเดียวกัน ความนิยมของนักถ่ายภาพสมัครเล่นและคนที่ไม่ได้มีอาชีพเกี่ยวกับการถ่ายภาพโดยตรงก็จะนิยมใช้โปรแกรมในโทรศัพท์มือถือ อย่าง snapseed ซึ่งเป็นของบริษัท google และโปรแกรมปรับแต่งภาพสีของ VSCO ที่ได้รับความนิยมอยู่พอสมควร

ยังคงมีโปรแกรมปรับแต่งสีสันจากไฟล์ raw อีกตัวหนึ่งที่แถมมากับกล้องทุกตัวที่ถ่ายภาพชนิดนี้ได้ก็คือโปรแกรมจากค่ายกล้อง อย่าง canon ก็จะมีโปรแกรมชื่อ DPP ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถแปลงไฟล์ raw ให้เป็น jpg ด้วยค่าสีสารพัด มีความหลากหลายให้เลือกใช้มากมาย และคุณภาพของ DPP ก็ดีจนช่างภาพให้การยอมรับ

แต่ในบทความนี้จะแนะนำการปรับ raw ไฟล์เป็น jpg ที่มีมาให้ในกล้อง ซึ่งทำให้เราไม่ต้องลงซอร์ฟแวร์เพิ่มเติมเลย และสะดวกมาก เนื่องจากเราสามารถทำการแปลงค่าได้จากหลังกล้อง และมีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งที่มากพอใช้งานเลย

IMG_20201108_105017

เมนูที่จะเข้าไปปรับไฟล์ raw ของกล้อง canon ก็คือ ส่วนที่มีชื่อว่า RAW image processing

IMG_20201108_105153

ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วจะไปพบกับภาพที่เราถ่ายด้วยไฟล์ชนิด raw ที่แสดงขึ้นมา หากต้องเการเข้าไปรับแต่งเพื่อแปลงไฟล์ก็กดปุ่ม set เพื่อเข้าสู่เมนูกาปรับแต่งเลย

IMG_20201108_105206

ที่เมนูการปรับแต่ง จะมีหลายค่าให้เราปรับ ตั้งแต่ความสว่าง ไว้บาล้านท์ สไตล์สี การปรับค่าไดนามิคเร้นจ์ การลดน้อยส์ … ให้เราค่อยๆดูไปทีละเมนู แต่ละเมนูจะมีคำอธิบายที่เข้าใจง่ายด้วย

IMG_20201108_105229

จุดที่ผมชอบปรับจากเมนูนี้จะมี 2 ส่วน หรือส่วนที่เป็น WB หรือไว้ท์บาล้านท์ ซึ่งทำให้เราเปลี่ยนลักษณะสี ลักษณะสีขาวในภาพได้ โดยเลือกเป็นค่าที่ให้สีที่ชอบ และถ้ายังไม่ถูกใจ เราสามารถเลือกอุณหภูมิสีหรือ WB เป็นตัวเลขเคลวินได้ และสภาพแสงในภาพนี้ผมเลือกค่าเป็น เคลวินไว้ที่ 4100K

ส่วนอีกเมนูหนึ่งที่ชอบใช้ก็คือ เมนู Peripheral illumin. correct ซึ่งเป็นเมนูการปรับค่าแสงที่กลางภาพและขอบภาพให้เท่ากัน เนื่องจากธรรมชาติของเลนส์จะให้แสงตกตรงกลางภาพมากกว่าขอบภาพ หากไม่แก้ไข แสงจะสว่างที่กลางภาพ และจะมืดที่ขอบภาพ กล้องดิจิทัลทุกตัวจะแก้ไขโดยการปรับค่าแสงสว่างที่ขอบภาพให้สว่างเท่ากลางภาพ ก็คือมีการใช้งานหรือ enable การปรับแสงนี้เอาไว้ ผมก็เลยเข้าไปปิด ตั้งเป็น disable ปล่อยให้ภาพมีความมืดที่ขอบภาพไป เพราะหลายครั้งที่ปรับแต่งภาพด้วยซอร์ฟแวร์อื่นๆ ผมก็ชอบปรับให้ขอบภาพเข้มกว่ากลางภาพเล็กน้อย เพื่อให้ภาพดูสวยถูกใจ (แต่ไม่ถูกต้อง)

20201107203849_IMG_0051
ภาพต้นฉบับ jpg ที่ได้จากกล้องเมื่อถ่ายภาพด้วยโหมด Raw+jpg และมีการตั้งค่า WB เป็นแบบ Auto
IMG_20201107_213615
ภาพที่ใช้กล้องแปลงค่า raw โดยปรับตั้งค่า WB ไปเป็น 4100เคลวิน และปรับ illumin เป็น disable คือปล่อยให้ขอบภาพมืดกว่ากลางภาพ หลังจากได้ภาพที่ปรับแล้วก็ส่งออกมาเก็บไว้ในโทรศัพท์ และอัพโหลดไปเก็บไว้ใน cloud เรายังคงสามารถปรับภาพต่อในโทรศัพท์ หรือ ใช้ตัวปรับภาพของ cloud ได้อีกตามใจ
IMG_20201107_213615
ภาพที่ปรับแต่งสีเสร็จแล้ว ก็เซพไฟล์ออกมาเป็น jpg แล้วก็นำมาคร็อปภาพอีกนิด ปรับสีอีกเล็กน้อย ปรับมุมเอียงอีกหน่อยเพื่อให้ภาพตรง ซึ่งภาพที่ตรงจะให้ภาพที่ดูสบายตามากกว่า

ดูจากภาพตัวอย่างเราก็จะได้สไตล์สีที่ปรับออกมาแล้วถูกใจเรามากกว่าภาพแรก การปรับแต่งภาพถ่ายนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องของคนฝีมือไม่ดี ช่างภาพที่เก่งไม่ใช่ช่างภาพที่ไม่ปรับ แต่ความเก่งของช่างภาพที่แท้จริงก็คือ รู้วิธีที่จะได้ภาพที่ต้องการ หากภาพที่ต้องการจะต้องปรับ ก็ปรับเพื่อผลลัพธ์นั่นเอง และหากใครยังคงยืดถือว่าการถ่ายแบบไม่ปรับแต่งเลยคือวิธีการที่สุดยอด จะขอให้ลองทบทวนดูว่า ก่อนจะไปถึงคำว่าแต่งภาพ เราแต่งภาพทางอ้อมและมีผลต่อภาพอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นงานฟิล์มเราแต่งภาพตั้งแต่เราเลือกฟิล์มบางตัว ไม่ใช่ฟิล์มอะไรก็ได้ เราเลือกเลนส์บางตัว ไม่ใช่เลนส์อะไรก็ได้ เราเลือกร้านล้างอัดบางร้าน ไม่ใช่ว่าทุกร้านจะทำงานได้เหมือนกัน เราเลือกสแกนเนอร์บางตัว ไม่ใช่สแกนเนอร์อะไรก็ได้ จะเห็นว่า เราปรับแต่งตั้งแต่เราเลือกอุปกรณ์แล้ว ส่วนฝั่งดิจิทัลก็ไม่ได้แตกต่างกัน เราเลือกยี่ห้อกล้องเพราะบุคคลิกสีบางอย่าง เราเลือกของแพงมากกว่าของถูกเพราะรู้ว่าคุณภาพไม่เหมือนกัน เราเลือก เลือก เลือก นั่นคือเราปรับภาพตั้งแต่ก่อนจะเห็นภาพแล้ว

เที่ยวเกาะขามและพัทยา

เกาะขามเป็นเกาะที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดชลบุรี อยู่ในอำเภอสัตหีบ การเดินทางจากกรุงเทพก็จะต้องเดินทางผ่านพัทยาแล้วเลยไปถึงสัตหีบ ทริปนี้พวกเราไปนอนพักที่พัทยาก่อนแล้ววันรุ่งขึ้นค่อยขับรถไปเกาะขาม สิ่งที่สนุกสำหรับทริปนี้ก็คือเราได้ลองของเล่นใหม่ด้วยนั่นก็คือกล้อง gopro9 ที่ตั้งใจซื้อเพื่อนำมาใช้ถ่ายคลิปในการท่องเที่ยว

GOPR0100

พัทยาวันแรกเราแวะเที่ยวก่อนเข้าโรงแรม เราไป FROST ซึ่งเป็นห้องน้ำแข็งอุณหภูมิติดลบ 15องศา น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หนาวเย็นที่สุดที่ประเทศไทยเคยมี และมันก็หนาวจริงๆ เราไม่สามารถอยู่ในที่เย็นแบบนี้ได้นานๆเลย หากใครไม่มีถุงมือ ถุงเท้าที่หุ้มอย่างแน่นหนา ปลายมือ ปลายเท้าจะชาในเวลาไม่นาน FROST มีชุดกันหนาวให้ยืมใส่ เป็นชุดผ้านวมอย่างหนา มีฮู้ดคลุมหัวด้วย นับเป็นประสบการณ์การสัมผัสความหนาวระดับติดลบที่น่าตื่นเต้นมาก

GOPR0141
GOPR0156

กล้อง Gopro9 สามารถทำงานในที่เย็นจัดระดับติดลบ 15 องศาได้ ไม่มีอาการรวนหรือเปิดไม่ติดเลย ส่วนโทรศัพท์มือถือที่พกเข้าไปก็ยังทำงานได้ปกติ ทีแรกนึกว่าอากาศเย็นจะทำให้อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์มีปัญหา เพราะที่เคยได้ยินมาจะบอกต่อกันมาว่า ถ่านจะหมดเร็ว หรือ ถ่านจะไม่จ่ายไฟเมื่ออยู่ในที่เย็นจัด เราอยู่ในที่เย็นติดลบไม่นานมาก เพราะทนกันไม่ไหวเอง แบตเตอรี่ของกล้องก็คงทนหนาวได้เก่งกว่าคนเรา อุปกรณ์ก็เลยยังทำงานได้ปกติ

ออกจากห้องเย็นจัดก็เดินทางเข้าที่พักที่พัทยา เด็กๆเล่นน้ำตลอดบ่าย ช่วงนี้ก็ได้หัดเล่นกล้อง gopro9 อย่างจริงจัง ทดลองถ่ายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพเคลื่อนไหวแบบพิเศษอย่าง timelapse และ timewarp ที่ gopro เขาเรียกชื่อเทคนิคนี้โดยเฉพาะรวมถึงการลงไปถ่ายใต้น้ำโดยตรงด้วย ผลก็คือ กล้องลงน้ำได้จริง ลงน้ำตรงๆไม่ต้องใช้เคสกันน้ำเลย มีจุดที่ต้องระวังก็เพียงต้องไม่ลืมล็อคหน้าจอสัมผัส เพราะน้ำจะทำให้หน้าจอเหมือนโดนกดแล้วโหมดการทำงานจะเปลี่ยนได้เอง ดังนั้น ถ้าจะลงน้ำ กล้องต้องถูกสั่งให้ล๊อคการสัมผัสหน้าจอด้วยเสมอ

