เครื่องมือน่าใช้สำหรับช่วยทำงาน
ผมเขียน content ในบล๊อกแห่งนี้มานานเกิน 10 ปีแล้ว และมีเนื้อหาเกี่ยวกับธุรกิจบางส่วนที่เขียนสรุปย่อเอาไว้ให้อ่านพอเข้าใจ เนื้อหาเกี่ยวกับการตลาดแบบบอกต่อ ซึ่งผมก็ใช้เนื้อหานี้ในการบอกเล่าให้กับเพื่อนนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งเป็นประจำ ซึ่งพอผ่านมาหลายปี เนื้อหาก็มีหลายสิบตอน ลองเอามารวมแล้วจัดหน้าบนหน้ากระดาษ A5 ได้เกือบ 200หน้า ก็เลยรวมเป็นเล่มไปเลยดีกว่า
เมื่อคิดจะรวมเล่มก็ต้องออกแบบปก เขียนคำนำ สารบัญ ก็ใช้เวลาประมาณ 5 วันในการรวมเนื้อหา เขียนคำนำเพิ่มเติมใช้ความสามารถในการทำ Table of content ของโปรแกรม Microsoft word ช่วยสร้างสารบัญให้ ส่วนออกแบบปกหน้าและปกหลังก็ใช้โปรแกรมจัดหน้า illustrator หยุดยาว 5 วันผ่านไปก็ได้หนังสือมา 1 เล่มที่พร้อมจะแจกจ่ายเป็น e-book ซึ่งตอนนี้กำลังคิดเรื่องหาทางจัดจำหน่ายในระบบของเว็บขายหนังสือด้วย ตั้งใจว่าจะทำเป็นทั้งเวอร์ชั่น E-book และเวอร์ชั่นกระดาษ
การเป็นเจ้าของโรงพิมพ์จะต้องทำงานสิ่งพิมพ์ให้ลูกค้าจำนวนมาก งานพิมพ์ที่ทำบ่อยก็คืองานนามบัตร โรงพิมพ์ในยุคปัจจุบันสามารถพิมพ์นามบัตรได้รวดเร็ว เพราะมีเครื่องพิมพ์ระบบดิจิทัลที่สั่งการด้วยคอมพิวเตอร์ เพียงแค่ส่งไฟล์อาร์ตเวิร์คที่พร้อมพิมพ์เข้าสู่เครื่องพิมพ์ ตั้งค่าเล็กน้อยว่าจะพิมพ์ด้วยกระดาษอะไร แล้วก็สั่งพิมพ์ออกมาได้เลย
หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล งานนามบัตรตัวหนังสือคมชัด สีสวย จะต้องพิมพ์ด้วยระบบการพิมพ์อ๊อพเซ็ท ค่าแม่พิมพ์ ค่าแรงการพิมพ์ เมื่อรวมกันแล้วต้นทุนการพิมพ์งานออกมาจะอยู่ที่ระดับหลายพันบาท นี่เป็นปัญหาของลูกค้าที่จะใช้นามบัตรจำนวนน้อย การมีเครื่องพิมพ์ดิจิทัลทำให้เราสามารถพิมพ์งานคุณภาพแบบเดียวกับการพิมพ์อ๊อพเซ็ทแต่พิมพ์แค่พอใช้งานหรือเท่าที่ต้องการ ราคาต่อใบก็ไม่แพงมาก นามบัตร 100 ใบ เราไม่ต้องจ่ายเงินระดับหลักพันบาทอีกแล้ว ทำให้การพิมพ์นามบัตรในยุคปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่ราคาไม่แพงและได้งานเร็วมาก
เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วก็นำมาวางเพื่อถ่ายรูปกันหน่อย นามบัตรออกแบบใหม่ครั้งนี้ทำโลโก้ใหม่ และจัดวางไว้ 2 รูปแบบเนื่องจากยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้แบบไหน ก็เลยพิมพ์ทั้ง 2 แบบเลย การถ่ายภาพสิ่งพิมพ์ก็เน้นถ่ายให้เห็นข้อมูลในสิ่งพิมพ์ แบ็คกราวน์ต่างๆในภาพก็เลือกเท่าที่หาได้ และทั้งหมดก็จบงานในรถยนต์ เพราะเลือกใช้เบาะรถยนต์เป็นพื้นหลัง
ในช่วงปีใหม่ก่อนจะเปลี่ยนเป็น พ.ศ. 2566 ผมอยู่ในช่วงวันหยุดสิ้นปี และลูกก็หยุดเรียน เลยคิดว่าจะพาลูกไปดูหนังในโรงหนังสักเรื่อง และเรื่อง อวตารภาค2 ก็กำลังฉายอยู่ หนังเรื่องนี้สร้างต่อจากภาค1ที่ผ่านมาแล้วเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
แม้ว่ายุคปัจจุบันเราจะมีบริการดูหนัง streaming ทางอินเทอเน็ตที่ทำให้เราได้นั่งดูอยู่ในบ้านแล้ว แต่ประสบการณ์การดูหนังโรงใหญ่ในห้างก็ยังเป็นสิ่งที่เด็กๆชอบ ผมเคยถามลูกว่าการดูหนังในโรงหนังแตกต่างกับในบ้านอย่างไร ลูกตอบว่า จอใหญ่ เสียงดี นี่คือสองคำตอบที่ชัดเจนที่สุดในมุมมองของเด็กอายุ 10 ขวบ ซึ่งไม่เหมือนกับมุมมองของพ่อกับแม่แล้ว
ผมเองแม้จะชอบเรื่องเครื่องเสียง ชอบการดูหนังฟังเพลง แต่ผมก็ไม่เคยโปรดปราณการไปดูหนังในโรงหนังเลย อาจเพราะผมสนใจแค่เนื้อหาของหนังก็ได้ เรื่องความอลังการ เสียงดี จอใหญ่เลยไม่สำคัญสำหรับผม และยิ่งผมมีนิสัยที่ไม่ชอบคนเยอะ ไม่ชอบรถติด ก็ยิ่งทำให้การไปดูหนังในห้างเป็นเรื่องที่ไม่อยากทำ ถ้าไม่จำเป็น
พอตัดสินใจได้ก็เลือกว่าจะดูหนังเรื่องอวตารภาค2 โดยเรื่องนี้เป็นหนังที่เน้นภาพที่ตระการตา น่าตื่นเต้น เลยเลือกที่จะดูแบบ 3 มิติ ซึ่งการดูแบบ 3 มิติเราจำเป็นต้องดูในโรงหนังเท่านั้น เพราะระบบดูจากแผ่นหรือดูจาก streaming ยังไม่มีให้บริการ นั่นก็เป็นที่มาของเรื่องปวดหัวของผมแต่ไม่ใช่ของคนอื่น เพราะ 3 มิติ เราต้องเลือกโรง เลือกสถานที่ว่าจะต้องไปดูที่ไหน
บ้านผมใกล้เซ็นทรัลปิ่นเกล้าและโรงหนังในห้างเซ็นทรัลแห่งนี้ก็เป็นเครือเมเจอร์ซินิเพล็กซ์ และด้วยความที่เราอยากจะได้ที่นั่งในโรงที่ดีก็เลยต้องจองล่วงหน้าก่อนหนังฉายหลายชั่วโมง เพราะถ้าเราไปซื้อหน้าโรงจะเป็นที่นั่งที่ไม่ค่อยดีแล้ว ตำแหน่งดีๆจะถูกจองไปหมดแน่นอน คิดดังนี้ก็ก็เข้าเว็บแล้วเลือกโรง เลือกเวลา เลือกที่นั่ง
ปราฏกว่าที่เมเจอร์เซ็นทรัลปิ่นเกล้าไม่มีฉายเรื่องอวตาร2ในระบบ 3d แต่เป็นที่เมเจอร์ปิ่นเกล้าที่อยู่ตรงกันข้ามกับเซ็นทรัล เรื่องนี้ถ้าจะเล่าก็ยาวว่าทำไมต้องมีโรงหนังสองแห่งอยู่ตึกตรงกันข้ามกัน เด็กอายุน้อยกว่า 20 ปีคงไม่รู้ประวัติ เอาเป็นว่ามีอยู่ใกล้บ้าน ก็เลยเลือกเข้าไปจอง ผลก็คือ จองไม่ได้ ระบบเว็บของเมเจอร์มีปัญหา ช้าก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนที่เป็นปัญหาสำหรับผมก็คือ ระบบไม่มีทางเลือกการจ่ายเงินที่ผมจ่ายได้ และที่สำคัญคือ เมนูการจ่ายเงินไม่ทำงาน ผมเสียเวลาในหน้าเว็บเมเจอร์ไปเกือบชั่วโมง เลือกที่นั่งในโรงแล้วจ่ายเงินไม่ได้ บางทีเราอาจจะทำอะไรผิดพลาดข้ามขั้นตอน เลยคิดว่าจะลองใหม่อีกรอบก็ปิดหน้าเว็บเดิม แล้วเปิดเบราเซอร์ใหม่ แล้วเข้าไปเลือกที่นั่ง ทำใหม่ทั้งหมด ที่นั่งที่เลือกไว้ตอนแรกก็โดนล๊อคจากการจองของเรารอบแรก เข้าไปรอบสองก็เลยต้องเลือกที่นั่งอื่นแทน แล้วระบบก็รวนอีก สรุปจ่ายเงินไม่ได้ ผมต้องใช้ความพยายามครั้งที่3 ไปเข้าใน application บนมือถือ แล้วลองทำดู ผลก็คือ ไปไม่ถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน สรุป ผมทำที่นั่งโดนล๊อคไป 6 ที่ ผมไม่ได้ตั๋วหนัง
