รีวิวเลนส์ Canon EF 40F2.8

เลนส์ Canon EF 40 F2.8 เป็นเลนส์ฟิกซ์ทางยาวโฟกัส 40มม ที่เปิดตัวในปี คศ 2012 เป็นเลนส์ขนาดกระทัดรัดมาก บางคนจะเรียกว่าเป็นเลนส์แพนเค้ก มีจุดเด่นตรงความเล็ก เบา ใช้มอเตอร์โฟกัสชนิด STM ซึ่งจะมีข้อดีในแง่ของการหมุนที่ราบลื่น เสียงเบา เจตนาให้ใช้งานกับระบบวิดีโอแล้วสามารถปรับโฟกัสได้ลื่นไหลไม่สะดุด ไม่กระชาก ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในงานวิดีโอ

20260305180313_IMG_4849

เลนส์ตัวนี้ยังเหมาะสำหรับใช้เป็นเลนส์ถ่ายภาพนิ่ง มันสามารถใช้งานร่วมกับกล้อง DSLR และ กล้อง SLR ใช้ฟิล์ม ของค่าย Canon ได้เกือบทุกรุ่น เพราะเม้าท์ EF ถูกใช้เป็นเม้าท์ถ่ายภาพหลักของ Canon มาตั้งแต่ปี คศ 1988 แม้ในปัจจุบันกล้อง Canon จะใช้เม้าท์ RF กันหมดแล้วแต่ก็ยังคงนำเลนส์เก่ามาใช้กับกล้องใหม่ผ่าน Adapter ได้

IMG_5003

เลนส์ทางยาวโฟกัส 40mm มีมุมรับภาพความกว้างกว่าเลนส์ 50mm เล็กน้อย นักถ่ายภาพบางคนให้ความเห็นว่ามันใกล้เคียงการมองเห็นของตาคนมากกว่าเลนส์ 50mm ขณะที่ 50mm เป็นทางยาวโฟกัสที่เป็นมาตรฐานของกล้องมายาวนานและเป็นเลนส์ที่ทำให้ราคาต่ำได้ง่ายกว่าเลนส์ระยะอื่นๆ ขณะที่นักถ่ายภาพแนวสตรีทหรือแนวสารคดีบางคนก็ชอบใช้งานเลนส์ 35mm เลนส์ทางยาวโฟกัส 35mm ได้รับความนิยมมาก มีหลายบริษัททำเลนส์ 35mm ออกมาขายในหลายราคา พวกที่ราคาสูงลิบก็มี ส่วนระยะ 40mm แทบไม่มีใครสนใจ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูกล้องบางค่าย บริษัทที่ทำเลนส์ได้สวยที่สุดอย่าง Leica ก็ทำกล้องคอมแพ็คฟิล์มคุณภาพสูงออกมาอย่าง leica minilux ซึ่งใช้เลนส์ติดกล้องเป็น 40mm f2.4 เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หรือแม้แต่กล้องดิจิทัลยุคใหม่อย่าง Ricoh GR III ก็มีเลนส์เทียบเท่า 40mm ติดกล้องมาขายเป็นทางเลือก และราคาขายก็ไม่ต่ำเลย ราคารีเซล หรือราคามือสองขึ้นแรงมาก บางช่วงเวลาราคาแพงกว่าของใหม่เสียด้วย คนอยากได้ก็จำเป็นต้องหาซื้อมือสองเพราะมือหนึ่งทำไม่ทันขาย

IMG_4983

ลองติดเลนส์บนบอดี้ Canon Eos 6d สามารถทำงานได้ปกติ เล่นมีความสว่างทำให้ช่องมองภาพใส การหยิบกล้องพร้อมเลนส์ตัวนี้ออกมาถ่ายภาพเป็นเรื่องที่ทำได้สะดวก เพราะเรามองอะไรอยู่ด้วยตาเปล่าเราก็สามารถถ่ายภาพสิ่งนั้นได้ด้วยเลนส์ 40mm โดยไม่ต้องถอย หรือ ไม่ต้องเดินเข้าไปใกล้ๆ ปรับรูรับแสงเป็น f2.8 แล้วถ่ายสิ่งที่เราสนใจ เราจะได้จุดที่ชัดตามที่เล็งโฟกัส และมีฉากหลังที่เบลอเล็กน้อย มันเป็นปริมาณความเบลอที่ทำให้ภาพดูสวยและสมบูรณ์ขึ้น เรายังรู้ว่าเหตุการ์ณแวดล้อมสิ่งที่เราถ่ายอยู่นั้นเป็นอย่างไร ถ้าถ่ายติดวิวสถานที่เราก็รู้ว่าที่ไหน

การใช้เลนส์ EF 40mm บนกล้อง Canon Eos RP จะทำให้เราได้ใช้จุดเด่นของมอเตอร์ STM ภายในเลนส์ เพราะ RP สามารถถ่ายคลิปวิดีโอแล้วโฟกัสติดตามวัตถุได้อย่างนุ่มนวล แตกต่างจากการใช้เลนส์ EF ที่มีมอเตอร์ usmอยู่ภายใน usm โฟกัสเร็วแต่เลนส์เคลื่อนตัวแบบกระชาก ทำให้ไม่เหมาะกับการถ่ายวิดีโอ

IMG_4355~2

การถ่ายภาพนิ่งด้วยเลนศ์ 40mm เมื่อเลือกใช้รูรับแสง f2.8 เราจะได้จุดที่ชัดตามที่เราต้องการ ฉากหลังที่ไกลออกไปจะมีความเบลอเล็กน้อย และค่อยๆเพิ่มขึ้น แต่ไม่ละลายจนดูไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ซึ่งบุคลิกของภาพแนวนี้จะเหมาะกับการเล่าเรื่อง เหมาะกับภาพข่าว สารคดี และยิ่งถ้าเราใช้ร่วมก้บบอดี้กล้องถ่ายภาพที่มีความสามารถในการโฟกัสใบหน้าหรือดวงตา จุดโฟกัสก็จะยิ่งชัดและแทบจะไม่มีภาพเสียเลย

IMG_4347

การเดินดูสิ่งของแล้วรู้สึกสนใจ เราก็สามารถยกล้องพร้อมเลนส์ 40mm ขึ้นมาถ่ายได้เลย ระยะยืนและระยะห่างจากวัตถุแทบจะไม่ต้องเปลี่ยน เรามองเห็นอะไรเราก็ยกเลนส์ขึ้นถ่ายเราจะได้ภาพใกล้เคียงกับสิ่งที่มองเห็นอย่างมาก นั่นทำให้เราสามารถบันทึกเหตุการณ์ได้รวดเร็วมาก เหมาะกับการถ่ายภาพแนวสตรีท หรือแนวสารคดีที่เน้นความสมจริง

IMG_4266

เมื่อใช้งานในที่ร่ม สภาพแสงไม่มาก เลนส์รูรับแสง f2.8 กับกล้องที่ตั้งค่า iso auto หรือปรับความไวแสงอัตโนมัติ กล้องจะใช้รูรับแสงกว้างที่สุดและเลือกความไวชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้ โอกาสได้ภาพคุณภาพดีจะสูง

สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดกับการใช้งานเลนส์ตัวนี้ก็คือไม่ต้องใช้ฟิลเตอร์ ทำให้ได้คุณภาพสูงสุดของเลนส์ เนื่องจากค่าตัวของเลนส์ถูกมาก เพราะเป็นของมือสอง และปกติเราก็มักจะหาฟิลเตอร์มาปิดหน้าเลนส์เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน ให้ฟิลเตอร์พังดีกว่าเลนส์พัง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเลนส์ราคาแพง แต่เลนส์ตัวนี้ได้มาถูกมาก ราคาฟิลเตอร์ที่คุณภาพสูงก็มักแพงกว่า ทำให้เราไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ฟิลเตอร์เลย หากโชคร้ายเลนส์ไปกระทบกระแทกแล้วเกิดรอยหน้าเลนส์ ก็แค่ซื้อใหม่ หามือสองตัวใหม่ก็ได้ ข้อดีของการไม่ใส่ฟิลเตอร์คือภาพจะใสมาก ไม่มีฟิลเตอร์มาบังเลนส์ เคยมีคนกล่าวไว้ว่า best filter in no filter ฟิลเตอร์ที่ดีที่สุดคือการไม่ใช่ฟิลเตอร์ ข้อนี้จริงที่สุด