วันรุ่งขึ้นเราออกจากโรงแรมแต่เช้าเพื่อเดินทางไปขึ้นเรือที่ท่าเรือเกาะขาม เดินทางจากพัทยาใช้เวลาประมาณ 50 นาที ที่ท่าเรือไปเกาะขามสามารถไปเกาะแสมสารได้ด้วย เราจอดรถที่จุดซื้อตั๋วแล้วนั่งรถสองแถวไปที่ท่าเรือ เรือที่ใช้พาเราข้ามไปเกาะขามมีขนาดประมาณ 30 คน นั่งชิดๆกัน มีชูชีพสำหรับทุกคน ใช้เวลาข้ามไปเกาะขามประมาณ 20 นาที

เราเห็นปลาสวยงามตั้งแต่เดินอยู่ที่ท่าเรือก่อนจะลงเรือแล้ว ปลาทะเลสีสวยเหมือนปลาในตู้ บางคนโยนขนมปังลงไป ปลาก็รุมเข้ามากิน ผมไม่แน่ใจว่าเราควรงดให้อาหารปลาไหม หลายคนบอกว่าจะทำให้ปลาเสียนิสัย และจะทำให้นักท่องเที่ยวเคยชินกับการทำอะไรไม่เป็นไปตามธรรมชาติด้วย ตอนไปเขาวัง เห็นลิงอยู่ข้างทาง แน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะให้อาหารลิง เพราะจะทำให้ลิงเคยชินกับการมาแย่งอาหารจากคน และมารบกวนคนอยู่ในพื้นที่ เพราะลิงมันวิ่งเข้าหาคนได้ แต่กับการให้อาหารปลา ผมยังไม่เห็นข้อเสียที่ชัดเจน ปลามันวิ่งมาแย่งอาหารคนไม่ได้ ปลาไม่ได้บินมากินของจากมือคน ทำไมเราต้องระวังเรื่องนี้กัน ตอนไปวัดไร่ขิง แม่น้ำหลังวัดก็มีตลิ่งที่รอให้คนไปให้อาหารปลา วัดอนุญาตให้ขายอาหารสำหรับโยนให้ปลา มีแค่ป้ายบอกว่า ห้ามจับปลา ไมไ่ด้ห้ามให้อาหาร

เรือมาถึงเกาะขาม เดินขึ้นเกาะระหว่างทางเราก็เห็นความสวยงามของน้ำทะเลแล้ว ที่นี่น้ำทะเลใสมากมองเห็นพื้นใต้ต้ำ สีน้ำทะเลสีสวยเหมือนภาพวาด เป็นสีสันที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ต้องใช้เทคนิคการถ่ายภาพเลย ยิ่งเอากล้องออกมาถ่ายยิ่งได้ภาพที่สวยงามแปลกตากลับไป สีสันบบนี้ไม่มีที่พัทยา ไม่มีที่หัวหิน นับว่าเป็นเกาะที่น้ำทะเลใสมากและสวยมาก

ชายหาดที่นี่ยาวประมาณ 300 เมตร นักท่องเที่ยวเลือกนั่งเล่นนอนเล่นได้ตามสบาย เด็กๆเตรียมพร้อมสำหรับเล่นน้ำ พ่อแม่เตรียมตัวลงน้ำไประวังเด็กๆ ผมก็ลองเล่นกล้อง gopro9 ถ่ายภาพบนบก ภาพวิว และภาพใต้น้ำ เราลองบันทึกภาพหลายๆแบบ กล้องลงน้ำทะเลได้ไม่มีปัญหา ภาพใต้น้ำชัดมาก และภาพวิดีโอที่ออกจากกล้อ้ง gopro9 ตัวนี้ไม่สั่นไหวให้ปวดหัวตอนดูเลย การมีระบบกันสั่นในกล้องทำให้ภาพวิดีโอมีคุณภาพสูงมาก และสีสันที่ gopro9 บันทึกให้เราก็มีสีสันที่ฉูดฉาดสวยงาม ผมรู้สึกว่าภาพจาก gopro9 มีความสวย อิ่ม สด และฉูดฉาดราวกับเราแต่งภาพด้วย app ซึ่งกล้อง DSLR อย่าง eos 6d ที่ผมใช้มาหลายปีให้ภาพฉูดฉาดแบบนี้ไม่ได้เลย อย่างน้อยต้องปรับแต่งบางอย่าง หรือปรับด้วย app อีกนิดหน่อยเพือ่ให้สีสดเท่า gopro9

GOPR0212
GOPR0236

เด็กๆเล่นน้ำสนุกสนาน ดำน้ำดูปลาที่มีอยู่ไม่มากเท่าที่คาดไว้ ปะการังใต้น้ำก็มีในระดับหย่อมๆเล็กๆ และไม่ได้มีสีสันที่สดสวยแบบที่เราเคยดูที่ฝั่งอันดามัน แต่สิ่งที่อยู่เหนือน้ำก็คือภาพทะเลแสนสวย ฟ้าสีฟ้า น้ำทะเลเขียวอมฟ้า แสงแดดส่องพาเงาของเรือไปโผล่ที่พื้นทรายใต้น้ำ คุณภาพน้ำที่นี่ใสมาก ใสเหลือเชื่อ แต่ทำไมปลาน้อยก็ไม่รู้สาเหตุ บนเกาะมีร้านอาหารและเครื่องดื่ม มีห้องอาบน้ำ และมีกฏคือห้ามใช้สบู่ ยาสระผมที่นี่เด็ดขาด เจ้าหน้าที่บอกว่าเพื่อป้องกันสารเคมีไหลลงทะเลนั่นเอง

บนเกาะมีเรือซับบอร์ดไว้ให้เช่าเล่นด้วย ชั่วโมงละ 100 บาท มีเจ้าหน้าที่ช่วยสอน เด็กๆต่อคิวกันเล่นสนุกสนาน การยืนบนเรือแล้วพายเล่นเป็นกีฬาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีข้อมูล แต่ก็รู้สึกได้เลยว่ากำลังเป็นที่นิยม ทั้งที่เที่ยวที่เป็นแม่น้ำลำคลองแถวราชบุรี กาญจนบุรี ต่างก็มีเรือซับบอร์ดเอาไว้ให้เล่น ทะเลเกาะขามก็มี และเมื่อได้ลองเล่นก็ทำให้เราได้ภาพสวยๆกลับไปด้วยเช่นกัน โชคดีที่เด็กๆใช้เวลาหัดเล่นไม่นานก็เล่นได้ ยืนได้ไม่ล้ม เป็นทริปที่สนุกกว่าที่คาดหวังตรงเรือนี่แหละ

GOPR0272

มาเกาะขามตอนเที่ยวเรือ 9 โมงเช้า ขากลับ นั่งเรือรอบ 14.00 น. กลับมาฝั่ง ที่ท่าเรือมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาด้วย เป็นตึกหลายชั้น จะเข้าชมก็ต้องเดินขึ้นไปหลายสิบเมตร ใครเที่ยวเกาะจนหมดแรงคงไม่อยากแวะดูแล้ว แต่ลูกขอเข้าไปดูก็ต้องอดทนเดินกันหน่อย

IMG_4523

การจัดแสดงในห้องต่างๆทำได้ดีน่าสนใจ คนชลบุรีถ้าจะเที่ยวพิพิธภัณฑ์คุณภาพก็สามารถแวะมาดูที่นี่ได้ ไม่ต่างจากกรุงเทพเลย เนื้อหาค่อนข้างดีเลย พวกเรายืนอ่านยืนคุยกับลูกได้หลายอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่แสดง และหลายอย่างเป็นความรู้ใหม่สำหรับพวกเราด้วย

IMG_4532
IMG_4538

ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็เดินทางกลับที่พักที่พัทยา กินข้าวเย็น เตรียมตัวเข้านอนอย่างหมดแรง เป็นทริป 1 วันที่อัดแน่นและใช้พลังงานเยอะมาก แต่ทั้งหมดก็รอวันใหม่ รอมีแรงอีกที เช้าวันใหม่ก็เล่นกันต่อริมทะเล มาทะเลพัทยาก็ต้องเปียกน้ำที่พัทยาบ้างถึงจะไม่เสียเที่ยว

ก่อนจะกลับก็ถ่ายภาพรวมกัน และจะมีภาพเด็ก 5 คนนั่งบนเตียงที่เราถ่ายมาตลอดหลายปี แล้ว ในแต่ละปีจะเอาภาพที่นั่งมุมคล้ายๆกันมาเปรียบเทียบกัน เราก็จะเห็นพัฒนาการของเด็กไปทีละนิด จะเรียกว่าเป็นภาพแห่งความทรงจำก็ได้

2020-10-28_03-23-10

กลางวันเราก็เช็คเอ๊าท์ เดินทางกลับกรุงเทพ แวะซื้อของกลางทางที่หนองมน ตอนนี้ห้อยจ๊อที่หนองมนขายลูกละ 20 บาทแล้ว จากความทรงจำในอดีตว่าเคยซื้อลูกละ 8 บาท ระยะทางที่รถวิ่งไปตั้งแต่ออกจากกรุงเทพย่านบางขุนนนท์ แล้วขับไปพัทยา ไปถึงสัตหีบ แล้วย้อนมาพัทยา กลับกรุงเทพที่เดิมใช้น้ำมัน 1 ถังยังเหลืออยู่ ดูหน้าจอ รถวิ่งไปประมาณ 450 กิโลเมตร

FRAME_COLLAGE1603873800393

ขอบฟ้าพรีเซ้น งานชื่นใจ ป2

งานชื่นใจสำหรับนักเรียน ป2ห้อง3 ซึ่งขอบฟ้าเรียนห้องนี้ ครูจะให้เลือกทำงานวิจัยตั้งแต่ต้นเทอม ทำการเก็บข้อมูล ออกแบบการทดลอง บันทึกผล สรุปผล วิเคราะห์ วิจารณ์เพื่อต่อยอด เด็กจะเลือกสิ่งที่สนใจด้วยตัวเอง ทุกคนจะมีหัวข้องานวิจัยไม่เหมือนกัน

ขอบฟ้าชอบฟุตบอลก็เลยทำเรื่องราวเกี่ยวกับฟุตบอล ส่วนเพื่อนในห้องก็มีหัวข้อที่หลากหลาย และทุกคนจะต้องนำเสนอผลงานในวันแสดงก่อนปิดภาคเรียน