ผมตัดสินใจเข้าไปที่หน้าเว็บอีกครั้งด้วยคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แล้วไปส่งคอมเม้นท์ให้ทีมดูแลเว็บ ใจความว่า ผมติดปัญหาอะไร ผมใช้คอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการอะไร เบราเซอร์ที่ใช้ยี่ห้ออะไร และบ่นนิดหน่อยว่า ผมจะเอาเงินมาให้คุณ ไม่ต่อราคาเลยนะ ทำไมไม่ทำระบบให้มันดี ประมาณนี้แหละ แล้วผมก็หมดความพยายามกับเมเจอร์ซินิเพล็กซ์
ตัดสินใจไปที่ SF Cinema แทน โรงหนังเครือ SF มาทีหลังเมเจอร์ แต่ก็อยู่ในตลาดมายาวนานแล้ว และเว็บของ SF ทำได้ดีมาก ผมใช้เวลาประมาณ 3 นาที ผมได้ตั๋วหนัง 2 ใบ ได้เลือกส่วนลดที่จะใช้กับระบบด้วย ผมได้จ่ายเงินน้อยลงด้วย สรุปผมได้ดูหนังอวตารภาค2 ในระบบ 3d ในราคาตั๋วใบละ 150 บาทเท่านั้น ซึ่งราคาโปรโมชั่นที่ผมหามาใช้คือได้ตั๋วใบละ 120 แต่่ต้องจ่ายเพิ่ม 30 เป็นค่า 3มิติ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเดิมทีผมตั้งใจจะจ่ายราคาเต็มเกือบหกร้อยบาทอยู่แล้ว
การใช้งานครั้งแรกกับเว็บของ SF ทำให้ผมได้ดูหนัง ได้ซื้อตั๋วหนังได้อย่างง่ายดาย ระบบที่จะรับเงินลูกค้าควรทำแบบนี้แหละ ทำให้มันง่ายที่สุด มีช่องทางจ่ายเงินที่หลากหลาย เพราะลูกค้าแต่ละคนใช้วิธีการจ่ายเงินแตกต่างกัน ระบบที่เปิดให้จ่ายเงินได้เกือบทุกช่องทาง ทุกวิธี นับว่าเป็นระบบมืออาชีพ และน่าอุดหนุนต่อไปเรื่อยๆ หลังจากนี้ผมคงจะเลิกเข้าเว็บของเมเจอร์ซินิเพล็กซ์ไปอีกพักใหญ่ๆ การเลิกเข้าเว็บครั้งนี้อาจจะยาวนานชั่วชีวิตก็ได้ เพราะลูกค้าอย่างผม ถ้าระบบเดิมไม่มีปัญหาผมก็อยู่กับระบบเดิมต่อไป เหมือนแบบเหตุการณ์วันนี้ที่ผมเลือกจองตั๋วกับเมเจอร์ในนาทีแรกที่คิดได้ว่าอยากดูหนัง แต่พอผมได้ประสบการณ์การใช้เว็บที่เลวร้ายก็ทำให้ผมต้องไปมองหาระบบอื่น ระบบเก่าส่งผมไปลองระบบของคู่แข่ง ผมก็เลยไปอยู่กับระบบใหม่ของคู่แข่งนั่นเอง หลังจากซื้อตั๋วสำเร็จ ก็จะมีอีเมลเข้ามาคอนเฟิร์ม แล้วก็มีตั๋วที่ระบุรอบฉาย เวลา ที่นั่ง เป็นแบบ QR code มาทางอีเมลนี้ด้วย เรานำภาพในอีเมลไปแสดงที่จุดเดินเข้าโรงภาพยนต์ได้เลย ไม่ต้องไปที่เค้าเตอร์ขายตั๋วในห้างอีกแล้ว
งานบริการที่จะเป็นช่องทางให้ลูกค้าติดต่อกับธุรกิจ การเก็บเงินลูกค้าควรถูกทำให้เสถียรที่สุด ช่องทางการเก็บเงินควรจะเป็นสิ่งที่ห้ามผิดพลาด ห้ามล่ม การขายของทางเว็บเป็นการขายที่ตั้งใจจะรับเงินตลอดเวลา การซัพพอร์ตงานหลังบ้านของระบบก็ควรจะมีทีมงานทำงานตลอดเวลาเช่นกัน ผมสละเวลาอธิบายปัญหาในส่วนของการคอมเม้นท์กลับไปด้วย แต่ก็ไม่มีการตอบกลับใดๆเลย ผมเดาว่าระบบการรับคอมเม้นท์ก็อาจจะเลวร้ายไม่ต่างกัน ถ้าผมเป็นเจ้าของธุรกิจที่จะรับเงินทางเว็บ ผมจะแก้ไขงานรับเงินให้ราบลื่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะตั้งทีมซัพพอร์ตการรับเงินให้มีความสำคัญลำดับแรกสุด
กลับมาที่ตัวหนังนิดนึง หนังเรื่องอวตารภาค2 เป็นหนังที่ดีมาก ทั้งในแง่ของงานสร้าง ความสวยงามของภาพ เทคนิคสามมิติที่เลอเลิศสุดๆ และเนื้อเรื่องที่ดี พัฒนาจิตใจคนดู เหมาะกับเด็กและผู้ใหญ่ทุกคนในโลกเลย ผมไม่แปลกใจที่ภาค 1 จะทำเงิน2700 ล้านดอลล่าร์ เป็นอันดับ1ของโลกมายาวนานมาก ก่อนจะมีหนังเรื่อง end game มาแซงได้ ส่วนภาค2 คงจะไปถึงระดับ พันล้านดอลล่าร์ได้ไม่ยาก
เมื่อพูดคำว่าการงานพื้นฐานอาชีพ ทำให้เรานึกย้อนไปในสมัยประถม เราเรียนวิชานี้ และแทบจะจำไม่ได้เลยว่าสมัยนั้นเราเรียนอะไรกันบ้าง แต่จากชื่อเราก็คงพอเดาได้ว่าก็น่าจะเป็นงานฝีมือที่ทำเป็นอาชีพได้ ยุคสมัยของพ่อแม่เมื่ออยู่ในวัยเด็กคงจะเรียนเรื่องเกี่ยวกับ เย็บปักถักร้อย ผมนึกออกแค่นี้จริงๆ

ปีนี้ ปี พศ 2565 โลกเราพัฒนาไปไกลมาก พวกนักการตลาดคุยกันถึงเรื่องเมตาเวิร์ส ระบบการสื่อสารอินเทอเน็ตคือหัวใจของธุรกิจ การดูสื่อภาพและเสียงจะดูผ่าน youtube และ social network มีอาชีพใหม่หลากหลายที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็มีอาชีพที่สูญหายเพราะหมดสมัย และการงานพื้นฐานอาชีพของเด็ก ป4 ในพศ.นี้ทำให้ผประหลาดใจและรู้สึกชื่นชมพร้อมกัน

ลูกมาขอยืมกล้องถ่ายรูปไปโรงเรียน เพื่อจะเอาไปเรียนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ลูกเล่าให้ฟังว่าโรงเรียนมีอาชีพให้เลือกเยอะมาก แต่ลูกบอกกับผมแค่ว่า เขาเลือกอาชีพ รีวิว และถ่ายภาพ ซึ่งครูจะจัดกลุ่มให้ตามที่เหลือ และสุดท้ายก็ได้วิชารีวิว ส่วนถ่ายภาพนั้น บังเอิญได้เรียนเพราะมีการเลื่อนวิชากันเล็กน้อยทำให้ได้ไปเรียนถ่ายภาพ 1 คาบ