IMG_3962

ข้อดี

เลนส์มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา

ระยะโฟกัสใกล้สุดทำได้ค่อนข้างใกล้แต่ยังไม่ถึงระดับใกล้มากแบบเลนส์มาโคร

หน้าเลนส์ใช้ฟิลเตอร์ขนาด 52mm

ถ่ายวิดีโอมีการโฟกัสที่นุ่มนวลไม่กระชาก

ให้ภาพเหมือนตาเห็น

ได้มาในราคามือสอง

ข้อเสีย

เล่นฟิกซ์

รูรับแสงกว้างสุดแค่ f2.8 อยากให้รูรับแสงกว้างกว่านี้

ไม่มีระบบกันสั่น หรือ IS

ฉากหลังยังไม่เบลอแบบละลาย

dpp-IMG_3873
IMG_4992
IMG_3912
IMG_3735
dpp-IMG_3852
IMG_3815
IMG_3887
IMG_4766
IMG_3757
IMG_4725
IMG_5444

สรุป

เลนส์ Canon EF 40mm f2.8 เป็นเลนส์ที่ออกแบบมาให้ใช้กับกล้อง DSLR และกล้องฟิล์ม SLR ของ Canon ได้ทั้งหมด และยังสามารถใช้กับกล้องรุ่นใหม่ที่ใช้เม้าท์ R ผ่าน adapter ได้ด้วย ลักษณะภาพจะมีความใกล้เคียงกับการมองด้วยตาเปล่า เห็นอะไรถ่ายได้อย่างนั้น ทำให้เราจะต้องมองหาองค์ประกอบภาพที่ดีจริงๆเพื่อถ่ายภาพด้วยเลนส์ตัวนี้ ในปัจจุบันเลนส์ตัวนี้ไม่มีของใหม่แล้ว ต้องหาซื้อตามแหล่งขายของมือสองเท่านั้น ราคาค่าตัวอยู่ในระดับที่ถูกมาก นั่นทำให้เราไม่จำเป็นต้องใส่ฟิลเตอร์ปกป้องหน้าเลนส์ก็ยังได้และคุณภาพของภาพจะใสที่สุดจากการไม่ใส่ฟิลเตอร์ การถ่ายภาพในชีวิตประจำวันด้วยเลนส์ตัวนี้เราจะได้ลักษณะภาพที่ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบี้ยว หากใช้ถ่ายวิดีโอจะได้มุมมองเหมือนงานถ่ายละคร งานภาพแบบโทรทัศน์ บางคนอาจจะเรียกเลนส์ตัวนี้ว่าให้ภาพเหมือนเลนส์ normal มันเป็นเลนส์ที่บันทึกความจริงที่เรามองเห็น เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าเหตุการณ์หรือสิ่งของตรงหน้าน่าจะเป็นภาพที่ดีเราก็ใช้เลนส์ตัวนี้บันทึกได้เลย

IMG_5464
IMG_4811
IMG_5615 (1)

เทคโนโลยีช่วยให้ภาพถ่ายสวยขึ้น

dpp-vacation-IMG_3649

ภาพนักกีฬาฟุตบอลกำลังเดาะบอล เป็นท่าทางปกติในวงการกีฬา การถ่ายภาพกิจกรรมกีฬาเป็นเรื่องที่ปกติของการถ่ายภาพที่จะต้องพบหรือผ่านการถ่ายภาพภาพแนวนี้อยู่แล้ว กีฬามักเป็นกีฬากลางแจ้ง การตั้งค่ากล้องเพื่อถ่ายภาพกีฬาก็มักจะใช้สปีดชัตเตอร์ให้สูงระดับ 1/500 หรือ 1/1000 วินาที ขึ้นไป และในยุคฟิล์มเราก็จะใช้ฟิล์มความไวแสงสูง ร่วมกับเลนส์ที่มีความสว่างหรือรูรับแสงกว้าง และการโฟกัสก็ไม่ได้แม่นยำมาก ส่วนมากช่างภาพกีฬาจะพยายามถ่ายภาพเหตุการณ์ด้วยรูรับแสง f2.8 ให้ได้ ถ้าทำได้จริงก็จะได้ภาพที่สวยมาก แต่โดยมากแล้วภาพจะไม่ได้ดังใจ โฟกัสหลุด หน้าไม่ชัดเป็นเรื่องปกติ จึงมีการเผื่อตั้งค่าถ่ายที่ f5.6 หรือ f8 ไว้ด้วย หรือถ่ายไว้หลายๆการตั้งค่าเพื่อความชัวร์ว่าภาพจะมีความคมชัดกลับไปใช้งาน

การใช้เลนส์ที่รูรับแสงกว้างภาพจะคมชัดแค่พื้นที่เล็กๆ บางทีตาชัดแต่หัวไม่ชัด หน้าชัดแต่ไหล่และแขนไม่ชัด ภาพนักกีฬาส่วนมากจะต้องถ่ายเผื่อหลายใบเพื่อนำมาคัดว่าภาพไหนโฟกัสเข้าถึงจะนำไปใช้งาน และแทบจะไม่เคยมีการถ่ายภาพกีฬาด้วยรูรับแสงกว้างระดับ f1.4 เลย เพราะในอดีตเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะกับกล้องฟิล์ม

แต่ปัจจุบันกล้องดิจิทัลมีเทคโนโลยีการช่วยโฟกัส สามารถจับโฟกัสที่หน้า และที่ตาคนได้ ดังนั้นกล้องจะปรับโฟกัสให้ตาชัดอัตโนมัติ ถ้าเราตั้งค่ากล้องเป็น Auto iso หรือ เลือกค่า iso ให้สูงไปเลย สปีดชัตเตอร์จะสูงมาก เราก็สามารถถ่ายภาพกีฬาที่รูรับแสงกว้าง f1.4 ได้โดยที่โฟกัสไม่พลาด มีความคมชัดที่หน้าอย่างแท้จริง มันทำให้เราได้ภาพที่ต้องการ ทั้งหมดเป็นความดีความชอบของเทคโนโลยีในกล้องของยุคปัจจุบัน

Capture to start destiny

เพื่อนฝรั่งเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มต้นความสัมพันธ์กับสาวไทยคนนึงเพราะภาพที่เราถ่าย

ประมาณ 20 ปีที่แล้ว เพื่อนในกลุ่มคนนึงมีแฟนเป็นต่างชาติ และได้ตัดสินใจแต่งงานกันและย้ายไปอยู่ต่างประเทศ วันที่กลับมาเที่ยวเมืองไทยก็เลยนัดเจอกันกับแก๊งค์เพื่อน กินข้าวและถ่ายรูปเล่นกันไว้

nu-paragon-22dec2007_MG_2263

ภาพนี้ถ่ายไว้ประมาณปี 2007 ที่หน้าห้างแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ช่วงเวลานั้นผมใช้กล้อง Canon eos350d เป็นกล้อง Dslr ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เป็นกล้องที่ใช้เซ็นเซอร์รับภาพขนาด Apsc จะทำให้ทางยาวโฟกัสของเลนส์เพิ่มขึ้น 1.6 เท่า เลนส์ 200mm บนกล้องตัวนี้จะเทียบได้กับเลนส์ 320mm ส่วนเลนส์ที่ใช้ในภาพนี้คือ Canon EF70-200 F2.8 L เป็นเลนส์ที่เหมาะสำหรับถ่ายภาพพอร์ตเทรตในที่โล่งกว้าง ผมติดเลนส์ตัวนี้ไปเที่ยวห้าง เลยได้ภาพนี้กลับมา การใช้เลนส์ 70-200 f2.8 ถ่ายภาพชีวิตผู้คนผมมักจะใช้รูรับแสง 2.8 หรือรูรับแสงกว้างที่สุดของเลนส์เสมอ เพื่อให้ภาพมีบุคลิกของเลนส์อย่างเต็มที่ เพราะเราซื้อเลนส์ f2.8 ด้วยเหตุผลของตัวเลข 2.8 นั่นเอง เวลาถ่ายภาพผ่านเลนส์ตัวนี้จึงใช้ f2.8 เสมอ

