ถ่ายภาพเม็ดยา

การถ่ายภาพเม็ดยาเป็นงานถ่ายภาพมาโครประเภทหนึ่ง เพราะวัตถุหรือเม็ดยามีขนาดเล็ก จำเป็นต้องใช้เลนส์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้โฟกัสใกล้ๆได้ หรือใช้เลนส์มาโครโดยเฉพาะนั่นเอง เลนส์ที่ใช้ถ่ายภาพครั้งนี้คือเลนส์ canon EF 100 macro ซึ่งเป็นเลนส์คุณภาพสูงตัวหนึ่ง

การถ่ายภาพสินค้าแค่เพียงชิ้นเดียวหรือสองชิ้นเราอาจจะไม่ต้องวางแผนอะไรมากมาย เพราะจัดแสงแล้วก็ถ่ายเพียงแค่ไม่กี่ภาพ แต่การถ่ายสินค้าจำนวนมาก อย่างเม็ดยาสิบกว่าเม็ดจำเป็นต้องมีการวางแผนการถ่ายภาพก่อน มิฉะนั้นลักษณะภาพจะออกมาแตกต่างกันไม่เหมือนงานที่ถ่ายพร้อมกัน ซึ่งสิ่งที่เห็นความแตกต่างได้มากที่สุดคือเรื่องของค่าแสง หรือความสว่างของภาพ

การถ่ายภาพมาโครจะมีเรื่องความสว่างของภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะโฟกัสของเลนส์ การถ่ายภาพของใหญ่ๆที่ปรับแสงพอดีไว้แล้ว พอเปลี่ยนวัตถุที่เล็กลงเราจะต้องปรับระยะโฟกัสใหม่ การเปลี่ยนโฟกัสจะทำให้รูรับแสงของเลนส์เปลี่ยน ถ้าเราไม่ปรับค่าอะไรเลย ภาพที่เคยถ่ายสินค้าช้ินใหญ่แล้วแสงพอดีเมื่อถ่ายภาพสินค้าช้ินเล็กกว่าจะได้สภาพแสงที่มืดลง ยิ่งชิ้นเล็กลงไปมากเท่าไรภาพก็ยิ่งมืดลงเท่านั้น เช่น ถ้าเราถ่ายภาพสินค้าชิ้นใหญ่ที่ค่าแสง F11 ซึ่งให้แสงพอดี พอเราถ่ายของเล็กมากๆ เราอาจจะต้องปรับค่า f เป็น f5.6 เพื่อให้ภาพสว่างเท่าเดิม อาการนี้เรียกว่าเป็นอาการเสียแสง

สิ่งที่ควรเตรียมตัวก็คือ การเรียงลำดับการถ่ายภาพสินค้าแค่ละชิ้นตามขนาด เราจะเลือกจากเล็กไปใหญ่ หรือ ใหญ่ไปเล็กก็ได้ ในการถ่ายภาพชุดนี้ผมเลือกจากเล็กไปใหญ่ แต่โชคดีของงานนี้มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ค่าแสงไม่เปลี่ยนมาก เพราะไม่ได้พยายามถ่ายภาพให้เต็มเฟรมทุกภาพ แต่เป็นการถ่ายภาพให้เห็นความเล็กและใหญ่ของยาแต่ละเม็ด เรื่องแสงเปลี่ยนหรือเสียแสงในสถานการณ์ของผมจะไม่เด่นชัดมาก แต่การเรียงลำดับก็ยังช่วยในเรื่องการทำงานได้เป็นอย่างดี

เตรียมยาโดยการเรียงลำดับจากเล็กไปใหญ่

ผมเริ่มจากยาเม็ดเล็กสุดก่อน วัดแสงต่างๆให้ได้ระดับที่ต้องการแล้วก็เริ่มถ่ายภาพ ยาเม็ดเล็กจะมีขนาดกินพื้นที่ไม่เยอะมาก

ค่อยๆเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ ขนาดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ภาพอาจจะดูไม่เรียบร้อยเพราะมีสิ่งสกปรกอยู่กับฉาก เนื่องจากเป็นงานทดลองก่อนถ่ายจริงเลยยังไม่ได้เก็บความเรียบร้อย

ภาพสุดท้ายจะเป็นเม็ดใหญ่ที่สุด

พอถ่ายภาพเสร็จเหลือบไปเห็นว่ายาเม็ดที่เรียงลำดับไว้มันก็ดูสวยดี พอเก็บของที่จัดไฟเอาไว้เรียบร้อยแล้วก็กางขาตั้งกล้องมาถ่ายภาพที่เรียงเม็ดยาเอาไว้อีกภาพ คิดว่าน่าจะเอาไปใช้งานได้ในโอกาสต่อไป

ทดสอบ ลำโพง Bose companion2

ในความทรงจำตอนวัยรุ่นตอนต้น มีรุ่นพี่กล่าวถึงลำโพง Bose ว่าเป็นลำโพงเสียงดี ตอนนั้นผมยังเป็นนักเรียนใส่ขาสั้น เดินเล่นบ้านหม้อ อยากได้ลำโพงตัวใหญ่ขนาดโอบไม่รอบ ไม่มีความรู้ทางดนตรี และอิเล็คทรอนิกส์ ได้แต่จำว่า Bose แพง Bose ดี ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกนี้มีเครื่องเสียงอีกมากมาย นอกจาก Sony Kenwood และ ธานินทร์

พอชีวิตเริ่มเกี่ยวกับข้องกับคอมพิวเตอร์ ก็ต้องซื้อลำโพงมาติดคอมฯ ลำโพงที่เลือกซื้อมักจะเน้นตัวใหญ่ เน้นว่าขนาดใหญ่น่าจะเสียงดี ซึ่งมันก็ไม่ผิด ผมเคยเลือกลำโพงให้คนอื่นโดยการไปยืนฟังอยู่นานจนเมื่อยขา แล้วก็อุ้มกลับบ้านด้วยค่าตัวพันกว่าบาท แม้ว่าจะหาเงินได้มากกว่านั้น แต่ก็ไม่รู้สึกว่าอยากจะจ่าย เพราะเสียงที่ได้จากลำโพงคอมฯเหล่านั้นไม่ค่อยดีแบบที่ต้องการ มันอาจจะเป็นเพราะว่าเรามีเงินน้อยเลยต้องเลือกอย่างระวัง และด้วยความจำกัดทางงบประมาณเราเลยได้แต่ทดลองฟังของราคาถูก ของแบรนด์เนม ยี่ห้อฝรั่งแทบไม่อยู่ในหัว เพราะว่า ของจีนมันบังตา ราคามันถูกกว่ากันหลายเท่าตัว

Bose ที่เป็นลำโพงบ้านก็เคยได้ฟังมาบ้าง ฟังจากบ้านเพื่อน ฟังจากร้าน เสียงของ Bose เหล่านั้นไม่ได้เป็นแบบบริสุทธิ์นิยม คือเสียงมันไม่สด เสียงมันไม่ใส ยิ่งลำโพงทรงลูกเต๋าที่มีซับวูฟเฟอร์แยกยิ่งรู้สึกว่าเสียงมันไม่กลมกลืน ตลอดเวลาหลายปีเลยไม่เคยได้สนใจเลย จนกระทั่งร้านขายคอมพิวเตอร์ของ apple ที่มีชื่อว่า istudio เกิดแพร่หลาย คอมพิวเตอร์แม็คอนทอชได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างน่าตกใจ ไปไหนก็เห็นร้านขายแม็คทุกห้าง และอุปกรณ์เสริมต่างๆก็มีวางขายอยู่ในร้านอย่างเป็นระเบียบและสวยงามและมีปริมาณเยอะมาก หนึ่งในของเยอะๆเหล่านั้นก็มีลำโพง bose ด้วยเช่นกัน

คงเป็นผลมาจาก ipod ที่ได้รับความนิยม ร้านขายสินค้าของ apple เลยต้องขายลำโพงด้วย และลำโพง Bose ก็เป็นสินค้าที่มีราคาสูงที่สุดในร้านถ้าไม่นับสินค้า apple เอง ก็เลยมีโอกาสได้ลองฟังบ่อยๆในร้าน istudio เล่ามาซะยาวเลย เข้าเรื่องได้แล้ว


(รูปจากคนอื่น)

ลำโพง bose ที่ผลิตมาสำหรับการใช้งานกับคอมพิวเตอร์มีไม่มากรุ่น ระยะห้าปีหลังมานี้ Bose ค่อยๆสะสมความนิยม มีคนซื้อใช้มากขึ้น อาจจะเป็นเพราะคนที่เคยอยากได้ในอดีดหลายคนเริ่มแก่ขึ้น เร่ิมมีงานมีการทำ เร่ิมมีเงินซื้อ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น


(รูปจากคนอื่น)

Bose companion2 เป็นลำโพงสำหรับคอมพิวเตอร์ มีหน้าตาออกแบบมาเป็นตู้ขนาดฝ่าเท้า (ใหญ่กว่าฝ่ามือ แต่ไม่ใหญ่มาก) หน้าลำโพงเป็นสโล๊ปเอียงขึ้น ถ้าวางบนโต๊ะคอมพิวเตอร์มันก็จะแหงนหน้าขึ้นสู่คนฟัง ถ้าใช้วางข้างโน้ตบุ๊คก็คงมีความลาดเอียงเท่ากับจอภาพ ด้านหน้าเป็นตะแกรงมีปุ่มหมุนปรับระดับเสียงเพียงปุ่มเดียว ปรับเสียงทุ้มแหลมไม่ได้ ใต้ปุ่มหมุนมีรูเสียบหูฟัง 1 ช่อง ด้านหลังเป็นช่องเสียบสัญญาณเสียงเข้า มีช่องรับ 2 คู่ หมายความว่ารับเสียงจากอุปกรณ์ได้สองตัว ไม่มีตัวเลือกว่าจะฟังอะไร ช่องไหนมีสัญญาณเสียงวิ่งเข้าไปก็ส่งเสียงได้หมด แปลว่า ถ้าต่อกับคอมพิวเตอร์สองตัวพร้อมกัน เปิดเสียงพร้อมกัน มันก็จะรวมเสียงแล้วส่งเสียงผสมกันออกมา เป็นหลักการเดียวกับมิกเซอร์ นอกจากนั้นก็มีช่องเสียบไฟตรง 12 โวลท์ และมีช่องต่อสายลำโพงข้างซ้ายอีกตัวหนึ่ง มีรูระบายเบสอยู่ 1 รู ซึ่งเป็นลักษณะของลำโพงตู้เปิด


(รูปจากคนอื่น)

รูปตัวอย่างนี้เป็นรูปจากที่อื่น  ตัวที่ผมได้มาช่องเสียบไฟเลี้ยงเขียนไว้ว่า 12V 1.8A   ส่วนตัวในภาพระบุไว้เพียง 1.2A

