bni กับแนวคิดของ การทำ farming ไม่ใช่ hunting

dpp - Bod 23may2023 -IMG_4121

วิธีการทำการตลาดแบบบอกต่อที่เป็นหัวใจของ bni เป็นวิธีที่เน้นการปลูกสร้างสายสัมพันธ์  หลายคำศัพท์ที่มักจะได้ยินในกลุ่มของนักธุรกิจ bni คือ เรามาทำ farming ไม่ใช่ hunting

dpp - Bod 23may2023 -IMG_4142

farming คืออะไร  ย้อนกลับไปที่คำศัพท์การทำฟาร์ม  การทำฟาร์มใดๆก็ตาม เราจะต้องได้ผลผลิตจากสิ่งนั้นอย่างสม่ำเสมอ  เช่น ถ้าเราทำฟาร์มไก่ เราก็เลี้ยงไก่ ผลผลิตเป็นไก่ เราได้ไก่กินทุกวัน เรามีไก่ไปขายทุกวัน  แม้เราหลับ เราตื่นมาก็มีไก่ให้กิน  เพราะฟาร์มจะมีผลลัพธ์ให้เราตลอดเวลา

ถ้าเราปลูกเห็ดขาย เรากำลังทำฟาร์มเห็ด  เราก็จะมีเห็ดให้เก็บขายทุกวัน  วันนี้เก็บไปแล้ว พรุ่งนี้มีเห็ดต้นใหม่ให้เก็บ เก็บขายทุกวัน นอนหลับตื่นมา พรุ่งนี้ก็มีเห็ดต้นใหม่

สิ่งที่ยกตัวอย่างมาคือเราทำฟาร์ม  ฟาร์มนั้นๆจะต้องให้ผลลัพธ์กับเราตลอดเวลา สิ่งที่เราต้องทำก็คือ หล่อเลี้ยงฟาร์มนั้นด้วยสิ่งที่จำเป็น เลี้ยงไก่ ก็ต้อง ให้อาหาร ให้น้ำ เก็บกวาดขี้ไก่ทำความสะอาด  ปลูกเห็ดก็ต้องรดน้ำ ใส่ปุ๋ย สิ่งที่เราทำเพิ่มลงไปทุกวันๆก็เพื่อให้วันพรุ่งนี้มีผลผลิต

dpp - Bod 23may2023 -IMG_4182

เรามา farming ใน bni  ก็คือ ฟาร์มแห่งนี้จะต้องให้ธุรกิจกับเราทุกวัน หรือ ให้บ่อยๆ หรือ ให้อย่างสม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับธุรกิจของเราด้วย  ถ้าเราเป็นคนรับเหมาสร้างบ้าน  ฟาร์มแห่งนี้ก็ควรจะให้ลูกค้าสร้างบ้านกับเราตลอดปี  จบหลังแรก ก็มีหลังที่สองให้สร้างต่อ ทำให้บริษัทไม่ว่างงาน   หรือถ้าเราทำธุรกิจโรงพิมพ์  ฟาร์มแห่งนี้ก็ควรจะให้ลูกค้าที่สั่งพิมพ์งานทุกวัน หรือทุกสัปดาห์แล้วแต่ชนิดงาน ถ้าปีนึงลูกค้าสั่งงานโรงพิมพ์ 1 ครั้ง และเราใช้เวลาผลิตงานประมาณ 1 สัปดาห์  ฟาร์มแห่งนี้ก็ควรจะทำให้เราได้ลูกค้า 52 รายเพื่อให้โรงพิมพ์ได้ทำงานส่งทุกสัปดาห์นั่นเอง

dpp - Bod 23may2023 -IMG_4183

farming ใน bni คือการพาตัวเองเข้าไปสู่สังคมของกลุ่มคนประมาณ 40-50 คน  คนในกลุ่มนี้จะมีหลายหลายอาชีพ และทุกคนอาชีพไม่ซ้ำกัน  การที่จะให้คนเหล่านี้แนะนำบอกต่อลูกค้ามาสั่งงานกับเรา ก็ต้องมีขั้นตอนหลายอย่าง เช่น เราจะต้องได้รับความไว้วางใจว่าเรามีคุณภาพ เพื่อนถึงจะกล้าแนะนำงานให้  เราต้องเป็นเพื่อนเขา สนิทสนมกับเขาในระดับนึง  และ เขาต้องรู้จักเรา รู้จักธุรกิจของเรา  และรู้ว่า งานที่เขาจะช่วยบอกต่อมาถึงเรานั้น เป็นงานที่เราต้องการจริงๆหรือไม่  ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำธุรกิจโรงพิมพ์  เราก็อยากจะพิมพ์งานหลายอย่าง  แต่งานที่เราทำไม่ได้ก็มี เช่น งานพิมพ์หนังสือพิมพ์ เพราะเครื่องจักรของเราผลิตหนังสือพิมพ์ไม่ได้  ดังนั้นเพื่อนในกลุ่มถ้าเขารู้จักเรา รู้จักธุรกิจเรา เขาจะไม่แนะนำงานหนังสือพิมพ์มาให้เรานั่นเอง

