พาลูกนอนเล่นที่ มิลลิเนียมฮิลตัน millennium hilton

IMG_0119

มิลลิเนีียมฮิลต้น เป็นโรงแรมหรูห้าดาวอยู่ในกรุงเทพ อยู่ถนนเจริญนคร ตัวโรงแรมติดแม่น้ำเจ้าพระยา ผมเดินผ่านตั้งแต่สมัยเด็กๆ ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมานอนพักที่นี่

IMG_0061.JPG

การมาใช้เวลานอนเล่น 1 คืนในโรงแรมฝั่งธนรอบนี้เป็นความรู้สึกที่ดี เพราะว่าเราได้ใช้ชีวิตแบบนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบโดยที่ไม่ต้องไปต่างจังหวัด เราเข้าพักที่โรงแรมรอบบ่ายๆ เก็บของเรียบร้อยก็มองหาที่ไปต่อ ทางโรงแรมมีเรือให้นั่งไปที่เอเซียทิก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมน้ำย่านถนนเจริญกรุง เราก็เลยได้นั่งเรือเล่น

IMG_0087.JPG

IMG_0067.JPG

ก่อนจะลงเรือเราก็ดูให้แน่ใจว่ามีเสื้อชูชีพพอสำหรับทุกคนหรือไม่  ทีแรกก็กลัวจะไม่มี  แต่เห็นวางกันเป็นตับแบบนี้ก็ค่อย
โล่งใจหน่อย  ถ้ามีเหตุฉุกเฉินยังพอมีวิธีเอาชีวิตรอด  แม้จะไม่เคยมีข่าวว่าเรือของโรงแรมเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่อยากประมาท

IMG_0097.JPG

IMG_0098.JPG

ลูกชายผมได้นั่งเรือครั้งแรกก็ได้ลงเจ้าพระยาเลย ท่าเรือที่โรงแรมจะมีเรือเวียนไปส่งระหว่างสถานีรถไฟฟ้า BTS ตากสิน และ เอเชียทิกอยู่วันละหลายเที่ยว เรือไปเอเซียทิกจะมีทุก 40 นาที เราก็เลยได้นั่งเรือไปกินข้าวเย็นที่เอเชียทิก และเดินเล่นเรื่อยเปื่อย ก่อนจะกลับในอีกสองชั่วโมงถัดมา

IMG_0105.JPG

ในช่วงกลางคืน วันวาเลนไทน์ จากหน้าต่างห้องพักเบอร์ 2123 เราได้ดูจุดพลุที่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย เป็นการดูพลุที่แสนสบาย นั่งมองอยู่ในห้องพัก ดูได้เต็มตา ยุงไม่กัด ไม่ต้องไปเบียดกับคนอื่น ไม่ต้องเงยหน้าเมื่อยคอ ขอบฟ้าเป็นเด็กที่โชคดีจริงๆเลย ถ้าเป็นผมตอนเด็กๆ จะดูพลุแบบนี้ ต้องไปยืนจองกันริมถนน ริมสะพานสาธรเท่านั้น

IMG_0112.JPG

การถ่ายพลุที่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณโรงแรมย่านสาธร จะเป็นจุดแสดงพลุที่ทำทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นลอยกระทง วันเฉลิม วันปีใหม่ ไม่รู้ว่าตรุษจีนด้วยหรือเปล่า จุดที่นักถ่ายภาพนิยมไปตั้งขาตั้งกล้องรอถ่ายภาพคือบนสะพานสาธร โดยเฉพาะลอยกระทงกับปีใหม่ สะพานจะเต็มไม่มีที่ยืนบนฟุตบาธเลย แต่รอบนี้ผมได้ถ่ายภาพจากในห้องพัก ก็เลยเอารูปแม่และเด็กไว้เป็นจุดเด่นของภาพ เพื่อให้เห็นบรรยากาศตอนดูพลุ ดูเสร็จก็เข้านอน

IMG_0114.JPG

แล้วเราก็ตื่นเช้าขึ้นมาดูวิวกรุงเทพยามเช้า วิวห้องพักที่นี่สุดยอดมาก มองเห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาแสนสวยพร้อมกับแนวตึกดูอลังการ กรุงเทพเมืองสวรรค์มันก็น่าเที่ยวดี เราตื่นเช้าแล้วก็ไปเล่นน้ำในสระเลยเนื่องจากลูกชายอยากเล่นน้ำมากๆ วิวสระน้ำก็เป็นชั้นสูงๆที่มีเตียงให้นั่งอย่างล้นหลาม มีวิวไกลๆให้มอง ถ้าแดดไม่แรงมันก็เป็นที่สำหรับการนอนปล่อยเวลาให้ไหลไปเรื่อยๆ

IMG_0127.JPG

ผมคิดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะชอบบรรยากาศแบบนี้ เพราะได้อยู่กับแสดงแดดอ่อนๆ สระว่ายน้ำ ลมเย็นสบาย นั่งอ่านหนังสือกันจนลืมเวลาได้เลย วันพักผ่อนของคนต่างชาติน่าอิจฉามาก ไม่เหมือนวันพักผ่อนของผมที่ต้องพาลูกเที่ยว มันเหนื่อยแต่ก็ต้องทำเพราะเราอยากเห็นรอยยิ้มของลูก

IMG_0172.JPG

ด้านข้างสระน้ำของโรงแรมมีพื้นทรายให้เล่นด้วย สวรรค์ของเด็กชัดๆเลย ขอบฟ้าเป็นเด็กเล่นทราย จะทรายก่อสร้างหรือทรายทะเลเล่นได้หมด ขอบฟ้าอยากไปทะเลเพราะอยากเล่นทราย ขอบฟ้าอยากไปโรงแรมเพราะอยากเล่นน้ำในสระ ขอบฟ้าน่าจะชอบโรงแรมแห่งนี้มากเพราะได้เล่นน้ำ ได้เล่นทรายพร้อมๆกัน แถมยังเป็นที่เล่นทรายที่มีอุปกรณ์ให้อย่างเพียบพร้อม  ต้องขอขอบคุณโรงแรมจริงๆที่เตรียมของเหล่านี้ไว้ให้เด็กๆ

IMG_0155.JPG

IMG_0175.JPG

IMG_0162.JPG

อาหารบุฟเฟ่ต์มื้อเช้าในมิลลีเนียมฮิลตันไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ ไม่มีของถูกปากสำหรับผมเลย ถือว่าเป็นข้อเสียข้อเดียวที่เกิดขึ้นกับโรงแรมแห่งนี้ แต่เป็นข้อเสียที่ไม่ร้ายแรง เพราะสิ่งที่ได้มาก็คือ ขอบฟ้ามีความสุขกับการเข้ามานอนเล่นในนี้ เราได้นั่งเรือ เราได้เล่นน้ำ เราได้เล่นทราย เราได้ดูพลุ เราได้ดูวิวกรุงเทพยามเช้า แค่นี้ก็เต็มอิ่มแล้ว