IMG_3865

ผ่านมายี่สิบปี ในปี 2026 เพื่อนและแฟนฝรั่งกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้ง ก็ได้นัดเจอกันเพื่อกินดื่มพูดคุย ทริปเพื่อสุขภาพเราก็นัดเจอกันในคาเฟ่สวยๆ ไม่ใช่บาร์เหล้า ในช่วงปีนี้ผมใช้กล้อง Canon EosRP ซึ่งเป็นกล้องเม้าท์เลนส์รุ่นใหม่ที่เรียกว่า R mount โดยที่ยังคงใช้เลนส์เก่าของ Canon ได้ ผ่าน EF to R adaptor และมีเลนส์ใหม่สำหรับเม้าท์ R ออกมาให้ใช้อีกมาก แต่เลนส์ที่ติดกล้องเพื่อถ่ายภาพในโพสท์นี้คือเลนส์ Canon EF40mm f2.8 ซึ่งเป็นเลนส์ฟิกซ์ตัวหนึ่งที่ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา มีรูรับแสง f2.8 ซึ่งถือว่ากว้างสำหรับการถ่ายภาพคนและบรรยากาศ ในสภาพแสงน้อยเลนส์รูรับแสงเลขน้อย หรือ รูรับแสงกว้างอย่าง f2.8 f2 f1.4 ค่าพวกนี้จะยิ่งทำให้กล้องสามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น เลนส์ 40mm เป็นช่วงทางยาวโฟกัสที่ใกล้เคียงกับการมองเห็นของตาคน หากเรายืนดูเหตุการณ์แล้วหยิบกล้องขึ้นมาเล็ง ภาพที่เห็นในช่องมองภาพ กับ ภาพจริงที่มองด้วยตาเปล่ามีลักษณะใกล้เคียงกันมาก ความเบี้ยว ความเพื้ยนต่างๆแทบไม่มี สัดส่วนความเล็กใหญ่ ของอยู่ใกล้เทียบกับของอยู่ไกล มันสอดคล้องเหมือนมองด้วยตาเปล่า มันดูดีมากสำหรับการถ่ายภาพที่ต้องการบันทึกเหตุการณ์ให้เหมือนตาเห็น ตัวเลข 40mm ไม่ใช่ตัวเลขผิดปกติ มีผู้ผลิตหลายยี่ห้อที่ทำเลนส์ 40mm ออกมาขาย และผลลัพธ์ที่ได้จากเลนส์ตัวนี้ก็ออกมาดีถูกใจ ในอดีตมีกล้องคอมแพ็คฟิล์มระดับไฮเอนด์บางตัวตัวก็ออกกล้องพร้อมเลนส์ 40mm ในทุกวันนี้ตลาดมือสองยังขายกันหลายหมื่น

ส่วนภาพที่เป็นจุดเริ่มต้นของคู่นี้เป็นภาพที่ถ่ายกันเล่นๆสนุกๆในช่วงฝึกฝน เชิญนางแบบมาถ่ายและสลับเป็นแบบกับเป็นช่างภาพถ่ายกันเองด้วย บางภาพในช่วงนั้นถูกส่งไปถึงฝรั่งคนนึง แล้วก็เป็นเรื่องอย่างที่มันเป็น

รีวิวเลนส์​nikon 16mm f2.8 fisheye

ในตอนที่หัดถ่ายภาพ การเลือกซื้อเลนส์เพื่อใช้หัดถ่ายภาพจะค่อยๆสะสมซื้อเพิ่มทีละตัว เลนส์ติดกล้องที่แถมมาก็มักจะเป็นเลนส์ซูมช่วง 35-70 28-70 28-105 24-85มม ซึ่งเลนส์ซูมเหล่านี้จะราคาไม่แพงและใช้งานได้หลากหลายตั้งแต่หัดถ่ายจนไปถึงการรับงานถ่ายภาพได้เลย เลนส์ตัวที่2 สำหรับคนหัดถ่ายหรือช่างภาพมือใหม่ก็มักจะเป็นช่วงเทเลซูม โดยมากก็จะเป็นเลนส์ 70-200 70-300 75-300มม

เลนส์ตัวที่ 3 ของช่างภาพสมัครเล่นกึ่งจริงจังจะเริ่มหาเลนส์เดี่ยวหน้าที่พิเศษ มักจะเป็นเลนส์ถ่ายพอร์ตเทรดอย่างเลนส์ 85มม. หรือ เลนส์มาโครใช้ถ่ายภาพระยะใกล้มากอย่างเลนส์ มาโคร100 หรือ 50มม. คนที่ชอบเลนส์ไวแสงก็อาจจะมีเลนส์ 50 1.4 ติดกระเป๋าอีกตัวหนึ่ง

เลนส์ fisheye จะแทบไม่อยู่ในความสนใจของช่างภาพทั่วไปเลย เพราะเป็นเลนส์ที่ให้ภาพบิดเบี้ยวเหมือนเป็นมุมมองของปลา เลยเรียกว่าเลนส์ตาปลาซึ่งก็เป็นการแปลอย่างตรงตัว fish eye เป็นเลนส์ที่ให้ความบิดโค้งของภาพสูงมาก มุมรับภาพกว้างมาก การใช้งานเลนส์ fisheye ถ่ายภาพมีคำบอกเล่าต่อๆกันมาว่าระวังถ่ายแล้วติดขาตัวเองเข้าไปในภาพด้วย ผมไม่เคยเข้าใจคำกล่าวนี้เลย จนมีโอกาสได้ใช้เลนส์ตาปลาหรือ fisheye ด้วยตัวเองจริงๆ

https://byjus.com/physics/fisheye-lens/

เลนส์ fisheye มีจุดกำเนิดมาจากนักวิทยาศาสตร์ในยุคปี คศ 1906 ที่ต้องการถ่ายภาพท้องฟ้าให้เก็บรายละเอียดทุกอย่าง มุมรับภาพจึงต้องทำได้ 180 องศา หรือเก็บภาพบนบกและท้องฟ้าทั้งหมดไว้ในภาพเดียวนั่นเอง ลักษณะภาพที่ได้จะมีขอบเขตรูปภาพเป็นวงกลม คือขอบภาพจะบิดโค้งมากๆนั่นเอง แต่กว่าจะมีการผลิตจริงก็ในอีกหลายสิบปีต่อมา และบริษัทที่ผลิตเลนส์ fisheye ขึ้นมาเป็นเจ้าแรกก็คือ nikon โดยเลนส์ fisheye ตัวแรกมีราคาถึง 27000 ดอลล่าร์ในยุคสมัยนั้นซึ่งราคาสูงมากจนไม่น่ามีใครซื้อใช้ คงมีเพียงหน่วยงานราชการที่ทำงานวิจัยท้องฟ้าและอวกาศเท่านั้นที่ซื้อไหว

ผ่านมาหลายรุ่น เลนส์ fisheye เริ่มราคาถูกลง และ nikon ก็ผลิตเลนส์แนวนี้อย่างต่อเนื่อง จนมาถึงตัวที่อยู่ในรีวิวนี้ 16mm 2.8 ais ซึ่งเป็นเลนส์แมน่วลโฟกัส ปรับระยะชัดด้วยมือ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไหร่ เพราะระยะเลนส์ที่รับภาพเป็นมุมกว้างมาก ระยะชัดลึกจะสูง

20241208124346_IMG_1225

เลนส์นิคอน fisheye 16mm f2.8 เป็นเลนส์ตาปลาที่ให้ภาพบิดโค้งมาก ถ่ายอะไรก็ดูป่องบวม มุมรับภาพประมาณ 180 องศา หน้าเลนส์มีเนื้อกระจกนูนป่องออกมาดูแล้วต้องระวังการใช้งานเป็นพิเศษ ฝาปิดหน้าเลนส์จะเป็นลักษณะฝาครอบมากกว่า ระยะโฟกัสใกล้สุดทำได้ที่ 30 เซ็นติเมตร ใส่ฟิลเตอร์หน้าเลนส์ไม่ได้ เอาเลนส์ไปเม้าส์เสียบกับกล้อง nikon FM2n ก็ดูเข้าท่าดี

