พาลูกเที่ยวเขาใหญ่ 2 วัน 1 คืน

ครอบครัวผมตัดสินใจพาลูกเที่ยวในเส้นทางเขาใหญ่บ้าง หลังจากที่ตลอดสองปีที่ผ่านมาเราจะไปกันแค่พัทยากับหัวหินและไปซ้ำกันหลายครั้งแล้ว เส้นทางเขาใหญ่ก็เลยเป็นตัวเลือกที่อยากไป โดยที่ก่อนจะไปเรารู้จักเขาใหญ่แค่ มันมีรีสอร์ต มันเป็นอุทยานแห่งชาติ และมันคงอากาศไม่ร้อน

พอจองที่พักได้ซึ่งเป็นที่กรีนเนอรี่รีสอร์ต หน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ และจะไปเที่ยวอะไรบ้างก็ไม่รู้ ปกติผมเป็นคนขับรถ ก็จะไม่ค่อยได้ดูแผนที่สักเท่าไหร่ทำให้การจัดวางเส้นทางท่องเที่ยวต่างๆเป็นของภรรยาเสียหมด แต่ทริปนี้ผมได้มีโอกาสดูแผนที่เองก่อน เลยได้ลองวางเส้นทางเดินทางดู พร้อมกับจุดแวะที่ภรรยาส่งรายชื่อมาอีกเป็นแพ็คใหญ่ ก็เลยลองวางเส้นทางแบบเน้นสบายขับรถน้อยๆดู

เราออกเดินทางจากรุงเทพที่ย่านบางบัวทอง เติมน้ำมันเต็มถังที่ถนนปิ่นเกล้านครไชยศรี และเดินทางไปเขาใหญ่ด้วยเส้นทางดังนี้ บางบัวทอง บางปะอิน สระบุรี ซอยแดรี่ฟาร์ม ขึ้นเขาใหญ่ แวะกิน แวะเที่ยว แวะพักในเส้นทางถนนธนรัชต์ แล้ววนไปลงทางปากช่อง แล้วก็ขับรถกลับกรุงเทพด้วยเส้นทางเดิม แวะกินของที่บางปะอินนิดหน่อยแล้วก็กลับบางบัวทอง เส้นทางที่ใช้ระยะทางรวมประมาณ 458 กิโลเมตร ตั้งใจบันทึกระยะทางไว้เพื่อดูสถิติการใช้น้ำมัน E85ในรถฮอนด้าฟรีดเมื่อเดินทางไกล

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0039

เมื่อเริ่มเดินทาง เราสามคน พ่อแม่ลูก พอไปถึงโซนเขาใหญ่ เดินทางขึ้นทางด้านแดรี่ฟาร์มก็แวะจุดแรกเป็นร้านอาหารชื่อ pb valley ซึ่งที่นี่เป็นไร่องุ่นและร้านอาหาร เป็นจุดแวะที่นิยมมากแห่งหนึ่ง ร้านอาหารต้องจองโต๊ะ เราไปกันสามคนก็โชคดีที่มีที่ว่าง ปกติจะมีกรุ๊ปใหญ่หรือรถทัวร์มาลงตลอด อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ก็จะเป็นกระดูกหมูรมควัน มีน้ำองุ่นเป็นพระเอก จริงๆก็จะมีไวน์ด้วยแต่ครอบครัวผมไม่กิน บรรยากาศโดยรอบร้านก็จัดระเบียบพอใช้ได้ มีพื้นที่นั่งกินสบายๆ ดูวิวไร่องุ่น มีสนามหญ้าให้เด็กวิ่งเล่น มีเครื่องเล่นเล็กๆน้อยๆให้เด็กเล่น ลูกผมก็เล่นซะเต็มที่เลย เล่นเหมือนไม่เคยเล่นมาก่อนเลย

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0012
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0009

อาหารที่นี่จานใหญ่ การมาแค่สามคนพ่อแม่ลูกโดยลูกยังเล็กอยู่เป็นสิ่งที่ทรมานพุงอย่างมาก กินไม่หมด ต้องใส่กล่องกลับบ้านกันเลย กระดูกหมูชิ้นใหญ่มาก พิซซ่าก็พอใช้ได้ สปาเก็ตตี้สั่งตั้งใจจะแบ่งกินกับลูก รสชาดโดยรวมของอาหารในร้านนี้ก็สมราคา ไม่ถูก ไม่แพง สามารถแวะมากินซ้ำได้ถ้ามีคนชวนอีก