รูปในทริปนี้ทั้งหมดใช้กล้อง canon eos 6d เลนส์ canon ef 24-105L

วิธีการหา referral ให้เพื่อน

การหา referral  ให้เพื่อนนั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย  ใครยังไม่เคยให้อาจจะมึนงง  ไปต่อไม่ถูก  วันนี้เรามีวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เรามี referral ให้เพื่อนครับ

การทำการตลาดแบบบอกต่อ เราจะต้องพัฒนาตัวเราให้เป็นนักแก้ปัญหาให้เพื่อน  ใครมีปัญหา ใครมองหาบริการหรือผลิตภัณฑ์ก็ให้มาถามกับเรา  ทำให้ทุกคำถามเร่ิมต้นที่เรา

แปลว่าให้เราทำตัวเป็นผู้คุมประตูสมบัติ  สมบัติหลังประตูนี้คือ ซัพพลายเออร์ชั้นดี  ซึ่งหมายถึงสมาชิกในแช็พเตอร์  ใครอยากอยากติดต่อกับซัพพลายเออร์คุณภาพในเครือข่ายของเรา  ก็ให้บอกเรา  แล้วเราก็จะนัดหมายและคัดเลือกซัพพลายเออร์ในเครือข่ายของเราไปให้

สิ่งที่เราต้องทำก็คือ  ส่งข่าวด้วยวิธีการที่เราถนัด  จะเป็นการโทรคุย หรือเป็น message หรือเป็นจดหมายก็ได้  ดร.ไอแวน ไมเนอร์แนะนำให้ทำเป็นจดหมายข่าว  อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำสามเดือนครั้ง  ให้ส่งจดหมายไปยังคนรู้จักและลูกค้าของเรา  บอกว่าเรามีเครือข่ายผู้ประกอบการที่ดี และมีประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งกับธุรกิจของท่านแน่นอน  ดูอาชีพต่างๆได้ในลิสต์ที่แนบมาด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญในเนื้อหาจดหมายก็คือ  อย่าให้เบอร์โทร และชื่อสมาชิกไปในทันที  ให้แต่รายนามอาชีพที่มีอยู่  แล้วให้ลูกค้าของเราเลือกตัดสินใจเองว่าอยากติดต่อกับใคร  แล้วเราค่อยทำนัดหมายให้ทั้งคู่ได้คุยกัน

เมื่อมีการเริ่มต้นนัดหมาย ก็เท่ากับว่าเราทำการตลาดแบบบอกต่อสำเร็จเพียงเท่านี้เราก็จะเป็นนักแก้ปัญหาที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

พาลูกไปเล่นทรายที่หัวหิน

ก่อนหน้าวันเดินทางสองวัน ขอบฟ้าที่อยู่บ้านกับคุณตาคุณยายและลุงป้า ก็ตั้งท่าจะวิ่งออกจากบ้านจนคนในบ้านต้องวิ่งไปจับไว้ สอบถามกับตัวเด็ก เด็กบอกว่า จะไปทะเล แล้วก็ยังพยายามจะเก็บของเล่นที่จะเอาไปเล่นที่ทะเลลงกระเป๋าเสียด้วย คุณตาคุณยายเล่าให้ฟัง ผมฟังแล้วก็รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เห็นความไร้เดียงสาเหล่านี้ด้วยตัวเอง ลูกเราโคตรน่ารักเลย ความรู้สึกนี้หลงลูกตัวเองจริงๆเยียวยาไม่ได้

พอมีคนโทรมาเล่าให้ฟัง ก็เลยจัดการจองโรงแรม และวางแผนเดินทางกันเลย ทะเลที่เป็นทางเลือกของคนกรุงเทพก็คือหัวหินและพัทยา และในที่สุดก็เลือกหัวหิน วันเดินทาง ขอบฟ้าถามพ่อและแม่แทบจะตลอดทางว่า ถึงรึยัง ทำไมขับช้า ทำไมรถติด แล้วก็ วนกลับมาถามว่าถึงหรือยัง คำถามเหล่านี้วนเวียนถามอยู่ในรถ

IMG_0024.JPG

ไปถึงยังรีสอร์ต ไฮด์อเวย์ หัวหินซอย 9 เก็บของเข้าที่พัก ก็แวะมาเล่นทรายริมทะเลกันเลย รีสอร์ตแห่งนี้ไม่ติดทะเล ต้องอาศัยเดินไปในซอยอีกนิดหน่อยประมาณ 5 นาที ทางรีสอร์ตมีรถจักรยานให้หยิบไปใช้ได้ตามใจ มีรถกอล์ฟเอาไว้บริการด้วย ทะเลรอบนี้ไม่ได้เล่นน้ำทะเล อาศัยว่านั่งเล่นทรายไปเรื่อยๆ แต่ไปว่ายน้ำที่สระน้ำของรีสอร์ตแทน

IMG_0001.JPG

IMG_0029.JPG

มาทะเลรอบนี้ติดกล้องโพราลอยด์ตัวเล็กมาด้วย ถ่ายเล่นไปสองภาพ แล้วก็เอามาเป็นพร็อบสำหรับถ่ายภาพอีกที ภาพโพราลอยด์ใบนึงราคาประมาณ 25 บาท ถ่ายเล่นนานๆทีก็พอไหว การวัดแสงของกล้องโพราลอยด์มีเทคนิคไม่มาก ก็คือ ใช้ค่ารูรับแสงไปตามที่กล้องวัดไว้ให้ แล้วก็กล้องจะมีแฟลชยิงออกมาทุกรูป ดังนั้น ตัวแบบที่อยู่ในภาพและห่างไม่มากนักจะได้รับผลของแสงแฟลชด้วย ภาพที่ได้ค่อนข้างไว้ใจได้ว่าวัดแสงถูกต้อง

IMG_0020.JPG

ฝากท้องมือกลางวันไว้ที่ชะอำร้าน ป้าฮี้ด เปิด gps ยี่ห้อ garmin หาไปได้เลย มื้อเย็นไปกินร้านอาหารสายลม เป็นร้านที่อยู่ในโรงแรมสายลม อยู่ติดกับซอยหัวหิน 81 ก่อนไปก็หาข้อมูลจากในเน็ตไปแล้ว แต่คนบอกทางบอกผิด ทำให้ขับเลยกันไปรอบนึง โชคดีที่ยังตัดสินใจวนกลับมาหาอีกทีเพราะว่าไม่ได้หาร้านที่สองเอาไว้ เลยอยากจะหาร้านแรกที่ตั้งใจไปให้เจอก่อน

