nec203 – เชิญ visitor มาฟังเราบรรยาย

IMG_0536

มีข้อสังเกตุหนึ่งที่ทุกคนในแช็ปเตอร์รู้สึกร่วมกันก็คือ  วันที่มี visitor เยอะๆ วันนั้นดูจะเป็นวันที่ทุกคนมีพลัง  แอ็คทีฟ และตื่นเต้นกัน  ดังนั้น  การจะหาโอกาสเชิญแขกมาบ่อยๆนอกเหนือจาก BOD แล้วก็ยังมีอีเว้นเล็กๆของแต่ละคนด้วย  นั่นก็คือ อีเว้นของตัวเอง อีเว้นที่ตัวเราจะขึ้นพูดพรีเซ้น 5 นาที โอกาสนี้เป็นอีเว้นพิเศษสำหรับเรา

IMG_0229

การได้พูดพรีเซ้น 5 นาที ทั้งต่อหน้าสมาชิก และต่อหน้า visitor จำนวนมาก ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้อย่างดีเยี่ยม  เราสามารถแสดงความชำนาญหรือแสดงความเป็นมืออาชีพในอาชีพของเราเองว่าเราเป็นตัวจริงทำงานมีคุณภาพ   เป็นการเพิ่ม Visibility และ Creditability ได้พร้อมๆกันในเหตุการณ์เดียว  แถมยังได้เพิ่ม visitor ให้กับแช็ปเตอร์อีกด้วย

IMG_0183

ตัวอย่างเคสเป็นของคุณ Tiffanie ครับ  เขาวางแผนล่วงหน้าเมื่อรู้ว่าจะต้องพูดพรีเซ้นในห้องประชุมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า  โดยทำสิ่งต่างๆดังนี้

5 สัปดาห์ก่อนการบรรยาย ตั้งหัวข้อการบรรยาย  ใช้การพรีเซ้น 5 นาทีของเราเองเป็นชื่องานบรรยาย

4สัปดาห์ก่อนบรรยาย สรุปรายชื่อ ทำจดหมายเชิญ ทั้งแบบ electronic และกระดาษ ส่งให้คนรู้จัก 40 คน (ว่าที่ลูกค้า ลูกค้า ซัพพลายเออร์)

สร้างอีเว้นในเฟสบุ๊คของตัวเอง กำหนดชื่อ และวันเวลาให้ละเอียด เพื่อนในเฟสต้องรู้ว่ามีอีเว้นนี้

ส่งเนื้อหาอย่างย่อหรือชื่องานบรรายไปยัง สื่อท้องถิ่น รายการวิทยุ  (กลุ่มเฟส กรุ๊ปไลน์ ) เพื่อให้สื่อเหล่านั้นหรือคนในกลุ่มท้องถิ่นช่วยส่งข่าว  เพราะกลุ่มเหล่านี้มักจะแชร์ข่าวกันเป็นประจำ

3 สัปดาห์ก่อนบรรยาย ให้เขียนชื่องาน และรายละเอียดที่จะพูดลงในขดหมายข่าวของบริษัทเราเอง ส่งอีเมลเนื้อหาย่างย่อให้ลูกค้าของบริษัทเรา  ระหว่างนี้ให้ซ้อมพูด ซ้อมบรรยายสัก 6 รอบ เพื่อให้ไม่ผิดพลาด

ถึงขั้นนี้แล้ว เพื่อนในกรุ๊ปไลน์  ในเฟส และลูกค้าที่ติดต่อกับเราทางเมล ก็พอจะรู้คร่าวๆแล้วว่าเราจะบรรยายอะไร เมื่อไหร่ 

1สัปดาห์ก่อนบรรยาย ให้โทรหาแขกทั้ง 40 คน ที่เราจดรายชื่อเอาไว้เพื่อแจ้งว่าอย่าลืมนัดหมายของเรา

1 วันก่อนบรรยาย โทรหา 40 รายชื่ออีกครั้งเพื่อคอนเฟิร์ม

IMG_9742

เจ้าของเรื่องเชิญแขกไปประมาณ 40 คน และมีคนมาปรากฏตัวในงานเพื่อฟังบรรยาย 12 คน ครับ ขอให้เพื่อนๆลองพิจารณาวิธีการนี้ในการเชิญแขกนะครับ การมี Visitor เข้ามาร่วมประชุมกับกลุ่มของเรา มีประโยชน์กับทุกคนครับ เป็นการสร้างโอกาสในการทำธุรกิจร่วมกัน

การจัดแสงถ่ายรูปแบบประหยัด

IMG_20190615_171816

การถ่ายภาพสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์หรือของที่เป็นขวด เป็นตลับแล้วอยากให้ดูแพง ก็ต้องอาศัยการจัดแสงนิดหน่อย ซึ่งเคล็ดลับการจัดแสงไม่ได้ซับซ้อน แสงที่สวยคือแสงธรรมชาติ ถ้าเราสามารถใช้แสงธรรมชาติมาเป็นแสงหลักในภาพได้เราก็ควรทำ

เลือกแสงหน้าต่างที่ส่องลอดเข้ามาในห้องครัว อาศัยผ้าผืนนึงปูเป็นฉากหลังและผนังด้านหลัง จัดผ้าเข้ามุมให้เป็นมุมฉากกับพื้นและผนัง เอาสินค้าวางบนผ้า แล้วก็ให้แสงหลักคือแสงที่ส่องมาจากด้านบน

