nec 10feb2026 การปรากฏตัว

หลักการที่เป็นหัวใจของการตลาดแบบบอกต่อ

ในการบอกต่อหรือการให้ referral หรือการแนะนำงานให้กับเพื่อนเรา เขาจะได้งานหรือไม่ได้งานมันมีปัจจัยประกอบหลายอย่าง และแต่ละปัจจัยก็อยู่ในหลักการของ 3 องค์ประกอบ นั่นคือ
1 ตัว V หรือ visibility ที่แปลว่าการมีตัวตน
2 ตัว C หรือ creditability ที่แปลว่าความน่าเชื่อถือ
3 ตัว P หรือ profitability ที่แปลว่าการทำให้เกิดธุรกิจหรือทำให้เกิดการสั่งซื้อ
เราจะลงรายละเอียดเรื่องตัว v ก่อน

heiritage - 4

Vibility การมีตัวตน จะทำให้เกิด Creditability ความน่าเชื่อถือ และเมื่อ v และc มีมากเพียงพอก็จะทำให้เราพร้อมไปทำ Profitsbility หรือการเปลี่ยนให้เกิดธุรกิจ แล้วการมีตัวตนคืออะไร ทำอย่างไร ลองมาดูกัน

การมีตัวตน ก็คือการแสดงตัว เราสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มนี้เพราะเราอยากมีตัวตน อยากตั้งท่ารับงาน พอเรามาประชุมกันสม่ำเสมอ Vibility ก็จะชัดขึ้นเรื่อยๆ ประชุมสม่ำเสมอแค่ไหน ก็แค่ห้าสิบครั้งต่อปีเจอกันเยอะกว่าญาต เจอกันบ่อยกว่าเพื่อนสนิท เจอกันเป็นประจำไม่ขาดประชุมเราเรียกว่า Attendance มาเต็ม นั่นคือ Attendance ซึ่งเป็น 1ใน5อย่างที่เราต้องทำอย่างจริงจัง จริงจังแค่ไหน ก็แค่ 100 เปอร์เซ็นหรือมาทุกครั้งจะดีที่สุด

ให้นึกถึงร้านกาแฟสักร้านนึงในห้าง ร้านนี้ขายเครื่องดื่มอยู่ในศูนย์อาหาร ลูกค้าแวะมาห้างนี้จะรู้ว่ามุมนี้ขายกาแฟ เรารู้ว่าเราอยากกินกาแฟเราเดินมาตรงนี้ก็จะได้กินกาแฟ พอเป็นอย่างนี้เสมอมาทุกวันได้กินทุกวัน มาเมื่อไหร่ได้กินเมื่อนั้น แต่ถ้ามีวันนึงมาแล้วไม่เจอ แม่ค้าหยุด ร้านปิด อดกิน ไม่เป็นไรพรุ่งนี้มาใหม่ มาอีกไม่เจออีก เจอแบบนี้เปลี่ยนห้างดีกว่า ไม่แวะแล้วห้างที่ปิดร้าน

ในกลุ่มของเราก็เหมือนกัน มาแล้วไม่เจอเพื่อนอาชีพนี้เราก็ไม่กล้าจะให้งาน มาวันนี้ไม่เจอ สัปดาห์หน้าไม่เจอนี่พี่จะสมัครเข้ากลุ่มทำไม ขาดบ่อยอย่างนี้ไม่ให้ดีกว่า คนรับไม่อยู่คนจะให้ก็กลัว กลัวอะไรกลัวเสียชื่อไง ให้ลูกค้าไปแล้วตามงานไม่ได้ ให้แล้วทำงานหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทำงานไม่จบเสียชื่อคนให้เฉยเลย นี่คือ Attendance ที่หายไป ผลเสียคือเพื่อนไม่กล้าให้งาน คำว่า Visibility ไม่เกิด

heiritage - 7

ย้อนกลับไปที่ร้านกาแฟในห้างอีกที ข้างร้านกาแฟเป็นร้านขายข้าว ลูกค้ามาซื้อข้าวก็เดี๋ยวก็ซื้อกาแฟ ลูกค้ากาแฟก็ไปซื้อข้าวกินด้วย ร้านกาแฟกับร้านข้าวมีลูกค้าคนเดียวกัน เราเรียกว่ากาแฟกับร้านข้าวเป็นเพาเวอร์ทีมกัน คราวนี้ถ้าไปเจอร้านข้าวที่ปิดร้านบ่อย วันที่ร้านข้าวปิดวันนั้นกาแฟก็แทบขายไม่ได้เลยเพราะไม่มีคนกินข้าว ร้านข้าวไม่ขายทำให้ไม่มีคนแวะ เลยไม่มีคนซื้อกาแฟ จ่ายค่าเช่าเท่ากันร้านแกปิดร้านฉันไม่มีคน อยู่ห้างเดียวกันแต่มาไม่พร้อมกัน ขาดงานปิดร้านไปวันนึงร้านอื่นยอดตกทันที Attendance ที่หายไปทำเพื่อนในเพาเวอร์ทีมจ๋อยไปด้วย แล้วจะไม่ให้ป่วยเลยเหรอ บางวันมันก็ต้องขาด ป่วยวันไหนติดธุระวันไหนก็ส่งตัวแทนมาประชุมแทน เจ้าของร้านข้าวไม่มาส่งลูกน้องมาทำข้าวก็ยังดี เราจึงควรให้ความสำคัญกับการแสดงตัว หรือ มี Attendance ที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนี่คือ 1 ปัจจัยที่เราต้องเรียนรู้ ก่อนที่จะไปถึงตัวถัดไป

เครื่องมือที่ใช้ทำการตลาดแบบบอกต่อ

15 hits

การตลาดแบบบอกต่อเป็นแนวคิดในการทำธุรกิจที่อาศัยการบอกปากต่อปาก แต่จะทำอย่างเป็นระบบคือตั้งใจทำให้เกิดการบอกต่อ โดยการบอกต่อทางธุรกิจจะเกิดขึ้นจากตัวของเรามีความน่าเชื่อถือมากเพียงพอ ซึ่งส่วนมากก็จะเกิดจากการที่เราทำงานมีคุณภาพและเรามีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี โดยสองปัจจัยนี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

ในกลุ่มเน็ตเวิร์คที่เราพบปะกันจะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยน จับกลุ่มช่วยกันทำธุรกิจ เป็นส่วนหนึ่งของการบอกต่ออย่างมีคุณภาพ คาดหวังผลลัพธ์ได้ เราจะต้องมีเครื่องมือต่างๆต่อไปนื้เพื่อใช้ในการพูดคุย ทั้งการพูดคุยกันเองในกลุ่มเพื่อสร้างตลาดใหม่ และ การพูดคุยกับว่าที่ลูกค้าเพื่อสร้างความมั่นใจและทำให้เราปิดการขายได้

nec-4jun2024-Slide1

เครื่องมือมีดังต่อไปนี้

1 Testimonial
2 ภาพถ่ายสินค้าหรือภาพที่ทำงาน
3 โลโก้ลูกค้าที่เราเคยมี
4 รายชื่อพาร์ทเนอร์หรือคนในทีม
5 คำถามคำตอบเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของเรา
6 รางวัลที่เคยได้รับ
7 บทความที่เกี่ยวกับธุรกิจของเราสินค้าที่กำลังจะออกใหม่
8 โบรชัวร์บริษัท
9 งานที่ทำให้ลูกค้าคิดถึงเรา
10 สินค้าที่เราอยากใช้แนะนำตัว
11 ใบเสนอราคางานเก่าหรือโปรเจ๊คเก่า
12 บทความวิเคราะห์ที่คุณทำเอง


