Farm to table รีวิวร้านลับที่น่าแวะย่านปากคลองตลาด

Farm to table รีวิวร้านลับที่น่าแวะย่านปากคลองตลาด

วันนี้พาลูกไปสอบพรีเทสที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยย่านปากคลองตลาด เพื่อเป็นการซ้อมทำข้อสอบสำหรับการสอบเข้า ม.1 จะได้วัดผลด้วยว่ามีความรู้ระดับไหน ต้องเรียนเพิ่มเติมเรื่องอะไร การสอบจัดขึ้นที่โรงเรียนสวนกุหลาบ พ่อแม่ก็ต้องพาไปส่ง แล้วก็รอสามชั่วโมงเพื่อรับกลับ

IMG_8052

ถือโอกาสเดินเล่นปากคลองตลาดเสียเลย เพราะไม่ได้แวะมาย่านนี้นานแล้ว ปากคลองตลาดในยุคนี้ดูโล่งขึ้น เดินดูของต่างๆได้สะดวก ร้านค้ามีระเบียบ ดอกไม้หน้าร้านดูสวยงามชวนให้ถ่ายรูป คนชอบถ่ายรูปมาเดินก็มักจะต้องหามุมสวยดูดีและบันทึกภาพเก็บไว้

IMG_8053

วันนี้ตั้งใจเดินไปให้ถึงร้านอาหารแห่งหนึ่ง เป็นร้านอาหารแนวคาเฟ่ มีกาแฟ ขนม ไอศครีม อาหาร ข้าว มีของกินหลากหลายและที่สำคัญคือเป็นร้านที่ซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบของปากคลองตลาด อยู่ในพื้นที่แทบจะใจกลางตึกแถวในตลาด เป็นส่วนที่ผมไม่เคยคิดจะเดินเข้าไปเลยตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนที่เดินเล่นอยู่ในย่านนี้

1705227517967-01

ร้าน Farm to Table เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในตึกแถวเก่าโบราณ เจ้าของร้านบอกว่าเป็นบ้านเก่าที่อยู่กับพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก และก็มีการปรับปรุงให้ดูสวยงามน่าอยู่ และได้เปิดเป็นร้านอาหาร ความสวยของตึกสไตล์เก่า พร้อมเฟอร์นิเจอร์เก่า จัดการที่ว่างและมุมปลูกต้นไม้ได้ลงตัว เดินมาเห็นด้วยตาเปล่าต้องยกกล้องเก็บภาพกลับไปโดยอัตโนมัติ

IMG_8093

อาหารในร้านก็มีหลากหลาย ทั้งเมนูข้าว เมนูของหวาน ไอศครีม ขนมไทย กาแฟ ออกแบบหน้าตาและจัดจานได้ดูน่ากินมาก ราคาก็ไม่แพงแบบร้านอาหารหรูหราอื่นๆ เป็นราคาที่ยอมรับได้สำหรับพื้นที่ท่องเที่ยว ถือว่าราคาถูกเลยสำหรับผู้ใหญ่วัยทำงาน ยิ่งถ้าเทียบกับรสชาติแล้วถือว่าคุ้มราคามาก 

IMG_8099

อาหารเมนูข้าวให้มาเยอะ ผู้ใหญ่กินอิ่ม เด็กเล็กอาจจะกินเหลือ สิ่งสำคัญที่รู้สึกได้ก็คือ อาหารดูมีคุณภาพ เลือกให้ลูกกิน หรือซื้อฝากคนที่บ้านก็สบายใจ คำว่า Farm to Table น่าจะสื่อถึงผักคุณภาพและอาหารต่างๆก็คัดมาแล้วว่ากินได้มีประโยชน์ 

1705227193218-01

ขนมและของหวานเป็นไฮไลท์ที่ต้องลองกิน ขนมไทยก็จัดออกมาดูสวยและรสชาติดี ของหวานอย่างลอดช่องที่มีไอศครีมวางไว้ก็ออกแบบมาลงตัว ถ้าเลือกไอศครีมรสเปรี้ยวแล้วคู่กับความหวานของน้ำกระทิมันอร่อยเข้ากันดีมาก เป็นส่วนผสมที่เพิ่งเคยได้ลอง และกินแล้วก็อร่อยจริง

IMG_8113

กาแฟตามยุคสมัย อเมริกาโน่ปกติ หรือ อเมริกาโน่น้ำส้มก็มีให้สั่ง ของหวานเต็มร้าน ไอศครีมเต็มตู้ สั่งอะไรก็ดูอร่อยไปหมด เจอของหวานและขนมขนาดนี้ ต่อให้เป็นร้านออแกนิคแค่ไหน ก็ต้องอดใจอย่ากินเยอะ

1705227147433-01

ร้านนี้มีสองจุดใกล้ๆกัน ร้านแรกอยู่ปากซอย ร้านที่สองอยู่ในซอย เมนูเหมือนกัน ผมแวะทั้งสองร้าน เพราะร้านในซอยที่เป็นร้านใหญ่ มีคนเยอะมากในวันที่ผมเข้าไปชิม ร้านเปิดเก้าโมง คนเต็มก่อนร้านเปิด ผมได้แต่ทึ่งว่าทำบุญด้วยอะไรถึงขายดีขนาดนี้ กินอร่อย ถ่ายรูปสวย เก็บภาพจนพอใจ ผมกินอิ่มจากร้านในซอยแล้วทนสายตาอีก10คู่กับ 20เท้า ของคิวที่ยืนดูผมกินไม่ได้ สุดท้ายก็เดินออกจะได้แบ่งโต๊ะให้คนที่อยากมาสัมผัส แล้วเดินมากินขนมหวานที่ร้านปากซอยแทนซึ่งคนน้อยกว่า

IMG_8043

คนที่อยากแวะมาร้านนี้แนะนำให้มารถไฟฟ้า ดำดินมาโผล่ที่สถานีสนามไชย ทางออก 4 ออกมาจะเจอคลองหลอด แล้วเดินนิดหน่อย หากใครขับรถมาแนะนำให้จอดรถที่กรมที่ดินจะใกล้ที่สุด เจ้าหน้าที่นิสัยดีโบกรถอำนวยความสะดวก จอดซ้อนก็ช่วยเข็น ค่าจอด 40 บาท จอดแล้วเที่ยวปากคลองตลาดให้คุ้มเลย แถมภาพมุมมองจากที่จอดกรมที่ดิน มองข้ามคลองหลอดไปจะเจอตลาดส่งเสริมเกษตรไทยปากซอยคือร้านเล็ก ร้านใหญ่อยู่ในซอย

1705227385200-01

PSU หุ่นยนต์เพิ่มกำลังการผลิต ไม่เพิ่มคน

อารีย์ สวัสดิ์มูล เป็นคนจังหวัดนนทบุรี   ที่บ้านเป็นชาวสวนทุเรียน ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ  ชีวิตวัยเด็กจะช่วยเก็บดอกไม้ไปส่งขายแม่ค้าพวงมาลัย     ตอนเช้าไปส่งดอกไม้เก็บเงินแล้วค่อยไปเรียน ตอนเย็นกลับไปขายดอกไม้ต่อที่ตลาด  สองทุ่มก็เก็บแผง กลับบ้าน  เป็นคนขายของทำธุรกิจตั้งแต่เด็ก

สมัยเรียนก็เป็นทั้งนักวิ่ง นักวอลเล่บอล  เป็นคนเล่นกีฬาและเรียนดี จนมีทุนการศึกษาจากหลายสถาบัน  ในที่สุดก็ได้เลือกไปเรียนที่ช่างกลนนทบุรี  โดยเลือกไม่เรียนสายวิชาการช่วงมัธยมปลาย เนื่องจากอยากเรียนรู้เกี่ยวกับสาขาอิเล็กทรอนิกส์ เรียนจบวุฒิ ปวช.  เรียนต่อ ปวส. ทางด้านคอมพิวเตอร์ที่ราชมงคลพระนครเหนือ  เรียนสองปีก็จบและได้ไปสอบเข้าเพื่อเรียนต่อที่คณะวิศวกรรมไฟฟ้า เทคโนบางมด ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี   จนจบเป็นวิศวกร ไฟฟ้า

ที่บางมดช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ อาจารย์มีรับจ๊อบเดินสายไฟตามตึก   ก็เลยติดไปรับจ๊อบด้วย ทำให้ไม่ได้กลับบ้านในช่วงวันหยุดเลย  งานรับจ๊อบได้ค่าแรงวันละ 700 บาท  พอมีรายได้เป็นของตัวเองก็แทบไม่ได้ขอเงินทางบ้านใช้ เป็นการฝึกทำงานตั้งแต่สมัยเรียน   เรียนจบคณะวิศวะไฟฟ้า  เอกด้านสื่อสาร  ในยุคนั้นจะเน้นเรียนเรื่องระบบสายอากาศ ระบบการสื่อสารไร้สาย  โทรศัพท์มือถือเริ่มเข้าสู่ประเทศไทย

