Author Archives: pockethifi
ทดลองกล้อง canon eosm vs sony zv-1f
กล้อง Eos M เป็นกล้อง Mirrorless เปลี่ยนเลนส์ได้ของ Canon ที่ทำออกมานานแล้ว มีเลนส์ตัวเล็กสเป็ค 22มม. f2 เป็นเลนส์ที่รูรับแสงกว้างทำให้เหมาะกับการถ่ายในสภาพแสงน้อย นั่นก็หมายความว่าสามารถใช้ถ่ายในสถานการณ์ต่างๆได้ดีตั้งแต่แสงน้อยไปจนถึงแสงปกติ ดังนั้นมันจึงเหมาะที่จะถูกใช้งานเป็นกล้องพกพาที่ใช้งานประจำวัน กล้องและเลนส์เมื่อติดรวมกันแล้วก็จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก จะเรียกว่าเป็นกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ขนาดเล็กเกือบจะที่สุดก็ไม่ผิด คุณภาพของภาพก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีถึงดีมาก ข้อเสียคือถ่ายวิดีโอไม่ค่อยดีตามยุคสมัย แม้จะถ่ายความละเอียด FHD ได้ 1920×1080 แต่ก็ไม่มีกันสั่น และระบบโฟกัสก็ก็ไม่เก่ง หลายครั้งภาพเบลอ ติดตามสิ่งที่เคลื่อนที่ไม่ทัน
Sony ZV-1F เป็นกล้องคอมแพ็คขนาดเล็ก ติดเลนส์มุมกว้างรูรับแสงกว้างคือ 20มม. f2 ทำให้จัดว่าเป็นกล้องที่ไวแสง สามารถถ่ายภาพในสถานที่แสงน้อยได้ดี ทำให้เหมาะกับสถานการณ์เกือบทุกชนิดที่ตามมองเห็น ระบบโฟกัสภาพนิ่งทำได้ดีมาก ระบบโฟกัสวิดีโอทำได้ดีมาก ทำให้มันสามารถถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอได้ดีในตัวเดียว และที่สำคัญคือมีโหมดปรับสีภาพที่เลือกใช้ได้ทันที สามารถจบหลังกล้องได้ภาพโทนสีถูกใจด้วยการถ่ายครั้งเดียว ไม่ต้องไปใช้โปรแกรมปรับสีอื่นๆใดๆ มันจึงเหมาะเป็นกล้องติดตัวเพื่อใช้งานประจำวันอีกตัวหนึ่ง และมันก็ทำงานได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ เลือกโทนสีของภาพและวิดีโอให้เป็นสีที่ถูกใจได้ง่าย โดยเฉพาะโหมดสีชนิด FL ที่ย่อมาจากคำว่า film look ที่ให้สีสันเหมือนภาพจากกล้องฟิล์ม ซึ่งเป็นโทนสีที่ช่างภาพส่วนมากจะรู้สึกชอบ ลูกเล่นนี้จึงถูกบรรจุอยู่ในกล้องนั่นเอง
canon eos m + 22f2
Sony ZV-1F filter FL
รีวิวกล้อง SONY ZV-1F
รีวิวกล้องน่าใช้ Sony ZV-1F.
สำหรับช่างภาพที่ฝึกฝนการถ่ายภาพมาระยะหนึ่ง บางคนอาจมีอาชีพเป็นช่างภาพ บางคนอาจมีอาชีพอื่นที่ต้องถ่ายภาพจำนวนมาก ก็จะมีบางเวลาที่ไม่อยากจับกล้องตัวใหญ่ที่ใช้ทำงาน บางครั้งก็อยากได้กล้องตัวเล็กพกง่าย หยิบได้เร็ว เก็บได้เร็ว เอาไว้ถ่ายภาพในวันสบายๆ แต่วันสบายๆนั้นก็ต้องได้ภาพที่ดีซึ่งหมายถึงดีตามมาตรฐานระดับสูงของช่างภาพ ก็คืออยากได้กล้องเล็ก เบา และให้ภาพดีเหมือนกล้องโปรนั่นเอง
ในยุคสมัยของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่แสนเฟื่องฟู ตั้งแต่กล้องในโทรศัพท์คุณภาพดีเท่ากับกล้องคอมแพ็คหรือกล้องดิจิทัลตัวเล็กๆ กล้องคอมแพ็คก็โดนแย่งตลาดไป คนส่วนใหญ่ซื้อโทรศัพท์ราคาระดับกลางไปถึงสูงเพื่อให้มีกล้องคุณภาพดีอยู่ในโทรศัพท์และใช้แทนกล้องถ่ายภาพไปเลย พอตลาดมวลชนหันไปใช้โทรศัพท์แทน กล้องคอมแพ็คก็ทะยอยเลิกผลิตกันไป ถ้าเป็นสักห้าปีก่อน บางทีเรานึกไม่ออกเลยว่าจะมีกล้องคอมแพ็คดิจิทัลราคาย่อมเยาให้ซื้อหรือไม่ ตามร้านกล้องในห้างก็ไม่มีวางขายกล้องคอมแพ็คหลักพันบาทแล้ว เหลือแต่หลักหมื่นจนไปเป็นหลายๆหมื่น บางรุ่นก็เป็นแสน
ในอดีตผมมีความรู้สึกชอบกล้องคอมแพ็คที่เป็นกล้องฟิล์มอยู่หลายตัว Leica Minilux ก็เป็นกล้องคอมแพ็คใช้ฟิล์มของไลก้าที่ราคาไม่แพงเท่าตัวอื่นของยี่ห้อนี้ ก็มีไว้ใช้อยู่พักหนึ่ง ถ่ายเล่นพอสนุกๆแล้วก็วางเก็บไว้ ถือว่าเป็นกล้องฟิล์มที่มีขนาดตัวเล็กกว่ากล้องระดับโปร ตอนใช้งานก็หยิบขึ้นมากดถ่าย วัดแสงได้แม่นยำ ให้ภาพที่ดี แต่พอเข้าสู่ยุคฟิล์มแพงและการใช้งานต้องรอล้างฟิล์มและสแกนภาพหลายวันก็เลยไม่ค่อยได้ใช้อีก
กล้อง Contax T3 ก็เป็นกล้องฟิล์มตัวท๊อปตัวหนึ่ง ให้คุณภาพที่ดีมาก โฟกัสเร็วมาก วัดแสงแม่นมาก ใช้ถ่ายภาพอยู่หลายม้วน หลังๆก็ไม่ค่อยได้ใช้เพราะขี้เกียจรอเวลาส่งฟิล์มล้าง แถมระยะหลังฟิล์มราคาแพงจนไม่น่าคบ ก็เลยวางยาวไว้ในกระเป๋ากล้อง แทบไม่ได้แตะอีกเลย
Nikon L35AF เป็นกล้องคอมแพ็คค่ายญี่ปุ่นที่ออกแบบดี แข็งแรง และคุณภาพดีเช่นกัน เรื่องกล้องผมว่าญี่ปุ่นไม่เป็นรองเยอรมันเลย หามาใช้เพราะได้ข่าวว่าดี ลองใช้แล้วก็พบว่าดีจริงและราคาไม่แพงมาก ทั้งสามตัวที่กล่าวถึงก็จะมีรีวิวเขียนไว้ในเว็บนี้แล้ว ลองหาอ่านดูได้
กล้องคอมแพ็คใช้ฟิล์มที่กล่าวถึงนี้ใช้งานได้ดี แต่ก็มีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าล้างฟิล์มและการสแกนภาพ ปัจจัยกำหนดคุณภาพของภาพต้องคิดตั้งแต่เลือกฟิล์ม เลือกกล้องเลือกเลนส์ เลือกร้านล้างฟิล์มและสแกน กว่าจะได้ภาพที่ถูกใจต้องเสี่ยงวัดดวงกันหลายอย่าง สุดท้ายเมื่อได้ภาพมาก็ดูภาพสแกนในโทรศัพท์มือถือหรือไม่ก็ในคอมพิวเตอร์ แถมเอาไปโพสท์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คก็ส่งดิจิทัลไฟล์ออกไป แทบไม่ได้อัดขยายออกมาเป็นภาพบนกระดาษเลย
พอไม่คิดจะอัดภาพเป็นกระดาษก็เลยมองหากล้องดิจิทัลคอมแพ็คกันอีกครั้งในรอบสิบปี ผมเคยมีกล้องคอมแพ็คตัวเจ๋งอย่าง Fuji x100 ที่ราคาไม่ถูกเลย แต่ก็ใช้อยู่ปีกว่าก็ขายออกไปก่อน เพราะว่าโฟกัสช้า ไม่สามารถถ่ายภาพลูกที่กำลังหัดคลานหัดเดินได้ทัน กล้องดิจิทัลไม่ได้มีอายุการใช้งานนานเหมือนกล้องฟิล์ม เก็บไว้โดยไม่ได้ใช้ก็ดูเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก มาช่วงนี้ที่ไม่ต้องถ่ายภาพเด็กคลานและเดินแล้ว เพราะลูกโตเปลี่ยนเป็นวิ่งแทน ก็แทบจะเลิกใช้กล้องคอมแพ็คหรือกล้องฟิล์มถ่ายไปเลย ต้องเปลี่ยนไปใช้กล้อง DSLR แทนเพื่อให้ถ่ายภาพตอนเคลื่อนไหวเร็วๆได้ทัน ประกอบกับมีเรื่องของการถ่ายคลิปวิดีโอเพิ่มเข้ามาด้วย กล้องAction camera อย่าง gopro ที่ลงน้ำได้ด้วย ก็ต้องหามาใช้ประกอบกัน การหากล้องถ่ายภาพมาใช้อีกครั้งก็เลยคิดเผื่อความสามารถเรื่องการถ่ายวิดีโอเพิ่มเติม คืออยากได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอที่ดีในกล้องตัวเดียวกัน