IMG_0044.JPG

อิ่มมื้อเย็นเสร็จก็กลับที่พัก วันรุ่งขึ้นไปหินมื้อเช้าที่ตลาดหัวหิน ร้านในตำนานเจ๊กเปี๊ยะ ซึ่งผมมองป้ายแล้วมันกลายเป็นอีกชื่อหนึ่ง ไม่รู้ว่าเปลี่ยนชื่อไปตอนไหน คนเยอะตั้งแต่เช้า ถ้าไปสายๆอาจจะต้องรอคิว แต่ถ้าไปแต่เช้าก็น่าจะได้นั่งกินสบายๆ อิ่มแล้วก็กลับมาเล่นน้ำที่โรงแรมต่อ แล้วก็ค่อยอาบน้ำเช็คเอ๊าท์กลับบ้าน

P_20150208_072755

P_20150208_070903

P_20150208_072131

Fact Tell Story Sell

Fact Tell Story Sell

การสื่อสารกับกลุ่ม networking ให้มีประสิทธิภาพมีคนจำเราได้นั้นจะทำให้เพื่อนๆสามารถนำเรื่องของเราไปเล่าต่อให้กับคนอื่นฟังได้ และนั่นจะเป็นที่มาของ referral ที่ดี
IMG_0581.JPG

การทำให้เพื่อนจำเรื่องของเราได้ เราควรจะสื่อสารด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจ ไม่ใช่ ข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่เพียงอย่างเดียว การหาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์มาผูกเป็นเรื่องเล่าจะทำให้ผู้คนจำได้ง่าย และเล่าต่อได้ง่าย ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

นายธนาคาร มีโครงการกู้เงินซื้อบ้านดอกเบี้ยต่ำ เมื่อเขามาพูดต่อหน้ากลุ่มเพื่อนหรือกลุ่ม networking เขามายืนพูด สวัสดีครับ ผมมาจากธนาคาร ตอนนี้ดอกเบี้ยสำหรับกู้ซื้อบ้านต่ำมากนะครับใครสนใจขอเชิญคุยต่อที่โต๊ะอาหารได้เลยนะครับ

กับอีกแบบหนึ่งถ้าเปลี่ยนเป็นเรื่องเล่า
วันก่อนครับ ผมไปเจอกับเพื่อนรุ่นน้องมาคนหนึ่ง เขามีครอบครัวกำลังโต มีลูกสองคน เขากับแฟนทำงานประจำ ลูกกำลังจะเข้าโรงเรียน เขาอยากจะย้ายจากคอนโดมาอยู่บ้านสักหลัง ผมกำลังดูแลโครงกู้ซื้อบ้านอยู่พอดี เลยให้คำปรึกษาและเลือกโครงการที่ดอกเบี้ยต่ำที่เหมาะกับเขาให้ ตอนนี้เขากำลังย้ายของเข้าบ้านใหม่อยู่ครับ

จากสองวิธีการพูดนี้ เราจะจำเรื่องราวที่สองได้ และนำไปเล่าต่อได้ง่ายกว่า ส่วนวิธีพูดแบบที่หนึ่ง เราอาจจะไม่ใส่ใจที่จะจำเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น ธุรกิจของเรา เราอยากให้คนจำเราแบบไหน ให้ลองเลือกวิธีและหาเรื่องเล่าที่น่าประทับใจ น่าสนใจ แล้วลองใช้กับการประชุมกลุ่ม networking ดูครับ

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

การค้นหาจุดเด่นของเราเอง

IMG_0850.JPG

ในการแนะนำตัว หรือการพูดคุยเพื่อนนำเสนอสินค้าหรือบริการของเรานั้น สิ่งที่เราควรจะนำเสนอต่อลูกค้าก็คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าที่เรากำลังคุยด้วย มันก็คือการคุยที่เน้นเรื่องประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อใช้บริการเรา แต่ถ้าเรานึกถึงข้อดีไม่ออก ไม่สามารถบอกจุดเด่นของเราที่ลูกค้าต้องการได้ เรามีวิธีค้นหาข้อดีเหล่านั้นเพื่อใช้พูดกับว่าที่ลูกค้าคนต่อไป

เรามีข้อดีอะไร เรามีจุดเด่นอะไร ถ้าเรียบเรียงคำพูดไม่ได้ ให้ลองใช้วิธีนี้คือ ให้นึกถึงลูกค้าคนที่แล้ว หรือลูกค้าที่เราจบงานมาแล้ว ลูกค้าคนที่เราชอบ แล้วลองเล่ารายละเอียดหรือเขียนออกมาว่า

1 ลูกค้าคนนี้ ก่อนมาเจอเรา ลูกค้าเจอปัญหาหรือสถานการณ์อะไร
2 เราแก้ปัญหาอย่างไรให้ลูกค้า และทำให้ลูกค้าพอใจหรือทำงานต่อได้

การที่เราหาคำตอบสำหรับคำถามนี้เอาไว้ คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวแม่เหล็กที่จะทำให้ว่าที่ลูกค้าเห็นความสำคัญในสินค้าหรือบริการของเรา มันเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้เราหาข้อดีของเราหรือ benefit ที่ลูกค้าจะได้รับ เป็นเรื่องจริงที่เราลงมือทำและแก้ปัญหาให้ลูกค้าไปแล้ว

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

รีวิว กล้อง eos m กล้องดีเลือกเจ้าของ

ในตลาดกล้องถ่ายภาพระบบ mirrorless มีเจ้าตลาดชื่อ olympus มี fuji เป็นผู้ท้าชิงที่สู้กันได้สูสี มี sony ที่ทำได้ดีไม่แพ้กัน สามค่ายนี้ดูไม่ออกว่าใครจะเป็นหัวแถวในระยะยาว nikon ก็ออกระบบ nikon1 ตามมา แม้จะไม่โด่งดังแต่ก็มีจุดขายที่ทำให้อยากใช้ในเรื่องโฟกัสไวขั้นเทพ ถ่ายวิดีโอได้เนียนและถ่ายต่อเนื่องได้นานมากเอาไปทำหนังได้เลย ส่วน canon ออกมากับเขาเหมือนกัน ใช้ชื่อว่า eos m แต่กลับโดนบ่นจากผู้ใช้ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย

IMG_0839.JPG
eos m + 22f2 stm

ทุกคนจะบอกว่า eos m เป็นกล้องที่โฟกัสช้า ช้าจนน่ารำคาญ และทำให้พลาดช็อตสำคัญไปบ่อยๆ มันก็เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ แต่ความผิดหวังมันเด่นชัดเพราะมันโดนตั้งความหวังไว้สูง ประมาณว่ากล้องที่ซื้อทีหลัง กล้องที่ออกมาทีหลังควรจะทำได้ดีกว่ากล้องรุ่นที่ออกมาก่อน ระบบ mirrorless ของค่าย canon ซึ่งเป็นค่ายสุดท้ายที่ออกมาเล่นตลาดนี้ก็น่าจะเบียดค่ายอื่นให้ซบเซาขายไม่ออกได้ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น พอ eos m ออกมา ค่ายอื่นเลยกลายเป็นเทพไปหมดเลย ต้องปรบมือให้ canon จริงๆ