IMG_0048

ในขณะที่เรากำลังสร้างฟาร์มที่จะมีลูกค้า มีงานส่งมาถึงเราอย่างต่อเนื่อง  เราก็เป็นฟาร์มของคนอื่นเช่นกัน  คนอื่นจะต้องพยายามสร้างความไว้วางใจให้ได้  เขาจะต้องทำให้เราเชื่อและไว้ใจว่าเขามีคุณภาพ และจะไม่ทำเรื่องไม่ดีกับลูกค้าที่เราส่งไปให้  การหล่อเลี้ยงฟาร์มแห่งนี้เพื่อให้เกิดการแนะนำบอกต่ออย่างต่อเนื่องนั้น เราจะต้องมีวิธีการประจำวันที่จะทำงานกับระบบแบบนี้  ดังต่อไปนี้

dpp - Bod 23may2023 -IMG_4280

1  ต้องพบกันอย่างสม่ำเสมอ  ในทางปฏิบัติ ก็คือการเจอกัน คุยกันอย่างเป็นประจำ  คำว่าเป็นประจำมีความหมายยิ่งกว่าบ่อยๆ  ในกลุ่ม networking ทางธุรกิจ จะมีการพบกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เจอกันบ่อยยิ่งกว่าญาตพี่น้องเสียอีก  การพบกันอย่างสม่ำเสมอทำให้เราและเขาได้รับรู้ข้อมูลซึ่งกันและกัน  แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และสามารถนำไปสู่ความไว้วางใจในการส่งต่อลูกค้าได้  ให้ลองคิดเล่นๆว่า  เราจะบอกต่อลูกค้าคนสำคัญของเราให้กับเพื่อนแบบไหน เพื่อนแบบที่นัดแล้วไม่มา  ไม่ค่อยได้เจอ  หรือเพื่อนที่พบกันทุกสัปดาห์และเขารับผิดชอบงานดี

2  ต้องใช้เวลาพูดคุยกันอย่างถึงแก่นของธุรกิจ  รู้ในสิ่งที่ควรรู้ของเพื่อน  เช่น  ต้องรู้ถึงระดับที่ว่า งานที่เราพบเจอใช่งานของเพื่อนเราจริงไหม  อย่างเช่น  ถ้ามีคนจะซ่อมบ้าน ต่อเติมบ้าน  และในกลุ่ม network ของเรามีผู้รับเหมาสร้างบ้าน  เราต้องรู้ว่า ผู้รับเหมาที่เราพบกันประจำเขารับงานต่อเติมไหม  บางคนอาจรับแต่งานสร้างใหม่  ส่วนงานซ่อมหรืองานต่อเติมไม่รับ  ดังนั้น  เวลาเราจะเลือกส่งต่องาน เราควรรู้ว่า คนรับเขาอยากได้งานนั้นๆจริงหรือไม่  และการที่จะได้รู้ว่าเขาอยากรับ หรือ ไม่อยากรับ  เราต้องผ่านการพูดคุยกันในเชิงลึก  ผ่านการได้ดูได้เห็นผลงานของเขา  ในทางกลับกัน  ถ้าเพื่อนผู้รับเหมาจะส่งงานมาให้เรา  เขาก็ควรรู้จักเราว่าเราชอบงานนั้น หรือ ไม่ต้องการงานแบบนั้น

เมื่อเราพบกันสม่ำเสมอ และรู้ข้อมูลเชิงลึกซึ่งกันและกันแล้ว ก็เท่ากับเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับคนทั้งสองฝ่าย  การแนะนำลูกค้าที่เรามีอยู่ให้ใช้บริการเพื่อนในกลุ่มก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้  ไม่ตะขิดตะขวงใจ  คนเรามีลูกค้าติดตัวรวมถึงคนรู้จักที่พูดคุยได้อย่างน้อย 200 คน  ถ้าเรารวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มย่อย 5 คน ก็เท่ากับมี 1000 ว่าที่ลูกค้า  ถ้าเรารวมกลุ่มกัน 40 คน เราจะมีว่าที่ลูกค้า 8000 คน  นี่คือความน่าจะเป็นของการทำธุรกิจด้วยวิธีการบอกต่อ  แต่เราบอกต่อแบบมีคุณภาพ และมีโครงสร้างการติดตามงานที่ชัดเจน ทำให้การบอกต่อเป็นการบอกต่อที่เกิดผลลัพธ์  ซึ่งมันก็คือการทำฟาร์มที่จะได้ผลเป็นลูกค้านั่นเอง  เพราะในกลุ่มจะวนเวียนเกิดงานใหม่ๆให้แก่สมาชิกเสมอ