การที่ไม่มีปุ่มปรับเสียงทุ้มแหลมมันหมายความว่า Bose มั่นใจในตัวเองอย่างมากว่าเสียงจากลำโพงของเขาเป็นเสียงที่ดีแล้ว ขอแค่แหล่งโปรแกรมที่เอามาเล่นด้วยอย่าห่วยเกินไป มันถือว่าเป็นความสุดโต่งของการออกแบบเพาเวอร์แอมป์และลำโพงระดับหนึ่ง การออกแบบให้เป็นเช่นนี้ถือว่าเป็นดาบสองคม ถ้าแหล่งโปรแกรมที่เอามาใช้เล่นมันมีคุณภาพเสียงที่ดี เสียงก็จะออกมาดี แต่ถ้าแหล่งโปรแกรมมันเสียงแย่ มันก็ออกมาแย่ยิ่งขึ้น

ลองฟัง Bose โดยใช้เครื่องเล่น DVD ต่อผ่านตัวแปลงสัญญาณเสียง D/A converter อีกตัวแล้วค่อยส่งไปให้ Bose ขยายเสียง เสียงที่ได้มีความใส สด มันเป็นบุคลิกของตัวแปลงสัญญาณ แล้วเกี่ยวอะไรกับ Bose ก็ต้องตอบว่าไม่เกี่ยว พล่ามไปให้เปลืองบรรทัดเล่นๆ แต่สิ่งที่ Bose companion2 ทำให้ก็คือ มันส่งเสียงตลอดย่านความถี่ออกมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ เสียงเบสเป็นงานยากของลำโพงขนาดเล็ก Bose Companion 2 ใช้ดอกลำโพงขนาดเพียง 2.5 นิ้ว ดอกเดียวส่งเสียงตลอดย่าน ถึงจะดอกเล็กแต่ให้เสียงเบสได้ลึกเกินตัว เกินตัวไปมากจริงๆ หลับตาฟังแทบจะไม่เชื่อว่ามันออกมาจากลำโพงตัวแค่นี้ เสียงกลางมีความเด่นพอใช้ได้ เสียงสูงยังไม่ใสเท่ากับลำโพงบ้านทั่วไป แต่ก็ไม่ได้น้อยจนทึบ เรายังรู้สึกว่าเสียงฟาดสแนร์ เสียงฉาบ และ แฉ ยังมีความกังวานและมีประกายเสียง แม้ว่าจะไม่สด ไม่กระแทก ไม่รู้สึกมีความแข็งของโลหะแบบลำโพงบ้านราคาหลายหมื่น แต่มันก็มีให้ฟัง

Bose ใส่วงจรพิเศษเข้าไปในระบบลำโพงคู่นี้อย่างน้อยสองอย่าง จริงๆผมเชื่อว่าอาจจะมากกว่านี้ แต่ค้นหาข้อมูลเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เจอเพียงระบบ TrueSpace ที่ทำหน้าที่สร้างเสียงสังเคราะห์ระบบเสียงรอบทิศจากลำโพงเพียงสองตัว กับวงจรปรับโทนเสียงอัตโนมัติ การมีระบบ TrueSpace ผลก็คือทำให้เสียงมีบรรยากาศโอบล้อม คนฟังจะรู้สึกถึงความฉ่ำหวานและมีประกาย มันมีการเล่นเฟสเสียงที่ซับซ้อน การนั่งฟังห่างลำโพงเพียงแค่ไม่ถึงเมตรมันให้คุณภาพที่ดีที่สุด เพราะมันถูกออกแบบมาให้ทำงานบนโต๊ะ แต่หากถอยห่างออกมาเรื่อยๆ ในบางระยะเราจะได้ยินเสียงกลับเฟสของเสียงกลาง เสียงคนร้องจากที่เคยอยู่ตรงกลางระหว่างลำโพงจะมีอาการวูบไปอยู่ด้านขวาบ้างเป็นบางระยะที่เราทดสอบ แต่การนั่งฟังบนโต๊ะทำงานปกติจะไม่พบอาการนี้ แสดงว่า Bose ออกแบบลำโพงคู่นี้เอาไว้ให้นั่งฟังใกล้ๆ แต่ผมกลับขอบฟังจากระยะไกลๆมากกว่า คือใกล้ๆมันก็ได้คุณภาพแบบที่เขาออกแบบ ไกลๆมันก็ได้อีกแบบหนึ่ง เพราะผมไม่ได้สนใจเรื่องความถูกต้องของเสียงว่าจะต้องมีโฟกัสเที่ยงตรง นักร้องยืนอยู่ตรงกลางระหว่างลำโพง การฟังแบบแบล็คกราวน์มิวสิคหรือแบบเปิดทิ้งไว้ฟังไปด้วยทำงานอื่นไปด้วย เราไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องใช้สมาธิในการฟังจับผิด น้ำเสียงที่หวานกลมกล่อมชวนฟังขนาดนี้หาไม่ได้จากเครื่องเสียงบ้านราคาต่ำกว่าสองหมื่น

ระบบปรับโทนเสียงอัตโนมัติเป็นการปรับแต่งเสียงของแหล่งโปรแกรมต่างๆที่เอามาเปิดฟัง อาจจะเป็นเพลง Mp3 คุณภาพต่ำ การฟังเพลงต่างๆผ่านลำโพง Bose มันมีการปรับเสียงให้อัตโนมัติ เพลงแย่ เพลงดี พอเอามาเปิดมันก็เสียงดีเหมือนกันหมด บางเพลงที่ผมโหลดจากอินเทอเน็ตมาฟัง ฟังจาก Bose ไปเรื่อยๆก็ไม่ได้คิดอะไร พอลองเอาหูฟังมาเสียบฟังเพลงเดิม กลับรู้สึกว่ามันแห้งและทึบเหลือเกิน ผมเดาว่าไม่ใช่เพราะ Bose ทำช่องเสียบหูฟังไม่ดี แต่ระบบชดเชยเสียงหรือการปรับโทนเสียงอาจจะไม่ได้ทำงานในการเสียบหูฟัง เพราะ Bose น่าจะออกแบบวงจรพิเศษต่างๆมาให้ทำงานบนตัวลำโพงจริงๆ

การมีหน่วยประมวลผล ตรงนี้คือประเด็นสำคัญ ลำโพงที่จะสามารถทำงานแบบนี้ได้ก็ต้องมีหน่วยประมวลผลในตัวเอง นั่นคือจะมีต้องมีวงจรอิเล็คทรอนิกส์มารับหน้าที่ประมวลผลนอกเหนือไปจากวงจรขยายเสียงปกติ หมายความว่าคุณภาพแบบนี้ เทคนิคแบบนี้จะอยู่ในลำโพงแบบ active เท่านั้น คือมีภาคขยายและมีวงจรประมวลผลในตัว มันเป็นเหตุผลที่ทำให้ลำโพง Bose บางรุ่นที่ออกแบบเป็น sub+sat ไม่มีกำลังขยายเป็นลำโพงที่ยังเสียงไม่ดี เพราะให้ลูกค้าไปหาเพาเวอร์แอมป์ใช้เอง มันปราศจากเทคนิคและวงจรพิเศษมาช่วยเหลือ ลำโพงอย่าง acoustic mass เลยมีน้ำเสียงที่ยังขาดๆเกินๆไม่กลมกล่อมเหมือนลำโพงสำหรับคอมพิวเตอร์อย่าง companion2 ตัวนี้

การมีหน่วยประมวลพิเศษเพื่อช่วยให้ลำโพงทำงานได้อย่างมหัศจรรย์ไม่ได้มีแต่ข้อดีฝั่งเดียว มันมีข้อเสียตามมาด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ มันเสียเวลาไปกับการประมวลผลเล็กน้อย ทำให้เสียงมีอาการดีเลย์อย่างรู้สึกได้ ไม่ใช่ว่าเสียงยืด แต่เป็นอาการมาช้าไปนิดหน่อย ถ้าเราต่อลำโพง Bose คู่กับลำโพงอื่นๆที่ส่งเสียงตรงๆไม่มีวงจรประมวลผลมาทำให้เสียเวลา เราจะได้ยินเสียงโน้ตเดียวกันสองครั้ง คือเสียงที่ได้ยินทันทีจากลำโพงตัวอื่นและตามมาด้วยเสียงจาก Bose เพราะมัวแต่ไปเสียเวลาประมวลผล มันเหมือนเป็นอาการเสียงก้องในห้องกระจก คือมีเสียงหลักกับเสียงที่สองวิ่งคู่กันตลอดเวลา ถ้าเราใช้ฟังเพลงอย่างเดียว ก็จะไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหา แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าเอาไปใช้เล่นเกมส์จะมีปัญหาหรือไม่ ข้อเสียอีกประการก็คือมันเปิดดังไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องฟังเบาๆ มันเปิดดังให้พอดีในห้องได้ ให้อารมณ์การฟังเพลงได้ดี แต่มันยังเอาไปเปิดในงานปาร์ตี้ไม่ได้ มันเปิดดังเผื่อคนเป็นสิบคน หรือเปิดในที่โล่งแล้วยังไม่ดี เพราะความที่มันพยายามส่งเสียงเบสให้ได้เกินตัว ทำให้มันต้องใช้พลังงานเยอะ เหมือนกับว่าลำโพงทำงานหนักมาก ขณะที่ไฟเลี้ยงวงจรยังมีจำกัดเนื่องจากใช้ไฟเพียง 12 V 1.8 amp เท่ากับความดังประมาณไม่เกิน 21.6 วัตต์ หากคิดประสิทธิภาพระดับ 100% แต่ในความเป็นจริง วงจรขยายเสียงหากสามารถทำประสิทธิภาพได้สูงสัก 70% ก็ถือว่าดีมากแล้ว ผมเดาว่า Bose ตัวนี้น่าจะมีประสิทธิภาพประมาณ 70% มากกว่าจะเป็นแค่ 25% แบบเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ทั่วไป การเปิดดังมากๆทำให้วงจรมีอาการคลิป คล้ายกับว่าลำโพงกำลังจะแตก มันเหมือนกับคุณเอารถซิตี้คามาวิ่งในเมืองได้อย่างสนุกสนาน แต่พอต้องออกต่างจังหวัด ต้องทำความเร็วสูงๆ มันสู้รถใหญ่ หรือรถกระบะไมไ่ด้ เพราะมันออกแบบการใช้งานมาคนละประเภทกัน

ประมาณสามวันวันละหลายชั่วโมงที่อยู่กับลำโพงคู่นี้ผมเริ่มรู้สึกว่า Bose น่าจะเป็นลำโพงที่เหมาะแก่การใช้งานระยะยาว การลงทุนที่สูงกว่าลำโพงคอมพิวเตอร์ทั่วไปมันเป็นเรื่องที่รู้สึกคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้กลับคืนมา จ่ายแพงกว่าอีกหน่อย แต่ได้ของที่ใช้ได้ถูกใจและไม่ต้องขวนขวายหาตัวอื่นๆมาแทนมันเป็นสิ่งที่น่าลองทำ เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเงินซ้ำซ้อน ผมเคยเสียเงินซื้อลำโพงมาหลายคู่ เพราะมัวแต่เลือกของถูก ยอมประณีประนอมกับบุคลิกเสียงบางอย่างเพราะว่าต้องดูตามงบประมาณ ผลก็คือมีลำโพงที่ไม่ค่อยได้ใช้อยู่ในบ้านเต็มไปหมด ถ้าซื้อ Bose ตั้งแต่ต้นอาจจะประหยัดกว่านี้

