good picture reproduction2

ระบบการพิมพ์ภาพในระดับผู้บริโภคมีทางเลือกอยู่สามอย่าง คือ เลเซอร์ปริ๊นเตอร์ อิงค์เจ๊ท และ เครื่องพิมพ์แบบ Dye-sublimation อ่านว่า ดาย สับ รี เม ชั่น สามประเภทนี้จะมีราคาแพงมากในตอนเริ่มต้นและเมื่อผ่านไปหลายๆปี(สิบปีเป็นอย่างน้อย) ก็จะราคาถูกลง จากเป็นแสนเหลือไม่กี่พันบาท

เลเซอร์ให้ความเร็วและความคมชัดของตัวหนังสือที่ดีที่สุด แต่ให้ภาพสีไม่สวยเลย อิงค์เจ๊ทจะช้ากว่า แต่ให้สีสวยกว่า แต่ก็จะทำความคมชัดไม่ค่อยดี แต่ระบบการพิมพ์ดายสับเป็นระบบที่ดีที่สุดมาตั้งแต่ต้น แต่ก็ราคาแพงกว่ามาก ตอนที่เลเซอร์ขาวดำขายกันเครื่องละหนึ่งหมื่นบาท อิงค์เจ๊ทสีราคาประมาณห้าพันบาท ดายสับต้องมีเงินสักแสนกว่าบาท

แต่ตอนนี้ชาวบ้านสามารถใช้บริการเครื่องพิมพ์ดายสับได้แล้วในราคาไม่กี่พันบาท ด้วยความอนุเคราะห์จาก canon ที่ทำของถูกออกมาขายโดยใช้ชื่อรุ่นว่า cp760 เมื่อก่อนการพิมพ์กระดาษขนาด A4 ด้วยระบบดายสับ ทำให้ต้นทุนแพง อยากทำให้ถูกก็ทำขนาดเล็กแค่จัมโบ้ หรือ 4×6 นิ้วก็พอ canon เลือกวิธีนี้ ทำให้มีของมาขายในราคาถูก

ตอนที่รู้ว่าระบบดายสับราคาแค่ไม่กี่พัน ผมก็ไม่ค่อยสนใจมาก เพราะคิดว่าของแพงเอามาทำให้ถูกมันอาจจะลดทอนคุณภาพลงไปเยอะ และอาจจะไม่ได้สวยงามไปกว่าอิงค์เจ๊ทเลย แต่พอได้ลองใช้แล้วก็รู้สึกว่ามันยังคุณภาพยอดเยี่ยมอยู่เหมือนเดิม เครื่องอิงค์เจ๊ทและเลเซอร์ไม่สามารถให้คุณภาพแบบนี้ได้แน่นอน และหากไปเทียบกับเครื่องอัดภาพของร้านถ่ายรูปเครื่องละสองล้าน ดายสับตัวละไม่กี่พันก็ยังให้ภาพที่ดีกว่า เพียงแค่มันทำได้ในขนาดเล็ก และใช้เวลาต่อหนึ่งใบค่อนข้างนาน ชั่วโมงหนึ่งอาจจะได้หกสิบใบ แต่เครื่องละเป็นล้านทำได้พันห้าร้อยใบต่อชั่วโมง

แต่แค่เอามาพิมพ์เล่นในบ้าน แล้วจ่ายค่าอัดภาพดายสับใบละ 7 บาท อัดเล่นวันละใบสองใบ ผมว่าประหยัดกว่าขับรถไปอัดภาพที่ร้านเสียอีก นอกจากจะอัดทีละหลายร้อยใบ แบบนี้ค่อยไปส่งร้าน