มาลงรายละเอียดกัน

20240120103522_IMG_1136

1 Testimonial คือ จดหมายที่ลูกค้าเขียนให้กับเรา อาจเป็นจดหมายขอบคุณ อาจเป็นข้อความติชม การเล่าเรื่องเกี่ยวกับคุณภาพการทำงานของเราที่น่าเชื่อถือที่สุดคือการเล่าโดยลูกค้า ถ้าลูกค้าชอบงานของเราลองขอให้ลูกค้าช่วยเขียนเป็นข้อความหรือจดหมายทางการแล้วนำมาแสดงไว้ในเว็บไซต์หรือบอร์ดในบริษัท นำมาแสดงให้ทีมขายหรือว่าที่ลูกค้าได้อ่านมันช่วยสร้างความไว้วางใจได้สูงมาก

000046

2 ภาพถ่ายสินค้าหรือภาพที่ทำงาน บริษัทของเราทำอะไร ขายอะไร สร้างอะไร บริการอะไร การมีภาพประกอบด้วยเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดความสมบูรณ์ในการเล่าเรื่อง และเป็นการยืนยันตัวตนด้วยว่าเราคือคนทำงานจริง เรามีการผลิตจริง ภาพเหล่านี้ควรอยู่ในสื่อของบริษัท ทั้งเว็บไซต์ และโบรชัวร์

Slide05

3 โลโก้ลูกค้าที่เราเคยมี เป็นการบอกว่าเราได้รับการยอมรับจากใครบ้าง หากเป็นบริษัทที่ใหญ่โตเป็นที่รู้จักเราก็จะยิ่งน่าเชื่อถือ หาโลโก้ของลูกค้ามาใส่ไว้ในสไลด์แนะนำตัว หรือใส่ไว้ในเว็บไซต์ หรือ เอกสาร จดหมายข่าวต่างๆที่ลูกค้าคนอื่นมองเห็นได้ง่าย

DSC02413

4 รายชื่อพาร์ทเนอร์หรือคนในทีม ในกลุ่มเน็ทเวิร์คที่เรามี เราสามารถจับกลุ่มร่วมกันหลายอาชีพเพื่อช่วยกันทำตลาด มีการสร้างทีมงานช่วยกันขาย คนในทีมของเรามีใครบ้าง อาชีพอะไรบ้าง เราต้องจำได้อย่างแม่นยำ สามารถเล่าข้อมูลคนในทีมได้อย่างไม่ติดขัด เวลาที่ลูกค้าของเราต้องการสินค้าบางอย่าง หรือ บริการบางชนิด ที่มีอยู่ในทีม เราสามารถให้ความมั่นใจ เล่าเรื่องเขาเบื้องต้นให้กับลูกค้าได้ทันที

IMG_4105

5 คำถามคำตอบเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของเรา สินค้าและบริการทุกชนิดจะมีข้อมูลถามตอบเสมอ ลูกค้ามักจะถามคำถามอะไรเราจะมีหน้าที่ตอบ ให้เรารวมรวบคำถามและคำตอบมาไว้ด้วยกัน และใช้เป็นข้อมูลบอกเล่าสำหรับว่าที่ลูกค้ารวมถึงใช้สอนคนในทีมขายของเรา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง สร้างความเชื่อมั่นว่าเราแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้

DSC02895
IMG_1047

6 รางวัลที่เคยได้รับ หรือบทสัมภาษณ์ลงหนังสือ เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่ามีคนมองเห็นคุณภาพงานของเราและยอมรับตัวเราอย่างแท้จริง

IMG_3653

7 บทความที่เกี่ยวกับธุรกิจของเราสินค้าที่กำลังจะออกใหม่ การมีแผนออกสินค้าใหม่เป็นการแสดงออกว่าเรายังอยู่ในธุรกิจ ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยังมีแผนการขยายธุรกิจ ส่วนบทความก็จะเป็นการแสดงตัวตนในอีกวิธีหนึ่ง เป็นงานสร้างคอนเท้นท์ที่ให้ผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคอนเท้นหรือบทความจะทำงานเป็นประชาสัมพันธ์และเซลส์ให้เราได้แบบไม่หลับไม่นอน

Slide09

8 โบรชัวร์บริษัท เราขายอะไร เราบริการอะไร โบรชัวร์จะเป็นสิ่งที่ช่วยสื่อสารเล่าเรื่องของเราให้กับลูกค้าฟังโดยตรง ภาพของเราในหัวลูกค้าจะชัดเจนขึ้น และเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้ามีข้อมูลติดต่อเมื่อถึงเวลาที่ต้องการใช้งาน

IMG_0793

9 งานที่ทำให้ลูกค้าคิดถึงเรา อาจเป็นสินค้าระดับเรือธง บริการสุดพรีเมี่ยมที่เราภาคภูมิใจมากจนอยากเล่าให้คนอื่นฟัง งานที่ทำให้เราพัฒนาไปอีกระดับ หรืออาจจะเป็นงานที่เป็นที่รู้จัก ได้รับการยอมรับในวงกว้าง

Slide13

10 สินค้าที่เราอยากใช้แนะนำตัว สินค้าที่เราโฟกัสว่าจะใช้เป็นพระเอกในการทำตลาด บริษัทเราอาจมีสินค้าหรือบริการหลายอย่าง ให้เลือก 1 อย่างมาเป็นตัวแทนในการใช้แนะนำตัว คิดเตรียมไว้ก่อน ตอนที่จะพูดแนะนำตัวจะได้พูดได้คล่อง ไม่ติดขัด

11 ใบเสนอราคางานเก่าหรือโปรเจ๊คเก่า หรือใบสั่งซื้อ เป็นการบอกถึงงานที่เราทำ และลูกค้ายอมรับจนเกิดการซื้อขาย เป็นหลักฐานว่าสินค้าของเราได้รับการยอมรับจริงๆ

Slide2

12 บทความวิเคราะห์ที่คุณทำเอง การเขียนบทความหรือคอนเท้นท์ลงในเว็บไซต์ ทั้งการบอกเล่า วิเคราะห์ หรือ การอัพเดทผลิตภัณฑ์ สิ่งต่างๆ ที่ถูกนำเสนอเป็นบทความในเว็บไซต์เป็นการแสดงออกถึงการมีตัวตน มีความสม่ำเสมอ และเป็นการเปิดเผยว่าคุณเป็นคนอย่างไร มีทัศนคติอย่างไร ที่ทำสำคัญ บทความยังเป็นสิ่งที่บอกว่าคุณยังอยู่ในธุรกิจ เป็นความน่าเชื่อถือที่สร้างได้ด้วยตัวเอง ทุกบทความจะทำงานให้เราเหมือนเป็นพนักงานหลายตำแหน่ง เช่น เป็นประชาสัมพันธ์ช่วยเล่าเรื่อง เป็นเซลส์ให้ข้อมูลลูกค้า และฝ่ายดูแลลูกค้าหลังการขายทำงานแก้ปัญหาเบื้องต้นให้กับผู้ซื้อ บทความจะทำงานแทนตัวเราแบบไม่หลับไม่นอน อยากมีทีมขายและทีมประชาสัมพันธ์ใหญ่แค่ไหน ให้เขียนบทความให้เยอะเท่านั้น

การตลาดแบบบอกต่อเป็นเครื่องมีทรงพลังสำหรับการขยายธุรกิจ มันสามารถสร้างยอดขายได้ไม่จำกัด ลงทุนต่ำในแง่ตัวเงิน แต่ต้องใช้เวลา ความอดทน และความจริงใจทดแทนเข้าไปเพื่อสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น และเมื่อความไว้วางใจสูงเพียงพอก็จะเกิดการตัดสินใจซื้อได้นั่นเอง


Testimonial จากลูกค้า

ตัวอย่าง testimonial จากลูกค้าที่ใช้บริการงานโรงพิมพ์ เวลาที่เรารับทำงานเราใส่ความตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่เหมือนเป็นงานของตัวเอง ทำงานกับลูกค้าราวกับว่าเราเป็นคนในบริษัทของลูกค้า เพราะลูกค้าเชื่อใจเราก็ต้องพยายามที่จะจบงานอย่างเรียบร้อยและทันเวลา