ด้วยความชอบสีสันของภาพถ่ายที่มีลักษณะของฟิล์ม ทั้งโทนสีและโทนขาวดำของกล้องฟิล์มมีบุคลิกที่เด่นชัดและยากจะทำเลียนแบบด้วยคอมพิวเตอร์ การค้นหากล้องดิจิทัลที่ให้ภาพคล้ายฟิล์มเป็นเป้าหมายในใจช่างภาพยุคหัดถ่ายฟิล์มมายาวนานหลายปี บางครั้งก็ลองไปปรับแต่งตัวเลขสีในกล้องดิจิทัลทั้งกล้อง DSLR รวมถึงกล้อง mirrorless หลายตัวก็ยังไม่ถูกใจ แต่พอมีข่าวว่า sony ทำกล้องที่สามารถเลือกปรับสีให้ดูเพี้ยนคล้ายภาพจากฟิล์มได้ ก็เลยสนใจ และก็ติดตามอ่านมาเรื่อย จนเกิดเป็นรีวิวกล้อง Sony ZV-1F ตัวนี้
สั่งซื้อที่นี่ https://shope.ee/9eyuQHL1zl
ข้อมูลกล้อง
กล้องอนุกรม ZV ของ Sony เริ่มจาก ZV-1 เป็นกล้องคอมแพ็คเซ็นเซอร์ 1 นิ้ว มาสู่กล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ ZV-E10 เซ็นเซอร์ aps-c ต่อมาก็มี ZV-E1 ที่เป็นกล้องเปลี่ยนเลนส์ขนาดเซ็นเซอร์ Full frame แล้วก็มาสู่ กล้องคอมแพ็ค ZV-1F แล้วก็มาถึงกล้องคอมแพ็ค ZV-1 ii จุดเด่นของตัวกล้องกลุ่ม ZV ก็คือมีไมโครโฟนรับเสียงคุณภาพดี และมีลูกเล่นการโฟกัสสิ่งของหรือ Product show case ที่เอาไว้ใช้กับการ live ขายของ หยิบสินค้าชิ้นเล็กๆขึ้นมาโชว์แล้วกล้องสามารถโฟกัสไปที่สิ่งของแทนหน้าคนขายได้ จุดเด่นสองอย่างนี้ทำให้ ZV ทุกตัวได้รับความนิยมมาก
ZV-1F เป็นกล้องดิจิทัลคอมแพ็ค ติดเลนส์ฟิกซ์ 20f2 ซึ่งเป็นเลนส์เดี่ยวคุณภาพสูง รูรับแสงกว้าง เซ็นเซอร์รับภาพขนาด 1 นิ้ว เป็นขนาดที่ไม่เล็กมาก สามารถให้ภาพที่มีคุณภาพดีกว่าโทรศัพท์มือถือและกล้องคอมแพ็คทั่วไป การทำงานภายในกล้องถูกออกแบบมาให้เป็นกล้องที่ทำงานได้เร็ว โฟกัสแม่น และถ่ายวิดีโอได้สเป็คบิทเรทที่สูงมาก การออกแบบเป็นเลนส์ฟิกซ์ทำให้กล้องมีขนาดเล็ก เลนส์ติดกล้องไม่มีชิ้นส่วนยื่นเข้าออกตอนเปิดปิด ทำให้ลดโอกาสความเสียหายเรื่องสายแพรเสียหายในระยะยาว และพอไม่มีการยืดตัวของเลนส์ก็ทำให้มันมีขนาดกระทัดรัดที่สุดตอนทำงาน เหตุที่กังวลเรื่องสายแพรเพราะว่ากล้องคอมแพ็คที่มีเลนส์ยื่นเข้ายื่นออกได้จะมีอาการสายไฟในเลนส์เสียหาย ซึ่งกล้องคอมแพ็คฟิล์มที่เคยใช้มีปัญหานี้แทบทุกตัว แม้แต่เลนส์ซูมที่ใช้กับกล้อง DSLR ก็เคยมีปัญหาสายไฟในเลนส์ขาดเช่นกัน
ยังมีจุดเด่นด้านอื่นที่ทำให้กล้อง ZV-1F ตัวนี้น่าสนใจคือ ช่องเสียบสาย usb เป็นชนิด usb-c สามารถชาร์จไฟได้ด้วยทำให้เราไม่ต้องถอดแบตออกมาชาร์จข้างนอก สามารถเสียบชาร์จด้วย powerbank ได้ ซึ่งข้อนี้เป็นข้อดีมากๆ โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ เที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ จะมีประโยชน์โดยตรง
ยังมีลูกเล่นการปรับโทนสีภาพให้ดูสีสวยแปลกตาหลายแบบ อยู่ในเมนู creative look ทำให้เราสามารถปรับโทนสีของคลิปวิดีโอและภาพนิ่งได้ ซึ่งผมเลือกซื้อกล้องตัวนี้เพราะลูกเล่นการการปรับโทนสีโดยเฉพาะเลย
หลังจากเริ่มใช้งานมาหลายวันก็ทะยอยค้นพบข้อดีเพิ่มขึ้นทีละอย่าง เชื่อว่าทีมพัฒนาโซนี่น่าจะทำแบบสำรวจหรือขอข้อมูลจากผู้ใช้งานจำนวนมากจะปรับปรุงและใส่ลูกเล่นต่างๆมาในกล้องได้อย่างน่าประทับใจ เริ่มจาก
เลนส์ไวแสง 20 f2.0 เป็นเลนส์ที่เหมาะกับการถ่ายภาพในที่แสงน้อย ทำให้มันเหมาะกับการถ่ายภาพแทบทุกสถานการณ์ ประกอบกับการทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์รับแสงขนาดใหญ่ 1 นิ้ว กล้องที่ผลิตในยุคใหม่เป็นกล้องที่มีสัญญาณรบกวนต่ำกว่ากล้องสเป็คเดียวกันในอดีต คุณภาพของภาพตอนถ่ายในที่แสงน้อยจะดูดีกว่ากล้องเมื่อยี่สิบปีที่แล้วอย่างมาก
ปุ่มชัตเตอร์และปุ่มถ่ายวิดีโอเป็นปุ่มกดวางแยกกัน ไม่สับสนในการใช้งาน และการจัดวางปุ่มก็เลือกวางได้อย่างเข้าใจ การใช้งานระหว่างสองโหมดนี้ไม่สับสนเลย
ระหว่างที่กำลังเล็งจะถ่ายภาพนิ่ง หากเราอยากเปลี่ยนเป็นถ่ายวิดีโอเราก็กดปุ่มถ่ายวิดีโอ กล้องจะเริ่มบันทึกภาพวิดีโอเลย ตรงนี้เป็นการทำงานที่ไม่ต้องย้ายโหมด ไม่ต้องเปลี่ยนโหมด ไม่ต้องเข้าเมนูใดๆ เป็นความรวดเร็วที่ควรทำได้มาตั้งนานแล้ว แต่ก็เพิ่งพบกับกล้องรุ่นนี้
กล้องมีระบบดิจิทัลซูมที่ทำให้เลนส์ฟิกซ์ก็สามารถมีภาพขยายใหญ่เหมือนมีเลนส์ซูมได้ การทำดิจิทัลซูมก็คล้ายกับการคร็อปภาพ ซึ่งหากเลนส์มีคุณภาพ การคร็อปภาพก็จะเหมือนเลนส์มีทางยาวโฟกัสเพิ่มขึ้นนั่นเอง จากเลนส์ 20มม. ก็จะกลายเป็นเลนส์ 40มม. ในทางปฏิบัติแม้จะเป็นการคร็อปภาพ แต่การคร็อปภาพจากภาพที่ใหญ่มาก ก็ยังคงให้ภาพขนาดกลางที่มีคุณภาพอยู่ sony ออกแบบให้ขยายภาพหรือซูมได้ถึง 4เท่า ซึ่งภาพที่คร็อป4เท่า ก็ยังพอใช้งานได้
ซ้อมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่สนามฟุตบอล
ระบบการซูมดิจิทัลสามารถตั้งค่าความเร็วในการซูมได้ เราสามารถค่อยๆซูมเข้าไปช้าๆที่ตัวบุคคลเพื่อสร้างมุมมองภาพเหมือนการถ่ายทำสารคดีหรือถ่ายหนัง การซูมอย่างนุ่มนวลให้ภาพวิดีโอที่สวยงามนุ่มนวลไม่กระตุก ลูกเล่นการซูมนี้ช่วยทำให้การถ่ายคลิปวิดีโอเป็นเรื่องสนุก เรามีตัวเลือกซูมช้า ปานกลาง และเร็ว รวมถึงมีปุ่มบนหน้าจอที่ 1x 2x 4x ให้เลือกด้วย กดแล้วได้ระยะซูมที่ต้องการทันทีไม่ต้องรอ ระบบการซูมดิจิทัลแบบนี้ใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาพเคลื่อนไหวที่น่าดูได้
การที่กล้องมีจอภาพแบบ flip สามารถกางออกมาดูในมุมมองอื่นได้ ทำให้เราสามารถถ่ายภาพเงย หรือก้ม หรือมุมมองแปลกๆได้ ซึ่งกล้อง DSLR ในอดีตการจะถ่ายมุมมองก้มลงอย่างแม่นยำ ก็อาจจะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเพิ่ม แต่จอภาพแบบ flip ทำให้การถ่ายภาพทุกองศาการถือกล้องเป็นเรื่องง่าย จัดวางกล้องได้อิสระมาก
ภาพขาวดำตั้งค่าจากในกล้องเลย ปรับแต่งค่าคอนทราสต์นิดหน่อย เราก็จะได้ภาพขาวดำที่ให้โทนสีดำที่ลึก เข้มข้น เป็นแนวทางใกล้เคียงกับการทำงานขาวดำด้วยฟิล์ม ใกล้เคียงกับการอัดขยายภาพขาวดำบนกระดาษ สไตล์สีขาวดำที่สวยงามต้องเกิดกับคนที่เคยมองภาพขาวดำบนกระดาษอัดภาพจริงๆถึงจะบอกได้ว่าขาวดำแท้จริงเป็นอย่างไร ในอดีตยังไม่เคยมีกล้องดิจิทัลที่ทำภาพขาวดำได้ใกล้เคียงเลย มีตัวนี้แหละที่ดูใกล้ขึ้น และพอยอมรับได้ (ผมยังไม่เคยใช้ Leica monochrome)
การถ่ายภาพสีในสถานที่ที่แสงไม่แรงมาก หรือแดดไม่จัด หรือถ่ายในที่ร่ม ภาพจะมีความนุ่มนวลโดยธรรมชาติ และหากรวมกับการปรับแต่งฟิลเตอร์สีที่กล้องมีมาให้ ก็จะทำให้เราได้ภาพคล้ายกับงานที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม
ภาพขาวดำที่สวยคือภาพที่มีโทนสีขาว เทา ดำ ครบ และส่วนสีดำที่สุดมีความดำที่ดำสนิท ในทางเทคนิคคือภาพมีคอนทราสต์สูง มีส่วนขาวสุดและส่วนดำสุด แต่โทนเทาจะต้องต่อเนื่องคือไล่อ่อนไปเข้มได้นุ่มนวล
โหมดสีแบบฟิล์มกลายเป็นโหมดที่ปรับแต่งทิ้งไว้และใช้โหมดนี้ถ่ายภาพเกือบตลอดเวลา เพราะสไตล์สีแบบฟิล์มเป็นสีที่น่ามอง ดูมีเสน่ห์เมื่อเป็นภาพถ่าย ไม่แปลกใจที่จะมีคนชอบภาพสไตล์อินสตาแกรม หรือ มีคนชอบการปรับสีของ app VSCO ซึ่งโซนี่ก็เอาใจเต็มที่ด้วยการใส่โทนสีพิเศษแนวนี้เข้ามาให้เลือกใช้
สิ่งที่ชอบอีกอย่างก็คือระบบ app ที่ทำงานได้รวดเร็ว เชื่อมต่อง่าย สามารถใช้ app เพื่อโหลดไฟล์ได้สะดวก แถมยังมีระบบเก็บภาพบน cloud ให้ใช้ด้วยอีกขนาด 25Gb ซึ่งพอจะใช้เป็นที่แบ็คอัพภาพนิ่งได้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าระบบ app ที่เชื่อมต่อกับ cloud จะมีปัญหาในภายหลังไหม เพราะระบบอื่นๆจากประสบการณ์ที่เคยใช้มา ส่วนที่เป็น cloud มักจะทำงานดีเมื่อปีแรก และเมื่อเริ่มไม่ได้รับความนิยมของระบบบน cloud ก็มักจะหายไป
ข้อจำกัด หรือ อาจจะเรียกว่าเป็นข้อเสียก็ได้
กล้องตัวนี้มีข้อดีเยอะ ขณะเดียวกับก็มีข้อจำกัดที่เยอะเช่นกัน การจะเลือกใช้กล้องตัวนี้ควรจะรู้ว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้าง
ด้วยความที่เป็นเซอร์เซอร์ไม่ได้ใหญ่เท่ากับ Full flame หรือเทียบกับ aps-c ก็ยังถือว่าเล็กกว่า มันทำให้กล้องมีสัญญาณรบกวนที่สูงเมื่อเทียบกับเซ็นเซอร์ที่ใหญ่กว่า ผลก็คือภาพจะไม่เนียนใสในแบบที่เคยได้จากกล้อง Fullframe ถ้าเราเทียบกับมุมใกล้เคียงกัน ZV-1F กับกล้อง aps-c เราก็จะเห็นว่าสัญญาณรบกวนของ ZV-1F มีเยอะกว่าอย่างชัดเจน
มุมรับภาพของเลนส์ 20mm เทียบเท่า Fullflame ทำให้มันเป็นเลนส์ไวด์หรือเลนส์มุมกว้าง เหมาะกับการถ่ายภาพวิว และถ่ายคลิปวิดีโอเสียมากกว่า การเอาไปถ่ายภาพบุคคล ภาพครึ่งตัวแนวพอร์ตเทรดติดฝาบ้าน หรือภาพเฮดช็อตเน้นใบหน้าและไหล่จะไม่เหมาะเพราะเป็นมุมที่ไม่สวย ถ้าต้องการภาพบุคคลอย่างจริงจังควรไปใช้เลนส์ Tele หรือ 85มม. บนกล้อง Fullflame ไปเลยจะเหมาะกับงานมากกว่า
ZV-1F ถ่ายภาพนิ่งได้เป็น jpg เท่านั้น ไม่มีโหมดไฟล์ raw มาให้ใช้ ทำให้เราหมดโอกาสการปรับแต่งในภายหลังอย่างยืดหยุ่น หากเราชินกับการถ่ายภาพที่ผิดพลาดได้บ้าง หรือ ยังลังเลใจในการแต่งภาพ อยากเลือกโทนสีในภายหลัง เราจะอยากถ่ายเป็น raw ซึ่ง ZV-1F ไม่มี บางคนจะไม่ชอบต้องปรับตัวพอสมควร การมาใช้กล้องที่ถ่ายได้แต่ไฟล์ jpg อย่างเดียวจะบังคับให้เราเลือกสไตล์สีตั้งแต่ตอนถ่าย ซึ่งก็ไม่ได้แย่หากเทียบกับการใช้ฟิล์ม เพราะการเลือกสไตล์สีก็เหมือนการเลือกยี่ห้อฟิล์ม เราเพียงแค่ต้องถ่ายโดยวัดแสงอย่างแม่นยำด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องปรับแต่งหลังถ่ายอีก เนื่องจากแก้ไขความสว่างของภาพและสีกับไฟล์ jpg ทำได้ไม่มาก และยิ่งแก้ไขก็ยิ่งสูญเสียรายละเอียดของไฟล์
การถ่ายสิ่งของหรือสินค้าแบบจัดฉากหรือจัดไฟถ่ายจะค่อนข้างลำบาก เพราะเลนส์เป็นเลนส์ไวด์ แม้จะเข้าใกล้วัตถุได้ แต่ก็จะมีสัดส่วนความเพี้ยนสูง ช่างภาพแนวสินค้าหรือโฆษณามักจะไม่ใช้เลนส์มุมกว้าง เลนส์มาโครระดับโปรจะเป็นเลนส์ทางยาวโฟกัสเยอะหรืออยู่ในระยะ Tele กันทั้งสิ้น ส่วนมากเลนส์มาโครจะมีระยะประมาณ 100มม.
อีกข้อหนึ่งที่เป็นข้อเสียที่ใหญ่หลวงเลยก็คือ กล้องมีความเร็วชัตเตอร์ช้าสุดแค่ 1/4 วินาที คือเปิดหน้ากล้องนานกว่านี้ไม่ได้ แค่ 1 วินาทีก็ยังทำไม่ได้ จุดนี้ช็อคพอสมควรเลย การเปิดชัตเตอร์นานไม่ได้มันจะทำให้เราไม่สามารถถ่ายภาพ ด้วยเทคนิค long exposure การจะเอาไปถ่ายพลุเป็นเส้นทำไม่ได้ เอาไปถ่ายไฟรถยนต์ที่วิ่งเป็นเส้นทำไม่ได้ เอาไปถ่ายน้ำตกให้สายน้ำนุ่มๆ เปิดหน้ากล้องนานๆก็ทำไม่ได้ มีเทคนิคการถ่ายภาพอีกหลายอย่างที่ต้องเปิดหน้ากล้องนานๆหลายวินาที น่าเสียดายมากที่ ZV-1F จะทำไม่ได้ ขนาดกล้องคอมแพ็คฟิล์มตัวอื่นในอดีตที่เคยผ่านมาบางตัวยังถ่ายได้ที่ 4 วินาที หรือ 8 วินาที
การกดล๊อคค่าแสงหรือ Ae lock หาไม่เจอในเมนูปกติ มันถูกซ่อนอยู่ด้านไหนเมนู ต้องตั้งค่าให้ปุ่มคัสต้อมเพื่อใช้คำสั่ง Ae lock ซึ่งกว่าจะค้นหาจนเจอ ผมต้องพยายามหาอยู่หลายครั้งและเรียนรู้การตั้งค่าปุ่มคัสต้อม ใช้กล้องมาเป็นเดือน บอกตรงๆว่ายังตั้งค่าปุ่ม ตั้งค่าเมนูส่วนตัวในกล้องยังไม่เป็นเลย
สรุป
กล้อง Sony ZV-1F เป็นกล้องคอมแพ็คที่มีเลนส์ 20มม. ไวแสง เลนส์คุณภาพสูงมาก ให้ภาพใสกริ๊ง สามารถถ่ายภาพได้เหมือนตาเห็น สามารถใส่สีให้ดูคล้ายโทนภาพจากฟิล์ม ใช้ถ่ายวิดีโอได้คล่องตัว ใส่สีสันในวิดีโอให้ดูเป็นหนังอาร์ตได้ไม่ยาก จบหลังกล้องได้ไม่ต้องไปย้อมสีในโปรแกรมตัดต่อ แต่ก็มีลูกเล่นที่บันทึกไฟล์สำหรับตัดต่อได้แบบโปรด้วย ใช้เป็นกล้องไลฟ์ขายของแสดงสินค้าตัวเล็กๆแล้วกล้องโฟกัสสินค้าเล็กๆได้ นับว่าเป็นกล้องสารพัดประโยชน์ที่ราคาไม่แพงเลย
ไปดูตัวอย่างภาพจากกล้อง ZV-1F เพิ่มเติมได้ที่นี่
สนใจสั่งซื้อได้ที่นี่ https://shope.ee/5V7Q4wN5Mx
หรือที่นี่ https://shope.ee/9eyuQHL1zl
รีวิวเครื่องพิมพ์ Ricoh Sp220nw และหมึกเติม
เครื่องพิมพ์เลเซอร์ปริ๊นเตอร์ราคาประหยัด ผมซื้อเครื่องนี้มาหลายปีแล้ว และก็เพิ่งรู้ว่าไม่ได้รีวิวไว้เลย จังหวะวันนี้หมึกหมดจนเครื่องไม่ทำงาน เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ตัวนี้พร้อมกับหาหมึกราคาถูกมาใช้ เลยรีวิวเก็บไว้อ่าน แม้จะช้าไปหลายปี แต่ก็เชื่อว่าจะมีประโยชน์กับคนที่ใช้เครื่องพิมพ์รุ่นนี้
Ricoh SP220nw เป็นเครื่องพิมพ์เลเซอร์หมึกดำ ความเร็ว 23 แผ่นต่อนาที ราคาประหยัดมาก ผมจำราคาไม่ได้ว่าเท่าไหร่ รู้แค่ว่าประมาณพันกว่าบาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ถูกมากสำหรับเครื่องพิมพ์ที่มีความสามารถระดับนี้ เพราะในอดีตยี่สิบกว่าปีก่อน ผมซื้อเครื่องพิมพ์เลเซอร์ปริ๊นเตอร์ตัวแรกราคาหมื่นสองพันบาท เป็นเลเซอร์ขาวดำเหมือนกัน ความเร็วหกแผ่นต่อนาที โดยตอนนั้นทองคำราคาประมาณบาทละห้าพันเท่านั้น
สเป็คเครื่องพิมพ์เลเซอร์ Ricoh SP220Nw
- ความละเอียดในการพิมพ์งาน 1,200 × 600 dpi.
