การเชิญ visitor มาเยี่ยมชมการประชุมของกลุ่ม เป็นสิ่งที่จะช่วยขยายธุรกิจของสมาชิกได้ ลองฟังในคลิปต่อได้เลยครับ
Category Archives: business
หลอดไฟ LED ไม่ทนอย่างที่คิด
เรารู้จักหลอดไฟ LED กันมาหลายปีแล้ว และได้รับรู้ข้อมูลว่า LED ประหยัดพลังงาน อายุการใช้งานยาวนานหลายหมื่นชั่วโมง บ้านไหนที่หลอดไฟเสียก็ให้เปลี่ยนเป็นหลอด LED ไปเลย ค่าไฟจะลดลง แม้ว่าหลอดไฟจะแพงกว่า แต่ในระยะยาวจะประหยัดกว่าแน่นอน และผมก็ค่อนข้างเชื่อ และได้ทยอยเปลี่ยนหลอดไฟในบ้านเป็น LED ไปทีละดวงเมื่อหลอดเก่ามันเสื่อม หรือ เสีย
เมื่อหลายปีก่อนหลอดไฟ LED ก็จะต้องซื้อตามร้านขายหลอดไฟใหญ่ๆ จนในปัจจุบันปี พศ 2562 ก็มีหลอดไฟชนิด LED วางขายในร้านสะดวกซื้อแล้ว จากเมื่อก่อนในห้างราคาหลอดไฟที่มีความสว่างประมาณ 7-10 วัตต์ จะมีราคา 200-400 บาท ปัจจุบันเราซื้อได้ในราคาตั้งแต่ 89-129 บาทเท่านั้น และมีหลายยี่ห้อให้เลือกใช้
ผมซื้อหลอดนี้มาจากเซเว่นแถวบ้าน ใส่ในบ้านได้ประมาณ 1 เดือน แล้วก็เกิดอาการระเบิด หลอดแตก ชิ้นส่วนหลอดหลุดออกจากกัน มีรอยไหมให้เห็นดังภาพ หลอดนี้ผมจำราคาไม่ได้ว่าเท่าไหร่ รู้แค่ไม่เกิน 100 บาท อาการระเบิดเป็นเรื่องอันตรายมาก อันตรายยิ่งกว่าหลอดเสีย เพราะเศษที่เกิดจากการระเบิดกระจายเต็มพื้นบ้าน ชิ้นส่วนที่แตกกระเด็นออกมามีความแข็งและมีความคมด้วย ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะอันตรายกับเด็กแค่ไหน ผมกวาดพื้นเก็บเศษแก้วจากหลอดนี้หลายรอบ เพราะกลัวว่าชิ้นส่วนเล็กๆจะหลุดรอดจากการกวาดไป เพราะถ้ายังเหลืออยู่ คนที่จะโดนเศษพวกนี้บาดก็คือคนในบ้าน ลูกผม แม่ผม หรือแม้แต่ผมเอง
ผมถ่ายภาพแล้วติดต่อยี่ห้อหลอดไฟเพื่อแจ้งว่าหลอดระเบิด และขอให้บริษัทแสดงความรับผิดชอบด้วย ทางตัวแทนบริษัทหลอดไฟแจ้งกลับมาว่าจะส่งหลอดไฟใหม่มาให้ ระยะเวลาที่ตอบคำถามผมใช้เวลาไม่นาน ถือว่ามีความรับผิดชอบดี แต่เวลาผ่านไปเกือบสัปดาห์แล้ว ยังไม่มีหลอดไฟหลอดใหม่มาถึงผมเลย
จริงๆแล้วผมไม่อยากได้หลอดไฟเคลมหรอก อยากได้เงินคืนมากกว่า แล้วไปใช้ยี่ห้ออื่น แม้ว่าบริษัทจะส่งหลอดรุ่นเดิมมาชดเชยผมก็ไม่กล้าใช้แล้วครับ แต่ก็เข้าใจระบบการทำงาน ทางบริษัทคงไม่มีนโยบายคืนเงินหรอก เขาให้เคลมแค่ไหนก็แค่นั้น ส่วนความไว้วางใจก็หมดตรงนี้แหละ หลอดไฟระเบิดใครจะกล้าใช้ต่อ และจะให้ผมเอาหลอดใหม่ที่เคลมได้ไปบริจาคโรงเรียนหรือวัด ผมก็ไม่กล้า กลัวว่าจะเป็นการทำบาปไม่รู้ตัว
ผมโทรถามเพื่อนที่มีอาชีพขายหลอดไฟว่าของแบบนี้เคลมได้ไหม เขาบอกเรื่องปกติ เสียก็ต้องเคลม แต่เคสผมเคลมง่ายเคลมเร็วเพราะหลอดเดียว ถ้าผมเป็นเจ้าของโรงแรม แล้วเคลม 2000 หลอด คิดว่าคงไม่เร็วและคงไม่ง่าย
ระหว่างที่ยังไม่ได้หลอดที่เคลม ผมก็จะประกาศขายหลอดไฟที่เสีย ขายภาพนี้ ขายซากที่เป็นจริงตามสภาพที่ระเบิดหลอดนี้ ใครอยากได้ บริษัทไหนอยากได้ ติดต่อมาซื้อผมได้นะครับ ผมขายไม่แพง หรือเอาหลอดไฟยี่ห้ออื่นที่น่าเชื่อถือมาแลกเลยก็ได้
อัดเดท 5aug2019 ผมได้รับพัสดุเป็นกล่องเล็กๆ นึกไม่ออกว่าได้สั่งซื้ออะไรไปในช่วงนี้ แล้วก็พลิกไปพลิกมา พบว่าเป็นกล่องที่ส่งมาจาก lekise ก็เลยจำได้ว่าทางบริษัทจะส่งหลอดไฟมาเปลี่ยนให้ ในกล่องนี้มีหลอดไฟ3หลอด ตามภาพ
เสียหลอดเดียว ส่งมาให้ 3 หลอด ขอบคุณ lekise ให้เคลมและส่งหลอดใหม่มาให้ครับ
nec99 – ปัจจัยที่มีผลต่อการให้ referral

ปัจจัยที่มีผลต่อการให้ Referral