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0029
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0031
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0030

อากาศตอนเที่ยงวันที่นี่ค่อนข้างร้อน ใครที่เคยบอกว่าปากช่องและเขาใหญ่อากาศเย็นสบายขอบอกว่าไม่จริง กลางวันร้อนอบอ้าวจริงๆ ดูจากลูกชายที่หัวกระเซิง เหงื่อออกจนตัวเปียก

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0034

การเดินทางทริปนี้ใช้ GPS กันอย่างเต็มที่ เพราะผมรู้จักแค่ถนนสายหลักที่วิ่งเข้ามาแถวนี้ แต่ถนนขึ้นเขาใหญ่ ถนนลัดเลี้ยวไปตามเขาเพื่อไปยังที่ต่างๆก็อาศัย GPS พาไปทั้งหมด เพราะไม่ได้มีแผนที่เป็นเล่มมานั่งดูแล้ว เราอยู่ในยุคดิจิทัลก็ขอใช้เครื่องมือกับเขาบ้าง และผลการใช้งานก็ทำได้ยอดเยี่ยม GPS ยี่ห้อ Garmin พาเราไปยังที่หมายได้ทั้งหมด ไม่หลงเลย

ออกจากร้านอาหารมือแรกของวันนี้เราก็เดินทางไปยังที่พัก ที่พักอยู่ที่ กรีนเนอรี่ ขับรถออกมาก็วิ่งตาม GPS ไปเรื่อยๆ GPS ก็พาเราลัดเลาะไปตามทางเล็กแล้วไปออกถนนธนรัชต์ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเขาใหญ่ และเราก็มาถึงกรีนเนอรี่โดยเราวิ่งผ่านจุดที่น่าสนใจจุดหนึ่งนั่นก็คือ Primo piazza หรือ primo posto เดิมนั่นเอง คงมีการรีโนเวทอะไรบางอย่างซึ่งผมไม่ได้ติดตามข่าว ผมเป็นช่างภาพที่ไม่เคยไปเหยียบและถ่ายรูปที่ primo posto เลย แม้จะได้เห็นรูปและรู้สึกอยากไปมาหลายปีแล้วก็ตาม

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0040

พอมาถึงที่พักที่กรีนเนอรี่ เราก็เช็คอิน แล้วก็มาเล่นสวนน้ำของโรงแรมทันที เราเลือกโรงแรมนี้เพราะสวนน้ำเป็นปัจจัยหลัก เนื่องจากขอบฟ้าลูกชายผมชอบเล่นน้ำและว่างเว้นจากการเล่นน้ำมานานแล้วก็เลยคิดว่าควรจะเลือกที่พักที่มีสระน้ำและของเล่นในน้ำเยอะๆไว้ก่อน และก็ได้ผล ขอบฟ้าอยากว่ายน้ำจนทำตัวงี่เง่าในบางเวลา และขอมานั่งดูโอ่งช้างที่จะเทน้ำเมื่อน้ำเต็มภายใน

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0042
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0049
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0059

หลังจากเล่นน้ำเสร็จก็เตรียมตัวไปกินมื้อเย็น เราก็เลยขับรถไปดูที่ primo piazza(n14°32.569′, e101°20.214′) ที่เพิ่งขับรถผ่านมา เป็นการแวะดูนอกโปรแกรม ตั้งใจว่าจะไปดูเล่นๆแล้วค่อยหาอะไรกิน แต่พอไปถึงที่แล้ว ดูบรรยากาศมันก็ดูสงบและน่านั่งเลยเลือกที่จะกินมื้อเย็นที่นี่เลย ซึ่ง primo piazza ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะบรรยากาศดี อาหารรสชาดดี แต่ราคาสูงมาก ซึ่งก็คงเป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องดูแลสถานที่ให้ดูสวยแบบนี้ตลอดเวลา มันก็คงทำให้ราคาถูกไม่ได้นั่นเอง

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0060
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0067
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0069

ที่ primo piazza ตอนกลางวันน่าจะคนเยอะมาก เพราะสถานที่ตกแต่งได้ดี ตึกสวย ทำขึ้นมาเพื่อเอาใจคนชอบถ่ายรูปโดยเฉพาะ ผมไปตอนเย็นตอนที่คนเริ่มน้อย บรรยากาศคนน้อยๆนี่ดูสบายและสงบดีมาก การประดับไฟก็ทำได้ในระดับที่ดูดีไม่โอเวอร์ ไม่อลังการบ้าพลังเกินไป มีร้านขายของที่ระลึกตัวเบา สินค้าในร้านก็มาแนวน่ารักและน่าซื้อไปทั้งหมด