DSC03022

เด็กทุกคนจะเวียนกันขึ้นพูด คนที่1 กำลังพูด คนถัดไปจะต้องมาต่อแถวรอ ส่วนคนอื่นที่ยังไม่ถึงคิวก็นั่งฟังไป จะนั่งเก้าอี้หรือนั่งพื้นก็ได้ และไม่ใช่แค่ฟังอย่างเดียว จะต้องวิจารณ์เพื่อนๆลงในสมุดด้วย ทุกคนเป็นกรรมการนั่นเอง

DSC03329

ตัวแทนพ่อแม่รวม 2 คนมาเป็นอาสาสมัครช่วยถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ และทางห้องเรียนก็มีการเปิดห้องประชุม online ผ่านโปรแกรม zoom เพื่อให้พ่อแม่ท่านอื่นที่ไม่ได้เข้าห้องสามารถรับชมได้ นั่นเป็นเพราะโรงเรียนมีนโยบายป้องกันการติดเชื้อโควิด ทำให้การแสดงผลงานครั้งนี้ไม่มีผู้ปกครองนั่นเอง เหลือเพียงตัวแทนที่จะช่วยบันทึกภาพและวิดีโอเท่านั้น

GOPR0025_1603255900764

เพิ่มเติมวิธีบันทึกเสียงวิดีโอให้ชัด นักเรียนจะพูดหน้าห้องผ่านไมโครโฟน เสียงจะออกจากลำโพงซึ่งวางอยู่บนพื้น จะมีคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่หน้านักเรียน และมีจุดวางกล้องวิดีโอที่ติดกับคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จะเปิดโปรแกรม Zoom เพื่อถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียงให้ผู้ปกครองนอกห้องได้ดู เสียงที่วิ่งเข้าโปรแกรม Zoom จะได้จากไมโครโฟนตั้งโต๊ะ(ที่ตอนนี้เอาไปวางบนพื้น ในภาพจะเขียนกำกับว่า mic1) ไมค์ตัวนี้เป็นไมค์ชนิด usb จะชี้เข้าลำโพงเพื่อรับเสียงจากลำโพงโดยตรง และจะมีไมค์โครโฟนแบบลาวาเลียร์หรือไมค์หนีบปกเสื้อ(mic3) ตอนนี้หนีบกับอุปกรณ์ตขาตั้งไมค์ชขนาดเล็ก mic3ติดอยู่ใกล้ๆเพื่อรับเสียงหน้าลำโพงเช่นกัน mic3จะต่อเข้ากับกล้องวิดีโอ ซึ่งกล้องวิดีโอในงานนี้ใช้กล้อง mirrorless canon eos m เป็นตัวบันทึกคลิป

IMG_4431
DSC03072
DSC03304
IMG_4433

กล้องที่ทำหน้าที่ถ่ายคลิปจะใช้ตัวจ่ายไฟแบบเสียบปลั๊ก เพื่อการใช้งานยาวๆ จะได้ไม่มีปัญหาแบตหมด ไม่ต้องเปลี่ยนแบตระหว่างถ่ายคลิป ก่อนการบัทจริงจะมีการทดสอบการตั้งค่าความดังของไมค์ เพื่อให้เสียงที่บันทึกไว้มีคุณภาพสูงที่สุด มีเสียงดังที่สุดเท่าที่เสียงยังไม่แตก สิ่งที่ยากก็คือ เราไม่สามารถฟังเสียงระหว่างบันทึกได้ ได้แต่อาศัยดูกราฟที่วิ่งขึ้นวิ่งลงแทนระดับเสียงที่บันทึก หมายความว่าเราต้องใช้กล้องถ่ายคลิปที่สามารถแสดงระดับความดังของเสียงที่บันทึกได้

ทริปปีใหม่ ชุมพร ระนอง พม่าเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ

ทริปปลายปีต่อเนื่องถึงข้ามปี จากพศ 2562 ไปสู่ 2563 เป็นทริปที่เลือกใช้วิธีเดินทางด้วยรถยนต์เพื่อลงใต้ไปไกลสุดถึงระนอง จุดหมายปลายทางคือเกาะในทะเลพม่า ซึ่งเราจะต้องไปขึ้นเรือที่ระนอง แต่ด้วยระยะทางที่ไกลมาก เลยวางแผนการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไปและเลือกพักไปหลายๆจุด แวะเที่ยวไปตามเส้นทางที่ไม่เคยรู้จัก

จากกรุงเทพ เราลากเส้นไปที่ชุมพรเลย เพื่อให้อยู่ห่างจากระนองไม่มากในวันถัดไป ชุมพรอยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 500กิโลเมตร การเดินทางก็ออกแต่เช้า แล้วแวะพักแวะกินตามทาง ไปถึงชุมพรในรอบบ่ายๆ เข้าพักที่โรงแรมโนโวเทลที่อยู่ริมทะเลย โนโวเทลแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก มีสนามกอล์ฟเป็นของตัวเอง สถานที่สวย ดูแลต้นไม้ได้ดีมาก สิ่งที่ทำให้เริ่มน่าสนใจก็คือที่นี่นกเยอะมาก และในช่วงเวลาที่เที่ยวนี้ขอบฟ้าก็กำลังสนใจเรื่องนก เรื่องอินทรีย์ และเหยี่ยวชนิดต่างๆ นกในชุมพรเยอะอย่างน่าแปลกใจ

IMG_0020

ร้านอาหารที่เป็นร้านแนะนำจากอินเทอเน็ตบอกว่า ให้กินฝั่งตรงข้ามโรงแรม ซึ่งมี 2ร้านให้เลือก เราเลิอกกินร้านแรกที่ดูคนน้อยหน่อย และอาหารก็พอใช้ได้ วิวทะเลก็สวยดี รูปแบบร้านเป็นแนวเรียบง่าย โบราณ ไม่ได้มีการตกแต่งสถานที่ใดๆให้ดูสวยงามเลย

20191231183823_IMG_0055

ปีนี้ขอบฟ้าโตขึ้นมาก พูดจารู้เรื่อง และเป็นเด็กที่เริ่มสนุกกับทุกสิ่งในการท่องเที่ยว รู้จักอดทน รู้จักรอ และสามารถยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น รวมถึงสามารถช่วยพ่อแม่ถ่ายรูปได้แล้ว พ่อกับแม่มีรูปคู่กันเพราะลูกช่วยถ่ายให้ทำให้ทริปนี้เป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่สนุกและมีภาพของทุกคน เช้าวันรุ่งขึ้นเราแวะไปจุดชมวิวบนภูเขาใกล้ๆโรงแรม เป็นวิวที่สามารถดูทะเลและแม่น้ำได้พร้อมๆกัน

IMG_0071
IMG_0061

บนจุดชมวิวนี้จะได้พบกับนกนางแอ่นจำนวนมาก บินผ่านไปผ่านมาให้ดูอยู่บ่อยๆ นกบินจนขอบฟ้าต้องมองและสนใจเรื่องนกขึ้นมาทันที และทริปนี้ก็เป็นทริปที่ทำให้เราได้รู้ว่า ชุมพรมีนกอินทรีย์ด้วย ซึ่งพวกเราเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอินทรีย์หรือเหยี่ยว แต่ความสงสัยเหล่านี้จะได้รับการคลีคลายในช่วงสองสัปดาห์ถัดไป

IMG_0096

ร้านกาแฟแสนสวยบนจุดชมวิวก็มีมุมสวยไม่แพ้กัน แต่พวกเราไปกันเช้ามาก ร้านยังไม่เปิด เลยไม่ได้อุดหนุนกาแฟเลย แต่ก็เก็บภาพวิวสวยๆของร้านกาแฟแห่งนี้กลับมาด้วย แต่ด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าว ถ้าให้นั่งกินกาแฟที่นี่จริงๆ พวกเราก็อาจจะเลือกนั่งในห้องแอร์แทนที่จะเป็นมุมโต๊ะเก้าอี้ภายนอกที่สวยน่ามอง

IMG_0105

กาแฟเป็นผลิตภัณฑ์เด่นอย่างหนึ่งของภาคใต้ โดยเฉพาะชุมพรและระนองต่างก็มีกาแฟเป็นจุดขาย การไม่ได้แวะกินกาแฟสักร้านเลยก็ดูจะเป็นเรื่องน่าเสียดาย และเราก็ไม่ได้แวะจริงๆเพราะด้วยเวลาเช้าแบบนี้ และด้วยโปรแกรมที่อยากจะไปในหลายๆที่ ทำให้เวลาที่จะแวะกินกาแฟไม่ค่อยมีนั่นเอง มุมกาแฟจากจุดชมวิวแบบนี้คงจะยอดเยี่ยมมากถ้าอากาศเย็นและมีขนมอร่อยคู่กับกาแฟ ก็ได้แต่จินตนาการกันไป

2020_0101_103603_004

ที่โรงแรมโนโวเทลชะอำ เราได้ทดลองเล่นกล้องถ่ายภาพใต้น้ำที่หยิบยืมจากเพื่อนมาใช้ มันเป็นกล้อง action camera ราคาไม่แพงยี่ห้อง SJCAM รุ่น SJ4000 ที่เป็นกล้องหน้าตาเหมือนกล้อง gopro และมันมีเคสกันน้ำให้ด้วย ทริปนี้เราได้ลองลงไปถ่ายรูปใต้น้ำ และได้ภาพน่าตื่นเต้นกลับมา ภาพใต้น้ำเป็นสิ่งที่เข้าถึงยากมากในอดีต ส่วนมากกล้องที่ใช้จะต้องมีเคสกันน้ำถึงจะลงไปถ่ายใต้น้ำได้ และตั้งแต่อดีต เคสกันน้ำจะมีราคาแพงจะไม่อยากซื้อ แต่ในยุคปัจจุบัน ปีพศ2562 เราก็มีกล้องดิจิทัลราคาถูกมากให้ใช้ และเคสกันน้ำที่เคยราคาแพงมาก เมื่อมันถูกออกแบบมาให้ใช้กับกล้องราคาถูก มันก็กลายเป็นของถูก และเราก็มีโอกาสได้ลองเล่น

IMG_0134

มาถึงชุมพรก็ต้องแวะไปไหว้ศาลกรมหลวงชุมพรที่หาดทรายรี ซึ่งหาดนี้อยู่ห่างจากโนโวเทลแค่ไม่กี่นาที เราได้ไปดูเรือรบโบราณที่จอดไว้ให้นักท่องเที่ยวดู มีผู้คนจำนวนมากแวะมาไหว้ศาลกรมหลวงแห่งนี้ มีประเพณีการจุดประทัดเสียงดัง และที่นี่เราได้พบนกเหยี่ยวหรืออินทรีย์ก็ไม่แน่ใจเพราะเราดูนกไม่เป็น แยกแยะไม่ออกระหว่างนกอินทรีย์และเหยี่ยว รู้แต่ว่ามันบินอยู่บนยอดเขาของศาลกรมหลวงฯ กางปีกเล่นลม ลอยไปลอยมาดูเท่ห์มากๆ