แสงเข้าจากด้านบนจะทำให้แสงที่ส่องเข้าด้านหน้าดูน้อยเกินไป เลยต้องมีตัวช่วยสะท้อนแสงอีกตัวส่องแสงสะท้อนด้านบนเข้าไปที่ด้านหน้า ถ้าเราใช้แผ่นสะท้อนแสงสีขาว นุ่มๆ ผิวด้านๆ เราจะได้แสงนุ่มเคลียร์ แต่ในภาพนี้ดูแล้วไม่ค่อยเหมาะ เลยเลือกใช้ฝาหม้อที่เป็นอลูมิเนียมมีพื้นผิวเป็นลอนๆไม่เรียบมาช่วยสะท้อนแสง คาดหวังให้แสงสะท้อนมีลักษณะเป็นหย่อมๆดวงๆไม่สม่ำเสมอ เพื่อส่องตัวผลิตภัณฑ์ให้ดูแวววาว ผลก็คือแสงสะท้อนจากตัวสะท้อนโลหะให้แสงมีความนุ่มและแข็งในบางส่วน ผสมกันลงตัวพอดี เป็นแนวทางที่น่าสนใจมากสำหรับการจัดแสง

เราไม่กล้าบอกหรอกว่าวิธีนี้คือวิธีที่ดีที่สุด เพราะว่าการถ่ายภาพแบบเน้นความเร็วและความง่ายเราก็พยายามทำในเวลาและทรัพยากรจำกัด ถ้าจะเข้าสตูดิโอถ่ายภาพจริงจังมันก็อาจจะดีกว่านี้มาก แต่เวลาและงบประมาณอาจจะจบกันที่เป็นหมื่นบาท หรือ หลายหมื่นบาท ซึ่งคงไม่คุ้มค่ากับสินค้าราคาไม่แพงและไม่ได้มีขายจำนวนมากแบบสินค้าขึ้นห้างแค่มันดีกว่าไม่พยายาม เราก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว เห็นภาพเห็นแนวทางแบบนี้เราก็เท่ากับได้เรียนรู้ด้วยว่าแสงแนวนี้ต้องใช้อุปกรณ์อย่างไรและเลือกใช้สถานการณ์แสงอย่างไร

ครบ 10 ปี เครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ท

IMG_0089

โรงพิมพ์ของผมซื้อเครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ท 4 สี มือสองเข้ามาใช้งานตั้งแต่ช่วงปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยมีภัยน้ำท่วมใหญ่ และเป็นปีที่พ่อผมเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในช่วงปลายปี พ่อผมมีโอกาสได้เห็นเครื่องพิมพ์ 4 สี วางอยู่ในโรงพิมพ์ ผมรู้สึกว่ามันเป็นความสำเร็จของคนปากกัดตีนถีบคนนึงที่ดิ้นรนทำมาหากินและสร้างครอบครัว ส่งลูกเรียนจบและมีอาชีพทิ้งไว้ให้ลูกหลาน

DSCF4375


เครื่องพิมพ์ไฮเดลเบิร์ก เป็นเครื่องพิมพ์มือสอง ผมไม่รู้ประวัติของเครื่องนี้เท่าไหร่นัก แต่มันมาตั้งในโรงพิมพ์ในตอนที่มิเตอร์บนเครื่องชีไปไป 47327770 รอบ ซึ่งผมถ่ายภาพนี้ไว้ในวันที่ 16ธันวาคม2554

20111216_173452

เวลาเลยผ่านมาเหมือนไม่นาน รู้ตัวอีกทีก็ครบ 10 ปี มันเป็น 10 ปีที่มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เรามีช่วงเวลาที่ทำงานไม่ทัน งานล้นมือ เรามีช่วงเวลาที่งานซบเซา บางวันต้องปิดเครื่อง ปิดไฟโรงงาน และในช่วงที่มีโควิดระบาดหนักๆ ช่างพิมพ์หลายคนในโรงพิมพ์ก็ต้องหยุดงานเพราะติดเชื้อ โรงพิมพ์ทำงานต่อไม่ได้ งานบางงานต้องไปขอให้โรงพิมพ์อื่นช่วยเหลือช่วยพิมพ์ให้

วันที่ครบ 10 ปี คือ 16ธันวาคม2564 ผมถ่ายภาพนี้เก็บไว้อีกครั้ง

2021-12-16_05-02-45

มิเตอร์ขึ้นเลข 77740023 ซึ่งพอนำมาคิดหักลบกับตัวเลขเริ่มต้นแล้ว ก็จะได้

77740023 – 47327770 = 30412253 หรือประมาณ 30 ล้านรอบ

ตัวเลข 30 ล้านรอบนี้บอกอะไรเราบ้าง

ถ้านับงานกระดาษใบปลิว A4 พิมพ์ 2 หน้า เราจะพิมพ์งานนี้ไปแล้ว 60 ล้านใบ ผมก็ไม่รู้ว่ามันมากหรือน้อย เครื่องพิมพ์เครื่องนี้ทำเงินให้เราเกินค่าตัวของมัน แม้ว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์จะเป็นดาวร่วงในมุมมองของนักบริหารและนักการตลาด แต่เราก็ยังคงต้องทำอาชีพนี้อยู่ และปรับเปลี่ยนงานพิมพ์ไปพิมพ์สิ่งที่ผู้คนยังต้องใช้งาน หนังสือพิมพ์ไม่มีคนซื้อแล้ว เราก็ไม่ต้องพิมพ์ นิตยสารขายไม่ได้แล้วเราก็ไม่ต้องพิมพ์ ซึ่งสองอย่างนั้นก็ไม่เคยเป็นงานของโรงพิมพ์เราอยู่แล้ว แต่ประเทศเรายังต้องการกล่องใส่อาหาร กล่องใส่ขนม อาหารเสริม เครื่องสำอางค์ ยังต้องการโบรชัวร์ ยังต้องมีเอกสาร คู่มือผลิตภัณฑ์ ยังต้องมีหนังสือให้ความรู้ พ็อกเก็ตบุ๊ค นิยาย การ์ตูน หนังสือเรียน ยังมีสติ๊กเกอร์อีกหลายชนิดสำหรับติดกล่อง ติดขวด ติดตามสินค้าและกล่องต่างๆ