ความสอดคล้องระหว่างตัวตนและธุรกิจของเรา

IMG_7357

 

ในการประชุมกลุ่มด้วยกัน หากมีใครสักคนยืนขึ้นเพื่อพูดอธิบายว่าเขาคือใคร ทำธุรกิจอะไร ลูกค้าที่ใช้บริการจะได้อะไร  แต่ถ้าหากสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ณ เวลาที่พูด กับสิ่งที่เขาขายนั้นไม่สอดคล้องกัน  มันจะไม่เกิดผลลัพธ์อะไรเลย เช่น

ถ้าเทรนเนอร์การออกกำลังกาย  มีรูปร่างน้ำหนักเกินไปเยอะ  บางคนเรียกว่าอวบระยะสุดท้าย  แล้วใครอยากจะใช้บริการของเขา  ถ้าเรามีเพื่อน เราจะกล้าแนะนำให้เขามาออกกำลังกายกับเทรนเนอร์คนนี้ไหม  คำตอบก็คือไม่กล้าแนะนำ  ดังนั้นเคสนี้ก็ไม่เกิดการแนะนำทางธุรกิจแน่นอน

ถ้าคนขายรถยนต์  ใช้รถเก่า ซ่อมบ่อย เราจะกล้าแนะนำเพื่อนไปซื้อรถจากโชว์รูมเขาหรือไม่  คำตอบก็คือ ไม่กล้าแนะนำ

เราขายอะไร เราก็ควรจะเป็นพรีเซนเตอร์สิ่งนั้นอย่างเต็มภาคภูมิ เป็นตัวอย่าง เป็นผู้ชี้นำที่ดูน่าเชื่อถือในสินค้าเหล่านั้น  ยกตัวอย่าง คนทำออโตเมชั่น ที่บ้านหรือในรถก็ควรมีของแบบนี้ใช้งานเอง  คนขายเครื่องเขียนก็ควรใช้สิ่งที่ตนขาย อย่าเผลอใช้ยี่ห้ออื่นให้เห็น  รายละเอียดเหล่านี้จะทำให้คนฟัง คนที่ร่วมประชุมด้วยเกิดความเชื่อถือ

ความสอดคล้องของสินค้าและบริการ กับ ตัวตนของเจ้าของธุรกิจนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการพบปะผู้คน  หากเรายังไม่สามารถทำให้มันสอดคล้องกันได้  ก็ต้องอย่าทำให้มันขัดแย้งกัน เพื่อให้คนที่พบเราเชื่อว่าเราเป็นตัวจริงในธุรกิจนั้นๆ

 

 

พัฒนาเน็ทเวิร์คของเราให้แข็งแรง

2016-01-23 แดงชาด เพลินพัฒนา -IMG_0261

มีผู้คนมากมายที่มีความต้องการขยายธุรกิจของตนเอง แต่เมื่อถามว่าจะขยายอย่างไร และ ขยายมากแค่ไหนเขากลับตอบไม่ได้ เชื่อว่าหลายคนก็คงเป็นรูปแบบคล้ายๆกัน

การขยายหรือการเติบโตทางธุรกิจจะไม่มีวันเกิดขึ้นหากเราไม่ได้ลงมือทำบางสิ่งบางอย่าง เราลองดูงานอดิเรกของเราเป็นตัวอย่างเช่นการถ่ายภาพ หากเราอยากถ่ายภาพให้สวย เราต้องทำอะไรบ้าง เราต้องซื้อกล้อง เราต้องศึกษาเรื่องการวัดแสง เราต้องศึกษาเรื่ององค์ประกอบศิลป์ เราต้องออกไปถ่ายภาพ วางแผนท่องเที่ยว เราต้องหาข้อมูลเทศกาล ใบไม้เปลี่ยนสี หิมะ น้ำตกจะเยอะจะน้อยเดือนไหน พอศึกษาเราจะตอบได้ เมื่อตอบได้เราจะพัฒนาฝีมือถ่ายภาพได้เร็วขึ้น