20241208124416_IMG_1227
20241208124729_IMG_1236

เวลาเราจะเอาเลนส์ Fisheyes ไปถ่ายภาพอะไรก็ตามมักจะเห็นความโค้งบวมออกมา ต้องอาศัยการถือกล้องให้ตรงได้ระนาบ อาการป่องบวมจะลดลง ในการทดลองใช้จะติดเลนส์​ Fisheyes เข้ากับกล้องดิจิทัล Canon Eos 6d. ผ่านเม้าส์อแด๊ปเตอร์ Nikon to EF. บิดเลนส์ไปที่รู้รับแสงที่ต้องการใช้ ตั้งค่า iso เป็นแบบ Automatic แล้วกล้องเปิดโหมด Av โฟกัสภาพได้ก็กดบันทึกภาพเลย

IMG_1204

จุดเด่นของเลนส์​Fisheye คือเป็นเลนส์มุมกว้างมาก ถ้ายืนถ่ายภาพไม่ระวังอาจจะติดปลายเท้าเข้าไปในภาพด้วย และจุดเด่นที่ 2 คือเลนส์ตัวนี้เวลาถ่ายใกล้จะให้ภาพตัวแบบที่ดูตลก นักอ่านหลายคนอาจจะเคยเห็นภาพลูกหมาที่ถูกถ่ายภาพด้วยเลนส์ Fisheye กันมาบ้าง ซึ่งเป็นภาพที่ดูน่ารักมาก ผมก็ลองถ่ายเหมือนกันแต่แถวบ้านไม่มีหมาเลยสักตัว

IMG_1195

การถ่ายภาพมุมกว้างเป็นเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้การเก็บภาพในสถานที่ซึ่งไม่สามารถถอยหลังได้สามารถเก็บได้หมดในสิ่งที่ต้องการ เรายืนมองอะไรเห็นบ้างเราหยิบเลนส์ Fisheye ขึ้นมาถ่ายเราจะได้สิ่งนั้นอยู่ในภาพด้วย

20241201174005_IMG_1074
20241201173853_IMG_1069

เลนส์ Fisheye จะให้แนวเสาและกำแพงที่ควรจะเป็นเส้นตรงกลายเป็นบิดโค้ง ภาพสถาปัตยกรรมจะหลีกเลี่ยงยาก หากอยากแก้ความโค้งต้องแก้ด้วยซอร์แวร์ซึ่งในคอมพิวเตอร์ก็มีวิธีการแก้ไข ส่วนการถ่ายภาพวิวอื่นๆทั่วไปที่ไม่มีเส้นสายแนวดิ่งและแนวนอนมาฟ้องเราสามารถใช้การเลือกวางกล้อง จัดระดับกล้อง จัดวิธีการถือกล้อง การจัดองค์ประกอบภาพเข้ามาแก้ไขความบิดโค้งนี้ หากเราถือกล้องให้ดี ภาพที่ออกมาอาจจะเกือบเหมือนเลนส์มุมกว้างทั่วไปก็เป็นไปได้ หรือถ้าเห็นการบิดโค้งก็น้อยลงมาก

20241130161938_IMG_1054
20241130160133_IMG_1033
wtc-IMG_1346

แต่กับภาพภายในตึก ในบ้าน เสาและกำแพงชัดๆ เราจะเห็นมันโค้งป้องเหมือนลูกโป่งพองลมเลย มันให้ลักษณะภาพที่แปลกตา บางคนอาจรู้สึกสวยตื่นเต้น บางคนอาจไม่ชอบ แต่ละภาพจะมีอารมณ์ของมันเอง ภาพคนทำงานในโรงานที่ผมถ่ายมาก็ดูป่องกลม เป็นความเพี้ยนที่ผมไม่ชอบเลย แต่ความหมายของภาพกลับทำให้ผมเลือกที่จะเก็บเป็นภาพไว้ แม้จะบิดโค้งก็ตาม

20241128155707_IMG_1013

20241128155657_IMG_1012

20241128155559_IMG_1008

เลนส์ nikon 16 f2.8 fisheye เป็นเลนส์ที่ใช้งานสนุก ให้ภาพบิดโค้งแบบเต็มเฟรม จะไม่เหมือนเลนส์ตาปลาอีกหลายตัวที่ให้ให้ภาพเป็นวงกลม สามารถใช้ถ่ายวัตถุที่ต้องการเน้นให้มีความน่ามอง นำเสนอวัตถุหรือสิ่งที่อยู่กลางภาพให้โดดเด่น ผมลองเอาไปถ่ายภาพหมู่ของนักเรียนก็ให้ภาพที่น่ามอง ดูมีชีวิตชีวา

wtc-IMG_1327

เลนส์แมนวลโฟกัสของ nikon ทุกตัวจะมีตัวเลขระยะทางบนเลนส์ มีเส้นบอกระยะชัดลึกของรู้รับแสงหลายๆค่า ผมลองหมุนเลนส์ให้ระยะโฟกัสเป็น 1 เมตร แล้วก็รู้สึกว่าภาพไม่ได้ชัดที่ 1 เมตรจริงๆ ในความรู้สึกผมกลับรู้สึกว่ามันชัดที่ระยะเคลื่อนไปจาก1 เมตรเล็กน้อย แต่ผมลองบนกล้อง canon นะ ซึ่งระยะการรับภาพของเซ็นเซอร์ใน canon กับ nikon อาจอยู่คนละระยะกัน และ nikon ต่อผ่านอแด๊ปเตอร์เพื่อสวมติดกับกล้อง canon ระยะโฟกัสหรือระนาบของเซ็นเซอร์ก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปจากสเป็ค สุดท้ายผมใช้เทคนิค hyperfocus เพื่อใช้เลนส์ nikon บนกล้องcanon ไม่ได้ ต้องใช้วิธีหมุนโฟกัสแล้วดูด้วยตาว่าชัดหรือยังแล้วค่อยถ่ายภาพ หากกล้องมีเทคโนโลยีช่วยการโฟกัสสำหรับเลนส์แมน่วลก็อาจจะสะดวกมากขึ้น

20241208124658_IMG_1234

สรุป
เลนส์ Nikon Fisheye 16mm f2.8 เป็นเลนส์​ตาปลา หรือ fisheye ที่ให้ภาพเต็มเฟรมกับกล้องฟิล์มซึ่งก็เท่ากับให้ภาพเต็มเฟรมกับกล้อง Full frame ด้วย ถ่ายภาพวัตถุระยะใกล้จะให้วัตถุขนาดใหญ่และผลักให้ฉากหลังเล็กลง การใช้ถ่ายภาพตึก อาคาร หรือ ภาพที่มีเสา มีเส้นสายทางสถาปัตยกรรมที่ต้องเป็นเส้นตรงจะเห็นชัดว่าให้ภาพป่อง บิดโค้ง การถ่ายถือกล้องให้ตรง มีมุมก้มเงยที่เหมาะสมจะทำให้ความบิดโค้งในภาพดูแล้วลดน้อยลงได้ การแก้ไขความโค้งของเลนส์ Fisheye จะต้องใช้ซอร์ฟแวร์ ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่สะดวกสำหรับกล้องดิจิทัล

dpp-eos6d-23dec2024-IMG_1449

dpp-eos6d-23dec2024-IMG_1440
dpp-eos6d-23dec2024-IMG_1435

รีวิวเลนส์ canon ef85 f1.8 ถูกและดีของจริง

sale-18dec2013-IMG_0091

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นนักถ่ายภาพ เราก็จะมีการถ่ายภาพหลากหลายแนว ทั้งภาพวิว ภาพสัตว์ สิ่งของ และภาพบุคคล ซึ่งสิ่งที่จะถ่ายนั้นจะนำมาซึ่งวิธีคิดและการเลือกใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเลนส์ที่จะใช้ หากเน้นไปที่การถ่ายภาพบุคคลก็จะมีเลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับการถ่ายภาพคนโดยเฉพาะ