IMG_0822.JPG
eos m + 22f2 stm

หลายครั้งที่มีการพูดคุยกันในฟอรัมต่างๆ หรือในเฟสบุ๊ค การตอบคำถามเกี่ยวกับการโฟกัสของ eos m มักจะต้องอธิบายกันบ่อยๆ ผมในฐานะคนที่ใช้งานกล้องตัวนี้ก็ได้แต่ตอบว่า eos m เหมาะกับการถ่ายภาพอะไรก็ได้ที่ไม่มีขา ถ้ามีขาก็ห้ามเดิน มันเป็นคำตอบที่ผมใช้บ่อย และเลือกที่จะตอบแบบนี้เสมอ เพราะความไวในการโฟกัสของ eos m มันเป็นปัญหาจริงๆ มือใหม่ที่ซื้อกล้องตัวแรก ถ้ามาใช้ eos m เลย ผมคิดว่าคงเสียความรู้สึกไปพอสมควร เพราะกล้องตัวนี้ไม่ทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้น เพราะแม้แต่ iphone ยังโฟกัสไวกว่า เพราะแม้แต่กล้องโบราณตัวอื่นๆยังโฟกัสไวกว่า eos m ไม่เหมาะกับมือใหม่สักเท่าไหร่

IMG_0921.JPG
eos m + 18-55is stm

สำหรับมืออาชีพหรือมือเก่าที่ถ่ายภาพมาเนิ่นนาน ถ้าจะหากล้องสำรองสำหรับการรับงาน ตัวนี้ก็ไม่เหมาะอยู่ดี เพราะมันใช้ถ่ายงานอีเว้นไม่ค่อยดี การโฟกัสช้าจะทำให้พลาดภาพสำคัญไปได้ ถ้าเป็นงานที่ต้องทำมาหากิน eos m ก็ไม่เหมาะเลย แล้วมันเหมาะกับใครกันบ้างล่ะ แล้วมันมีอะไรน่าสนใจถึงทำให้มีรีวิวนี้

IMG_0481.JPG
eos m + 18-55is stm

ถ้าเราตัดเรื่องความสามารถในการโฟกัสออกไป ที่เหลือของ eos m มันคือกล้องที่ดีมากตัวหนึ่ง มันเปลี่่ยนวิธีพกและวิธีใช้กล้องไปอย่างสิ้นเชิง คุณภาพของภาพก็อยู่ในระดับหัวแถวของวงการ อาจจะแพ้กล้องเซ็นเซอร์ใหญ่แบบ full frame ไป แต่มันก็ให้ภาพที่ดีที่สุดในกลุ่มเซ็นเซอร์ aps-c ณ วันที่มันเปิดตัว

Untitled
eos m + 22f2 stm

ในช่วงเวลารุ่งเรืองของฟิล์มถ่ายรูป การหัดถ่ายภาพของช่างภาพส่วนใหญ่จะต้องผ่านการใช้งานเลนส์ฟิกซ์มาสักตัว บางคนก็ใช้เลนส์ 50มม. บางคนก็ใช้เลนส์ช่วงอื่นๆซึ่งมีให้เลือกหลายช่วง ตั้งแต่ 24 28 35 50 85 105 135มม. ซึ่งเลนส์เดี่ยวสักตัวจะต้องเคยผ่านมือช่างภาพกำลังพัฒนาแน่นอน ผมเองก็มีเลนส์ตัวโปรดเป็นช่วง 35มม. โดยมีเลนส์ EF35f2 เป็นเลนส์ติดกล้องสมัยถ่ายด้วยฟิล์ม และยังใช้งานต่อเนื่องมาถึงยุคดิจิทัลด้วย บุคคลิกของเลนส์ 35 เป็นอย่างไรจะจำได้ขึ้นใจ ระยะการยืนห่างจากแบบหรือวัตถุเมื่อใช้เลนส์ 35มม.จะอยู่ในหัวโดยความเคยชิน เราสามารถใช้เลนส์ 35มม. ตัวเดียวถ่ายได้ทั้งทริป ซึ่งมันติดเป็นความชอบ และเมื่อเรามองหากล้องตัวที่สอง ตัวที่สาม ตัวสำรอง ตัวไหนก็ตาม เราก็จะหากล้องที่ใช้งานในช่วง 35มม. ได้สนุกไว้ก่อน

IMG_3245.JPG
eos m + 22f2 stm

ก่อนจะมี eos m ผมก็ใช้ fuji x100 เป็นกล้องติดตัวอยู่เกือบสองปี ซื้อเพราะมันเป็นเลนส์ 23f2 ซึ่งอยู่กับเซ็นเซอร์ aps-c แล้ว มันก็จะเทียบเท่า 35มม. กล้องตัวนี้คุณภาพดีมาก แต่ขายออกไปเพราะว่ามันโฟกัสช้าและถ่ายภาพลูกกำลังคลานไม่ทัน ต่อมาก็ได้กล้อง nikon v1 มาใช้งาน กล้อง v1 โฟกัสเร็วมาก แก้ปัญหาการถ่ายภาพลูกได้เกือบหมด แต่ติดอยู่ตรงที่ว่าเราชอบภาพที่มีหลังเบลอเยอะๆหน่อย เซ็นเซอร์ nikon1 เล็กจนทำให้หลังเบลอลำบาก เรียกได้ว่าเลนส์เกรดธรรมดาที่แถมมากับกล้อง nikon v1 ไม่สามารถให้ภาพหน้าชัดหลังเบลอได้เท่าที่ต้องการ

IMG_0936.JPG
eos m + 18-55is stm

IMG_0700.JPG
eos m + 18-55is stm

eos m เปิดตัวออกมาพร้อมเลนส์ 2 ตัว คือ 22f2 และ 18-55stm การใช้ 18-55stm บนบอดี้ eos m ให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหนือความคาดหมาย กล้อง DSLR ก่อนหน้านี้ก็ให้เลนส์ Kit ช่วง 18-55mm เช่นกัน คุณภาพก็พอใช้ได้ เป็นเลนส์ที่คนส่วนใหญ่จะวางไว้เฉยๆหรือขายทิ้งแล้วไปหาเลนส์เกรดสูงกว่านี้มาใช้แทน แต่กับ Eos m ไม่มีเลนส์เกรดสูงกว่านี้ เพราะระบบนี้เพิ่งเกิด ยังไม่มีเลนส์เกรดสูงช่วงซูมเดียวกันให้เลือกใช้ ก็เลยต้องทนใช้ไป