- ความเร็วในการพิมพ์ 23 แผ่น/นาที
- การเชื่อมต่อ USB 2.0, 10BASE-T/100BASE-TX Ethernet, IEEE802.11 b/g/n.
- ภาษาเครื่อง GDI.
- หน่วยความจำ 128 MB.
- รองรับ Windows, Mac OS, Linux, iOS, Android.
- ขนาดสินค้า (กว้าง x ลึก x สูง ) : 40 × 36 x 16.5 ซม.
- น้ำหนัก 7 กก.
ดูจากสเป็คก็ต้องบอกว่าเครื่องพิมพ์ตัวนี้มีการเชื่อมต่อครบทุกชนิดที่อ๊อฟฟิศสำนักงานหรือบ้านคนจะต้องใช้งาน เรียกได้ว่ายกเข้าบ้านไหนตึกไหนก็เชื่อมต่อเข้ากับการทำงานของทุกที่ได้แน่นอน จะขาดก็เพียงอย่างเดียวที่ไม่สามารถเสียบ usb หรือ เมมโมรี่การ์ดแล้วสั่งพิมพ์รูปโดยตรงเท่านั้น ซึ่งเครื่องพิมพ์สำนักงานในโลกนี้ก็ไม่มีใครที่มีลูกเล่นนี้อยุ่แล้ว มีแต่เครื่องพิมพ์ภาพถ่ายที่อยู่ในเครื่องพิมพ์พกพาที่รองรับระบบนี้
ตอนที่ได้เครื่องมาก็พิมพ์ข้อมูลไปได้หลายร้อยแผ่นหมึกก็หมด เลยต้องหาหมึกมาใส่ ตลับหมึกของเครื่องพิมพ์ตัวนี้จะประกอบไปด้วยโทนเนอร์และดรัม โดยโทนเนอร์คือผงหมึก และดรัมคือหน่วยสร้างภาพเป็นลูกกลิ้งยาง ทั้งสองอย่างนี้อยู่รวมกันในตลับเดียวกัน ดังนั้น การซื้อหมึกก็คือการซื้อโทนเนอร์พร้อมดรัมตัวใหม่นั่นเอง
หมึกตลับแท้ผมไม่รู้ราคาป้ายว่าขายเท่าไหร่ ผมเคยเห็นในห้างขายยี่ห้ออื่นที่ใช้แทนกันได้ในราคา 1200 บาท สามารถพิมพ์เอกสารได้ประมาณ2000 แผ่น แต่ผมรู้สึกว่าเครื่องพิมพ์ราคาถูกมาก ตลับหมึกก็ควรจะราคาต่ำกว่า 50 % ของราคาเครื่องใหม่ ก็เลยอยากได้ของที่ราคาไม่เกิน750 บาท เพราะผมเดาว่าเครื่องพิมพ์ราคา 1500 บาท
ค้นหาในเน็ต ในเว็บช็อปปิ้งต่างๆ พบข้อมูลเต็มไปหมด ตลับหมึก sp200 ที่จะใช้กับเครื่องพิมพ์ sp220nw ตัวนี้ผมพบราคาตั้งแต่ 350 ไปถึง พันกว่าบาท เลยลองเสี่ยงซื้อรุ่นถูกราคา350 บาทดู แล้วก็พบว่ายี่ห้อนี้ใช้งานได้ดี การซื้อหมึกเติมคือการซื้อในปี 2021 ราคาปัจจุบันปี 2024 มีการปรับขึ้นไปแล้ว
Product details of SP200 / S200 / P200 / 200 / สีดำ / 2600 แผ่น / 1 ตลับ / ตลับหมึกเลเซอร์
สเป็คของตลับหมึก(ดรัมพร้อมโทนเนอร์)เป็นดังนี้
- SP200 / S200 / P200 / 200 / สีดำ / 2600 แผ่น / 1 ตลับ / ตลับหมึกเลเซอร์ LASER TONER FOR Ricoh SP202 SP210 SP200Q SP201Q SP210Q SP201 SP220NW SP220SFNW SP201N/SP201NW P203S SP204SF8 SP204SFN SP204SFNW
- ตลับหมึก สีดำ
- ไม่ใช่สินค้าREMANUที่นำตลับที่ผ่านการใช้งานมาแล้วมารีไซเคิลใหม่ แต่เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นใหม่ 100%
- ช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ได้ถึง 30%-70%
- ตลับหมึกห่อหุ้มชั้นนอกด้วยบับเบิ้ลกันกระแทก และห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกปิดผนึก
ร้านขายหมึกเติมก็มีวิธีเติมหมึกในตลับเดิมเหมือนกัน โดยการซื้อผงหมึกเป็นขวดแล้วมาเทใส่ตลับเลย การเติมแต่หมึกจะทำให้เราใช้ตลับเดิม ซึ่งก็อาจจะมีผลเสียในแง่ดรัมหรือตัวสร้างภาพจะไม่ได้โดยเปลี่ยน ถ้าดรัมตัวเดิมเริ่มมีปัญหาเราก็จะไม่ได้คุณภาพที่ดี ราคาตลับที่มาทั้งหมึกและดรัมก็ไม่ได้แพงมาก คิดว่าเปลี่ยนทั้งตลับน่าจะดีกว่า
และอีกเรื่องหนึ่งก็คือที่ตลับจะมีชิปประมวลผล เป็นแผ่นวงจรอิเล็คทรอนิกส์ที่เอาไว้ป้องกันการใช้ของเทียม ของเทียบ หรือ เอาไว้นับเวลาเพื่อแสดงสถานะหมึกหมด ชิปตัวนี้ถ้าไม่ได้เป็นชิปใหม่จากตลับใหม่ เช่นเป็นชิปตัวเดิม อาจจะสั่งการให้เครื่องไม่ทำงานก็ได้ เพราะผู้ผลิตเลือกใช้วิธีนี้ป้องกันการเติมหนึก หรือทำให้ลูกค้าจำเป็นต้องซื้อของแท้จากยี่ห้อโดยตรง การใช้ตลับเทียบราคาไม่แพง เราจะได้ชิปตัวใหม่ติดตลับมาด้วย ผมไม่แน่ใจว่าผู้ผลิตอื่นที่ไม่ใช่ยี่ห้อเขาได้ชิปมาจากไหน แต่ตัวเดิมที่เคยซื้อเปลี่ยนก็มาพร้อมชิปติดตลับมาทำให้เราได้เปลี่ยนชิปไปด้วย
แล้วเวลาก็ผ่านมาถึงปี 2024 เครื่องพิมพ์ยังทำงานได้ แต่หมึกหมด โปรแกรม smart monitor ของ Ricoh แจ้งว่าหมึกเหลือน้อยมาก นับรวมแล้วเครื่องพิมพ์ขึ้นสถานะนับจำนวนหน้าที่พิมพ์ไปแล้วไว้ที่ 1529 หน้า ตอนนี้เครื่องหยุดทำงานเป็นระยะๆ พอมีงานด่วนอยากพิมพ์ก็พิมพ์ไม่ได้ เลยเป็นที่มาของการหาหมึกเติมอีกครั้ง เลยมาบันทึกและเขียนไว้ในนี้
หาข้อมูลแล้วก็สั่งซื้อ ปีนี้ 2024 ผมหาข้อมูลได้ราคา 375 บาท ก็ได้สั่งไปแล้ว รอของมาส่ง
ทีแรกผมหาลิงค์เดิมร้านเดิมที่เคยซื้อหมึกเติมไม่พบ เลยลองไปซื้อกับร้านใหม่ เป็นหมึกที่ใส่เครื่องพิมพ์ได้แต่คนละยี่ห้อ กล่องก็คนละแบบ ได้มาก็ทดลองใช้แล้วก็เกิดปัญหา หมึกมีอาการรั่ว ทำให้กระดาษมีรอยเปื้อนหมึกเป็นดวงๆกลางกระดาษ และดูท่างทางจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ เลยหยุดการใช้งาน ถอดตลับหมึกออก แล้วสั่งซื้อใหม่
คราวนี้พยายามหาข้อมูลเก่าว่าซื้อร้านไหน แล้วก็ตามไปสั่งซื้ออีกครั้ง และครั้งนี้หมึกมาส่งถึงบ้านแล้วก็ทดลองใช้ ก็พบว่าใช้งานได้ดี ดังนั้น ใครจะเลือกใช้หมึกเติม ควรจะเลือกร้านที่ดีไว้ก่อน หรือเลือกร้านเดิมไปเลยก็ได้
note
ถ้าเครื่องพิมพ์มีปัญหาลองอ่านลิงค์ด้านล่างนี้
https://pantip.com/topic/37829845
ถ้าเครื่องพิมพ์ไม่รับคำสั่งและมีแสดงผลไฟ 2 ดวงล่างคู่กัน ให้ลองแก้ไขตามนี้
1. Control Panel ——> Devices and Printers
2. คลิกขวาที่ Printer ที่ต้องการ ——>Printer Properties
3. คลิกที่ปุ่ม Preferences… ด้านล่าง
4. คลิกที่ปุ่ม Smart Organizeing Monitor…
5. เลือกแถบ User Tools ——>คลิกปุ่ม Printer Configulation
6. Access Code : Admin074 —> คลิก OK
7. เลือกแถบ SP Mode 1 ——> เลือกปุ่ม Reset Fusing Unit SC —-> คลิก OK
—————————–END—————————
Testimonial จากลูกค้า
ตัวอย่าง testimonial จากลูกค้าที่ใช้บริการงานโรงพิมพ์ เวลาที่เรารับทำงานเราใส่ความตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่เหมือนเป็นงานของตัวเอง ทำงานกับลูกค้าราวกับว่าเราเป็นคนในบริษัทของลูกค้า เพราะลูกค้าเชื่อใจเราก็ต้องพยายามที่จะจบงานอย่างเรียบร้อยและทันเวลา