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0086

ในส่วนของร้านอาหาร โต๊ะภายนอกเกือบเต็มและส่วนใหญ่โดนจองมาล่วงหน้า ส่วนโต๊ะภายในอาคารนั้นว่างมาก ผมก็เลยเลือกนั่งภายใน ซึ่งมีอีกโต๊ะหนึ่งข้างๆที่มีคนนั่งอยู่แล้ว ส่วนอีกเกือบสิบโต๊ะใหญ่ๆที่เหลือก็ไม่มีคนนั่งเลย เป็นบรรยากาศภายในร้านอาหารที่ถูกใจผมมากๆ เพราะผมไม่ชอบคนเยอะ มีที่ว่างให้ลูกได้เดินเล่นสบายใจ ขอให้ร้านอยู่ได้นานๆนะครับ คนหลวมๆแบบนี้ผมชอบ

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0093
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0096
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0097
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0098

กินเสร็จแล้วก็เดินเล่นเล็กน้อย อากาศตอนเย็นๆค่ำๆเริ่มเย็น ผมเริ่มรับรู้ถึงความเย็นที่พอดีๆ เป็นอากาศที่ทำให้รู้สึกสบาย และมันดีกว่าไปเที่ยวพัทยาและหัวหินอยู่ เด็กๆก็ใส่เสื้อกันหนาวไว้ สาวๆนักท่องเที่ยวก็มากันขาสั้นเลย ถ้ากรุงเทพหนาว ที่นี่คงหนาวมาก

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0100

ตอนเช้าอีกวันเราก็เริ่มวันด้วยการออกไปขับรถเล่น ปาลิโอ้อยู่ใกล้ๆกับที่พักเรา ก็เลยถือโอกาสแวะไปดูซะหน่อย เป็นการไปขับรถเพื่อดูเส้นทางเพื่อเตรียมไว้สำหรับมือกลางวัน ขับรถออกจากที่พักไปนิดเดียวขอบฟ้าก็ตื่นเต้นกับช้างที่เดินเล่นอยู่ ก็เลยได้แวะดู แวะให้อาหารช้าง และเราได้แวะดูรถขยะคันใหญ่ในเทศบาลแถวนั้นด้วย ขอบฟ้าเป็นเด็กที่ชอบรถขยะ จะขอแวะดูทุกครั้งที่มีโอกาส การแวะดูทำให้เรารู้ว่าเทศบาลที่เขาใหญ่ชื่อ เทศบาลหมูสี ดูได้สักพักก็กลับเข้าโรงแรมและกินอาหารเช้า

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0106

ต่อด้วยเล่นน้ำอีกครั้ง

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0108

จริงๆแล้วมื้อกลางวันเราวางแผนไว้ว่าจะกินที่ zanotti (n14°32.445′, e101°24.220′)ซึ่งเป็นร้านพิซซ่าที่มีเพื่อนแนะนำ หรือไม่ก็ที่ร้านบ้านไม้ชายน้ำ ตามลายแทงที่คนส่วนใหญ่ในอินเทอเน็ตแนะนำ แต่ขอบฟ้าขึ้นรถแล้วหลับเลย และหลับยาวด้วย เราก็เลยขับรถมุ่งหน้ากลับกรุงเทพ ไม่ได้แวะกินมื้อเที่ยง กะว่าถ้าลูกตื่นแล้วค่อยแวะกิน ปรากฏว่าลูกตื่นตอนอยู่ใกล้ๆบางปะอินแล้วก็เลยแวะกินที่ร้าน”ต้นน้ำ” เป็นร้านอาหารที่มีเมนูกุ้งแม่น้ำที่ดังมาก อยู่ใกล้กับวังบางปะอิน การแวะครั้งนี้ถ้าให้ไปเองก็ไปไม่ถูกแน่นอนเพราะไม่รู้ทาง แต่ GPS พาไปได้อย่างแม่นยำ

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0127
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0130
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0133
2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0132