IMG_0142

นกเหยี่ยวและอินทรีย์ในทริปนี้คือจุดเริ่มต้นความสนใจของนกล่าเหยี่อที่ขอบฟ้าชอบ ปกติขอบฟ้าจะชอบสัตว์ที่มีลักษณะเฉพาะที่สุดยอดสักด้านหนึ่ง อย่างในวัยเด็กขอบฟ้าก็ชอบปลาวาฬสีน้ำเงิน อาจเพราะเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตอนชอบไดโนเสาร์ก็ชอบตัวที่คอยาวที่สุดและตัวใหญ่ที่สุดในโลก ตอนชอบรถก็ชอบรถเฟอรารี่รุ่นพิเศษที่วิ่งเร็วมากและแพงมาก และในทริปนี้ขอบฟ้าเริ่มให้ความสนใจนกล่าเหยื่อ ก็คืออินทรีย์และเหยี่ยว

วันนี้เราเก็บของออกจากชุมพรเดินทางต่อไปจังหวัดระนองเพื่อจะไปเที่ยวเกาะในพม่า เราจะพักที่โรงแรมฟาร์มเฮ้าส์ ซึ่งเป็นโรงแรมหน้าตาน่ารัก ออกแบบสวย และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติ

IMG_0147

โรงแรมนี้มีชุดของว่างรับแขกเข้าพักเป็นไข่ลวก ถือเป็นเรื่องแปลกเรื่องหนึ่งที่เพิ่งเคยเจอ บางทีเพราะที่นี่ชื่อฟาร์มเฮ้าส์ก็เลยหาผลิตภัณฑ์จากฟาร์มมารับรองแขกก ไข่ลวกก็เลยได้เป็นอาหารว่างมื้อแรกในระนองครั้งนี้ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางมาเที่ยวระนองอย่างเป็นทางการของพวกเรา

IMG_9986
IMG_9988

โรงแรมที่พักชื่อฟาร์มเฮ้าส์ ร้านกาแฟหน้าโรงแรมชื่อ ก.ไก่ ขายกาแฟและของที่ระลึกหลายอย่าง ของฝากที่ต้องซื้อก็มีครบทุกอย่าง แต่หน้าตาไม่โอท๊อปเลยนะ หน้าตาแพ็คเกจและการออกแบบฉลากก็มาแนวคนเมืองออกแบบสวย และราคาทำให้นึกถึงกรุงเทพ

IMG_9994
IMG_20200101_202140
IMG_9993

ผมชอบกินกาแฟ และชอบเรื่องเล่าที่อยู่ในตัวสินค้า แต่ไม่ชอบราคาเลย แต่ก็เข้าใจว่าเขาเลือกวางตัว ออกแบบภาพลักษณ์ตัวสินค้าเอาไว้ให้เป็นของฝากราคาแพง ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จ กาแฟที่คั่วด้วยมือพร้อมเรื่องเล่าผ่านลมปากเป็นของฝากที่เราคิดว่าควรซื้อกลับไป ซื้อเป็นสัญลักษณ์ว่าเรามาถึงระนองแล้ว ส่วนรสชาดเดี๋ยวต้องไปลุ้นกันอีกที

IMG_9996

เช้าวันใหม่เราเตรียมพร้อมเปลี่ยนเป็นชุดว่ายน้ำแต่เช้าเลย เรากินมื้อเช้าที่โรงแรมแล้วรอรถตู้มารับไปยังท่าเรือ ท่าเรือที่จะพาเราไปเที่ยวเกาะในพม่า และการเข้าไปเที่ยวพม่าก็ต้องใช้หนังสือเดินทาง และต้องมีการตรวจคนเข้าเมืองเหมือนนั่งเครื่องบินไปญี่ปุ่น สิงคโปร์ แต่คราวนี้เราไปพม่า

IMG_0006
IMG_20200102_091814

เรือจากระนองพาเราเข้าเขตพม่าแล้วไปลอยน้ำเล่นที่เกาะกลางทะเล ทะเลพม่าได้รับการบอกเล่าถึงความสวยงามและความสมบูรณ์สุดๆ ขอบฟ้าชอบดำน้ำดูปลาและปะการัง และทริประนองก็ออกแบบมาเพื่อพาขอบฟ้าไปดูปลาใต้น้ำในเขตพม่านั่นเอง จำนวนคนบนเรือไม่ได้นับ ครึ่งหนึ่งเป็นต่างชาติ และครึ่งหนึ่งเป็นคนไทย ทริปนี้เป็นทริปที่มีคนไทยเยอะขึ้น ซึ่งต่างจากทริปที่เราไปดำน้ำที่กระบี่ ทริปกระบี่เป็นทริปที่มีคนไทยแค่ 5% เท่านั้น

2020_0102_123344_003

กล้องใต้น้ำได้ทำงานจริงแล้ว ภาพนิ่งและภาพวิดีโอต่างๆทะยอยถูกถ่ายออกมาเรื่อยๆ ความทรงจำใต้น้ำเป็นภาพน่ามองเพราะเป็นภาพที่เราไม่เคยเห็น เราได้แวะเกาะต่างๆสองเกาะรอบเช้า แต่ละที่มีปะการังและสัตว์น้ำค่อนข้างเยอะ แต่ก็ไม่มากเท่าที่กระบี่ แต่ก็ถือว่ามีพื้นที่ให้ดำน้ำดูค่อนข้างมาก มีหลายเกาะให้แวะ และเราได้พักกลางวันกินข้าวบนเกาะแห่งหนึ่ง มีอาหารไทยให้กิน แล้วให้เล่นน้ำที่หาดทราย

IMG_0070

เกาะแห่งนี้มีจุดชมวิวที่ยอดเขา สามารถมองลงมาเห็นวิวทะเลจากมุมสูง ภาพที่มองลงมาสวยมากและถ่ายรูปออกมาก็ดูดีเหลือเชื่อ

2020-01-02_10-31-35-01

ภาพจากมุมสูงที่ต้องเดินเท้าขึ้นเขาไปจนเหนื่อย ปกติมุมภาพแบบนี้ใช้โดรนบินขึ้นไปถ่ายได้เลย แต่เมื่อไม่มีโดรนก็ต้องใช้เท้าออกแรงเดินขึ้นไปแทน อากาศที่เกาะค่อนข้างร้อน แสงแดดแสบตา ภาพที่ถ่ายออกมาดูเหมือนไม่มีแดดแต่จริงๆเป็นการใช้เทคนิคการถ่ายภาพและอุปกรณ์ช่วยเหลือ

IMG_0079
2020-01-02_10-34-35-01

ทริปนี้เป็นทริปทะเลที่ตัดสินใจใช้กล้อง eos m เป็นกล้องหลักในวิวทะเล เพราะผมมีฟิลเตอร์โพลาไรซ์ที่ใช้กับเลนส์ kit efm18-55is ของกล้อง eos m ซึ่งการใช้ฟิลเตอร์ตัวนี้เราสามารถหมุนฟิลเตอร์ให้มีมุมโพลาไรซ์ที่เราต้องการ ผมเองเลือกหมุนฟิลเตอร์ ให้ตัดแสงสะท้อนที่ผิวน้ำออกให้หมด ผลก็คือภาพน้ำดูมีความเข้มจนรู้สึกอยากเล่นน้ำเลย กล้องกับเลนส์ที่ใช้เมื่อดูราคาขายมือสองจะพบว่ามันเป็นของถูกมาก เชื่อว่าในพศ.2563 นี้เราคงหาซื้อได้ในราคาประมาณ 5-6พันบาทเท่านั้น ชุดคู่ขวัญนี้ให้คุณภาพพอใช้ได้ ถ้าสถานที่อำนวย สภาพแสงเพียงพอ เราก็ได้ภาพสวยๆจากกล้องราคาประหยัดได้ไม่ยาก ลองกลับไปอ่านรีวิวกล้องกล้อง eos m ได้ที่นี่

2020_0102_151809_001

เราไปพักอาบน้ำล้างตัวและกินมื้อเย็นที่โรงแรมในพม่า สิ่งที่สังเกตุได้ชัดเจนก็คือมีนกอินทรีย์เยอะมาก บินร่อนไปร่อนมาให้เราเห็นอยู่เรื่อยๆ ที่โรงแรมในพม่าก็บินวนโชว์ตัวอยู่แทบตลอดเวลา มีนกเงือกเกาะอยู่บนต้นไม้ที่โรงแรม รู้สึกได้เลยว่าพม่าอุดมสมบูรณ์มาก ทรัพยากรธรรมชาติมีเหลือเฟือ อดคิดไม่ได้ว่า ในช่วงเวลาสักสามสิบปีที่แล้วสมัยที่การท่องเที่ยวยังไม่บูม สมัยที่คนยังไม่ค่อยรู้ข้อมูล สัตว์ป่าจะเยอะขนาดไหน สัตว์ใต้น้ำ ปะการังจะอลังการขนาดไหน ขอจบทริปในพม่าด้วยคลิปวิดีโอชิ้นนี้ และเราเดินทางข้ามแดนกลับประเทศไทย กลับเข้าระนองในตอนสองทุ่ม จบวันแบบหมดแรง

เช้าวันถัดมาเราเริ่มเที่ยวในระนอง ซึ่งเมื่อก่อนเราก็ไม่รู้ว่าระนองมีอะไรบ้าง แต่พอเริ่มหาข้อมูลท่องเที่ยวก็พบหลายๆจุดที่น่าสนใจ เราไปเดินเล่นที่ภูเขาหญ้า ซึ่งเป็นวิวเนินเขาไม่สูงนักและในช่วงเวลาหน้าฝนหญ้าจะเขียวมากจนทำให้กลายเป็นจุดแวะถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว แต่ช่วงที่เราไปก็เป็นช่วงน้ำน้อย หญ้าแห้งไปแล้ว

IMG_0180
ฉูดฉาด
IMG_0262
IMG_0268

บนท้องฟ้าเหนือภูเขาหญ้าที่เราเดินเล่นถ่ายรูปเพลินๆก็มีนกล่าเหยื่อ ผมขอเรียกว่าอินทรีย์ละกันเพราะดูไม่ออก แยกไม่เป็นว่าเหยี่ยวกับอินทรีย์แตกต่างกันอย่างไร ตอนนี้ลูกเริ่มสนใจนกเหล่านี้ และหลายๆครั้งก็แยกแยะนกกับอินทรีย์ด้วยลักษณะของปีก ซึ่งพอจะช่วยแยกได้บ้างแม้จะไม่ถูกต้องทั้งหมด