ตอนเรียนจบ ก็มีบริษัท 3bb  กับ ais มาช็อปปิ้งนักศึกษาไปแทบหมดคณะ  นศ.ผู้ชายได้เข้าทำงานบริษัทใหญ่  ส่วนผู้หญิงบริษัทอยากให้ไปเป็นเซลส์ทุกคนได้งานง่ายมากพี่อารีย์ไม่อยากเป็นเซลส์  เลยรองานอยู่ช่วงหนึ่ง  ต่อมาการสื่อสารแห่งประเทศไทย มีการทดสอบเพื่อเข้าทำงาน  พี่อารีย์สอบผ่าน ได้ทำงาน แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะรู้สึกว่างานไม่ตรงสายเลยไปสมัครไปทำงานกับบริษัทเทเลคอมเอเซีย ซึ่งเป็นบริษัทแนวเทคโนโลยีการสื่อสาร  ดูแลโครงข่ายโทรศัพท์บ้าน  ได้เป็นคนมอนิเตอร์สายสัญญาณ  จนมีโอกาสใหม่เข้ามาอีกครั้ง  มีคนชวนไปทำงานกับบริษัทดีแทคซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ

IMG_3785.JPG

ที่ดีแทค เริ่มดูแลเกี่ยวกับซอร์ฟแวร์  เริ่มมีมือถือที่ต้องเขียนโปรแกรม  เริ่มมีเทคโนโลยีเสียงรอสาย มีระบบ sms  mms และ application หัวหน้าเลยชวนออกมาตั้งบริษัท แล้วเขียนซอร์ฟแวร์ส่งดีแทค  เลยได้เปิดบริษัทซอร์ฟแวร์เต็มรูปแบบ โดยที่งานหลักบริษัทก็จะทำ applcation ที่ทำงานบนโทรศัพท์มือถือ  แถมบริษัทยังได้งานดูแลระบบ back office ของค่ายมือถืออีกด้วย หน้าที่โดยตรงของพี่อารีย์คือ system analist ดูฝ่ายขาย รับบรีฟลูกค้า เขียนสเป็ค ทำราคา  ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่รายได้บริษัทดีมาก และช่วงนี้เองก็ได้ไปเรียนปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มเติมความรู้ด้านซอร์ฟแวร์

ทำงานให้ดีแทคอยู่ 10ปี ทั้งบริษัทมีลูกค้าหลักแค่ดีแทค เติบโตไปกับดีแทค   ตอนที่ดีแทคเปลี่ยนเจ้าของก็เกิดการเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่  งานที่เคยได้เริ่มน้อยลง   ดีแทคเริ่มหาบริษัทซอร์ฟแวร์รายอื่นมารับงาน  ทำให้รายได้ลดลงไปกว่า 50% สุดท้ายต้องลดขนาดบริษัท   ลดคนเหลือ 30%  กลายเป็นบริษัทเล็กๆ  พอจังหวะงานน้อยลงทำให้เริ่มมีเวลาว่าง  เลยได้มาลองทำงานกับบริษัทของแฟนเต็มเวลา ซึ่งเป็นบริษัทรับผลิตและติดตั้งเครื่องจักรโรงงานอุตสาหกรรม ชื่อบริษัท Professional Service United. หรือ PSU

ตอนทำงานบริษัท PSU ที่เน้นงานติดตั้งเครื่องจักร  จากตอนแรกที่รู้สึกเชย ดูเลอะเทอะ  พอลงรายละเอียดกับธุรกิจเครื่องจักรแล้วรู้สึกว่า งานเครื่องจักรน่าจะง่ายกว่าซอร์ฟแวร์  เครื่องจักรไม่ซับซ้อน   บางเครื่องไม่มีหน้าจอก็ยังใช้งานกันได้ แทบไม่เคยเปลี่ยนเครื่อง ไม่ต้องปรับปรุงอะไรเลย  เลยรู้สึกน่าสนใจ  เพราะงานเครื่องจักรจะอยู่ได้นานมาก  ไม่เหมือนซอร์ฟแวร์โทรศัพท์ที่ต้องเปลี่ยนเร็วมาก  เขียนอะไรออกมาปีเดียวต้องปรับรุ่น หรืออาจต้องเขียนใหม่เลย   ดังนั้นงานเครื่องจักรง่ายกว่ามากในแง่ของการทำธุรกิจ

จุดเด่นของงานเครื่องจักรอีกแง่มุมหนึ่งคือ  ลูกค้าต้องรับส่งมอบงาน  การทำงานมีเดทไลน์ชัดเจน  เพราะโรงงานของต้องใช้  เครื่องจักรต้องเริ่มผลิต  ต่อให้มีความต้องการเพิ่มขึ้นแม้จะทำไม่ทันก็ยังต้องรับส่งมอบ  รับงานแล้วค่อยไปปรับปรุงได้   ไม่เหมือนซอร์ฟแวร์ถ้าต้องการฟีเจอร์เพิ่มแล้วทำไม่เสร็จ ก็เลื่อนส่งมอบ  ผลคือทำให้เก็บเงินไม่ตรงเวลา  และจะมีปัญหาการบริหารเงินในบริษัท

เมื่อคลุกคลีกับการสร้างและติดตั้งเครื่องจักรได้สักพักก็ตัดสินใจว่าน่าจะพัฒนาเครื่องจักรของตัวเองขึ้นมา  ไม่ควรทำงาน custom ตลอดไป เลยลองไปดูว่าสายการผลิตใช้เครื่องจักรอะไรบ้าง  ไปดูแต่ละโรงงานจะพบว่าใช้เครื่องจักรคล้ายๆกัน  ของต้องผ่านสายพานมาติดฉลาก  เรียงลงกล่อง  ยกกล่องไปวาง  ทุกที่ใช้คล้ายกันหมด  ถ้าออกแบบเครื่องที่ใช้ในหลายโรงงานได้ ก็จะมีโอกาสขายให้กับทุกโรงงาน

ดูไลน์แพ็คของแล้วพบว่าทำง่ายกว่าระบบอื่น  เพราะเครื่องจักรไม่ซับซ้อน  ไม่เหมือนไลน์ผลิตที่จะมีเรื่องความสะอาด โรงงานของกินของใช้กับร่างกาย ต้องได้รับมาตรฐานหลายอย่างในการผลิต  เครื่องจักรในไลน์ผลิตต้องมีความเฉพาะทาง ซึ่งยากกว่า  แต่ไลน์แพ็คมันไม่ต้องสะอาดมาก ไม่อันตราย  ไม่มีมาตรฐานอะไรควบคุม  เลยเริ่มโฟกัสที่ระบบนี้ 

พอลูกค้าเริ่มใช้หุ่นยนต์ ทำให้สามารถลดกำลังคนได้ เพราะคนเป็นปัญหาใหญ่ของโรงงาน  งานที่เคยใช้5 คนเพื่อผลิตสินค้าหนึ่งหมื่นชิ้น  พอใช้หุ่นยนต์ ไม่ต้องใช้ถึง 5 คนแต่กำลังการผลิตได้ห้าหมื่นชิ้น  เพิ่ม productivity ได้หลายเท่า  จุดนี้เป็นจุดที่หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรเข้ามาแก้ไขให้ได้  โรงงานที่มีกำลังซื้อจะซื้อหุ่นยนต์แน่นอน

PSU เริ่มพัฒนางานเครื่องจักรและหุ่นยนต์โดยการเอาความรู้ซอร์ฟแวร์มาเพิ่มลูกเล่นให้เครื่องจักร  จากปุ่มควบคุมทื่อๆ ก็เปลี่ยนเป็นหน้าจอทัชสกรีน  เปลี่ยนระบบมอนิเตอร์ที่เวลามีปัญหาจะแสดงสถานะหลอดไฟที่ดูเข้าใจยากให้เป็นระบบรายงานปัญหาเป็นข้อความ  แสดงผลเป็นภาพส่วนที่ติดขัดขึ้นมาเลย  สิ่งเหล่านี้คนทำงานหน้างานจะชอบมากเพราะเข้าใจง่าย แก้ปัญหาได้เร็ว แถมหัวหน้างานก็ชอบด้วยเพราะลูกน้องแก้ไขเองได้ ไม่ต้องตามหัวหน้า