เราเคยคุยกันเรื่อง Visibility ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้ทุกคนในกลุ่มสามารถรับรู้ได้ว่าเรามีตัวตน มีอาชีพนี้อยู่ในทีม ซึ่งเป็นปัจจัยแรกของการสร้างธุรกิจแบบ word of mouth หรือ referral marketing
และหลังจากที่เราทำให้ทุกคนรู้ว่าเรามีตัวตนแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือ สร้างความน่าเชื่อถือ หรือ Creditability นั่นเอง เพราะการมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มว่าเราทำอาชีพอะไร นั่นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เพื่อนๆ มั่นใจและแนะนำลูกค้าให้เรา
การที่ใครสักคนจะแนะนำธุรกิจให้กับเพื่อนของเขา คนแนะนำเขามักจะคิดอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแนะนำของเขามีคุณค่าปัจจัยที่จะมีผลต่อการคัดเลือกว่าจะให้ใครจะมีดังนี้
1 คุณเก่งในสายงานคุณจริงไหม บางคนใช้คำว่า expert
2 คุณทำสิ่งที่คุณทำอยู่อย่างมีความหลงไหล หรือ passion หรือไม่ และความรู้สึกนั้นหลุดออกมาสู่คนรอบข้างได้ชัดเจนไหม
3 คุณตอบสนองกับธุรกิจที่ได้รับอย่างมืออาชีพ และช่วยรักษาเครดิตของคนแนะนำนั้นอย่างดีไหม ถ้าให้ไปแล้วไม่ตามงาน ก็เสียชื่อ ดังนั้นการติดตามงานอย่างกระตือรือร้นเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรวดเร็วและสำคัญที่สุด
4 เรามีความสัมพันธ์แบบสนิทรู้จักกันดีเพียงพอไหม?
เพราะหลายๆครั้งเราก็มักจะมีความรู้สึกในใจว่า เราไม่ค่อยรู้จักเขา เราเลยไม่กล้าแนะนำลูกค้าให้เขา บางทีเราก็พูดว่า เรายังไม่รู้เลยว่าสมาชิกคนนี้เป็นคนยังไง ไม่กล้าแนะนำลูกค้าให้
เราและเพื่อนต้องตอบคำถามสี่อย่างให้ได้ครบทุกข้อซึ่งกันและกันคือ เราเก่งไหม เรามี passion มากพอไหม เราเป็นมืออาชีพในธุรกิจไหม และ เราสนิทกับเพื่อนมากพอหรือยัง
เที่ยวเกาะเกร็ด แวะปั้นหม้อ
เกาะเกร็ดเป็นพื้นที่เกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ในเขตจังหวัดนนทบุรี ต้องเดินทางไปขึ้นเรือข้ามฟากที่ท่าน้ำปากเกร็ด ซึ่งเป็นบริเวณที่รถติดมาก ติดนรก ติดไร้เหตุผล ที่จอดรถน้อย ไม่เพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยว ค่าที่จอดรถ 40 บาทต่อคัน
เกาะเกร็ดคือเมืองโบราณมีชีวิต วิถีชีวิตของชาวเกาะเกร็ดในอดีตคืออะไรยังไม่แน่ใจ แต่อาชีพปัจจุบันคือขายของให้นักท่องเที่ยว บ้านเรือนรอบเกาะถูกจัดระเบียบทางเดินให้นักท่องเที่ยวเดินผ่านไปเรื่อยๆ คนเยอะ อากาศร้อน วันเสาร์อาทิตย์ที่นี่ก็คงเป็นตลาดนัดที่วุ่นวาย ส่วนวันธรรมดา จันทร์ถึงศุกร์เป็นอย่างไรยังไม่เคยเห็น แต่คาดว่าจะเงียบและสงบกว่านี้(เดา)
จุดหมายคือมาปั้นหม้อ ปั้นดิน
สถานที่สำหรับทำงานปั้นก็คือ บ้านของ ป้าตุ่น เป็นบ้านที่อยู่ติดกับวัดไผ่ล้อมในเกาะเกร็ด ที่แห่งนี้เป็นแหล่งปั้นหม้อ ทำงานเครื่องปั้นดินเผามานาน และเปิดให้คนที่สนใจได้หัดปั้นด้วย ถือเป็นกิจกรรม how-to ชนิดหนึ่งที่เป็นแม่เหล็กทำให้เกาะเกร็ดดูดีมีชาติตระกูล มีราก มีวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงแค่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวตลาดนัดทั่วไป
เกาะเกร็ดมีร้านกาแฟเยอะ กาแฟโบราณก็เยอะ ร้านกาแฟติดแอร์มีอยู่ร้านเดียวและไม่มีคนแวะเลย
ร้านอาหารบางร้านหน้าตาดูบ้านๆ สั่งข้าวกระเพราไข่ดาว ใช้เวลา 1 ชม. ถึงจะได้กิน