IMG_1119
eos m + 22f2 stm

แต่กับเลนส์ 22f2 stm เป็นคนละเรื่องเลย เลนส์ฟิกซ์ยังคงเป็นเลนส์ที่มีคุณภาพดีมากแม้จะเป็นการผลิตแบบราคาถูก ช่วง 22mm บนกล้อง eos m เซ็นเซอร์ aps-c เทียบเท่ากับ fullframe ที่ระยะ 35mm เท่ากับเรามีเลนส์ 35f2 ใช้นั่นเอง ซึ่งเป็นระยะเลนส์ที่นิยมมากโดยเฉพาะคนที่ต้องการพกเลนส์ตัวเดียวแล้วถ่ายมันทุกอย่างที่ผ่านตาเข้ามา เป็นเลนส์ที่นักถ่ายภาพแนว street มักจะใช้ กล้องรุ่นยอดนิยมอย่าง Fuji x100 ก็ให้เลนส์ติดกล้องมาเทียบเท่ากับ 35f2 บน fullframe เช่นเดียวกัน

IMG_1142
eos m + 22f2 stm

IMG_1172
eos m + 22f2 stm

การใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างระดับ f2 ทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะมันถ่ายภาพได้เกือบทุกสภาพแสง ยิ่งมีระบบปรับ iso ได้อัตโนมัติที่ขึ้นสูงได้ถึง 6400 หรือ 12500 ยิ่งทำให้กล้องสามารถใช้งานได้แทบจะตลอดเวลาตราบใดที่เรามองเห็นกล้องก็ถ่ายติด ถึงแม้จะมืดมากจนมองลำบาก กล้อง eos m ก็มีไฟช่วยโฟกัสเป็นแสงนำที่ใช้ led เปิดไฟส่องให้เลย เป็นไฟช่วยโฟกัสที่ติดอยู่บนบอดี้ ไม่ได้เป็นระบบยิงแฟลชเพื่อช่วยโฟกัส เพราะ eos m ไม่มีแฟลชในตัวนั่นเอง ซึ่งเลนส์ 22f2 กับบอดี้ eos m สามารถหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท หรือซื้อเซ็ทใหญ่ก็ได้ในราคาหมื่นกลางๆเท่านั้น ราคาระดับนี้มันน่าใช้ขึ้นมาทันที

IMG_0042.JPG
eos m + 22f2 stm

IMG_0041.JPG
eos m + 22f2 stm + flash ex-90

IMG_0413
eos m + 18-55is stm – wireless flash ex90 with 580exII

IMG_0412
eos m + 18-55is stm – wireless flash ex90 with 580exII

การที่ eos m ไม่มีแฟลชในตัวทำให้มันต้องออกแฟลชแยกขนาดเล็กออกมาในชุดด้วย แฟลชตัวเล็กที่ว่านี้ชื่อรุ่น ex-90 ใช้ถ่านขนาด AAA จำนวน 2 ก้อน ดูขนาดภายนอกจะเล็กมาก พวงกุญแจของคนเราทุกคนยังอาจจะใหญ่กว่าแฟลชตัวนี้ก็ได้ แต่ความเล็กกลับไม่ธรรมดา ex-90 เป็นแฟลชไฮเทคและความสามารถสูง เพราะมันมาพร้อมกับความสามารถในการสื่อสารไร้สายกับแฟลชตัวอื่นในระบบของ canon โดยมันสามารถทำตัวเป็น master ควบคุมการยิงแฟลชไร้สายได้ ถ้าเราจะเล่นแฟลชไร้สายของ canon แต่เดิมเราจะต้องมีแฟลชตัวท๊อปกับตัวรองท๊อปของค่ายนี้อย่างละหนึ่งตัวเพื่อให้ตัวท๊อปเป็นตัว master และตัวรองท๊อปหรือตัวท๊อปอีกตัวเป็น slave รับคำสั่ง ซึ่งการเล่นแฟลชไร้สายค่าย canon มีค่าใช้จ่ายเกินสองหมื่นบาทแน่นอน หรือหากเราอยากจะใช้ตัวส่งสัญญาณแฟลชโดยเฉพาะอย่าง ST-E2 ที่ทำตัวเป็น master อย่างเดียว ตัวนี้ก็เกือบหมื่นบาท แต่ eos m แถมแฟลชตัวเล็ก ex-90 ที่ทำหน้าที่เป็น master ได้

IMG_3097.JPG
eos m + ef 85f1.8

eos m มี adaptor ที่เอาไว้ใช้แปลงเลนส์ ef และ efs มาใช้กับ eos m ออกมาด้วย นั่นทำให้เลนส์ตัวเก่าที่มีอยู่สามารถใช้กับ eos m ได้ทุกตัว และสามารถใช้งานได้เต็มระบบด้วย และนี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ระบบ eos m มีเลนส์ในระบบน้อย เพราะว่าสามารถใช้เลนส์ ef และ efs ได้นั่นเอง

IMG_1180
eos m + 22f2 stm + touchshutter

หน้าจอด้านหลังเป็นแบบ touchscreen สามารถสั่งการและปรับค่าต่างๆได้จากการสัมผัส สามารถดูภาพและเอานิ้วเลื่อนได้เหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป ความไวในการเปลี่ยนภาพไม่เร็วมากแบบไอโฟนตัวล่าสุด แต่ก็ถือว่าไม่ช้าน่ารำคาญ และด้วยหน้าจอสัมผัสทำให้คำสั่งการลั่นชัตเตอร์สามารถเลือกได้ว่าจะลั่นจากการแตะหน้าจอด้วย หรือ touchershutter ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากกับการใช้งานส่วนใหญ่ โดยเฉพาะถ้าเราจะวานให้คนอื่นช่วยถ่ายภาพ เราก็แค่บอกคนถ่ายว่า ให้แตะที่หน้าคนกล้องก็จะถ่าย ผมให้ลูกอายุสองขวบช่วยกดถ่ายภาพ ก็ได้ภาพชัดที่หน้าได้อย่างง่ายดาย

eos m สามารถถ่ายวิดีโอได้ระดับ full HD คุณภาพวิดีโออยู่ในระดับที่ดีมาก แต่ปัญหาการโฟกัสผิดพลาดจะทำให้วิดีโอนั้นเสียไปได้ง่ายๆเช่นกัน ถ้าตั้งค่าเลนส์ให้เป็นแมน่วลโฟกัสไปเลยได้จะดีที่สุด หรือใช้เลนส์มือหมุนไปเลยจะได้ไม่หงุดหงิดใจ