ต่อมาก็เริ่มสร้างเครื่องติดสติ๊กเกอร์มาทำตลาด  เดิมทีเครื่องติดสติ๊กเกอร์ที่โรงงานมีใช้จะเป็นเครื่องจากญี่ปุ่นและไต้หวัน  แต่ PSU สร้างเครื่องติดสติ๊กเกอร์ พร้อมหน้าจอควบคุมและแสดงผลต่างๆ รวมถึงมอนิเตอร์ทุกอย่างบนหน้าจอ  แสดงเป็นภาษาไทยหรือภาษาที่ลูกค้าต้องการ หากเครื่องมีปัญหาคนใช้เครื่องจะรู้ว่าเครื่องติดขัดและต้องแก้ไขเบื้องต้นอย่างไร  เครื่องติดสติ๊กเกอร์ขายได้เพราะใช้งานง่าย ที่สำคัญราคาไม่แพงเท่าของต่างประเทศ  ลูกค้าชอบในคุณภาพที่ดี บริการเร็ว  มีบริการซัพพอร์ตภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของโรงงานชอบ  เพราะที่ผ่านมาโรงงานจะเจอแต่เครื่องจักรต่างประเทศที่ขายผ่านดีลเลอร์  ดีลเลอร์มักดูแลไม่เป็น  เสียเวลาติดต่อซ่อมนาน  แต่เครื่องไทย  สร้างและดูแลโดยคนไทย ติดต่อได้เร็วคุยรู้เรื่อง ราคาเริ่มต้นของ PSU สองแสนแต่สามารถตีตลาดเครื่องจากต่างประเทศราคาห้าแสนได้สบายมาก

ต่อมา PSU เริ่มทำเครื่องแพ็คของขนาดใหญ่  เครื่องต่างประเทศราคาสิบล้าน  เครื่องไทยของ PSU ทำได้ในงบ 3 ล้าน  ลูกค้ากล้าซื้อเพราะไว้ใจว่าทำงานได้  จากผลงานที่ผ่านมา PSU พิสูจน์มาแล้วว่าเครื่องติดสติ๊กเกอร์ทำงานได้ดี บริการดี   เครื่องจักรระบบที่ใหญ่ขึ้นก็เลยมีโอกาสได้นำเสนอ

PSU สร้างชื่อเสียงมาหลายปี ทำให้ค่อยๆได้รับความน่าเชื่อถือ และเกิดการบอกต่อในแวดวงโรงงานอุตสาหกรรม  PSU เริ่มขายเครื่องให้โรงงานฝรั่ง และ ญี่ปุ่น  โดยการสร้างความไว้วางใจจากการใช้เครื่องเล็กๆ  และค่อยๆนำเสนอเครื่องขนาดใหญ่ขึ้น  ทำให้โรงงานต่างชาติกล้าตัดสินใจลงทุนสูงขึ้นกับเครื่องจักรที่สร้างโดยคนไทย

โอกาสใหญ่เริ่มเข้ามาเรื่อยๆ  PSU ได้รับงานจาก CP  ทำหุ่นยนต์แพ็คของมูลค่า 19 ล้าน  เป็นงานหุ่นยนต์ตัวแรก   จากที่เคยขายเครื่องติดสติ๊กเกอร์ให้มาก่อน  เครื่องจาก PSU ทำราคาต่ำกว่าราคาฝรั่ง 5 ล้าน  ลูกค้าประหยัดเยอะมาก  หลังจากส่งมอบแล้ว ทำให้ PSU มีโรงงานอ้างอิงและสามารถขยายลูกค้าหุ่นยนต์มาได้เรื่อยๆ

หุ่นยนต์ของ PSU มีจุดเด่น 3 อย่าง

1   PSU เป็นผู้ผลิต  ไม่ใช่ผู้นำเข้าซื้อมาขายไป  การผลิตเองทำให้ออกแบบเครื่องให้เหมาะกับลักษณะงานลูกค้าได้  และใช้งานง่าย

2  ทีมเอนจิเนียร์ที่เป็นของ PSU ทำเองทุกชิ้นส่วน ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าดูแลเครื่องได้ ซ่อมบำรุงได้ทุกชิ้น มีความรวดเร็วในการบริการ

3  PSU สร้างชิ้นงานของตัวเองทุกชิ้น  ทำให้อะไหล่ทุกชิ้นถูกผลิตขึ้นมาอย่างแม่นยำ  การประกอบอย่างปราณีตทำให้ เครื่องจักรเสถียร ทนทานมาก

ถ้าเป็นเครื่องจักรที่ต้องนำเข้าจะต้องรออะไหล่หลายวันเมื่อมีปัญหา  ผลคือเครื่องต้องหยุดทำงานยาวนาน  แต่เครื่องของ PSU  ผลิตอะไหล่ได้ทันที  ภายใน24 ชม. สามารถเริ่มซ่อมได้เลย  ทำให้ไม่ต้องหยุดเครื่องจักรนานเกินไป  ส่วนอะไหล่ไฟฟ้าที่ต้องใช้ ก็จะเลือกใช้ยี่ห้อที่ดีมีชื่อเสียง เน้นความทนทาน โชว์ยี่ห้ออะไหล่ ยี่ห้อเซ็นเซอร์  ลูกค้าสามารถซื้ออะไหล่เองเพื่อเปลี่ยนแบบเร่งด่วนได้เลย 

ส่วนที่ยากที่สุดในธุรกิจผลิตเครื่องจักรและหุ่นยนต์ คือ การใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างของเครื่อง  หน้าตาภายนอกเครื่องจักรอาจจะดูเหมือนกัน แต่เวลาทำงาน เครื่องที่ออกแบบปราณีต ชิ้นส่วนทุกชิ้นจะถูกสร้างขึ้นอย่างแม่นยำ สามารถทำงานได้ดีกว่า ทนกว่า  เครื่องจากจีนแม้จะถูก แต่เครื่องของ PSU ก็ยังขายได้  เพราะเครื่องราคาถูก มักมีอาการสั่น  ทำให้การติดสติ๊กเกอร์ไม่แม่น  หรือติดไม่ตรง  ขณะที่เครื่องของ PSU ไม่สั่น  เพราะการประกอบที่แม่นยำมากจะทำให้เครื่องจักรอยู่ในสภาพดี  เมื่อประกอบแล้วก็ทดลองรัน 24 ชม. เพื่อดูประสิทธิภาพ ดูความนิ่ง ดูว่าไม่สั่น ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบก่อนส่งมอบ 

ทุกวันนี้ PSU ยังคงหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาเกี่ยวกับการออกแบบเครื่องจักร  มีชิ้นส่วนหลายอย่างที่ต้องมีมาตรฐาน ต้องหาวิธีเชื่อมต่อสารพัดมาตรฐานให้ทำงานร่วมกันได้   เช่นเครื่องเคสแพ็คเกอร์ ต้องไปทำงานต่อจากเครื่องบรรจุ  การทำงานให้ต่อเนื่องต้องใช้การเชื่อมต่อที่ออกแบบอย่างเหมาะสม  สินค้าที่ผ่านจากหน่วยแรก ไปหน่วยที่สองจะต้องไม่ล้ม ไม่เสียหาย ไม่ทำลายชิ้นงาน  เป็นการอินทิเกรตเครื่องของ PSU ไปเชื่อมกับเครื่องเดิมที่มีอยู่ เพื่อให้สายพานการผลิตไหลต่อเนื่อง

PSU ยังใช้ความรู้ทางคอมพิวเตอร์มากกว่าคู่แข่ง พัฒนาระบบออนไลน์มอนิเตอร์ให้ลูกค้าด้วย  เช่นลูกค้าเปิดโรงงานใหม่ที่ต่างประเทศ   ทีม PSU สามารถออนไลน์ไปแก้ไขปัญหาได้ตลอดเวลา  มีระบบ alarm ที่จะแจ้งเตือน มีคำอธิบายเบื้องต้นให้แก้ไขเองได้  การมอนิเตอร์ละเอียดทำให้ระบบไม่เสียนานเกินไป สามารถแก้ไขเบื้องต้นได้เอง มีระบบการนับชั่วโมงการทำงานครบ 6000 ชั่วโมงก็ต้องแจ้งตรวจสอบเพื่อเมนเทนแนนซ์  จะได้แก้ไขเปลี่ยนอะไหล่ก่อนพัง

ผู้ประกอบการหรือโรงงานมักจะลงทุนกับหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติเมื่อต้องเริ่มสายการผลิตใหม่  ส่วนถ้าโรงงานไหนมีระบบเก่าอยู่  ก็จะคิดเรื่องความคุ้มทุน  ระบบเดิมจะใช้คนกี่คนสำหรับไลน์การผลิตนี้ ต้องทำงานกี่กะ ถึงจะได้เป้า   เช่น ออเดอร์ 30000 ชิ้น ใช้คนทำจะต้องใช้กี่คน แรงงานกี่กะ  เช่น 3กะ กะละ 4 คน   แล้วก็เอาค่าแรงคนมาเทียบกับเครื่องจักร  ถ้าทำงานไป 3 ปีทางเลือกไหนจะประหยัดกว่ากัน  ส่วนมากถ้าคำนวณออกมาแล้ว คำตอบคือจะต้องใช้เครื่องจักรเสมอ