กินเสร็จจากที่นี่ก็ขับรถกลับบางบัวทอง ระยะทางทั้งทริปอยู่ที่ 458 กิโลเมตร เติมน้ำมันกลับให้เต็มถังต้องเติม 40.65 ลิตร น้ำมัน E85 ของบางจากครับ

creditability คืออะไร

เราผ่านการคุยกันเรื่อง visibility ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้ทุกคนในกลุ่มสามารถรับรู้ได้ว่าเรามีตัวตน มีอาชีพนี้อยู่ในทีม ซึ่งเป็นปัจจัยแรกของการสร้างธุรกิจแบบ word of mouth หรือ referral marketing

และหลังจากที่เราทำให้ทุกคนรู้ว่าเรามีตัวตนแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือ สร้างความน่าเชื่อถือ หรือ creditability นั่นเอง เพราะการมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มว่าเราทำอาชีพอะไร นั่นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เพื่อนๆ มั่นใจและแนะนำลูกค้าให้เรา

การที่ใครสักคนจะแนะนำธุรกิจให้กับเพื่อนของเขา คนแนะนำเขามักจะคิดอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแนะนำของเขามีคุณค่าปัจจัยที่จะมีผลต่อการคัดเลือกว่าจะให้ใครจะมีดังนี้

1 คุณเก่งในสายงานคุณจริงไหม บางคนใช้คำว่า expert
2 คุณทำสิ่งที่คุณทำอยู่อย่างมีความหลงไหล หรือ มี passion หรือไม่ และความรู้สึกเหล่านี้หลุดออกมาสู่คนรอบข้างได้ชัดเจนไหม
3 คุณตอบสนองกับธุรกิจที่ได้รับอย่างมืออาชีพ และช่วยรักษาเครดิตของคนแนะนำนั้นอย่างดีไหม ถ้าให้ไปแล้วไม่ตามงาน ก็เสียชื่อ ดังนั้นการติดตามงานอย่างกระตือรือร้นเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรวดเร็วและสำคัญที่สุด

4 เรามีความสัมพันธ์แบบสนิทรู้จักกันดีเพียงพอไหม?

เพราะหลายๆครั้งเราก็มักจะมีความรู้สึกในใจว่า เราไม่ค่อยรู้จักเขา เราเลยไม่กล้าแนะนำลูกค้าให้เขา

เราและเพื่อนในทีมต้องตอบคำถามสี่อย่างให้ได้ครบทุกข้อซึ่งกันและกันคือ เราเก่งไหม เรามี passion มากพอไหม เราเป็นมืออาชีพในธุรกิจไหม และ เราสนิทกับเพื่อนมากพอหรือยัง

สัปดาห์หน้าเราขอเริ่มทีคำถามสุดท้ายก่อน เราสนิทกับเพื่อนหรือยัง โดยเราจะมาหาวิธีวัดความสนิทต่อกัน ว่ามีมากหรือน้อย และเราจะเพิ่มความสนิทสนมที่ว่านี้ได้อย่างไร

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

รองเท้าแตะทั้ง 7

ผมรับงานสิ่งพิมพ์ตัวหนึ่ง เพื่อนเป็นโรงงานผลิตรองเท้าฟองน้ำ ส่งไปขายในพม่า เขาต้องการทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ว่ารองเท้าที่เขาขายอยู่มีการเพิ่มสีสันอีกหลายสี จากเดิมมี 3 สี กลายเป็น 7 สีแล้วในปัจจุบัน โปสเตอร์ตัวนี้จะบอกข้อมูลเป็นภาษาไทยและอังกฤษ และจะถูกติดอยู่ในประเทศพม่า

สิ่งที่ต้องทำก็คือออกแบบโปสเตอร์ขายรองเท้าแตะ และถ่ายรูปรองเท้าแตะให้ดูน่าสนใจ เริ่มจากการถ่ายภาพต้นแบบเสียก่อน แล้วเอารองเท้าหนึ่งข้างไปออกแบบ เพื่อนให้รองเท้ามาครบทุกสี ก็เลยหยิบมาวางถ่ายหลายๆอัน ดูไปดูมาก็เป็นแพทเทิลสวยดี
shoe-IMG_0087