20240120103522_IMG_1136

งานที่ต้องการความเร่งด่วน เราจะแนะนำวิธีการทำให้รวดเร็ว การเตรียมข้อมูลดิบอย่างไรให้ส่งไปทำต่อในโรงพิมพ์ได้ทันทีโดยใช้เวลาน้อย การเลือกเทคนิคการพิมพ์แบบใด จบงานพิมพ์ในรูปแบบใด จะประหยัดเวลาที่สุด และเมื่อเริ่มงานแล้วเราก็เฝ้าติดตามทุกขั้นตอนงานพิมพ์เพื่อป้องกันความผิดพลาด งานจะได้เสร็จทันกำหนด

narrow calendar testimonial-page-001

บางงานเราก็นำเสนอไอเดียน่ารัก ทำงานพิมพ์คัสต้อม ลูกค้าอยากได้ความแตกต่าง เราก็ทดลองทำทุกไอเดียที่น่าจะผลิตได้ ทดลองทำจนจบขั้นตอน ทดลองให้เจ้าของงานได้หยิบ ได้จับ ได้ทดลองใช้ เมื่อแน่ใจในชิ้นงานแล้วก็เริ่มผลิต งานที่ส่งมอบ จะตรงวัตถุประสงค์อย่างแน่นอน

จม. ขอบคุณโรงพิมพ์จอมทอง testimonial

งานพิมพ์เกือบทุกชนิดสามารถพิมพ์ได้ตามจินตนาการของลูกค้า อะไรก็เป็นไปได้ แต่ถ้าเรามีข้อจำกัดในด้านงบประมาณ เราก็ต้องให้โจทย์กับโรงพิมพ์เพื่อให้เลือกวิธีผลิตที่จำกัดงบ หรือถ้างานมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลา การขอให้โรงพิมพ์แนะนำวิธีการที่เร็วที่สุดสำหรับการมีงานพิมพ์ไปใช้ก็เป็นเรื่องที่ควรทำ โรงพิมพ์ที่ชำนาญและมีประสบการ์ณที่ยาวนานจะสามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ 

ทำไมภาพถ่ายจึงจำเป็นสำหรับธุรกิจ

หนึ่งภาพแทนความหมายเป็นพันเป็นหมื่นคำคือสิ่งที่เป็นจริง  ทั้งภาพถ่ายเพื่อเก็บความทรงจำ  ภาพบันทึกเหตุการณ์  และภาพถ่ายสินค้าต่างๆเพื่อใช้ช่วยทำการตลาดให้กับธุรกิจ   หากเราจะขายสินค้าสักอย่าง หรือแม้แต่จะทำธุรกิจบริการ  เราก็ควรจะเลือกใช้ภาพเพื่อทำสื่อออกมา   พลังของภาพถ่ายช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้จริง ดังเหตุผลต่อไปนี้

20231214065752_IMG_0488

1 ภาพสินค้าใช้เพื่อขายสินค้า  ถ้าเรามีสินค้าที่อยากขาย การใช้ภาพถ่ายสินค้าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด  เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าเราขายอะไร  ลูกค้าซื้อแล้วจะได้อะไร  การจัดแสงและจัดองค์ประกอบของภาพที่ดีจะทำให้สินค้าออกมาดูสวยงามน่าซื้อ

20220607121643_IMG_0875

2 ใช้ภาพถ่ายเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ  การมีภาพคนหรือทีมงานของเราปรากฏอยู่ในสื่อการขาย จะอยู่ในแค็ตตาล๊อค ใบปลิว หรือในเว็บไซต์   ทุกภาพจะช่วยทำให้ลูกค้าเกิดเชื่อมั่นในตัวสินค้าหรือบริการมากขึ้น  สร้างภาพจำได้  เหมือนกับที่เราจำนางแบบโฆษณาสินค้าบางตัวได้

3 ภาพถ่ายช่วยนำเสนอความสมบูรณ์แบบ หรือแสดงโลกในฝันที่อยากให้ลูกค้าได้เห็น  เมื่อจัดวางสินค้าอย่างลงตัว ท่ามกลางองค์ประกอบอื่นๆที่ช่วยทำให้ลูกค้าเห็นไลฟสไตล์  จะทำให้ลูกค้ารู้ว่าสามารถมีแบบนี้ได้  แม้การจัดถ่ายแนวนี้จะใช้งบประมาณสูง แต่ก็ทำให้ลูกค้าเชื่อได้ว่าเขาเลือกสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร  และมันจะยิ่งเป็นผลดีในการชักชวนให้ลูกค้าซื้อสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้นด้วย

IMG_8577

4 ภาพถ่ายช่วยเล่าเรื่อง  สินค้าหรือบริการบางอย่างจะมีลักษณะเฉพาะ  การมีภาพการใช้งานสินค้าหรือภาพที่กำลังทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น  ภาพจะช่วยสร้างการรับรู้ร่วมกันว่าเราทำอะไร ขายอะไร  นอกจากภาพนิ่งแล้ว  วิดีโอก็สามารถนำมาใช้ร่วมด้วย  ยิ่งในเว็บไซต์ยิ่งควรใช้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ

IMG_4250

5 ภาพถ่ายนำเสนอเทคนิคเฉพาะ   บางสินค้า บางกิจกรรมมีรายละเอียดวิธีใช้ที่เฉพาะเจาะจง  เราสามารถลงรายละเอียดเพื่อให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจ   อย่างเช่นภาพถ่ายการปรับแต่งอุปกรณ์   ภาพที่อธิบายวิธีใช้ วิธีติดตั้งที่จำเป็นต้องเห็นตัวอย่าง  ภาพแนวนี้มักจะต้องการความคมชัด สีสันปกติ  ถ่ายทอดความตรงไปตรงมา  โดยจะต้องหลีกเลี่ยงการใช้ฟิลเตอร์หรือการใส่สีที่เกินจริง 

เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่การนำเสนอทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพรีเซ้นเทชั่น หรือ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในใบปลิว หนังสือหรือคู่มือ จะต้องมีภาพถ่ายเพื่อช่วยให้การสื่อสารต่างๆครบถ้วน และทำหน้าที่ได้ตามที่เจ้าของสินค้าต้องการ   ในยุคสมัยของอินเทอเน็ตที่เบ่งบานสุดขีด เรามีตัวช่วยในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายมากมายหลายวิธี  นอกจากจะถ่ายเองแล้ว  เราก็มีแหล่งสต๊อคภาพที่ให้โหลดมาใช้ได้แบบฟรี  บางแหล่งอาจจะเป็นแบบเสียเงินเพียงเล็กน้อย  หรือแม้แต่การใช้ระบบ AI ช่วยสร้างภาพที่ต้องการขึ้นมาก็ทำได้ไม่ยากโดยค่าใช้จ่ายต่อภาพจะต่ำมากเมื่อเทียบกับการต้องลงทุนจ้างทีมงานถ่ายทำเต็มรูปแบบ

หากเราขายของโดยไม่เคยถ่ายภาพอะไรในธุรกิจของเราเลย ก็ลองถ่ายภาพแล้วโพสท์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คดู    มีภาพแล้วลองตั้งชื่อ หรือใส่ข้อความกำกับเล็กน้อย  ก็ดูดีมีพลังแล้ว

การสร้าง Visibility

Visibility คือการมีตัวตน การแสดงตัวว่าเราคือใคร ทำงานอะไร มีสินค้าหรือบริการอะไร สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ เพราะถ้านึกดูให้ดี ตอนเราจะทำบริษัท เราก็ต้องจดทะเบียนบริษัท ต้องเปิดร้าน เปิดโรงงาน ต้องมีสถานที่ทำงาน ต้องมีนามบัตร ต้องมีเว็บไซต์ สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของการมี Visibility