แนวโน้มการใช้หุ่นยนต์จะพัฒนาไปสู่จุดที่เป็นเป็นระบบ automation เกือบเต็มรูปแบบ เครื่องจักรจะมาแทนแรงงานคน   เมื่อ 5 ปีก่อน สัดส่วนการใช้เครื่องจักร 32%  แรงงานคน 68%     ปัจจุบัน ใช้เครื่องจักรมากขึ้น เป็น 48% แรงงานคนเหลือ 52% ในห้าปีข้างหน้าเครื่องจักรจะแซงแรงงานคน  ต่อไปอาจจะเป็น เครื่องจักร 70% แรงงานคน 30% ซึ่งเป็นจริงแล้วในแถบยุโรป  ยกตัวอย่างโรงงานผลิตน้ำเกลือ ในประเทศไทยใช้คน 1000 คน แต่เมืองนอกใช้เครื่องจักรทดแทนทำให้เหลือแรงงานคนแค่ 20 คน  เท่านั้น แต่ได้ผลผลิตเท่ากัน

อารีย์ สวัสดิ์มูน

บริษัท โปรเฟสชั่นแนล เซอร์วิส ยูไนเต็ด จำกัด

ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติ และระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ

https://www.psu.co.th/

aree@psu.co.th

รีวิว Onesam Car Charger power adapter OS-G02

ตั้งแต่มีสมาร์ทโฟน การใช้พลังงานของโทรศัพท์ก็เยอะขึ้นเรื่อยๆจนหลายคนต้องพกเพาเวอร์แบงค์เพื่อใช้ชาร์จไฟระหว่างวันที่อยู่นอกบ้าน ส่วนคนที่ขับรถก็จะต้องหาตัวแปลงไฟ จากไฟ 12V ในรถมาเป็นช่อง usb เพื่อใช้ชาร์จไฟ และตั้งแต่อดีตเราก็ใช้แบบนั้นมาตลอด ไฟปกติที่ช่อง usb จ่ายไฟให้ได้ก็มักจะอยู่ที่ 5 วัตต์ และ 10 วัตต์ ซึ่งมันพอสำหรับโทรศัพท์ยุคเก่า ยุคที่ยังไม่เร็วมาก ยุคที่ยังไม่มีสเป็คสูงแบบสมัยนี้

IMG_0739

จนวันหนึ่งตัวแปลงไฟตัวเก่าเสียเลยต้องหาซื้อใหม่ ผ่านไปสิบปี เทคโนโลยีระบบชาร์จไฟให้สมาร์ทโฟนพัฒนาไปไกลมาก อุปกรณ์สามารถรองรับการชาร์จเร็ว สามารถใช้ไฟเยอะขึ้น ตัวจ่ายไฟก็ต้องพัฒนาตาม เรามีระบบ Quickcharge ให้ใช้ และพัฒนามาเรื่อยๆจากเวอร์ชั่น 1 มา 2 และมาเป็น 3 ล่าสุดไปถึงเวอร์ชั่น 5 แล้ว ขณะเดียวกันเทคโนโลยีการชาร์จก็มีอีกระบบที่เรียกว่า PD ที่ชาร์จไฟได้เร็วเหมือนกัน แต่จะเน้นกำลังไฟที่เยอะระดับ 30 วัตต์ 65 วัตต์ จนเดี๋ยวนี้ไปถึง 100 หรือ 200 วัตต์แล้วก็มี โดย PD จะใช้สายชาร์จแบบ usb- c to c เป็นหลัก

IMG_0747

กลับมาที่ onesam OS-G02 ตัวนี้ เป็นตัวที่มีกำลังไฟประมาณ 18 วัตต์ เนื่องจากอุปกรณ์แปลงไฟตัวเก่าเสีย พอซื้อใหม่ก็เลยเลือกรุ่นที่เป็น Quickcharge3.0 เนื่องจากราคาไม่แพงแล้ว บางร้านขาย 99 บาท บางร้านขาย 150 บาท ก็แล้วแต่ทำเล ในออนไลน์ก็มีขายหลายยี่ห้อ แต่ผมเลือกซื้อกับร้านในห้าง ราคาแพงกว่า แต่สามารถเดินไปขอเปลี่ยนได้ถ้ามีปัญหา เผื่อดวงตกเจอของมีปัญหา 

เหตุผลที่ quickcharge สามารถชาร์จไฟได้เร็วเพราะอาศัยการสื่อสารระหว่างตัวจ่ายไฟ และ ตัวอุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่สามารถคุยกันได้ว่ารองรับมาตรฐานการชาร์จเร็ว เมื่อพบว่าต้นทางและปลายทางมีความสามารถรับไฟแบบ quickcharge ตัวจ่ายไฟก็จะเพิ่มกำลังไฟ เพิ่มแรงดันไฟขึ้นไป อาจจะไปเป็น 9V หรือ 12V หรือมากกว่า ทำให้ quickcharge 3.0 สามารถชาร์จไฟได้เร็วกว่าการชาร์จปกติถึง 4 เท่า 

IMG_0738

ขึ้นรถ เอามือถือเสียบชาร์จด้วยสาย usb-a to usb-c เส้นเดิมที่แถมมากับโทรศัพท์ ตัวเครื่องโทรศัพท์ก็ขึ้นสัญลักษณ์ชาร์จเร็วให้เห็น พบว่าความเร็วในการชาร์จเร็วมาก ยิ่งเทียบกับการชาร์จแบบเดิมที่มีแค่ 10 วัตต์ ยิ่งรู้สึกแตกต่าง กำลังไฟขึ้นในโทรศัพท์แทบจะนาทีละ 1 เปอร์เซ็น ชีวิตดีขึ้นมากกับคำว่าชาร์จเร็ว รู้แบบนี้ซื้อใช้ตั้งนานแล้ว

เครื่องชาร์จเดิมที่ไม่มีเทคโนโลยีชาร์จเร็ว จะเติมไฟเข้ามือถือได้ไม่เร็วมาก ถ้าจังหวะมือถือแบตอ่อน และเปิดใช้งานหลายโปรแกรมเช่นเปิดคลิปจาก youtube อยู่ บางทีไฟเข้าน้อยกว่าไฟที่ใช้ เสียบชาร์จแล้วไฟเข้าไม่ทัน สุดท้ายโทรศัพท์ดับคาสายชาร์จเลยก็มี ถ้าของเดิมไม่เสียคงไม่ได้ซื้อใหม่ คงไม่ได้สัมผัสกับการชาร์จเร็ว

สรุป Onesam OS-G02 ตัวนี้ เหมาะกับการใช้งานในรถรุ่นเก่าที่ไม่ได้ให้ช่อง usb แบบชาร์จเร็วมาให้ ใครจำเป็นต้องชาร์จโทรศัพท์ในรถก็ซื้อเครื่องแปลงไฟที่เป็น Quickcharge ตัวล่าสุดไปเลย เพราะมันทำให้ชีวิตดีขึ้นมาก ขับรถไปทำธุระก็เสียบชาร์จเอาไว้ ลงจากรถโทรศัพท์จะมีแบตเยอะเพียงพอที่จะออกไปทำงานได้โดยไม่ต้องพกเพาเวอร์แบงค์แล้ว ถ้าแบตไม่เสื่อมนะ

Popular search in Pexel when 2024 begin.