ลำโพง Bose ไม่ได้ให้เสียงที่ถูกต้องแม่นยำ เพราะมันมีการปรับแต่งใส่สีสันต่างๆเข้าไปจนฟังแล้วเคลิ้ม อย่าถามหาความจริงกับ Bose เพราะ ฺBose มันฉอเลาะ ตอแหล กว่าปกติ การเลือกใช้ Bose มันเหมือนเป็นรูปแบบชีวิต เป็นสไตล์หนึ่งๆ ถ้า Bose เป็นกาแฟ ก็จะเป็นกาแฟสตาร์บั๊คส์ คือกลมกล่อม เต็มไปด้วยอารมณ์และบรรยากาศ เข้าไปนั่งแล้วสั่งกินได้ไม่ผิดหวัง นั่งในร้านแล้วรู้สึกปลดปล่อย ไม่เครียด กาแฟทำหน้าที่เป็นเครื่องดื่ม แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือความรู้สึกว่าการมีเวลาส่วนตัว มีโลกส่วนตัว มีความสบายส่วนตัว มีร้านอื่นที่ขายกาแฟเช่นกัน มีกาแฟราคาถูกกว่านี้ มีราคาแพงกว่านี้ แต่สตาร์บั๊คมีมากกว่านั้น บางคนจ่ายสิบกว่าบาทก็แลกกาแฟข้างถนนได้ แต่มันคนละอารมณ์ คนเรากินกาแฟไม่ใช่เพราะต้องการเพียงแค่คาเฟอีน อารมณ์กาแฟต่างหากที่ต้องการ

ถ้า Bose เป็นภาพถ่าย Bose คือภาพที่ได้จากฟิล์มสไลด์ fuji Velvia ซึ่งเป็นฟิล์มสไลด์ที่ให้สีสันสดจัดจ้านที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา ภาพจากฟิล์มสไลด์ตัวนี้มีความอิ่มตัวของสีที่สูงมาก มีรายละเอียดสูงมาก และภาพในหนังสือ National Geographic ในยุคก่อนดิจิทัลจะครองเมืองจะเป็นภาพจากฟิล์มตัวนี้เป็นส่วนใหญ่

ถ้า Bose เป็นรถยนต์ มันอาจจะเป็น Honda CRV ที่เป็นรถอเนกประสงค์ ขับไปร่วมงานอะไรก็ได้ ไปงานหรูก็ได้ ไปงานบวชงานวัดก็ได้ สมรรถนะพอใช้ ไม่แรงไม่ลุยเท่าโฟวีลแท้ๆ ไม่คล่องตัวอย่างซิตี้คาร์ แต่ขับได้ทุกวัน ใช้ได้ทุกวัน ในเมือง หรือนอกเมือง ชีวิตบนตึกหรือท่องเที่ยวก็ได้หมด

ถ้า Bose เป็นอาหาร ผมคิดว่ามันเป็นข้าวผัด บางคนชอบกินข้าวขาว บางคนชอบกินข้าวกล้อง Bose เป็นข้าวที่ปรุงเสร็จแล้ว สามารถกินเปล่าๆ หรือ กินพร้อมกับก็ได้ มันมีรสชาด มีความหวานมัน

คิดถึง ipod คิดถึงความสุขในการฟังเพลง

IMG_9017

เครื่องเล่น mp3 เครื่องแรกที่ผมเคยได้ยินข่าวคราวก็คือเครื่องยี่ห้อ rio ผมจำสเป็คโดยละเอียดไม่ได้ และไม่เคยมีโอกาสได้ฟัง ในช่วงเวลาแรกเริ่มของ mp3 ผมฟังผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์และไม่เคยรู้สึกหลงใหลได้ปลื้มกับ mp3 เลย ทั้งๆที่ ณ เวลานั้นมีแผ่นรวมเพลง mp3 ขายอยู่แล้วมากมาย

อาจจะเป็นเพราะว่าการฟัง mp3 ในยุคแรกนั้นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก ทำให้ผมไม่สามารถพกพามันไปกับตัวได้  ปี 1998 ปีนั้นที่ฝรั่งเศสได้แชมป์ฟุตบอลโลก ผมยังคงไปซื้อเครื่องเล่นเทปแบบวอล์คแมนเครื่องใหม่หน้าตาสวยมาใช้งานอยู่เลย อัลบั้มเพลงที่ผมจำได้ว่าผมฟังจากเทปวอล์คแมนเครื่องนี้บ่อยที่สุดคืออัลบั้มของ pause ชุด mind ที่มีเพลงข้อความ เพลงความลับ ที่ยังคงเป็นเพลงน่าฟังอยู่ตลอดกาลของวงดนตรีวงนี้

mp3 ฮิตมากกับการใช้งานบนโต๊ะทำงาน เพราะเปิดด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมมีเพลง mp3 สะสมอยู่ในเวลานั้นหลายร้อยเพลง มีเพลงที่ชอบมากๆอยู่ประมาณ 100 เพลง และผมก็ไม่คิดว่าจะพกพามันไปฟังบนรถเมล์ หรือ ฟังตอนขับรถ เพราะไม่รู้จะขนเพลงเหล่านั้นทั้งร้อยเพลงไปได้อย่างไร ตอนนั้นลืมเครื่องเล่น mp3 แบบพกพาไปได้เลย เพราะเครื่องแพงมาก และหน่วยความจำที่มีอยู่ก็อยู่ที่ระดับประมาณ 16-32 เม็กกะไบต์ มันเก็บเพลงได้ไม่ถึง 10 เพลง ผมพกเครื่องเล่นเทปยังได้เพลงเยอะกว่า

หลายปีต่อมาผมได้ข่าวว่า apple ทำเครื่องเล่น mp3 ออกมาขายราคาประมาณสองหมื่นบาท ผมไม่สนใจเลยเนื่องจากไม่มีเงินซื้อ และไม่เคยคิดว่าจะต้องจ่ายเงินให้กับอุปกรณ์การฟังเพลงในราคาสูงขนาดนั้น แม้ว่าผมจะเป็นคนเล่นเครื่องเสียง และยินดีจ่ายให้กับเครื่องเสียงราคาหลายหมื่น แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะต้องจ่ายให้กับเครื่องเล่น mp3 ในราคาแพงกว่าเครื่องเสียงบ้าน ผมปฏิเสธ mp3 มาตลอดทั้งในด้านคุณภาพ และราคา

ในบางวันที่ผมฟังเทปจากวอล์คแมน ผมก็อยากฟังวิทยุบ้าง ตอนนั้นก็ไปซื้อเครื่องรับวิทยุมาใช้ เป็นเครื่องรับวิทยุที่ราคาถูกๆ มันรับคลื่นได้แต่ไม่ชัด สุดท้ายก็ทนฟังไม่ได้ ผมก็เลยหันหลังให้กับรายการวิทยุไปนานแสนนาน กว่าจะรู้ตัวอีกทีเขาก็มีคลื่นวิทยุที่เปิดเพลงกันต่อเนื่องห้าสิบนาทีเสียแล้ว ผมตกยุคไปหลายปีเลย

_MG_6408

แล้วผมก็ไปเพลิดเพลินอยู่กับการหัดถ่ายภาพ ผมแทบไม่ได้ฟังเพลงอย่างตั้งใจอีกเลย จนวันหนึ่งเพื่อนเอา ipod mini มาให้ลองฟัง ก่อนจะทดลองฟัง ผมก็ออกตัวกึ่งด่า กึ่งดูถูกไว้หลายอย่าง เพื่อนก็หวังดีบอกให้ผมฟังดูก่อน พอลองฟังสักสองเพลง ผมถามราคา เพื่อนบอกเจ็ดพันบาท ผมฝากซื้อทันที และมีเพื่อนอีกสองคนที่อยู่ในที่นั้นก็ซื้อพร้อมผมอีกคนละเครื่อง ผมบอกไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเทคโนโลยี แต่เพลง mp3 ในเครื่องเล่น ipod มันเพราะมาก มันเหมือนคนที่ไม่ได้กินอาหารถูกปากมานาน พอเจอเมนูอร่อยเข้าไปกลายเป็นคนตะกละขึ้นมาเลย

ipod mini เป็นเครื่องเล่นเพลงติดตัวผมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เครื่องเล่นเทปวอล์คแมนผมก็เก็บลืมตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเช่นกัน และจนบัดนี้มันก็ไม่เคยทำงานอีกเลย คุณภาพเสียงของ ipod mini ทำให้ผมเริ่มหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หาประวัติของ ipod เลยทำให้เริ่สนใจเครื่องคอมพิวเตอร์ของ apple ไปพร้อมกัน แม้ว่าผมจะชอบ ipod แต่ผมก็ยังไม่คิดจะใช้คอมพิวเตอร์ของ apple เพราะว่าตอนนั้นผมมีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ และเครื่องโน้ตบุ๊คส่วนตัวผมเป็น ibm หน้าตาดำๆถึกๆ มันเป็นโลกของ windows และ ibm และ โปรแกรม visual studio ของ microsoft

สิ่งที่ผมชอบใน ipod mini คือหน้าตาที่ดูคลาสิค และรูปร่างไม่ใหญ่โต ตัวถังเป็นอลูมิเนียมที่เป็นรอยยากมาก หน้าจอใช้ไฟเรืองแสงสีขาว มันเป็นความลงตัวที่ผมรู้สึกดี ความจุที่มี 4Gb สามารถเก็บเพลงได้ประมาณ 1000 เพลง แน่นอนว่าผมมีเพลงสะสมจนเต็มความจุแล้ว ทุกวันนี้ยังไม่เจออุปกรณ์อะไรที่ดูน่าทนุถนอมขนาดนั้นเลย คุณภาพเสียงก็ดีถูกใจมาก โดยเฉพาะหูฟังที่มาพร้อมกับ ipod mini เป็นหูฟังที่มีบุคลิกที่เป็นกลาง คือมันราบเรียบ ฟังเสียงคนได้ชัดเจน มันสามารถฟังเพลงได้นานโดยที่ไม่รู้สึกล้า ไม่เลี่ยน มันแตกต่างไปจากหูฟังโซนี่ที่ฟังทีแรกจะรู้สึกว่าเพราะ มัน เสียงใส แต่ฟังนานๆหลายชั่วโมงแล้วทรมาน

เคยมีคนแย้งว่าทำไมถึงอยากจะฟังเพลงตั้งพันเพลง ipod ความจุเยอะเกินความจำเป็น ต้องจ่ายราคาแพงกว่าชาวบ้าน ipod ราคาเกือบหมื่น แต่ของคนอื่นขายกันสองพันบาท ความจุ 512mb ก็พอแล้ว หลายความเห็นออกมาแนวทางเดียวกันคือ ipod แพงเกินไป ผมก็รู้สึกว่าแพง แต่ผมก็พบว่าการที่ผมมีเพลงติดตัวไปสักหนึ่งพันเพลงผมก็ไม่ได้อยากฟังทุกเพลงหรอก แต่ว่าผมสามารถเลือกฟังเพลงอะไรก็ได้จากหนึ่งพันเพลง เลือกฟังได้ทันทีโดยไม่ต้องกลับบ้านไปลบเพลงเก่าและก็อปปี้เพลงที่ต้องการลงไป แต่ละวันผมอาจจะฟังเพลงแค่สิบเพลง แต่มันก็ไม่สามารถจะบอกได้หรอกว่าสิบเพลงนั้นมีเพลงอะไรบ้าง การแบกเพลงใส่ ipod ไว้หนึ่งพันเพลงมันทำให้ผมสามารถเลือกเพลงที่อยากฟังได้ครบตามที่ต้องการ หรือเกือบครบทุกเพลง มันเป็นสิ่งที่เครื่องเล่นอื่นๆให้ไม่ได้