ออกจากภูเขาหญ้า ขับรถไปอีกไม่กี่นาทีก็ถึงบริเวณบ่อน้ำร้อนพรรั้ง เป็นจุดแวะสำหรับนักท่องเที่ยวอีกเช่นกัน ที่นี่มีน้ำร้อนหลายบ่อ อุณหภูมิแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ก็ร้อนๆอุ่นๆ แช่ขาให้รู้สึกสบายได้ บางบ่อก็น้ำไม่ร้อนมาก มีปลาว่ายน้ำเล่นด้วย

IMG_0284

เราแวะกินอาหารร้านดังที่มีรีวิวให้อ่าน ก่อนจะเข้าที่พักของวันนี้ ที่ร้านอาหารตั้งอยู่ติดกับบ่อน้ำร้อนอีกแห่ง ซึ่งบ่อนี้ร้อนจนเห็นเป็นไอน้ำเลย

IMG_0306
IMG_0302
IMG_0312

มีคนพาหมามาเดินเล่นแถวบ่อน้ำร้อน สิ่งที่สะดุดตาก็คือหมามีตาสองสีที่ไม่เหมือนกัน เห็นแล้วก็ต้องขออนุญาตเจ้าของถ่ายภาพเก็บไว้สักหน่อย เจ้าของหมาอธิบายให้ฟังว่าตาสองสีเป็นลักษณะผิดปกติของหมาซึ่งมีอยู่ไม่มาก และราคาค่าตัวก็คงแพงมาก (คิดเอง)

หลังจากได้เข้าพักในวันนี้ที่ บ้านนายหมง เป็นรีสอร์ตที่สร้างห้องพักท่ามกลางต้นไม้ เราก็เดินเล่น ถ่ายภาพเล่นในรีสอร์ต ทริปนี้ขอบฟ้าก็ช่วยถ่ายภาพพ่อกับแม่ได้หลายภาพเลย

IMG_0339
IMG_0399
IMG_0428
IMG_20200104_101243

ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกโดยพนักงานรีสอร์ตช่วยถ่ายภาพครอบครัวให้ แล้วเราก็ขับรถกลับ ออกจากระนองขับมาถึงประจวบฯ แวะเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่หว้ากอ ที่หว้ากอมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในแง่ของวิทยาศาสตร์ เป็นตำบลที่ รัชกาลที่ 4 เสด็จทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง โดยท่านคำนวณและประกาศล่วงหน้าว่าจะสามารถดูได้วันไหนเวลาใด และก็มีการเชิญชาวต่างชาติมาร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ชาวโลกรับรู้ว่าประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์เช่นกัน เป็นการแสดงความมีอารยธรรมให้โลกรู้ เพื่อให้ต่างชาติเกรงใจประเทศไทย ให้เกียรติประเทศไทย และเป็นการวางรากฐานคำว่าวิทยาศาสตร์ให้กับประเทศไปพร้อมกัน และรัชกาลที่4 ก็เป็นบิดาแห่งวงการวิทยาศาสตร์ไทย

IMG_0473

ออกจากพิพิธภัณฑ์แล้วก็แวะกินอาหารที่ร้านครัวชมวาฬ ร้านนี้ผมตั้งใจแวะ เพราะว่าในอดีตช่วงที่เว็บบอร์ดพันทิปห้องบลูแพลเน็ตยุคเริ่มต้น มีคนมาสุมหัวคุยเรื่องท่องเที่ยวและถ่ายภาพ มีสมาชิกเว็บบอร์ดยุคบุกเบิกได้รู้จักกับพี่ชายคนหนึ่ง และเขาก็เปิดร้านอาหารแห่งนี้ ในสมัยนั้นผมก็เคยมีโอกาสได้มากิน ได้มากางเต๊นท์นอนที่สถานที่แห่งนี้ แล้วต่อมา พี่ชายท่านนี้ก็เสียชีวิตจากการถูกยิง เพราะสาเหตุการประท้วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ เมื่อมีโอกาสก็เลยแวะมาเยี่ยม มาทานอาหาร อย่างน้อยก็ช่วยอุดหนุนคนคุ้นเคยและช่วยต่ออายุธุรกิจครอบครัวของพี่คนนี้

4jan2020-img_ (65)

และเราก็เข้าที่พักย่านหัวหินชื่อ สปริงฟิลด์ ตอนค่ำอย่างหมดแรง จนเช้าวันใหม่เราก็หาของกินที่ตลาดหัวหิน แวะกินร้านดังในตลาด

IMG_0102
IMG_0109

นอนเล่นแช่น้ำอย่างสบายใจ ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพ ปิดท้ายด้วยระยะทางทั้งหมดที่ขับรถสำหรับทริปปีใหม่นี้ ฮอนด้าฟรีดคันเก่า คันเดิมที่พาเที่ยวมาตลอดหลายปี ทริปนี้จบลงที่ระยะทาง 1325.4 กิโลเมตร

IMG_20200105_165450

ภาพสุดท้ายนี้ภรรยาถ่ายให้ เป็นการส่องกล้องเพื่อถ่ายภาพนกด้วยเลนส์ซูมตัวโต น้ำหนักมาก พ่อเลยต้องเป็นขาตั้งกล้องให้ลูก

2020-02-28_11-59-35

สนามหลวงที่จำได้

สนามหลวงเป็นที่ต้องห้าม ห้ามประชาชนเข้าไปใช้งานตั้งแต่เมื่อไหร่ผมก็จำไม่ได้ เพราะในความทรงจำที่จำได้ ผมไปเที่ยวเล่นที่สนามหลวงหลายครั้ง เพราะสนามหลวงเป็นที่ว่างที่เดียวในกรุงเทพที่พอจะให้เราวิ่งเล่น หรือ ไปเล่นกิจกรรมกลางแจ้งได้ อย่างน้อยก็ไปเล่นว่าว ไปจอดรถแล้วเดินไปดูวัดพระแก้ว

neg-sanamluang-img343

สมัย เรียนมัธยม ผมเริ่มเที่ยวเล่นนอกบ้านกับเพื่อน นั่งรถเมล์ไปสนามหลวง ไปดูผู้คนเขาเล่นว่าว มีว่าววางขายเต็มไปหมด เลือกซื้อสักตัวแล้วก็เล่นในสนามหลวง แดดร้อนๆก็ไม่เป็นไรเพราะเด็กๆเล่นอะไรก็สนุก หิวน้ำก็รอคนหาบน้ำมาขาย หรือมีร้านขายน้ำเป็นรถเข็นรออยู่รอบๆสนามหลวงอยู่แล้ว

neg-sanamluang-img347

สมัยทำงานใหม่ๆเริ่มหัดถ่ายรูป ก็แวะไปถ่ายเล่นที่สนามหลวง วัดพระแก้ว การเดินเล่นสนามหลวงสักรอบทำให้เราได้ฝึกฝีมือถ่ายภาพได้หลายบทเรียน จะถ่ายเน้นองค์ประกอบระดับประกวด หรือถ่ายแนวสตรีท หรือถ่ายเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์ก็ตามใจเรา สนามหลวงเป็นโรงเรียนถ่ายภาพชั้นดีเลย

neg-sanamluang-img349

บางช่วงเวลา นั่งรถไปดูข้าวที่ทางการเขาหว่านไถในงานแรกนาขวัญ ไปคุ้ยทรายหาเมล็ดข้าวพระราชทาน สนามหลวงใช้เป็นที่ทำนาเรียกขวัญกำลังใจให้เกษตรกร ผมแวะไปดูชาวบ้านคุ้ยข้าวเก็บไว้เป็นที่ระลึก ผมลองหาเองบ้าง ไม่เจอสักเม็ด แต่ชาวบ้านเก็บไว้เต็มมือ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ดีใจด้วยที่ได้กำลังใจกลับไป

11may2009-rice-img_3849
kite02

ปี พศ 2563 ตอนต้นปี สนามหลวงโดนปิดล้อม ห้ามเข้า ห้ามใช้ โดยผมเองก็ไม่ทราบเหตุผล แต่ วันนี้ 22 กันยายน 2563 ได้ข่าวว่าเปิดให้เข้าไปใช้งานได้ มีกลุ่มประท้วง มีม็อบมาแสดงความคิดเห็น ปรากฏการณ์นี้ทำให้เราได้สนามหลวงกลับคืนมา แต่จะกลับมาอย่างถาวรหรือเปล่าก็รอดูกันต่อไป

เลือกภาพทำนามบัตร

มีเพื่อนมาปรึกษาเรื่องการออกแบบนามบัตรเพื่อไปใช้กับธุรกิจ โดยเพื่อนผมทำอาชีพขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับต้นไม้ หลังจากสอบถามพูดคุยกันพักใหญ่ ก็ได้ข้อมูลว่า นาข้าว ต้นข้าวเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักกลุ่มหนึ่งที่เพื่อนอยากจะเจาะตลาด ขณะเดียวกันก็อยากได้สวนผลไม้ สวนดอกไม้อื่นๆด้วย แต่อยากจะโฟกัสกับนาข้าวก่อนเป็นลำดับแรก

“พี่เอาอะไรก็ได้”

เพื่อนผมบอกข้อมูลว่า ทำนามบัตรให้หน่อยสิ ง่ายๆ อะไรก็ได้ ผมก็นึกถึง คำว่า อะไรก็ได้ตอนที่ผู้หญิงเลือกร้านอาหาร อะไรก็ได้ของผู้หญิงบางทีหมายถึง เลือกดีๆนะ อย่าทะลึ่งเลือกผิด เดี๋ยววีน ผมรอให้เวลาผ่านไปสักสองวันแล้วถามเพื่อนท่านนี้อีกครั้ง ว่าจะให้ออกแบบนามบัตรแบบไหน เพื่อนก็ยังคงย้ำกว่าอะไรก็ได้ เอามาเถอะ จะใช้แล้ว

ผมก็เลยเริ่มลงมือออกแบบนามบัตรอะไรก็ได้ ง่ายๆ สิ่งที่ต้องมีอยู่ในนามบัตรก็คือ ชื่อ นามสกุล เบอร์โทร ช่องทางติดต่อต่างๆที่อยากให้ลูกค้าทราบ และข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจเล็กน้อย คือดูนามบัตรแล้วพอเดาออกว่าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอะไร และโจทย์เพิ่มเติมก็คือ ลูกค้าผมต้องส่งสินค้าด้วยไปรษณีย์หรือขนส่งเอกชน จะต้องมีการเขียนชื่อที่อยู่ผู้ส่งด้วย ผมก็เลยคิดว่านามบัตรที่จะพิมพ์นี้ก็ควรจะใช้ติดไปบนแพ็คเกจเพื่อระบุผู้ส่งไปเลย