Winter Lanscape Cooking Business Meeting January Gradient Smoke Burj Khalifa Learning Paper Walking Grapgic Design Hacker Trees Spring Exercise Team School Love London Winter

รีวิวเครื่องรับวิทยุพกพา Sony srf-18

การฟังสื่อในยุคปัจจุบันผู้คนส่วนมากก็จะใช้งานอยู่บนสมาร์ทโฟน หรือโทรศัพท์มือถือ ทั้งการดูคลิปวิดีโอและการฟังเพลงต่างๆ แม้แต่รายการข่าวหรือรายการทีวีก็จะดูผ่านอินเทอเน็ต อย่างการดู youtube ซึ่งให้คุณภาพที่ดีมาก แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังรับสื่อจากอุปกรณ์โบราณ และใช้งานอยู่เป็นประจำอยู่ เพราะความโบราณยังคงมีจุดเด่นบางอย่างที่ยังน่าใช้งานอยู่

IMG_7705

เครื่องรับวิทยุยังคงเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณค่าอยู่แม้การสื่อสารผ่านอินเทอเน็ตจะเฟื่องฟูสุดขีดแล้วก็ตาม เพราะวิทยุยังคงเป็นสื่อที่มีข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยและต้นทุนต่ำมากอย่างหาตัวเทียบได้ยาก และยิ่งหากดูในแง่ของความเสถียรแล้ว คลื่นวิทยุดูจะคงกระพันและหนังเหนียวตายยากที่สุดเสียด้วย

IMG_7706

ในแง่มุมเรื่องความสะดวกก็มีประเด็นให้สะดวกกว่า นั่นก็คือเปิดแล้วได้ยินเสียงทันที ไม่ต้องต่ออินเทอเน็ต ไม่ต้องลงโปรแกรม ไม่ต้องตั้งค่าอะไรให้วุ่นวาย เลื่อนสวิตซ์เปิดแล้วฟังได้เลย สถานีต่างๆก็จะมีข้อมูลแตกต่างกันไป ใครชอบเพลงก็เลื่อนไปสถานที่ที่เปิดเพลงเยอะหน่อย ใครชอบรายการข่าวก็เลื่อนไปฟังรายการสถานทีที่เน้นข่าว ไม่ต้องสนใจคำว่าเน็ตหมด เน็ตล่ม ไวไฟหาย ต่อไม่ติด และไม่มีคำว่ามือลั่นเปลี่ยนคลื่นเปลี่ยนสถานีด้วย

เครื่องรับวิทยุมีราคาหลากหลายตั้งแต่หลักร้อยบาทไปจนถึงเป็นหมื่นบาท แต่ละระดับราคาก็จะมีความสามารถและคุณภาพไม่เท่ากัน ยิ่งราคาสูงยิ่งมีความสามารถในการรับคลื่นได้ดี มีลูกเล่นอำนวยความสะดวก และมีคุณภาพเสียงที่ดีกว่าเพราะใช้วัสดุที่คุณภาพสูง แต่ก็ใช่ว่าของราคาต่ำจะไม่ดี ในการทดสอบครั้งนี้เราได้พบเครื่องรับวิทยุคุณภาพดี เสียงดี และราคาถูกด้วย นั่นก็คือ Sony srf-18

IMG_7708

Srf-18 เป็นเครื่องรับวิทยุขนาดเล็ก ใส่ถ่าน AA 2ก้อน สามารถพกพาใส่กระเป๋ากางเกง พกติดตัวได้ไม่ลำบาก ขนาดกระทัดรัด มีระบบการรับคลื่นเป็นอนาลอก ปรับจูนความถี่ด้วยปุ่มมือหมุน รับคลื่นได้ทั้ง FM และ AM. มีวอลลุ่มเร่งเสียงดังเบา มีช่องเสียบหูฟัง มีลำโพงในตัวสองดอก มีช่องรับสัญญาณเสียง Aux สามารถนำเครื่องเล่นเครื่องอื่นมาต่อเข้ากับตัวมันเพื่อใช้ srf-18 เป็นตัวขยายเสียงได้ ราคาขายในห้างอยู่ที่ 790 บาท

คุณภาพการรับคลื่น

IMG_7709

ทดลองฟังคลื่นระบบ FM ฟังสถานีส่วนใหญ่ได้ชัดเจน สถานีที่รับชัดจะสามารถรับเสียงเป็นสเตอริโอได้ เมื่อรับชัดและเป็นสเตอริโอจะมีไฟสีแดงสว่างขึ้นด้วย คุณภาพเสียงจากลำโพงในตัวจะไม่ดีมาก เพราะเป็นลำโพงขนาดเล็กและน้ำหนักเบา เราจะได้ยินเสียงกลางและแหลมเป็นส่วนใหญ่ แต่หากเราเสียบหูฟังก็จะพบว่าเสียงในหูฟังเป็นเสียงที่ดีมาก เมื่อปรับให้รับคลื่นชัดเจนแล้ว เสียงจะฟังสบาย มีความเป็นธรรมชาติ น้ำหนักเสียงมีทุ้ม มีแหลม มีมวลเสียงกลางเหมือนเป็นระบบเครื่องเสียงคุณภาพดี

IMG_7710

การปรับความถี่ใช้ระบบมือหมุน แต่ละสถานีที่ปรับเปลี่ยนจะมีระยะการหมุนที่ค่อนข้างแคบ สถานีที่อยู่ชิดกันมาก บางทีก็โดนข้ามไป ลักษณะการปรับหมุนแบบนี้เป็นวิธีการปรับแบบต้นทุนต่ำ ราคาไม่แพง และอุปกรณ์เครื่องรับวิทยุราคาประหยัดก็จะใช้วิธีการหมุนคลื่นแบบนี้ ในสถานีที่รับได้ Sony srf-18 มีความสามารถในการรับที่ชัดเจนดีมาก ทำให้หลายสถานีเราก็เลือกฟังได้ไม่ยาก

จุดเด่น

รับคลื่นได้ชัดเจน 

เสียงจากช่องหูฟังเสียงดี มีคุณภาพเหมือนเป็นเครื่องเล่นเน้นคุณภาพ

ราคาประหยัด

ใส่ถ่าน AA ได้

จุดด้อย

ระบบหมุนหาคลื่นมีระยะการหมุนแต่ละสถานีค่อนข้างแคบ ทำให้ข้ามบางสถานีไป

ไม่มีช่องต่อไฟเลี้ยง ต้องใส่ถ่านเท่านั้นทำให้มีความสิ้นเปลือง

ลำโพงให้เสียงธรรมดาค่อนข้างไปทางคุณภาพต่ำ

ถ้าฟังนานๆแล้วลืมปิดจะทำให้เปลืองถ่านมาก

ถ้าลืมถ่านไว้ภายในนานเกินไป อาจจะมีอาการถ่านเยิ้ม แล้วทำให้ตัวชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ภายในเสียหายได้

ไม่มีขาตั้งสำหรับจัดวางมุมเอียงเพื่อเชิดหน้าขึ้น

สรุป

Srf-18 เป็นเครื่องรับวิทยุคุณภาพดี สามารถครับคลื่นได้ชัดเจน แม้การปรับหมุนจะทำยากกว่าระบบเครื่องรับดิจิทัล แต่หากหมุนจนได้ค่าที่ชัดเจนแล้วจะให้เสียงที่ดีมาก และหากได้ต่อวิทยุเข้ากับหูฟัง จะทำให้เราได้ยินเสียงที่ดียิ่งขึ้น จะซื้อใช้เองก็ไม่แพง ซื้อแจกเป็นของขวัญก็ไม่น่าเกลียด เพราะมันเป็นของที่มีคุณภาพ

เริ่มเข้าใจคนญี่ปุ่นทำไมถึงมีนิสัยพูดเบา

วันหนึ่งในช่วงวันหยุดยาว ผมไปธุระที่ห้างแห่งหนึ่ง ทำธุระเสร็จก็หาอะไรกิน เหลือบไปเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวแนวญี่ปุ่นร้านหนึ่งในห้าง ดูการแต่งร้านและลักษณะที่นั่งแล้วก็เป็นคอนเส็บญี่ปุ่นเต็มๆ 

IMG_20231229_181736

ที่นั่งเรียงแถวเหมือนบาร์ ใครมาก็นั่งตามสะดวก เราก็อาจจะต้องนั่งติดกับคนแปลกหน้าบ้าง ภาพร้านอาหารและที่นั่งแบบนี้เห็นบ่อยที่ญี่ปุ่น ในหนัง ในละคร ผมเข้าไปนั่งแล้วก็เลือกสั่งก๋วยเตี๋ยวมากิน 1 ชาม นั่งอ่านข้อมูลในมือถือเพื่อรอเวลา

IMG_20231229_182336

ก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟแล้วก็เริ่มกิน รสชาติอร่อยดี ราคาร้อยกว่าบาท ก็ถือว่าเป็นราคาปกติของอาหารจานเดี่ยวในห้าง กินไปเพลินๆก็สะดุ้งตกใจ อยู่ๆก็มีเสียงพ่อแม่ลูกคุยกัน เขามากันสามคน นั่งอยู่ข้างๆผมเลย รู้สึกไม่คุ้นเคยเล็กน้อย แต่สิ่งที่ทำให้สะดุ้งคือเสียงคุยกัน ตัวพ่อนี่เสียงดังมาก คุยกับลูกที่น่าจะอายุสามขวบ เขาคุยกันเหมือนเด็กมีปัญหาทางการได้ยิน คุยเสียงดังจนต้องหันมอง แล้วก็ก้มหน้ากินต่อ ไม่อยากมีเรื่อง ไม่อยากทะเลาะ แค่รู้สึกรำคาญกับเสียงพูดคุยที่ดังเกินปกติ 