แบตเตอรี่ที่ให้มาขนาดค่อนข้างเล็ก คงเป็นเพราะบอดี้ขนาดเล็กเลยต้องทำให้แบตเล็กไปด้วย การท่องเที่ยวด้วยกล้อง eos m ควรจะมีแบตติดไปสัก 3 ก้อน เพราะกล้องระบบ mirrorless จะใช้พลังงานเยอะกับการแสดงผลหน้าจอ และมันเปิดหน้าจอตลอดเวลาด้วยทำให้แบตหมดเร็ว การถือกล้องเดินถ่ายภาพไปเรื่อยๆน่าจะทำได้ไม่เกินสองชั่วโมงหากเราไม่ปิดกล้องเลย ผมเคยเอากล้องไปถ่ายภาพอีเว้น ใช้ได้ประมาณ 120 ภาพแบบไม่ถ่ายคร่อมไม่ถ่ายเผื่อเสียเลยแบตก็หมดแล้ว แบตสำรองก้อนที่สองและสามจึงเป็นทางเลือกที่ควรเตรียมไว้ เสียดายที่ eos m ไม่มีแบตเตอรี่แพ็คหรือกริ๊ปในระบบของตัวเอง

IMG_0866.JPG
ภาพโทนสีปกติ eos m + 22f2

IMG_0867.JPG
แบบ toy camera

IMG_0868.JPG
แบบชัตตื้น

IMG_0869.JPG
แบบขาวดำ

โหมดการโพรเซสภาพหลังการถ่ายก็เป็นลูกเล่นที่มีมาให้ในกล้อง เราสามารถเลือกสไตล์ภาพก่อนที่จะถ่ายได้เพื่อให้ได้ภาพที่มีบุคลิคแปลกตาตามรูปแบบที่มีให้เลือกสำเร็จรูป หรือเราจะถ่ายด้วยภาพปกติแล้วค่อยมาเลือกโพรเซสภาพตามสไตล์เหล่านี้ก็ได้ กล้องจะเซพภาพใหม่ที่ผ่านการประมวลผลแล้วให้เป็นไฟล์ใหม่ไม่ทับไฟล์เดิม ลูกเล่นเหล่านี้มาตามสมัยนิยม กล้องในปัจจุบันแทบทุกตัวจะมีความสามารถตรงนี้แล้วเช่นกัน

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเมื่อพก eos m แทนกล้องตัวใหญ่ก็คือ มันมีขนาดเล็ก สามารถใส่กล้องและเลนส์พร้อมแฟลชลงไปในกระเป๋าย่ามได้อย่างสบายๆ ทำให้การยกกล้องมาถ่ายในสถานการณ์ต่างๆเป็นเรื่องง่ายดาย การพก eos m ติดเลนส์ 22f2 ครอบคลุมการใช้งานส่วนใหญ่ของผม และ มันให้คุณภาพระดับกล้องโปรเลยทีเดียว ภาพที่ออกจากเลนส์ 22f2 เป็นภาพที่มีคุณภาพ มีระยะชัดตื้นเมื่อเปิด f กว้างสุดกำลังดี ต่อให้เปลี่ยนไปใช้กล้องโปรอย่าง eos 6d ก็ใช่ว่าจะได้คุณภาพภาพและไฟล์ที่ดีกว่านี้ ขนาดที่เล็กมันทำให้เราหยิบใช้ได้บ่อยขึ้น การท่องเที่ยวด้วย eos m เป็นคำตอบที่ดีมากสำหรับคนที่ไม่ต้องการน้ำหนักเยอะ และที่สำคัญสามารถไหว้วานให้คนอื่นช่วยถ่ายภาพให้ได้ ช่างภาพมีโอกาสได้มีภาพตัวเองบ้างโดยที่คนถ่ายก็สามารถโฟกัสภาพได้ชัด ขอเพียงแค่คนถ่ายมีตาและนิ้ว

IMG_0850
IMG_8189
IMG_9044
IMG_9817.JPG
2015-10-06_10-49-55
2015-10-07_12-21-18
2015-10-07_06-36-47
IMG_9461
IMG_8995
IMG_7835
IMG_7921
IMG_7692
IMG_0266
IMG_0645.JPG
2016-01-23 04.42.36 1
2016-01-25 11.09.25 1
2016-02-08 08.54.29 1
IMG_0721.JPG
IMG_0955.JPG
IMG_0983.JPG
IMG_0998.JPG
IMG_1070.JPG
IMG_1072.JPG
IMG_1358.JPG
IMG_4290
IMG_9663.JPG
IMG_7214

profitability – การแนะนำตัวเอง

IMG_0577.JPG

การแนะนำตัวเองในระยะเวลาอันสั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดสำหรับการร่วมประชุมทางธุรกิจในทุกๆโอกาส หากคุณมีเวลาไม่มาก การบอกสิ่งที่กระะชับได้ใจความเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน ถ้าลองสังเกตุในทุกการประชุม เราจะได้ยินคนพูดแนะนำตัวแบบไม่ได้เตรียมตัว บางครั้งขึ้นมายืนแล้วอ้ำอึ้ง สิ่งนี้ทำให้ดูไม่น่าสนใจ แต่หากเรามีการซ้อม มีสคริปต์ที่ออกแบบและคิดมาอย่างดีแล้ว เราจะมีบทแนะนำตัวที่น่าสนใจ จงพูดในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการใช้บริการของเราเป็นหลัก เพราะมันจะทำให้คนฟังอยากติดต่อกับเราเพิ่มเติม และถ้าเป็นไปได้ เราก็ควรจะแนะนำตัวให้ในแต่ละสัปดาห์มีเนื้อหาที่สลับเปลี่ยนไปเรื่อยๆแต่ยังคงความน่าสนใจในธุรกิจของเราให้ได้ เพราะเมือไรที่เราเริ่มพูดซ้ำกันในทุกๆสัปดาห์ คนฟังจะเริ่มไม่ฟัง ไม่ฟังก็เพราะคิดว่ายังไงก็พูดเหมือนเดิม และสุดท้ายก็จะไม่ฟังจริงๆ และไม่ฟังอีกเลย

อย่าลืมว่าให้เราคิดและออกแบบบทพูดแนะนำตัวที่มีความน่าสนใจ จดเป็นสคริปต์ให้เรียบร้อย และเตรียมไว้ใช้ในโอกาสที่จะต้องแนะนำตัว

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

รีวิว ลำโพงบลูทูธ sony btx300

20141224094419_IMG_0045

ลำโพงบลูทูธเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆตามติดไปกับยอดขายของสมาร์ทโฟนและแท็บเบล็ตที่ยึดตลาดไอทีไว้แล้ว แม้ลำโพงระบบบลูทูธจะมีมาหลายปี แต่คุณภาพของลำโพงระบบบลูทูธเพิ่งจะมีการพัฒนาการแบบก้าวกระโดดเมื่อไม่นานมานี้ ย้อนกลับไปก็น่าจะเป็นลำโพงของ bose รุ่น soundlink ที่ทำลำโพงบลูทูธมีแบตเตอรี่ในตัวออกมาซึ่งมีคุณภาพเสียงที่ดีมากจนผู้ใช้เริ่มอยากได้ และทำให้ตลาดลำโพงบลูทูธนี้ร้อนแรงขึ้นทันที