1คาบของลูกที่เรียนถ่ายรูปจะต้องใช้กล้อง ก็เลยมาขอยืมจากพ่อ ด้วยความที่พ่อมีกล้องหลายตัวก็เลยเอามาเรียงให้เลือก มีกล้อง DSLR ตัวใหญ่เลนส์ใหญ่ที่พ่อเอาไว้ถ่ายภาพรับจ้าง มีกล้อง mirrorless ตัวเล็กเลนส์เล็กที่พกพาง่าย มีกล้องโพราลอยด์ด้วยที่เอามาให้ดูแต่ไม่ให้เลือก เพราะต้องใช้ฟิล์มโพลารอยด์ซึ่งมีราคาแพงมาก สุดท้ายลูกเลือกกล้องตัวเล็ก อย่าง eos m พร้อมเลนส์ตัวเล็ก 22f2 ซึ่งเป็นชุดกล้องและเลนส์ที่ขนาดเล็กแต่คุณภาพสูงมาก ลูกเลือกเพราะได้ลองถ่ายภาพแล้วเทียบกันแล้ว พบว่าภาพจาก eos m ให้ภาพสวยกว่า eos 6d
ผ่านไปสองวัน ลูกกลับมาพร้อมกับภาพในเมมโมรี่ 4 ภาพ ภาพที่ส่งงานคือภาพก้อนหินในถุง หัวข้อการถ่ายภาพคือ สิ่งลึกลับ ครูชมว่าขอบฟ้าถ่ายภาพได้ดี ขอบฟ้าบอกครูว่าเพราะพ่อผมเป็นตากล้องครับ ก็นับว่าเป็นเรื่องน่าดีใจที่ลูกรู้ว่าพ่อเป็นตากล้อง พ่อชอบถ่ายภาพนั่นเอง สอบถามลูกอีกนิดเกี่ยวกับวิชาที่ครูสอน ครูไม่ได้สอนการถ่ายภาพเบื้องต้น ให้เด็กไปถ่ายเลย ซึ่งจุดนี้น่าสนใจ เพราะลูกเรียนวิชาถ่ายภาพ เจตนาเพื่อให้เล่าเรื่องด้วยภาพ ประเด็นนี้ผมคิดเอง ก็เห็นว่า ถูกต้องแล้วที่ไม่ได้สอนการถ่ายภาพเบื้องต้น เพราะกล้องถ่ายภาพเป็นแค่อุปกรณ์ การใช้งานอุปกรณ์ให้ถูกต้องจะต้องเป็นสิ่งที่ค้นหามาเอง วิชาเรียนควรมุ่งเน้นที่วัตถุประสงค์ ซึ่งก็น่าจะเป็นการเล่าเรื่อง ส่วนการรีวิวที่ลูกเลือกจริงๆ เดี๋ยวคงได้รู้ว่าเรียนอะไรกันบ้าง และได้ถามลูกแล้วว่าอยากจะรีวิวอะไร ลูกบอกว่าจะรีวิวส์เม้าส์
การงานพื้นฐานอาชีพในยุคนี้มีอาชีพรีวิว มีอาชีพช่างภาพ ถือว่าเป็นเรื่องประหลาดใจสำหรับพ่อแม่รุ่นผมมาก เพราะว่าเป็นสิ่งที่เกินคาด เป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งที่โรงเรียนพยายามทำ เป็นเรื่องน่าชื่นชม ก็หวังว่าจะมีอาชีพที่สนุกและน่าสนใจอีกหลายๆอาชีพที่เลือกมาอยู่ในหลักสูตร ผมคาดหวังว่าจะมีอาชีพนักวิเคราะห์ข้อมูล สตรีมเกมส์ นักแข่งอีสปอร์ต เขียนเว็บ เขียนโปรแกรม ทำคอนเท้นต์หลายๆแบบ รวมถึงอาชีพทางเกษตรที่มาพร้อมเทคโนโลยีอย่างสมาร์ทฟาร์มด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่รู้จะมีจริงไหมสำหรับเด็กประถม แค่หวังว่าจะมีอาชีพใหม่ๆให้เด็กได้ลอง
ในชีวิตการทำงาน เจมส์จะทำงานในบริษัทหลายแห่ง ทั้งแบบที่เป็นลูกน้อง และแบบที่เป็นเจ้าของ แต่ละครั้งก็จะมีความคาดหวังในตอนต้น และเมื่อดำเนินกิจการไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มพบกับปัญหาที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น อย่างเช่นการทำอีเว้น ก็มีช่วงเวลาที่คึกคัก และ ช่วงเวลาที่งานน้อยซึ่งมีหลายสาเหตุ และทุกสาเหตุมันก็คือปัญหาที่ทำให้บริษัทเกิดผลกระทบ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ช่วงการทำอีเว้นมีการพบปะผู้คนจำนวนมาก และโชคดีที่เจมส์เป็นคนเรียนรู้เร็ว ระหว่างที่อยู่กับออแกไนเซอร์ก็ได้เรียนรู้การทำธุรกิจทีวีไปด้วย จนในที่สุดบริษัทก็ตัดสินใจรับงานผลิตรายการทีวี โดยอาศัยคอนเน็คชั่นที่ผู้บริหารรู้จักกับบริษัทใหญ่ที่ซื้อเวลาในสถานีโทรทัศน์ไว้แล้ว การผลิตรายการใหม่โดยบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นเรื่องที่เจ้าใหญ่จะต้องทำเป็นประจำ และบริษัทเล็กๆของเจมส์ก็นำเสนอโปรเจ๊คเพื่อขอทำรายการใหม่ และในที่สุดก็ได้รับโอกาส
รายการทอล์คโชว์รายการใหม่จึงได้เกิดขึ้นในการดูแลของทีมงานเจมส์ การเข้าสู่งานสาขาใหม่ทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่อีกหลายอย่าง การเป็นครีเอทีฟที่ระดมความคิดสร้างสรรค์ทำตัวอย่างสตอรี่บอร์ดไปของานนั้นเป็นสิ่งที่ทำผ่านแล้ว การได้งานมาทำมันแปลว่าได้รับการยอมรับ ได้รับความไว้วางใจ เนื้อหาที่คิดเพื่อนำเสนอผ่านการคัดกรอง ปรับแต่งและออกแบบอย่างดีที่สุด พอมาถึงโปรดักชั่นหรือการผลิต มือใหม่อย่างเจมส์ก็จ้างทีมโปรดักชั่นเฮ้าส์มาช่วยกันทำ มันคือการเรียนรู้อย่างไม่รู้ตัวเกี่ยวกับทีมงานโปรดักชั่น ซึ่งในภายหลังเจมส์ก็หลงใหลการทำโปรดักชั่นมากขึ้นจนนำไปสู่การออกมาเปิดบริษัทเอง
รายการที่ต้องออกฉายทางทีวีเป็นประจำนับว่าเป็นสิ่งที่ท้าท้ายมาก การวางสคริปต์ การเช่าโรงถ่าย การนัดหมายกับทีมแสง ทีมเสียง การนัดหมายดาราแขกรับเชิญ การตัดต่อ ทุกอย่างเป็นงานประจำสัปดาห์ที่หนักหนามากสำหรับคนประสบการณ์ระดับเริ่มต้น การระดมคนดูเข้าโรงถ่ายเพื่อส่งเสียงเชียร์ การกำกับเสียงหัวเราะของคนดูก็เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเคยเห็น แต่ก็ค่อยๆเรียนรู้ไปทีละนิด จนทำรายการให้ออกมาเป็นประจำได้
พอทำได้พักใหญ่จนสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในการผลิตรายการทีวีได้แล้วก็เริ่มนึกถึงรายการใหม่ มองหาเนื้อหาแนวอื่นที่น่าสนใจ เพราะความอยากทำรายการที่เลือกเองเจมส์กับทีมงานบางส่วนจึงต้องออกมาเปิดบริษัทเอง เป็นเจ้าของธุรกิจเอง ลงทุนด้วยเงินตัวเอง และผลิตงานที่คิดเอง ย่างก้าวนี้สำคัญมาก ผลของการได้เรียนรู้เรื่องการผลิตรายการทีวีทำให้สร้างบริษัทของตัวเองได้ และโปรเจ๊คใหม่กับรายการตัวใหม่เจมส์เลือกทำแนวสารคดี งานสารคดีทางดนตรีคือแพสชั่นที่ฝันอยากทำมาตั้งแต่เด็ก เจมส์เป็นแฟนเพลงที่ซื้อเทปศิลปินที่ชอบ ถ้ามีโอกาสก็จะต้องทำรายการเกี่ยวกับเพลงให้ได้ เจมส์บอกว่า อยากฝากรอยแผลไว้ในประวัติศาสตร์วงการเพลงไทยว่าเจมส์เคยทำสารคดีทางดนตรีออกทีวี