ทำให้นึกถึงนิสัยคนญี่ปุ่นที่มักจะพูดคุยเสียงเบาๆ นั่นคงเป็นเพราะประเทศเขามีคนเยอะ ต้องเดินทางร่วมกัน ต้องกินข้าวร่วมกันกับคนแปลกหน้าในโต๊ะอาหารที่อยู่ชิดกัน จนทำให้เขาไม่กล้าส่งเสียงดัง จะได้ไม่รบกวนคนอื่น เพราะเขาเองก็คงไม่อยากถูกรบกวนเหมือนกัน ผมเริ่มเข้าใจคนญี่ปุ่นแล้วว่าทำไมถึงไม่ส่งเสียงดังในที่สาธารณะ เพราะมันน่ารำคาญแบบไหน ได้สัมผัสเองถึงเข้าใจ

ก๋วยเตี๋ยวอร่อย แต่มลภาวะจากเสียงคุยที่ดังเกินไปทำให้รู้สึกรำคาญและอยากลุกหนีไปไกลๆ ผมเตือนตัวเองว่าต่อไป อย่าคุยเสียงดังในที่สาธารณะ มันสร้างความน่ารังเกียจอย่างรุนแรง ไม่อยากเป็นคนที่ถูกเกลียด 

สิ่งที่ต้องทำเมื่อจะพิมพ์โบรชัวร์

โบรชัวร์ หรือ สื่อแผ่นพับ เป็นตัวกลางในการให้ข้อมูลแก่ลูกค้าหรือผู้ใช้งาน อาจจะเป็นตัวบอกข้อมูลสเป็คต่างๆของสินค้า ใช้บอกคุณสมบัติหรือความสามารถ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนโบรชัวร์ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีไว้คู่กับสินค้า อดีตมันคือสื่อส่งเสริมการขายที่จะส่งให้ว่าที่ลูกค้า ปัจจุบันแม้เราจะอยู่ในยุคอินเทอเน็ตที่เอกสารต่างๆสามารถทำเป็นไฟล์ดิจิทัลและให้เปิดดูได้ในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ แต่ลองนึกภาพดูว่า ถ้าคุณขายบ้าน คอนโด หรือรถยนต์ หรือสินค้าราคาสูง คุณจะไม่มีโบรชัวร์เป็นกระดาษส่งให้ลูกค้าถือหรือเปิดดูเลยหรือ 

หากต้องการพิมพ์โบรชัวร์เป็นกระดาษเพื่อใช้งานสิ่งที่จำเป็นต้องทำคือการสั่งผลิตกับโรงพิมพ์ และในการทำงานร่วมกับโรงพิมพ์ก็มีรายละเอียดต่างๆที่ควรทำ ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของสินค้า หรือ เป็นเอเจนซี่โฆษณาที่รับจ้างเจ้าของสินค้าทำสื่อ ขั้นตอนการสื่อสารกับโรงพิมพ์มีดังนี้

IMG_0088

1 คุยกับโรงพิมพ์

คุณจะทำใบปลิวหรือโบรชัวร์กระดาษ คุณต้องคุยกับโรงพิมพ์ที่จะผลิตสิ่งนั้น โรงพิมพ์ที่ทำงานกระดาษก็จะมีระบบการพิมพ์ที่ทันสมัยอย่างดิจิทัลปริ๊นท์ที่สามารถใช้ทำปรู๊ฟหรือใช้ผลิตสื่อจำนวนน้อยได้ หรือหากจะพิมพ์โบรชัวร์ยอดเยอะ เพื่อแจกคนจำนวนมาก ก็ต้องใช้ระบบการพิมพ์อ๊อพเซ็ทเพื่อให้ต้นทุนต่อใบต่ำลง หรือแม้แต่คุณอยากจะทำป้ายไวนิลไปแขวนโชว์ คุณก็ต้องใช้โรงพิมพ์ที่มีเครื่องพิมพ์อิงค์เจ๊ต ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่สำหรับทำงานไวนิลโดยเฉพาะ ดังนั้น สื่อของคุณจะออกมาในรูปแบบใด ให้คุยเบื้องต้นกับโรงพิมพ์ที่ทำสื่อตัวนั้นได้เสียก่อน เพื่อสอบถามถึงวิธีการเตรียมข้อมูลที่จะส่งให้โรงพิมพ์ จะได้ทำไฟล์อาร์ตเวิร์คได้ถูกต้องและทำงานร่วมกันได้

2 ตรวจสอบอาร์ตเวิร์คให้ละเอียด

ไฟล์งานที่จะใช้สั่งพิมพ์จะต้องถูกจัดวางในโปรแกรมจัดหน้า ซึ่งในยุคปัจจุบันเราก็มีโปรแกรมจัดหน้าหลายตัวให้เลือกใช้ได้ตามความถนัด เราอาจจะใช้ adobe illustrator ออกแบบโปสเตอร์ก็ได้ จะใช้โปรแกรม canva ช่วยออกแบบและจัดวางก็ได้ สิ่งสำคัญคือเมื่อจัดหน้าแล้วต้องตรวจสอบให้ละเอียดว่าภาพครบถ้วน ตัวหนังสือไม่ตกหล่น สะกดคำไม่ผิด ภาพและข้อความต้องถูกต้องตามการออกแบบ ต้องผ่านการตรวจละเอียดก่อนจะจัดส่งโรงพิมพ์

3 ตรวจสอบขนาดภาพที่ใช้ในอาร์ตเวิร์ค

เมื่อมีการใช้ภาพวางในอาร์ตเวิร์ค เราจะต้องใช้ภาพที่มีคุณภาพสูงและมีความละเอียดเพียงพอ เมื่อก่อนภาพถ่ายจะอยู่บนฟิล์ม การสแกนภาพจากฟิล์มจะต้องเลือกความละเอียดให้สูงเพียงพอต่อการทำงานสิ่งพิมพ์ ยุคสมัยของฟิล์มจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบขนาดภาพ ต่อมาเมื่อกล้องดิจิทัลได้รับความนิยม และกล้องดิจิทัลสามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงได้เกิน 10ล้านพิกเซลกันแล้วก็ทำให้ประเด็นขนาดภาพในสิ่งพิมพ์ดูไม่สำคัญมาก เพราะขนาดภาพจากกล้องดิจิทัลทะลุความต้องการขั้นต่ำไปไกลแล้ว แต่ก็ต้องระวังเรื่องการคร็อปภาพมาใช้ เพราะถ้าเราถ่ายภาพมาใหญ่เพียงพอ แต่เราเลือกคร็อปบางส่วนมาใช้ มันคือการลดขนาดภาพ ลดจำนวนพิกเซลลง มันทำให้ขนาดอาจจะเล็กเกินไปเมื่อนำมาพิมพ์ในงานพิมพ์บนกระดาษ หรือบางภาพที่ส่งต่อกันในโปรแกรมไลน์ หรือ โหลดจากโซเชียลเน็ตเวิร์คก็อาจจะได้ภาพขนาดเล็ก เราต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ 

ตัวเลขคร่าวๆคือ ถ้าเราต้องการพิมพ์ภาพขนาดเต็มกระดาษ A4 ที่ดูคมชัดสวยงามระดับภาพถ่าย เราก็ควรจะใช้ภาพที่มีความละเอียด 300dpi หรือ 300จุดต่อนิ้ว   จำนวนพิกเซลที่ต้องการตามขนาดกระดาษ A4 (21×29.7cm.) คือขนาด 2480×3508 พิกเซล หรือเทียบกับกล้องดิจิทัล 8.7ล้านพิกเซลนั่นเอง 

4 ตรวจสอบเรื่องระบบสีของภาพ

ภาพในจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ และภาพจากกล้องดิจิทัลจะเป็นภาพในโหมดสี RGB ซึ่งใช้งานได้ดีในจอภาพ แต่การพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษจะใช้หมึกพิมพ์ระบบสี CMYK ดังนั้นไฟล์ภาพ RGB จะต้องถูกแปลงให้เป็นไฟล์ชนิด CMYK เสียก่อน การจัดหน้าอาร์ตเวิร์ค การตั้งค่าซอร์ฟแวร์จัดหน้า เมื่อเราตั้งใจจะส่งพิมพ์ในโรงพิมพ์ เราต้องตั้งค่าซอร์ฟแวร์จัดหน้าให้เป็นค่า CMYK  งานถึงจะมีคุณภาพ ซอร์ฟแวร์สมัยใหม่จะมีโหมดการแปลงค่าสีให้เป็น CMYK ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะบันทึกเป็นไฟล์สำหรับโรงพิมพ์ แต่เราก็ควรตรวจสอบไฟล์ภาพและงานอาร์ตเวิร์คให้ดีว่าเราจบงานเป็นระบบสี CMYK จริงๆ