แต่จุดเด่นของดายสับก็คือสีไม่เพี้ยน ไฟล์ดิจิทัลมาอย่างไรมันก็ให้ภาพแบบนั้น ใบแรกสวยแบบไหน ปีหน้ามาอัดใหม่ ไฟล์เดิม ก็ให้สีแบบเดิม แตกต่างจากร้านอัดภาพ เอาไฟล์ไปร้านแรก กับ ร้านที่สอง อัดภาพออกมา รับรองภาพไม่เหมือนกัน ตรงนี้แหละที่ดายสับเที่ยงตรงและน่าใช้กว่า

good picture reproduction

ตลอดเวลาหลายปีที่เป็นช่างภาพ และเป็นคนทำงานเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ มีเรื่องยาขมเกี่ยวกับการอัดภาพหรือพิมพ์ภาพอยู่เรื่องหนึ่ง ก็คือภาพไม่สวย อาการไม่สวยคือสีแตกต่างไปจากสิ่งที่เห็นในจอเยอะมากๆ การเอาภาพดิจิทัลหรือแม้แต่ฟิล์มไปอัดภาพตามร้านอัดรูปก็เป็นสิ่งที่ต้องลุ้น ลุ้นว่าโทนสีจะออกมาแบบที่ต้องการหรือไม่ ถ้าอัดออกมาถูกใจก็ถือว่าโชคดี ถ้าอัดออกมาไม่สวย ก็จะรู้สึกแย่และเสียดายเงิน

เคยเบื่อหน่ายกับการอัดภาพตามร้าน สุดท้ายต้องซื้อเครื่องปริ๊นเตอร์อิงค์เจ๊ทมาพิมพ์เอง เสียเงินต่อเนื่องกับหมึกปริ๊นเตอร์และกระดาษสำหรับพิมพ์ มีบางช่วงเวลาเอาเครื่องปริ๊นเตอร์ไปต่อพ่วงกับระบบแท้งค์หมึก มีสายยางยืดออกจากขวดหมึกไปเจาะเข้ากับหัวพ่นหมึก ดูน่าเกลียด และบำรุงรักษายาก ในที่สุดเครื่องปริ๊นเตอร์ก็พังก่อนที่หมึกจะหมดขวดเสียอีก

คุณภาพของการพิมพ์ด้วยอิงค์เจ๊ทค่อนข้างต่ำ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถเทียบกับร้านอัดรูปได้ เพราะการเกิดภาพของเครื่องอิงค์เจ๊ทจะแย่กว่าภาพที่ออกจากร้านอัดภาพโดยตรง สาเหตุก็เพราะการพิมพ์อิงค์เจ๊ทจะพ่นหมึกไปติดบนกระดาษ ภาพจะเป็นจุดๆไม่ค่อยสวย แต่ไปอัดภาพตามร้านก็ต้องไปเสี่ยงกับการปรับภาพมั่วไร้สามัญสำนึก ภาพไหนดูมืดก็จะโดนเร่งซะสว่าง ภาพไหนสีแปลกตาก็จะถูกปรับให้เปลี่ยนสีกลับมาเป็นสีที่ช่างอัดภาพคิดว่ามันดีกว่า สรุปแล้วมีเหตุผลแย่ๆหลายข้อทำให้การอัดภาพมักจะได้ภาพคุณภาพไม่ดี

เดี๋ยวค่อยต่อภาค 2

ใบปลิวสีชมพู

ใบปลิวที่ลูกค้ามาสั่งพิมพ์ครับ เวอร์ชั่นแรกๆก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นแต๋วกันขนาดนี้ คิดว่าเป็นพวกดีเจเปิดแผ่นแมนๆ เอาไว้เรียกสาวๆ(สาวแท้ๆ) เข้าร้าน เจอเวอร์ชั่นนี้เพิ่งจะมั่นใจว่าเอาไว้เรียกสาวเหมือนกัน แต่เป็นอีกแบบนึง

คุยเรื่องเครื่องเสียงนิดนึง

สองสามวันนี้ได้จัดห้องให้ดูเรียบร้อยขึ้นนิดหน่อย เป็นเพราะว่าได้ขนอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกตัวที่อยากใช้มาวางไว้รวมกัน ก็เลยถือโอกาสจัดวางเครื่องเสียงให้เป็นที่เป็นทาง จริงๆมันก็อยู่ในที่ที่สมควรแล้ว แต่ก็ไม่ได้เชื่อมสายใช้งานร่วมกันทั้งหมดเท่านั้นเอง