IMG_0480

การเลือกใช้เลนส์สำหรับการถ่ายภาพบุคคล ในวงการถ่ายภาพจะใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสประมาณ 85 – 135มม. ซึ่งเลนส์ 85มม ตัวที่จะแนะนำนี้เป็นเลนส์ถ่ายภาพบุคคลราคาไม่แพง และยิ่งหากเป็นของมือสองก็ยิ่งราคาลดลงไปเหลือแค่ครึ่งราคา นั่นคือเลนส์ canon EF85 f1.8 เลนส์สำหรับกล้อง SLR และ DSLR

IMG_20201107_213615

เลนส์ตัวนี้มีรูรับแสงกว้างสุดอยู่ที่ f1.8 ถือว่าเป็นเลนส์ไวแสงตัวหนึ่ง ทำให้การใช้งานทำได้ง่าย เหมาะกับการถ่ายภาพในที่แสงน้อย จะถ่ายภาพคนในที่ร่ม ในบ้าน ในตึก จะมีโอกาสได้ภาพจากแสงธรรมชาติหรือแสงจริงที่เกิดขึ้น เรามีโอกาสได้ภาพเหมือนตาเห็น รูรับแสงกว้างระดับ f1.8 สามารถใช้มือถือกล้องตรงๆโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ยิ่งกล้องรุ่นใหม่ๆสามารถเลือกใช้ค่าความไวแสงหรือ iso ได้สูงมากทำให้เลนส์ f1.8 ตัวนี้ยิ่งถ่ายภาพได้แทบจะทุกสภาพแสง และมุมมองของเลนส์ 85มม. ก็จะให้ภาพที่มีสัดส่วนสมจริง ความเพี้ยนต่ำ จึงนิยมใช้ถ่ายภาพบุคคลเป็นอย่างมาก และถ้าใช้ระยะถ่ายภาพตัวผู้ใหญ่ประมาณครึ่งตัว หรือภาพเด็กเล็กเต็มตัวก็จะได้ภาพที่สัดส่วนดูสมจริง ใกล้เคียงกับการมองจริง ใช้ถ่ายทอดความเที่ยงตรงของวัตถุได้

สามชุกIMG_0071

การใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างจะมีบุคลิกของภาพที่เด่นชัดในด้านระยะชัดที่ไม่มาก หรือชัดตื้นนั่นเอง การถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอมักทำให้ภาพถ่ายดูสวยงาม ตัวแบบที่เป็นจุดสนใจจะชัดตามคุณภาพความคมของเลนส์ ขณะที่ฉากหลังมีความเบลอช่วยขับให้ภาพดูสวย เมื่อเราใช้ถ่ายภาพคนเราจะได้ลักษณะภาพที่ดูนุ่มนวล ภาพถ่ายแนวนี้จะเหมาะกับการถ่ายในสภาพแสงธรรมชาติ

IMG_2078

ภาพเด็กในห้องนอนก็เป็นตัวอย่างที่ดีในด้านความไวแสง ตอนกลางวันแสงในห้องนอนจะมาจากหน้าต่างที่กำแพง เราเปิดผ้าม่านให้แสงเข้าจนดูสวยงามสบายตา แล้วเราก็หยิบกล้องพร้อมเลนส์ f1.8 ขึ้นมาถ่าย เลือกใช้รูรับแสงกว้างสุดเราก็จะได้ภาพเหมือนตาเห็น พร้อมกับจุดเด่นที่เราโฟกัส และมีความเบลอของฉากหลังช่วยขับให้ตัวแบบโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

20200603174615_IMG_0500

สภาพแสงที่ทำให้ภาพจากเลนส์ 85f1.8 ให้ภาพที่สวยที่สุดในความคิดผมก็คือคือมีความสว่างแต่ไม่มีแดด อย่างการถ่ายภาพในที่ร่มหรือไม่มีแดดโดยตรงแต่ไม่มืด ภาพเด็กยืนเป็นกลุ่มนอกอาคาร เป็นสภาพแสงตอนเย็นที่ยังสว่างอยู่ สภาพแสงแบบนี้ถ้าใช้เลนส์ไวแสงมาถ่ายภาพจะได้แสงเหมือนตาเห็น และได้ความนุ่มนวลในภาพยิ่งกว่าการถ่ายตอนโดนแสงแดด

kobfa-home-IMG_0055

การถ่ายภาพภายในบ้าน จะเป็นสภาพที่ไม่มีแสงแดดอยู่แล้ว และหากบ้านมีความสว่างเพียงพอจากไฟประดับภายใน เราใช้เลนส์ไวแสงมาถ่ายเราก็จะได้ภาพที่ได้สีสันและความสว่างเหมือนตาเห็น รูรับแสงกว้างทำให้ระยะชัดมีเพียงเล็กน้อย คนที่อยู่ในจุดโฟกัสจะชัด และมีฉากหลังที่เบลอ สร้างความสวยงามให้กับภาพได้ดี 

nan28oct2014-IMG_0022

ภาพคนในสถานที่ช็อปปิ้งภายนอกอาคาร ภาพมีความสว่างแต่ไม่โดนแดดโดยตรง ภาพจะสวย ดูนุ่มนวล ใช้ถ่ายภาพผู้หญิงก็ดูสวยขึ้น ใช้ถ่ายภาพเด็กก็ดูน่ารักขึ้น และสิ่งที่เป็นบุคลิกเด่นของเลนส์ Canon เกรดโปรก็คือภาพจะมีความหวานใส สีผิวคนจะดูเด่น สีสวยมาก และเลนส์ Ef85f1.8 ตัวนี้มีคุณภาพในระดับโปรเช่นกัน

IMG_2099

นอกจากเลนส์ระยะ 85มม ที่นิยมใช้ถ่ายภาพบุคคลแล้วก็ยังมีเลนส์ซูม 70-200 มม. f2.8 ที่ใช้กับภาพคนได้ดีเช่นกัน แต่เลนส์ซูมก็ขนาดใหญ่ น้ำหนักเยอะ ทำให้การพกพาเป็นเรื่องยาก กระเป๋ากล้องที่จะใส่กล้องและเลนส์เทเลซูมก็จะต้องใหญ่และหนักยิ่งขึ้น การใช้ 85f1.8 จะได้ของเล็กน้ำหนักเบากว่ากันมาก ยิ่งกล้องเบายิ่งทำให้เราอยากพกพา จะยิ่งทำให้เรามีโอกาสได้ภาพมากยิ่งขึ้น

เลนส์ EF85f1.8 เคยมีราคาเปิดตัวเมื่อหลายปีก่อนประมาณ หมื่นกลางๆ และราคามือสองของเลนส์ตัวนี้ที่อายุการใช้งานประมาณ 5-10 ปี ก็จะอยู่ที่ประมาณ 7000-8000 บาท ถือว่าเป็นเลนส์ที่มีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ในระดับราคานี้ เพราะไม่มีของในระดับราคาหมื่นบาทที่จะให้คุณภาพของภาพที่คมชัดและไวแสงถ่ายภาพได้เหมือนตาเห็นแบบนี้ กล้องยุคใหม่พัฒนาไปสู่ระบบของ mirrorless แต่เลนส์ยุคเก่าก็ยังถูกใช้งานได้เรื่อยๆ ใช้ได้กับกล้องเก่า และกล้องใหม่ผ่านตัวแปลงเม้าส์เลนส์ คนใช้กล้อง Canon ถ้าจะหาของดีราคาถูกใช้ก็แนะนำให้ซื้อ EF85f1.8 ตัวนี้ไว้ได้เลย ถูกและดีคือคำจำกัดความของมัน