บริษัทผลิตรายการทางดนตรีดำเนินไปอย่างดี เจมส์ได้ทำรายการที่คิดเอง ประสบการณ์การทำงานโปรดักชั่นก็เก่งกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันการลงทุนในเครื่องมือก็มากขึ้นเช่นกัน พอทำอะไรได้ ก็ซื้ออุปกรณ์ไว้ทำเอง อุปกรณ์กล้อง ไมโครโฟน เครื่องตัดต่อ คอมพิวเตอร์ตัวแรงๆ ทุกอย่างที่รายการทีวีต้องใช้เจมส์ซื้อหมดเลย รายการเดิมกำลังผลิตและฉาย รายการใหม่ก็ต้องคิดไปนำเสนอช่อง พอผ่านไปเรื่อยๆทุกสิ่งเริ่มไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้
รายได้จากการทำรายการลดลง เพราะสถานีที่เป็นผู้ว่าจ้างให้งบน้อยลง แต่ค่าตัวทีมงานและเงินเดือนลูกน้องสูงขึ้น อุปกรณ์ก็ต้องอัพเกรดลงทุนเพิ่มตลอดเวลา รายได้ที่ลดลงสวนทางกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการทำสารคดีทางดนตรีที่เจมส์อยากทำงานในระดับมาสเตอร์พีช คือใส่ให้สุดทุกอย่าง อย่างเช่น การได้สัมภาษณ์บุคคลสำคัญในวงการเพลง แต่คิวนัดหมายไม่ลงตัว แขกรับเชิญอยู่ต่างประเทศจะกลับเมืองไทยเดือนหน้า กว่าจะรอนัด ถ่ายทำ ตัดต่อ แล้วส่งออกฉายต้องใช้เวลารวมกันสามเดือน ผลคือรายได้เข้าช้าไปหลายเดือน แต่เงินเดือนลูกน้องจ่ายทุกเดือน จึงเป็นเหตุผลที่ต้องรับงานเล็กๆ งานโฆษณา งานวิดีโอโพรไฟล์ของบริษัทต่างๆมาช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในบริษัท
ตอนนี้เจมส์เริ่มรู้แล้วว่าทำรายการทีวีอย่างเดียวไม่พอ เพราะรายการทีวีเคยเป็นลูกค้าทีละ 12 ตอน เหมือนมีลูกค้าประจำที่ซื้อ 12 ครั้ง ต้องเปลี่ยนมารับงานบริษัทเล็กๆรับเงินทีละโปรเจ๊คทีละครั้ง ปัญหานี้ค่อยๆเกิดขึ้น นานวันเข้าก็ค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายรับ ในที่สุดมันกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่โตจนทำให้บริษัทต้องปิดตัวลง ปิดตัวแบบเป็นหนี้ด้วย
ในแง่ของบริษัทแม้จะเป็นหนี้ แต่ในแง่ผลงานนั่นเป็นเลิศ เพราะเจมส์ทำงานแบบลงเต็มที่ ใส่สมองกับทุกรายละเอียด การทำงานที่ปราณีตทำให้มีลูกค้าหลายรายเห็นความสามารถ และก็มีโอกาสใหม่ๆเกิดขึ้น หนึ่งในโอกาสที่ดีที่สุดคือการได้ทำมาเก็ตติ้งให้กับคอนเสิร์ต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ คำว่ายิงโฆษณา คำว่า ดิจิทัลมาเก็ตติ้ง คำว่าเข้าถึงผู้คน หลายคำเหล่านี้คือเรื่องราวใหม่ๆ
เจมส์ลงทุนบินไปดูคอนเสิร์ตที่จัดเต็มรูปแบบที่ประเทศอังกฤษ และผู้จัดงานในไทยก็ตั้งใจจะนำเข้าคอนเสิร์ตนี้มาจัดให้คนไทยได้ดู คนที่ชอบวงการเพลงอย่างเจมส์ย่อมไม่พลาดที่จะเก็บประสบการณ์ครั้งนี้ นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ความชอบนำไปสู่ธุรกิจ การลงมือบริหารจัดการทีมงานเพื่อขายตั๋วให้ได้ตามเป้าเป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ เทคโนโลยีในมือมีอะไรบ้าง เราจะเข้าถึงคนฟังเพลง จะเข้าถึงคนชอบคอนเสิร์ตด้วยวิธีการไหน ช่องทางไหน ทุกโจทย์คือเรื่องใหม่ของคนทำโปรดักชั่น เจมส์เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการยิงโฆษณา การสร้างแบรนด์ การทำดิจิทัลมาเก็ตติ้ง ขณะเดียวกันในด้านคอนเท้นท์เจมส์มีทุนสำรองในสมองอยู่แล้วว่าวงการเพลงและสื่อชอบคอนเท้นท์แบบไหน การยิงโฆษณาที่ตรงจุดคือสิ่งที่กำหนดรายได้ในโจทย์นี้
หลังจบงานคอนเสิร์ต เจมส์เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการโฆษณาในเฟสบุ๊คอย่างจริงจัง ในวงการเฟสบุ๊คและดิจิทัลมาเก็ตติ้งมีคอร์สอะไรบ้างเจมส์หาที่เรียนไปหลายแห่ง จนไปเจอกับครูคนหนึ่งที่ตอบคำถามหลายอย่างได้ดีนั่นคือครูมิ้น เมื่อได้เรียนร่วมกับครูมิ้นแล้ว เจมส์ถามครูมิ้นตรงๆว่าอยากเก่งแบบครูต้องทำอย่างไรบ้าง ครูตอบว่า ไปสอบเอาใบ cerificate ของเฟสบุ๊คที่ชื่อว่า เฟสบุ๊คบลูปริ๊นท์ให้ได้ แล้วเดี๋ยวจะเก่งขึ้น
ตอนนี้ก็งงแล้ว เฟสบุ๊คบลูปริ๊นท์คืออะไร พอหาข้อมูลประกอบก็พอเข้าใจ แล้วก็ลงทะเบียนสอบเลย ผลคือ ไม่ผ่าน พอสอบไม่ได้ก็มาสะสมความรู้ใหม่ อ่านหนังสือใหม่ ดูวิดีโอคอนเท้นท์ที่สอนเกี่ยวกับการทำโฆษณาในเฟสบุ๊ค ลงเรียนคอร์สอีกหลายอย่าง คอร์สไทยก็เรียน คอร์สต่างประเทศเรียนทางออนไลน์ก็เรียน สะสมความรู้ไปอีก 1ปี และระหว่างนี้บริษัทโปรดักชั่นที่เคยเปิดไว้ก็ตัดสินใจเลิกทำ เปลี่ยนธุรกิจมาเป็นการรับจ้างทำดิจิทัลมาเก็ตติ้ง หนี้สินที่มีอยู่ก็เจรจา ประนอมหนี้ ค่อยๆจ่าย
เจมส์มีคติชีวิตอยู่อย่างหนึ่งที่เคร่งครัดคือ ต้องใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ซื่อสัตย์กับผู้คนและลูกค้า มีหนี้ก็ต้องใช้ แต่ดีเลย์ได้ แม้ชีวิตจะมีปัญหาแต่เราก็เลือกอยู่ในเส้นทางที่แก้ปัญหาได้ เจมส์วางแผนไว้ว่าจะต้องพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นดิจิทัลเอเจนซี่ แล้วรับจ้างยิงโฆษณาให้ลูกค้า แล้วเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ค่อยทะยอยใช้หนี้ ตอนรับจ้างยิงโฆษณาในเฟสบุ๊คก็พบกับโอกาสใหม่อีกเรื่องหนึ่งที่ต่อเนื่องกันคือ ลูกค้าไม่เข้าใจการโฆษณาในเฟสบุ๊คและการทำธุรกิจออนไลน์ นั่นจึงเป็นที่มาว่า เจมส์ต้องสอนยิงโฆษณาเฟสบุ๊คด้วยเพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าการคิดและการวางแผนโฆษณาในเฟสบุ๊คต้องคิดอย่างไร ทำอย่างไร เจ้าของธุรกิจควรเข้าใจคำศัพท์ทุกคำที่เกี่ยวข้องกับการยิงโฆษณาออนไลน์ ตอนนี้ลูกค้าจ้างยิงโฆษณา กับลูกศิษย์เรียนยิงโฆษณาช่วยทำให้รายได้ของบริษัทดีขึ้น และในที่สุดก็ครบปี เวลาสำคัญก็มาถึง เจมส์สอบผ่านเฟสบุ๊คบลูปริ๊นท์ได้ในที่สุด