ให้วิศวกรออกแบบมันก็จะทื่อๆหน่อย แต่ก็ได้ใจความครบ แก้ปัญหาได้ เกาถูกที่คัน มีทุกอย่างยกเว้นความสวยงาม นี่คือสิ่งที่วิศวกรจะทำให้ได้ ผมเป็นวิศวกรที่พอจะมีภาพถ่ายสต๊อคไว้ขายก็เลยเลือกหยิบภาพที่ขายมาใช้กับงานของเพื่อน

ภาพต้นข้าวเป็นภาพที่ผมนึกถึง และภาพต้นข้าวผมก็เคยถ่ายไว้ในอดีตชุดใหญ่เลย ภาพเหล่านี้เป็นการถ่ายนาข้าวในหลายๆรูปแบบ หลายช่วงเวลา ในตอนนั้นที่ถ่ายภาพข้าวก็เป็นโจทย์ว่าอยากจะโปรโมทปุ๋ยใส่นาข้าวนั่นเอง และวันนี้ โุจทย์ของเพื่อนก็คล้ายๆกันคือโปรโมทธุรกิจขายปุ๋ยใช้กับต้นไม้ เน้นนาข้าว ที่เพิ่มเติมคืออะไรก็ได้

717296133
rice2-down-600w-452874925

ผมเลือกภาพจากสต๊อคแล้วใช้ในงานออกแบบ วางตัวหนังสือ วางโลโก้ วาง qr code ของโปรแกรม line ของลูกค้า ได้ออกมาเป็นภาพนี้ แต่ที่พิเศษกว่าปกติเล็กน้อยก็คือ นามบัตรชุดนี้เป็นแผ่นสติ๊กเกอร์ เมื่อใช้เป็นนามบัตรก็หยิบแจกไปตรงๆไม่ต้องลอก แต่ถ้าจะใช้ติดกล่อง ติดซอง ก็แกะสติ๊กเกอร์ออกจากแผ่นรองหลัง แล้วแปะลงไปบนซองหรือแพ็คเกจได้เลย ลูกค้าชอบไอเดียนี้ เลยผลิตด้วยสติ๊กเกอร์ทันที

IMG_20200918_121121

ภาพรวงข้าวภาพนี้เป็นตัวแทนของภาพสต๊อคเกี่ยวกับนาข้าวที่ผมชอบที่สุด ภาพรวงข้าวจากชัยนาททิ้งตัวโค้งๆสวยงาม อยู่ในสภาพแสงนุ่มนวลของวันที่ไปถ่ายภาพ ภาพนี้ผมอัดขยายใส่กรอบ ทำเป็นโปสการ์ดแจกเล่น รวมถึงเคยทำเป็นปฏิทินด้วย เอามาใช้อีกครั้งในนามบัตรก็ดูแล้วไม่ขี้เหร่

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มกับการใช้แสงแฟลช

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มได้กลับมานิยมกันอีกครั้งในยุค พศ.2563 แต่การหวนกลับมาของฟิล์มครั้งนี้มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่แพงมหาศาล แต่คนก็ยังเหนียวแน่นกับการถ่ายภาพแบบลองผิดลองถูก ถ่ายทุกม้วนลุ้นทุกเฟรม การใช้แฟลชกับกล้องฟิล์มก็ดูจะมีบางกลุ่มที่ชอบใช้ เพราะลักษณะภาพแตกต่างไปจากมือถือ แตกต่างไปจากภาพจากกล้องดิจิทัล บทความนี้จะแนะนำการใช้แฟลชในบางรูปแบบเปรียบเทียบให้ดูว่า ช่างภาพยุคโบราณใช้แฟลชด้วยแนวคิดอย่างไร และอาจจะไม่เหมือนยุคนี้ทั้งหมด แต่หลักการจะสามารถนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานภาพได้

000037

ภาพที่1 ถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม เปิดแฟลชด้วย โดยใช้โหมด P บนกล้อง SLR ของ canon ลักษณะภาพจะได้แสงแฟลชพอดีบนตัวแบบ และฉากหลังค่อนข้างดำมืด นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อเราเปิดโหมด P พร้อมด้วยเปิดใช้งานแสงแฟลช กล้องจะเลือกค่ารูรับแสง f4 และ ความไวชัตเตอร์เป็นค่าสูงๆประมาณ 1/60 วินาทีสำหรับที่แสงน้อย และอาจจะเลือกเป็น 1/125 วินาทีในที่แสงจัด กล้องจะคิดแทนเราว่าเราต้องการภาพไม่สั่น รูรับแสงน้อยเท่าที่เลนส์จะมีให้ได้ โดยฉากหลังจะมืดก็ไม่สนใจ เพราะตัวแบบจะได้รับแสงแฟลชที่เพียงพออยู่แล้ว ภาพจึงออกมาตามภาพคือตัวแบบได้แสงพอดี ส่วนฉากหลังจะดำเกือบมืดนั่นเอง

000038

ภาพที่ 2 เป็นภาพที่ตั้งใจปรับกล้องอีกแบบหนึ่ง เลือกการตั้งค่าให้เป็นโหมด AV พร้อมเปิดแฟลช ในโหมด Av บนกล้อง canon เมื่อเลือกรูรับแสง f4 กล้องจะเลือกค่าสปีตชัตเตอร์ให้เป็นค่าที่วัดแสงฉากหลังได้พอดี ซึ่งสปีดอาจจะต่ำลง ภาพแนวนี้ถ้าเป็นในอาคารจะใช้ขาตั้งด้วยเพื่อป้องกันการสั่นไหว นั่นจึงทำให้ฉากหลังของภาพที่ 2 นี้ ดูสว่างขึ้นกว่าภาพที่ 1 ส่วนตัวแบบจะได้แสงสว่างจากแฟลชและแสงในอาคาร แต่แสงหลักๆที่ทำให้ตัวแบบสว่างก็คือแสงแฟลช โดยรวมก็คือ ภาพที่1และ2 ตัวแบบจะได้แสงจากแฟลชเป็นแสงหลักและเป็นค่าแสงแฟลชที่สว่างพอดีบนตัวแบบ แต่ฉากหลังจะต่างกันตามโหมด P และ Av ที่กล้องคิดไม่เหมือนกัน

000031

ภาพที่ 3 เป็นโหมด Av ที่ปิดแฟลช เป็นการวัดแสงพอดีทั้งภาพ ตัวแบบจะได้แสงพอดีจากการวัดแสงจริงๆในโหมดนี้ และฉากหลังหากโดนแสงภายนอกส่องเข้ามาพอๆกับแบบ เราก็จะได้ภาพแบบและฉากหลังที่สว่างเหมือนกัน นั่นคือแสงพอดีเหมือนกันตั้งแต่หน้าถึงหลัง สถานการณ์นี้ขาตั้งกล้องจำเป็นมาก เพราะการถ่ายภาพในอาคาร วัดแสงพอดี ด้วยฟิล์มความไวต่ำ ความไวชัตเตอร์จะต่ำมาก หากถือด้วยมือเปล่าภาพจะสั่นแน่นอน

การใช้แฟลชถ่ายภาพมีเทคนิคการคิดหลายชั้น ค่อยๆฝึกถ่ายไปทีละบทเรียนก็จะมีความเข้าใจทีละน้อย สะสมความรู้ไปเรื่อยๆเราก็จะมีเทคนิคที่หลากหลายไปใช้ออกแบบรูปถ่ายของเรา ช่างภาพที่ดีก็คือช่างภาพที่เข้าใจแสงและอุปกรณ์ เส้นทางนี้ไม่มีทางลัด ต้องค่อยๆเรียนกันไป

กำจัดรังต่อ

ตัวต่อมาทำรังที่หลังคาบ้าน ประมาณหกเดือนที่แล้วขนาดที่เห็นประมาณลูกมะพร้าว ผู้รู้หลายคนบอกว่า บางทีเดี๋ยวมันก็จะหลุดเอง หรือ มันอาจจะไม่ได้โตขึ้น เพราะอาจจะย้ายที่ หรือฝนตกแรงก็จะหลุดได้

การกำจัดรังต่อเป็นเรื่องอันตราย เคยมีคนตายมาแล้วจากการไปตีรังต่อแล้วโดนตัวต่อรุมต่อยจนตาย มีบางข่าวก็มีคนตายเพราะรังต่อตกลงมาแล้วแตกอยู่ข้างที่นอน โดนตัวต่อต่อยหนียังไงก็โดนรุมต่อย แล้วก็ตาย ดังนั้น งานกำจัดรังต่อต้องปล่อยให้มืออาชีพจัดการ ชาวบ้านทั่วไปอย่าประมาททำเองเด็ดขาด

IMG_4360

รอมา6เดือน จากลูกมะพร้าวกลายเป็นกาละมัง ใหญ่จนยาวกว่าท่อนแขนผู้ใหญ่ เลยจัดการติดต่อเจ้าหน้าที่ดับเพลง โทร 199 ให้มาช่วยกำจัดหน่อย เจ้าหน้าที่รับเรื่องแล้ววันถัดมาก็เข้ามาดูและจัดการในตอนค่ำ

เจ้าหน้าที่ให้ความรู้ว่า การจะเอารังต่อออก ต้องเผาด้วยไฟ และจะต้องทำตอนกลางคืน ปิดไฟบ้าน ไฟทาง เพื่อไม่ให้ตัวต่อมองเห็นง่ายๆ การเผาด้วยไฟจะทำให้สิ่งปลูกสร้างอย่างหลังคามีรอยไฟไหม้ อย่าวเลวร้ายคืออาจต้องซ่อมหรือรื้อหลังคาทำใหม่ซึ่งเจ้าหน้าที่จะอธิบายถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เจ้าบ้านอย่างผมก็ยอมอยู่แล้ว เพราะตัวต่อฆ่าคนได้

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็จัดการเผา เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะเตรียมถังดับเพลิง สายยางฉีดน้ำ รอเอาไว้ เผื่อไฟลาม เจ้าหน้าที่ใส่ชุดป้องกันรัดกุม น้ำมันเบนซินผสมน้ำมันดีเซลเจ้าหน้าที่เตรียมมาเอง ตอนเผาก็จะมีการแงะให้รังแตกออกมาด้วย มีรังร่วง ตัวต่อร่วงระนาวลงพื้น พอเผารังหมด ก็มาจัดการตัวที่ร่วงลงมาบนพื้นต่อด้วยการฉีดยาฆ่าแมลงซ้ำเข้าไป เพื่อให้มันใจว่าตัวต่อตายสนิททุกตัว