ยกเครื่องเล่นดีวีดีมาวางไว้ในห้องทำงานด้วย เจตนาเพื่อจะฟังเพลง ต่อสายเสียงจากเครื่องเล่นดีวีดีเข้ากับแอมป์หลอด คุณภาพเสียงได้ยินแล้วหงุดหงิด เพราะมันค่อนข้างแย่ จากความรู้สึกเมื่อเกือบสิบปีก่อนที่ได้ฟังเพลงจากเครื่องเล่นดีวีดียุคนั้นเสียงแย่มาก อยู่เงียบๆดีกว่า มาถึงวันนี้คิดว่าจะพัฒนาขึ้น เพราะอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์น่าจะมีคุณภาพดีขึ้นเมื่อผลิตด้วยเทคนิคการผลิตใหม่ๆ แต่เสียงของเครื่องเล่นดีวีดีก็ยังแย่อยู่เหมือนเดิม คำว่าคุณภาพเสียงแย่อาจจะเป็นสิ่งที่เข้าใจลำบาก อาจจะมีคำถามว่าถ้าเสียงแย่แล้วทำไมดูหนังยังดูได้สนุกดี เหตุผลมันก็คงเป็นเพราะว่า การดูหนังจะมีภาพมาดึงความสนใจ ทำให้การรับรู้เรื่องเสียงลดความสำคัญลง เลยไม่รู้สึกว่าเสียงดีหรือเสียงแย่ แต่ถ้าฟังเพลงอย่างเดียว การรับรู้หรือการได้ยินจะกลับมามีประสิทธิภาพมากกว่าการมองเห็น เสียงอะไรที่ไม่ค่อยดีก็จะได้ยินง่ายขึ้น เหมือนคนตาบอดมักจะหูดี ผมสันนิษฐานไว้เช่นนี้

ผมทำการปรับปรุงคุณภาพเสียงของเครื่องเล่นดีวีดีเสียใหม่ ด้วยการหาตัวถอดรหัสเสียงมาใช้งานร่วมกับมัน ปกติเครื่องเล่นดีวีดีจะมีตัวถอดรหัสเสียงในตัว ซึ่งผมไม่พอใจเลย เลยหาตัวถอดรหัสภายนอกมาใช้ ต่อสัญญาณดิจิทัลจากเครื่องเล่นดีวีดีไปถอดรหัสด้วยเครื่องที่คุณภาพดีกว่า ผลก็คือเสียงดีขึ้นตามวัตถุประสงค์ตั้งต้น ผมอยู่กับเสียงเพลงจากเครื่องเล่นดีวีดีได้นานขึ้นหลายชั่วโมงทันที เพราะสามวันที่ผ่านมา ผมนั่งทำงานฟังเพลงในห้องได้นานมาก ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างสบายใจ

ข้อดีของการเล่นเครื่องเสียงที่ผมค้นพบเป็นรอบที่หนึ่งร้อยก็คือมันทำให้ผมอยู่ติดบ้าน หลายปีที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้ฟังเพลงอย่างจริงจัง อาศัยไปฟังในรถเป็นส่วนใหญ่ ผมเลยชอบขับรถ เพราะขับรถแล้วได้ฟังเพลง พอเครื่องเสียงในบ้านสามารถตอบสนองความรู้สึกส่วนนี้ได้ ผมก็เลยอยู่ในบ้านนานขึ้นกว่าเดิม ยิ่งตอนนี้มีอินเทอเน็ตความเร็วสูงยิ่งทำให้ผมเลือกฟังรายการวิทยุได้หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะรายการวิทยุที่แยกตามแนวเพลง เพลงแจ๊ส หรือ เพลงร็อค อยากได้แบบไหนก็คลิกเลือกเอาเอง อยากจะเปิดทิ้งไว้ทั้งวันเลย แต่ก็รู้สึกว่ามันเปลืองไฟ เปลืองพลังงานของโลก …. การเปิดเครื่องทิ้งไว้ดูเหมือนไร้จิตสำนึก ไม่กล้าทำทั้งๆที่อยากทำ

ระหว่างการเขียนบทความนี้ ผมก็กำลังฟังเสียงทรัมเปตจากไมล์ เดวิส ในอัลบั้มชุดที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของวงการเพลงแจ๊ส ดียังไงผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าได้ยิน ดีกว่า อยู่เงียบๆ