ข้อมูลโดย
James 062 394 9265
เวลาเราพูดถึงการทำอาร์ตเวิร์คเพื่อส่งโรงพิมพ์ เราจะนึกถึงไฟล์ดิจิทัลในคอมพิวเตอร์ ทำภาพหรือตัวหนังสือให้ได้อย่างที่ต้องการแล้วส่งทั้งไฟล์ที่ทำเสร็จไปให้โรงพิมพ์เลย และหลังจากนั้นเราก็คาดหวังว่าโรงพิมพ์จะพิมพ์งานได้เรียบร้อย ซึ่งนี่เป็นโลกอุดมคติ ทุกคนและโรงพิมพ์ก็อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
ในความเป็นจริงโรงพิมพ์ไม่ได้ทำงานได้ราบลื่นแบบที่คิด เพราะข้อมูลที่ส่งจากนักออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์มักจะมาไม่ครบ ตั้งแต่ ไฟล์ภาพที่มาไม่ครบ บางครั้งมาครบก็ไฟล์คุณภาพต่ำ ความละเอียดน้อยเกินไปสำหรับงานพิมพ์ และที่มักเป็นปัญหาบ่อยครั้งคือ ตัวหนังสือเพี้ยน นักออกแบบมือสมัครเล่นส่วนมากจะเลือกใช้ตัวหนังสืออย่างอิสระ เพราะออกแบบเองจะเลือกใช้อะไรก็ได้ และมันก็ควรเป็นอย่างนั้น แต่ในตอนที่จะส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ก็มักจะลืมไปว่า ตัวหนังสือแปลกประหลาดหรือตัวหนังสือแสนสวยที่เราเลือก โรงพิมพ์อาจไม่มีตัวหนังสือแบบนี้อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของโรงพิมพ์ก็ได้ เพราะตัวหนังสือแสนสวยมักเป็นตัวหนังสือที่ต้องเสียเงินซื้อ และบางครั้งตัวหนังสือแสนสวยก็เป็นสิ่งหายาก นักออกแบบไปหามาจากไหนก็ไม่รู้ โรงพิมพ์ไม่สามารถหาตัวหนังสือเหล่านั้นได้ตามที่ลูกค้าต้องการ
นอกจากภาพที่มาไม่ครบ คุณภาพต่ำ และตัวหนังสือเพี้ยนแล้ว ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือ ไฟล์ไม่ได้ทำตัดตกมา ในวงการออกแบบสิ่งพิมพ์จะเรียกว่า breed ซึ่งโรงพิมพ์ระดับมืออาชีพจะต้องการไฟล์ที่ออกแบบมาพร้อม breed นั่นคือไฟล์งานมีตัดตกเรียบร้อย แต่นักออกแบบมือใหม่ส่วนมากไม่เคยรู้ว่าต้องมีตัดตก และไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้มีตัดตก
คำว่าตัดตกคือสิ่งที่มีเอาไว้ตัดออกเมื่อตอนพิมพ์เสร็จ ยกตัวอย่างการทำงานนามบัตรจะได้เข้าใจ นามบัตรมาตรฐานจะมีขนาด 5.5x9cm ซึ่งเป็นขนาดที่ทุกคนรับรู้ และสมุดใส่นามบัตรก็ต้องใส่กระดาษชิ้นนี้ได้ ในการออกแบบนักออกแบบก็มักจะสร้างไฟล์ที่มีขนาด 5.5x9cm แล้วส่งให้โรงพิมพ์ ถามว่าโรงพิมพ์จัดพิมพ์ได้ไหม ตอบว่าได้ แต่จะตัดขอบให้สวยงามไม่ได้เลย เพราะการตัดกระดาษจะมีระยะการตัดที่ผิดพลาดได้ 0.1-0.5มม. ข้อมูลที่อยู่ในกระดาษใบนี้ก็อาจจะแหว่ง หรือ อะไรที่เคยถูกวางไว้ติดขอบกระดาษ เมื่อตัดออกมาก็อาจจะเห็นว่าไม่ติดขอบ อย่างนามบัตรที่มีรูปผลไม้ติดขอบซ้ายและขอบบน หากเราส่งภาพมะม่วงไม่เต็มลูกอย่างภาพบนไปให้โรงพิมพ์ โรงพิมพ์ก็จะพิมพ์มะม่วงไม่เต็มลูกออกมา แต่ตอนตัดขอบเป็นใบๆ มีโอกาสที่จะตัดแหว่งแล้วมีขอบขาวอยู่ด้านซ้ายของมะม่วง
ในโรงพิมพ์หากต้องงานขนาด 5.5x9cm เราจะพิมพ์มันในขนาด 6.1×9.6 cm แล้วตัดขอบออกด้านละ 3มม. นั่นก็หมายความว่าเราต้องออกแบบในโปรแกรมให้มีข้อมูลขนาด 6.1×9.cm ส่วนที่เกินไปจาก 5.5x9cm เราจะเรียกว่ามีตัดตก 3มม. หรือมี breed 3mm การตัดขอบออกเล็กน้อยเพื่อให้ได้งานตามที่ออกแบบเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการทำงานสิ่งพิมพ์ โปรแกรมออกแบบที่นักออกแบบคุ้นเคยอย่าง Adobe illurtrator หรือ Adobe indesign ก็จะต้องมีการตั้งค่า breed เพื่อการทำงานที่จะส่งไปพิมพ์ได้ตรงตามมาตรฐานของการพิมพ์ ภาพนามบัตรที่มีมะม่วงเต็มใบพร้อมเส้นสีดำที่เป็นตำแหน่งตัดกระดาษคือภาพที่มีตัดตก งานมีตัดตกจะทำให้การผลิตทำได้ตามที่ออกแบบไว้
ในยุคปัจจุบันโลกเรามีคนทำซอร์ฟแวร์พวกนี้ให้ง่ายขึ้น เรามีเว็บไซต์ canva.com ที่ช่วยออกแบบได้อย่างรวดเร็ว นักออกแบบมือใหม่สามารถทำงานกราฟิคทางอินเทอเน็ต ไม่ต้องซื้อโปรแกรมให้สิ้นเปลืองก็สามารถออกแบบสิ่งพิมพ์ได้ และการใช้ canva ออกแบบนามบัตรก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรงพิมพ์ได้รับงานอาร์ตเวิร์คนามบัตรที่ทำจาก canva หลายงาน และทุกงานที่ส่งมาจะไม่มีตัดตกเลย เพราะ canva ตั้งให้ไม่มีตัดตกเป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งหากเราตั้งใจจะทำไฟล์เพื่อส่งพิมพ์ในโรงพิมพ์ เราจะต้องตั้งค่า canva ในหน้าเว็บให้มีการ export ไฟล์ดิจิทัลแบบมีตัดตกเพื่อส่งโรงพิมพ์ และอ๊อพชั่นนี้ canva ก็เตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
การส่งไฟล์ที่ออกแบบมาอย่างเรียบร้อย มีตัดตกสำหรับการผลิตในโรงพิมพ์จะช่วยให้เจ้าของงานได้งานที่มีคุณภาพ เพราะโรงพิมพ์ทุกแห่งอยากผลิตงานที่มีคุณภาพที่สุดอยู่แล้ว ลองดูศึกษาวิธีทำตัดตกในโปรแกรมที่เราใช้งานออกแบบสิ่งพิมพ์ดูนะครับ
ปกติปั๊มน้ำกรุนดฟอสจะมีถุงลมสร้างแรงดันน้ำเอาไว้ หากเราเปิดน้ำน้อยๆ มอเตอร์ปั๊มน้ำจะยังไม่ทำงาน แรงดันลมจะค่อยๆดันน้ำออกมาให้ ทำให้มอเตอร์ยังไม่ทำงานทันที แต่เมื่อเราเปิดน้ำมากขึ้น หรือ แรงดันลมหมด มอเตอร์ปั๊มน้ำก็จะทำงาน น้ำก็จะไหลด้วยพลังงานไฟฟ้าต่อเนื่อง มอเตอร์จะทำงานจนกว่าจะปิดน้ำ นี่คือปกติ