งานที่ต้องการความเร่งด่วน เราจะแนะนำวิธีการทำให้รวดเร็ว การเตรียมข้อมูลดิบอย่างไรให้ส่งไปทำต่อในโรงพิมพ์ได้ทันทีโดยใช้เวลาน้อย การเลือกเทคนิคการพิมพ์แบบใด จบงานพิมพ์ในรูปแบบใด จะประหยัดเวลาที่สุด และเมื่อเริ่มงานแล้วเราก็เฝ้าติดตามทุกขั้นตอนงานพิมพ์เพื่อป้องกันความผิดพลาด งานจะได้เสร็จทันกำหนด
บางงานเราก็นำเสนอไอเดียน่ารัก ทำงานพิมพ์คัสต้อม ลูกค้าอยากได้ความแตกต่าง เราก็ทดลองทำทุกไอเดียที่น่าจะผลิตได้ ทดลองทำจนจบขั้นตอน ทดลองให้เจ้าของงานได้หยิบ ได้จับ ได้ทดลองใช้ เมื่อแน่ใจในชิ้นงานแล้วก็เริ่มผลิต งานที่ส่งมอบ จะตรงวัตถุประสงค์อย่างแน่นอน
งานพิมพ์เกือบทุกชนิดสามารถพิมพ์ได้ตามจินตนาการของลูกค้า อะไรก็เป็นไปได้ แต่ถ้าเรามีข้อจำกัดในด้านงบประมาณ เราก็ต้องให้โจทย์กับโรงพิมพ์เพื่อให้เลือกวิธีผลิตที่จำกัดงบ หรือถ้างานมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลา การขอให้โรงพิมพ์แนะนำวิธีการที่เร็วที่สุดสำหรับการมีงานพิมพ์ไปใช้ก็เป็นเรื่องที่ควรทำ โรงพิมพ์ที่ชำนาญและมีประสบการ์ณที่ยาวนานจะสามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้
รีวิวเลนส์ canon ef85 f1.8 ถูกและดีของจริง
เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นนักถ่ายภาพ เราก็จะมีการถ่ายภาพหลากหลายแนว ทั้งภาพวิว ภาพสัตว์ สิ่งของ และภาพบุคคล ซึ่งสิ่งที่จะถ่ายนั้นจะนำมาซึ่งวิธีคิดและการเลือกใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเลนส์ที่จะใช้ หากเน้นไปที่การถ่ายภาพบุคคลก็จะมีเลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับการถ่ายภาพคนโดยเฉพาะ
การเลือกใช้เลนส์สำหรับการถ่ายภาพบุคคล ในวงการถ่ายภาพจะใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสประมาณ 85 – 135มม. ซึ่งเลนส์ 85มม ตัวที่จะแนะนำนี้เป็นเลนส์ถ่ายภาพบุคคลราคาไม่แพง และยิ่งหากเป็นของมือสองก็ยิ่งราคาลดลงไปเหลือแค่ครึ่งราคา นั่นคือเลนส์ canon EF85 f1.8 เลนส์สำหรับกล้อง SLR และ DSLR
เลนส์ตัวนี้มีรูรับแสงกว้างสุดอยู่ที่ f1.8 ถือว่าเป็นเลนส์ไวแสงตัวหนึ่ง ทำให้การใช้งานทำได้ง่าย เหมาะกับการถ่ายภาพในที่แสงน้อย จะถ่ายภาพคนในที่ร่ม ในบ้าน ในตึก จะมีโอกาสได้ภาพจากแสงธรรมชาติหรือแสงจริงที่เกิดขึ้น เรามีโอกาสได้ภาพเหมือนตาเห็น รูรับแสงกว้างระดับ f1.8 สามารถใช้มือถือกล้องตรงๆโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ยิ่งกล้องรุ่นใหม่ๆสามารถเลือกใช้ค่าความไวแสงหรือ iso ได้สูงมากทำให้เลนส์ f1.8 ตัวนี้ยิ่งถ่ายภาพได้แทบจะทุกสภาพแสง และมุมมองของเลนส์ 85มม. ก็จะให้ภาพที่มีสัดส่วนสมจริง ความเพี้ยนต่ำ จึงนิยมใช้ถ่ายภาพบุคคลเป็นอย่างมาก และถ้าใช้ระยะถ่ายภาพตัวผู้ใหญ่ประมาณครึ่งตัว หรือภาพเด็กเล็กเต็มตัวก็จะได้ภาพที่สัดส่วนดูสมจริง ใกล้เคียงกับการมองจริง ใช้ถ่ายทอดความเที่ยงตรงของวัตถุได้
การใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างจะมีบุคลิกของภาพที่เด่นชัดในด้านระยะชัดที่ไม่มาก หรือชัดตื้นนั่นเอง การถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอมักทำให้ภาพถ่ายดูสวยงาม ตัวแบบที่เป็นจุดสนใจจะชัดตามคุณภาพความคมของเลนส์ ขณะที่ฉากหลังมีความเบลอช่วยขับให้ภาพดูสวย เมื่อเราใช้ถ่ายภาพคนเราจะได้ลักษณะภาพที่ดูนุ่มนวล ภาพถ่ายแนวนี้จะเหมาะกับการถ่ายในสภาพแสงธรรมชาติ
ภาพเด็กในห้องนอนก็เป็นตัวอย่างที่ดีในด้านความไวแสง ตอนกลางวันแสงในห้องนอนจะมาจากหน้าต่างที่กำแพง เราเปิดผ้าม่านให้แสงเข้าจนดูสวยงามสบายตา แล้วเราก็หยิบกล้องพร้อมเลนส์ f1.8 ขึ้นมาถ่าย เลือกใช้รูรับแสงกว้างสุดเราก็จะได้ภาพเหมือนตาเห็น พร้อมกับจุดเด่นที่เราโฟกัส และมีความเบลอของฉากหลังช่วยขับให้ตัวแบบโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
สภาพแสงที่ทำให้ภาพจากเลนส์ 85f1.8 ให้ภาพที่สวยที่สุดในความคิดผมก็คือคือมีความสว่างแต่ไม่มีแดด อย่างการถ่ายภาพในที่ร่มหรือไม่มีแดดโดยตรงแต่ไม่มืด ภาพเด็กยืนเป็นกลุ่มนอกอาคาร เป็นสภาพแสงตอนเย็นที่ยังสว่างอยู่ สภาพแสงแบบนี้ถ้าใช้เลนส์ไวแสงมาถ่ายภาพจะได้แสงเหมือนตาเห็น และได้ความนุ่มนวลในภาพยิ่งกว่าการถ่ายตอนโดนแสงแดด
การถ่ายภาพภายในบ้าน จะเป็นสภาพที่ไม่มีแสงแดดอยู่แล้ว และหากบ้านมีความสว่างเพียงพอจากไฟประดับภายใน เราใช้เลนส์ไวแสงมาถ่ายเราก็จะได้ภาพที่ได้สีสันและความสว่างเหมือนตาเห็น รูรับแสงกว้างทำให้ระยะชัดมีเพียงเล็กน้อย คนที่อยู่ในจุดโฟกัสจะชัด และมีฉากหลังที่เบลอ สร้างความสวยงามให้กับภาพได้ดี
ภาพคนในสถานที่ช็อปปิ้งภายนอกอาคาร ภาพมีความสว่างแต่ไม่โดนแดดโดยตรง ภาพจะสวย ดูนุ่มนวล ใช้ถ่ายภาพผู้หญิงก็ดูสวยขึ้น ใช้ถ่ายภาพเด็กก็ดูน่ารักขึ้น และสิ่งที่เป็นบุคลิกเด่นของเลนส์ Canon เกรดโปรก็คือภาพจะมีความหวานใส สีผิวคนจะดูเด่น สีสวยมาก และเลนส์ Ef85f1.8 ตัวนี้มีคุณภาพในระดับโปรเช่นกัน
นอกจากเลนส์ระยะ 85มม ที่นิยมใช้ถ่ายภาพบุคคลแล้วก็ยังมีเลนส์ซูม 70-200 มม. f2.8 ที่ใช้กับภาพคนได้ดีเช่นกัน แต่เลนส์ซูมก็ขนาดใหญ่ น้ำหนักเยอะ ทำให้การพกพาเป็นเรื่องยาก กระเป๋ากล้องที่จะใส่กล้องและเลนส์เทเลซูมก็จะต้องใหญ่และหนักยิ่งขึ้น การใช้ 85f1.8 จะได้ของเล็กน้ำหนักเบากว่ากันมาก ยิ่งกล้องเบายิ่งทำให้เราอยากพกพา จะยิ่งทำให้เรามีโอกาสได้ภาพมากยิ่งขึ้น
เลนส์ EF85f1.8 เคยมีราคาเปิดตัวเมื่อหลายปีก่อนประมาณ หมื่นกลางๆ และราคามือสองของเลนส์ตัวนี้ที่อายุการใช้งานประมาณ 5-10 ปี ก็จะอยู่ที่ประมาณ 7000-8000 บาท ถือว่าเป็นเลนส์ที่มีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ในระดับราคานี้ เพราะไม่มีของในระดับราคาหมื่นบาทที่จะให้คุณภาพของภาพที่คมชัดและไวแสงถ่ายภาพได้เหมือนตาเห็นแบบนี้ กล้องยุคใหม่พัฒนาไปสู่ระบบของ mirrorless แต่เลนส์ยุคเก่าก็ยังถูกใช้งานได้เรื่อยๆ ใช้ได้กับกล้องเก่า และกล้องใหม่ผ่านตัวแปลงเม้าส์เลนส์ คนใช้กล้อง Canon ถ้าจะหาของดีราคาถูกใช้ก็แนะนำให้ซื้อ EF85f1.8 ตัวนี้ไว้ได้เลย ถูกและดีคือคำจำกัดความของมัน
เปลี่ยนแบตฮอนด้าฟรีด 2567 หลักกิโล 315079
เปลี่ยนแบตวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 หลักกิโล 315079 กม.