เทคโนโลยีทางการพิมพ์ของโลกเราเริ่มต้นจากการเรียงพิมพ์ด้วยตัวหนังสือโลหะ จาก letterpress สู่การพิมพ์ offset และเป็นระบบดิจิทัลในปัจจุบัน ที่น่าทึ่งก็คือ ทุกเทคโนโลยียังคงมีอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีของใหม่ที่ไปทำลายของเก่า ในโรงพิมพ์เรายังมี letterpress ที่ขาดไม่ได้ ยังมี offset ที่เป็นกำลังหลักของวงการพิมพ์ และมีดิจิทัลสำหรับงานเร่งด่วนและพิมพ์ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปทุกใบได้ ทุกเทคนิคการพิมพ์ในปัจจุบันยังคงมีบทบาทอยู่ วงการพิมพ์ไม่ได้ล่มสลาย การปรับตัวของผู้บริโภคทำให้ความจำเป็นในการใช้สิ่งพิมพ์เปลี่ยนรูปแบบไป สิ่งที่แน่นอนก็คือ ไม่มีใครซื้อขนมที่ไม่มีแพ็คเกจห่อหุ้ม ไม่มีใครซื้อยากินเป็นเม็ด ทุกคนต้องการของกินที่อยู่ในหีบห่อหรือในกล่อง ไม่ใช่แค่ของกิน แต่ของขายในห้างในมาเก็ตเพลสก็ต้องการหีบห่อและเอกสารประกอบทั้งนั้น โลกเรายังต้องมีสิ่งพิมพ์

ปฏิทิน 365+1 วัน

20211209174712_IMG_0170

ในทุกเทศกาลปีใหม่ เราจะได้พบเห็นปฏิทินหลายชนิดที่ทำมาแจกเพื่อให้เราได้ใช้งานปฏิทินปีถัดไป ปฏิทินที่มีอยู่เราจะเริ่มต้นวันที่ 1 มกราคมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นของใครทำแจก และจะมีวันที่เรียงไปถึง 31 ธันวาคมของปีถัดไป ก็จะครบ 1 ปี หรือบางครั้งเราก็จะพบว่า บางเล่ม ให้วันที่เลยไปถึง 31 มกราคมของปีถัดไป หรือเป็นปฏิทิน 13 เดือนนั่นเอง

จริงๆปฏิทินแค่มีวันที่เกิน 12 เดือน ก็น่าจะใช้งานได้แล้ว และไม่จำเป็นจะต้องเริ่มต้นวันที่ 1 มกราคมเสมอไป ผมอธิบายเรื่องนี้กับคู่แต่งงานคู่หนึ่ง ถ้าวันแต่งงานเป็นวันที่ดีสำหรับครอบครัวเรา เราก็นับหนึ่งวันแต่งงาน แล้วปฏิทินของคู่รักก็นับไป 12 เดือน ไปครบรอบวันสุดท้ายของเล่มตรงกับวันนี้ปีหน้าก็ได้นี่นา นี่คือที่มาของคำว่า 365 +1

ผมก็เลยทำปฏิทินให้คู่รักคู่หนึ่งที่มาพิมพ์การ์ดแต่งงานกับผม เมื่อแจกการ์ดแล้ว จัดงานผ่านไปแล้ว มีภาพประทับใจในวันงานแล้ว ผมก็ไปเลือกภาพจากเฟสบุ๊คของเจ้าบ่าวเจ้าสาว เลือกภาพที่เขายอมให้เผยแพร่ได้มาเขียนบทความ และขอนำไปใช้ทำของที่ระลึก ทางเจ้าภาพไม่ขัดข้อง ก็เลยนำมาทำปฏิทินเล่มนี้

วันแรกของวันดีๆของคู่รักคู่นี้อย่างเป็นทางการคือวันแต่งงาน ผมเริ่มวันแรกของเล่มด้วยวันแต่งงาน และทำปฏิทินไปอีก 12 เดือน + 1 วัน ก็คือ จะมี 13 เดือนนั่นเอง วันสุดท้ายของเล่มคือวันครบรอบแต่งงาน เจ้าภาพบอกว่าเก๋ดี เขาก็ชอบไอเดียนี้ ผมก็รู้สึกดีใจที่มีคนชอบ และมันก็จะช่วยเตือนคู่รักด้วยว่า วันครบรอบแต่งงานจะมาถึงเมื่อไหร่ ผมทำ 2 เล่มให้คู่รักเผื่อเขาอยากจะเก็บยาวๆเล่มนึง และใช้งานเล่มนึง


หนังสือดี สำหรับคนอยากสร้าง connection

วันนี้ผมได้ค้นพบหนังสือดีเล่มหนึ่งที่น่าใช้เวลาอ่านอย่างมาก เป็นหนังสือที่ได้แถมมาจากการอบรมครั้งหนึ่งของ bni ประเทศไทย โดยหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่แปลมาจากต้นฉบับของ Dr Ivan misner ผู้ก่อตั้้ง BNI หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า The Connector Effect

Ivan Misner เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิสัยทัศน์ขององค์กรเครือข่ายธุรกิจ BNI