อาการไม่ปกติที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเปิดน้ำน้อยๆ ปั๊มน้ำเปิดปิดมอเตอร์ถี่มาก เหมือนกับว่าไม่มีแรงดันลมในถังลมเลย หากเราเปิดน้ำเต็มที่ มอเตอร์ก็ทำงานเต็มที่ อาการตอนทำงานเต็มที่นี่คือปกติ แต่อาการตอนเปิดน้ำน้อยๆแล้วมอเตอร์ตัดต่อการทำงานถี่ๆแบบนี้ผิดปกติ ก็เลยเรียกช่างมาตรวจ
เมื่อช่างมาตรวจก็ตรวจดูว่าถังลมมีน้ำไหลออกจากรูเติมลมไหม ปรากฏกว่ามีน้ำอยู่ในถังลม หมายความว่าถังลมรั่ว ทำให้ปั๊มทำงานผิดปกติ และหากไม่ซ่อมหรือเปลี่ยนถังลม ก็อาจจะสร้างความเสียหายในส่วนอื่นๆต่อไปได้อีก ช่างแนะนำให้เปลี่ยน ผมก็เลยเปลี่ยนตามคำแนะนำ
ซื้อปั๊มมาตั้งแต่ปี 2015 ปีนี้เพิ่งมีอาการเสียที่ชัดเจน ไม่รู้เรียกว่าทนทานได้ไหม สเป็นของปั๊มก็ดูตามฉลาก ผมแทบจะลืมไปแล้วว่าปั๊มตัวนี้มีสเป็คเป็นอย่างไร ไหนๆก็ถ่ายภาพเก็บไว้แล้ว ก็เดี๋ยวพิมพ์เป็นตัวหนังสือเก็บไว้ด้วย เผื่อวันหลังมีคนหาข้อมูลจะได้มีอ้างอิงได้เลย
type CMB 3-37 A-C-A-C-P-A
model A98158257P11412
1×220-240
Imax 3,1-2.9 A
pmax 0.7/7
f 50Hz
ค่าเปลี่ยนถังลม 3450 บาท
ค่าแรงช่างตรวจซ่อม 1000 บาท
สรุป ปั๊มกรุนด์ฟอสตัวนี้อายุการใช้งานประมาณ 7 ปี ซ่อมถังลม 1 ครั้ง ค่าซ่อม 4450 บาท
สั่งซื้อปั๊ม Grundfos ได้ที่นี่
สมัยเรียนมัธยมเจมส์มีความใฝ่ฝันที่จะทำงานวงการดนตรี มีความชอบอุตสาหกรรมเพลง ตอนสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยปีแรกไม่ติดคณะที่ต้องการ ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยอื่นอยู่ 1 ปี แล้วกลับมาสอบใหม่ ครั้งหลังนี้สอบติดคณะ ครุศาสตร์ศิลปะ ที่นี่เขาเรียนเพื่อพัฒนาวงการการสอน วงการสื่อการศึกษาด้านศิลปะ แต่เจมส์พัฒนาตัวเองมาเป็นศิลปินและผู้ประกอบการ ด้วยเพราะชอบดูหนังฟังเพลง ชอบงานสื่อหลายรูปแบบ และความชอบพิเศษเกี่ยวกับวงการดนตรี เมื่อเรียนจบก็เริ่มงานกับบริษัทเอเจนซี่โฆษณา รับผลิตงานโฆษณา ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และจัดอีเว้นต่างๆ ในที่สุดก็รวมตัวกับเพื่อนเปิดโปรดักชั่นเฮ้าส์ ผลิตรายการทีวีในช่วงยุคทองของวงการโทรทัศน์ของประเทศไทย
รายการที่ทำอยู่มีทั้งรายการบันเทิงฉายในช่องทีวีกระแสหลัก เป็นการรับจ้างผลิตรายการให้กับเอเจนซี่ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันก็ทำสารคดีทางดนตรีส่งออกอากาศทางเคเบิ้ลทีวี ยุคนี้เป็นยุคของช่องทีวีอิสระที่มีหลายร้อยช่อง ระบบเคเบิ้ลทีวีแบบเสียเงินรายเดือนเบ่งบานมาก รวมถึงทีวีดาวเทียมก็กำลังเติบโต คนดูมีทางเลือกมากมายในหน้าจอโทรทัศน์ และรายการสารคดีทางดนตรีก็เป็นที่ต้องการของสถานีเคเบิ้ลทีวี จนทำเป็นอาชีพหลักได้
ทุกสิ่งก็มีช่วงเวลาที่รุ่งเรือง และช่วงที่ถดถอย งานสื่อสิ่งพิมพ์ อีเว้นต่างๆเริ่มได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของเทคโนโลยีอินเทอเน็ต หนังสือพิมพ์ นิตยสารได้รับผลกระทบชัดเจน เม็ดเงินโฆษณาหดหายไปจากสื่อยุคคลาสิค รายการทีวียังเป็นที่นิยมอยู่ แต่ก็มีการใช้เงินกับโฆษณาทีวีน้อยลง ผู้คนเริ่มมีสมาร์ทโฟนใช้งาน สถานีโทรทัศน์ช่องปกติกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัล จาก 6 ช่อง กลายเป็น 30 ช่อง ยังไม่รวมถึงรายการจากดาวเทียมอีกเกือบพันช่อง ผลก็คือเม็ดเงินโฆษณาจากสินค้าต่างๆที่เคยใช้จ่ายกับโทรทัศน์แค่ 6 ช่อง กลายเป็นต้องกระจายไป 10 ช่อง กลายเป็น 20 ช่อง สื่อทีวีดิจิทัลทุกช่องแย่งงบโฆษณาจากลูกค้า บางช่องก็ล้มหายตายจากไปในเวลาไม่นาน รายการทีวีที่เคยรับจ้างผลิตในงบหลักล้าน กลายเป็นต้องทำในหลักแสน จนถึงช่วงเวลาที่ตกต่ำมากๆจบที่หลักหมื่นบาทก็เคยผ่านมาแล้ว
จากความชอบในดนตรีไปสู่การเรียนรู้ในเรื่องการผลิตสื่อ ทักษะที่ค่อยๆสะสมถูกนำมาใช้งานกับการทำสื่อในบริษัทโฆษณา ความชื่นชอบในการฟังเพลงและติดตามเบื้องหลังการผลิตดนตรีเป็นนิสัยที่พาไปสู่การทำสารคดีทางดนตรีที่ถือว่าเป็นงานที่ภูมิใจที่สุดครั้งหนึ่งของการเป็นแฟนเพลงที่มีโอกาสผลิตสื่อ เพราะเป็นการรวมตัวกันของความชอบกับงานที่ใฝ่ฝัน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำแต่ละอาชีพคือเรื่องของความพยายาม การตัดสินใจทำอะไรก็ตามมักจะมีอุปสรรคเสมอ และเมื่อเราโดนอุปสรรคเข้าไป เราก็จะผิดหวังไปพักนึง แต่ต้องรู้ตัวเองว่าต้องกลับมาให้ได้ ความผิดหวังไม่ได้ฝากไว้แค่ความเสียใจ แต่ฝากความรู้และความรอบคอบไว้ด้วย การหาความรู้ใหม่เพื่อออกจากความผิดพลาด สานต่อสิ่งเดิมไปสู่สิ่งใหม่เป็นเรื่องที่ทำได้จริง และเกิดขึ้นเสมอกับชีวิตการทำงาน