ร้านขายของกิน ขายขนมมีตลอดทาง จะไปเที่ยวเกาะเกร็ดอย่าเพิ่งกินอะไรตอนเช้า ไปเดินซื้อเดินกินที่เกาะเกร็ดเลย หลากหลายและเยอะ และกินไม่ทั่วถึงแน่นอน
ภาพพระพุทธรูปองค์ใหญ่คือวัดบางจาก ผมถ่ายจากร้านอาหารแห่งนึ่งในเกาะเกร็ด เราจะเห็นท่าเรือข้ามฟากที่พาคนมาที่เกาะเกร็ดได้เช่นกัน เส้นทางนี้ไม่ได้รับการพัฒนาและประชาสัมพันธ์ คงมีคนไม่อยากให้เกาะเกร็ดเข้าออกได้มากกว่า 1 เส้นทาง นักท่องเที่ยวที่หาข้อมูลจากเน็ตเลยมาจอดรถที่วัดสนามเหนือ ย่านปากเกร็ด แล้วก็นั่งเรือข้ามฟาก ที่จอดรถแถววัดสนามเหนือราคาคันละ 40 บาท ถ้ามาครั้งต่อไป ผมจะไปจอดรถที่วัดบางจาก
เกาะเกร็ดขายทอดมันหน่อกะลาเยอะมาก หน่อกะลามีหน้าตาคล้ายถั่วฝักยาว มันเลยอยู่ในทอดมัน และ ร้านขนมจีนน้ำยา
ทางเดินสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นทางเดินแคบๆ ก็ยังอุตส่าห์มีนักปั่นมาขับจักรยาน ผมอยากจะถามเขาจริงๆเลยว่าไม่เห็นเหรอว่าคนเดินกันแน่นขนาดนี้ แค่เดินผ่านยังต้องรอจังหวะสวนทางจังหวะคนอื่นหยุดดู หยุดซื้อของ แล้วทำไมถึงยังอยากขี่จักรยานในทางแคบๆแบบนี้ แต่ไม่กล้าถามซึ่งๆหน้าหรอก เพราะจูงลูกอยู่ ไม่อยากมีเรื่อง แต่สอนลูกเสมอว่าขี่จักรยานต้องขี่ในที่กว้างๆไม่เบียดเบียนคนอื่น
รักษ์โลกไม่ได้แปลว่าต้องขี่จักรยาน อยากออกแรงให้ไปกวาดลานวัดจะได้สุขภาพและได้ฝึกนิสัยมีจิตสาธารณะ อยากลดการใช้น้ำมันต้องไม่นั่งเรือข้ามฟากมาเกาะเกร็ด อยากดูฉลาดต้องไม่ขี่จักรยานที่เกาะเกร็ด
nec98 – STOP ! SELLING : START HELPING
คุณเจมส์ สมาชิก bni กลุ่ม heritage ได้บรรยายเนื้อหาเรื่อง Stop selling Start helping ให้กับกลุ่มเจ้าของธุรกิจกว่า 40 คน ซึ่งเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจมาก มีประโยชน์ต่อนักธุรกิจที่ต้องการขยายธุรกิจด้วยเครื่องมือแบบ referral marketing เนื้อหาคุณภาพแบบนี้มีอยู่อย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละครั้ง
speacial notebook
เราขอมอบสมุดโน้ตที่มีชื่อของคุณบนหน้าปก ฟรี 1 เล่ม
เพียงคุณกรอก ชื่อ นามสกุล(ไทยหรืออังกฤษก็ได้) อีเมล ที่อยู่ ในฟอร์มด้านล่างนี้ เราจะทำสมุดที่มีเล่มเดียวในโลกให้คุณ สมุดจะถูกผลิตและจัดส่งไปยังร้านภายใน 7 วัน ในการแวะมาครั้งหน้าให้คุณถามถึงสมุดชื่อของคุณจากทางร้านได้เลย
หรือหากไม่สะดวกแวะมารับที่ร้าน อยากให้เราส่งของให้ถึงบ้าน เราคิดค่าส่ง 50 บาท เราจะจัดทำและส่งภายใน 7 วัน ส่งสลิปโอนเงินมาที่ email pockethifi@gmail.com
(เลขบัญชี กสิกรไทย 7332119596 วุฒิชัย เจริญบุรี)

วิธีทำกระดาษ
nec05 – คนที่จะพาเราไปสู่เป้าหมาย
การจะค้นหาใครสักคนที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายทางธุรกิจได้ เราจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อน เป้าหมายของเรา หรือของธุรกิจเราคืออะไร หากเราไม่มีข้อนี้ จงหยุดทำทุกอย่างแล้วนั่งคิด นั่งไตร่ตรอง อยู่กับตัวเองจนได้คำตอบ
ระวังอย่าได้คิดว่าเราจะพิชิตเป้าหมายด้วยตัวคนเดียว เพราะในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำทุกอย่างเอง แม้แต่นักกีฬาที่เก่งที่สุดก็ไม่ได้ลุยไปคนเดียว คนประสบความสำเร็จจะแวดล้อมไปด้วยผู้ช่วย
เมื่อได้เป้าหมายแล้ว จงวางแผนการทำงาน คำถามต่อมาคือเราจะต้องพบใคร ใครจะพาเราไปสู่เป้าหมายได้ และจงตรวจสอบเป้าหมายทุกเดือนว่า เรากำลังทำสิ่งที่จะไปสู่เป้าหมายอยู่หรือเปล่า
เมื่อมีเป้าหมายแล้ว เรามีงานต้องทำ 2 อย่างคือ