ไฟไหม้ ไฟไหม้ ไฟไหม้

อยู่ๆก็ได้กลิ่นแปลกๆ คนเริ่มมุงดู เลยออกไปดูบ้าง ก็เจอกับรถเมล์ จอดป้าย พร้อมควันสีดำปิดถนนมองทางไม่เห็น คนเริ่มมุงเยอะ ควันเริ่มเยอะ รถผมจอดอยู่ใกล้ๆเลยต้องรีบขับออกไปจอดไกลๆ แล้วก็หยิบกล้องท้ายรถมาถ่ายก่อนจะขับรถออกมา พอย้ายที่จอดจนแน่ใจว่าไม่เกะกะการทำงานของหน่วยกู้ภัย ก็เลยเปลี่ยนเลนส์ยาวๆหน่อย แล้วสะพายกล้องเดินกลับไปใกล้ๆที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรเหมือนกัน แต่ก็ถ่ายเก็บไว้ก่อน

วิธีสั่งอาหารแบบไม่มั่ว ช่างคิดดี

ผมเคยเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวและมีปัญหากับการจดออเดอร์อาหารอย่างแรง คนที่จะมาจดต้องเป็นคนที่อ่านออกเขียนได้ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องหายาก แต่กับธุรกิจอาหารมันหายาก เพราะเด็กในร้านส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว แค่พูดก็ไม่ชัดแล้ว จะให้จด ให้อ่านภาษาไทยก็ลำบาก บางคนเป็นเวียดนาม หัดเท่าไหร่ก็ไม่จำ สุดท้าย ผู้จัดการร้านเลยต้องรับจดออเดอร์เอง ถามลูกค้าว่าจะกินอะไร แล้วแปลงทุกอย่างเป็นภาษาเวียดนาม แล้วเอาไปยื่นให้พ่อครัว แม่ครัวทำตามสั่ง เพราะพ่อและแม่ครัวเป็นเวียดนาม

แล้วทำไมไม่หาคนไทยมาทำงาน คำตอบก็คือค่าจ้างแพงและเด็กไทยเลือกงานเหลือเกิน ค่าจ้างในร้านอาหารพร้อมกินอยู่จะอยู่ที่ประมาณสามพันบาท ซึ่งคนไทยไม่มีใครยอมทำเลยสักคนเดียว ต่อให้เพิ่มค่าจ้างเป็นหกพัน ก็ยังไม่มีใครมาทำ เพราะเขาถือว่าเขามีทางเลือก เลือกจะตกงานดีกว่าทำงานหนัก….

ร้านส้มตำแถวนางเลิ้งแก้ปัญหานี้ได้อย่างน่ารัก ที่โต๊ะอาหารมีกระป๋องใส่กระดาษแข็งๆอยู่เป็นปึก ซึ่งแต่ละใบจะมีชื่ออาหาร และหมายเลขโต๊ะกำกับไว้ ไปถึงโต๊ะก็เทกระป๋องออกมา แล้วก็เขี่ยกระดาษไปมาหาสิ่งที่อยากกิน ถ้าเคยเล่นไพ่ อาการเขี่ยกระดาษจะเหมือนล้างไพ่แล้วหยิบใบที่ต้องการขึ้นมา หยิบจนครบสิ่งที่อยากกินก็เอาไปยื่นให้เจ้าของร้าน แล้วอีกสักพักอาหารก็จะมาเสิร์พตามสั่ง แก้ปัญหาการสื่อสารได้หมดจด น่าเลียนแบบ น่าเลียนแบบ

ภาพจากกล้องโดฟ

กล้อง “โดฟ” เป็นกล้องพลาสติกตัวเล็ก แถมมากับแชมพู ใส่ฟิล์มแล้วกดชัตเตอร์อย่างเดียว ไม่ต้องโฟกัส ไม่ต้องวัดแสง ค่าแสงที่เหมาะกับมันก็คือ แสงแดดตอนกลางวัน ถ้าไม่มีแดดห้ามใช้เด็ดขาด แต่ถ้าแดดดี ก็ได้ภาพอย่างที่เห็น สีสันอาจจะไม่สดใสนักอาจจะเป็นเพราะฟิล์มที่เอามาใช้มันหมดอายุไปตั้งแต่ปี 2005 (ประมาณสามปีกว่าๆแล้ว)