20141224094333_IMG_0042

เมื่อก่อน การทำลำโพงเล็กๆให้สามารถส่งเสียงเบสได้ดีเกินตัว จะใช้เทคนิคการประมวลผลของ DSP มาช่วยแบ่งความถี่เสียงออกด้วยสูตรคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน และสร้างความถี่ฮาร์โมนิคหลายๆลูกเพื่อทดแทนการสร้างความถี่ต่ำตัวจริง เพื่อให้ลำโพงสามารถถ่ายทอดเสียงต่ำได้ราวกับว่ามันเป็นซับวูฟเฟอร์หรือเป็นดอกลำโพงขนาดใหญ่

20141224094340_IMG_0043

ผมเคยมีลำโพงบางๆที่เป็นระบบบลูทูธ มันสามารถให้เสียงกลางแหลมที่พอใช้ได้ และมีเสียงเบสที่พอทนฟังได้ ถ้าเราฟังแค่ลำโพงตัวนี้ตัวเดียวเราก็คงพอใจกับมัน แต่พอเรากลับไปฟังเครื่องเสียงบ้าน เราก็จะค้นพบว่า เสียงเบสที่เราฟังกับลำโพงบลูทูธตัวบางๆตัวนั้นเป็นเสียงเบสที่ไม่เป็นธรรมชาติ จนวันหนึ่ง bose ออกแบบลำโพงบลูทูธเอง และได้ใช้เทคนิคการสร้างคลื่นความถี่ต่ำด้วยระบบ passive radiator เป็นผลทำให้คุณภาพเสียงออกมาดีมาก ฟังผ่านๆแล้วรู้สึกว่ามันใกล้เคียงลำโพงบ้านแล้ว นั่นทำให้ลำโพงบลูทูธเริ่มได้รับความสนใจ และในเวลาไม่นาน ลำโพงทุกยี่ห้อก็ทำลำโพงบลูทูธออกสู่ตลาด

20141224094537_IMG_0050

ณ เวลานี้ที่กำลังจะหมดปี คศ 2014 ลำโพงบลูทูธขนาดพกพาได้ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเสียงดีจะเป็นลำโพงที่มีลักษณะการออกแบบให้เป็นระบบ 2.1 กันเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะการสร้างความถี่ต่ำด้วยระบบซับวูฟเฟอร์แท้ๆนั้นให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า เป็นธรรมชาติกว่าการประมวลผลที่ใช้ DSP แบ่งความถี่ต่ำออกเป็นความถี่ฮาร์โมนิคที่สูงขึ้นหลายๆลูกแล้วค่อยนำมารวมกันในตอนสร้างคลื่นเสียง ระบบเสียง 2.1 ในลำโพงพกพาจึงสร้างความพอใจได้ และทำให้ขายดีมาก

ลำโพงที่เราเอามาลองฟังกันในวันนี้เป็นของ sony รุ่น btx300 เป็นลำโพงพกพา มีแบตเตอรี่ในตัว ใช้ไฟเลี้ยง 12.5โวลท์ มีช่องรับสัญญาณเสียงแบบ Aux และ bluetooth มีปุ่มปรับเสียงให้เลือกลักษณะเสียง 3 แบบ มีช่องต่อสาย usb out ที่ทำหน้าที่จ่ายไฟแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอ่านไฟล์จาก thumbdrive ได้ และที่สำคัญคือ มีระบบ NFC เอาไว้ให้ใช้ช่วยติดตั้งได้ง่ายขึ้น

ในกล่องจะมีเพียงแค่ตัวลำโพง อแด๊ปเตอร์ ซองผ้ากันกระแทก และคู่มือเท่านั้น ไม่มีสายสำหรับ Aux มาให้ การเชื่อมต่อด้วยบลูทูธทำได้ไม่ยาก แถมยังมีระบบ NFC ช่วยอำนวยความสะดวกให้ติดตั้งเข้ากับอุปกรณ์ที่มี NFC ด้วยกันได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

20141224094526_IMG_0049

btx300 เป็นลำโพงที่มีขาตั้งในตัว ขาตั้งด้านขวาจะต้องกางออกมาเพื่อเปิดให้กดปุ่ม power ได้ และจะต้องกางแบบนี้ตลอดการทำงาน ถ้าเราหุบขาต้้งเครื่องก็จะปิดตัวเองไปด้วย วัสดุที่ใช้ประกอบตัวลำโพงให้สัมผัสที่รู้สึกแพง ไม่มีคำว่าก๊องแก๊ง การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทำได้ง่าย ลำโพงสามารถใช้พูดคุยโทรศัพท์ได้ด้วยเพราะมีไมค์รับเสียงในตัว ผมลองเชื่อมเข้ากับมือถือ Asus Zenphone5 และ tablet Samsung note8 ก็สามารถเชื่อมได้ง่ายทั้งคู่ ลองกับโน้ตบุ๊คที่มีระบบ NFC ก็ทำได้ง่ายดายเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา notebook acer w511 ของผมเป็นโน้ตบุ๊คที่ผมไม่เคยเชื่อมต่อบลูทูธเพื่อฟังเพลงผ่านหูฟังบลูทูธได้เลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่พอเชื่อมกับ sony btx300 ด้วยการสัมผัสแบบ NFC กลับทำได้ภายในไม่กี่วินาที ทำให้ผมรับรู้ได้ว่าระบบ bluetooth ในโน้ตบุ๊คไม่เสีย

20141224094445_IMG_0046

คุณภาพเสียงของ btx300 อยู่ในเกณฑ์ที่เสียงดี การฟังเพลงผ่าน btx300 ไม่สร้างความรำคาญใดๆให้กับผู้ฟัง เสียงกลางแหลมที่คมชัด เป็นเรื่องไม่ยากสำหรับลำโพงเล็กๆในยุคนี้ ส่วนเสียงเบสหรือเสียงทุ้มมาในแนวนุุ่ม น่าฟังมาก ไม่กี่วินาทีที่เสียงเพลงเล่นออกมา เราก็รับรู้ได้ถึงเสียงเบสที่กลมกล่อม ระบบ 2.1 ทำงานได้สมราคา คุณภาพเสียงโดยรวมให้ความรู้สึกน่าฟังมากกว่าลำโพงเล็กๆทั่วไป การจัดวางลำโพง btx300 ต้องพิถีพิถันพอสมควร เพราะมันให้เสียงที่เปลี่ยนไปเมื่อย้ายที่วาง วางบนหิ้งหรือโต๊ะไม้ก็เสียงแบบหนึ่ง บางบนพื้นกระเบื้องพื้นปูนก็อีกแบบหนึ่ง