Screen Shot 2565-10-10 at 11.16.07

5 ต้องมีตัดตก

คำว่าตัดตกคือการตัดขอบทิ้ง ถ้าเราต้องการงานนามบัตรขนาด 55×90 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานที่นิยมใช้กับนามบัตร ไฟล์อาร์ตเวิร์คที่เราทำส่งโรงพิมพ์ก็ควรจะทำมาให้ใหญ่กว่าขนาดที่ต้องการด้านละ 3 มิลลิเมตร นั่นก็คือขนาดไฟล์นามบัตรที่ส่งโรงพิมพ์ควรจะใหญ่ 61×96 มิลลิเมตร คือการบวกเข้าไปด้านละ 3 มิลลิเมตรทุกด้าน ไฟล์ที่มีตัดตกจะผ่านการพิมพ์และตัดขอบออกด้านละ 3 มิลลิเมตร ทำให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ

6 บันทึกเป็นไฟล์ pdf 

ถ้าเราออกแบบและตรวจสอบทุกอย่างถูกต้อง ผ่านมาแล้ว 5 ข้อด้านบน เราก็จะพร้อมที่จะส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์แล้ว การบันทึกไฟล์ชนิด pdf จะเป็นไฟล์ที่โรงพิมพ์นำไปใช้พิมพ์งานได้ หากจะพิมพ์ด้วยระบบอ๊อฟเซ็ทดั้งเดิมโรงพิมพ์จะใช้ไฟล์ pdf ไปทำเพลทหรือแม่พิมพ์ หากจะพิมพ์ด้วยระบบดิจิทัลปริ๊นท์ไฟล์สำหรับสั่งพิมพ์จะต้องใช้ pdf ตัวนี้เช่นกัน แต่ถ้าเราไม่ได้ตรวจบางอย่างที่ต้องตรวจ หรือละเลยบางข้อไป ไฟล์ pdf ก็จะเป็นไฟล์ที่บรรจุข้อผิดพลาดไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น ตรวจสอบให้แน่ใจทุกข้อแล้วค่อย export หรือ save as ไฟล์ชนิด pdf เพื่อส่งโรงพิมพ์

นี่คือขั้นตอนคร่าวๆที่เราจำเป็นจะต้องตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องก่อนที่จะส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ ผลลัพธ์งานพิมพ์จะออกมาอย่างที่เราต้องการ ตัวหนังสือไม่ตกหล่น ภาพถ่ายคมชัด สิ่งพิมพ์มีคุณภาพสูงสุด แต่หากรู้สึกว่าลำบาก งานเหล่านี้ก็ยกให้เอเจนซี่ หรือ นักออกแบบที่มีประสบการณ์ทำงานส่งโรงพิมพ์แทนก็ได้



กระดาษโน้ตสำหรับสัมมนา

กระดาษสำหรับใช้จดในงานสัมมนา ส่วนมากเป็นกระดาษขาวความหนาประมาณ 80g ที่นิยมผลิตกันก็จะมีแบบ 1 สี แต่หากบางโรงแรมบางสถานที่อยากจะพิมพ์โลโก้ด้วยสีจริงของบริษัท ก็อาจจะเป็นสเป็ค 2 สี หรือ 4 สีเลยก็มี ตัวอย่างในภาพนี้คือไบเทค ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าสถานที่จัดงานรายใหญ่ เขาเลือกพิมพ์ด้วยสีเทาซึ่งเป็นสีที่ตรงกับ CI (Corporate Identity) ของบริษัทด้วย

P_20150731_164031

นอกจากการผลิตเป็นใบแล้ว เรายังสามารถผลิตให้ออกมาเป็นเล่มบางๆได้ ตัวอย่างงานของไบเทคก็จะผลิตเป็นแบบ 5 ใบต่อเล่ม เวลาแจกก็หยิบแจกที่ละเล่มบางๆได้เลย สะดวกกับคนทำงานมาก

IMG_0112


การเลือกผลิตกระดาษโน้ตควรสั่งเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นสิ่งที่สถานที่จัดงานจะต้องใช้งานตลอดปีและแต่ละงานก็มีคนเข้าร่วมใช้หลายสิบหลายร้อยคน ดังนั้นกระดาษโน้ตจะต้องใช้จำนวนมากแน่นอน ควรจะติดต่อโรงพิมพ์และขอราคาผลิตที่ละเป็นแสนใบไปเลยเพื่อที่จะได้ราคาต่อหน่วยที่ถูกมากๆนั่นเอง

P_20150731_095227


ทำไมภาพถ่ายจึงจำเป็นสำหรับธุรกิจ

หนึ่งภาพแทนความหมายเป็นพันเป็นหมื่นคำคือสิ่งที่เป็นจริง  ทั้งภาพถ่ายเพื่อเก็บความทรงจำ  ภาพบันทึกเหตุการณ์  และภาพถ่ายสินค้าต่างๆเพื่อใช้ช่วยทำการตลาดให้กับธุรกิจ   หากเราจะขายสินค้าสักอย่าง หรือแม้แต่จะทำธุรกิจบริการ  เราก็ควรจะเลือกใช้ภาพเพื่อทำสื่อออกมา   พลังของภาพถ่ายช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้จริง ดังเหตุผลต่อไปนี้

20231214065752_IMG_0488

1 ภาพสินค้าใช้เพื่อขายสินค้า  ถ้าเรามีสินค้าที่อยากขาย การใช้ภาพถ่ายสินค้าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด  เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าเราขายอะไร  ลูกค้าซื้อแล้วจะได้อะไร  การจัดแสงและจัดองค์ประกอบของภาพที่ดีจะทำให้สินค้าออกมาดูสวยงามน่าซื้อ

20220607121643_IMG_0875

2 ใช้ภาพถ่ายเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ  การมีภาพคนหรือทีมงานของเราปรากฏอยู่ในสื่อการขาย จะอยู่ในแค็ตตาล๊อค ใบปลิว หรือในเว็บไซต์   ทุกภาพจะช่วยทำให้ลูกค้าเกิดเชื่อมั่นในตัวสินค้าหรือบริการมากขึ้น  สร้างภาพจำได้  เหมือนกับที่เราจำนางแบบโฆษณาสินค้าบางตัวได้

3 ภาพถ่ายช่วยนำเสนอความสมบูรณ์แบบ หรือแสดงโลกในฝันที่อยากให้ลูกค้าได้เห็น  เมื่อจัดวางสินค้าอย่างลงตัว ท่ามกลางองค์ประกอบอื่นๆที่ช่วยทำให้ลูกค้าเห็นไลฟสไตล์  จะทำให้ลูกค้ารู้ว่าสามารถมีแบบนี้ได้  แม้การจัดถ่ายแนวนี้จะใช้งบประมาณสูง แต่ก็ทำให้ลูกค้าเชื่อได้ว่าเขาเลือกสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร  และมันจะยิ่งเป็นผลดีในการชักชวนให้ลูกค้าซื้อสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้นด้วย

IMG_8577

4 ภาพถ่ายช่วยเล่าเรื่อง  สินค้าหรือบริการบางอย่างจะมีลักษณะเฉพาะ  การมีภาพการใช้งานสินค้าหรือภาพที่กำลังทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น  ภาพจะช่วยสร้างการรับรู้ร่วมกันว่าเราทำอะไร ขายอะไร  นอกจากภาพนิ่งแล้ว  วิดีโอก็สามารถนำมาใช้ร่วมด้วย  ยิ่งในเว็บไซต์ยิ่งควรใช้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ

IMG_4250

5 ภาพถ่ายนำเสนอเทคนิคเฉพาะ   บางสินค้า บางกิจกรรมมีรายละเอียดวิธีใช้ที่เฉพาะเจาะจง  เราสามารถลงรายละเอียดเพื่อให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจ   อย่างเช่นภาพถ่ายการปรับแต่งอุปกรณ์   ภาพที่อธิบายวิธีใช้ วิธีติดตั้งที่จำเป็นต้องเห็นตัวอย่าง  ภาพแนวนี้มักจะต้องการความคมชัด สีสันปกติ  ถ่ายทอดความตรงไปตรงมา  โดยจะต้องหลีกเลี่ยงการใช้ฟิลเตอร์หรือการใส่สีที่เกินจริง 

เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่การนำเสนอทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพรีเซ้นเทชั่น หรือ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในใบปลิว หนังสือหรือคู่มือ จะต้องมีภาพถ่ายเพื่อช่วยให้การสื่อสารต่างๆครบถ้วน และทำหน้าที่ได้ตามที่เจ้าของสินค้าต้องการ   ในยุคสมัยของอินเทอเน็ตที่เบ่งบานสุดขีด เรามีตัวช่วยในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายมากมายหลายวิธี  นอกจากจะถ่ายเองแล้ว  เราก็มีแหล่งสต๊อคภาพที่ให้โหลดมาใช้ได้แบบฟรี  บางแหล่งอาจจะเป็นแบบเสียเงินเพียงเล็กน้อย  หรือแม้แต่การใช้ระบบ AI ช่วยสร้างภาพที่ต้องการขึ้นมาก็ทำได้ไม่ยากโดยค่าใช้จ่ายต่อภาพจะต่ำมากเมื่อเทียบกับการต้องลงทุนจ้างทีมงานถ่ายทำเต็มรูปแบบ

หากเราขายของโดยไม่เคยถ่ายภาพอะไรในธุรกิจของเราเลย ก็ลองถ่ายภาพแล้วโพสท์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คดู    มีภาพแล้วลองตั้งชื่อ หรือใส่ข้อความกำกับเล็กน้อย  ก็ดูดีมีพลังแล้ว

รีวิวเม้าส์ Signo WG-902BLK

เม้าส์ Signo เป็นเม้าส์แนว Gaming อีกตัวหนึ่งที่ผมตัดสินใจซื้อมาใช้อย่างฉุกเฉิน เนื่องจากความหงุดหงิดจากการใช้เม้าส์ตัวหนึ่งที่เสียกระทันหันแล้วต้องทำงานแบบไม่มีเม้าส์อยู่หลายวัน จนในที่สุดต้องไปหาซื้อตัวใหม่มาใช้

เม้าส์ตัวนี้เป็นเม้าส์ขนาดใหญ่ปกติ สีดำ มีไฟ RGB ที่โลโก้สามารถเปลี่ยนสีไฟได้ ที่ปุ่มด้านบนสามารถกดเปลี่ยนค่า DPI ได้ถึง 6 ระดับ สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ 3 วิธี คือ

1 เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ 
2 เชื่อมต่อผ่านระบบ usb ไร้สาย คลื่นความถี่ 2.4Ghz
3 เชื่อมต่อผ่านสาย usb-c ได้

เม้าส์มีแบตเตอรี่ในตัว สามารถชาร์จไฟผ่านช่อง usb-c แม้ว่าแบตหมดก็สามารถต่อสายเพื่อใช้งานได้ ด้านข้างเม้าส์มีอีก 2 ปุ่มทำหน้าที่ foward และ reverse โดยปุ่มทั้งหมดตั้งค่ามาจากโรงงานให้ใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องลงซอร์ฟแวร์เพิ่มเติม ด้านล่างมีอีก 1 ปุ่มสำหรับกดเปลี่ยนสีไฟภายใน และมีสวิตซ์เปิดปิด ที่ทำหน้าที่เลือกใช้เม้าส์เชื่อมต่อด้วยวิธีไหนก็เลื่อนไปเลย จะใช้ผ่านบลูทูธก็เลื่อนสวิตซ์เปิดไปทางสัญลักษณ์บลูทูธ จะใช้ผ่านการเชื่อมต่อ usb ไร้สาย ก็เลื่อนไปด้าน usb-c. และหากจะใช้งานผ่านสายก็ปรับสวิตซ์อยู่ในตำแหน่งปิด แล้วเสียบสายใช้งานได้เลย

ตัวส่งสัญญาณ usb ไร้สายเป็นตัวเสียบที่สามารถเก็บซ่อนไว้ในตัวเม้าส์ได้ และมีฝาเปิดปิดตัวเม้าส์เพื่อเปิดเข้าไปหยิบตัวเสียบ ฝาเปิดปิดเป็นแม่เหล็กออกแบบได้ดีมาก

จุดที่ประดับใจลำดับแรกคือการเชื่อมต่อที่หลากหลาย ส่วนจุดที่สองที่ชอบมากๆก็คือเราสามารถเปลี่ยนความเร็วของการลากเม้าส์ได้โดยไม่ต้องลงซอร์ฟแวร์เพิ่มเติม เพียงแค่กดปุ่มกลางบนตัวเม้าส์ค่าความไวก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ และมีระดับความไวให้เลือกถึง 6 ระดับ ทำให้มันสามารถปรับความไวให้เหมาะสมกับงานที่ใช้ หรือตามเกมส์ที่เล่นได้

สเป็คจากผู้ผลิต

  • 6 MACRO KEYS
  • 5 BACKLIGHTING MODE
  • HUANO SWITCH TECHNOLOGY (20 MILLION CLICKS)
  • PIXART PMW3325 SENSOR TECHNOLOGY
  • 2.4G+BLUETOOTH+TYPE-C TRI-MODE
  • 10M. WIRELESS RANGE
  • DPI SWITCHING TECHNOLOGY WITH 200-10000 DPI
  • RGB 16.8 MILLION COLORS BACKLIGHTING
  • USB TO TYPE-C INTERFACE
  • CORD LENGTH 1.8 M.
  • PLUG & PLAY

หลังจากใช้งานมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ก็ยังไม่พบอาการผิดปกติ และหวังว่าจะไม่โชคร้ายเหมือนเม้าส์ตัวที่แล้วที่ใช้งานไม่นานก็ต้องส่งเคลม และใช้เวลารอของคืนมาอีกประมาณ 1เดือนกันเลย สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งในเม้าส์ตัวนี้คือเสียงคลิกไม่ดังมาก มีความนุ่มนวลกว่าเม้าส์ของ nubwo เยอะมาก น่าจะเหมาะกับคนที่ไม่ชอบเสียงดัง รีวิวแบบไม่ตั้งใจ แต่ก็ทำให้พบกับของดีน่าใช้ หวังว่าเม้าส์ตัวนี้จะทนทานมาก เพราะราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ

อัพเดทหลังจากใช้งานนานๆ

ปุ่มมาโครจะต้องตั้งค่าผ่านซอร์ฟแวร์เฉพาะ และเมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว เม้าส์จะจดจำคำสั่งการกดต่างๆไว้ในตัว เราสามารถใช้เม้าส์กับเครื่องอื่นแล้วกดมาโครได้เลยโดยไม่ต้องลงซอร์ฟแวร์ในเครื่องคอมฯที่ใช้งาน นับว่าเป็นความฉลาดในการออกแบบมาก ยกตัวอย่าง ผมตั้งค่ามาโครไว้กับปุ่มตรงนิ้วโป้ง ค่าปกติของปุ่มนี้ทำหน้าที่อะไรจำไม่ได้แล้ว แต่ผมตั้งค่าให้เป็นการเรียกใช้งานเครื่องคิดเลขในระบบปฏิบัติการวินโดส์ เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยสามารถกดปุ่มตรงนิ้วโป้งเพื่อเรียกใช้เครื่องคิดเลขได้ทันที และนำเม้าส์นี้ไปใช้กับคอมพิวเตอร์ตัวอื่นที่เป็นวินโดส์ ก็กดปุ่มนิ้วโป้งแล้วเรียกใช้โปรแกรมเครื่องคิดเลขได้เช่นกัน

จุดเด่น
เชื่อมต่อได้ 3 วิธี
มีแบตในตัว
ลูกกลิ้งนุ่ม ไม่มีเสียงตอนคลึงเลย
มีช่องเก็บตัวส่งสัญญาณ​usb-c ไร้สายอยู่ในตัวเม้าส์ และหยิบเข้าออกได้สะดวกมาก
มีไฟ RGB เล้กๆ พอสวยงาม
เปลี่ยนความไว dpi ได้สะดวก
เม้าส์ตัวใหญ่ สำหรับคนชอบเม้าส์ดั้งเดิม
สายแถมเป็นสายถักมีความนิ่ม
มีปุ่ม Macro ที่สามารถตั้งค่าให้ทำงานเฉพาะอย่างได้ และจดจำคำสั่งไว้ใน mouse

จุดด้อย
ยังไม่พบ

ราคา 990 บาท

IMG_20231209_152238

เล่าเรื่องนกนักล่า อินทรีย์ เหยี่ยว นกฮูก

เรื่องราวของนกนักล่า อินทรีย์ เหยี่ยว นกฮูก ความเร็วของเหยี่ยวที่เร็วที่สุดในโลก เร็วกว่ารถไฟชินคังเซ็น และเส้นทางอพยพของอินทรีย์และเหยี่ยวผ่านประเทศไทย เราสามารถไปสังเกตุการได้ที่ จังหวัดชุมพร ในช่วงเดือนตุลาคม

what animal อินทรีย์และเหยี่ยวในประเทศไทย

วุฒิชัย

ช่างภาพ ธุรกิจสิ่งพิมพ์ และเป็นบล๊อกเกอร์ ชอบเขียนบทความ และชอบดูงานออกแบบกราฟิคสวยๆ

วิทวัส

นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ ชำนาญเรื่องการตลาดและการวางแผน