ทำรายการสารคดีทางดนตรีมาสักระยะก็เริ่มได้รับความไว้วางใจให้ดูแลโปรเจ๊คทางดนตรี ก็เริ่มมีงานคอนเสิร์ตให้ไปช่วยดูแล โอกาสที่ทำให้ได้เริ่มเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากอินเทอเน็ตก็คืองานคอนเสิร์ตจากต่างประเทศที่กำลังจะมาจัดที่เมืองไทย คอนเสิร์ตระดับโลกที่จะยกหุ่นยนต์ยักษ์มาเปิดการแสดงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในคอนเสิร์ต และงานนี้ต้องการทีมโปรโมทเพื่อสร้างยอดขายบัตรให้เพียงพอที่จะใช้จ่ายดูแลทั้งโปรเจ๊ค มาเก็ตติ้งออนไลน์จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะคนเริ่มไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ซื้อนิตยสาร ไม่ซื้อสื่อที่เป็นยุคเก่าอีกแล้ว ผู้คนเริ่มรับข่าวสารทางโทรศัพท์มือถือ ดังนั้น ทีมของเจมส์จึงมีหน้าที่ที่จะต้องเผยแพร่ข่าวสารการจัดคอนเสิร์ตยักษ์ใหญ่นี้ไปสู่หน้าจอมือถือของกลุ่มเป้าหมาย นี่คือโปรเจ๊คดิจิทัลมาเก็ตติ้งที่เจมส์ต้องดูแล การลงมือทำร่วมกับเจ้าของโปรเจ๊คทำให้ได้เรียนรู้เครื่องมือต่างๆที่ต้องใช้ เริ่มเข้าใจคำว่ายิงโฆษณา เริ่มเป็นคนกำหนดงบประมาณในการยิงโฆษณา ในที่สุดคอนเสิร์ตก็จบลงพร้อมกับยอดขายเข้าเป้า ผู้จัดไม่ขาดทุน คอนเสิร์ตได้เล่น ทุกทีมทุกฝ่ายมีความสุข นับตั้งแต่วันนั้นก็เป็นจุดที่ทำให้มั่นใจว่า ความสำเร็จของอุตสาหกรรมดนตรี มีส่วนสำคัญส่วนหนึ่งมาจากมาเก็ตติ้ง ซึ่งเป็นส่วนที่กำหนดความเป็นความตายของธุรกิจได้เลย งานศิลปะที่ขายไม่ได้ ก็คือไม่ได้ไปต่อ ดังนั้นมาเก็ตติ้งสำคัญมาก
ทุกย่างก้าวที่ค่อยๆพัฒนาไปสู่งานที่ซับซ้อนขึ้นเป็นการเรียนรู้ทีละนิด กว่าจะสะสมความรู้เพื่อพัฒนาไปทำชีพถัดไปเจมส์ใช้เวลา3-5 ปี จนตอนนี้เวลาผ่านไปกว่ายี่สิบปีแล้ว ทุกอาชีพที่ผ่านมาคือการพัฒนาตัวเองเพื่อให้ทันกับตลาด เพื่อให้แข่งขันได้ เพื่อให้ยังมีอาชีพอยู่ และมันก็จะหมายความว่า การเรียนรู้คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการทำงาน ตราบใดที่เราจะต้องมีอาชีพเพื่อให้มีรายได้ ต้องมีธุรกิจเพื่อให้ยังมีเราในอนาคต เราต้องมีความรู้ที่พัฒนาตลอดเวลา ไม่อยู่ในคอมฟอร์ตโซนแบบเดิม ห้ามวางใจกับความสำเร็จที่ผ่านมา เพราะเมื่อไหร่ที่เราไม่มีแผนพัฒนา เราจะตกยุค ไม่สามารถแข่งขันได้
ข้อมูลโดย
James 062 394 9265
วันนี้พี่คนหนึ่งที่ทำอาชีพนักบัญชี ได้ขอให้ช่วยออกแบบโลโก้บริษัทเพื่อใช้ในงานบรรยาย และออกแบบแบนเนอร์เพื่อใช้เป็นข้อมูลโปรโมชั่นเพื่อแสดงบนจอภาพ ก็เลยจัดการออกแบบและทำแบนเนอร์ออกมา
การออกแบบโลโก้ ออกแบบให้มีความหมายถึงการเก็บออม สำนักงานบัญชีที่ให้บริการลูกค้าแล้วจะทำให้ลูกค้ามีเงินเยอะขึ้น ก็เลยเลือกให้มีตัวเหรียญอยู่ในโลโก้ด้วย ส่วนสีก็เลือกค่าสีที่ดูสดใส และตั้งใจว่าจะใช้โลโก้นี้บนฉากสีขาว หรือบนกระดาษขาว เลยไม่อยากให้มีสีดำอยู่ในโลโก้ เพื่อไม่ใช้รู้สึกว่ามีคอนทราสต์แรงเกินไป
เมื่อได้โลโก้แล้วก็เอามาทำแบนเนอร์เพื่อใช้เป็นสื่อเพื่อเผยแพร่ ตั้งใจทำให้เป็นทรงจตุรัสเพื่อให้แสงผลในหน้าจอโทรศัพท์มือถือได้อย่างไม่ต้องระวังเรื่องแนวตั้งแนวนอน และยังใช้เผื่อโพสท์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คด้วย บางระบบชอบให้ใช้ภาพจตุรัส ก็เลยออกมาเป็นทรงนี้
โปรโมชั่นที่ปล่อยไปในจอภาพ เมื่อถึงเวลาส่งมอบ ก็จะต้องมีวอยเชอร์หรือกระดาษให้ลูกค้าถือเอาไว้ แล้วก็นำกลับมาใช้บริการ จึงออกแบบต่อจากแบนเนอร์ให้เป็นทรงยาวขึ้นเพื่อให้จับถือและใส่ซองจดหมายได้ เลยออกมาเป็นกระดาษแนวตั้ง เนื้อกระดาษเป็นกระดาษนำเข้าเนื้อหนาพิเศษ หาซื้อไม่ได้ตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป แต่โรงพิมพ์มีสต๊อคกระดาษตัวนี้เก็บไว้ทำการ์ดเชิญสำหรับเน้นความหรูหราอย่างการ์ดแต่งงาน และการ์ดโปรโมชั่นพิเศษ และเมื่อพิมพ์ออกมาแล้วก็เป็นไปตามที่คาด คือกระดาษสวย เนื้อหาข้อความตรงกับวัตถุประสงค์ของเจ้าของบริษัท ก็ถือว่าจบงาน
“ดิจิทัลมาเก็ตติ้งคือความรู้ที่จำเป็นในยุคนี้”

ในอดีตเมื่อเรามีสินค้าที่ผลิตออกมา เราก็จัดจำหน่ายด้วยการนำไปวางขายในร้านค้า มีทั้งร้านค้าปลีก ค้าส่ง ร้านค้าในห้างสรรพสินค้า และบางอุตสาหกรรมก็ขายส่งไปต่างประเทศ บางคนก็ขายให้ตัวแทนจำหน่ายแล้วตัวแทนจำหน่ายก็ไปกระจายสินค้าสู่ห้าง สู่ร้านค้าที่ปลายทางอีกทอดหนึ่ง บางคนก็อาจจะต้องไปเช่าพื้นที่ในห้างเพื่อขายสินค้าของตัวเอง เป็นที่มาของคำว่าเปิดร้าน การเปิดร้านเราต้องเลือกทำเล เลือกห้าง เลือกภาพลักษณ์ของห้างนั้นๆเพื่อทำการขายสินค้าของเรา
ยอดขายที่ดีมาจากการขายได้จำนวนมาก การขายได้จำนวนมากมาจากคนซื้อรู้จักสินค้า คนรู้จักสินค้าเพราะการโฆษณา การโฆษณาสินค้าหรือแผนการตลาดจึงเป็นสิ่งที่กำหนดความอยู่รอดของธุรกิจ เราจำเป็นต้องรู้ว่าเราจะโฆษณาอะไร ไปสู่ลูกค้าคนไหน ด้วยวิธีการหรือด้วยสื่อในช่องทางใด
หากคุณเปิดร้านอาหาร นอกจากการตั้งร้านตกแต่งให้สวยงามเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำลำดับถัดไปก็คือ บอกคนในพื้นที่รอบร้านอาหารว่ามีร้านนี้เปิดบริการอยู่ ในยุคก่อนจะมีโซเชียลเน็ตเวิร์ค การบอกคนในพื้นที่จะทำผ่านใบปลิว บ้างก็โฆษณาทางวิทยุ ออกโทรทัศน์ ซื้อหน้าโฆษณาในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ การทำใบปลิวถ้าไม่แจกด้วยตัวเองก็ต้องจ้างคนไปแจก จ้างคนไปหย่อนใบปลิวหน้าบ้าน หย่อนตู้ไปรษณีย์ของแต่ละบ้าน นั่นคือการทำมาเก็ตติ้งแบบออฟไลน์ มีต้นทุนการทำสื่อ มีต้นทุนการซื้อเวลาของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ และมีต้นทุนในการกระจายสื่อให้ทั่วถึง