ตอนนั้น ipod ไม่มีคู่แข่งเลย ทั้งในแง่คุณภาพเสียงและความจุ มียี่ห้ออื่นๆพยายามจะทำขายก็ยังไม่มีจุดเด่นที่ดีกว่า มันเป็นเรื่องที่ช่วยไ่ม่ได้จริงๆที่จะไม่เปิดใจให้กับเครื่องเล่นยี่ห้ออื่นๆ เพราะเมื่อลองฟังก็รู้สึกว่ามันไม่ลงตัว เสียงยังไม่ถูกใจ แต่ผมก็ทดลองฟังตัวอื่นๆอยู่เรื่อยๆ แล้ววันดีคืนดีก็เจอกับเครื่องเล่น mp3 ตัวใหม่ที่เสียงดีกว่าเดิม

IMG_9032

มันคือ ipod รุ่น shuffle รุ่นที่มีความจุเพียง 512 Mb หรือเก็บเพลงได้แค่ 120 เพลงเท่านั้น ผมเดินผ่านร้านขายเครื่องเสียง ก็แวะดูไปตามเรื่อง ถามพนักงานเรื่องคุณภาพเสียงของ ipod 3 ตัวที่วางเรียงกันอยู่ในร้าน พนักงานบอกว่า shuffle เสียงดีที่สุด ผมไม่เชื่อเลยขอลองฟังบ้าง ฟังเพลงเดียวกัน หูฟังเดียวกัน แล้ววันนั้นผมก็เสียเงิน ได้ shuffle กลับบ้านไปอีกตัว มันเป็นเครื่องเล่นที่ไม่มีหน้าจอ ก็อปปี้เพลงลงไปแล้วก็เปิดเล่นเลย หลายคนออกความเห็นว่าไร้สาระ เอา ipod ตัวใหญ่มาติดเทปบังหน้าจอไว้ก็เหมือนได้ใช้งาน shuffle แล้ว ซึ่งผมก็ไม่ได้แย้งอะไร แต่ผมรู้สีกว่า ipod shuffle ที่ไม่มีจอภาพมันมีดีกว่านั้น มันเป็นมากกว่านั้น แต่ก็อธิบายไม่ได้

การก็อปปี้เพลงลงไปในเครื่องเล่น ipod ต้องทำผ่านโปรแกรม iTune ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถเปิดเพลงได้ทั่วไป สร้างรายการเพลงที่ชอบ รวมเพลงเป็นชุดๆได้ตามใจ ทุกเพลงที่อยู่ใน iTune กดปุ่มเดียวมันก็จะก๊อปปี้ทุกอย่างลงไปใน ipod แปลว่า บนเครื่องคอมพิวเตอร์เรามีเพลงอะไร จัดระเบียบจัดอัลบั้มรวมกันไว้อย่างไรมันก็มีอย่างนั้นใน ipod เช่นกัน และความพิเศษมากขึ้นอย่างหนึ่งก็คือมันบันทึกการเล่นเพลงต่างๆเอาไว้ เพลงไหนเล่นบ่อยที่สุดก็มีการนับไว้ และมันก็มีรายการเพลง top hit ให้เราอัตโนมัติ แปลว่า ในหลายๆพันเพลงจะมีเพลงที่เราฟังบ่อย 25 เพลงถูกจัดเป็น top hit ให้ และเราสามารถสั่งให้ ipod shuffle ก็อปปี้เพลง top hit เหล่านั้นลงได้ได้อัตโนมัติ

ipod shuffle ที่เก็บเพลงได้เพียงเล็กน้อยมีเพลงที่เราฟังบ่อยๆอยู่ในนั้น มันเป็นรูปแบบการเลือกเพลงที่”ไม่ผิดหวัง” เพราะว่าเราฟังบ่อยจริง มันแก้ปัญหาของคนลังเลได้อย่างดี เพราะเราคงเคยเจอปัญหาว่า มีเพลง มีแผ่น (เมื่อก่อนก็มีเทปด้วย) เยอะไปหมด จะเลือกเอาเพลงไหนไปฟังบนรถดี หรือจะเอาแผ่นเพลงไหนติดตัวไปเที่ยวต่างจังหวัดดี เมื่อก่อนผมเคยขับรถไปต่างจังหวัดหลายวัน ผมขนแผ่นซีดีใส่ลังไปด้วยเกือบห้าสิบแผ่น มันเป็นเรื่องบ้าๆที่เคยทำ

พอรับ ipod เข้ามาในชีวิต ความบันเทิงแบบพกพาก็เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง จากการฟังเพลงแต่เพียงอย่างเดียวมันเริ่มมีความต้องการให้ ดูภาพได้ ดูวิดีโอได้ ซึ่งคนที่คิดแบบผมไม่ได้มีคนเดียว มันคิดแบบเดียวกันทั้งโลก และแล้ว ipod ก็มีรุ่น ipod photo ที่สามารถก็อปปี้ภาพลงไปดูได้ และแน่นอนว่าหน้าจอของ ipod กลายเป็นจอสีแล้ว หลังจากนั้นอีกไม่นาน ipod video ก็ตามมาติดๆ เป็นเครื่องเล่นแบบพกพาที่สามารถดูวิดีโอได้ด้วย ซึ่งในเวลานั้นเครื่องเล่นโนเนมจากจีนก็มีความสามารถในการเล่นวิดีโอออกมาก่อนแล้ว แต่วิดีโอในเครื่องโนเนมต่างๆเป็นวิดีโอที่คุณภาพต่ำ การแสดงผลยังไม่ประทับใจ และไม่สามารถต่อสายภาพออกมาเข้าเครื่องรับโทรทัศน์ได้ แต่ ipod video ทำได้ทุกอย่างที่บอกมา มันเป็นข้อได้เปรียบที่ ipod มีความจุเยอะ เลยสามารถเก็บข้อมูลวิดีโอที่มีขนาดใหญ๋ได้ คุณภาพของวิดีโอเลยดีกว่า

ความนิยมของ ipod ค่อยๆสะสมก่อตัวขึ้น จนกระทั่งแพร่หลายไปทั้งโลก สิ่งที่ชี้วัดได้ง่ายที่สุดก็คือมีอุปกรณ์เสริมต่างๆออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นซองผ้า ซองหนัง ซองพลาสติก ลำโพง เครื่องเสียง ทุกอย่างที่เอามาต่อพ่วงกับ ipod ได้จะถูกผลิตออกมาเต็มไปหมด แม้แต่เครื่องมีดโกนหนวดต่อกับ ipod ก็ยังมี เลเซอร์พอยเตอร์ก็มี มันไม่ได้เกี่ยวกับการฟังเพลงแต่ก็มีคนทำอุปกรณ์เสริมออกมา มันมากมายลามไปถึงกลุ่มแฟชั่น กระเป๋าหนังบางยี่ห้อมีช่องใส่ ipod แยกต่างหาก มันฮิตระเบิดเลย

scan-2012-minilux-jul-17

มาถึงปี ค.ศ. 2006  ipod พัฒนาไปมากกว่าเดิมหลายช่วงตัว มันกลายไปเป็น iphone เป็นเครื่องเล่นหน้าจอสัมผัส เล่นอินเทอเน็ตได้ มันมีกล้องในตัว มันเป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์ มันใส่โปรแกรมเพิ่มเพื่อทำงานอื่นๆได้อีกมากมาย มันไปไกลจนเกินกว่าจะเป็นเครื่องเล่นเพลงไปเสียแล้ว เราหยุดการพัฒนาไม่ได้ มันเป็นเรื่องปกติของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ ผมแอบคิดเล่นๆว่า ipod ชวนคนทั้งโลกให้หันมาฟังเพลง แต่ตอนนี้กำลังพาคนทั้งโลกออกจากเพลง ไปสู่สิ่งใหม่ที่สับสนวุ่นวาย ทั้งภาพ วิดีโอ อินเทอเน็ต มันน่าคิดเหมือนกันว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร เครื่องเล่นเพลงที่แท้จริงมันอาจจะหยุดอยู่ที่ ipod รุ่นสุดท้ายก่อนที่จะเริ่มใช้ระบบสัมผัสหน้าจอ อารมณ์คนฟังเพลงต้องการแค่นั้นจริงๆ ที่มากกว่านั้นและทุกอย่างที่อยู่ใน iphone มันมากเกินไปสำหรับคำว่าดนตรี

ทดสอบ macbook air 11 นิ้ว ภาค 5 ลอง parallel

การใช้งานระบบปฏิบัติการ windows บนเครื่อง macbook air สามารถติดตั้งในฮาร์ดดิสก์ตรงๆโดยผ่านการแบ่งพาติชั่นได้แล้ว การจะเปลี่ยนกลับไปกลับมาระหว่าง osx และ windows จะต้องบู๊ทเครื่องใหม่ แม้ว่า macbook air จะบู๊ทเครื่องได้เร็วเพียงใดมันก็ยังไม่ใช่คำตอบของการสลับใช้งานอยู่ดี ซึ่งก็เป็นที่มาของโปรแกรม parallel ที่ทำหน้าที่จำลองการทำงานของ windows ให้สามารถเรียกใช้ได้ใน osx แบบไม่ต้องบู๊ทเครื่องใหม่ สามารถสลับไปมาได้ตามใจเลย

ผมยังไม่เคยใช้งาน parallel มาก่อนเลย ไม่รู้ว่าการติดตั้งวินโดส์โดยผ่าน parallel เป็นอย่างไร โดยผมเริ่มติดตั้ง parallel หลังจากทึ่ผมมี windows แล้ว ตอนติดตั้ง parallel ผมก็งงๆอยู่ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ขอข้ามส่วนการติดตั้ง ไปสู่การใช้งาน parallel เลยดีกว่า