1 หาคนที่ใช่ (คนที่จะพาเราไปสู่เป้าหมาย)
2 สร้างความสัมพันธ์กับเขาในระดับที่ลึกเพียงพอ
และเพื่อให้ง่ายสำหรับคนที่ยังมึนงงอยู่ ลองมองหาสิ่งต่อไปนี้ในการประชุม
5 อาชีพที่ทำงานให้ลูกค้าผู้เป็นเป้าหมายของเรา
2 business goals คิดให้ออก
2 คนที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ 1 และ
2 คนที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ 2
แซนวิชอร่อยจากเซเว่น
ปกติเวลาแวะซื้อของในร้านสะดวกซื้อผมก็มักจะซื้อกาแฟ หรือ เครื่องดื่มเย็น แล้วก็นมกล่องของลูก จนเมื่อสักเดือนก่อนไปเจอคลิปวิดีโอที่เขาทำแซนวิชกินแล้วอยากลอง เลยไปซื้อแซนวิชที่เซเว่นกิน เป็นแซนวิชที่ต้องอบร้อนก่อน ซึ่งมีหลายอย่างให้เลือกกิน
รสชาดแซนวิชที่คุ้นเคยเป็นพวก มายองเนส ปูอัด แฮม หมูหยอง มันก็แทบไม่ต่างกันกับแซนวิชทั่วไป จะเป็นระดับอุตสาหกรรมทำขายทั่วประเทศ หรือ เป็นแซนวิชบ้านๆขายในตลาดก็รสชาดไม่ต่างกันมาก เรียกได้ว่า แซนวิชในความทรงจำของผมจะเป็นของกินกันตาย ไม่เคยพบว่ามีแซนวิชแบบไหนที่อร่อยจนอยากกินซ้ำเลย
แต่วันดีคืนดี ไปลองกินสิ่งที่มันเป็นอาหารประเภทกึ่งสำเร็จ มันแขวนอยู่เต็มตู้แช่ในเซเว่น ผมลองหยิบสองอย่าง คือซื้อกลับมาทำเองที่บ้าน ก็มีห่อหนึ่งอร่อย อีกห่อธรรมดา ขนาดตอนฉีกซองมาทำกินยังไม่ได้อ่านเลยว่าแบบไหนทำก่อน แบบไหนทำทีหลัง รู้ตัวอีกทีว่ามีแบบที่อร่อยอยู่ 1 อย่าง ก็เลยไปเหลือบดูที่ถังขยะว่าเราทิ้งแซนวิชอะไรไปบ้าง จำชื่อไว้แล้ววันพรุ่งนี้ค่อยไปซื้อมาลองใหม่
วันใหม่ผมซื้อแซนวิชที่เป็นรุ่นเดียวกับที่ไปหาจากถังขยะเมื่อวาน มันคือแซนวิชชีสเพียวๆ หรือชื่อเต็มหน้าห่อเขียนว่าชีสโทสแซนวิช ซึ่งเป็น 1 ใน 2 อย่างที่ผมได้ลองกิน และลองซื้อตัวนี้มาซ้ำ แล้วก็ทดลองทำกินก็พบว่ามันคืออันที่ผมรู้สึกอร่อยนั่นเอง จะให้ดูภาพเต็มของห่อนี้
มันอร่อยจริงๆ เพราะหลังจากที่ผมจำได้แล้วว่าตัวนี้อร่อย อีก 5 ครั้งที่เดินเข้าเซเว่นเพื่อไปซื้อ ก็ของหมดไป 4 ครั้ง เดาว่ามันคงขายดีมาก แม้ราคาจะแพงกว่ารสชาดอื่นนิดหน่อย แต่มันก็คงได้รับความนิยมจริงๆ ภาพที่ผมเจอในเซเว่นหลายครั้งคือแซนวิชตัวนี้ไม่อยู่บนชั้นวาง
ให้สังเกตช่องที่ว่าง มันเป็นช่องที่ของหมด นั่นคือ ชีสโทสที่หมดบ่อยมาก และในบางครั้งที่ตั้งใจเข้าร้านไปซื้อ อยากจะได้สักหลายๆซอง บางทีก็ได้ซองเดียว ซึ่งร้านเซเว่นมีอยู่มากมายหลายสาขา ผมแวะเกือบทุกสาขาที่ขับรถผ่าน ทั้งที่ทำงาน และที่บ้าน รวมไปถึงในปั๊มน้ำมันด้วย มันหมดไวมากจริงๆ
ด้วยความสนใจในแซนวิชตัวนี้เลยลองหาข้อมูลหลายๆด้านทั้งเรื่องบริษัทที่ทำขายและการทำแซนวิชหลายๆแบบ ก็พบว่า บริษัทที่ทำอาหารตัวนี้มียอดขายปัจจุบันประมาณ 1พันล้านบาท จากจุดเริ่มต้นที่ลองทำเล็กๆเมื่อหลายปีก่อน คงเป็นเพราะรสชาดที่ดีและมีบริการอบร้อนในร้านให้ด้วยทำให้ได้รับความนิยม และสร้างยอดขายได้มหาศาล
ส่วนการทำแซนวิชก็พบวิธีทำมากมาย หลายสูตรอาหาร ส่วนใหญ่แซนวิชจะเป็นอาหารมื้อเช้าของคนที่ไม่ค่อยมีเวลา เพราะใช้เวลาทำไม่นาน และยิ่งมีแซนวิชกึ่งสำเร็จรูปให้ซื้อมาทำก็ยิ่งประหยัดเวลาไปมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นอาหารนิยมทำกินในการเที่ยวแคมปิ้งเดินป่า การเตรียมตะแกรงปิ้งแซนวิชติดรถเข้าไปเที่ยวนอนเต๊นท์ ไปทำอาหารกินในป่าเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้การชงกาแฟแบบดริปกลางป่า นักเที่ยวแนวนอนกลางดินกินกลางทรายจะมีหม้อสนาม เตา อุปกรณ์จุดไฟ และเมนูทำกับข้าวง่ายๆแต่น่าสนุก