การมี Visibility ที่ชัดเจนจะทำให้เรามีโอกาสได้รับการแนะนำงาน หรือ ลูกค้าจำเราได้ โดยเฉพาะในกลุ่ม Networking หรือการประชุมทางธุรกิจ สมาชิกในห้องทุกคนควรจะรู้ว่าเราทำอะไร เราต้องแสดงตัวอย่างชัดเจน นอกจากการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการแล้ว การทำสิ่งอื่นๆอีกหลายอย่างจะทำให้เรามี Visibility ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และที่ดีที่สุดคือ เราต้องมี Visibility ในความทรงจำของผู้คนเลย คือนึกถึงสินค้าแล้วนึกถึงเรา หรือ นึกถึงบริการตัวนี้ต้องนึกถึงเรา

ลองดูในคลิปแล้วทดลองทำตามนะครับ

content commerce 2023

Slide2

ในอดีตที่ผ่านมาในยุคที่ยังไม่มีอินเทอเน็ต  สิ่งแรกที่คนทำธุรกิจต้องคิดก่อนจะเริ่มขายก็คือต้องหาที่ทางในการเปิดร้าน  จะขายอะไรสักอย่างหนึ่งเราก็ต้องหาทำเล  เราจะไปเปิดร้านที่ไหนที่ลูกค้าถึงจะคิดถึงและแวะไปหาเราได้  ถ้าเราจะขายต้นไม้  คนซื้อจะแวะไปดูที่ไหน  ก็คงเป็นสวนจตุจักร  ถ้าเราจะขายคอมพิวเตอร์  คนซื้อก็มักจะไปดูที่ห้างไอที  สมัยก่อนก็พันทิพย์  ฟอร์จูน    ถ้าลูกค้าอยากได้ของแห้งจากต่างประเทศเขาก็น่าจะแวะไปดูแถวเยาวราช เจริญกรุง  ถ้าจะซื้อเครื่องดนตรีก็แวะไปเวิ้งนครเกษม  ถ้าซื้ออุปกรณ์สังฆภัณฑ์ก็น่าจะไปย่านเสาชิงช้า  ลูกค้าจะถามจากคนเคยซื้อว่าต้องไปดูที่ไหน  คนทำธุรกิจก็ต้องตามไปเปิดร้านที่นั่น  โลกเราถึงมีคำว่าทำเลทอง 

ลูกค้าสนใจจะซื้อของก็จะเดินทางไปยังทำเลทองของสินค้าตัวนั้น  เมื่อไปถึง ลูกค้าจะเลือกสุ่มเดินเข้าไปสักร้าน  ร้านค้าในย่านทำเลทองก็จะมีสินค้าแนวเดียวกัน แวะร้านไหนก็ได้  ลูกค้าสุ่มเข้าสักร้าน แล้วก็คุยกับคนขาย  ถ้าถามตอบคุยกันไม่ถูกใจ ก็ออกมา แวะร้านต่อไป  ถ้าคุยกันดี ตอบคำถามดี ก็ค่อยตัดสินใจซื้อ

แนวทางการขายของก่อนจะมีอินเทอเน็ต  ลูกค้าจะพบกับคนขายก่อน แล้วก็เกิดการพูดคุย  การพูดคุยที่เกิดขึ้นมันก็คือ Content ข้อมูลสินค้า  ข้อดี ข้อเสีย  เรื่องเล่า รีวิวจากคนอื่นๆที่เล่าต่อๆกันมา  เจ้าของร้านยกตัวอย่างการใช้งานของลูกค้าคนอื่นให้ฟัง  นี่คือขั้นตอนที่เกิดการแสดง Content เจ้าของร้านกำลังแสดง Content และลูกค้ากำลังเสพ Content  ซึ่งๆหน้า  จนกระทั่งเกิดความพอใจ ได้รับข้อมูลที่ถูกใจจึงตัดสินใจซื้อ

ถ้ามีลูกค้าห้าคนเข้ามาที่ร้าน เจ้าของร้านก็แสดง Content 5 ครั้ง  ถ้ามา 20 คน ก็แสดง Content 20 ครั้ง  พอปิดร้านก็บ่นให้ลูกเมียคนในบ้านฟังว่า วันนี้ทำงานหนัก ลูกค้าเข้าไม่หยุดเลย 

พอเปลี่ยนมาเป็นยุคอินเทอเน็ตในแบบปัจจุบัน ทุกคนสามารถสั่งซื้อสินค้าได้จากโทรศัพท์มือถือ  ทุกคนซื้อของจากใครก็ได้  โอนเงินให้ใครก็ได้  วิธีการซื้อจะมีลักษณะขั้นตอนดังนี้ คือ  เมื่อเกิดความสนใจสินค้า  เกิดความรู้สึกว่าอยากได้  อยากมี  ก็จะค้นหาข้อมูลก่อน  หาจาก search engine  ว่าสินค้าที่เราอยากได้มีใครขาย  เราจะดูแลหรือใช้งานสินค้านี้ยังไง  มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร  ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงต้องระวังเรื่องอะไร  มันกินอะไร  ห้ามกินอะไร คนอื่นที่เคยใช้เขาเคยชมว่าอย่างไร เคยบ่นว่าอย่างไร    ขั้นตอนที่ลูกค้ากำลังเสพข้อมูลเหล่านี้ก็คือการ เสพ Content 

เมื่อเสพ Content ได้ถึงระดับที่พอใจ ก็ตัดสินใจ  ใครตอบคำถามดี ให้ข้อมูลแวดล้อมได้ถูกใจ ก็ลองดูว่าเขาขายอยู่ใช่ไหม  ตัดสินใจซื้อจาก Content ที่เราชอบ  เพราะเจ้าของเว็บ เจ้าของร้าน น่าจะรู้เรื่องดี คงบริการเราได้  ตัดสินใจได้แล้วก็เดินทางไปซื้อ  หรือ สั่งซื้อออนไลน์เลย  กรณีนี้  ลูกค้าตัดสินใจซื้อก่อนเจอหน้าเจ้าของร้าน

Slide3

การที่ใครสักคนจะซื้อของจากเรา  จะมีเหตุผลแค่ 3 อย่างที่เขาคิดในหัว  มีแค่ข้อใดข้อหนึ่งก็ทำให้เกิดการซื้อได้แล้ว  ยิ่งมีหลายข้อยิ่งดีนั่นคือ ลูกค้าซื้อเราเพราะ

1 รู้จักกันมาก่อน  รู้จักมานาน รู้จักมาตั้งแต่สมัยเรียน ตั้งแต่สมัยทำงานด้วยกัน  เป็นความสนิทสนมที่เคยเกิดขึ้นในอดีต 

2 ถูกชะตา คุยกันถูกคอ  ลูกค้าแวะมาคุยกับคนขายแล้วรู้สึกว่าร้านนี้ตอบคำถามดี มีข้อมูลละเอียด

3 แก้ปัญหาได้ ช่วยเหลือลูกค้าได้  เข้าใจสินค้าและเข้าใจความต้องการของลูกค้า รู้ข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัดของสินค้า และแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ลูกค้าได้

Slide5

ซึ่ง 3 ข้อนี้คือสิ่งที่เราต้องพยายามทำให้เกิดขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเลือกเรา  เราต้องทำให้ลูกค้าเห็นเรามานาน  เราต้องเป็นคนนิสัยดี คุยดี อัธยาศัยดี  เราต้องให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าตัวนี้ได้เป็นอย่างดี  แก้ปัญหาตอบข้อสงสัยได้ครบถ้วน  และ 3 อย่างนี้เราต้องทำโดยที่เรายังไม่พบลูกค้า  เพราะลูกค้าจะตัดสินใจก่อนเจอเรา  นั่นหมายความว่าเราต้องแสดง 3 อย่างนี้ก่อนที่ลูกค้าจะทักมาหาเรา  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เลยในยุคอดีต  แต่ปัจจุบันเราทำได้ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Content นั่นคือการทำ Content