โปรแกรม parallel เป็น application ที่ต้องเรียกใช้งานในฝั่ง osx และมันจะทำการบู๊ท windows ให้เราเพื่อใช้งาน การใช้งาน windows ผ่าน parallel จะมี 3 รูปแบบคือ
1 แบบเป็น windows แยก คล้ายกับว่าเป็นโปรแกรมย่อยตัวหนึ่งใน osx มีหน้าต่างวางแยกต่างๆ เหมือนการใช้ remote desktop เหมาะกับเครื่องที่มีหน้าจอละเอียดมากๆ ซึ่งสำหรับ macbook air 11 นิ้ว ไม่เหมาะเลย ทำงานได้ แต่รู้สึกว่ามันคับแคบ
2 แบบเป็น Fullscreen แบบนี้จะเหมือนวินโดส์แท้ๆ มันทดแทนการบู๊ทเครื่องเข้าวินโดส์โดยตรงได้เลย การทำงานราบลื่น ไม่รู้สึกช้า สามารถสลับออกจาก fullscreen ไปสู่โปรแกรมอื่นๆของ osx ได้ตลอดเวลา
3 แบบจำลอง application บนวินโดส์ให้กลายเป็นโปรแกรมที่เรียกได้บน osx แบบนี้ทางเจ้าของซอร์ฟแวร์เขาเรียกว่า coherence ไม่รู้จะแปลว่าอะไรดี มันทำให้เราเรียก start menu ของ windows บน osx ได้ จะเรียก IE มาเล่นเน็ทก็ได้ จะเรียกโปรแกรมอะไรบนวินโดส์ก็ได้ มีเมนูของวินโดส์เด้งขึ้นมาไม่แตกต่างกับการทำงานบน windows เลย

แบบ 1 ไม่ค่อยเหมาะกับการทำงาน เพราะหน้าจอเล็กไป แบบ 2 เป็นการทำงานที่ลงตัวจริงจัง เอาใจคนที่ชอบวินโดส์เพราะมันเหมือนเป็นวินโดส์แท้ๆ แบบ 3 จริงๆมันก็ทำงานได้พอๆกับแบบที่ 2 สำหรับผมแล้วไม่่ต่างกัน

ในด้านประสิทธิภาพ
ผมเปรียบเทียบความเร็วในการประมวลผลด้วยโปรแกรม super pi โดยเลือกให้ทำการหาค่าทศนิยมของ pi ระดับ 1ล้านตำแหน่ง โปรแกรม super pi นี้เกิดขึ้นในปี คศ1995 และกลายเป็นโปรแกรมพื้นฐานของการวัดความสามารถในการคำนวณของ cpu มาตลอดสิบกว่าปี ผมบู๊ทเครื่องเข้า windows โดยตรง แล้วทดสอบ super pi 1M ผลคือใช้เวลาคำนวณ 35.475 วินาที ส่วนการทดสอบเรียกผ่าน parallel โปรแกรม super pi ใช้เวลาคำนวณ 37.75 วินาที ก็คือช้ากว่ากัน 2 วินาที คิดเป็น 5.7%

สรุปว่า การใช้งาน windows ผ่านโปรแกรม parallel ให้ประสิทธิภาพที่สูงพอๆกันกับการบู๊ทเข้า windows โดยตรง ซึ่งความเร็วที่ตกลงเล็กน้อยไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ความแตกต่างกัน 5% ไม่มีผลต่อการทำงานทั่วไปเลย ไม่แปลกใจที่ทาง apple ไม่คิดจะพัฒนาโปรแกรมแนวเดียวกับ parallel ขึ้นมาใช้เอง ยอมปล่อยให้ต้นตำรับ parallel ทำต่อไปเพราะ apple เคยให้สัมภาษณ์ว่า parallel ทำได้ดีอยู่แล้ว apple ไม่เห็นความจำเป็นต้องไปทำแข่ง

ทดสอบ macbook air ภาค 4 ตอนเอาไปใช้วินโดส์

สิ่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของ apple มีเสน่ห์ในการใช้งานอย่างหนึ่งก็คือ มันเป็นคอมพิวเตอร์ที่สามารถลง os ได้หลายชนิดโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการ hack

ตั้งแต่ apple หันใช้ซีพียู intel ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้สามารถลงระบบปฏิบัติการ windows ในเครื่อง mac ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำมาได้ตั้งแต่ปี คศ 2006 แล้ว และที่ผ่านมาผมก็ลง windwos XP ในโน้ตบุ๊ค mac ตัวเก่าเพื่อใช้งานโปรแกรมบางอย่างที่มีเฉพาะในฝั่ง windows เช่น โปรแกรม microsoft word หรือ การเขียนโปรแกรมด้วย visual studio พอได้ macbook air 11 นิ้วมา ก็ซนอยากลองลงวินโดส์ดูบ้าง ก็เลยลองซะเลย

ก่อนจะลง ต้องทบทวนสิ่งที่ต้องมีสำหรับการลงวินโดส์บนเครื่อง mac ดังนี้
ต้องใช้โปรแกรม bootcamp แบ่งพาติชั่นของฮาร์ดดิสก์ก่อน โปรแกรมนี้เรียกใช้ใน osx
ต้องมีไดรเวอร์ของเครื่องเพื่อใช้ตอนติดตั้งวินโดส์ ไดรเวอร์อยู่ในแผ่น DVD ที่ให้มาตอนซื้อเครื่อง
ต้องมีแผ่นติดตั้ง windows การติดตั้งจะทำผ่านไดร์ฟ dvd

แต่ macbook air 11 นิ้ว ไม่มีไดร์ฟ dvd ติดมาด้วย เลยไปใช้วิธีคิดแบบการลงโปรแกรมบน netbook ทั่วไป
คือจะต้องทำแผ่นติดตั้ง windows ให้อยู่ใน usb แล้วก็บู๊ทเครื่องด้วย usb เข้าสู่การติดตั้ง แต่ macbook air ทำไม่ได้ ไม่ทราบเหตุผล เพราะผมลองเอา usb ที่มี os เป็น ubuntu มาเสียบ macbook air เพื่อบู๊ทเครื่อง ก็เงียบ ไม่เกิดอะไรขึ้น ซึ่ง usb ตัวนี้ผมใช้เป็นตัวแก้ปัญหาต่างๆมากับหลายๆเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น netbook หรือ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ซึ่งถ้ามันสามารถ boot ด้วย usb ได้ มันก็จะเข้าสู่ ubuntu ในนั้นได้ แต่่ macbook air ไม่ได้

เป็นข้อสรุปคร่าวๆได้ว่า แม้ว่า macbook air จะสามารถเสียบ usb dvd drive แล้วบู๊ทจากแผ่นได้ แต่มันก็ไม่สามารถบู๊ทด้วย usb flash ได้ และแม้ว่า usb recovery ที่แถมมาจะบู๊ทเครื่อง macbook air ได้ แต่มันก็ไม่รับ flash bootable ตัวอื่นได้ ผมไม่รู้ว่ามีการล๊อคค่าอย่างไรไว้ แต่ก็สรุปว่า ต้องติดตั้งวินโดส์ด้วย usb dvd drive เท่านั้น

ขั้นตอนการลง windwos ใน macbook air จะมีดังนี้
1 เตรียมแผ่น windows ซึ่งผมเลือก windows seven
2 เตรียม usb dvd drive
3 เข้า bootcamp ใน osx
4 ขั้นตอนหนึ่งใน bootcamp จะมีให้ดาวน์โหลด driver ต่างๆเป็นไฟล์เก็บไว้ ก็ให้โหลดตอนนี้เลย จะก็อปปี้ลง usb flash drive หรือ burn เป็นแผ่นก็ได้ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก
5 ขั้นตอนสุดท้ายใน bootcamp แบ่งพาร์ติชั่นให้เรียบร้อย ผมเลือกขนาดไว้ 20G
6 ใส่แผ่น windowsใน usb dvd drive และ restart เครื่องใหม่ กดปุ่ม option ตอนเปิดเครื่องแล้วก็เลือกให้บู๊ทจากแผ่น
7 เข้าสู่หน้าตาติดตั้ง windows
8 มีขั้นตอนหนึ่งให้เลือกว่าจะติดตั้งที่ไดร์ฟไหน ให้เลือกไดร์ฟที่ชื่อ bootcamp
9 ต้องกด format ไดร์ฟที่ต้องการติดตั้งด้วย เพราะถ้าไม่ format จะมีปัญหาติดตั้งไม่ผ่าน
10 ติดตั้งจบ boot เครื่องเข้าวินโดส์ ใช้งานได้แล้ว แต่ยังขาด driver ต่างๆ
11 ในวินโดส์ ใส่แผ่น driver ที่โหลดเอาไว้เข้าไป ถ้าไม่มี autorun ก็คลิก setup.exe เอง ถ้าเป็นโน้ตบุ๊คตัวอื่นๆเช่น macbook หรือ macbook pro หรือแม้แต่ imac ที่แถมแผ่น dvd มาให้ driver ต่างๆจะอยู่ในแผ่นที่แถม ส่วน macbook air รุ่น 11 นิ้ว ไม่แถมแผ่น dvd แต่แถมเป็น usb flash drive มาเพื่อเอาไว้ลง osx และ โปรแกรม i-life ซึ่ง ผมคิดว่าน่าจะมี drive อยู่ใน usb ตัวนี้ด้วย แต่ก็ไม่มี จึงให้โหลดเก็บไว้ก่อนตอนเรียกใช้ bootcamp หลังกจากติดตั้ง driver เรียบร้อย restart เครื่องอีกครั้ง

การใช้งาน windows ในเครื่องmac มีความเร็วปกติ ใช้ทำงานต่างๆได้ไม่แตกต่างไปจากเครื่องยี่ห้ออื่นๆ ในอดีตระบบแบตเตอรี่อาจจะมีชั่วโมงการใช้งานน้อยลง เพราะระบบประหยัดพลังงานยังไม่ค่อยสมบูรณ์ แต่ใน macbook air กับ windows7 คล้ายๆว่าจะมีโหมดประหยัดพลังงานที่ดีขึ้นแล้ว ทำให้ชั่วโมงการใช้งานยาวนานใกล้เคียงฝั่ง osx ไม่เหมือน macbook pro ตัวเก่าของผม ระบบประหยัดพลังงานยังไม่มี หรืออาจจะเป็นเพราะตอนนั้นเดิมผมลองกับ windows xp ไม่ใช่ windows7

สรุปว่า macbook air ลง windows7 ได้ ใช้งานได้เต็มความสามารถ

รับงานถ่ายภาพที่พัทยา ไปๆกลับๆ

สัปดาห์ที่แล้ว พี่ที่รู้จักท่านหนึ่งโทรมาถามเรื่องถ่ายภาพ ต้องการให้ไปถ่ายภาพงานสัมมนางานหนึ่ง ตัวงานจัดสามวัน มีวันที่ต้องการถ่ายรูปเน้นๆ 1 วัน คือวันแรก ซึ่งเป็นการประชุมบนเรือยอร์จ ตามกำหนดการคือต้องถ่ายภาพวันศุกร์ 9.00 น. เป็นต้นไป เพราะเรือจะออก 10 โมง

ผมไปถ่ายภาพเองไม่ได้ เพราะติดงาน แต่ก็รับงานไว้ เพราะวางแผนการถ่ายไว้แล้วว่าจะต้องใช้ช่างภาพสองคน ก็เลยติดต่อเพื่อนสองคน โชคดีที่เขาว่าง (ยอมโดดงานอื่นมารับงานนี้) ภาพที่ถ่ายจะต้องเอามาปริ๊นท์ด้วยเครื่องพิมพ์ขนาดเล็ก และเอาภาพพิมพ์ไปทำเป็นปกสมุดโน้ต และหลังจากวันแรก จะมีการถ่ายภาพที่ระลึกเพื่อติดกับการ์ดใบหนึ่งด้วย สรุปคืองานมีสองแบบ