กลับมาที่ธุรกิจ เราได้ทำอะไรบ้างเพื่อให้ธุรกิจเติบโต เมื่อเราเลือกเครื่องมือการตลาดแบบบอกต่อมาใช้ เราได้ทำอะไรบ้างกับเครื่องมือตัวนี้ หัวใจของการตลาดแบบบอกต่อก็คือ พัฒนาเน็ทเวิร์คของเราให้แข็งแรง พัฒนาความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อน powerteam ให้สนิทกัน เราจะทำได้อย่างไร จะสร้าง referral partner อย่างไรให้ลองดูสิ่งต่อไปนี้
– ส่ง thankyou card หรือ ขอบคุณให้เป็นนิสัย จะดีมากถ้าเขียนด้วยลายมือ
– โทรหากันบ่อยๆ
– นัดพูดคุยศึกษากันและกัน
– ให้การแนะนำงานหรือ referral โดยไม่ต้องรอให้ขอ
– หาโอกาสใส่ข้อมูลธุรกิจของเพื่อนในสื่อของเรา
– ส่งบทความที่มีประโยชน์ให้เพื่อนอ่าน
– ชวนเพื่อนสักคนไปเข้ากลุ่ม หรือ ร่วมประชุมกับเราในงาน meeting กลุ่มผู้ประกอบการ
– ติดโบรชัวร์ของเพื่อนไว้กับตัวหรือวางไว้ในบริษัทของเราเอง
สิ่งเหล่านี้ขอให้เราเลือกนำมาใช้สัก 2 ข้อ ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ ก็พอจะทำให้เกิดผลได้แล้ว

nec pocket06

สื่อสารให้เรียบง่าย ตรงประเด็น และเจาะจง

DSCF8198

ในการทำตลาดแบบบอกต่อ หรือ referral marketing สิ่งทำคัญอย่างหนึ่งก็คือการพูดอธิบายตัวตนของเราต่อลูกค้า หรือ ต่อสมาชิกเพื่อนฝูงที่จะหาลูกค้าให้เรา การสื่อสารเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะถ้าสื่อสารผิดมันส่งผลเสียหลายอย่าง ตั้งแต่การเข้าใจผิด การไม่อุดหนุนต่อ และถ้ามันใหญ่โตมันเกิดเป็นสงครามได้ไม่ยากเลย และการสื่อสารในการทำ networking ก็ต้องทำให้ ชัดเจน จำง่าย และตรงประเด็น

วิธีการที่ผิดในการสื่อสารจะมีดังนี้
1 พูดมากเกินไป
2 พูดศัพท์เทคนิคมากเกินไป
3 พูดธรรมดาเกินไป

การพูดมากจะทำให้คนจำไม่ได้ เราควรเลือกคำพูดที่กลั่นกรองมาแล้ว รวบรัดย่อส่วนให้เหลือแต่ใจความสำคัญมาแล้ว  การพูดศัพท์เทคนิคเยอะ จะทำให้คนตามไม่ทัน และพาลไม่สนใจเพราะฟังไม่รู้เรื่อง เราควรเลือกใช้คำพูดที่พบเจอในชีวิตประจำวันของคนปกติ  พูดธรรมดาเกินไปจะทำให้คนไม่เห็นว่าคุณเก่ง หรือ น่าสนใจ เพราะใครๆก็มีหรือเป็นแบบที่คุณพูด

 

ยกตัวอย่าง

ผมทำ IT consult ครับ แนวนี้คือศัพท์เทคนิคล้วนๆ มันมากเกินไปสำหรับคนธรรมดา
อาจต้องลองเปลี่ยนเป็น ผมดูแลคอมพิวเตอร์ให้ทำงานได้ตลอดทุกวัน ปัญหาส่งเมลไม่ได้ พิมพ์เอกสารไม่ได้ จะหมดไป

 

ฉันทำบัญชี ดูแลเรื่องภาษี แนวนี้คือ ธรรมดาเกินไป ฟังแล้วไม่แตกต่างจากบริษัททั่วไป
อาจลองเปลี่ยนเป็น ฉันวางแผนเรื่องเอกสารทางบัญชีอย่างฉลาดและรัดกุม ทำให้เสียภาษีน้อยลงอย่างไม่น่าเชื่อ

ที่มา http://businessnetworking.com/communicate-simply-specificity/

 

 

 

 

 

 

 

.

 

 

 

 

 

.

 

NEC pocket05

การทักทายในโหมดนักธุรกิจ
IMG_8375

สวัสดีครับ คนไม่รักสันโดษ

เวลาเราไปเจอใครก็ตามที่ถามทุกข์สุขกัน คำถามที่มักจะเจอก็คือ  เป็นไงบ้าง  งานเยอะไหม  มีอะไรน่าสนใจรึเปล่าและเราก็มักจะตอบกันแบบเคยชิน  ก็ดี  เรื่อยๆ  ยุ่งมาก  คำตอบแนวนี้จะทำให้คนตอบไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ คนฟังก็เหมือนกัน คือฟังแล้วไม่อยากทำงานต่อ  ฟังแล้วเนือยๆ เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า  แทนที่คนถามจะส่งต่อลูกค้าให้เรา  พอเจอเราตอบว่า ยุ่งมาก  เขาก็ไม่กล้าส่งลูกค้าให้ซะแล้ว