ลูกค้ามาซื้อเราวันนี้ เพราะลูกค้าเสพ content ของเราเมื่อวาน  หรืออาจจะอ่านเรื่องที่เราเขียนเมื่อสัปดาห์ก่อน หรืออาจจะดูรีวิวเมื่อเดือนก่อน  เหมือนกับที่เรามีผลไม้กินเพราะมีคนลงมือปลูก  และการทำ Content ให้ลูกค้าอ่านหรือดู ก็จะเป็นการทำให้คนเป็นพันเป็นหมื่นคนได้ดู  อัดคลิปครั้งเดียว  เขียนข้อมูลครั้งเดียว มีคนอ่านคนดูซ้ำเป็นหมื่นคน  เราไม่ต้องพูดซ้ำๆ วันละ 20 เที่ยวอีกแล้ว  เราเล่าเรื่องที่ต้องเล่าแค่ครั้งเดียว แล้วอินเทอเน็ตจะนำพาทุกอย่างต่อจากเรา  อินเทอเน็ตจะพาลูกค้ามาหา Content ของเรา  และพา Content ของเราไปผ่านสายตาลูกค้า 

การทำ Content จึงเป็นหนทางที่ธุรกิจควรทำ เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในยุคปัจจุบัน  คนทำ Content คือคนที่จะถูกมองเห็นโดยลูกค้าทั่วประเทศและทั่วโลก  คนที่ไม่ทำ Content จะเป็นอย่างไร ก็ให้ดูร้านค้าที่นั่งตบยุง  อยู่ในทำเลทองที่ไม่ทองอีกต่อไป  ลูกค้าไม่เข้า แล้วก็บ่นว่า เศรษฐกิจไม่ดี  ดูสิ ไม่มีใครเดินเลย วันนี้ขายไม่ได้เลย

จริงๆแล้วสังคมมนุษย์ ประชากรเพิ่มขึ้น การบริโภคเพิ่มขึ้น อาหาร เสื้อผ้า สินค้าต่างๆ บริการต่างๆมีคนต้องการเพิ่มขึ้น เพราะคนเยอะขึ้นทุกวัน  แต่เขาไม่ได้มาซื้อร้านเรา เพราะเขาตัดสินใจซื้อกับคนที่เขาชอบ และเขาชอบใคร เขาชอบคนเขียน Content ที่เขาได้เสพ  ดังเช่นทุกวันนี้ที่เราหาที่พัก ที่เที่ยว ที่กินจากอินเทอเน็ต  ที่พักห้าดาววิวหลักล้านไม่ได้ถูกค้นพบจากการขับรถไปมั่วๆ  ทุกคนปักหมุดเลือกมาแล้วจากที่บ้าน  โดยลูกค้าอ่าน Content หรือ อ่านรีวิวมาแล้ว นั่นเอง

Slide6

พอเรารู้ว่าเราต้องมี Content เราถึงจะมีลูกค้า แต่ติดปัญหาตรงที่ส่วนมากเราจะนึกไม่ออกว่าจะทำ Content เรื่องอะไรดี ให้ลองคิดแบบนี้ครับ มี 5 ข้อที่แนะนำ

1 เปลี่ยนจากเรื่องของเราเป็นเรื่องของลูกค้า เลิกบอกว่าเราขายอะไร เลิกบอกว่าเราดีอย่างไร แต่ให้เปลี่ยนศูนย์กลางเป็นลูกค้า สนใจสิ่งที่ลูกค้าอยากรู้ ทำ Content ที่ไขข้อข้องใจ หรือ แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้

2 ค้นหาว่าลูกค้ามีปัญหาอะไรบ้าง ลองรวบรวมคำถามออกมา ลูกค้าเคยถามอะไรเรา ตอนเราไปนำเสนองานเราโดนถามอะไรบ้าง

3 ลูกค้าเก่าคือที่มาของ Content เช่นกัน ลูกค้าจะมีปัญหาบางอย่าง แล้วเราแก้ปัญหาให้ได้ จนเขาอุดหนุนเรา เขาถึงเป็นลูกค้าเก่าของเรา ลองสำรวจหรือสอบถามลูกค้าไปเลยว่า เลือกเราเพราะอะไร

4 อยู่กับกลุ่มคนที่มีพลังงานล้นเหลือ มีไฟในการทำงาน อย่าอยู่กับกลุ่มที่อยู่อย่างหมดอาลัยตายอยาก หาความสดใส สดชื่นตลอดเวลา

5 ตั้งเป้าหมายว่าจะทำเพจหรือเว็บจนมีคนติดตาม

ใน 5 ข้อนี้คือสิ่งที่จะทำให้เราคิด Content ออก ลองทำทีละข้อไปเรื่อยๆ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเราก็จะได้ Content ที่ดีมีพลัง เปลี่ยนคนอ่านเป็นลูกค้าได้ไม่ยากเลย

ห่านกับไข่ทองคำ

IMG_5663

นิทาน ห่านกับไข่ทองคำ

มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงห่านไว้ในฟาร์ม  แล้ววันหนึ่ง ห่านก็ออกไข่เป็นทองคำ  ชาวนาดีใจมาก นำไข่ทองคำออกไปขายได้เงินมหาศาล   แต่ละวันที่ผ่านไป ห่านก็ออกไข่ทองคำให้ทุกวัน วันละใบ  ชาวนาก็เก็บไข่ทองคำไปขายทุกวัน จนร่ำรวยเป็นเศรษฐี 

ต่อมาชาวนาอยากได้ไข่ทองคำจำนวนมาก จึงมีความคิดว่าจะผ่าท้องห่านเพื่อเอาไข่ออกมาเยอะๆ  เมื่อผ่าท้องห่าน ก็ปรากฏว่า ในท้องไม่มีไข่ทองคำเลย  ผลก็คือห่านตาย  และไม่มีห่านที่ออกไข่ทองคำให้ชาวนาอีกเลย  สุดท้ายชาวนาก็ไม่มีทองคำเพิ่มอย่างที่ต้องการ และสูญเสียห่านที่สร้างความร่ำรวยไปด้วย  ในที่สุด ชาวนาก็ใช้เงินหมดลง และกลับไปเป็นชาวนายากจนเหมือนเดิม

ถ้าเราเป็นชาวนา  เราจะปฏิบัติตัวอย่างไร  ถ้าเราอยากให้ห่านออกไข่ทองคำให้เราทุกวัน  เราก็ต้องดูแลห่านของเราอย่างดี  หาอาหารให้กิน  ป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดกับห่านของเรา  เราจะต้องทำทุกอย่างให้ห่านแข็งแรงที่สุดเพื่อให้ทำหน้าที่ออกไข่ทองคำให้กับเรา  เพื่อให้วันพรุ่งนี้มีไข่ทองคำ

ชีวิตคนเรามีห่านและไข่ทองคำอยู่กับเราตลอดเวลา  ตัวเราที่มีความสามารถ จะสามารถประกอบอาชีพที่ดี และให้รายได้ที่ดีที่จะใช้ดำรงชีวิตได้ ตัวเราวันนี้คือห่าน   ส่วนตัวเราในอนาคตคือไข่ทองคำ   สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้คือ ดูแลตัวเราในวันนี้อย่างดี  หาอาหารให้ตัวเองอย่างเพียงพอ ทั้งอาหารร่างกายและอาหารสมอง หาความรู้เพื่อเสริมสร้างตัวเราในวันนี้  เพื่อให้ตัวเราในอนาคตเป็นคนเก่งมีความสามารถ เป็นไข่ทองคำที่สร้างความมั่งคั่งได้

หากวันนี้เราไม่ดูแลตัวเอง  ไม่หาความรู้เพิ่ม ก็เหมือนเราไม่ดูแลห่าน  วันต่อไปก็จะไม่มีไข่ทองคำ  ตัวเราในอนาคตก็จะไม่มีความสามารถอย่างที่เราอยากเป็น  ดังนั้น ตัวเรา สมองเรา จิตใจของเรา ต้องดูแลอย่างดี  และหาอาหารที่ดีให้ร่างกาย หาอาหารที่ดีให้สมองซึ่งก็คือความรู้ต่างๆ  เพราะเราทุกคนเป็นห่านทองคำให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อต้องไปประชุมวงใหญ่