การถ่ายภาพให้สวยทำอย่างไร

ในปัจจุบันที่ใครก็สามารถมีกล้องถ่ายภาพได้ โทรศัพท์ใหม่ๆทุกเครื่องก็มีกล้องถ่ายภาพติดมาด้วย สมาร์ทโฟนที่ใช้สื่อสารกับอินเทอเน็ตก็มีกล้องคุณภาพดีมาให้แล้ว กล้องถ่ายภาพโดยเฉพาะสำหรับมือสมัครเล่น และมืออาชีพก็มีราคาเริ่มต้นไม่แพง ยิ่งหากหาของมือสองมาใช้ก็ยิ่งราคาต่ำ ยุคนี้เครื่องมือคือสิ่งที่นักถ่ายภาพแทบจะไม่ต้องไปสนใจเรื่องสเป็คและคุณภาพอุปกรณ์อีกแล้ว

การถ่ายภาพให้สวยก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้น แต่มันก็มีหลักการนิดเดียวที่สามารถนำไปหัดใช้ได้ ผมขอให้แนวคิดเอาไว้ ถ้าเห็นด้วยก็ทดลองฝึกฝนดู “การถ่ายภาพให้สวยเกิดจากการที่เราผ่านการถ่ายแบบไม่สวยไปแล้ว” ให้ลองดูตัวอย่างภาพต่อไปนี้

IMG_6418
ภาพนี้คือต้นตำลึกที่ขึ้นมาเกาะต้นไม้ใหญ่ ใบอ่อนสีเขียวโดนแสงแดดส่อง ช่างภาพมองเห็นก็พอรู้ด้วยประสบการณ์ว่ามุมที่สวยน่าจะถ่ายย้อนแสง แสงแดดที่กระทบใบตำลึงจะทำให้ใบเรืองแสง ฉากหลังที่ไม่โดนแสงจะสีเข้ม ทำให้ใบไม้ยิ่งเด่นขึ้นไปอีก ภาพนี้ถือว่าเป็นภาพสวยสำหรับผมแล้ว ดังนั้น ก่อนจะมาเป็นภาพนี้ จะให้ดูว่าผ่านภาพแบบไหนมาบ้าง

เริ่มจากเดินออกมาที่หน้าบ้านแล้วก็พบว่า ต้นไม้ใหญ่มีใบไม้เกาะอยู่ และมีแดดส่องพอดี และคิดจบในหัวแล้วว่าเราจะต้องถ่ายภาพใบตำลึงในมุมมองที่สวยแปกตา เลยหยิบกล้องถ่ายภาพ เริ่มจากเราเห็นภาพนี้

IMG_6419

หลังจากนั้นเราก็เดินดูรอบๆสิ่งที่น่าสนใจ ผมรู้แล้วว่าผมอยากได้ภาพใบตำลึง ก็เลยเดินดูรอบๆ ไปดูหน้าหน้าก็เห็นภาพนี้

IMG_6408

กล้องในมือก็คือ eos m ติดเลนส์ kit ที่แถมมาพร้อมกับกล้อง เป็นเลนส์ซูม 18-55มม. เป็นกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ที่ราคาต่ำที่สุด และเลนส์ก็เป็นเลนส์ที่มีแต่คนถอดขายทิ้ง อัพเกรดไปเป็นตัวอื่น แต่ผมชอบเลนส์ตัวนี้เพราะมันคุณภาพพอใช้ได้ และราคาถูก ใช้แบบไม่ต้องระวัง ฟิลเตอร์คุณภาพสูงบางชิ้นยังแพงกว่าเลนส์ตัวนี้ นั่นหมายความว่าผมใช้เลนส์ตัวนี้ไม่ต้องใส่ฟิลเตอร์ที่หน้าเลนส์ก็ได้ เราจะได้คุณภาพที่สูงที่สุดจากเลนส์เพียวๆไม่ใส่ฟิลเตอร์ เพราะมีความเชื่อว่า best filter is no filter มองภาพด้วยตาเปล่าสวยกว่ามองผ่านแว่นตา ถ้าคุณไม่สายตาสั้นหรือยาวผิดปกติ

ลองถ่ายภาพใกล้เข้าไปอีกหน่อย ตัดสิ่งที่ไม่น่าสนใจในภาพด้วยการเลือกถ่ายเฉพาะต้นไม้และใบไม้ ขวดน้ำไม่ได้หยิบออกเพราะว่าสุดท้ายจะเข้าใกล้กว่านี้ เลยไม่จำเป็นต้องหยิบตอนนี้

IMG_6409

แล้วก็ขยับกล้อง พร้อมกับซูมภาพเข้าไปอีกให้เหลือแต่ต้นไม้กับใบไม้ ซึ่งก็ให้ลักษณะภาพที่ดูดีขึ้น ซึ่งภาพใบไม้เกาะต้นไม้ใหญ่แค่ภาพนี้ก็พอจะใช้นำไปเขียนบทความเกี่ยวกับใบตำลึงได้แล้ว

IMG_6410

ลองซูมเลนส์ให้ได้ภาพใหญ่ขึ้น เข้าใกล้มากขึ้นก็จะได้ภาพที่ใบตำลึงเด่นขึ้น แต่การเข้าใกล้มาก ก็จะมีผลตามมาด้วยคือระยะชัดของใบไม้ครอบคลุมไม่ครบทั้งใบ บางส่วนของใบไม่ชัด และรวมถึงมือก็อาจจะสั่นด้วยทำให้ภาพไม่คมชัด

IMG_6411

ผ่านสามภาพนี้ไปเราก็ได้ภาพที่ดูน่าสนใจขึ้นแล้ว แต่จากการที่ดูภาพมานาน และเคยถ่ายภาพต้นไม้ใบไม้มาแล้วเลยลองไปถ่ายจากด้านหลังบ้าง เพราะการถ่ายภาพย้อนแสงก็สามารถให้ภาพที่ดีได้

IMG_6413

ลองถอยออกมาอีกนิด ปรับภาพให้มีใบเรียงตัวกันแนวตั้ง ลองถ่ายมุมที่ห่างออกมาหน่อยก็พบว่าให้ภาพที่สวยขึ้น

IMG_6412

จากนั้นก็ลองเปลี่ยนไปถ่ายภาพแนวนอนบ้าง เพราะอยากจะเก็บเฉพาะใบเดียวเด่นๆไปเลย กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ก็ลองเปลี่ยนลักษณะภาพไปเรื่อยๆ และก็พบว่าภาพมุมนี้ถูกใจตัวเราที่สุด

IMG_6415

จริงๆจะหยุดแค่นี้ก็ได้ ภาพที่พอใจเราถ่ายด้วยรูรับแสง f5.6 ซึ่งเป็นระยะรูรับแสงกว้างสุดของเลนส์ที่ช่วงซูมสูงสุดของเลนส์คือ 55มม. การใช้รูรับแสงกว้างจะทำให้ระยะชัดน้อย อาจจะดีกับบางภาพ แต่ถ้าลองใช้รูรับแสงแคบลงไปหน่อยเพื่อให้ระยะชัดมากขึ้น จะได้ผลที่แตกต่างไปอีกเล็กน้อย กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ก็ลองได้เลย

IMG_6418

ภาพสุดท้ายนี้คือมุมภาพเหมือนเดิมแต่ปรับรูรับแสงให้มากขึ้นเป็น f11 ซึ่งจะทำให้มีระยะชัดมากขึ้น ฉากหลังจะไม่เบลอเท่ารูรับแสงกว้าง เราได้รายละเอียดในส่วนของใบและต้นไม้ใหญ่มากขึ้น ส่วนของลำต้นที่มีรายละเอียดปรากฏให้เห็นทำให้ภาพดูสวยกว่าเดิม ความเบลอที่ทำให้ภาพสวย กับการลดความเบลอแล้วภาพสวย เป็นสิ่งที่ต้องทดลองทำ เห็นภาพถึงจะรู้คำตอบ ดังนั้น กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ก็ทดลองไป