แซนวิชมีความคล้ายแฮมเบอเกอร์ แต่จะมีความร้อนที่ทำให้ขนมปังเกรียมร่วมด้วย การทำก็มีหลักการคล้ายๆกันคือ เอาเนื้อสัตว์ ผัก เนย ชีส อะไรก็ตามที่อยากกินไปแทรกอยู่ระหว่างขนมปัง แล้วก็เอาไปทำให้ร้อน ขนมปังร้อนจนเกรียมก็จะกลายเป็นแซนวิชกรอบนอกนุ่มใน
เตาปิ้งแซนวิชมีวางขายในห้างเกือบทุกที่ จะเป็นเตาไฟฟ้า ราคาไม่กี่ร้อยบาท แทบจะเป็นของขวัญจับฉลาก ของแจกปีใหม่ของหลายๆคน ส่วนตะแกรงปิ้งแซนวิชแบบพกพาเข้าป่าได้ก็มีราคาที่สูงกว่าแบบไฟฟ้า เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อว่าของที่ไม่มีระบบไฟฟ้ากลับมีราคาแพงกว่าเตาปิ้งสำเร็จรูป แต่มันก็คงเป็นเพราะตะแกรงปิ้งมันผลิตมาน้อยกว่าทำให้ราคาต่อหน่วยมันแพงกว่า
BNI คืออะไร
BNI คือองค์กรที่เป็นที่รวมกลุ่มของนักธุรกิจเพื่อทำธุรกิจร่วมกัน นักธุรกิจแต่ละคนจะเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มแล้วทุกคนจะช่วยกันหาลูกค้าให้เพื่อนสมาชิกด้วยกัน เราหาให้เพื่อน เพื่อนหาให้เรา เปรียบไปก็เหมือนเรามีเซลส์ช่วยขายเท่ากับจำนวนสมาชิกในกลุ่มของเรา และอาจจะมีเซลส์มากขึ้นหากเราติดต่อกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ ซึ่งสมาชิกในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 1933 คน สมาชิกทั่วโลกมีอยู่ 227,000 คน (ข้อมูลปี คศ.2019)
ลองไปอ่านข้อมูลของ BNI กลาง http://www.bni.com/
ส่วน BNI ประเทศไทยก็ที่นี่ http://bnithailand.com/en-TH/index
BNI มาจากอเมริกา เข้ามาในไทยเมื่อปี คศ 2006 โดยคุณ Mr. Kollakit Thalerngnawachart ในไทยมีกลุ่มของ BNI อยู่หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีจำนวนสมาชิกไม่เท่ากัน บางกลุ่มขนาดใหญ่มีคนเยอะ บางกลุ่มขนาดเล็กเพราะคนยังไม่มาก กลุ่ม Heritage เป็นกลุ่มแรกที่เกิดขึ้นพร้อมกับ BNI ประเทศไทย
กิจกรรมในกลุ่มมีมากมาย แต่วัตถุประสงค์หลักก็คือการรวมตัวกันทำธุรกิจ ต่างคนต่างช่วยเพื่อนทำธุรกิจ แนะนำลูกค้าให้เพื่อน สมาชิกในกลุ่มจะมีธุรกิจไม่ซ้ำกัน ลูกค้าของแต่ละคน อาจจะใช้สินค้าและบริการจากหลายแหล่ง การส่งต่อลูกค้าของเราให้ไปซื้อสินค้าและบริการอื่นๆที่เราไม่ได้ทำจากเพื่อนในกลุ่มเป็นการช่วยเพื่อนทำธุรกิจ เราส่งลูกค้าเราให้เพื่อน เพื่อนส่งลูกค้าให้เรา เรากับเพื่อนไม่ได้แย่งกันขายของเพราะธุรกิจคนละอย่างกัน ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน เรากับเพื่อนได้ธุรกิจ ลูกค้าของเราได้สินค้าและบริการที่หลากหลาย
สมาชิกในกลุ่มจะประชุมร่วมกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กลุ่ม heritage จะประชุมวันอังคาร 7.00 น. ในการประชุมจะมีการแจ้งข่าวสาร และให้สมาชิกพรีเซ้นธุรกิจของตัวเอง 1 นาที ผู้ที่เข้าประชุมจะประกอบไปด้วยสมาชิก และ Visitor ซึ่ง visitor จะเป็นคนที่สนใจอยากมาเข้าร่วมเพื่อเป็นสมาชิก หรือ มาเพื่อช็อปปิ้งสินค้าและบริการจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งผู้เป็น Visitor ก็จะได้รับสิทธิ์ที่จะพูดเพื่อขายของหรือพรีเซ้นธุรกิจของตนเองเช่นกัน ผมเองก็เป็นสมาชิกในกลุ่ม Heritage เข้ามาในกลุ่มด้วยธุรกิจโรงพิมพ์