IMG_7333

การประชุมทางธุรกิจ เราจะเรียกว่าการทำ networking ส่วนมากจะมีวัตถุประสงค์ของการประชุม และส่วนมากยิ่งกว่านั้นคือเป็นการประชุมเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ดังนั้นเมื่อเรารู้ตัวว่าเราจะไปร่วมประชุมในกลุ่มใหญ่ จำนวนคนเข้าประชุมหลายสิบหรือหลายร้อยคน สิ่งที่เราควรจะทำก่อนไปประชุมคือ ถามตัวเองว่าธุรกิจของเราในปีนี้ ต้องการอะไร ต้องการลูกค้า หรือ ต้องการดีลเลอร์ หรือต้องการซัพพลายเออร์ เมื่อได้คำตอบในใจแล้ว เราก็พร้อมจะเข้าสู่การประชุม

เมื่อไปถึงที่ประชุมโดยเรามีเป้าหมายในใจแล้วว่าเราต้องการรู้จักใครเป็นพิเศษ ให้เราเดินหน้าทำความรู้จักทันทีกับทุกคนที่เราพบ โดยถามให้ชัดว่าเขาคือใคร อาชีพอะไร และจัดกลุ่มให้เขาเป็นกลุ่มดังนี้
กลุ่ม A คือเป้าหมายที่ตรงใจเรา

กลุ่ม B คือน่าสนใจ และอาจจะกลายเป็น A ได้

กลุ่ม C คือ ไม่ตรงเป้า ยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

ถ้าเขาเป็นกลุ่ม A  เป็นคนที่คาดว่าจะตรงเป้าหมายในใจ มีโอกาสช่วยเหลือทางธุรกิจต่อกันได้ อย่าทำแค่แลกนามบัตรแล้วบอกว่าจะโทรหา สิ่งที่เราควรทำก็คือ แสดงเจตนาว่าเราขอพบเขาในเวลาหลังจากนี้ เพื่อที่จะพูดคุยในรายละเอียด จากนั้นให้เราจดโน้ตต่อหน้าเขาเลยว่าเราขอจองเวลาของเขา มีปฏิทินก็หยิบมาเขียน มีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเบล็ตก็หยิบมาคีย์ข้อมูลลงนัดหมายทันที จะอีกสามวันหรืออีกห้าวันหลังจากนี้ก็ให้กำหนดไปเลย ถ้าคู่สนทนาของเราเห็นด้วยว่าควรจะคุยรายละเอียดกันเพื่อพัฒนาธุรกิจซึ่งกันและกัน เขาจะยินยอมให้นัดหมายอย่างแน่นอน

ถ้าเขาเป็น กลุ่ม B  เป็นคนที่น่าสนใจ และน่าจะมีอะไรบางอย่างเชื่อมโยงกันได้ในอนาคต ให้แลกนามบัตรกันแล้ว แล้วขอบคุณและขอตัวแยกออกไปคุยกับคนอื่นต่อ โดยเราสามารถจะติดต่อภายหลังด้วยการส่งข้อความ ส่งอีเมล หรือไลน์ ไปทักทายในภายหลัง

ถ้าเขาเป็น กลุ่ม C  อย่าเสียเวลาคุยนาน ให้ขอบคุณและขอตัวอย่างสุภาพ อาจจะรู้สึกว่ามันห้วนและสั้นไปหน่อย แต่ไม่ต้องคิดมาก วิธีนี้สุภาพเพียงพอแล้วสำหรับการจบบทสนทนา

เราจะออกจากงานประชุมแบบมีนัดกลุ่ม A ที่ต้องพบกันในเร็ววัน เราจะมีกลุ่ม B ที่เราจะส่งข้อความไปขอบคุณ เพียงเท่านี้เราก็จะถือว่าเราได้ใช้ประโยชน์จากการประชุมวงใหญ่อย่างคุ้มค่าคุ้มเวลา

การตลาดแบบบอกต่อต้องมี Visibility

การที่ใครคนหนึ่งตัดสินใจเลือกใช้บริการสักอย่างจะเกิดจากการที่เขาไม่ลืมเรา เช่น เดี๋ยวจะไปกินอาหารมื้อเย็น  ถ้าให้ลองบอกชื่อร้านอาหารที่อยากไปกันมาคนละ2 ร้าน เราก็คงนึกชื่อที่เราคุ้นเคย บางคนบอกชื่อของร้านอาหารญี่ปุ่น  บางคนบอกชื่อของร้านสุกี้  ทั้งๆที่ตลอดชีวิตของเรา  เราแวะกินร้านอาหารมากันคนละหลายสิบร้าน บางคนกินมาแล้วเกือบทุกร้านในห้าง  แต่ตอนที่เรานึกเร็วๆ ก็จะนึกออกได้แค่ไม่กี่ร้าน นั่นเป็นเพราะว่าเราลืมร้านอื่น  ไม่ใช่ร้านอื่นไม่อร่อย  แต่เราแค่ลืม

pexels-andrea-piacquadio-3764496

ในทำนองเดียวกัน  การบอกต่อหรือการแนะนำงานที่นักธุรกิจบางคนจะเรียกว่าการให้ Referral ก็เป็นการกระทำที่อยู่บนความไม่ลืม หรือ ความจำได้  การรับรู้ว่ามีใครสักคนทำงานนี้ได้  ทำให้เกิดการตัดสินใจบอกต่อ  การทำให้ผู้คนไม่ลืมบริษัทของเรา  ก็คือการทำให้เกิด visibility  มันคือการทำให้ผู้คนรับรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้  ให้บริการอยู่ตรงนี้  การมีตัวตนในใจลูกค้า หรือในใจผู้บอกต่อจะทำให้การบอกต่อเกิดขึ้น  และนำไปสู่การได้ธุรกิจหรือได้ยอดขาย

ตัวตนของเราในกลุ่ม networking หรือในกลุ่มเพื่อน  เพื่อนไม่ว่าจะกลุ่มไหนก็ลืมเหมือนกันถ้าไม่ได้เจอกับเราเป็นเวลานาน  ตั้งแต่เรียนจบจนมีครอบครัวถ้าไม่เคยเจอกันเลยรับรองว่าลืม และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครทำอาชีพอะไร   สมมุตถ้าเราจะซื้อประกันชีวิต  เรานึกออกไหมว่ามีใครในกลุ่มเพื่อนที่เคยเรียนที่เดียวกันจะมีอาชีพขายประกันบ้าง  แน่นอนว่าคงมีหลายคนจากหลายร้อยคนที่เรารู้จัก  แต่เราก็จะนึกถึงเพียงบางคน  นั่นก็เป็นเพราะบังเอิญเรานึกออกแค่เขา  หรือแม้แต่จะซ่อมแซมต่อเติมบ้าน  เราก็ไม่รู้จะเรียกใคร ทั้งที่เพื่อนในชีวิตที่เคยเรียนที่เดียวกับเราอาจจะมีบางคนทำงานสร้างและต่อเติมบ้านอยู่แล้ว  แต่เราก็ลืมเขา บางทีก็เป็นเพราะเราไม่รู้ข่าวของเพื่อนครบทุกคน  เลยไม่รู้ว่าใครทำอาชีพอะไร

การเพิ่ม visibility คือการทำบางสิ่งเพื่อทำให้เพื่อนไม่ลืมเรา  ทำเพื่อให้คู่ค้าหรือพันธมิตรธุรกิจไม่ลืมเรา  ทำเพื่อให้ลูกค้าไม่ลืมเรา  เพื่อนในกลุ่ม networking ไม่ลืมเรา นี่จึงเป็นเหตุผลที่กลุ่มธุรกิจบางกลุ่มถึงนัดพบกันทุกสัปดาห์และในการประชุมก็จะมาพูดว่าเราคือใคร ทำอาชีพอะไร ชอบลูกค้าแบบไหน และมองหาอะไร อย่างสม่ำเสมอ ทำซ้ำๆตลอดปี  มันเป็นการเพิ่มการรับรู้ที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะพูดซ้ำตลอดปี  