การถ่ายภาพให้สวยเป็นเรื่องของการค้นหา ทดลอง ประสบการณ์คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราได้ภาพสวย และภาพที่สวยจะตามมาหลังจากที่เราถ่ายภาพไม่สวยไปครบแล้ว ดังนั้น การหัดถ่ายภาพต้องถ่ายให้เยอะ ผ่านภาพไม่สวยมาให้ครบทุกแบบเราถึงจะถ่ายภาพได้สวยตามที่คาดหวัง เมื่อเจอสิ่งที่อยากถ่าย ให้ลองมองรอบๆ เดินดู มองหา ทดลองถ่าย เปลี่ยนระยะภาพ เปลี่ยนตำแหน่งที่ยืน กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ทดลองไปเรื่อยๆ จะผ่านไปร้อยรูปก็ไม่ผิด ถ้ารูปสวยจะมาเป็นรูปที่ร้อยหนึ่ง ก็แค่ถ่ายให้ผ่านร้อยภาพที่แตกต่างกัน เรียนรู้ทุกภาพที่ถ่าย เดี๋ยวก็ถึงภาพที่สวยเอง


ส่งซ่อมเลนส์ canon 24-105f4L

IMG_3054

เลนส์ canon 24-105f4L ที่ใช้งานมานานหลายปีในมือผม และอาจจะนานอีกหลายปีในมือคนอื่นก่อนหน้านี้ก็คงถึงเวลาที่มันจะโทรม และเสีย อาการเสียของเลนส์ที่พบก็คือ เมื่อถ่ายด้วยค่า f ที่มากกว่า f4 กล้องจะขึ้น error แล้วก็หยุดการทำงาน ต้องปิดแล้วเปิดใหม่ แต่ถ้าตั้งค่า f เอาไว้แค่ f4 หรือ ค่ารูรับแสงกว้างสุดของเลนส์กล้องจะทำงานปกติ ถ่ายได้ปกติ สันนิษฐานว่า การใช้รูรับแสงที่กล้องต้องสั่งให้เลนส์หรี่รูรับแสงให้แคบลงจะทำให้ระบบมีปัญหา ระบบการควบคุมรูรับแสงคงเสียหายอยู่ ก็เลยจัดการส่งไปที่ศูนย์เพื่อซ่อมแซม

20220806191710_IMG_0007

ศูนย์ canon อยู่ที่อาคารสาธรทาวเวอร์ อยู่หัวมุมสี่แยกถนนนราธิวาสตัดสาธร ที่ศูนย์แห่งนี้ในปัจจุบันมีลูกค้าแวะเวียนไปไม่มาก ไม่รู้ว่าเพราะกล้องเสื่อมความนิยม หรือ โควิดทำให้คนน้อย หรือแม้แต่โควิดทำให้กล้องไม่ค่อยถูกใช้งาน ปริมาณกล้องเสียเลนส์เสียเลยไม่เยอะ ก็ได้แต่เดาไปเรื่อย เมื่อส่งไปซ่อม ช่างก็ตรวจสอบอาการอยู่หลายวัน แล้วก็โทรกลับมาแจ้งค่าใช้จ่ายพร้อมอธิบายอาการเสีย และอธิบายราคาค่าซ่อมต่างๆ และราคานี่แหละที่ทำให้ตกใจมาก

เจ้าหน้าที่ศูนย์ canon อธิบายว่า เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์หิ้ว ไม่ได้ขายผ่านระบบของประเทศไทย ทำให้ราคาค่าบริการต่างๆต้องคิดราคาเต็ม ไม่มีส่วนลด เพราะปกติ ค่าบริการอุปกรณ์ที่ขายผ่านตัวแทนประเทศไทยจะคิดค่าบริการลดราคา 50% คิดค่าอะไหล่ลดลง 30% (ผมอาจจำผิดเพราะเขียนโพสท์นี้หลังจากรับเลนส์กลับมาใช้งานนานเป็นเดือนแล้ว) นั่นทำให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมเลนส์ครั้งนี้อยู่ที่ 8368.47 บาท ตอนที่รู้ราคาก็ตกใจพอสมควร และในวินาทีที่คุยโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ ผมก็ย้อนนึกไปถึงตอนที่ซื้อเลนส์ตัวนี้มา ผมซื้อมือสองจากร้านกล้องถ่ายภาพ โดยผมซื้อบอดี้มือหนึ่งเป็นของตัวแทนไทยมีประกันถูกต้องทุกอย่าง แต่ผมเลือกใช้เลนส์มือสองเพราะเห็นว่าราคาถูกลงไปจากราคามือหนึ่งประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะด้วยความเชื่อมั่นว่าเลนส์เกรดโปรของ canon จะทน และสามารถซ่อมได้เกือบทุกอาการ ดังนั้นผมก็เสี่ยงกับของมือสองได้ แต่ตอนที่ซื้อก็ไม่คิดว่าเลนส์จะเป็นของหิ้ว คิดว่ามันคงเป็นมือสองประกันศูนย์ ซึ่งตอนซื้อก็ไม่ได้ถามว่ามันเป็นของหิ้วหรือของประกันศูนย์

IMG_20220806_210154

กลับมาที่การสนทนากับศูนย์ canon ผมรู้ว่าราคาเลนส์ตัวนี้ที่เป็นมือสองในปัจจุบันซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 9000-12000 บาท แล้วแต่สภาพ ณ นาทีนั้้นผมลังเลอยู่ว่าจะยกเลิกการซ่อมแล้วไปซื้อมือสองใช้ดีไหม แต่คิดแล้วก็ไม่อยากเสี่ยงว่าถ้าซื้อมือสองมาแล้วจะมาเจออาการเสียแบบรูรับแสงหมดอายุแบบนี้หรือเปล่า ก็เลยตัดสินใจซ่อมในราคาตามที่แจ้ง จ่ายแปดพันกว่าบาทแล้วได้ของที่ซ่อมบำรุงเรียบร้อยกลับมาใช้น่าจะดีกว่าไปเสี่ยงกับมือสองตัวอื่นๆ

พอพ้นเรื่องราคาไปแล้ว ผมก็คุยกับเจ้าหน้าที่ต่ออีกสักพัก ถามเรื่องระยะเวลาที่ศูนย์จะสต๊อคอะไหล่ของเลนส์รุ่นต่างๆว่าจะมีให้ซ่อมไปอีกนานแค่ไหน เพราะได้ข่าวว่า canon จะเลิกผลิตกล้อง DSLR และจะทำให้เลิกผลิตเลนส์เม้าท์ EF ด้วยแน่ๆ เนื่องจากตอนนี้ canon ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาระบบกล้องและเลนส์รุ่นใหม่อย่าง Eos R พร้อมเลนส์ชนิด RF ที่เป็นเม้าท์เลนส์ชนิดใหม่แต่เพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ก็ให้ข้อมูลว่า เลนส์หลายๆตัวของ canon จะสต๊อคอะไหล่ไว้ประมาณอย่างน้อย 20 ปี นั่นหมายความว่าถ้าภายใน 20 ปี ก็น่าจะพอมีอะไหล่ให้ซ่อมได้ และยังมีเลนส์บางรุ่นอย่าง Ef 70-200L f2.8 ที่จะมีอะไหล่สต๊อคไว้ถึง 29 ปี นั่นถือว่าเป็นระยะเวลาที่นานมากสำหรับผลิตภัณฑ์สักตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าดีใจที่บริษัทพยายามดูแลช่างภาพที่ใช้อุปกรณ์เกรดโปรอย่างยาวนาน แต่ก็นับเป็นเรื่องเศร้าอีกประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมอยู่มานาน และกำลังจะถึงระยะเวลาที่เลนส์จะหมดเวลา 29 ปีแล้ว เพราะเลนส์ 70-200 f2.8 ถูกผลิตครั้งแรกปี คศ 1995 พอนับไป 29ปี มันก็จะไปถึงปี 2024 นั่นเอง ซึ่งมันคือเวลาอีกไม่นานแล้วหลังจากนี้

การซ่อมเลนส์ครั้งนี้ทำให้ผมเข้าใจแล้วว่าการซื้อของมือสองทำไมเราถึงต้องสอบถามว่าเป็นของประกันศูนย์หรือประกันร้าน(ของหิ้ว) เพราะมันมีผลกับการคิดราคาค่าซ่อมและค่าอะไหล่ในอนาคตนั่นเอง ต่อไปก็จะได้ระวังไม่ซื้อของประกันร้านอีก จะได้ไม่ต้องตกใจตอนส่งซ่อมเหมือนครั้งนี้