สิ่งที่เราควรทำก็คือ ตอบคำถามให้สร้างสรร  ตอบคำถามให้นำไปสู่งานใหม่  คำตอบควรจะพาธุรกิจเข้ามา ไม่ใช่ปฏิเสธธุรกิจ

เรามีคำตอบดีๆให้ลองเอาไปปรับเล็กน้อยเพื่อใช้กับธุรกิจของทุกท่านครับ

ช่วงนี้เป็นไง

แทนที่จะตอบว่า ก็ดี  ยุ่งมาก  ลองเปลี่ยนเป็น

A1  ชีวิตตอนนี้เยี่ยม  ผมกำลังจะจบงานลูกค้ารายใหญ่

A2  ผมกำลังสนุกมาก  เพราะผมกำลังขยายแฟรนไชน์

มันอธิบายว่าคุณงานเยอะ  แต่คุณยังมองหาความก้าวหน้าและงานที่มากขึ้น

 

 

งานเยอะไหม

แทนที่จะตอบว่า เรื่อยๆ  งานเยอะทำไม่ทันเลย

A1 ปีนี้ผมมีลูกค้าใหม่ 8 รายแล้ว แต่ผมตั้งเป้าไว้ที่ 20

A2 ยอดขายเพิ่มขึ้น 50% และผมวางแผนจะเพิ่มคนงาน

A3 ช่วงที่ผ่านมายอดขายเป็นไปตามเป้า  เรากำลังวางแผนเพิ่มเป้า และเพิ่มลูกค้า

 

 

มีอะไรใหม่ มีอะไรน่าสนใจไหม

แทนที่จะตอบว่าตอนนี้ว่างๆ  ไม่มีอะไรใหม่

A1 ผมกำลังเทรนพนักงานขายคนใหม่ คนนี้ท่าทางขายเก่ง

A2 ผมให้สัมภาษณ์หนังสือไปเล่มหนึ่ง  คาดว่าจะได้วางแผงเร็วๆนี้

A3 ตอนนี้ผมกำลังลงเรียนคอร์สการลดขั้นตอนการบริหารงานขาย

 

นี่เป็นตัวอย่างการตอบคำถามที่เรามักจะต้องตอบในชีวิตประจำวัน  เราควรจะเตรียมคำตอบเหล่านี้เอาไว้ในใจตอบให้ขึ้นใจ  เพื่อจะให้มันดีกว่าการตอบว่า เรื่อยๆ  หรือ ยุ่งมาก เพราะถ้าคุณตอบว่ายุ่งมาก  เพื่อนคุณที่กำลังจะส่งลูกค้ามาให้อาจจะเปลี่ยนใจไม่กล้าส่ง

อย่าลืมว่า เราพบกันใน bni เพราะเราอยากได้ธุรกิจใหม่  อยากได้ลูกค้าใหม่

NEC pocket04

วันนี้เราจะมายกตัวอย่างการส่ง ref ที่เป็นธุรกิจต่อเนื่องให้สมาชิกในทีมนะครับ

IMG_0205

เริ่มต้นจาก  มีนักอสังหาฯ ไปรับงานขายบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง  ลูกค้าของเขาเป็นเศรษฐี  แต่ไม่มีเวลาประกาศขายเองจึงเลือกใช้บริการนักอสังหาริมทรัพย์หรือตัวแทนขายบ้าน  นักอสังหาฯ เริ่มงานบริการของเขากับลูกค้า  สิ่งที่ตามมาก็คือ  นักอสังหาฯ มีประสบการณ์สูง  รู้ว่าบ้านสะอาดมีโอกาสขายได้สูงกว่าบ้านสกปรก  ก็เสนอบริการทำความสะอาดเพิ่มเข้าไป   นักอสังหาฯ รู้ว่า ภาพถ่ายบ้านสวยๆ จะทำให้ลูกค้าสนใจมากกว่าภาพถ่ายคุณภาพต่ำ  ก็เสนอบริการถ่ายภาพเพิ่มให้  ขั้นตอนการขายยังดำเนินไปถึงการสั่งพิมพ์ป้ายแบนเนอร์อีกด้วย จะเห็นได้ว่า  การติดต่อลูกค้าหนึ่งครั้งจะไม่จบแค่เพียงหนึ่งบริการ แต่เอเจ้นสามารถยิงคำถามไปยังลูกค้าเพื่อถามหาบริการอื่นๆที่เขามองหา  ทั้งบริการที่ลูกค้าอยากได้โดยตรง  และบริการต่อเนื่องที่เราสามารถคอนซัลให้กับลูกค้าได้ เพื่อนำธุรกิจส่งต่อให้กับทีม