บริษัท BNI เป็นบริษัทที่สอนการขยายธุรกิจด้วยเทคนิคการตลาดแบบบอกต่อ ซึ่งผมเป็นสมาชิกของ BNI มาหลายปีแล้ว และก็ได้รับการบอกต่อ แนะนำลูกค้าให้กับธุรกิจของผมเองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผมก็แนะนำลูกค้าของผม เพื่อนของผมไปอุดหนุนสมาชิกคนอื่นในกลุ่มด้วย การบอกต่ออย่างมีระบบทำให้การขยายธุรกิจเป็นเรื่องสนุก และเบื้องหลังการบอกต่ออย่างได้ผลก็มาจากองค์ความรู้ที่ BNI รวบรวมเอาไว้และถ่ายทอด สอนให้กับสมาชิกได้ทำตาม

IMG_20211206_192935

เคล็ดลับที่ไม่ลับก็คือ คนจะบอกต่อเพื่อนให้มาอุดหนุนเรา มันต้องเกิดจากความไว้วางใจว่าคนแนะนำเขาเชื่อถือเรา ไว้ใจเรา เขาจึงกล้าแนะนำคนอื่นมาอุดหนุนเรานั่นเอง ความไว้ใจสร้างได้ ความน่าเชื่อถือสร้างได้ และมีตัวอย่างมากมายที่เกิดขึ้นทุกๆวัน ทุกๆสัปดาห์ที่เราไปร่วมประชุมกับกลุ่ม

กรณีตัวอย่างที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ บางส่วนก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับผม เมื่ออ่านมาพบก็รู้สึกว่า การทำให้ผู้คนประทับใจก็เป็นวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือได้เช่นกัน กรณีตัวอย่างในนั้นก็คือเรื่องต่อไปนี้

IMG_20211207_074436

สิ่งที่ได้จากการอ่านย่อหน้านี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้แปลกประหลาด แต่มันเป็นเรื่องเล่าที่จูงใจให้ทำตามถ้ามีโอกาส ความประทับใจในการประกอบอาชีพมันจะดีที่สุดถ้ามีคนชื่นชมเรา และเขาไปบอกต่อคนอื่นในเรื่องราวแนวนี้ ใครทำงานอยู่และกำลังจะขยายธุรกิจ ขอให้ได้ลองมาเข้ากลุ่มกับนักธุรกิจแนวบอกต่อแบบนี้ รับรองว่าจะมีความอยากทำงานมากขึ้นแน่นอน เพราะว่าแนวคิดและองค์ความรู้ของ BNI ทำให้เราอยากมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจของเรา ซึ่งมันเป็นแง่มุมที่ดี มันดีกับตัวเราเอง

ภาพช้างที่อยากได้

ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้ไปเที่ยวที่ฟาร์มช้างแห่งหนึ่ง พาลูกไปอาบน้ำช้างและไปนั่งช้างเข้าไปเดินป่าอยู่ 1 ทริป ที่ฟาร์มมีช้างหลายเชือกที่ถูกพามาต้อนรับแขก ได้เห็นฝูงช้างเดินเล่น กินต้นไม้ใบหญ้า นักท่องเที่ยวอย่างผมก็ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ

ในใจมีรูปภาพช้างที่อยากได้เป็นภาพหน้าตรง โฟกัสที่ตาให้ชัด แล้วค่อยมาเลือกอีกทีว่าจะปรับแต่งภาพไปในแนวทางไหน ก็เลยถ่ายเก็บไว้จำนวนมาก และก็เลือกภาพนี้มาทำต่อ

IMG_0215

เราอยากคร็อปภาพบางส่วนแต่ก็ต้องถ่ายภาพที่กว้างๆหลวมๆไว้หน่อย เพื่อให้อิริยาบทของช้างดูเป็นธรรมชาติ และสัดส่วนที่จินตนาการไว้ไม่ผิดเพี้ยนไปมาก เลือกใช้ช่วงซูมของเลนส์ประมาณ 85-105 มม. หรือช่วงเทเล่ ก็ได้ภาพที่ต้องการ แล้วก็นำมาปรับแต่ง

1634819684219-01

ปรับเป็นโทนขาวดำด้วย app ในโทรศัพท์มือถือชื่อ snapseed ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้ปรับได้หลายวิธี ผมเลือกทำเป็นภาพขาวดำ แล้วปรับขอบภาพให้เข้ม เพื่อให้ส่วนตรงกลางและส่วนของตาช้างเป็นจุดเด่น จากนั้นก็คร็อปภาพให้เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส เพื่อใช้แสดงผลในมือถือแบบที่สามารถดูภาพได้ทั้งแนวตั้งแนวนอน รวมถึงนำไปใส่กรอบรูปก็ทำเป็นกรอบรูปจตุรัสได้เลย

1634799916498-01

แล้วก็นำไปใส่กรอบรูปที่เคยเตรียมเอาไว้

IMG_20211119_235809

ภาพช้างสีดำ ดูลึกลับ สงบนิ่ง เป็นภาพที่รู้สึกตรงกับความต้องการ และเมื่อปรับแต่งจนพิมพ์ภาพใส่กรอบได้ ก็เลยส่งไปขายในเว็บของ shutterstock ด้วย ภาพก็ได้รับการ approved ในเวลาไม่นาน แสดงว่าภาพนี้สวยและน่าจะขายได้ ระบบเลยยอมให้ขาย เหลือแค่ว่าจะมีคนชอบและโหลดไปใช้งานหรือเปล่าเท่านั้น