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ก็จะพอเข้าใจภาพรวมของกลุ่มธุรกิจ BNI ว่ามีที่มาที่ไปและทำอะไรกัน หากท่านอยากใช้สินค้าและบริการในกลุ่ม Heritage ก็ลองติดต่อสมาชิกในกลุ่มดูสักคน หากท่านอยากช็อปปิ้งแบบมาครั้งเดียว เจอซัพพลายเออร์เต็มไปหมดเลย ซึ่งเป็นการประหยัดเวลา ก็ขอเชิญมาเป็น Visitor ในการประชุมประจำสัปดาห์ ครับ แต่ว่า เราจะประชุมกันตอนเช้า 7.00 น. วันอังคาร เช้ามาก ตื่นลำบาก แต่มันมีข้อดีคือ เราประชุมเสร็จ เราแยกย้ายกลับไปทำงาน ไปดูแลบริษัทตัวเองต่อได้ครับ ไม่เสียงาน
ติดต่อทีมงานของผม ฝากชื่อและอีเมลไว้ได้ครับ
nec96 – สร้าง creditability ให้สูงที่สุด
การตลาดแบบบอกต่อทรงพลังมาก ผู้คนจำนวนมากเชื่อถือสิ่งที่ถูกบอกต่อมากกว่าสิ่งที่เห็นในใบโฆษณา และที่มันยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ ต้นทุนที่เราจ่ายในการทำการตลาดแบบบอกต่อ มันถูก มันย่อมเยากว่าการโฆษณามหาศาล
สิ่งหนึ่งที่เป็นสัจจธรรมก็คือ ไม่มีอะไรฟรี และ ไม่มีของถูก การจ่ายเงินน้อยลงกับไปกับการตลาดแบบบอกต่อ มันไม่ได้น้อยในด้านตัวเงินด้านเดียว แต่เราจ่ายในรูปแบบอื่นทดแทนเข้าไป นั่นคือเราเอาเวลาและความพยายามจ่ายแทนเงิน และมันก็หมายความว่า นอกจากเงินค่าประชุมค่าสมาชิกแล้ว ต้องใช้เวลาและความพยายามจากเราด้วย แล้วมันเป็นยังไง เวลาและความพยายาม
การใช้เวลาก็คือการไปประชุม ไปวางแผน ไปแนะนำตัว การวางแผนที่จะทำให้เราเป็นที่รู้จักในการประชุมทุกแห่ง ในกลุ่ม networking ทุกกลุ่ม และในการทำ 1-2-1ด้วย และ เมื่อมีโอกาสทำงาน เราจะใช้ตัวที่สองก็คือความพยายามในการทำงานนั่นเอง
การทำงานแล้วช่วยสร้างความน่าเชื่อถือที่สูงที่สุด ก็คือการทำงานด้วยมาตรฐานสูงที่สุดเสมอและสูงที่สุดตลอดเวลา เช่นการนัดหมายต้องตรงต่อเวลา นัดส่งของก็ส่งของได้ตรงเวลา ผลิตของก็มีคุณภาพเท่ากับที่รับปากไว้ วัตถุดิบหรือบุคลากรที่ใช้กับงานก็มีคุณภาพสูงเสมอในทุกขั้นตอน
สองปัจจัยนี้ครับ เวลา และ ความพยายาม ที่จะช่วยสร้าง creditability ให้สูงลิบ สูงที่สุด สูงจนผู้คนจดจำและนึกถึงเราเมื่อต้องการสินค้าและบริการที่เราทำ
สั่งของ amazon มาถึงเมืองไทยแล้วพัง และวิธีคืนของamazon
ผมสั่งซื้อกล้องดูดาวตัวหนึ่งจากเว็บ amazon ซึ่งเป็นกล้องดูดาวขนาดเล็กราคาไม่แพง สืบจากในเมืองไทยแล้วไม่มีใครขายตัวเล็ก และราคาที่มีขายในบางแหล่งก็แพงกว่าหลายเท่า ผมเลยสั่งจาก amazon และค่าส่งก็เท่ากับตัวสินค้าเลย สรุปคือ คนไทยซื้อของแพงกว่าคนอเมริกัน 2 เท่า
กล้องดูดาวใช้เวลาเดินทางมาถึงเมืองไทยประมาณ 13 วัน ผมสั่งของวันที่ 12พฤษภาคม2562 และทางเว็บของ amazon ก็รายงานสถานะว่า ของมาถึงไทยและจัดส่งแล้วในวันที่ 24พฤษภาคม2562 แต่ทางผมในวันที่ 25พฤษภาคม2562 ยังไม่ได้รับของเลย เลยติดตามไปทาง amazon แล้วทางเจ้าหน้าที่ของ amazon ก็รับปากจะติดตามเรื่องให้
ตอนบ่ายวันที่ 25พฤษภาคม 2562 มีรถของไปรษณีย์ไทยขับเข้ามาแล้วจัดการส่งสินค้า ซึ่งมันก็คือกล้องดูดาวนั่นเอง ผมถามว่าทำไมในระบบถึงอัพเดทว่าส่งแล้วเมื่อวาน แต่ของเพิ่งมาวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทราบเหตุผล ผมก็ไม่ได้ใส่ใจจะคาดคั้นคำตอบ ของมาก็ดีแล้ว
เมื่อเปิดขึ้นก็พบกับสิ่งที่น่าเศร้า นั่นคือ กล้องดูดาวผมมีอาการแตกหักที่ฐานวาง ซึ่งหักได้อย่างไรก็ไม่ทราบ ดูจากกล่องที่ใส่มาก็ดูเรียบร้อยดี กล่องไม่มีรอยเยินเลย ทำให้ผมแอบคิดไปว่า ของเสียตั้งแต่ก่อนออกเดินทางจากประเทศต้นทาง