การถามเพื่อชี้นำลูกค้าเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถส่งลูกค้าเข้าสู่สมาชิกท่านอื่นๆได้  หลังจากวันนี้  ให้ท่านลองดูนะครับ  เมื่อท่านบริการลูกค้าของท่านเสร็จแล้ว  ให้ลองถามถึงสิ่งที่เขาต้องการเพิ่มเติม  หรือ ให้ท่านลองวิเคราะห์ลูกค้าของท่าน แล้วเสนอสิ่งที่ลูกค้าควรจะใช้หรือสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของท่านเพื่อนำพาลูกค้ามาใช้บริการอื่นๆในทีมของท่าน  ถ้าคุณเป็นมืออาชีพเพียงพอ  ถ้าลูกค้าไว้ใจคุณอยู่แล้ว  การแนะนำ การคอนซัลใดๆของคุณ  หรือการนำเสนอเซอร์วิสอื่นๆของทีม  คุณจะทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ  และลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด  ตราบใดที่คุณหาของดี หรือ บริการดีๆให้ลูกค้า

2 หู 1 ปาก ถามให้ตอบยาว

เหตุการณ์ที่จะนำพาไปสู่การเกิดงาน คืออะไร นั่นคือ มีใครสักคนบอกคุณว่าเขามีปัญหาอะไร อยู่ๆเราจะไปบอกว่าคุณควรใช้งานเรา ก็ไม่สามารถทำได้ ทุกๆงานมักจะเกิดจาก มีคนเกิดปัญหา และเขาบ่นให้เราฟัง

DSCF8193

พวกเราเป็นคนที่มี 2 หู 1 ปาก นั่นเป็นธรรมชาติที่สอนให้เราฟังมากกว่าพูด การถามเพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นได้พูดเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมในการสร้างความสัมพันธ์เพราะคนทีี่ฟังจะหมายถึงคนที่ให้ความสำคัญกับผู้อื่น

สิ่งที่เราควรทำก็คือ ทำให้เขาบ่น หรือ ให้เขาได้พูด ได้เล่า  ซึ่งวิธีการก็คือ
การถามนำ  ให้เราถามคำถามที่ทำให้เขาได้เล่าครับ ยกตัวอย่างคำถาม 
1 ช่วงนี้คุณมีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้นไหม
2 วันนี้อะไรน่าสนใจสำหรับคุณไหม

DSC_4950.JPG

ผลของคำถามจะทำให้คนโดนถามต้องหยุดคิดเล็กน้อย แล้วก็เรียบเรียงคำตอบให้คุณ การตอบคำถามของเขาจะนำมาสองเหตุการณ์ คือ
1 อาจจะมีปัญหาเล่าให้ฟัง  และเราเป็นนักแก้ปัญหาก็จะสามารถแก้ไขให้ได้ เพราะพวกเราเยอะ
2 คนตอบจะเริ่มจดจำคนถามได้  เพราะคำถามมันแปลกและไม่ค่อยได้พบเจอการถามแบบนี้

เราน่าจะลองหาคำถามเปิดประเด็นเพื่อนำไปใช้กับว่าที่ลูกค้า หรือ คอนเน็คชั่นใดๆที่เราไปพบเจอ การถามอย่างสร้างสรรค์จะนำผลลัพธ์ที่ดีมาให้ได้ครับ

อย่าลืมเหตุผลที่เราพบกัน

การทำเน็ตเวิร์คกิ้งที่ดีเป็นอย่างไร

IMG_3411

สิ่งที่จะต้องจำให้ขึ้นใจและไม่ลืมก็คือ เราต้องมาประชุมด้วยทัศนคติที่ดี หรือเราต้องเป็นคนคิดบวก และ คิดถึงการให้ความช่วยเหลือเพื่อนเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเป็นประเด็นสำคัญ

การคิดบวกมีความหมายครอบคลุมหลายอย่าง สิ่งหนึ่งที่เราควรจะทำตัว “คิดบวก” ก็คือ ไม่บ่นในสิ่งที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของการประชุม หรือ ลองสังเกตดูนะครับ เราเคยได้ยินไหมว่า ที่นี่ อาหารไม่อร่อย ซึ่งจริงๆแล้ว เรามาทำอะไรครับ เรามาทำธุรกิจนี่คือประเด็นหลัก เราไม่ได้มาเพื่อกินอาหาร ประเด็นอาหารเป็นเรื่องรอง