วันนี้ตอนเช้าก่อนออกจากบ้านก็เกิดอาการสตาร์ทรถไม่ติด มีเสียงแต๊กๆๆๆๆๆ ตอนบิดกุญแจ แต่ประตูไฟฟ้ายังใช้งานได้ ระบบไฟในรถปกติ คาดว่าเป็นอาการไฟพร่องหรือแรงดันไม่พอ พอเอารถคันอื่นมาพ่วงสายไฟเพื่อสตาร์ทก็ติดปกติ และขับไปทำงานได้ ถึงที่ทำงานก็ลองดับเครื่องแล้วอีก 2 ชม. มาสตาร์ทใหม่ ก็ยังสตาร์ทได้ แต่ดูจากประวัติการเปลี่ยนแบตแล้ว ล่าสุดเปลี่ยนไปเมื่อปี 2020 นับเวลาแล้ว 3ปีกว่า ระยะทางใช้งานจากการเปลี่ยนครั้งที่แล้วเพิ่มขึ้นมา 61700 กิโลเมตร ก็เลยตัดใจเปลี่ยนดีกว่า
การพ่วงสตาร์ทก็ต้องหันรถเข้าหากัน การจอดรถในบ้านก็ควรจะจดในมุมที่สามารถนำรถคันอื่นมาพ่วงสายได้ บางครั้งที่เน้นความสะดวกเราจะจอดรถหันหน้าเข้ากำแพงจะทำให้การพ่วงสตาร์ททำไม่ได้เลย ส่วนสายพ่วงที่นำมาใช้ก็ควรจะเป็นสายขนาดใหญ่มากๆ เคยซื้อสายพ่วงเส้นเล็กมาใช้แล้วปรากฏว่าสตาร์ทไม่ได้ ทำให้ต้องเสียเงินซื้อสายซ้ำอีกที ใครจะเลือกซื้อสายห้ามดูจากภาพถ่ายเด็ดขาด ควรไปจับด้วยมือตัวเอง เห็นด้วยตาตัวเองว่าเป็นเส้นใหญ่จริงๆแล้วค่อยซื้อ
โทรไปหาร้านเดิมที่เคยอุดหนุน ถามราคา แจ้งตำแหน่งที่จอดรถรอ พบว่าแบตรุ่นเดิมเคยจ่าย 1700 บาท มาปีนี้กลายเป็น 2000 บาทไปแล้ว ตกใจกับราคาที่ขึ้น แต่ก็คิดว่าคนทำการค้าก็คงต้องมีกำไร ต้นทุนแพงก็ต้องไปบวกราคาขาย เข้าใจในกลไกราคา แม้เวลาที่ไปอ่านในเฟสบุ๊คจะไปพบว่ามีคนจ่ายถูกกว่าบ้าง ก็ทำใจช่างมัน คิดเสียว่าเราก็อุดหนุนคนที่บริการดีก็แล้วกัน อีกอย่าง ผมโทรเรียกร้านย่านฝั่งธน เพราะอยู่ใกล้ๆร้าน ครั้งที่แล้วผมรถเสียอยู่แถวรังสิต ก็ไปเรียกร้านแถวรังสิต คนทำงานจะได้ไม่เดินทางไกลมาก
คนเปลี่ยนแบตมีเครื่องมือมาพร้อม แบตตัวเล็กเอาไว้แบ็คอัพอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ในรถ ผ้าคลุมกันเปื้อน เหลือบดูเครื่องมืออื่นๆก็มีมิเตอร์วัดไฟอีกตัวหนึ่ง แต่น้องคนนี้ไม่ได้ใช้ หลังจากติดตั้งเรียบร้อย สตาร์ทรถติดเป็นปกติ ก็จ่ายเงิน สแกน qrcode เพื่อลงทะเบียน เดี๋ยวนี้ระบบดูแลลูกค้าของ sme ทันสมัยมาก ส่งลูกค้าเข้ากรุ๊ปไลน์ แล้วก็คงจะไปสื่อสารดูแลกันในไลน์ต่อไป ดูในไลน์ผ่านๆก็เห็นว่ามีขายประกันภัยรถยนต์ด้วย เดี๋ยวนี้ทำงานอะไรก็ควรจะมีของขายหลายๆอย่าง เพราะยังไงก็ต้องบริการขายของให้ลูกค้าอยู่แล้ว เพิ่มสินค้าก็คือการเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องเพิ่มรายจ่าย ฉลาดดี
แบตรุ่นนี้ใครอยากซื้อไปเปลี่ยนเองก็สั่งซื้อได้ที่นี่ครับ https://s.shopee.co.th/2AuwoQIeP7
FB S550L 44B19L 12V 40Ah
ก็แค่อยากฟังเพลง
เราจำความรู้สึกตอนที่อินเทอเน็ตยังไม่มีเพลงให้ฟังได้ไหม เราไปเดินผ่านร้านขายเทปหรือ แผ่นซีดีในห้าง มีแผ่นโชว์เต็มไปหมด เรามีวงดนตรีที่เราสนใจ หรือ ชอบบางเพลง หรือ เคยได้ยินเพลงของเขาในรายการวิทยุ แล้วเราก็หยุดดูที่แผงแล้วเราก็หยิบวงที่เราอยากฟัง จ่ายเงิน เทปม้วนละ 85-100บาท หรือถ้าเป็นแผ่นซีดีเพลงก็จะประมาณ 350-500 บาท พอได้แผ่นแล้ว เราก็อยากจะรีบกลับบ้านไปนั่งฟัง
ถึงบ้าน แกะเทป เปิดปกเทปอ่านชื่อทีมงาน อ่านชื่อคนแต่งเพลง อ่านชื่อโปรดิวเซอร์ อ่านข้อความที่ศิลปินเขียนบรรยายขอบคุณใครหลายคน อ่านเบื้องหลังการทำงาน ดูภาพที่เรียงอยู่บนปกเทป หรือ ปกซีดี แล้วเราก็เปิดเพลงฟัง สนุกอยู่กับเพลงทั้งอัลบั้ม อีก 1 ชั่วโมง เราก็ออกจากภวังค์ เราได้ลิ้มรสเพลงที่เรารอคอย ดีบ้าง เฉยๆบ้าง สิบเพลงอาจมีเพลงถูกใจเราสัก 3 เพลง และก็คงเปิดซ้ำไปซ้ำมาอีกหลายเดือน

ความชอบของคนฟังเพลงคือการได้ฟังเพลงจากวงดนตรีที่เราสนใจ หรือ ได้ฟังอัลบั้มที่ชอบ หรือ ได้ฟังเพลงรวมฮิตในแผ่นรวมฮิตที่ทุกเพลงดังอยู่แล้ว การได้ยินได้ฟังคือความบันเทิงของคนฟัง และถ้าเพลงมันดีถูกใจก็ถือว่ากำไรในด้านความรู้สึก ตลอดเวลาก่อนอินเทอเน็ตจะมีเพลงให้ฟังเราก็ใช้เงินหลายร้อยบาทสำหรับเพลง 1 อัลบั้ม และเราเป็นอย่างนี้อยู่เป็นสิบปี มีเแผ่นซีดีในบ้านอยู่นับร้อยแผ่น มีเทปอยู่ร้อยกว่าม้วน นี่คือนิสัยคนชอบฟังเพลงแต่ไม่ค่อยมีเงิน ไม่ต้องเทียบกับเพื่อนบางคนที่มีรายได้เยอะกว่า มีค่าขนมเยอะกว่า อาจมีเทปและแผ่นซีดีรวมกันเลยหลักพันชุด
ที่เล่ามายืดยาวก็จะเข้าเรื่องว่าวันนี้ได้เครื่องเล่น ipod touch ตัวเก่ามาตัวหนึ่ง เป็น ipod touch gen3 เปิดตัวครั้งแรกปี คศ 2009 ที่บรรจุเพลงไว้ประมาณ 64Gb มีเพลง 9300 เพลง ipod อายุ 14 ปี กับเพลงที่ติดมากับเครื่อง สภาพใช้งานได้ เปิดเพลงฟังได้ เป็นความคุ้มค่าในราคามือสอง จ่ายไปแค่หนึ่งพันบาท ลองเปิดรายชื่อศิลปิน รายชื่ออัลบั้มพบว่ามีหลากหลาย มีวงที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก มีเพลงน่าฟังเยอะมาก ฟังอีก 1 ปี ก็ฟังไม่ครบ เหมือนเราได้แผงเทปหรือเหมาร้านขายแผ่นซีดีเอาไว้ในบ้าน ผมมั่นใจว่าจำนวนแผ่นซีดีที่จะเทียบกับสิ่งที่อยู่ใน ipod ตัวนี้น่าจะต้องใหญ่กว่าร้านเล็กๆตามซอกหลืบในห้าง ทำให้นึกถึงร้านขายแผ่นซีดีขนาดใหญ่อย่าง Tower record หรือ Quark record ซึ่งเป็นร้านที่ทำให้คนฟังเพลงรู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อได้ไปเดินเล่นภายในร้าน และชาตินี้คงไม่พบร้านแนวนี้อีกแล้ว เพราะระบบการฟังเพลงเปลี่ยนไปเป็นการฟังผ่านอินเทอเน็ตกันหมดแล้ว ไม่มีร้านขายแผ่นซีดีให้เห็นแล้ว และที่บ้านก็ไม่มีเครื่องเปิดแผ่นซีดีแล้วด้วย