เช้าวันรุ่งขึ้นก็เลยไปดูเศษซากต่างๆที่ร่วงอยู่บนพื้น มีรังต่อที่มีรูและมีตัวอ่อนแทรกอยู่จำนวนมาก บางชิ้นตัวอ่อนยังไม่ตาย มีการขยับอยู่ในรังด้วย ดูน่ากลัวมาก

IMG_4387

สรุปวิธีการจัดการรังต่อ

1 กำจัดรังให้เร็วที่สุดอย่าให้รังโตขึ้นเรื่อยๆ

2 ใช้บริการเจ้าหน้าที่ดับเพลิง โทร 199 แจ้งขอให้มากำจัดรังต่อ บอกที่อยู่ ให้ชัดเจน

3 นัดหมายเจ้าหน้าที่ วัน เวลา เจ้าหน้าที่จะทำการจุดไฟเผาเมื่อฟ้ามืด

4 น้ำมันจุดไฟเจ้าหน้าที่เตรียมมาเอง เป็นน้ำมันเบนซินผสมดีเซล

5 ไม่มีค่าใช้จ่าย

แม้จะไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ผมก็อยากให้รางวัลเป็นสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆ เพราะเจ้าหน้าที่ทำงานอันตรายจริงๆ

วันต่อมาหลังจากรังพังไปแล้ว

รังต่อที่เป็นเศษซากตกหล่นที่พื้นจำนวนมาก มีตัวอ่อนติดคาอยู่ในรัง บางส่วนยังไม่ตายทันที ถึงมีคลิปวิดีโอที่ถ่ายเก็บไว้ได้ ตอนเย็นสังเกตุเห็นกบมาเดินเล่นไปมาใกล้ๆเศษรัง และในวันที่สองหลังจากเผาก็เห็นกบหลายตัวมาเดินเล่นแถวซากรัง เข้าใจว่าจะมาหาตัวอ่อนกิน เพราะกบพวกนี้ไม่เคยเจอว่ามาเดินในพื้นที่แถวนี้ คงเป็นกบที่หลบซ่อนอยู่ในสวนหลังบ้านแล้วมาหาอาหารที่ซากรังต่อ

ตัวอย่างภาพจาก harman reusable camera เทียบกับวิดีโอจากกล้องอีกตัว

กล้องพลาสติกของ ilford รุ่น harman reusable camera เป็นกล้องราคาถูก ขายมาพร้อมฟิล์มขาวดำ แต่เราก็สามารถใช้ฟิล์มสีกับกล้องตัวนี้ได้ ผมใช้ฟิล์มฟูจิ c200 ใส่กล้องแล้วก็ถ่ายไปเรื่อยๆในหลายๆโอกาส และในภาพนี้ เป็นสนามเด็กเล่นที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ รังสิต ลูกวิ่งเล่นก็เลยหยิบกล้องมาถ่าย กล้องมีสปีดเดียวที่ไม่รู้ว่าค่าความเร็วชัตเตอร์เท่าไร แต่ก็เดาว่าประมาณ 1/125 วินาที ส่วนรูรับแสงประมาณ f10 การใช้กับฟิล์มความไว 200 ก็พอจะทำให้ได้ภาพที่พอดีกับแสงแดดอ่อนๆที่ส่องอยู่ในสนาม เมื่อถ่ายภาพนิ่งเสร็จก็เอากล้อง actioncam ออกมาถ่ายเป็นคลิปเก็บไว้ด้วย พอได้ภาพจากทั้งสองกล้องแล้วเอามาดูเปรียบเทียบกัน ก็ได้เห็นว่า กล้องถ่ายภาพของ harman reusable camera ก็ทำงานได้มาตรฐานดี เพราะภาพได้สีสันใกล้เคียงกับกล้องวิดีโอ

000023

ในความเป็นจริง ภาพวิดีโอก็คือภาพนิ่งหลายๆภาพมาเรียงต่อกัน ภาพวิดีโอ 1 วินาที อาจจะมีภาพนิ่ง 25 ภาพ ดังนั้นภาพนิ่งจากฟิล์ม หรือ ภาพจากวิดีโอ ก็ควรจะมีลักษณะแสงที่มากน้อยเท่ากัน ถ้าทั้งสองระบบนั้นวัดแสงพอดีทั้งคู่

เมื่อนั่งดูไปนานๆ กลับนึกไปถึงว่า ถ้าเราไม่ใช้ฟิล์ม ไม่ใช้กล้องพลาสติก เปลี่ยนเป็นกล้องดิจิทัลสักตัว เราก็ได้ภาพเช่นกัน คนทั่วโลกก็เข้าสู่การถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์มือถือที่ออกมาในยุคปัจจุบันก็มีคุณภาพดีกว่ากล้องดิจิทัลราคาถูกๆ และเชื่อว่าก็คงดีกว่า actioncam เสียด้วย แปลกดีที่เราหลงใหลกับการถ่ายภาพด้วยฟิล์มบนกล้องพลาสติกที่มีคุณภาพของภาพพอๆกับกล้องดิจิทัลราคาถูก



วันเกิดขอบฟ้า 20jul2020

20200720182226_IMG_0161

สุขสันต์วันเกิด8 ขวบ ปีนี้ขอบฟ้าได้รับของขวัญจากแม่เป็น segway และพ่อให้เสื้อ never give up ที่โมฮัมเม็ด ซาร่า ใส่เดินอยู่ในสนาม วันที่ลิเวอร์พูลแข่งกับบาเซโลน่าแล้วสร้างปาฏิหาริย์ ลิเวอร์พูลชนะ 4-0 สิ่งที่น่าจดจำในวันนั้นคือความพยายาม และ เสื้อที่ถูกกล้องจับภาพไว้ได้ เสื้อพร้อมโปสการ์ดมีลายเซ็นซาร่าห์ พ่อเสกโปสการ์ดใบเดียวในโลกให้ด้วย ขอบฟ้าได้รับแล้วหยิบโปสการ์ดมาดู แล้วก็บอกว่า ชอบมาก

20200720180708_IMG_0129
20200720181358_IMG_0150
IMG_20200720_211357
salah-2-1557255436
20200725152943_IMG_0178

รวมเทคนิคการจัดไฟถ่ายสินค้า

koibox-IMG_8010dpp
koibox-IMG_8017dpp

แหวนกับถุงผ้าสีชมพู ถ่ายภาพให้ดูเป็นของพรีเมี่ยม ดูเป็นแค็ตตาลีอคขายของ ก็จัดการวางแหวนไว้บนถุงผ้า เพื่อให้แหวนอยู่บนพื้นสีชมพู กล่องถ่ายภาพเป็นฉากขาว พื้นขาว ถ้าถ่ายแหวนเดี่ยวๆอาจจะไม่โดดเด่นมาก ก็เลยลองวางบนผ้า แล้วก็ได้ภาพน่าสนใจ กล่องกระดาษเจาะรูด้านข้าง ติดกระดาษขาวช่วยกรองแสง ใช้ไฟแฟลชส่องจากด้านข้างดวงเดียว ได้ภาพแสงนุ่มถูกใจ

Banana in lighting box
จัดไฟถ่ายกล้วย lighting banana

การใช้กล่องไฟเหมาะกับการถ่ายภาพสินค้า นอกจากกล่องกระดาษแบบ DIY แล้ว เรายังสามารถหากล่องพลาสติกขาวขุ่นมาใช้แทนได้ด้วย และเมื่อเจอถังขยะที่ขายอยู่ในห้าง ดูแล้วน่าจะเอามาใช้ได้ ก็เลยซื้อมาลอง แล้วก็กลายเป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพไปอีกชิ้น กล่องไฟจากถังขยะ จัดไฟให้ส่องลงด้านบนกล่อง แล้วแสงในกล่องก็จะนุ่มนวล สามารถใช้ถ่ายสินค้าต่างๆได้เลย

24oct2011 test white box-IMG_8015
24oct2011 test white box-IMG_8031

กล่องถังขยะขาวขุ่นยังคงใช้งานเป็นกล่องไฟสำหรับถ่ายสินค้าอยู่เป็นระยะ มีอะไรอยากถ่ายเพื่อขาย หรือเพื่อถ่ายเล่นสวยๆ ก็จัดวางในกล่อง ไฟส่องด้านบนกล่อง แล้วก็จับภาพให้เห็นเฉพาะสินค้า เราก็จะได้ภาพถ่ายสินค้าคุณภาพสูง สีสันถูกต้อง

IMG_0016
IMG_0012

กล้องโพลารอยด์วางไว้ในกล่องไฟสีขาว กล่องตัวเดิมที่ใช้งานมาหลายๆครั้ง การจัดวางแสงไฟที่วางด้านนอก เราจะส่องเข้าด้านข้าง หรือส่องเข้าด้านบนของกล่องก็ได้ หรือ วางเฉียงเพื่อให้ไฟส่องได้ทั้งด้านบนและด้านข้างกล่องไฟ เราก็จะได้แสงภายในที่ แตกต่างไปจากงานตัวเก่า เพดานกล่องโดนแสงไฟ ด้านซ้ายกล่องก็โดนแสงไฟ ภายในกล่องก็จะเหมือนเราจตัดไฟสองดวง เหมือนแสงสว่างจะมาจากด้านข้างและด้านบน

IMG_b0218packaging
IMG_b0220packaging

กล่องไฟดัดแปลง ติดกระดาษด้านบน ด้านซ้าย ด้านขวา ตอนใช้งานกับถ้วยกาแฟเราก็ให้แสงแฟลชยิงเข้าด้านข้างกล่อง ไฟมาจากด้านเฉียงๆ แฟลชจะวิ่งไปโดนเพดานกล่อง และด้านซ้ายของกล่อง ชุดไฟแบบเคลื่อนที่เร็วราคาประหยัด ยกไปถ่ายที่ไหนก็ได้

IMG_0034
IMG_0037

กล่องไฟชิ้นเดิม นำมาใช้ถ่ายเครื่องเสียงหน้าตาโบราณ เราวางกล่องในห้องสีแดง มีข้อควรระวังเล็กน้อยคือ ไปแฟลชที่ส่องไปยังกล่องกระดาษ เราควรจะจัดไฟให้ใกล้กล่องสักหน่อย เพราะถ้าไฟอยู่ห่างจากกล่อง แสงไฟที่กระจายออกจากแฟลช จะวิ่งไปสะท้อนผนังห้องสีแดง จะมีไฟสีแดงเกิดขึ้นกับภาพของเรา แสงไฟสีแดงจะส่งผลต่อภาพสินค้าได้เช่นกัน ดังนั้น เราต้องจัดวางไฟแฟลชให้ใกล้กล่องที่สุดเท่าที่จะใกล้ได้ เพื่อให้ผลของสีแดงเข้ากล่องให้น้อยที่สุดนั่นเอง