เราเคยได้ยินหรือเป็นผู้บ่นเองไหมว่า ห้องประชุมไม่สวย ลำโพงเสียงไม่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงประเด็นรองครับ ประเด็นหลักคือ “เรามาประชุม เพื่อสร้างลูกค้าในอนาคต เรากำลังเพาะบ่ม เรามาเพื่อออกแบบ referral และออกแบบว่าที่ลูกค้า นั่นคือเรากำลังมาเน็ตเวิร์คกิ้ง”

ข้อเสียเล็กๆน้อยๆ ไม่ใช่ประเด็นที่เราควรจะใช้เวลากับมัน สิ่งที่ควรทำก็คือการโฟกัสกับการประชุม การทำให้การประชุมเป็นการประชุมที่มีคุณภาพ สามารถสร้างธุรกิจต่อเนื่องได้ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจ

อย่าลืมเหตุผลที่เราพบกัน

วิธีการหา referral ให้เพื่อน

การหา referral  ให้เพื่อนนั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย  ใครยังไม่เคยให้อาจจะมึนงง  ไปต่อไม่ถูก  วันนี้เรามีวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เรามี referral ให้เพื่อนครับ

การทำการตลาดแบบบอกต่อ เราจะต้องพัฒนาตัวเราให้เป็นนักแก้ปัญหาให้เพื่อน  ใครมีปัญหา ใครมองหาบริการหรือผลิตภัณฑ์ก็ให้มาถามกับเรา  ทำให้ทุกคำถามเร่ิมต้นที่เรา

แปลว่าให้เราทำตัวเป็นผู้คุมประตูสมบัติ  สมบัติหลังประตูนี้คือ ซัพพลายเออร์ชั้นดี  ซึ่งหมายถึงสมาชิกในแช็พเตอร์  ใครอยากอยากติดต่อกับซัพพลายเออร์คุณภาพในเครือข่ายของเรา  ก็ให้บอกเรา  แล้วเราก็จะนัดหมายและคัดเลือกซัพพลายเออร์ในเครือข่ายของเราไปให้

สิ่งที่เราต้องทำก็คือ  ส่งข่าวด้วยวิธีการที่เราถนัด  จะเป็นการโทรคุย หรือเป็น message หรือเป็นจดหมายก็ได้  ดร.ไอแวน ไมเนอร์แนะนำให้ทำเป็นจดหมายข่าว  อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำสามเดือนครั้ง  ให้ส่งจดหมายไปยังคนรู้จักและลูกค้าของเรา  บอกว่าเรามีเครือข่ายผู้ประกอบการที่ดี และมีประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งกับธุรกิจของท่านแน่นอน  ดูอาชีพต่างๆได้ในลิสต์ที่แนบมาด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญในเนื้อหาจดหมายก็คือ  อย่าให้เบอร์โทร และชื่อสมาชิกไปในทันที  ให้แต่รายนามอาชีพที่มีอยู่  แล้วให้ลูกค้าของเราเลือกตัดสินใจเองว่าอยากติดต่อกับใคร  แล้วเราค่อยทำนัดหมายให้ทั้งคู่ได้คุยกัน

เมื่อมีการเริ่มต้นนัดหมาย ก็เท่ากับว่าเราทำการตลาดแบบบอกต่อสำเร็จเพียงเท่านี้เราก็จะเป็นนักแก้ปัญหาที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

Fact Tell Story Sell

Fact Tell Story Sell

การสื่อสารกับกลุ่ม networking ให้มีประสิทธิภาพมีคนจำเราได้นั้นจะทำให้เพื่อนๆสามารถนำเรื่องของเราไปเล่าต่อให้กับคนอื่นฟังได้ และนั่นจะเป็นที่มาของ referral ที่ดี
IMG_0581.JPG

การทำให้เพื่อนจำเรื่องของเราได้ เราควรจะสื่อสารด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจ ไม่ใช่ ข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่เพียงอย่างเดียว การหาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์มาผูกเป็นเรื่องเล่าจะทำให้ผู้คนจำได้ง่าย และเล่าต่อได้ง่าย ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

นายธนาคาร มีโครงการกู้เงินซื้อบ้านดอกเบี้ยต่ำ เมื่อเขามาพูดต่อหน้ากลุ่มเพื่อนหรือกลุ่ม networking เขามายืนพูด สวัสดีครับ ผมมาจากธนาคาร ตอนนี้ดอกเบี้ยสำหรับกู้ซื้อบ้านต่ำมากนะครับใครสนใจขอเชิญคุยต่อที่โต๊ะอาหารได้เลยนะครับ