หากเราเห็นว่าการมีตัวตน หรือการถูกจำได้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจ สิ่งต่อไปนี้คือสิ่งที่จะช่วยเพิ่ม visibility ให้กับเรา ต่อเพื่อนทุกกลุ่ม  ทุกสังคม  ที่เราอยู่ด้วย  เราลองอ่านไปทีละข้อแล้วเลือกทำบางข้อที่เราสะดวกจะทำ  ยิ่งทำมากยิ่งดี  ทำบางข้อก็ดีกว่าไม่ทำ ลองไปดูกัน

pexels-christina-morillo-1181406

1 เข้าร่วมกิจกรรมการประชุมหรือ ร่วมงาน networking ต่างๆที่เราสามารถเข้าได้  ทั้งการประชุมในอาชีพแบบเดียวกัน  หรือ งานแสดงสินค้า  งานโชว์ หรือการประชุมศิษย์เก่า และไม่ลืมที่จะติดนามบัตรของเราไปด้วย  เพราะเราไปร่วมงานในโหมดการแสดงตัวตน  ไปปรากฏตัวให้ผู้คนรับรู้ถึงตัวเรา

2 เข้าร่วมกับสภาอุตสาหกรรม สมาคมวิชาชีพเดียวกับคุณ  ไปร่วมประชุม สัมมนา หรือลงเวิร์คช็อป เพื่อไปหาเพื่อนใหม่ ทำความรู้จักกับคนในแวดวงเดียวกัน เพื่อขยายคอนเน็คชั่น  คนกลุ่มนี้จะเข้าใจอาชีพของเราได้ง่าย  บางทีเราอาจจะได้ซัพพลายเออร์  หรือ ได้เพื่อนร่วมอาชีพที่ช่วยเป็นแบ็คอัพให้ธุรกิจเราได้  อย่าเพิ่งคิดว่าเขาอาชีพเดียวกับเราแล้วจะแย่งลูกค้ากัน  ส่วนมากที่พบจะเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาให้เราเสียมากกว่า คือ มีข้อดีมากกว่าข้อเสียในการรู้จักคนอาชีพเดียวกันหรืออาชีพใกล้เคียงกัน

pexels-eva-bronzini-6956316

3 สร้างตัวตนในฝั่งออนไลน์หรือบนอินเทอเน็ต  เริ่มด้วยการมีเว็บไซต์จะเป็นแบบส่วนตัวหรือของบริษัทก็ได้  มีโซเชียลเน็ตเวิร์คประจำตัว  การมีโพรไฟล์ในอินเทอเน็ตจะทำให้มีคนเห็นเราเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยเท่า  และเราควรต้องอัพเดทข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ โพสท์เนื้อหาที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ หรือเล่าเรื่องของตัวเราอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญของเรา  พยายามเขียน story หรือเรื่องเล่า ยาวบ้าง สั้นบ้าง แล้วส่งเข้าโซเชียลเน็ตเวิร์คทุกตัวที่เราใช้งาน

4 สร้างแบรนด์ประจำตัวเราให้ชัดเจน  สื่อสารเรื่องราวที่มีคุณค่า นำเสนอความสามารถในทางบวกของเราออกสู่โลก  แสดงให้เห็นว่าเรามีความเชี่ยวชาญเรื่องอะไร  เล่าเรื่องวิธีการแก้ปัญหาให้ลูกค้าโดยอาศัยความชำนาญของเรา  วางตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญและทำตัวให้น่าเชื่อถือ ทุกอาชีพมีเรื่องเล่ามีความน่ารู้ที่คนอาชีพอื่นไม่รู้แน่นอน  หรือแม้แต่การโพสท์โชว์ว่าเราไปทำงานอะไรในแต่ละวันก็เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างการรับรู้ได้ดีมาก  บางคนแค่โพสท์ว่าไปส่งของให้โครงการก่อสร้าง ส่งของทุกวันก็โพสท์ทุกวัน คนที่เห็นก็จะจำได้ว่า คนโพสท์อาชีพอะไร ถึงวันที่จะใช้ของเดี๋ยวเขาก็จะถามกลับมาเอง

5 มองหาโอกาสที่จะช่วยเหลือผู้อื่น  แบ่งปันข้อมูลหรือทรัพยากรของเราที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ให้คำแนะนำหรือข้อมูลในเชิงลึก  อธิบายความรู้ทางเทคนิคถ้ามีโอกาส  การให้ความช่วยเหลือผู้อื่นในรูปแบบต่างๆจะเพิ่มการรับรู้ให้คนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ  และไม่ลืมที่จะบันทึกเป็นเรื่องเล่าว่าเราช่วยเหลือคนอื่นอย่างไร   ทั้งหมดจะช่วยทำให้การมีตัวตนภายในเแวดวงหรือกลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มนักธุรกิจของคุณเด่นชัดมากยิ่งขึ้น

6 หาโอกาสขึ้นพูดในบนเวที พูดในงานสัมมนา หรือแม้แต่การพูดในห้องประชุม  การพูดจะทำให้คนรู้จักคุณดีขึ้น  การแบ่งปันความรู้บนเวทีจะทำให้ผู้คนรับรู้ในความเชี่ยวชาญ  สร้างความน่าเชื่อถือได้สูงมาก ยิ่งอธิบายความรู้เชิงลึกในอาชีพของคุณได้ยิ่งทำให้ผู้คนให้ความเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อย่ากลัวที่จะแสดงออก  แม้ว่าครั้งแรกๆจะทำได้ไม่ดี ไม่มั่นใจ  แต่ให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า การได้รับเกียรติให้พูดบนเวทีในเรื่องราวอาชีพของเรา  นั่นเป็นเพราะเรามีความสามารถมากพอ เชี่ยวชาญในอาชีพของเรามากพอ  จนสามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้  และยิ่งทำซ้ำ พูดซ้ำ จะยิ่งพูดได้ดีขึ้น จนในที่สุดจะไม่มีคำว่า ตื่นเวทีอีกเลย

pexels-andrea-piacquadio-3831888

7 ลองทำงานร่วมกับผู้อื่น  สร้างทีมทำโปรเจ็คใหม่ร่วมกัน  รวมศักยภาพของเรากับของเพื่อนเพื่อสร้างงานใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ถ่ายเทลูกค้าซึ่งกันและกัน  วิธีนี้จะได้รับการมองเห็นเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วเพราะเราจะได้ไปปรากฏตัวในแวดวงของเพื่อน  ขณะที่เพื่อนก็จะได้มาแสดงตัวในแวดวงของเรา ในภาษาทางธุรกิจบางองค์กรจะเรียกว่าการสร้างเพาเวอร์ทีมหรือ Powerteam

8 ติดตามเพื่อนใหม่เพื่อความต่อเนื่อง  หลังจากกิจกรรมเครือข่ายหรือการประชุม เราจะได้พบคนใหม่ รู้จักเพื่อนใหม่ ให้ติดตามผลกับทุกคนที่คุณเคยพบ  อาจจะทำโดยการส่งข้อความหรืออีเมลไปทักทาย  ถ้าคุณเป็นเจ้าภาพและเพื่อนใหม่มาเป็นแขกก็ให้ส่งคำขอบคุณในวันถัดมาหลังจากได้พบ  จะดีมากถ้าเราเพิ่มคนใหม่เป็นเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์คด้วย  จะทำให้เขารับรู้ถึงตัวตนของเรามากยิ่งขึ้น และถ้าเป็นไปได้ให้วางแผนนัดพบกันในครั้งถัดไปทันทีภายในเวลาไม่เกิน 2เดือน ถ้าเพื่อนใหม่เป็นคนที่น่าจะมีโอกาสส่งต่อธุรกิจซึ่งกันและกัน