shoe-IMG_0089

shoe-IMG_0095

shoe-IMG_0107

shoe-IMG_0110

สังเกตภาพว่าจะดูอมสีแดงนิดๆ พื้นขาวที่เป็นฉากหลังควรจะดูเป็นสีขาวไม่ปนสีอื่น แต่ดูแล้วยังไงก็ติดสีอื่นอยู่นิดๆ นั่นเป็นเพราะกระดาษหุ้มกล่องไฟที่ผมใช้อยู่มันเริ่มเก่า เริ่มเหลือง แสงที่ตกไปในกล่องก็เลยมีสีเจืออยู่ทำให้ส่วนที่ควรขาวกลับไม่ขาว ประกอบกับตั้งกล้องในส่วนของ white balance ให้เป็น Auto เอาไว้ ทำให้กล้องแก้สีให้มั่วไปหมดเลย

shoe-IMG_0115

shoe-IMG_0139

ตัดสินใจใช้วิธีตั้งค่า white balance เป็นแบบ Custom ซึ่งเป็นเทคนิคการแก้สีในภาพถ่ายให้ถูกต้องเที่ยงตรงที่สุด วิธีการก็คือให้ถ่ายฉากหลังในกล่องไฟให้เต็มภาพ ไม่มีสินค้าอยู่ในภาพ ให้เห็นแต่แบ็คกราวน์สีขาว แล้วหลังจากนั้นก็ไปตั้งที่กล้องว่าจะใช้ Custom Whitebalance กล้องจะให้เราเลือกว่าจะเอาภาพไหนเป็นภาพตั้งต้นเพื่อปรับแต่ง white balance ให้เป็นไปตามที่ต้องการ ก็ให้เลือกภาพที่เป็นแบ็คกราวน์ล้วนๆไปเสีย กล้องจะประมวลผลแล้วแก้สีให้ภาพที่เราเลือกมีค่าสีขาวที่ไม่มีสีอื่นปน กล่าวคือให้สีขาวที่แม่นยำที่สุดแล้ว

shoe-IMG_0204

shoe-IMG_0203

shoe-IMG_0202

shoe-IMG_0201

shoe-IMG_0200

shoe-IMG_0199

shoe-IMG_0198

สุดท้ายออกมาเป็นแบบนี้

p-AW Maize Sandal Revised Ceated 14Nov14

ในตอนพิมพ์จริงก็เลยเอารองเท้าจริงมาวางเพื่อให้ช่างพิมพ์ปรับสีให้ใกล้เคียงของจริงไปซะเลย

P_20141115_133243

แผ่นยางรองพื้นรถช่วยได้เยอะ

ตอนได้รถมาใหม่จะต้องหาแผ่นยางรองพื้นรถมาวาง  ส่วนใหญ่เขาใช้แบบแผ่นลายกระดุม เพราะดูดีและเป็นแผ่นเรียบ  ทำให้รถดูเรียบร้อยและสะอาดตา  ผมเองตอนหาซื้อทีแรกก็อยากได้  แต่ในห้างไม่มีขาย ส่วนใหญ่เขาจะสั่งกันทางเว็บแล้วให้จัดส่งหรือขับรถไปติดที่ร้าน

แบบที่เจอตามห้างจะไม่เป็นแผ่นรอง  แต่มักจะมาเป็นถาด  มีขอบสูงขึ้นดูหน้าตาเป็นถาดมากกว่าแผ่น  มันไม่สวยเลย  แต่ผมก็ซื้อใช้เพราะว่าไม่สามารถหาของหน้าตาดีกว่านี้ได้แบบสะดวก  รถคันที่แล้วก็ใช้  รถคันนี้ฮอนด้าฟรีดก็ใช้แบบถาดเช่นกัน  แล้ววันดีคืนดีก็ได้ค้นพบว่า แผ่นยางแบบถาดมันก็มีข้อดีเหมือนกัน  และดีมากแบบที่แผ่นลายกระดุมไม่สามารถทดแทนได้เสียด้วย

P_20141106_090320

นั่นก็คือตอนที่ทำน้ำหก หรือ กาแฟหกใส่พื้นรถ  ถ้าเป็นแผ่นยางลายกระดุม น้ำกาแฟก็คงไหลกระจายไปทั่วแผ่นและคงซึมลงไปที่พรมพื้นรถไปแล้ว  แต่แบบถาดมันอุ้มน้ำกาแฟเอาไว้ เหมือนเป็นจานขนาดใหญ่ที่เก็บน้ำกาแฟไม่ให้ไหลไปไหน  เห็นภาพแบบนี้แล้วโล่งอกเลย  ถ้าไม่มีถาดแบบนี้ผมคงได้ล้างรถพร้อมซักพรมครั้งใหญ่ไปแล้ว