หลังจากที่ได้ภาพมาแล้วก็เอาฟิล์มมาสแกนแล้วแต่งภาพต่อนิดหน่อยให้เป็นสไตล์โพลาลอยด์ มันก็ดูแปลกตาดี สวยแบบติดกลิ่นอาร์ต แม้จะไม่ถือว่าสวย แต่เหตุการณ์ในภาพสำคัญกว่า จะหม่น จะเปื้อน จะไม่ชัดบ้าง แต่สาระสำคัญยังอยู่ ก็ถือว่าเป็นภาพที่น่าเก็บไว้

ผมปากจัด

หลายวันก่อนมีลูกค้าคนหนึ่งโทรมาคุยเพื่อต่อราคางานพิมพ์ ลูกค้าคนนี้เคยสั่งพิมพ์งานกับผมสามครั้ง โดยเขาเป็นคนกลาง รับงานพิมพ์ไปขายอีกทอดหนึ่ง ทุกครั้งผมผลิตงานให้ก็จะตามไปเก็บเช็คกับลูกค้าปลายทางของเขา แล้วก็รอให้เช็คเปลี่ยนเป็นเงิน ซึ่งอาจจะใช้เวลาสามสิบวัน เหตุการณ์ผ่านไปปีกว่า คนกลางคนนี้ก็กลับมาสั่งงานผมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมยื่นข้อเสนอว่า ผมไม่ให้เครดิตแล้ว และขอเก็บเงินมัดจำก่อน โดยผมยกเหตุผลว่า ผมเก็บเงินไม่ได้จากลูกค้าหลายๆคน มันทำให้ผมเสียหาย ผมเลยไม่อยากปล่อยให้ลูกค้าติดหนี้ผมอีก

คุณคนกลางก็บอกว่า เคยสั่งพิมพ์กันแล้ว ไม่มีปัญหาหรอก ลูกค้าจะขอเครดิตสัก 45 วัน ซึ่งมากกว่าเดิมอีก ผมบอกว่าผมรับไม่ไหว ไม่กล้าปล่อยเครดิต คุณคนกลางก็ย้ำอีกว่า ไม่มีปัญหาหรอกครับ….. ผมก็เลยตอบไปว่า คนที่หนีหนี้ผมไปก็พูดแบบนี้ทุกคน

จบบทสนทนาแล้วผมรู้สึกว่าผมพูดรุนแรงเกินไป แต่ผมก็ไม่รู้จะสรรหาคำพูดปฏิเสธอย่างไรให้เขารู้ว่าผมไม่เล่นด้วย ไม่ปล่อยเครดิตเด็ดขาด ผมพูดแรงเพราะรู้สึกว่าผมพูดซ้ำหลายครั้งว่าไม่สามารถปล่อยเครดิตได้ เขาก็พูดแนวอ้อนวอนว่าไม่มีปัญหาหรอกครับ ไม่มีปัญหาหรอกครับ ….. ทำไมผมต้องพูดซ้ำ และทำไมผมต้องฟังประโยคขอร้องซ้ำๆด้วย ผมก็เลยเลือกที่จะพูดตัดบท

ผมมีคติส่วนตัวเรื่องงานอยู่ ก็คือ ผมยอมตกงานดีกว่าที่จะทำงานแล้วเก็บเงินไม่ได้ ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และมีคติส่วนตัวอีกประโยคหนึ่งที่เป็นคติสำรองกรณีที่ผมไม่แน่ใจว่าผมตัดสินใจถูกต้อง ประโยคสำรองก็คือ คนดียอมมัดจำเสมอ สองประโยคนี้แหละที่ทำให้ผมกลายเป็นคนปากจัด และอาจจะเป็นโรคจิตเข้าสักวัน