ส่วนใครที่อยากได้ภาพช้างภาพนี้ใส่กรอบ ผมก็ขายนะครับ 1000 บาท

จอดรถสนามบินค้างคืนเสียค่าจอดเท่าไร

การไปทำธุระหรือไปเที่ยวต่างจังหวัดโดยการเดินทางด้วยเครื่องบินแล้วไม่อยากจ่ายค่าแท็กซี่ไปกลับสนามบินก็ต้องใช้วิธีขับรถส่วนตัวไปสนามบิน แล้วก็จอดทิ้งไว้เลย เที่ยวเสร็จกลับมา ลงเครื่องก็ขับรถตัวเองกลับบ้าน เป็นความสะดวกสำหรับคนเดินทาง โดยสมัยก่อนการจอดรถในสนามบินจะหาที่จอดยากสักหน่อย เพราะว่าคนเดินทางเยอะมาก แต่พอเราอยุ่ในยุคโควิดระบาด เที่ยวบินน้อยลง คนเดินทางน้อยลง ที่จอดรถในสนามบินก็จะมีช่องว่างให้เราเข้าไปจอดได้ค่อนข้างมาก

หากเราใช้แท็กซี่จากบ้านย่านฝั่งธนไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ เราจะเสียค่าแท็กซี่ประมาณ 5-600 บาท ไม่รวมค่าทางด่วน ซึ่งราคาแท็กซี่มิเตอร์ และ บริการเรียกรถแบบ grab ก็ราคาแทบไม่ต่างกัน และเมื่อเที่ยวเสร็จขากลับ ก็ต้องเรียกรถจากสนามบินมายังบ้านอีกเที่ยว ค่าใช้จ่ายก็จะมีอีกประมาณ 600 บาท และยังไม่รวมอาการหงุดหงิด รอคิวนาน และ มักจะลูกเล่นของแท็กซี่มิเตอร์ที่อ้างว่าไม่อยากไปด้วย

IMG_20211020_055910

ค่าจอดรถสนามบินสุวรรณภูมิจะคิดค่าจอดค้างคืนหรือ 24 ชั่วโมงราคา 250 บาท หากเราจอดรถประมาณ 4 วัน ค่าใช้จ่ายก็ประมาณ 1000 บาท ไม่รวมค่าทางด่วนและค่าน้ำมัน ซึ่งมันก็ดูสูสีใกล้เคียงกันกับค่าแท็กซี่ไปกลับ แต่ความหงุดหงิดไม่มี และที่สำคัญ ในยุคโควิดเราก็ไม่อยากนั่งรถคนอื่นเลย ยิ่งมีเด็กเล็กที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนก็ยิ่งไม่อยากเสี่ยงนั่งรถคนอื่นเลย ดังนั้น การขับรถส่วนตัวไปจอดทิ้งไว้ที่สนามบินเลยก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่าแท็กซี่

IMG_20211107_160027

ผมขับรถไปจอดไว้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 20ตค2564 เวลาเข้าจอดประมาณ 05.55 นาที หรือเกือบหกโมงเช้า เพื่อขึ้นเครื่องไปเชียงใหม่ แล้วก็เที่ยวอยู่ถึงวันที่ 23 ตค กลับมาถึงสุวรรณภูมิอีกครั้งวันที่ 23ตค2564 เวลาเที่ยวบินลงคือ 20.00 น. กว่าจะเดินและรอรับกระเป๋า รวมถึงเดินออกมาถึงจุดจอดรถก็ใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ชม. ผมได้ขับรถออกจากสุวรรณภูมิประมาณ เกือบ21.00 น. ตอนเอารถออกนั้นค่อนข้างลำบาก เพราะมีรถมาจอดขวางจนต้องออกแรงเข็น แล้วก็เข็นยาก เพราะรถจอดต่อกันแน่นแทบไม่มีช่องให้เข็นเลย โชคดีที่รถขวางเหล่านั้นไม่ได้เบรกหรือเข้าเกียร์ไว้ทำให้พอเข็นได้

ที่ทางออก เจ้าหน้าที่ของจุดจอดรถรับบัตรจอดรถไปสแกน แล้วก็แจ้งว่า รวมเวลาจอดรถ 3 วัน 14 ชั่วโมง คิดเป็นค่าจอด 4 วัน เท่ากับ 1000 บาท ก็ทำการจ่ายเงินไปแล้วก็ได้ใบเสร็จมา 4 ใบ ตามภาพ ขับรถกลับบ้านใช้เวลาอีก 1 ชม. ค่าทางด่วนอีกประมาณ 3 ครั้งเหมือนตอนมา จบทริป

nec201 – การหาสมาชิกเข้าทีม

nec201 – การหาสมาชิกเข้าทีม

IMG_7365

การหาสมาชิกเข้าทีม เราจะเชิญคนที่ไม่เคยรู้จักมาเป็นแขกเลย หรือ เชิญคนที่รู้จักระดับหนึ่งมาเข้าทีมจะดีกว่า
ตอนที่ก่อตั้ง bni ในปี 1985  ดร. ได้เชิญผู้คนที่เขารู้จักและไว้ใจมาร่วมทีม และ ดร อยากจะสร้างความสัมพันธ์ให้มากขึ้นกับคนกลุ่มนี้


การทำเน็ตเวิร์คกิ้งที่ดีมักจะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ลึก  ดังนั้นการเชิญแขกเข้ากลุ่ม  การหาคนเข้าเพาเวอร์ทีมถ้าได้คนที่รู้จักเป็นอย่างดี  มันจะดีกว่าได้เพื่อนหน้าใหม่  แม้การรู้จักคนใหม่เป็นเรื่องสำคัญ   แต่การรู้จักรายละเอียดของเพื่อนที่มากขึ้นนั้นสำคัญกว่า