P_20141106_095542

สิ่งที่ต้องทำก็แค่ยกถาดออกไปเทน้ำกาแฟทิ้ง ฉีดน้ำล้างแผ่นยางแบบถาดผืนนี้เท่านั้นเอง รู้สึกโชคดีมากเลย

เปลี่ยนกรองแอร์ Honda freed

ตอนเข้าศูนย์บริการ ก็มีการแจ้งว่ากรองแอร์ของรถถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะว่าดำมาก ราคาค่าเปลี่ยนชิ้นละเกือบพันบาท ผมเองก็รู้สึกคุ้นๆว่าราคาน่าจะถูกกว่านี้ เพราะเคยเห็นมีคนประกาศขายกันอันละ 200 บาทเอง ก็เลยบอกเขาว่ายังไม่เปลี่ยน กะว่าไปหาเองข้างนอกก็ถูกกว่า

เลยมาถามใน Facebook ห้อง Thaifreed ว่ามีใครขายอยู่ไหมจะขอซื้อ มีพี่ใจดีที่เป็นสมาชิกแวะไปถามร้านแถวบ้านให้ ปรากฏว่าราคา 2 อัน 260 บาท ค่าส่งจากโคราชอีก 28 บาท รวมเป็น 288 บาท โอนเงินให้พี่เขา อีกสองวันก็ได้ของมา

ก็เลยถอดเปลี่ยนเองเลย ถามจากในเว็บก็พอรู้วิธีเปลี่ยน ถอดไม่ยาก ลิ้นชักหน้ารถ แกะออกมา แล้วก็จะเจอ หยิบอันเก่าออกมาตกใจมาก ดำชนิดที่ว่าเห็นแล้วต้องเรียบเปลี่ยนออกเลย

DSC_1625.JPG

DSC_1623.JPG

ของเก่าคือทางซ้าย ของใหม่คือทางขวา แม้ว่าลอนกระดาษกรองจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ใส่แทนกันได้ พอเปลี่ยนแล้วก็ตั้งนัดหมายไว้ในมือถือว่าอีก 6 เดือนให้เปลี่ยนอีกครั้ง เพราะสั่งซื้อไว้สองอัน……… นี่คือเรื่องราวเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว

ผ่านมา 6 เดือน ถึงเวลาที่ระบบเตือนในมือถือเตือนให้เปลี่ยนกรองแอร์อีกครั้ง ครั้งนี้ก็เลยไปหยิบตัวที่สองที่เคยซื้อไว้มาเปลี่ยน ก่อนเปลี่ยนก็ถ่ายรูปเทียบกับตัวที่ดึงออกมาจากรถเอาไว้

P_20141108_140010

P_20141108_140021

P_20141108_140028

P_20141108_140051

ภาพซ้ายคือตัวที่เปลี่ยนเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ภาพขวา คือตัวใหม่ ถ่ายให้เห็นหลายๆมุม กรองแอร์จะดักฝุ่นต่างๆที่วิ่งมากับระบบปรับอากาศ ถ้าไม่มีกรองแอร์ฝุ่นพวกนี้ก็อยู่ในรถ อย่าลืมเปลี่ยนทุกหกเดือนนะครับ

GPS แท้กับ smartphone ใช้แบบไหนดี

เปรียบเทียบ GPS แท้ๆ กับ สมาร์ทโฟนที่ลงโปรแกรม GPS

IMG_0365

ในแง่ของการใช้งาน มันสามารถนำทางได้ไม่ต่างกัน อาจมีหลุดเส้นทางบ้าง อ้อมบ้าง แต่ก็ทำงานได้จนจบคือพาไปถึงที่ แรกๆตอนที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนดีๆให้ใช้ ก็รู้สึกว่า GPS แท้ๆมันน่าจะดีกว่า เพราะสมาร์ทโฟนยังช้า และ ต้องคอยหยิบเข้าออกเสียเวลา ตอนนำทางถ้าสายเข้าก็จะตัดไปทำงานโทรศัพท์จนไม่สามารถนำทางได้ หลายครั้งที่ต้องตัดสินใจเลี้ยวในเมืองที่มีแยกจำนวนมากแต่ดันตัดการทำงานจนเสียอารมณ์อย่างยิ่ง