ตำรวจชั่ว กับงานทวงหนี้นอกระบบ

วันนี้ตอนเช้าก่อนออกจากบ้านมาทำงาน ดูข่าวโทรทัศน์ แม่ค้าอายุห้าสิบกว่าโดนทวงหนี้ด้วยการทำร้ายร่างกาย คนที่ทำร้ายเป็นผู้ชายประมาณสามสิบคน ตามข่าวแม่ค้าไปกู้เงินนอกระบบ 4000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบต่อเดือน ผ่อนจ่ายวันละ 200 จ่ายไปแล้ว 1800 บาท ขาดส่งไปสองวัน โดนทวงเงินด้วยนักเลงสามสิบคน แม่ค้าโดนซ้อมจนสลบ เพื่อนบ้านมาช่วยโดนซ้อมไปด้วยกัน หลังจากดูข่าวเสร็จ ไม่รู้อะไรดลใจ คิดว่าตำรวจเกี่ยวข้องแน่นอน นักเลงสามสิบคนทำแบบนี้ได้ต้องมีตำรวจเป็นคนช่วยคุ้มหัว หรือไม่ก็เป็นลูกน้องตำรวจอีกที และถ้ามันชั่วถึงที่สุด เจ้าหนี้ก็คือตำรวจนั่นแหละ ทีแรกก็รู้สึกว่าผมคงมีอคติกับตำรวจ เรื่องราวเป็นข่าวภาคเช้า สามนาทีหลังจากดูข่าวผมก็คิดว่าตำรวจเป็นคนทำ ถ้าไม่อคติก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

ตอนบ่าย ข่าวภาคบ่ายของอีกช่อง เสนอข่าวต่อเนื่อง แม่ค้าเข้าไปขอความช่วยเหลือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะว่าตอนสายๆของวันที่ออกข่าว(วันนี้) มีตำรวจมาขู่ให้ถอนแจ้งความ สำนักงานตำรวจเลยต้องออกตัวรับปากช่วยเหลือ แล้วก็ตั้งกรรมการสอบสวน

ไม่คิดว่าอคติจะแม่นยิ่งกว่าหมอดูฟันธง มันเกี่ยวกับตำรวจจริงๆด้วย
ไม่มีใครอยากมีเรื่องกับตำรวจหรอก เพราะมันเป็นโจรที่ครอบครองปืนอย่างถูกกฏหมาย
และมันก็ลืมไปแล้วว่าเงินเดือนของมันมาจากภาษีของประชาชน

ใครๆก็บอกว่าตำรวจมีทั้งดีและชั่ว ผมก็รู้ว่ามันควรจะเป็นแบบนั้น
แต่ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยเห็นตำรวจดีเลย แปลกไหม?

งานท่องเที่ยวมาอีกแล้ว

งานท่องเที่ยว งานท่องเที่ยว ทำโบรชัวร์ไปให้เขาแจกครับ

โอนน้ำ โอนไฟ แล้วก็ค่าประกันเล็กๆน้อยๆ

วันนี้นัดไปโอนกรรมสิทธิ์การใช้น้ำ และ ไฟ จากเจ้าของตึกคนเก่ามาเป็นของเราเอง เริ่มต้นที่การปะปา เจ้าของเก่าค้างค่าน้ำไว้เท่าไหร่ต้องจ่ายให้ครบ แล้วก็ทำเรื่องได้ การทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ จะต้องโอนสิทธิ์ และ เงินค่าประกันด้วย เงินค่าประกันถ้าไม่โอนให้ ก็ต้องยกเลิก เจ้าของใหม่ก็ต้องไปจ่ายเงินค่าประกันเอง เจ้าของเก่าจะโอนค่าประกัน หรือ จะยกเลิกต้องเอาใบเสร็จรับเงินค่าประกันมายื่น ใครทำเรื่องไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษก็ต้องไปขุดใบเสร็จออกมาให้ได้ ถ้าไม่มีก็ต้องไปแจ้งความ ทั้งๆที่ในทะเบียนข้อมูลก็มีระบุไว้ว่ามีเงินค่าประกัน ทำไมไม่ให้เขาทำเรื่องยกเลิกได้โดยตรง ใบเสร็จรับเงินเมื่อสิบปีที่แล้วใครจะไปเก็บไว้ ทำให้คิดไปว่านโยบายนี้เป็นนโยบายทำมาหากินกับเงินประกันของประชาชน ใครขยันทำเรื่อง และอดทนไปแจ้งความก็จะคืนเงินให้ ใครไม่อยากเรื่องมากก็จะไม่ได้คืน เงินประกันบ้านหลังหนึ่งหกร้อยบาท สิบล้านหลังเป็นเงินหกพันล้าน…….