btx300 มีปุ่มปรับเสียงให้ 1 ปุ่ม เมื่อเปิดเครื่องมาปกติ จะเป็นเสียงแบบที่หนึ่งหรือเสียงแบบ flat ซึ่งก็จะให้เสียงเบสที่พอใช้ได้แล้วสำหรับเพลงส่วนใหญ่ แต่หากไม่พอใจก็สามารถกดเพื่อเปลี่ยนเสียงให้มีเบสเยอะขึ้น เสียงเบสนุ่มใหญ่ก็จะเหมือนพองตัวใหญ่ขึ้น และถ้ากดอีกครั้งจะเป็นเสียงระบบเซอราวด์ มีเสียงแอมเบี้ยนส์และย่านเสียงสูงโอบล้อมมากขึ้นหากเรานั่งฟังหน้าตรงกับลำโพง ปุ่มปรับเสียงนี้มีประโยชน์มากเมื่อเราย้ายที่วางลำโพง เพราะแต่ละที่จะมีการตอบสนองของเสียงไม่เหมือนกัน ถ้าเรารู้สึกว่าเสียงบางเราก็กดปุ่มเพิ่มเบส แค่นี้เราก็ได้เสียงที่ดีขึ้นแล้ว

ข้อดีคือ เสียงดี แบตเตอรี่อยู่ได้นาน 8 ชั่วโมง มีซองผ้ามาให้แล้วไม่ต้องซื้อเพิ่ม มีปุ่มปรับเสียงเพิ่มเบสได้ มีช่อง usb ที่จ่ายไฟได้ 1 A ใช้แทน powerbank ได้

ข้อเสียที่พบก็คือ มันมีขนาดใหญ่กว่าลำโพงพกพาของยี่ห้ออื่น น้ำหนักก็ค่อนข้างหนักมาก ถ้าจะต้องหิ้วติดตัว ใส่เป้ มันก็เป็นภาระพอสมควรเลย แต่ถ้ามันถูกใช้งานในบ้าน ย้ายไปมาระหว่างห้องบ้าง มันก็ยอดเยี่ยมครับ

P_20150513_103132

spec

GENERAL

Bluetooth Profiles

Advanced Audio Distribution Profile (A2DP), Audio/Video Remote Control Profile (AVRCP), Hands-Free Profile (HFP), Headset Profile (HSP)

Audio System Nominal Output Power (Total)

20 Watt

Frequency Response

20 – 20000 Hz

Connectivity Technology

wired, wireless

Rechargeable Battery

rechargeable

Run Time (Up To)

8 hour(s)

Power Consumption Operational

31.5 Watt

Power Source

battery

USB charging

Connectivity Interfaces

Bluetooth 3.0, Near Field Communication (NFC)

2014 in review

The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2014 annual report for this blog.

Here’s an excerpt:

Madison Square Garden can seat 20,000 people for a concert. This blog was viewed about 62,000 times in 2014. If it were a concert at Madison Square Garden, it would take about 3 sold-out performances for that many people to see it.

Click here to see the complete report.

ปลั๊กไฟที่รอคอย

P_20141215_171215
P_20141220_094045

ปลั๊กไฟเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เคยได้รับการออกแบบให้ทันสมัยเลย ทั้งๆที่อุปกรณ์ไอทีต่างๆเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันกันถ้วนหน้า คนหนึ่งคนมีอุปกรณ์ไอทีที่ต้องชาร์จไฟมากกว่าหนึ่งอย่างมานานมากแล้ว ตัวผมเองก็มีของพวกนี้จำนวนมาก และก็มีปัญหาเรื่องการเสียบสายชาร์จมาตลอด

มาลองคิดกันเล่นๆ คนหนึ่งคนต้องใช้อุปกรณ์ไอทีอะไรบ้าง ซึ่งของพวกนี้ต้องชาร์จไฟทุกวัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง บางคนมี 2 บางคนมี 3 โน้ตบุ๊ค เครืองเล่น mp3 แท็ปเบล็ต mifi GPS อาจมีกล้องดิจิทัลอีก บางคนอาจรวมของหลายอย่างเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว แต่ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ยังมีของพวกนี้แยกกันใช้คนละหน้าที่อยู่เยอะ

ผมมาเจอปลั๊กไฟที่มีขายในเน็ตตัวหนึ่ง ดูหน้าตาแล้วต้องร้องว่า ใช่เลย มันเป็นปลั๊กพ่วงที่มีสวิตซ์ปิดเปิดไฟที่ใหญ่ดูแข็งแรง มีช่องเสียบปลั๊ก 2 ช่องเอาไว้ใช้กับโน้ตบุ๊ค มีช่องเสียบ usb 4 ช่อง โดย 2 ช่องจะเป็น usb ที่จ่ายไฟได้ 2.1 แอมป์ เพื่อเอาไว้ชาร์ตแท็ปเบล็ต มี 2 ช่องที่เป็น usb 1 แอมป์สำหรับเอาไว้ชาร์จมือถือและอุปกรณ์อื่นๆใดๆ

ผมลองเอามาต่อเล่นๆ พบว่าผมมีอุปกรณ์ที่อยากชาร์จไฟมากกว่าช่องของมันทั้งหมดรวมกัน แต่ผมก็ถือว่าพอร์ตเสียบไฟที่มีให้มาแค่นี้ก็ถือว่าตอบสนองความต้องการได้เกือบทั้งหมดแล้ว และที่ดีใจมากเป็นพิเศษคือมันชาร์จไฟเข้าเครื่องเล่น ipod shuffle gen1 ของผมได้ด้วย ซึ่งเครื่องเล่นตัวนี้จำเป็นต้องใช้ที่ชาร์จไฟที่ให้ไฟสูงกว่า 5v เล็กน้อยมันถึงจะชาร์ตไฟได้ เพราะแม้แต่อแด๊ปเตอร์ของ apple เองที่เป็นรุ่น 10w ที่ออกแบบมาให้ใช้กับ ipad ยังไม่สามารถใช้กับ ipod shuffle ได้เลย

ภาพเปรียบเทียบ eos 6d+24-105f4 vs zenfone5

บังเอิญได้มีโอกาสถ่ายภาพในเทศบาลแห่งหนึ่ง  ซึ่งเป็นที่พาลูกมาขี่รถจักรยานเล่นแทบทุกวัน  รถดับเพลิงสีแดงสด จอดกลางแดด  เห็นว่าสวยดีเลยหยิบมือถือมาถ่ายไว้  และก็มีกล้องอยู่ท้ายรถก็เลยหยิบกล้องชุดใหญ่ออกมาด้วย  พอถ่ายเสร็จก็เลยเอามาวางไว้เพื่อเปรียบเทียบให้ดูกัน

ภาพหนึ่งมาจากกล้อง eos 6d + 24-105f4  ส่วนอีกภาพพก็จะเป็นภาพจาก zenphone5 ลองดูและคาดเดาได้ตามสบาย

20141221133338_IMG_0021

P_20141221_125824