ติดต่อ chat กับ support ของ amazon ก็ได้ความว่า ผมไม่ต้องการของชิ้นนี้ ต้องการตัวใหม่ ทาง amazon ก็จะส่งมาให้ แต่ของที่เสียผมจะต้องส่งคืน และผมต้องออกค่าส่งกลับไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่แย่มาก ไม่คิดว่าจะได้รับการตอบแบบนี้ ไม่คิดว่าจะได้รับการปฏิบัติแบบนี้จาก amazon เลย ทางเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า การส่งของระหว่างประเทศจะไม่มีการส่งฟรี ลูกค้าอย่างผมต้องออกค่าส่งของคืนด้วย ผมบอกว่า ผมไม่โอเค รับเงื่อนไขนี้ไม่ได้ ทางเจ้าหน้าที่ amazon ให้ผมติดต่อกับเจ้าของสินค้าเองเพื่อขอทางเลือกอื่นจากผู้ผลิตเลย ผมก็เลยติดต่อ celestron.com และอีกเมลรายละเอียดไปให้ celestron
ผลก็คือ อีก 3 ชั่วโมง amazon ส่งอีเมลมาหาผมและได้เสนอทางเลือก 3 อย่างให้คือ
1 amazon จะเปลี่ยนสินค้าตัวใหม่ให้ จะส่งตัวใหม่มา และให้เราส่งตัวเก่าคืน และค่าส่ง amazon จะเป็นผู้รับผิดชอบ
2 หรือหากเราอยากรับสินค้าตัวนี้เอาไว้ ก็จะลดราคาและคืนเงินให้ 15%
3 หรือ จะคืนเงิน 100% เลย และให้ผมส่งสินค้ากลับไปให้ amazon โดยทาง amazon เป็นผู้ออกค่าส่งให้
ทางเลือกแบบนี้ค่อยรู้สึกดีหน่อย ดีกว่าตอนที่คุยทาง chat กับเจ้าหน้าที่เยอะเลย การบริการระดับดีๆแบบนี้ทำไมถึงมาทีหลัง ทำไมปล่อยให้ลูกค้าไปเสียความรู้สึกกับการตอบคำถามทาง chat ผมได้เรียนรู้ว่าบริษัทระดับโลกก็ยังคงมีเจ้าหน้าที่ที่ตอบคำถามแนวขับไล่ลูกค้าอยู่ นึกว่าจะมีแต่บริษัทไทยๆหรือ บริษัทจากประเทศโลกที่สามเท่านั้น
ตอนนี้ผมก็กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกทางเลือกใด ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเลือกข้อ 1 ด้วยเหตุผลว่า ข้อ2 ผมไม่เอาอยู่แล้ว ผมไม่อยากได้ของมีปัญหา และข้อ3 ก็ไม่ชัดเจนว่าที่จะคืนเงินเต็มจำนวนนั้น คืนเฉพาะค่าของ หรือ คืนค่าขนส่งมาด้วย ผมก็ไม่อยากเสียเวลาเสี่ยงกับการวัดใจว่าจะได้เงินคืนครบไหม เอาตัวเลือกที่ได้ของแน่ๆและเงินผมไม่สูญเปล่าดีกว่า
หลังจากผมตอบกลับว่าเลือก option ที่ 1 คือให้ส่งตัวใหม่ให้ผม และ ผมส่งตัวเก่ากลับ โดยให้ amazon ออกค่าส่งกลับด้วย พอส่งเมลกลับไป ภายใน 5 นาที โทรศัพท์มือถือผมก็ดัง มี sms จากธนาคารเข้ามา ข้อความระบุว่า amazon ตัดเงินในบัตรเครดิตผม 0 บาท ผมคาดว่าคงเป็น amazon สั่งสินค้าและให้ส่งมายังผมอีกครั้ง เลยเข้าไปดูในเว็บ และดูในรายการสินค้าที่ผมสั่งซื้อ ก็พบกว่า มีรายการกล้องดูดาวตัวเดียวกันนี้แต่ราคา 0 บาท ถูกสั่งและรอคิวส่งให้ผมแล้ว คาดว่าสินค้าตัวใหม่ก็คงจะเดินทางมาถึงผมในระยะเวลาประมาณ 13 วันเหมือนออเดอร์ที่แล้ว และมี label หรือเอกสารสำหรับคืนของที่ผมจะต้องพิมพ์เป็นกระดาษออกมา บางใบเอาไปแปะบนกล่อง บางใบใส่ในกล่อง บางใบส่งไปที่ DHL agent ซึ่งของที่คืนจะต้องคืนภายใน 30 วันหลังจากที่ระบบ replacement ได้เริ่มต้น นั่นก็คือหลังจากได้รับเมลคอนเฟิร์มว่า amazon ได้ทำเรื่องสั่งของส่งมาให้ใหม่นั่นเอง หากทาง amazon ไม่ได้รับของภายใน 30 วันที่กำหนดไว้ amazon จะชาร์จบัตรเครดิตเป็นค่าสินค้าอีกครั้ง แปลว่า คืนของช้า จะถูกคิดเงินในส่วน replacement
We must receive the item from your original shipment within 30 days of initiating a replacement order. If we don’t receive the item by that time, we’ll charge the credit card associated with the order for the cost of the replacement.