9 เข้าร่วมการพบปะหรือร่วมประชุมด้วยความรู้สึกที่คึกคัก กระตือรือร้น  มีสมาธิในการ ฟัง ถาม ตอบ  มีส่วนร่วมในการประชุมอย่างเต็มที่  อยู่กับปัจจุบัน ใช้เวลาในห้องประชุมอย่างคุ้มค่า  ไม่ฟังอย่างขอไปที  เพราะทุกสิ่งที่กล่าวมาจะช่วยเพิ่มการมองเห็นและความน่าเชื่อถือของคุณ

10 ใช้ประโยชน์จากการรีวิวของลูกค้า เราอาจจะขอให้ลูกค้าเขียนบทความสั้นๆเพื่อชื่นชมการบริการของเราหากลูกค้ารู้สึกพอใจ  และนำรีวิวเหล่านี้ไปแสดงบนเว็บไซต์หรือโพสท์ในโซเชียลเน็ทเวิร์คของเรา  การชื่นชมคุณภาพการทำงาน  เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในการสื่อสารแบบปากต่อปาก  และจะทำให้การรับรู้ของเราต่อคนอื่นเป็นไปในทิศทางที่เพิ่มขึ้นและเป็นบวก  และสุดท้ายจะพาโอกาสที่ดีเข้ามาหาเราได้แน่นอน

โปรดจำไว้ว่าการสร้างการรับรู้ในภาคธุรกิจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างเข้มข้น  และต้องมีความสม่ำเสมอเป็นพื้นฐานสำคัญ   ให้พยายามมีสมาธิกับการพัฒนาการรับรู้หรือ Visibility อย่างจริงจังเพื่อขยายธุรกิจของเรา

รวมเล่มหนังสือจากบทความที่เขียนสะสม

810837

ผมเขียน content ในบล๊อกแห่งนี้มานานเกิน 10 ปีแล้ว และมีเนื้อหาเกี่ยวกับธุรกิจบางส่วนที่เขียนสรุปย่อเอาไว้ให้อ่านพอเข้าใจ เนื้อหาเกี่ยวกับการตลาดแบบบอกต่อ ซึ่งผมก็ใช้เนื้อหานี้ในการบอกเล่าให้กับเพื่อนนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งเป็นประจำ ซึ่งพอผ่านมาหลายปี เนื้อหาก็มีหลายสิบตอน ลองเอามารวมแล้วจัดหน้าบนหน้ากระดาษ A5 ได้เกือบ 200หน้า ก็เลยรวมเป็นเล่มไปเลยดีกว่า

ปก การตลาดแบบบอกต่อ_ปกหน้า การตลาดแบบบอกต่อ

ปก การตลาดแบบบอกต่อ_ปกหลัง การตลาดแบบบอกต่อ

เมื่อคิดจะรวมเล่มก็ต้องออกแบบปก เขียนคำนำ สารบัญ ก็ใช้เวลาประมาณ 5 วันในการรวมเนื้อหา เขียนคำนำเพิ่มเติมใช้ความสามารถในการทำ Table of content ของโปรแกรม Microsoft word ช่วยสร้างสารบัญให้ ส่วนออกแบบปกหน้าและปกหลังก็ใช้โปรแกรมจัดหน้า illustrator หยุดยาว 5 วันผ่านไปก็ได้หนังสือมา 1 เล่มที่พร้อมจะแจกจ่ายเป็น e-book ซึ่งตอนนี้กำลังคิดเรื่องหาทางจัดจำหน่ายในระบบของเว็บขายหนังสือด้วย ตั้งใจว่าจะทำเป็นทั้งเวอร์ชั่น E-book และเวอร์ชั่นกระดาษ

810852

nec-301-ปรากฏตัวเพื่อเพิ่มยอดธุรกิจ

nec 301 - show up  26jul2022

ปรากฏตัวเพื่อเพิ่มยอดธุรกิจ

มีกิจกรรมบางอย่างที่เราจะต้องไปทำด้วยตัวเอง เช่นเมื่อเราจะตัดผม เราตัดทางโทรศัพท์ไม่ได้  เพราะเป็นกิจกรรมที่ต้องพาตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์  ต้องพาตัวเองไปอยู่ในกิจกรรมนั้นเพื่อให้เกิดผลลัพธ์

การประชุมกับสมาชิก bni ก็เช่นเดียวกัน การขาดประชุมไม่ใช่สิ่งที่ดี  เมื่อเราเข้าสู่การเป็นสมาชิกเพื่อขยายธุรกิจ  เราตั้งใจจะใช้เครื่องมือในการบอกต่อให้เกิดพลัง  นั่นก็คือเราต้องปรากฏตัวให้เพื่อนเห็น  เพื่อให้เพื่อนจำได้  เพื่อให้เพื่อนนึกถึงตลอดเวลา  เพื่อให้เพื่อนนึกได้ว่าต้องหางานให้เรา  ดังนั้นการมาประชุมด้วยตัวเอง มาเป็นตัวจริง เสียงจริง จึงช่วยสร้างธุรกิจได้

มีการรวบรวมสถิติของ bni ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  มีผลสรุปเอาไว้ว่า การขาดประชุมน้อยลง มีผลทำให้ยอดธุรกิจมากขึ้น  ในบางกลุ่มเมื่อลดการขาดประชุมลงไปได้ครึ่งหนึ่ง  มีผลทำให้จำนวนสมาชิกในแช็ปเตอร์เพิ่มจำนวนมากขึ้น และมีผลต่อเนื่องทำให้มี ref เพิ่มขึ้น 71%

ผลลัพธ์ในทางกลับกัน  หากสมาชิกขาดประชุมมากขึ้นเท่าตัว  ยอดธุรกิจก็ได้น้อยลงมากกว่า 50%  แม้ว่าการขาดประชุมในบางครั้งจะดูเหมือนไม่น่าจะส่งผลอะไร  แต่ตัวเลขก็ไม่เคยหลอกใคร  ข้อมูลเหล่านี้ถูกบันทึกเอาไว้และนำมาวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ  หากเราสมัครเป็นสมาชิกแล้วเราขาดประชุม นั่นก็เท่ากับว่าเรากำลังทำร้ายธุรกิจตัวเองโดยไม่รู้ตัว  เพราะถ้าแม้แต่เรายังไม่พยายามขยายธุรกิจของเราเอง แล้วเพื่อนจะขยายให้เราหรือ มันเป็นไปไม่ได้เลย

nec 301 - show up  26jul2022b

สร้างความสัมพันธ์

การสร้างความสัมพันธ์เป็นเรื่องจำเป็นในการทำธุรกิจด้วยการบอกต่อ  เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า ไม่เห็นหน้า ไม่คิดถึง ( out of sight out of mind) ประโยคนี้เป็นจริงเสมอในการประชุมทางธุรกิจ  และเป็นจริงใน bni  และเป็นจริงมากๆในการประชุมทุกสัปดาห์ของแช็ปเตอร์  เราจึงควรจะพยายามมาปรากฏตัวอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อให้เพื่อนนึกได้ว่าจะต้องหางานให้เรา  อย่าให้เพื่อนลืมหน้า ลืมธุรกิจของเรา

ความไว้ใจจะถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเราปรากฏตัวในห้องประชุม  ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญที่เก่งในอาชีพของตัวเอง  การพรีเซ้นแม้จะสั้นๆก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ เมื่อเพื่อนเห็นตัว  เมื่อเพื่อนได้ยินคำพูด looking for เพื่อนจะจำได้ว่าต้องหางานให้เรา  เราทุกคนรู้ว่าอยากได้อะไรต้องขอ  อยากขอต้องมาทำต่อหน้า ถึงจะจำได้ทั้งคนขอและคนฟัง

IMG_0170

ที่กล่าวมาทั้งหมด สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวเราเองว่าเราจะพิถีพิถันกับการขยายธุรกิจของเรามากเพียงใด  จะเลือกขาดประชุมแล้วไม่มีผลลัพธ์ หรือ จะมาประชุมด้วยความมุ่งมั่นแล้วบอก looking for ซ้ำๆ ชัดๆ   เพื่อให้เกิด referral ที่ตรงกับความต้องการของเราเอง