โอนไฟง่ายกว่าที่คิด ไม่เห็นต้องแจ้งความเลย…… เงินค่าประกัน ก็อยู่ในทะเบียนไง เปิดข้อมูลดูก็รู้ จะโอนก็ทำเรื่องกันนิดเดียว ไม่เห็นต้องยุ่งยาก การไฟฟ้าน่ารักกว่าปะปาเยอะเลย

เอกสารลักษณะเดียวกัน ธุรกรรมแบบเดียวกัน แต่กลับทำให้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากแตกต่างกัน ไม่เข้าใจเลยว่าคนวางนโยบายใช้ส้นเท้าข้างซ้ายหรือขวาคิด.

เรื่องวุ่นๆ กับ netbook

เมื่อวานลงโปรแกรมให้โน้ตบุ๊คตัวเล็กของเพื่อน เพิ่งซื้อมาหมาดๆตามคำแนะนำของผมเอง แล้วก็ให้ทางร้านลงโปรแกรมมาให้อย่างพร้อมใช้ แต่แล้วก็มีปัญหาเรื่องโปรแกรมป้องกันไวรัสที่อยู่ๆ ก็รวนทำให้เครื่องไม่สามารถใช้งานอะไรได้เลย ไม่สามารถคลิกเพื่อสั่งการได้ เลยพยายามเอาโปรแกรมป้องกันไวรัสออก ตัวโปรแกรมก็ไม่ยอมให้ทำแจ้งว่าโปรแกรมกำลังทำงานอยู่ ไม่สามารถเอาออกได้ จะลงทับไปเลย มันก็ไม่ยอมเหมือนเดิมแจ้งแบบเดิมเลย “(กู)ทำงานอยู่ อย่ามายุ่ง”

สุดท้ายหมดความพยายาม เลยใช้วิธี Restore ซึ่งเป็นเทคนิคที่ acer ออกแบบไว้ให้ใช้กับโน๊ตบุ๊คเกือบทุกรุ่นของตัวเองที่แถมวินโดส์ XP มาให้ โดยการกดปุ่ม Alt+F10 ตอนบูทเครื่อง เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการ restore ซึ่งจะทำให้เครื่องคืนสภาพเหมือนตอนออกจากโรงงาน หรือ factory restore ก็คือมาแบบวินโดส์เพียวๆแล้วก็โปรแกรมแถมนิดหน่อยให้พอใช้งานได้

ตอนทำ restore ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีจึงเสร็จ ได้วินโดส์พร้อมโปรแกรมแถม พบว่าโปรแกรมแถมคือ microsoft office เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดที่อนุญาตให้ใช้ได้ 60 วัน ระหว่างนี้ใช้ได้ใช้ไป พอครบ 60 วัน มันจะใช้ไม่ได้แล้ว ซึ่งเป็นวิธีการขายซอร์ฟแวร์วิธีหนึ่ง คือให้ลองใช้ ทำให้ติด แล้วในที่สุดก็ต้องซื้อ ผมลงโปรแกรมสำหรับเปิดไฟล์เอกสาร microsoft office ตัวอื่นให้ใช้แทนด้วย เป็นซอร์ฟแวร์ opensource คืออนุญาตให้ใช้ฟรี ไม่คิดเงิน ซึ่งหลายๆคนที่ได้ใช้แล้วก็บอกต่อกันว่าสามารถแทน microsoft office ได้เลย ซอร์ฟแวร์น่าใช้ตัวนี้ชื่อว่า openoffice3.0

คิดแบบขี้โกงนิดหน่อย วันหลังถ้าซอร์ฟแวร์แถมเกิดหมดอายุ ก็ทำการ restore อีกทีก็ได้นี่นา เครื่องก็จะกลับไปเป็นเหมือนตอนแรก ก็จะใช้ซอร์ฟแวร์แถมได้อีก 60 วัน ก็ restore ไปเรื่อยๆก็น่าจะได้ เดี๋ยวอีกสองเดือนจะบอกให้เพื่อนลองทำดู…. แต่การทำแบบนี้ เอกสารและรูปภาพและเพลง และไฟล์อื่นๆที่เก็บไว้ในเครื่องก็จะหายไปด้วย ต้องเก็บข้อมูลสำคัญไว้ใน thumbdrive หรือ ฮาร์ดดิสก์ภายนอกเสมอ แล้วค่อยคิด restore