สินค้าแบบเดียวกัน หรือถ้าเป็นร้านอาหารแบบเดียวกันแล้วจะโฆษณาในยุคอินเทอเน็ตแบบปัจจุบัน นอกจากวิธีเก่าแบบออฟไลน์แล้ว เรายังมีทางเลือกอื่นที่ทรงประสิทธิภาพ อย่างวิธีการเปิดเว็บไซต์ เปิดเพจในโซเชียลมีเดีย เพราะผู้คนยุคปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนติดตัว ทุกคนเข้าสู่อินเทอเน็ตได้ตลอดเวลา และทุกคนเป็นสมาชิกโซเชียลเน็ตเวิร์คบางตัวอยู่แล้ว เราก็แค่เอาร้านของเราไปเปิดตัวในโซเชียลเน็ตเวิร์คที่กลุ่มเป้าหมายเราเล่นอยู่ แล้วก็ซื้อโฆษณาในโซเชียลเน็ตเวิร์ค กลุ่มเป้าหมายของเราก็จะได้รับรู้ข้อมูลของร้านอาหารของเรา เห็นภาพ เห็นสิ่งที่เราอยากนำเสนอ และเราเลือกได้ว่าจะเข้าถึงลูกค้าแบบไหน ชายหรือหญิง ช่วงอายุเท่าใด มีกำลังซื้อมากน้อยแค่ไหนก็เลือกได้ และสามารถเปลี่ยนภาพโฆษณาให้แต่ละกลุ่มเป้าหมายที่จะมองเห็นภาพเห็นโปรโมชั่นแตกต่างกันได้ นี่คือความสามารถของการตลาดในยุคอินเทอเน็ตที่ทำได้มากขึ้นละเอียดขึ้น ประหยัดเวลากว่าแบบเก่า ประหยัดแรงกว่า เราเรียกการตลาดที่เราทำบนอินเทอเน็ตว่า ดิจิทัลมาเก็ตติ้ง
ความทรงพลังของดิจิทัลมาเก็ตติ้งยังมีมาในรูปแบบความเร็ว ความง่ายในการสื่อสาร เราสามารถเพิ่มช่องทางการสอบถามความพึงพอใจเพื่อนำมาปรับปรุงบริการหรือปรับปรุงสินค้าของเราให้ดียิ่งขึ้น การร้องเรียนของลูกค้าผ่านระบบอินเทอเน็ตจะทำให้เราสามารถรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถลงมือแก้ปัญหาได้เร็ว ทำให้ลดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสินค้าได้ บริษัทยังสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำได้ ทำให้ผู้ประกอบการบางคนแทบจะหันหลังให้การตลาดแบบออฟไลน์หรือแบบดั้งเดิม บางคนเลิกพิมพ์ใบปลิว เลิกเดินแจกใบปลิวไปแล้ว เพราะดิจิทัลมาเก็ตติ้งเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าในต้นทุนการตลาดที่ต่ำกว่า การเรียนรู้และใช้งานดิจิทัลมาเก็ตติ้งจึงเป็นทางเลือกที่ต้องเลือกในปัจจุบัน
การทำการตลาดที่แท้จริงก็จะหมายถึงการใช้เครื่องมือทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่เรามีเพื่อทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าของเรานั่นเอง บริษัทของเราควรจะมีแผนพัฒนาทั้งสินค้าและพัฒนาคนตลอดเวลา การพัฒนาคนจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ถ้าธุรกิจของเราเป็นการทำงานแบบยุคเก่า ไม่ยอมใช้เครื่องมือของดิจิทัลมาเก็ตติ้งในการทำตลาดเลยเราจะสูญเสียตลาดให้คู่แข่ง เพราะคู่แข่งที่เกิดใหม่ทั้งหมดจะเข้าสู่ตลาดพร้อมเทคโนโลยี คู่แข่งเก่าที่ปรับตัวพัฒนาตัวเองก็จะเก่งยิ่งกว่าเดิม สื่อการตลาดชิ้นเดียวกันสามารถใช้เทคโนโลยีส่งโปรโมชั่นให้ว่าที่ลูกค้าได้นับล้านคนทั่วโลกพร้อมกัน ซึ่งหากเราไม่รู้จักเครื่องมือ ใช้ไม่เป็น สุดท้ายความไม่รู้จะเป็นปัญหา และเราจะสูญเสียยอดขายที่ควรเป็นของเรา หากเราละเลยไม่เรียนรู้เกี่ยวกับดิจิทัลมาเก็ตติ้งในวันนี้ วันข้างหน้าเราก็จะถูกบังคับให้เรียนรู้เพื่อให้ทันคู่แข่งอยู่ดี แต่เมื่อวันนั้นมาถึงก็เท่ากับตลาดและคู่แข่งเริ่มทิ้งเราไปหลายก้าวแล้ว
ในเรื่องการทำตลาดด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์คก็มีประเด็นหลายอย่างที่ต้องคิดและวางแผนให้รอบคอบ บางบริษัทลงทุนโฆษณาทางเฟสบุ๊คมายาวนาน แล้วก็ทำยอดขายได้เรื่อยๆจนวางใจ วันหนึ่งเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเพจโดนปิด โดนขโมย หรือ หายไปเฉยๆ สิ่งที่ลงทุนไว้ หรือกลุ่มเป้าหมายที่เรายิงโฆษณาไปถึงพวกเขาเกิดสูญหาย การเชื่อมโยงกับผู้คนในเพจหายไปหมดเลย ข้อมูลการติดต่อ การขาย การส่งสินค้า ข้อมูลลูกค้าควรจะนำมาเก็บในช่องทางอื่นแบบออฟไลน์ด้วย จะเก็บในรูปแบบไฟล์ บันทึกชื่อที่อยู่เบอร์โทรลูกค้าไว้ในไฟล์เอกสาร excel ก็ได้ เรื่องเหล่านี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะเหตุการณ์เพจโดนแฮ้คเกิดขึ้นตลอดเวลาทั่วโลก และนอกจากแพลตฟอร์มอย่างเฟสบุ๊คแล้ว โลกเราก็ยังมีอีกหลายแพลตฟอร์มให้เราเข้าไปทำตลาด เราควรเข้าไปทุกแพลตฟอร์มที่มีกลุ่มเป้าหมายของเราอยู่ในนั้น ทั้ง ไลน์ ทวิตเตอร์ ติ๊กต๊อก และอื่นๆ เหมือนกับคำที่เคยมีคนบอกว่า อย่าเก็บไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว เราจึงควรทำตลาดดิจิทัลมาเก็ตติ้งในช่องทางที่หลากหลาย ทำในแพลตฟอร์มทั้งหมดที่ลูกค้าของเราอยู่ในนั้น
จากการเปิดบริษัทสอนทำดิจิทัลมาเก็ตติ้งมาหลายปี ผู้สอนยังรับจ้างทำการตลาดออนไลน์ให้ด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่สอนในหลักสูตรเป็นสิ่งที่นำมาทำจริงแล้วได้ผล เพราะการลงมือยิงโฆษณาทำให้รู้ว่าต้องปรับปรุงความรู้ที่สอนในแง่ใดบ้าง ต้องเพิ่มความทันสมัยของหลักสูตรทุกครั้งที่เปิดกลุ่มการสอนใหม่ตลอดเวลา เพราะทุกแพลตฟอร์มก็ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลานั่นเอง
นอกจากบริษัทเอกชนที่มองเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ดิจิทัลมาเก็ตติ้งแล้ว เป็นเรื่องน่ายินดีที่มหาวิทยาลัยก็เริ่มปรับปรุงหลักสูตรด้านมาเก็ตติ้ง มีการเชิญไปสอนในหลักสูตร ปริญญาตรี และปริญญาโท ส่วนของหน่วยงานราชการอย่างกระทรวงพาณิชย์ก็เชิญไปสอนให้กับกลุ่มผู้ประกอบการอยู่หลายครั้งต่อปี ความรู้เรื่องดิจิทัลมาเก็ตติ้งกำลังจะเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มผลประกอบการของภาคธุรกิจ เริ่มเรียนรู้วันนี้เพื่อให้พรุ่งนี้เรายังอยู่ในธุรกิจของเราต่อไป
ข้อมูลโดย
James 062 394 9265
https://www.facebook.com/GoldfingerDigital