ถ้ากลุ่มเน็ทเวิร์คของเราเป็นแบบกว้างแต่ไม่ลึก หรือ คนเยอะ แต่ไม่สนิท  มันจะไม่แข็งแรง  เราควรสร้างความสัมพันธ์ให้มากขึ้น  รู้จักกันให้มากขึ้น ลงลึกมากขึ้น เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของทีม


ดร. เล่าให้ฟังว่า ตอนเริ่มช่วยคนตั้งแช็ปเตอร์  ช่วงปีแรกๆของ bni  ดร ใช้วิธีหาซื้อรายชื่อจำนวนมากมา แล้วส่งจดหมายเชิญออกไปสู่ทุกคน  คนในรายชื่อเหล่านั้น ดร เองก็ไม่รู้จัก แต่ผลตอบรับก็ดีมาก  มีคนเซ็นยืนยันกลับมาเยอะ  และก็มาร่วมประชุมจริงๆเป็นจำนวนมาก  แต่ก็เป็นคนที่ไม่ได้รู้จักกันเลย   แม้ว่าจะก่อตั้งแช็ปเตอร์ได้  แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะเริ่มส่ง ref ให้กัน  นั่นเป็นเพราะคนยังไม่มีความสนิทสนม หรือไม่มีความสัมพันธ์กัน

การเชิญคนไม่รู้จักมาตั้งแช็ปเตอร์ใหม่เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ตั้งแช็ปเตอร์ได้เร็ว  สมาชิกใหม่ทุกคนแม้จะรู้หน้าที่สามารถเชิญแขกได้เยอะตามเป้าหมาย  แต่สิ่งที่แช็ปเตอร์ต้องการจริงๆนั้นไม่ใช่จำนวนสมาชิก  แต่เป็นจำนวน ref ต่างหาก   จำนวนสมาชิกเยอะ ทำให้แช็ปเตอร์เติบโต  แต่ผลลัพธ์จะมาช้าหากในระยะยาวสมาชิกที่ไม่มีความสนิทสนม ไม่มีความไว้ใจซึ่งกันและกัน  อยู่กันไปก็จะมีแต่ความเครียด


อะไรคือ ดี  ดีกว่า  ดีที่สุด

มันเป็นเรื่องดีที่เราเชิญแขก เชิญคนรู้จักทั่วไป เชิญคนที่เราบังเอิญพบ  และ ดร. ก็แนะนำให้เชิญทุกคนมาตั้งแต่ต้น  ตั้งแต่ก่อตั้ง bni ก็สอนแบบนี้มาตลอด


แต่สิ่งที่ดีกว่า ก็มี นั่นคือ เชิญคนที่เรารู้จักในระดับหนึ่งและมีความสัมพันธ์ที่ดีมาแล้ว หากเราอยากได้ยอดสมาชิกเข้าเป้า เราเชิญทุกคนได้  แต่หากเราอยากเติบโต เราต้องเชิญคนที่มีความสัมพันธ์  เพราะมันจะทำให้แช็ปเตอร์ของเราเติบโตได้มากกว่า

แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเชิญคนที่รู้จัก มีความสัมพันธ์กัน และมีความไว้ใจมาด้วยเลย  ซึ่งเขามักจะเป็นคนรู้จักของเราที่เราเคยให้งานเขามาแล้ว  เพราะเราไว้ใจในอาชีพและความรับผิดชอบของเขา นั่นคือเป็นแขกที่มาพร้อมความไว้ใจ

นั่นหมายความว่า ถ้าต้องการจะเติบโตไปกับแช็ปเตอร์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน    ดร จะเลือกทำวิธีที่ดีที่สุดเสมอ นั่นคือเชิญคนที่รู้จัก มีความสนิทสนม มีความไว้ใจกัน และได้เคยให้ referral หรือให้งานกันแล้ว มาเข้าทีม

ขอย้ำอีกครั้งเชิญแขกมาร่วมทีม เป็นเรื่องที่ดีเชิญคนที่รู้จักและมีความสนิทสนมกันเป็นเรื่องที่ดีกว่าเชิญคนที่รู้จักและมีความสนิทสนม มีความไว้ใจ เชื่อมั่น และเคยส่งงานให้กันมาแล้ว จะดีที่สุด

เตรียมงาน NEC

ผมและเพื่อนในภาพเป็นสมาชิกในกลุ่มนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่จะพบปะกันเป็นประจำ และการทำกิจกรรมในที่ประชุมจะมีการพูดในหลายหัวข้อ หัวข้อหนึ่งที่ผมรับผิดชอบเป็นหน้าที่หลักคือการให้ความรู้กับสมาชิก เนื้อหาที่นำมาถ่ายทอดก็จะเป็นองค์ความรู้ที่สะสมมาของกลุ่ม ซึ่งก็คือความรู้เกี่ยวกับการตลาดแบบบอกต่อ หรือ referral marketing

IMG_20170309_223838

ความรู้ที่นำเสนอจะผลัดเปลี่ยนแต่ละคนไปนำเสนอ เรื่องราวต่างๆที่บอกเล่า ปีละประมาณ 50 ครั้ง 50 เรื่อง เนื้อหาที่เยอะขนาดนี้เราเลยต้องเตรียมงานกันอย่างจริงจังหน่อย และเนื้อหากส่วนมากที่เราเตรียมก็จะพบได้ในหนังสือเล่มนี้ มันคือหนังสือของ bni ที่พิมพ์ขายทั่วโลก