กับอีกแบบหนึ่งถ้าเปลี่ยนเป็นเรื่องเล่า
วันก่อนครับ ผมไปเจอกับเพื่อนรุ่นน้องมาคนหนึ่ง เขามีครอบครัวกำลังโต มีลูกสองคน เขากับแฟนทำงานประจำ ลูกกำลังจะเข้าโรงเรียน เขาอยากจะย้ายจากคอนโดมาอยู่บ้านสักหลัง ผมกำลังดูแลโครงกู้ซื้อบ้านอยู่พอดี เลยให้คำปรึกษาและเลือกโครงการที่ดอกเบี้ยต่ำที่เหมาะกับเขาให้ ตอนนี้เขากำลังย้ายของเข้าบ้านใหม่อยู่ครับ

จากสองวิธีการพูดนี้ เราจะจำเรื่องราวที่สองได้ และนำไปเล่าต่อได้ง่ายกว่า ส่วนวิธีพูดแบบที่หนึ่ง เราอาจจะไม่ใส่ใจที่จะจำเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น ธุรกิจของเรา เราอยากให้คนจำเราแบบไหน ให้ลองเลือกวิธีและหาเรื่องเล่าที่น่าประทับใจ น่าสนใจ แล้วลองใช้กับการประชุมกลุ่ม networking ดูครับ

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

การค้นหาจุดเด่นของเราเอง

IMG_0850.JPG

ในการแนะนำตัว หรือการพูดคุยเพื่อนนำเสนอสินค้าหรือบริการของเรานั้น สิ่งที่เราควรจะนำเสนอต่อลูกค้าก็คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าที่เรากำลังคุยด้วย มันก็คือการคุยที่เน้นเรื่องประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อใช้บริการเรา แต่ถ้าเรานึกถึงข้อดีไม่ออก ไม่สามารถบอกจุดเด่นของเราที่ลูกค้าต้องการได้ เรามีวิธีค้นหาข้อดีเหล่านั้นเพื่อใช้พูดกับว่าที่ลูกค้าคนต่อไป

เรามีข้อดีอะไร เรามีจุดเด่นอะไร ถ้าเรียบเรียงคำพูดไม่ได้ ให้ลองใช้วิธีนี้คือ ให้นึกถึงลูกค้าคนที่แล้ว หรือลูกค้าที่เราจบงานมาแล้ว ลูกค้าคนที่เราชอบ แล้วลองเล่ารายละเอียดหรือเขียนออกมาว่า

1 ลูกค้าคนนี้ ก่อนมาเจอเรา ลูกค้าเจอปัญหาหรือสถานการณ์อะไร
2 เราแก้ปัญหาอย่างไรให้ลูกค้า และทำให้ลูกค้าพอใจหรือทำงานต่อได้

การที่เราหาคำตอบสำหรับคำถามนี้เอาไว้ คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวแม่เหล็กที่จะทำให้ว่าที่ลูกค้าเห็นความสำคัญในสินค้าหรือบริการของเรา มันเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้เราหาข้อดีของเราหรือ benefit ที่ลูกค้าจะได้รับ เป็นเรื่องจริงที่เราลงมือทำและแก้ปัญหาให้ลูกค้าไปแล้ว

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

profitability – การแนะนำตัวเอง

IMG_0577.JPG

การแนะนำตัวเองในระยะเวลาอันสั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดสำหรับการร่วมประชุมทางธุรกิจในทุกๆโอกาส หากคุณมีเวลาไม่มาก การบอกสิ่งที่กระะชับได้ใจความเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน ถ้าลองสังเกตุในทุกการประชุม เราจะได้ยินคนพูดแนะนำตัวแบบไม่ได้เตรียมตัว บางครั้งขึ้นมายืนแล้วอ้ำอึ้ง สิ่งนี้ทำให้ดูไม่น่าสนใจ แต่หากเรามีการซ้อม มีสคริปต์ที่ออกแบบและคิดมาอย่างดีแล้ว เราจะมีบทแนะนำตัวที่น่าสนใจ จงพูดในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการใช้บริการของเราเป็นหลัก เพราะมันจะทำให้คนฟังอยากติดต่อกับเราเพิ่มเติม และถ้าเป็นไปได้ เราก็ควรจะแนะนำตัวให้ในแต่ละสัปดาห์มีเนื้อหาที่สลับเปลี่ยนไปเรื่อยๆแต่ยังคงความน่าสนใจในธุรกิจของเราให้ได้ เพราะเมือไรที่เราเริ่มพูดซ้ำกันในทุกๆสัปดาห์ คนฟังจะเริ่มไม่ฟัง ไม่ฟังก็เพราะคิดว่ายังไงก็พูดเหมือนเดิม และสุดท้ายก็จะไม่ฟังจริงๆ และไม่ฟังอีกเลย

อย่าลืมว่าให้เราคิดและออกแบบบทพูดแนะนำตัวที่มีความน่าสนใจ จดเป็นสคริปต์ให้เรียบร้อย และเตรียมไว้ใช้ในโอกาสที่จะต้องแนะนำตัว

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/