ข้อความในกรอบสีแดงคือบางส่วนในอีเมลที่ amazon ส่งมาตอนทำเรื่อง repleacement

นอกจากนี้ ทาง amazon ยังมีรายการ return label ในสินค้าตัวที่แล้วให้ผมสั่งพิมพ์ออกมา เอกสารมี 6หน้า มีรายละเอียดดังนี้
หน้า 1 เป็นคำอธิบายวิธีการคืนของ
หน้า 2 เอกสาร Return Mailing Label ใบนี้ให้พิมพ์เป็นกระดาษ และแนบให้ DHL (แปลว่าเราต้องเรียก DHL มารับคืน)
หน้า 3 เป็น Commercial Invoice ใบนี้ให้พิมพ์เป็นกระดาษ และแนบให้ผู้ส่งสินค้า ซึ่งผมเข้าใจว่าคือ DHL ดังนั้น DHL คงจะได้เอกสาร ในข้อ 3 นี้ด้วย
หน้า 4 เป็นเอกสาร Internation Customer Return เป็นตารางแบบฟอร์ม กรอกรายละเอียดไว้แล้วจาก amazon เราพิมพ์อย่างเดียว เอกสารชิ้นนี้ให้พิมพ์ 1 ใบเก็บไว้
หน้า 5 เป็นเอกสาร Internation Customer Return หน้าตาเหมือนข้อ4 เลย คู่มือบอกว่าให้พิมพ์ใบนี้แปะไว้ที่หน้ากล่อง
หน้า 6 เป็นเอกสาร Return Authorization Slip หน้าตาเป็นแท่งบาร์โค้ด 1 ภาพ พร้อมด้วยตัวอักษร 2 บรรทัด ระบุรายละเอียดชื่อสินค้า ให้พิมพ์ใบนี้เป็นกระดาษแล้วแนบไว้ในกล่อง

สรุปก็คือ การสั่งซื้อสินค้าจาก amazon ให้ส่งจากต่างประเทศมายังประเทศไทยมีค่าส่งที่ค่อนข้างแพง ในเคสของผมคือค่าส่งแพงกว่าค่าสินค้า และเมื่อได้ของมาแล้วหากมีการเสียหายไม่ว่าจากสาเหตุใด ก็ควรรีบแจ้งไปยังฝ่าย support ให้เร็วที่สุดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าของเสียมาก่อนจะถึงมือเรา และขั้นตอนการคืนของ คืนแบบไหน เสียเงินไหม เก็บเงินค่าส่งคืนกับใคร เป็นสิ่งที่ต้องเจรจา เพราะหากเราไม่โต้แย้งใดๆ เราก็อาจจะได้ของเสียเก็บไว้แทนนั่นเอง และการคืนของต้องคืนภายใน 30 วันหลังจากระบบได้เริ่มการ repleacement หากคืนช้าจะโดนคิดค่าใช้จ่ายทางบัตรเครดิตเหมือนเราซื้อสินค้าอีกชิ้น
สรุปในสรุป คนจะคืนของ amazon ที่บ้านต้องมีปริ๊นเตอร์นะครับ เพื่อใช้พิมพ์เอกสารต่างๆ หากไม่มี ต้องไปพิมพ์ที่บ้านเพื่อน.
หลังจากรอประมาณ 12 วัน ในวันที่ 11มิถุนายน ผมก็ได้รับของแล้ว มีของมาส่งที่บ้าน คนที่บ้านรับไว้ให้ วันรุ่งขึ้นผมเห็นเป็นกล่องวางอยู่ในบ้าน เลยเข้าเว็บเช็คสถานะของ amazon ก็พบว่าของในระบบขึ้นสถานะว่าส่งแล้ว เดี๋ยวเย็นนี้จะ openbox ถ่ายวิดีโอไว้ด้วยเผื่อว่าถ้าโชคร้ายซ้ำซ้อนจะต้องเคลมซ้ำ ก็จะได้มีหลักฐานไปใช้เคลมอีกรอบ แต่คงไม่โชคร้ายน่ะ หวังไว้
อัพเดท 19jun2019
วันนี้ amazon ส่งเมลมาเตือนว่าอย่าลืมส่งของคืน ถ้าamazon ไม่ได้รับของคืนภายในวันที่ 5jul2019 จะมีการชาร์จค่าสินค้าและค่าส่งคืนสินค้า รวมๆแล้วอีกเกือบร้อยเหรียญ
อัพเดท 24jun2019 ได้รับอีเมลจาก amazon ว่า สินค้าส่งคืนถึง amazon แล้ว จบเคสอย่างเรียบร้อย


