IMG_1542
IMG_1538

กล่องไฟถ่ายสินค้ารุ่นทำเอง ยังคงทำงานของมันไปเรื่อยๆ ในบางครั้งเราก็เบื่อกับฉากสีขาว พื้นสีขาว หากเราอยากเปลี่ยนสี เราก็แค่เอากระดาษสีมาวางในกล่อง วางลาดจากพื้นกล่องขึ้นไปทางด้านผนังด้านหลัง เราก็จะได้ฉากสีดำสำหรับถ่ายภาพสินค้า สินค้าบางชนิดอยู่บนฉากดำจะดูสวยและเหมาะกับงานมากกว่าฉากสีขาว ไม่ว่าเราอยากได้ฉากสีอะไร เราก็เปลี่ยนได้ตามใจแค่ซื้อกระดาษสีที่ต้องการมาวางเท่านั้น

บ่นเรื่องน่ากังวลของระบบจ่ายเงิน online

ผมใช้บริการของเว็บ flickr.com มาน่าจะสิบปีแล้ว เว็บนี้เป็นเว็บสำหรับฝากเก็บภาพถ่าย เราสามารถใส่ภาพเข้าไปในระบบของ flickr ได้ไม่จำกัด มีท้ังบริการใช้ฟรีและแบบเสียเงิน แต่ข้อจำกัดของระบบฟรีคือจะมองเห็นแค่ 200 ภาพล่าสุด ส่วนแบบเสียเงินจะมองเห็นทุกภาพ สามารถค้นหาแและบริหารจัดการได้สะดวกมาก นี่คือเงื่อนไขในปีแรกๆที่ผมเข้าใจ ซึ่งในที่สุดผมก็ตัดสินใจจ่ายเงิน เพื่อจะเก็บภาพทุกชนิด ทุกภาพ ของผมเข้าระบบ flickr

วิธีการจ่ายเงินสำหรับระบบ online ก็คือการโอนเงินด้วยบัญชีธนาคาร หรือจ่ายด้วยบัตรเครดิต ซึ่งผมไม่มีบัตรเครดิตใช้ก็จะไม่ค่อยสะดวก ทำให้ในช่วงปีแรกๆผมทนใช้แบบฟรีไปก่อน แต่ต่อมา ธนาคารไทยอย่างกสิกรก็มีบริการ บัตรเครดิตเสมือน หรือ virtual card ที่จะให้เลขบัตรเครดิตสำหรับคนที่อยากใช้จ่ายเงิน online แต่ไม่ได้มีบัตรเครดิตจริงๆ ผมก็เลยสมัครใช้บริการ และใช้บัตรเครดิตเสมือนจ่ายเงินสินค้าทุกอย่างทาง online

บัญชี google ที่เก็บข้อมูลได้ 100g ก็ต้องเสียเงินเดือนละ 1.99 ดอลล่าร์ หรือ 70 บาท ก็เลือกให้จ่ายด้วยการตัดบัตรเครดิตเสมือน ซึ่งตัวเงินที่ตัดไป จะไปหักออกจากบัญชีออมทรัพย์ของผมเอง และมันก็เป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับการซื้อของทางอินเทอเน็ต และมันดีไม่แพ้ paypal เลย ซึ่งจริงๆผมก็มีบัญชี paypal อยู่เช่นกัน

ผมเลือกจ่ายสินค้าและบริการต่างๆทางเน็ตผ่านระบบ virtual card ของกสิกรมาโดยตลอด และในช่วงเวลาหนึ่ง flickr.com มีการเปลี่ยนเจ้าของ ทำให้ระบบการเก็บเงินของเว็บนี้มีการเปลี่ยนแปลง และมันก็เป็นที่มาของปัญหาบางอย่างที่ผมไม่เข้าใจ

SharedScreenshot-flickr cost

ดูจากประวัติการจ่ายเงินจะเห็นว่า ผมจ่ายเงินตั้งแต่ปี คศ 2015 และจ่ายมาทุกปี จนกระทั่งปี 2019 ที่มีปัญหา ผมจ่ายไม่ได้ และทำให้ผมเป็นกังวลอย่างมาก เพราะกลัวว่าถ้าเราขาดการเป็นสมาชิกหรือไม่จ่ายเงินในระบบจนนานเกินเวลาที่ระบบกำหนดไว้ account ของผมจะหายไป และภาพที่เก็บไว้ก็จะหายไปหมด ไม่สามารถใช้งานดูภาพย้อนหลังได้อีก ซี่งผมก็ระวังเรื่องนี้อย่างยิ่ง พยายามจ่ายเงินตรงเวลาที่สุด แต่ปัญหาในปี 2019 ทำให้ผมจ่ายเงินไม่ได้

2020-06-20_12-22-42

ปัญหาที่ว่าก็คือ ระบบพยายามตัดเงินจาก virtualcard แต่ไม่สามารถตัดเงินได้ ขณะที่ระบบตัดเงินจากเว็บอื่นทำงานได้ปกติ ดูจาก sms ที่ส่งเข้ามือถือเวลาไม่เงินถูกตัดออกไปจากบัญชี การซื้อของจากเว็บอื่น การตัดเงินจาก google ยังทำได้ปกติ แต่การตัดเงินจาก flickr มีปัญหา ตัดเงินไม่ได้เลย ยอดเงินแจ้งเป็น 0 บาทตลอด และสถานะในเว็บผมก็มีตัวหนังสือเตือนให้จ่ายเงินค่าสมาชิกอยู่ตลอด เห็นแล้วก็กังวล แต่ไม่รู้จะทำยังไง ผมลอง remove วิธีตัดเงิน virtualcard ออกจาก flickr แล้วสร้าง virtualcard อันใหม่เข้าไปแทน ระบบก็ยังตัดเงินไม่ได้อยู่ดี เวลาผ่านจากปี 2019 มาถึง 2020 ผมยังคงทะยอยทดลองให้ตัดเงินอยู่อีกหลายครั้ง แต่ก็พบกับข้อความแบบเดิมคือ ระบบตัดเงิน 0 บาทตลอด ก็คือ เว็บ flickr ยังไม่ได้รับเงินรายปีจากผมนั่นเอง

ลองจนเบื่อแล้วก็ลืมไป ผ่านไปปีกว่า ยังคงเห็นข้อความเตือนให้ต่ออายุอยู่เช่นเดิม และทุกครั้งที่ลองตัดเงิน ก็พบปัญหาเดิมคือ ระบบของ flickr.com ตัดเงินออกจาก virtualcard ไม่ได้เลยสักครั้ง ผมพยายามจะติดต่อ callcenter แต่ก็ต้องหมดความอดทนรอ เพราะผมไม่ได้คุยกับคนเลย โทรไป callcenter ก็เจอกับคอมพิวเตอร์มารับสาย พูดพล่ามอะไรไปอีกหลายนาทีกว่าจะฟังครบ แล้วก็พบว่า ไม่เจอช่องทางที่จะเข้าไปในส่วนที่ตรงกับปัญหาของผม เสียเวลาอย่างมาก เสียอารมณ์ด้วย

แล้วก็ฉุกคิดได้ว่าน่าจะลองตัดเงินด้วย paypal ดูบ้าง เพราะผมมีบัญชี paypal อยู่จากการขายภาพ online ยอดเงินใน paypal พอที่จะจ่ายค่าบริการของ flickr แน่นอน ก็เลยจัดการจ่ายไป ระบบ paypal ก็ทำงานได้ดี สามารถตัดเงินได้จริง และทำให้ผมได้จ่ายค่าใช้บริการต่ออย่างสบายใจ account ของผมยังคงทำงานได้เต็มที่ และภาพที่เก็บไว้ก็จะปลอดภัยไปอีก 1 ปี

ตอนนี้มีเรื่องแปลกใจอยู่อย่างหนี่ง คือ ค่าบริการปีนี้เป็น 71.88 ดอลล่าร์ แทนที่จะเป็น 24.95 ดอลล่าร์ ผมไม่รู้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรใน flickr บ้าง บางทีการเปลี่ยนเจ้าของก็อาจจะเปลี่ยนอัตราค่าบริการก็ได้ เดี๋ยวปีหน้าค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะจ่ายต่อ หรือ หาที่เก็บภาพใหม่

สิ่งที่สงสัยอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ทำไม flickr.com ตัดเงินจาก virtualcard ของ กสิกรไม่ได้ ตรงนี้ก็อยากให้ทางธนาคารช่วยวิเคราะห์ให้ด้วย ผมไม่มีความพยายามจะอดทนรอโทรเข้า callcenter ที่ไม่มีคนมาคุยกับผมแล้ว รอนานจนน่าหงุดหงิด ธนาคารควรจะมีช่องทาง chat online ได้แล้ว เพื่อให้ปัญหาต่างๆของลูกค้าสามารถแก้ไขได้รวดเร็ว บริการที่ดีเป็นอย่างไรธนาคารควรจะคิดเองได้ และผมก็ติชมผ่านบทความนี้แล้วด้วย ขอให้เจ้าหน้าที่หรือระบบ ai ของกสิกรหรือ kbank ได้แวะเข้ามาอ่าน แล้วนำไปปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น

แถมให้อีกนิด เว็บ flickr.com เป็นเว็บเก็บภาพที่มีเครื่องมือในการย้อนดูภาพเก่าที่เก่งมาก ผมสามารถหาภาพที่ต้องการได้ง่าย เข้าถึงได้เร็ว มันทำให้ผมสามารถหาภาพของผมเองมาประกอบบทความที่เขียนได้อย่างสะดวกสบาย ผมสามารถย้อนดูภาพของลูกที่ถ่ายไว้เมื่อหลายปีก่อนได้ง่ายมาก เช่นภาพถ่ายตอนลูกผมเป่าเค้กวันเกิดในตอนอายุ 3 ขวบ ก็หาได้ในเวลาไม่กี่วินาที นี่คือพลังของเว็บเก็บภาพระดับโปรอย่าง flickr ในเงื่อนไขเดียวกัน ถ้าเราจะไปดูภาพลูกตอนสามขวบในเฟสบุ๊ค ผมเชื่อว่าอาจจะไถหน้าจอจนเมื่อยเลย แล้วก็อาจจะหมดความอดทนเสียก่อน

kobfa-home-IMG_0034