สมุดโน๊ตเป็นลักษณะเข้าเล่มด้วยห่วงเหล็ก วันก่อนงานผมเตรียมไส้ในสมุดโน้ต และปกหลัง ทำการเจาะรูให้พร้อมสำหรับทำเล่มไว้แล้ว รอแค่ภาพปกมาประกบเท่านั้น ผมยกเครื่องเจาะรูและเข้าเล่มห่วงไปที่งานด้วย เตรียมกระดาษปริ๊นท์รูปไป 5 กล่อง เพราะคาดว่าจะมีการทำสมุด 100 เล่ม และเผื่ออีก 400 สำหรับการถ่ายภาพติดการ์ดเป็นที่ระลึก ตัวกระดาษการ์ดผมพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดิจิทัล fujixerox 700 เตรียมก่อนงาน 12 ชั่วโมง

วันศุกร์เช้ามืด ผมนัด 05.30 น. ที่บ้านผม เพื่อนมากันครบสองคน ออกเดินทางไปพัทยา แวะกินข้าวที่ปั๊มน้ำมัน 08.00 น. ผมกับเพื่อนอีกสองคนก็ขนของลง ณ จุดทำงาน อธิบายวิธีการทำงาน และนัดแนะกับเจ้าภาพเรียบร้อย แล้ว 9.00 น. ผมก็ออกมาจากพัทยา กลับมาที่ทำงานเพื่อทำงานอื่นๆต่อ และกลับมาทำการ์ดติดภาพอีกชุดหนึ่ง เพราะเพิ่งจะนึกออกว่า ต้องมีการ์ดสองแบบ ผมเตรียมไปแค่แบบเดียว

ปล่อยเพื่อนทำงานตอนกลางวันไป ผมเตรียมของเพิ่มเติมที่กรุงเทพ ให้เพื่อนพักที่พัทยา 1 คืน วันรุ่งขึ้นสิบโมงผมก็เดินทางไปพัทยาอีกรอบหนึ่ง ไปถึงเกือบบ่ายโมงเพราะรถติดที่ถนนบายพาส ถนนก็ดี แต่รถยังติด รถบรรทุกไม่เคยเจียมตัว ถนนสี่เลนส์มันเล่นวิ่งกันสามเลนส์ เหลืออีกเลนส์ให้รถเก๋ง รถกระบะวิ่ง มันก็เลยติด

ไปถึงก็ไปช่วยเพื่อนทำงานนิดหน่อย ถ่ายภาพที่ระลึกจำนวนไม่เยอะ แต่ก็มีคนมาถ่ายอยู่เรื่อยๆ ผมอยู่ช่วยจนถึงค่ำ แล้วก็ขนของกลับ แวะกินข้าวข้างทาง ออกจากพัทยาสามทุ่ม ถึงบ้านห้าทุ่ม หลับสนิทเลย

ทดสอบ macbook air 11 นิ้ว ภาค 2

ผมใช้เครื่อง macbook air มาประมาณ 1 สัปดาห์ เป็นการใช้งานที่รู้สึกดี เพราะมันเร็วถูกใจ ความเร็วจากการเปิดเครื่องปิดเครื่อง เปลี่ยนโปรแกรมทำได้ดีโดนใจ มันเป็นจุดเด่นจากการที่ใช้ตัวเก็บข้อมูลแบบ SSD และความดีความชอบจากระบบบัสที่เร็ว สิ่งที่จะเป็นจุดอ่อนของ macbook air ที่ใช้ความเร็วซีพียูแค่ 1.4Ghz ก็คือการประมวลผลหนักๆ เพราะการประมวลผลจะใช้ความสามารถของซีพียูเป็นหลัก ผมก็เลยลองให้มันประมวลผลภาพสักชุดหนึ่ง

ผมเตรียมไฟล์ภาพชนิด Raw ถ่ายด้วยกล้อง eos 5d ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แล้วทำการแปลงไฟล์ raw ให้เป็น jpg ด้วยโปรแกรม digital photo professional หรือ dpp รุ่น 3.8 ของ canon โดยผมจะทำการสั่งให้แปลงไฟล์จำนวน 10 ไฟล์แล้วดูเวลาที่มันสร้างไฟล์ JPG ออกมา ว่าภายในเวลา 1 นาที macbook air 1.4Ghz หน้าจอ 11 นิ้วตัวนี้ทำได้กี่ไฟล์ ผลลัพธ์เป็นไปตามภาพ นั่นคือ ในเวลา 1 นาทีมันสามารถทำได้ 5 ภาพ

สรุปว่าความสามารถการแปลงไฟล์เป็นสัดส่วนตามความเร็วของซีพียู core2duo รุ่นอื่นๆ เพราะเครื่อง mac mini ความเร็ว 2.0Ghz ผมสามารถแปลงไฟล์ได้ประมาณ 7 ภาพต่อนาที และ macbook pro ความเร็ว 2.2Ghz ผมทำได้ประมาณ 9 ภาพต่อนาที

ถุงหิ้วถ้วยกาแฟ

โลกแห่งความคิดไม่เคยหยุดนิ่ง วันนี้เป็นอีกวันที่ผมได้เห็นความคิดดีๆ มันคือ ถุงหิ้วถ้วยกาแฟ

ผมเป็นลูกค้าร้านกาแฟที่ปากซอยมานานหลายเดือนแล้ว ทุกครั้งก็จะถือแก้วกาแฟติดมือออกจากร้านเนื่องจากซื้อทีละแก้ว ส่วนใครที่ซื้อมากกว่า 1 แก้วก็จะเห็นว่ามีถุงหิ้วมาให้ด้วย เป็นถุงพลาสติกใส่ของธรรมดา แล้วก็ใส่แก้วกาแฟไว้ในนั้น 2 ใบ

วันนี้ผมเห็นถุงหิ้วแบบ 1 ถ้วย เห็นแล้วชอบทันที ผมรู้สึกว่ามันเป็นการออกแบบที่ลงตัวและฉลาดและมีแนวคิดเรื่องอนุรักษ์ผสมอยู่ พลาสติกห้ิวถ้วยมีหูหิ้ว 1 อัน เหมือนกับเอาถุงปกติสองหูมาแบ่งใช้ได้สองครั้ง มันช่วยให้คนซื้อกาแฟแบบ 1 แก้วแล้วอยากได้ถุงหิ้วสามารถประหยัดพลาสติกลงไปได้ครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย ร้านค้าก็น่าจะประหยัดต้นทุนค่าถึงพลาสติกลงไปได้สัก 50% หรือมากกว่า แบบนี้ วิน-วิน ได้กันทุกฝ่ายเลย ชอบ ชอบ

ทดสอบ macbook air 11นิ้ว

macbook air เป็นโน้ตบุ๊คของ apple ที่ออกมาหลายปีแล้ว ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีหน้าตาดูดีและรูปร่างที่เพรียวบางที่สุดในโลกรุ่นหนึ่ง ในครั้งแรกออกมาราคาแพงลิบริ่ว แต่ก็มีเทคโนโลยีที่ดีตามมาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นตัวถังแบบอะลูมิเนียมขึ้นรูปชิ้นเดียวทำให้มีความแข็งแรง การออกแบบที่แบนบางทำให้สามารถพกพาได้สะดวก การไม่มีช่องใส่ซีดีทำให้มีซอร์ฟแวร์แชร์ไดร์ฟซีดีจากเครื่องอื่นๆมายังเครื่อง macbook air ได้ โลกของอินเทอเน็ตแบบไร้สายเป็นจริงเป็นจังยิ่งกว่าเดิม

วันดีคืนดี macbook air กลับกลายมาเป็นโน้ตบุ๊คที่ราคาถูกที่สุดที่ apple เคยผลิตออกมา และขณะเดียวกันก็เป็นโน้ตบุ๊คที่มีน้ำหนักเบาที่สุดอีกต่างหาก โน้ตบุ๊คตัวเก่าของผมเป็น macbook pro จอ 15 นิ้ว เป็นโน้ตบุ๊คที่ตั้งใจซื้อมาเพื่อการทำงานโดยเฉพาะ และมันก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบ มันทำได้ทุกอย่างที่คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งควรจะทำได้ แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยขนาดตัวที่ใหญ่พอสมควร กระเป๋าโน้ตบุ๊คใบเก่าๆของผมหลายใบใช้กับ macbook pro ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาผมใช้โน้ตบุ๊คตัวเล็กมาตลอด เลยต้องหากระเป๋าใบใหม่ ใบที่ใหญ่พอจะใส่โน้ตบุ๊ค 15 นิ้วได้ ผลก็คือ กระเป๋าใหญ่และหนักมาก

ผมชอบโน้ตบุ๊คตัวเล็กมากกว่าตัวใหญ่ แต่โน้ตบุ๊คตัวเล็กๆอื่นๆที่เคยซื้อก็มีคุณภาพที่น้อยไปหน่อย บางตัวก็เล็กเกินไป บางตัวก็ช้าเหลือเกิน บางตัวก็ทั้งช้าและเล็ก เลยได้แต่รอว่า macbook air ลดราคาเมื่อไหร่จะได้ซื้อมาใช้แทนตัวเก่า

แล้วมันก็เป็นจริง macbook air หน้าจอ 11 นิ้ว มันเปิดตัวเมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว และเมื่อวานนี้มันก็วางขายในประเทศไทย และวันนี้มันก็มาตั้งอยู่ที่โต๊ะทำงานผมแล้วด้วยค่าตัว 34900 บาท

หน้าจอ 1366×768 พิกเซล ขนาดกว้าง 11.6 นิ้ว ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คจอเล็ก แต่ก็ไม่เล็กเกินไป มันยังให้ความละเอียดที่เพียงพอต่อการทำงาน ดีกว่าเน็ตบุ๊คราคาหมื่นกว่าบาทที่หน้าจอให้มาเพียง 1024×600 พิกเซล อย่าง acer one ที่ผมเคยอยากได้ แต่พอซื้อมือสองมาลองแล้วถึงจะรู้ว่าเน็ตบุ๊คมันช้าเกินไปสำหรับการทำงานในปัจจุบัน

macbook air รุ่น 11.6 นิ้วตัวนี้ใช้ซีพียู intel core2duo ความเร็ว 1.4Ghz ดูเหมือนจะน้อยไปเมื่อเทียบกับมาตรฐานปัจจุบันที่ความเร็วซีพียูวิ่งกันอยู่ที่ระดับ 2-3GHz กันแล้ว แต่ก็มีการทดลองเปรียบเทียบในต่างประเทศแล้ว และพบว่า macbook air ไม่ได้ช้าไปกว่าตัวอื่นๆเลย ตัวเลขซีพียูไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความสามารถทั้งหมดของคอมพิวเตอร์ มันมีอย่างอื่นอีกที่ทำให้ macbook air มีความเร็วสูงอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือการเลือกใช้ตัวเก็บข้อมูลแบบโซลิทสเตท หรือไม่ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบแม่เหล็กอีกแล้ว เพราะความเร็วของโซลิทสเตทมันเร็วกว่าแม่เหล็กอยู่หลายเท่า แถมยังประหยัดพลังงานกว่าอีกด้วย ระยะเวลาที่ใช้งานได้ของ macbook air รุ่น 11 นิ้วนี้ อยู่ในระหว่าง 5-8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาการทำงานที่ยาวนานเพียงพอ