20120425_070046

ในวันที่สมาร์ทโฟนทำงานได้เร็วขึ้น การทำงานของสมาร์ทโฟนและแผนที่ GPS ก็ทำงานได้ราบลื่น ช่วงที่ใช้งานทั้งสองอย่างเปรียบเทียบกันก็เผลอเทใจให้สมาร์ทโฟนตรงที่ว่าสามารถเลือกซอร์ฟแวร์มาใส่ได้ตามใจ ถูกใจค่ายไหนก็ไปหามาลงได้ แถมยังมี google maps ให้ใช้อีก แผนที่อัพเดทอัตโนมัติ ช่วงนี้จะรู้สึกว่า GPS แท้ๆจะแพ้ทางอย่างราบคาบ เพราะแผนที่ไม่อัพเดท และการทำงานแบบ online น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

20120508_070206

ผ่านมาเป็นปี สมาร์ทโฟนรุ่นท๊อปที่ตอนซื้อราคาแพงกว่า iphone เริ่มทำงานช้าลง เวลา os ในมือถือมันอัพเดท โปรแกรมต่างๆในเครื่องก็ต้องอัพเดทตามกัน ขนาดโปรแกรมก็ใหญ่ขึ้น กินพลังของเครื่องมากขึ้น และมันก็มาถึงวันที่สมาร์ทโฟนตัวท๊อปทำงานได้ช้าลง ช้าในระดับที่ว่า สายเข้าแล้ว เสียงเรียกดังไปสองทีแล้วเบอร์โทรยังไม่ขึ้นชื่อเลย อาการหนักมาก เหมือนกับว่าเครื่องมันประมวลผลอะไรอยู่และเราไม่สามารถสั่งการเพิ่มเติมได้ เรื่องหงุดหงิดเริ่มมีให้เห็นบ่อย ยังไม่รวมอาการแบตเสื่อมที่จะต้องซื้อเปลี่ยนอีกปีละก้อน ก้อนนึงก็เกือบพัน ไปๆมาๆ สมาร์ทโฟนก็ทำงานช้าจนไม่อยากใช้ จะเอามันมานำทางก็ไม่ได้แล้ว เปิดโปรแกรมไม่ขึ้น google map ที่เคยถูกใจก็เปิดไม่ขึ้นเสียแล้ว สุดท้ายมันก็ทำงานเป็น GPS ไม่ได้ และในที่สุดมันก็หมดอายุเปิดไม่ติด

20120514_184558

พอวันที่สมาร์ทโฟนตายสนิท ผมก็ได้รู้คำตอบแล้วว่า GPS ที่น่าใช้งานที่สุดในรถยนต์ก็คือ GPS แท้ๆ ติดในรถ เพราะมันไม่เคยช้าลง ไม่เคยตก และยังมีสภาพที่ดี และมันก็ไม่รวน ไม่แฮ้งค์ แม้จะต้องเอาไปอัพเดทแผนที่บ้างเป็นบางปี แต่ระยะเวลาประมาณสี่ปีที่ใช้งานก็ทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ คงเหลือให้ลุ้นแค่เพียงว่ามันจะดับสนิทหมดอายุเมื่อไหร่ แต่เชื่อว่าน่าจะอีกนาน เพราะตอนนี้มันก็ยังทำงานได้เหมือนของใหม่แกะกล่องเลย ส่วนสมาร์ทโฟนตัวท๊อปของผมก็ตกรุ่นไปสามครั้งแล้ว และตอนนี้ก็ตายสนิทกลายเป็นที่ทับกระดาษเรียบร้อย

IMG_2645.JPG

ตัวอย่างภาพ ถ่ายด้วย f1.8 vs f8

เปรียบเทียบค่าการเปิดรูรับแสง f 1.8 เทียบกับ f8 เพื่อให้ดูว่าฉากหลังที่เปลี่ยนไปตามค่า f ค่า f น้อยๆจะเป็นช่วงที่ให้ภาพชัดตื้น จุดที่โฟกัสจะมีระยะชัดไม่มาก ฉากหลังที่ถอยห่างออกไปจะเบลอมาก ส่วนค่า f มากๆอย่าง f8 ก็เป็นค่าที่ให้ระยะชัดมากขึ้น ฉากหลังก็จะชัดมากขึ้น

kobfa-copter-IMG_0020

ภาพจาก f 1.8

kobfa-copter-IMG_0021

ภาพจาก f 8

อีกมุมหนึ่ง
kobfa-copter-IMG_0023
ภาพจาก f 1.8

kobfa-copter-IMG_0024
ภาพจาก f 8

ถ่ายด้วยกล้อง eos 6d
เลนส์ canon ef 85 f1.8

ขอบฟ้าหัดปลูกต้นไม้

IMG_3411 | Flickr – Photo Sharing!.