IMG_20180124_101324

ความสำเร็จที่หนังสือเล่มนี้จะมีให้เราไม่ใช่ความร่ำรวย ไม่ใช่การเป็นเศรษฐีหรืออิสรภาพทางการเงิน แต่เป็นการได้พบกับว่าที่ลูกค้า ซึ่งยังไม่เป็นลูกค้า แรงบันดาลใจที่ได้จากหนังสือเล่มนี้คือ อ่านจบแล้วเราอยากออกไปทำงาน อยากออกไปพูดคุยกับผู้คน ส่วนจะได้งานหรือเปล่า ได้เงินหรือเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของว่าที่ลูกค้า และสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนตัวเราไปตลอดการก็คือ เมื่อก่อนเราจะไปหาคนไม่รู้จักแล้วถามเขาว่าอยากซื้อของเราไหม แต่เมื่อผ่านหนังสือและได้รับแนวคิดในการทำตลาดแบบบอกต่อ เราจะเปลี่ยนประโยคคำถามไปเป็น “ธุรกิจคุณต้องการลูกค้าแบบไหน ผมมีลูกค้าแบบนี้ใช้ได้หรือเปล่า?” แนวคิดนี้มันประหลาดแต่ไม่ผิดปกติ และมันเกิดผลลัพธ์ด้วย

การช่วยเหลือคนอื่นทำธุรกิจ เป็นเรื่องของการให้ ถ้าสังคมเราตั้งท่าจะรับ เราก็จะพบว่าไม่มีใครให้และสุดท้ายจะไม่มีใครได้รับ

แต่ถ้าเราตั้งท่าจะให้ เราจะพบว่ามีคนได้รับแน่นอน

ช่วงเวลาเริ่มต้น มันก็ยังไม่เห็นอะไรแต่ในที่สุดมันจะเป็นอย่างที่อยากได้

ช่วงเวลาเริ่มต้น มันก็ยังไม่เห็นอะไรแต่ในที่สุดมันจะเป็นอย่างที่อยากได้

2021-10-10_06-19-40

ให้กำลังใจตัวเอง พื้นที่แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียน หัดเขียน บันทึกสิ่งที่อยากทำ เขียนสิ่งที่คิด บรรยายสิ่งที่อยู่ในใจ ทำซ้ำจนคุ้นเคย ทำต่อเนื่อง เขียนไปเรื่อยๆ ผ่านไปสิบสองปี กับบทความพันสองร้อยโพสท์ สั้นบ้าง ยาวบ้าง สาระบ้าง บ่นบ้าง ทุกอย่างคือเหตุที่จะพาเราไปหาผล การพยายามไม่หยุดมันให้ผลลัพธ์จริงๆ

พิมพ์หนังสือสำหรับวางขายในร้านหนังสือ

เมื่อประมาณสองเดือนที่แล้วผมได้รับการติดต่อให้จัดพิมพ์หนังสือเพื่อใช้วางขายในร้านหนังสือ และบางส่วนแบ่งไว้แจกในงานสัมมนา นักธุรกิจท่านนี้เป็นคนที่มีความสามารถทางด้านการพูดและการสื่อสาร มีผลงานความสำเร็จในอาชีพของตัวเองระดับสูงสุดในสายงาน และผมก็ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลการผลิตและจัดส่งไปวางขายในร้านหนังสือชั้นนำ

20210522224349_IMG_0034

หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค พิมพ์ 4 สี เนื้อหาประมาณเกือบสองร้อยหน้า เมื่อได้ต้นฉบับมาแล้วทางโรงพิมพ์ก็จะทำเล่มตัวอย่างด้วยระบบดิจิทัลออกมาเพื่อตรวจสอบว่าหนังสือทั้งหมดเมื่อพิมพ์บนกระดาษจริงจะหนาสักเท่าใด เพื่อจะได้ปรับขนาดของปกเผื่อความหนาของสันปกให้พอดีกัน และเมื่อตรวจเล่มตัวอย่างดิจิทัลแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิมพ์จริง

IMG_20210524_173508

การพิมพ์หนังสือ 4 สีทั้งเล่มระบบอ๊อพเซ็ท จะใช้เวลาค่อนข้างมากสำหรับเครื่องพิมพ์ขนาดที่เรามี ดังนั้นต้องจัดคิวงานของลูกค้าท่านอื่นๆให้ดี รีบโยกคิวงานสั้นทั้งหลายมาอัดให้จบเร็วที่สุด เพื่อเคลียร์คิวเครื่องพิมพ์ให้พร้อมทำงานหนังสือต่อเนื่องหลายๆวัน งานที่พิมพ์เสร็จเราก็ทะยอยจัดส่งบางส่วนให้ลูกค้า เพราะจะใช้แจกในงานสัมมนาต่างๆ ส่วนหนังสือกองใหญ่ที่เหลือก็จะเป็นส่วนที่จะจัดส่งให้กับสายส่งร้านหนังสือ ซึ่งเราเลือกใช้บริการจัดจำหน่ายของบริษัทอัมรินทร์ปริ๊นติ้ง ซึ่งจะวางขายตามร้านหนังสือหลายยี่ห้อ และ ร้านหนังสือนายอินทร์

2021-10-07_10-06-39

หลังจากจัดส่งไปสักหลายสัปดาห์ ประเทศไทยก็มีประกาศล็อคดาวน์ ห้างปิด ร้านอาหารปิด กว่าจะได้เห็นว่าหนังสือถูกจัดวางบนชั้นวางในร้านหนังสือก็ผ่านไปเกือบสองเดือน พอรู้ว่าหนังสือมีการขายแล้ว มียอดขายติดอันดับแล้วในร้านหนังสือบางแห่งบางยี่ห้อ ก็ทำให้เรารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำหนังสือเล่มนี้ สำหรับโรงพิมพ์อื่นอาจจะเคยชิน ทำประจำอยู่แล้ว แต่สำหรับโรงพิมพ์ของผมเองนับว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ท้าทายมาก และผลของการทำงานจนเสร็จสิ้นก็ทำให้เรารู้สึกภูมิใจ