การเชื่อมต่อที่มีให้ จะมีช่องต่อจอภาพใช้ขั้วต่อแบบ mini display port ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ apple ช่องต่อ usb 2 ช่อง ซึ่งดูเหมือนจะน้อยไปหน่อย และช่องเสียบสายหูฟังเท่านั้น ไม่มี card reader และไม่มีช่องเสียบไมโครโฟน คีย์บอร์ดที่ให้มามีขนาดใหญ่โตเป็นปกติ ทำให้การวางมือเพื่อเตรียมพิมพ์ข้อความเป็นไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ สามารถพิมพ์ตัวหนังสือได้สะดวก เพียงแต่รู้สึกว่า ปุ่มกดต่างๆมันมีระยะจมตัวค่อนข้างน้อย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าตัวถังโน้ตบุ๊คมันบางมาก ทำให้ปุ่มกดมีระยะยุบตัวน้อยตามไปด้วย แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะปรับตัวไม่กี่นาทีก็สามารถพิมพ์ข้อความเร็วๆและยาวๆเหมือนรีวิวนี้ได้

สิ่งที่ประทับใจทันทีก็คือระยะเวลาเปิดเครื่องทำได้ภายใน 15 วินาทีเท่านั้น แตกต่างจากเครื่องตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊คตัวเก่าที่ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบแม่เหล็กอย่างไม่เห็นฝุ่น เดี๋ยวนี้ผมเล่นอินเทอเน็ตผ่านตัวต่อสัญญาณแบบ 3g ซึ่งเป็นอุปกรณ์พกพาประเภทหนึ่ง มันมีหน้าตาคล้ายโทรศัพท์ มันมีปุ่มกดเพื่อเปิดเครื่อง กดเพื่อรับสัญญาณไวเลสแลน และกดปุ่มเพื่อต่อสัญญาณกับเครือข่ายโทรศัพท์ 3g ซึ่งไอ้เจ้าตัวต่อสัญญาณตัวนี้ หรือ เรียกย่อๆว่า mifi มันเปิดตัวเองและเข้าสู่โหมดพร้อมทำงาน ใช้เวลานานกว่า macbookair เสียอีก ไม่ใช่ว่าอุปกรณ์อื่นมันช้า แต่เป็นเพราะ macbook air มันเร็วมาก

ใช้เล่นเน็ตไปเรื่อยๆ ผ่านไปสองชั่วโมง ความเร็วของ macbook air ไม่ตกเลย การเปิดอ่านข้อมูลในอินเทอเน็ตหลายๆหน้าต่าง สลับแต่ละหน้าไปมา อ่านแล้วคลิก อ่านแล้วคลิกไปเรื่อยๆ มันราบลื่น ไม่หน่วง เวลาเปิดโปรแกรมต่างๆใช้เวลาโหลดน้อยลง พอโหลดเสร็จแล้วการเปลี่ยนโปรแกรมไปมาระหว่างสองถึงสามโปรแกรมทำได้เร็วมาก เร็วกว่าการทำงานในอดีตที่ผ่านมาทั้งชีวิตเลย ความดีความชอบครั้งนี้เป็นเพราะการใช้ตัวเก็บข้อมูลแบบโซลิทสเตท ซึ่งมันคงเป็นอนาคตที่ทุกอุปกรณ์ทุกเครื่องมือจะต้องเข้าไปสู่ระบบเดียวกัน

การไม่มีฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก ทำให้ไม่ต้องมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว ทำให้ไม่เปลืองพลังงาน ลดการสึกหรอ อายุการใช้งานจะยาวนานยิ่งกว่าเดิม และชั่วโมงการทำงานด้วยแบตเตอรี่ก็จะนานขึ้น ความร้อนที่เกิดจาก macbook air ค่อนข้างน้อยอย่างน่าประหลาดใจ เพราะ macbook pro ตัวเก่าของผมมันร้อนมากจนไม่อยากจับเลย การอุ้มโน้ตบุ๊คทำงานบนตักเป็นสิ่งที่ผมหลีกเลี่ยงมาตลอด เพราะมันร้อนจนน่าจะเอาไปรีดผ้าได้ แต่กับ macbook air ตัวใหม่นี้ เอามือจับที่ใต้เครื่องตอนที่ใช้งานไปสองชั่วโมง มันแค่อุ่นๆ

น้ำหนักตัว 1.06 กิโลกรัม เวลาหยิบขึ้นมาใช้งานนับว่าเป็นความรู้สึกที่ดี เพราะมันเบา ทำให้ไม่รู้สึกเกี่ยงที่จะหยิบมาเปิดดูข้อมูลต่างๆ คือลดความรู้สึกลำบากลงไปได้เยอะ สิ่งที่น่าชื่นชมอีกประการหนึ่งก็คือ เวลาเอาโน้ตบุ๊ควางบนโต๊ะ เราสามารถมือเพียงข้างเดียวยกฝาเพื่อกางหน้าจอขึ้น ความหนืดของบานพับฝืดกำลังพอดี ไม่ได้ฝืดแน่นจนยกฝาแล้วคีย์บอร์ดด้านล่างก็ติดขึ้นมาด้วย เพราะโน้ตบุ๊คเกือบทุกตัวที่เคยใช้มา ต้องใช้สองมือเพื่อกางหน้าจอทั้งสิ้น คือมือนึงจับฝา มือนึงจับฐาน แล้วก็กางให้มันแยกกัน macbook air มันออกแบบบานพับได้ดี ดีมาตั้งแต่รุ่นแรกเสียด้วยซ้ำ

หลังจากได้มาสองวัน ก็ทะยอยลงโปรแกรมเพื่อทำงาน แล้วก็ทดสอบเปิดไฟล์อาร์ตเวิร์คต่างๆ ปกติ เวลาลูกค้าส่งไฟล์อาร์ตเวิร์คมาให้พิมพ์ ก็ต้องเปิดมาตรวจสอบ ปรับขนาด แล้วก็ save ออกไปเป็น pdf เพื่อเอาไฟล์ pdf ไปทำดิจิทัลปรู๊ฟ ผมลองกับงานตัวเดิมของลูกค้ารายหนึ่ง ผมเคยต้องใช้เวลาประมาณ 3 นาที สำหรับการเปิด ตั้งขนาด และ save ใหม่อีกครั้ง แต่บน macbook air ตัว 11 นิ้วนี้ ผมใช้เวลาประมาณ 1 นาทีก็ทำเสร็จแล้ว ถือว่าเป็นความเร็วที่น่าทึ่งมาก มันตอกย้ำชัดเจนว่า ความเร็วของหน่วยประมวลผล หรือ ซีพียู ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความเร็วของทั้งระบบ ทุกอย่างต้องมีความเร็วที่สอดคล้องกันมันถึงจะพาให้ทั้งระบบเร็วขึ้นได้ แปลเป็นภาษาชาวบ้านอีกทีก็ต้องบอกว่า ทีมเวิร์คที่ดี ทำให้ผลงานดี ความเร็วของเมนบอร์ด แรม ตัวเก็บข้อมูล ยิ่งเร็วทันกัน ระบบโดยรวมก็ยิ่งเร็วตามกันไป

การเตรียมเครื่องเพื่อใช้กับงานสิ่งพิมพ์และภาพถ่ายจะต้องมีการคาลิเบรตจอภาพด้วย ผมมีเครื่องมือสำหรับคาลิเบรตอยู่ มันคือ X-rite รุ่น i1 ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ สิ่งที่พบก็คือผมไม่สามารถแขวนอุปกรณ์ตัวนี้บนหน้าจอ macbook air 11 นิ้วได้ เพราะจอมันเล็ก ความสูงของจอไม่เพียงพอ สุดท้ายก็เลยต้องวางนอน ปล่อยให้ macbook air นอนอ้าซ่าแบบในภาพเพื่อทำการคาลิเบลต ผลการคาลิเบลตก็ผ่านไปได้ด้วยดี ภาพก่อนทำ และหลังทำมีความแตกต่างกัน ภาพที่มากับตัวเครื่องจะมีความดำมากกว่าเล็กน้อย ส่วนภาพที่ผ่านการคาลิเบรตแล้วจะลดความดำลง คือเปิดให้เห็นรายละเอียดในส่วน shadow หรือ เงามืดได้มากขึ้น แต่มันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าเทียบเป็นหน่วยการรับแสง f-stop ผมคิดว่ามันเหมือนภาพสว่างขึ้นประมาณ 1/3 stop

สรุปสั้นสำหรับการทดสอบ macbook air หน้าจอ 11 นิ้วตัวนี้
มันสอบผ่านในเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน เพราะมันทำงานหลายๆอย่างได้เร็วขึ้น
มันสอบผ่านในเรื่องของความเบา เพราะมันเบาเกือบจะที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คหน้าจอ 11 นิ้วตัวอื่น
มันสอบผ่านเรื่องความสวยงาม
มันสอบผ่านเรื่องราคา เพราะมันเป็นโน้ตบุ๊คของ apple ที่ถูกที่สุดเท่าที่เคยมีมา
มันสอบผ่านเรื่องแบตเตอรี่ เพราะมันทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง ยิ่งรุ่นที่เป็นจอ 13 นิ้ว จะให้แบตมากกว่านี้อีก

palio ปาลิโอ เขาใหญ่ สวยแต่รูปจูบไม่หอม

วันที่กรุงเทพเร่ิมมีอากาศเย็นสบาย คล้ายๆว่าหน้าหนาวมาถึงแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นลมหนาวแท้ๆ หรือเป็นความเย็นจากภาวะน้ำท่วมเกือบทั่วประเทศ ผมก็เลยแวะไปเดินเล่นที่ ปาลิโอ สถานที่ช็อปปิ้งแห่งใหม่ที่สีสันสวยบาดใจ ณ เขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติที่เป็นมรดกโลก

ระหว่างทางเลี้ยวเข้าไปในเขาใหญ่ ก็เห็นการทำถนนสองข้างทาง ผมเคยได้ยินข่าวว่ามีข้าราชการหวังดีถางป่าริมถนนเพื่อขยายถนนให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ ผมไม่รู้ว่าจุดที่เห็นเป็นจุดที่เป็นข่าวหรือไม่ ขับรถผ่านบริเวณสองข้างทางที่มีร่องรอยและกำลังก่อสร้าง ก็นึกไปตามเหตุการณ์ ถามคำถามอยู่ในใจ ใครกันที่ อยากได้ถนนกว้างๆ นักท่องเที่ยวแบบไหนอยากได้ถนนมากกว่าป่า ถ้าถนนกว้างกว่าที่เห็น มันก็อาจจะกลายเป็นแนวจอดรถ สุดท้ายก็วิ่งกันเลนเล็กๆอยู่ดี

ร้านค้า รีสอร์ท โรงแรม ร้านอาหาร สนามกอล์ฟ ก็มีตลอดสองข้างทาง พอไปถึง ปาลิโอ ผมไปครั้งนี้เป็นครั้งแรก ผมไม่เห็นป้ายแสดงชื่อเลย เห็นแต่ว่าเป็นตึกสีสันสวยดี แต่ไม่เห็นป้ายบอกว่าถึงปาลิโอแล้ว เกือบจะขับเลยไปซะแล้ว