 

หัดให้ขอบฟ้าได้ลองปลูกต้นไม้  ใส่เมล็ดในกระถางดำเสร็จแล้ว รดน้ำแล้ว  แต่ยังอยากเล่นน้ำอยู่ก็เลยเลิกสนใจกระถางดำไปเฉยๆ

เพิ่ม Visibility ด้วยการจัดอีเว้นท์

IMG_8450bitec7jun2010

เราได้เรียนรู้การเพิ่ม visibility ด้วยวิธีการต่างๆมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การทำงานอาสาสมัครเพื่อทำธุระบางอย่างของกลุ่ม ทำให้คนในกลุ่มได้รู้จักเรา การเลือกทำตัวเป็นเจ้าภาพผู้รู้เรื่องที่ช่วยให้แขกและสมาชิกในกลุ่มได้รับความสะดวกในด้านต่างๆในแต่ละอีเว้นท์ และเลือกทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำเพื่อให้เราถูกจดจำได้ว่าเราพยายามทำอะไร มาคราวนี้เราจะเพิ่มอีกวิธีที่ทำให้เรามี Visibility ที่ชัดเจนมากขึ้นและวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่ง ทำแบบนี้ครั้งเดียว เหมือนเราทำทุกอย่างที่เคยกล่าวไว้รวมกันเลย

นั่นคือ การจัดอีเว้นท์ของตัวเอง โดยเราจะต้องเป็นผู้วางแผนและดำเนินการเองในทุกๆขั้นตอน หรือ เรียกว่า Full Organized การจัดอีเว้นท์พิเศษนี้จะทำให้เราเป็นเจ้าภาพอย่างแท้จริง มีการติดต่อพูดคุยกับผู้มาร่วมงานทุกคน ทุกคนสามารถรับรู้สิ่งที่เรานำเสนอทั้งทางตรงและทางอ้อมได้โดยอัตโนมัติ

การจัดอีเว้นท์เราสามารถเลือกทำได้ทั้งระดับเล็กและระดับใหญ่ ตามความชำนาญของเรา ระดับเล็กๆก็อาจจะเป็นการจัดประชุมนอกสถานที่ ประชุมกลุ่มย่อย เราเป็นตัวตั้งตัวตี เราโทรคุยและนัดหมายทุกคน เราเลือกสถานที่ เราเลือกอาหารและเครื่องดื่ม เราติดตามผลการประชุมด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ถูกเชิญทุกคนได้รู้จักและสามารถตัดสินคุณได้ว่าคุณมีตัวตนแล้ว และมีคุณภาพไหม? ซึ่งเป็นสิ่งที่ตามมาหลังจากงานสิ้นสุด

การจัดอีเว้นที่ใหญ่ขึ้นก็ดังเช่น การจัดเยี่ยมชมบริษัท หรือ company visit คนที่ถูกเชิญจะรับรู้ว่าบริษัทของเราทำอะไร ตั้งอยู่ที่ไหน การไปเยี่ยมชมจะทำให้เขารู้รายละเอียดที่มากขึ้น และอีเว้นต่างๆนี้จะใช้เวลาหลายชั่วโมง มันทำให้เกิดการรับรู้ได้ง่าย และจำได้แม่นยำยิ่งขึ้น

เราหลายคนต่างเคยผ่านการจัดอีเว้นท์ใหญ่ในชีวิตเรามาแล้ว นั่นคือการแต่งงาน ตอนเราจัดงานแต่งงาน เราทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เราได้ดูรายชื่อทุกคน วิเคราะห์ทุกรายชื่อ ได้ทักทายต้อนรับแขกทุกคน ได้ถ่ายภาพกับทุกคน และได้แสดงอะไรบางอย่างบนเวที ได้กล่าวขอบคุณ และได้อำลาตอนจบงาน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แขกรู้รายละเอียดของเจ้าภาพมากขึ้น

เป้าหมายของ Viisibility ก็คือ ทุกคนในกลุ่ม รู้ว่าคุณคือใคร ทำอาชีพอะไร และจะติดต่อคุณได้อย่างไร สิ่งตามมาหลังจากนี้จะเป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น นั่นคือการสร้าง creditablity นั่นเอง