2021-10-07_10-05-13

nec – referral source คืออะไร หาได้จากไหน

IMG_0229

คุณอาจจะคิดว่า ผู้ที่น่าจะให้ referral แก่เราบ่อยๆได้ก็คือลูกค้าเก่าของเรา เราคิดอย่างนั้น และมันเป็นเช่นนั้นหรือไม่  เชื่อว่าหลายคนก็คิดแบบนี้  และเราก็มักจะพูดติดปากว่า ลูกค้าเราใช้บริการเราแล้วพอใจ แล้วก็บอกต่อ แล้วก็แนะนำลูกค้าคนต่อไปมาให้  มันอาจจะเคยเกิดขึ้นบ้าง แต่ลองคิดดูให้ดีว่า มันสามารถเกิดขึ้นบ่อยๆหรือเปล่า  แล้วถ้าเราเชื่ออย่างนั้น เราก็อาจจะถลำตัวไปกับการใช้เวลากับลูกค้าของเรา จนวันนึงเราพบว่า เราคิดผิด

IMG_0536

ลูกค้าเก่าช่วยบอกต่อทำให้เกิดงานก็จริง แต่ในระยะยาวย่อมไม่ใช่ และจะทำให้เราเกิดผลเสียในภายหลังถ้าเรามัวแต่ใช้เวลากับลูกค้าเก่าของเราอย่างผิดวัตถุประสงค์  ผู้ที่จะให้ธุรกิจกับเราในระบบ referral marketing คือคนที่เราแนะนำงานให้เขานั่นเอง  คนที่เราส่งงานให้  คนที่เขาได้รับการเทรนนิ่งมาแนวเดียวกับเราและมีกลุ่มลูกค้าคล้ายๆเรา เรามาลงรายละเอียดกัน

คนที่ได้รับการฝึกฝนให้มองหางานให้เพื่อน หรือ เพื่อนใน powerteam ของเราที่มีความเข้าใจและสามารถใช้เวลาในการสร้าง network ที่มีคุณภาพต่างหากที่จะเป็นแหล่ง referral ให้กับเรามากกว่าลูกค้าเก่าทั้งหลายที่ผ่านเราไป  เพราะว่า เพื่อน powerteam ของเราผ่านการเรียนรู้ ผ่านการฝึกฝนมาเหมือนกับเรา อ่านตำราเดียวกับเรา และเห็นคุณค่าของการใช้เวลากับ powerteam เหมือนๆกับเรา  เพื่อนเราจะพูดหางานให้เราแทนตัวเราได้ เพราะเพื่อนเราฟังเราพูดทุกสัปดาห์  และผ่านการศึกษาซึ่งกันและกัน หรือ ทำ 1-2-1ด้วยกันแล้ว  และเราทำแบบนี้กับลูกค้าของเราไม่ได้นั่นเอง

IMG_0151

หากเราไปหาลูกค้าของเราเองและไปบอกไปสอนลูกค้าเราว่าเราอยากได้อะไร ขอให้ลูกค้าช่วยหา referral ให้หน่อย ลองคิดดูว่ามันจะออกมาน่าเกลียดแค่ไหน  ลูกค้าของคุณหวงแหนเวลาอันมีค่า เขาอาจจะคิดว่า ทำไมคุณไม่เอาเวลาพูดคุยเหล่านี้ไปทำงานของลูกค้าให้เรียบร้อย เอาเวลาไปทำในสิ่งที่ลูกค้าจ้างคุณทำ ทำไมต้องมาคุยนานๆ  ทำไมไม่กลับไปทำงานที่มีอยู่ให้เรียบร้อยดูดี  ถ้าลูกค้าเราใจดีช่างคุยก็อาจจะได้คุยกันนาน แต่ถ้าลูกค้าแสนดีของเราเกิดยุ่งและไม่ชอบสิ่งที่เรากำลังทำ ไม่ชอบการไปสั่งสอนว่าให้หางานให้คุณ  ลูกค้าก็อาจจะค่อยๆหายไปจากคุณก็ได้  คุ้มไหมกับการเปลี่ยนลูกค้าให้เป็นแหล่งสร้าง referral

IMG_9742

สิ่งที่เราควรจะโฟกัสให้ชัดก็คือ หา referral source จากกลุ่มเน็ตเวิร์คกิ้งให้เจอ  เขาเป็นคนที่มีลูกค้าคนเดียวกับเรา เขาเข้าใจการทำงานเป็นทีม เขาเข้าใจการทำตลาดแบบบอกต่ออย่างแท้จริง เขาให้ความสำคัญกับกลุ่มเน็ตเวิร์คกิ้งอย่างเพียงพอ เขามีเวลามาพูดคุยกับเราว่าเขาต้องการลูกค้าแบบไหน เราต้องการลูกค้าแบบไหน เขาพร้อมจะทำธุรกิจไปพร้อมๆกับเรา และเขามีเวลาให้เรา

ต่อให้เรามีลูกค้าคนเดียวกัน แต่ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ไม่มีเวลาให้เรา ก็ให้ท่องไว้ว่า  หาคนใหม่เข้าทีมเรา.

In this blog, business networking expert Dr. Ivan Misner® explains why, contrary to popular belief, customers may not be your best source for referrals.