การครอบครองเครื่องเล่นเพลงเป็นความสุขส่วนตัว เปิดฟังได้ทุกที่ ไม่มีอินเทอเน็ตก็มีเพลงฟัง ยิ่งมีเกือบหนึ่งหมื่นเพลงติดตัว ยิ่งทำให้สนุกกับการค่อยๆฟังเพลงไปเรื่อยๆ เพราะเพลงที่เราไม่เคยฟัง หรือเพลงดีที่ไม่ได้ฟังนานแล้ว มันก็คงหลบอยู่ในหนึ่งหมื่นเพลงนี้ แค่เปิดหน้าจอเลื่อนดูรายชื่อเพลง ก็มีความสุขแล้ว ใครที่ชอบฟังเพลง ลองหาของมือสองราคาไม่แพงเหล่านี้ไปฟังดู ลำโพงติดคอมพิวเตอร์สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องเล่น ipod ได้แน่นอน แล้วคุณจะได้สัมผัสความสนุกจากการฟังเพลงอีกครั้ง โดยเราไม่ต้องไปสนใจคำว่า สตรีม ไฮเรส digital audio lossless dsd wav mp3 หรืออะไรที่เป็นศัพท์เทคนิคของระบบคอมพิวเตอร์ เราแค่เสียบลำโพงหรือหูฟังตัวโปรดแล้วเปิดเพลงฟัง แล้วก็อยู่กับดนตรีที่ปลดปล่อยออกมา
รีวิวเครื่องพิมพ์พกพา mbrush
เครื่องพิมพ์เป็นความสะดวกสบายอย่างหนึ่งของการทำงาน หากเราสามารถพิมพ์สิ่งที่ต้องการพิมพ์ได้ในทุกสถานที่ก็เป็นเรื่องสนุกมากสำหรับคนทำงานทุกคน การจะพิมพ์ข้อความ หรือ ภาพบางลักษณะ เราต้องการพิมพ์แค่ส่วนเล็กๆ อาจจะใช้พิมพ์ชื่อ พิมพ์ข้อมูลแค่บรรทัดเดียว หรือ พิมพ์แค่โลโก้บริษัท หากมีเครื่องพิมพิมพ์ขนาดเล็กมารองรับงานเหล่านี้ก็จะดีมาก
mbrush เป็นเครื่องพิมพ์ inkjet ขนาดเล็ก พกพาได้ มีแบตเตอรี่ในตัว สามารถพิมพ์ข้อความและรูปภาพได้ไม่ต่างจากเครื่องพิมพ์ตัวใหญ่ ลักษณะการทำงานจะเป็นหัวพิมพ์พ่นหมึกที่เราคุ้นเคยกันดีถูกครอบด้วยตัวถังสี่เหลี่ยมขนาดกระทัดรัด ขนาดตัวเครื่องเล็กกว่ากำมือ พื้นที่พิมพ์มีความสูง 14 มม. เท่านั้น สามารถใช้พิมพ์งาน 1 บรรทัดได้ทันที การสั่งการก็ไม่ยากมาก
อุปกรณ์ที่มากับกล่องก็จะมี
1 เครื่องพิมพ์ mbrush
2 ตลับหมึก inkjet รุ่น 3 สี cmy
3 สายชาร์จ usb to type c
4 คู่มือ
5 แผ่นเหล็กเจาะรู
6 กระดาษแข็งมีรอยพับอีก 1 แผ่น ซึ่งไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร
การทำงานของตัวเครื่องก็คือตัวเครื่องจะรับข้อมูลที่จะพิมพ์ แล้วผู้ใช้ก็กดปุ่มบนเครื่องเพื่อเริ่มพิมพ์ ลากเครื่องพิมพ์จากซ้ายไปขวา เครื่องก็จะทำการพ่นหมึกเพื่อพิมพ์ออกมา ภาพก็จะติดอยู่บนกระดาษ การทำงานไม่ต่างจากเครื่องพิมพ์อิงค์เจ๊ตในสำนักงานเลย ต่างกันแค่ขนาดเครื่องและไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนที่ใดๆ เพราะเครื่องพิมพ์เคลื่อนที่ด้วยมือคนนั่นเอง
เครื่องพิมพ์พกพา mbrush จะรับคำสั่งจากทาง wifi โดยเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา เครื่องพิมพ์จะเปิดตัว wifi ในตัวเองให้เป็น hotspot เพื่อรอให้อุปกรณ์ตัวอื่นเชื่อมต่อเข้ากับ wifi ของเครื่องพิมพ์ ผู้ใช้งานจะใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเชื่อมต่อเข้า wifi ก็ได้ทั้งสิ้น เครื่องพิมพ์ mbrush จะมี web app ภายในเพื่อรอให้เข้าไปสั่งการ โดย ip addrerss ของเครื่องพิมพ์จะอยู่ที่ตัวเลข 192.168.44.1 เมื่อเราเข้าไปที่ address นี้ เราจะพบหน้าจอเว็บสั่งการของเครื่องพิมพ์
ที่หน้าเว็บของเครื่องพิมพ์ เราจะสามารถสั่งการได้หลายอย่าง เราจะต้องสร้างข้อมูลใหม่เพื่อสั่งพิมพ์ได้ ผมลองพิมพ์คำว่า ข้าวมันไก่ แล้วก็กดสั่งพิมพ์ในหน้าเว็บ ตัวประมวลผลก็จะทำการสร้างข้อมูลสำหรับพิมพ์ เมื่อหน้าจอขึ้นว่าพร้อมหรือ upload 100% แล้ว เราก็พร้อมที่จะพิมพ์
วางกระดาษบนพื้นโต๊ะ วางเครื่องพิมพ์บนกระดาษให้ชิดซ้าย กดปุ่มบนเครื่องพิมพ์ 1 ครั้งจะได้ยินเสียงติ๊ด แล้วเราก็ลากมือเพื่อเคลื่อนเครื่องพิมพ์ไปทางขวา เราก็จะได้ข้อความบนกระดาษ เครื่องพิมพ์จะพิมพ์ได้ทีละบรรทัดเท่านั้น ซึ่งลองทำแล้วก็จะได้ตามภาพตัวอย่าง มีคำว่า ข้าวมันไก่ อยู่บนกระดาษเรียบร้อย
ทดลองพิมพ์ภาพดูบ้าง ในหน้าจอสั่งการ ให้เราเพิ่มภาพไปบนโปรเจ๊ค แล้วก็สั่งให้มีส่วนการพิมพ์เป็นช่องสี่เหลี่ยมมาครอบภาพไว้ เราทำให้มีแถบสี่เหลี่ยมสี่แถบเพื่อทำให้ครบส่วนของภาพที่ต้องการ แล้วก็นำไปพิมพ์
ตอนพิมพ์ก็วางเครื่องพิมพ์บนกระดาษ กดปุ่มแล้วลาก แล้วก็ยกขึ้นบรรทัดใหม่ กดปุ่มแล้วลาก ทำซ้ำกัน 4 รอบก็ได้ภาพที่ต้องการ
คุณภาพการพิมพ์ภาพถ่ายออกมาไม่ดีนัก อาจจะเพราะเป็นหัวพิมพ์ที่ไม่ได้ละเอียดมาก และการลากด้วยมือก็ไม่ได้มีความแม่นยำ ภาพที่เกิดขึ้นดูเป็นภาพคุณภาพต่ำ แต่ถ้าข้อมูลเป็นตัวหนังสือ เป็นภาพกราฟิคที่ไม่ได้ไล่ระดับอ่อนแก่ เราก็จะได้คุณภาพที่ดี แม้จะไม่ได้คมกริปเหมือนงานสิ่งพิมพ์ แต่ก็ได้ข้อมูลที่ต้องการอยู่บนกระดาษ เราอาจจะประยุกตไปพิมพ์ข้อความบนวัสดุอื่นๆได้ เช่นพิมพ์บนกล่อง พิมพ์บนสมุด พิมพ์บนแก้วกระดาษ ขอให้เป็นวัสดุที่รับหมึกอิงค์เจ๊ตได้ก็น่าจะได้งานทั้งหมด
ลองเอาไปพิมพ์บนวัสดุผิวมันอย่างเช่น แก้ว กระเบื้อง พลาสติก พบว่าหมึกไม่เกาะเลย กลายเป็นเลอะเทอะ
ข้อดี
พิมพ์งานด่วน พิมพ์ข้อความด่วนได้
พิมพ์ชื่อ พิมพ์โลโก้ บนชิ้นงานได้หลากหลาย
ข้อเสีย
คุณภาพงานพิมพ์ไม่สูง
บางทีก็พิมพ์ไม่ตรงตำแหน่งที่ต้องการ
บางทีก็ลากแล้วภาพเอียง
บางทีพิมพ์ไม่ติด โดยเฉพาะวัสดุมันวาว
สรุป
เครื่องพิมพ์ mbrush เป็นเครื่องพิมพ์ขนาดเล็ก พกพาง่าย มีแบตในตัว สามารถพิมพ์ข้อความเร่งด่วนได้ดี ใช้พิมพ์โลโก้หรือสโลแกนอะไรก็ได้แค่บรรทัดเดียว ไม่ควรเอาไปพิมพ์ภาพ เพราะคุณภาพออกมาไม่สวยเลย ใช้ทำงานเป็นตรายางได้
สั่งซื้อ Mbrush ได้ที่นี่ https://shope.ee/3L2fp5NYT6
หมายเหตุ
ผมเดาว่า ตลับหมึกพร้อมหัวพิมพ์ที่ mbrush ใช้คือของ Hp รุ่น 62 ซึ่งเป็นรุ่น 3 สี cmy หากหมึกหมดก็ลองหาซื้อมาใช้แทน น่าจะได้ หรือแม้แต่จะหาหมึกเติมก็น่าจะได้เช่นกัน ของพวกนี้ไม่ต้องกลัวพัง เพราะการซื้อตลับหมึกใหม่ก็คือการเปลี่ยนหัวพิมพ์ใหม่ด้วย เพราะหมึกของ hp หัวพ่นหมึกอยู่ติดกับหมึก หมึกหมด ก็คือทิ้งตลับเก่าและหัวไปพร้อมกันเลย
เอาไปพิมพ์ภาพก็พอใช้ได้ครับ
สั่งซื้อ Mbrush ได้ที่นี่ https://shope.ee/3L2fp5NYT6
compare Instax Mini Evo, mini link2, square link, link wide, kodak mini3
วิ่งแข่ง ป5 19jan2024
เปรียบเทียบภาพถ่ายจากหลายระบบ
การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนแล้วในยุคอินเทอเน็ต 5G เพราะโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องมีกล้องติดมาด้วย และส่วนมากก็จะมีคุณภาพดีพอใช้ได้ทั้งสิ้น ผู้คนถ่ายภาพกันเป็นจำนวนมาก และบางทีก็อยากจะพิมพ์ภาพออกมาเป็นกระดาษบ้าง อาจจะใช้ใส่อัลบั้มเพื่อดูในเวลาอื่นๆ อาจจะใช้แจกเป็นที่ระลึก ซึ่งเมื่ออยากจะพิมพ์ภาพถ่ายดิจิทัลออกมา เราก็จะเป็นจะต้องไปอัพภาพที่ร้านรูปตามห้าง และบางคนมีเครื่องคอมพิวเตอร์ มีปริ๊นเตอร์สีเอาไว้ทำงาน ก็อาจจะพิมพ์ภาพเองเลย และนอกจากเครื่องพิมพ์สำหรับสำนักงานแล้ว โลกเราก็มีเครื่องพิมพ์ภาพถ่ายโดยเฉพาะ ซึ่งส่วนมากจะพิมพ์ภาพขนาดเล็ก
เทคโนโลยีการพิมพ์ภาพถ่ายสำหรับใช้ในบ้านที่มีให้เราใช้ในยุคปัจจุบันเท่าที่เหลืออยู่ก็จะเป็นระบบ
1 Zink paper ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท Polaroid เพื่อทดแทนระบบการพิมพ์ภาพดั้งเดิมที่ใช้มานานหลายสิบปี ส่วนระบบดั้งเดิมที่ Polaroid สร้างจนมีชื่อเสียงแต่ไม่ยอมทำตลาดต่อ ก็ถูก Fuji นำไปทำตลาด นำเทคโนโลยีไปไปใช้ในกล้อง instant ของตัวเอง
2 Fuji instax ระบบถ่ายภาพลงบนแผ่นฟิล์ม เป็นสิ่งที่เกิดจากบริษัท Polaroid ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก จนปัจจุบันยังคงมีกล้องระบบ instax ของ Fuji ออกมาให้ใช้อย่างต่อเนื่อง และมีหลายขนาดให้เลือกใช้
3 Canon Selphy การพิมพ์ภาพถ่ายของ Canon โดยใช้ระบบการพิมพ์ Dye-Sublimation ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่มีคุณภาพสูงและใช้อยู่ในเครื่องพิมพ์ Canon selphy ที่ขายอยู่ราคาไม่แพง และได้รับความนิยมในกลุ่มช่างภาพที่อยากได้ภาพคุณภาพสูง มีทั้งแบบเครื่องพกพา และเครื่องตั้งโต๊ะ
แต่ละระบบจะมีจุดเด่นไม่เหมือนกัน และมีจุดด้อยของใครของมันที่ทำให้ผู้ใช้งานต้องปวดหัวและต้องเสียเงินซื้อหลายระบบ เพราะไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง ทำให้คนรักการพิมพ์รูปแทบจะต้องเสียเงินซื้อทุกอย่าง
Zink ย่อมาจาก Zero ink เป็นระบบที่สะดวก ทำให้เล็กได้ สามารถยัดเข้าไปอยู่ในกล้องถ่ายรูปได้ และทำเป็นเครื่องพิมพ์แยกอิสระได้ การพิมพ์ระบบนี้ต้องใช้ไฟล์ดิจิทัลเท่านั้น ความคมชัดและคุณภาพสีอยู่ในระดับปานกลาง ความคงทนอยู่ในระดับต่ำ คือในเวลาไม่เกินสองปีภาพจะเกิดอาการสีซีด ไม่เหมาะกับการเก็บภาพชั่วลูกชั่วหลาน ถ้าเราถ่ายภาพแม่ไว้ วันนึงในอีกหลายปีข้างหน้าภาพแม่จะจางหายไป
Fuji instax เป็นระบบถ่ายภาพทันใจอีกชนิด ต้นกำเนิดเกิดจากบริษัท Polaroid แต่เสื่อมความนิยมไปพักใหญ่ แล้ว Fuji ก็นำมาทำตลาดต่อ เป็นระบบการพิมพ์ภาพแบบอนาลอก ฟิล์มแผ่นที่ผ่านการถ่ายจะไหลออกมาจากกล้อง รอเวลาสักครู่ก็จะปรากฏเป็นภาพที่สวยงาม ระบบนี้ได้รับความนิยมมากเพราะสะดวก รวดเร็ว ถ่ายแล้วภาพไหลพรวดออกจากกล้อง แม้จะต้องรอเวลาสัก 1 นาทีเพื่อให้ภาพขึ้นชัดเจนแต่ก็เป็นความสนุกที่น่าลองใช้งาน เมื่อก่อนเป็นอนาลอก ปัจจุบัน Fuji พัฒนาให้เป็นเครื่องพิมพ์ภาพ ทำให้สร้างภาพดิจิทัลไว้บนแผ่นฟิล์ม instax ได้ ทำให้เรามีเครื่องพิมพ์ระบบ instax และทำให้ Fuji ทำกล้องดิจิทัลที่ยัดเครื่องพิมพ์ภาพ instax ไว้ข้างในออกมาขายด้วย ข้อดีคือเร็ว ข้อเสียคือภาพเล็ก เพราะขนาดที่นิยมและขายดีทั่วโลกก็มีขนาดแค่บัตรเครดิตเท่านั้น แม้จะมีขนาดจตุรัสออกมาบ้างก็ยังไม่ได้รับความนิยม
Canon Selphy เป็นระบบ Dye-Sublimation ที่ให้ภาพสวยที่สุด ระบบการพิมพ์ให้ภาพขนาด 4×6นิ้ว ต้องใช้เครื่องพิมพ์โดยเฉพาะ ไม่สามารถทำให้เล็กได้ ทำให้เราไม่สามารถยัดระบบการพิมพ์แบบนี้เข้าไปในกล้องถ่ายภาพ ข้อดีคือภาพสวยคุณภาพสูงมาก ข้อเสียคือ ใหญ่ เทอะทะ ต้องทำงานในสภาพของปริ๊นเตอร์ คือพกพาลำบาก แต่จะเก็บภาพได้ยาวนานที่สุด canon เลยบอกว่าสามารถเก็บภาพได้ถึง 100 ปี ถ่ายภาพพ่อแม่ไว้ พ่อแม่จะอยู่ในกระดาษไปจนเราตาย ภาพก็ยังไม่จืด อันนี้เรียกว่าดีมาก
สรุป
การเลือกระบบการพิมพ์ภาพขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้ภาพ ถ้าเราต้องการความเร็ว เช่นงานปาร์ตี้ ถ่ายแล้วได้ภาพทันที คุณภาพไม่ต้องดีที่สุด เราก็ใช้ระบบของ fuji instax ที่เป็นอนาลอกได้เลย คือถ่ายแล้วไหลพรวด
ถ้าเราอยากได้ภาพสวย สีสันยอดเยี่ยม มีคำตอบเดียวคือ canon selphy ให้ภาพขนาด 4×6นิ้ว
ถ้าเราอยากได้เครื่องพิมพ์ภาพจากไฟล์ดิจิทัลที่พกพาได้ เรามีทางเลือกคือ zink paper กับ ระบบ fuji instax printer ทั้งสองแบบเป็นเครื่องพิมพ์พกพา สามารถเลือกภาพดิจิทัลมาสั่งพิมพ์ได้
ถ้าเราอยากได้กล้องดิจิทัลที่ถ่ายแล้วเลือกภาพแล้วค่อยพิมพ์ เราก็มีทางเลือกที่เป็นกล้องระบบ zink ใช้กระดาษ zink paper กับกล้อง fuji รุ่นดิจิทัลที่พิมพ์ภาพบนแผ่นฟิล์ม instax ได้
แถมให้
ระบบ Zink เทียบกับ instax อันไหนดีกว่ากัน เพราะทั้งสองระบบเป็นระบบการพิมพ์ที่ยัดไว้ในกล้องได้ ก็ขอให้ดูภาพตัวอย่างด้านล่าง ภาพแรกถ่ายสิ่งของพร้อมกัน ได้ภาพออกมาพอใช้ได้ทั้งคู่ zink จะใหญ่กว่าเพราะขนาดที่ใช้คือ 2×3นิ้ว ส่วน instax เล็กกว่าเพราะขนาดเท่าบัตรเครดิต
เมื่อเวลาผ่านไป16 เดือน เอาภาพทั้งสองใบมาเทียบกันอีกครั้ง เราจะเห็นว่าภาพจาก zink จะซีดลงไปเยอะมาก สีสันจริงของวัตถุในภาพอาจจะดูไม่รู้แล้วว่าเคยเป็นสีอะไร ข้อมูลภาพอาจจะค่อยๆหายเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ส่วน instax ยังคงอยู่ดีดูไม่ค่อยแตกต่างจากปีแรก คาดว่า instax จะอยู่ได้อีกหลายปี แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถึง 20 ปีไหม

































