เลี้ยวเข้าไปมีที่จอดรถบริการ คิดคันละยี่สิบบาท เป็นราคาที่ไม่แพง เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะจะได้ทำให้มีเงินไปจ้างพนักงานมาดูแล มาโบกรถ มาอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่นี่ยังไปไม่ถึงระดับนั้น เพราะผมก็ไม่เห็นว่าจะมีพนักงานมาอำนวยความสะดวกเลย หาที่จอดกันเอง มีน้ำขังนิดหน่อย ไม่น่าจะเป็นเพราะน้ำท่วม น่าจะเป็นเพราะการก่อสร้างบางส่วนกำลังดำเนินอยู่ การระบายน้ำบางจุดก็เลยยังไม่เรียบร้อย ผมจอดรถอยู่บริเวณที่เปียกน้ำนิดหน่อย ไม่เป็นไร เพราะรถไม่ได้ล้างมาหลายวันแล้ว

ตึกสวยมาก สวยชวนถ่ายรูป ผมได้รูปสีสวยเยอะดี แต่ก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากภาพที่เห็นตามอินเทอเน็ต นอกจากตึกที่จัดวางให้ดูสวยแล้ว คนมาเที่ยวเยอะมาก คนเยอะจนผมรู้สึกว่าผมไม่อยากเที่ยวที่นี่เลย แต่ละคนเดินดู เดินถ่ายรูป ไม่เห็นมีใครซื้อของเลย ผมรู้สึกสงสารคนขายของในนี้อยู่เหมือนกัน เพราะผมก็เดินดู ไม่ได้ซื้อของอะไร

โปสการ์ดใบละห้าสิบบาท ผมซื้อไม่ลงเลย ของกินต่างๆไม่ได้ถามราคา แต่ผมก็เลือกกินร้านสเต๊ก เพราะเห็นว่าเป็นร้านที่ไม่มีคนเข้าเลย น่าจะสงบดี รสชาดอาหารอร่อยมาก เป็นสต๊กหมูที่เนื้อแน่นนุ่มกำลังน่ากิน ผมไม่เคยกินเนื้อสภาพแบบนี้เลยในกรุงเทพ ราคาอาหารในร้านนี้เฉลี่ยประมาณ 150-200 บาทต่อจาน

ก่อนจะแวะกิน ผมเดินเล่นเพื่อถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย เดินไปดูบริเวณฟู้ดเซ็นเตอร์ กะว่าจะไปดูร้านขายอาหารของเพื่อนที่เขามาเช่าพื้นที่ขายเอาไว้ เพื่อนผมขายขนมจีน แต่ก็หาไม่เจอว่ามีร้านไหนขายขนมจีน เลยถามพนักงานที่นั่งเฝ้าอยู่ในฟู้ดเซ็นเตอร์ ถามเขาไปว่า “ที่นี่มีฟู้ดเซ็นเตอร์กี่จุดครับ” เพราะหาร้านเพื่อนไม่เจอ ก็คิดว่าอาจจะอยู่จุดอื่น พนักงานตอบมาว่า ก็มีที่นี่ที่เดียวแหละ แล้วก็มีร้านอาหารข้างๆเป็นสเต๊ก ไม่มีหางเสียง หน้าตาบอกบุญไม่รับ ผมฟังแล้วรู้สึกว่า ถ้าผมเป็นคนดูแลที่นี่ผมอยากจะไล่พนักงานคนนี้ออกทันที ณ วินาทีนี้เลย เอาคนแบบนี้มาเฝ้าได้ไง ไร้มารยาทแบบนี้น่าจะเอาไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่ต้องพูด ช่างมัน ช่างมัน ช่างหัวมัน

อากาศเย็นสบายทำให้การเดินเล่นไม่หงุดหงิด แต่จำนวนคนเยอะแบบนี้ผมไม่อยากมารอบสองแล้ว ประเทศเรามันขาดแคลนแหล่งท่องเที่ยวกันขนาดนี้เลยหรือ ที่นี่ทำตึกได้สวยแปลกตาจริงผมยอมรับ แต่มันก็เป็นแค่ของทำปลอมขึ้นมา มันไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ ไม่ได้เป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ได้มีความหมาย ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้อยากรู้ แค่ก้อนหินก้อนปูนสะท้อนแสงแดดมาเข้าตาได้เท่านั้นเอง ความขุ่นมัวทั้งหมด มันมาจากพนักงานฟู้ดเซ็นเตอร์คนนั้นคนเดียวจริงๆ

ภาพสีสันสวยๆที่ผมถ่ายมา ผมหมดอารมณ์อยากเอาขึ้นเว็บไปซะแล้ว ไม่อยากเป็นอีกแรงที่ช่วยโปรโมทปาลิโอ ถ้าไม่ใช่เพราะมีรูปแฟนอยู่ในภาพ ผมก็คงลบทิ้งไปแล้ว เซ็งอย่างแรง

ถ้ามีใครสักคนชวนผมไปปาลิโออีกที ผมจะเลือกไปเดินเล่นวัดพระแก้ว วัดเบญจมบพิตร และตึกเก่าๆในเกาะรัตนโกสินทร์แทน ปล่อยให้คนชวนไปถ่ายที่ปาลิโอให้พอ แล้วค่อยนัดเอารูปมาแบ่งกันดู ผมมั่นใจว่าภาพที่ผมได้ จะมีความหมาย มีคุณค่า มากกว่า รวมไปถึงอาหารที่หลากหลาย และราคาย่อมเยากว่า

ถ่ายรูปพระเครื่องตอนที่ 2

หลังจากที่ถ่ายรูปเหรียญพระแบบโลหะมันวาวไปแล้วในตอนทีึ่ 1 ผมก็พบว่าภาพเหรียญโลหะมันคมชัดดี แต่สีสันไม่ไม่เหมือนการมองด้วยตาเปล่า โลหะจะมีความมัน และความมันก็สะท้อนกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆจนเห็นเป็นสีดำ ผมเข้าใจว่ามนสะท้อนกับเพดานด้านบน ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่โดนแสงแฟลช ทำให้มันได้ภาพสะท้อนมืดๆอยู่บนผิวโลหะ เลยมองเห็นเหมือนเป็นสีเข้มๆดำๆ

อย่างภาพตัวอย่าง ตรงกลางเหรียญควรจะเป็นโทนสีเหลือง กลับกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ เป็นปัญหาเงาสะท้อนชนิดหนึ่ง ใครที่ไม่เคยเห็นขั้นตอนการถ่ายภาพวัตถุมันวาวจะไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ต้องให้คนที่เคยถ่ายภาพมาอธิบายถึงจะรู้ที่มาที่ไป ตอนผมหัดถ่ายภาพกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านก็อธิบายหลักการถ่ายภาพวัตถุมันวาวเอาไว้ นั่นคือจะต้องถ่ายในมุ้ง หรือในเต๊นท์

ผมวิเคราะห์ว่า การมีเต๊นท์หรือมุ่งมาคลุมวัตถุมันวาวเอาไว้ จะทำให้ภาพของผนังเต๊นท์ไปปรากฏอยู่บนผิววัตถุ การมีพื้นที่สีขาวเยอะๆไปสะท้อนให้เกิดภาพบนผิดของวัตถุมันวาวจะทำให้สีที่ปรากฏขึ้นเป็นการผสมระหว่างผิววัตถุกับผนังเต๊นท์ ดังนั้นถ้าเราทำให้วัตถุอยู่ในพื้นที่ห้อมล้อมด้วยสีขาวทั้งหมด ภาพสะท้อนก็จะเป็นสีขาว ก็คือเป็นการทำให้สีของวัตถุสว่างขึ้นนั่นเอง อย่า อย่าเพิ่ง งง

ผมไม่มีเต๊นท์ ก็เลยอาศัยว่าถ่ายในขวดน้ำผ่าครึ่ง เหมือนตอนที่แล้ว แต่เพิ่มเติมการปิดด้านบนด้วยกระดาษขาวมาคลุมไว้ ผมติดกระดาษขาวเข้าไปกับเลนส์ แล้วก้มลงไปถ่ายภาพในขวด กระดาษแผ่นจะทำหน้าที่เหมือนฝากระป๋อง คลุมกระป๋องเอาไว้ทั้งหมด ทำให้วัตถุเหมือนอยู่ในเต๊นท์

ซึ่งก็จะให้ผลลัพธ์เป็นแบบภาพนี้

แบ็คกราวน์ไม่เหมือนเดิมเพราะวางกระดาษแข็งลงไปบนพื้นด้วย

doctor portrait

มีงานด่วนให้ไปถ่ายภาพคุณหมอ เป็นคลีนิคเกี่ยวกับแอนไทเอจจิ้ง หรือ คลีนิคชะลอความแก่ ใครไม่อยากแก่ต้องแวะมาใช้บริการคลีนิคประเภทนี้

ได้รับการติดต่อตอนสามทุ่ม วันรุ่งขึ้นก็ไปถ่ายเลย ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นการรอคุณหมอซะมากกว่า อุปกรณ์ที่เตรียมไปก็มี กล้อง canon 5d เลนส์ tamron 28-75 f2.8 ตัวส่งสัญญาณแฟลชไร้สาย แฟลชสองตัวเป็น nikon sb-25 และ sb-26 ขาตั้งแฟลช 2 ตัว ขาตั้งกล้อง manfrotto และร่มสีขาว 2 ตัว

สาเหตุที่ใช้แฟลชนิคอนก็เพราะว่า แฟลชของนิคอนมีระบบ stand by ที่ฉลาดกว่า ก็คือ เมื่อไม่ได้ใช้งาน 1 นาที แฟลชก็จะเข้าสู่โหมด stand by และเมื่อกดสั่งให้แฟลชทำงานอีกครั้ง แฟลชก็จะติดขึ้นมาทันที ไม่เหมือนแฟลของ canon ที่เข้าโหมด stand by แล้วจะต้องปิดและเปิดใหม่เท่านั้น ไม่สามารถกระตุ้้นด้วยคำสั่งยิงแฟลขได้

ภาพที่ถ่ายภายในห้องตรวจจะไม่ใช้ร่มร่วมด้วย เพราะว่าสภาพห้องค่อนข้างแคบ แต่ผนังและเพดานเป็นสีขาว เลยใช้ยิงสะท้อนเข้ากับกำแพงแทน ซึ่งก็ให้คุณภาพแสงที่พอใช้ได้

จากนั้นก็ออกมาถ่ายด้านนอก

มาเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วน
ในห้องที่ถ่ายภาพเดี่ยวทีละคน จัดแสงโดยการใช้แฟลชสองตัวยิงเข้าผนังฝั่งตรงข้ามกับแบบทั้งหมด

ตอนถ่ายผมยืนหันหลังให้กับจอทีวี แบบอยู่ด้านหน้าผม ไฟจะสะท้อนผนังแล้ววิ่งเข้าสู่แบบเหมือนกับเป็นการจัดไฟซ้ายและขวา ยิง 45 องศาเข้าไป