รีวิวเลนส์ canon 24-105f4 L

IMG_20220713_162126

เลนส์ canon 24-105f4 L ตัวนี้เป็นเลนส์ซูมคุณภาพสูงจากค่าย canon ที่ทำออกมาขายหลายปีแล้ว โดยปกติเลนส์เกรดสูงของ canon จะใช้คำว่า L ติดไว้ในชื่อของเลนส์ เลนส์เกรด L จะมีคุณภาพของภาพที่คมชัด ใส และปกติจะไวแสง ส่วนมากก็จะมีรูรับแสงระดับ 2.8 หรือ น้อยกว่านี้ แต่ก็มีเลนส์ L บางตัวที่รูรับแสงแคบหรือเป็นตัวเลขที่มากกว่า 2.8 อย่างเช่นเลนส์ตัวนี้ที่มีรูรับแสง f4

IMG_3052

ความใสคือจุดเด่นของเลนส์ L และช่วงซูมที่กว้างระดับ 24-105mm ก็เป็นช่วงเลนส์ที่ได้ใช้งานบ่อยในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การถ่ายภาพวิวโดยการใช้ช่วงที่เป็นมุมกว้าง การถ่ายภาพทั่วไปที่ใช้ช่วงซูม กลางๆ จนถึงถ่ายภาพบุคคลที่ใช้ช่วงเลนส์ 85 -105มม. เลนส์ตัวนี้เหมาะกับสถานการณ์ส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน และสถานการณ์ที่มักจะได้พบตอนท่องเที่ยว การมีระบบกันสั่นทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยไม่เป็นปัญหา แค่สภาพแสงในบ้านที่พอมองเห็น หรือแสงสว่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เลนส์ตัวนี้ก็บันทึกภาพเก็บแสงได้ ต่อให้ปริมาณแสงในภาพแม้จะน้อยไปกว่าที่กล่าวมาแต่ถ้าตามองเห็นมันก็มากพอสำหรับกล้องยุคใหม่ที่ตั้งค่าความไวแสงได้สูงลิบ

การใช้เลนส์ L เพื่อทำงานระยะยาวเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะนอกจากคุณภาพที่ดีมากแล้ว การบริการหลังการขายของ canon ก็ทำได้ดีน่าชื่นชม เลนส์เกรด L จะได้รับการดูแลในระบบศูนย์บริการที่ยาวนานมาก มีอะไหล่เอาไว้ซ่อมบำรุงไปอย่างน้อย 20 ปี บางรุ่นมีอะไหล่สต๊อคไว้ได้ถึง 29 ปี ตามข้อมูลที่พนักงานในศูนย์บริการได้เคยพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน และต่อให้ศูนย์จะเลิกสต๊อคอะไหล่ หรือ อะไหล่หมดจากบริษัทแล้ว โลกเราก็มีอุปกรณ์ยี่ห้อ canon ให้เราซื้อมือสอง ให้เราหาอะไหล่จากเลนส์เก่าไปได้อีกยาวนาน ใช้กันได้ตั้งแต่ลูกเกิดจนเรียนจบมหาวิทยาลัยก็เป็นไปได้

IMG_0262

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0067

IMG_0433
16:9

รีวิวเลนส์ Canon macro 100 mm

การถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายภาพทั่วไปเราจะต้องมีอุปกรณ์คือตัวกล้องและเลนส์ กล้องคอมแพ็คจะเป็นกล้องพร้อมเลนส์ที่ติดเป็นตัวเดียวกัน ถอดแยกไม่ได้ ส่วนกล้องในระดับกึ่งอาชีพหรือระดับอาชีพจะเป็นกล้องที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ซึ่งทำให้เราสามารถเลือกซื้อเลนส์ที่เหมาะสมกับงานมาใช้ได้ และเลนส์มาโครก็เป็นเลนส์ที่สำคัญตัวหนึ่งของวงการถ่ายภาพ และยี่ห้อ canon ก็มีเลนส์มาโครให้เลือกใช้หลายตัว ตัวที่อยู่ในรีวิวนี้คือตัวที่ผมใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

sale2013-IMG_0220

หลักการของเลนส์มาโครก็คือ ต้องเป็นเลนส์ที่เข้าใกล้วัตถุได้ใกล้มาก จนได้ภาพใหญ่เต็มกรอบภาพ เลนส์ปกติที่แถมมากับกล้องจะถ่ายใกล้ได้ระดับหนึ่ง เราไม่สามารถถ่ายภาพเหรียญ 10 บาทให้เต็มเฟรมได้ เพราะว่า เลนส์แถมหรือเลนส์ทั่วไปเข้าใกล้วัตถุมากๆก็จะโฟกัสภาพไม่ได้นั่นเอง แต่กับเลนส์มาโครแท้ๆ จะเข้าใกล้ได้ ทำให้การถ่ายภาพสิ่งของเล็กๆทำได้สะดวก และแม้จะนำไปใช้กับการถ่ายภาพแนวอื่นก็ใช้ได้ด้วย เลนส์มาโครจึงเป็นที่นิยมของคนชอบถ่ายภาพ และมักจะเป็นเลนส์ตัวที่นักถ่ายภาพจริงจังมักจะซื้อ รวมถึงช่างภาพอาชีพที่ต้องทำมาหากิน ต้องถ่ายภาพสินค้าต่างๆก็ต้องซื้อเช่นกัน

IMG_8928

เลนส์มาโครมักจะเป็นเลนส์ที่ซื้อแล้วไม่มีการอัพเกรด เพราะเลนส์มาโครให้ภาพที่คมชัดสวยงามเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และมันก็เป็นเลนส์ที่ให้รายละเอียดได้สูงมาก แทบจะคมชัดที่สุดในบรรดาเลนส์ที่มีขาย รวมถึงการถ่ายภาพมาโครก็ต้องการความชำนาญที่มากขึ้น นักถ่ายภาพที่ชอบมาโครก็จะมีความสามารถมากกว่าช่างภาพมือใหม่ ทำให้ภาพที่ออกจากเลนส์มาโครมักจะมีคุณภาพที่ดี และมันก็ดีจนหลายคนอยากใช้เลนส์มาโคร

IMG_0149

ของที่ไม่เล็กมาก หรือสิ่งของทั่วไปก็ใช้เลนส์มาโครถ่ายได้ เพราะหากใช้งานในระยะปกติที่ไม่ได้เข้าใกล้วัตถุมากๆ เลนส์มาโครก็คือเลนส์ธรรมดาตัวหนึ่ง ใช้ถ่ายสิ่งของ ถ่ายคน ถ่ายวิว ถ่ายทุกอย่างได้ไม่ต่างกันกับเลนส์ทั่วไป แต่ข้อได้เปรียบในเรื่องความสวยงามจะมีมากกว่า เพราะเลนส์คมกว่า สีสวยกว่า และถูกใช้งานผ่านมือนักถ่ายภาพที่ฝึกฝนมามากกว่านั่นเอง

20210322132629_IMG_0796

ภาพมาโครจะมีเสน่ห์ตรงที่มันเป็นภาพแปลกตา เราไม่ได้เห็นภาพแบบนี้ด้วยตาเปล่า งานสิ่งพิมพ์บางชนิดที่ดูด้วยตาเปล่าเราอาจจะไม่เห็นความน่าสนใจ แต่ถ้าเราใช้เลนส์มาโครถ่าย เข้าไปใกล้ๆกระดาษ เราจะเห็นเนื้อกระดาษที่มีร่องรอย มีพื้นผิวที่ไม่เรียบ มีรอยพิมพ์ที่กดจมเป็นตัวหนังสือ สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพถ่ายมาโคร หรือภาพจากเลนส์มาโครเป็นภาพที่สวยน่ามอง การพกเลนส์มาโครไปถ่ายภาพสารพัดก็เลยทำให้เรามีโอกาสได้ภาพที่สวยมากขึ้น

IMG_4368

เลนส์ทุกตัวจะมีจุดที่ชัดที่สุดคือจุดที่เลนส์ปรับโฟกัสไว้ หลายครั้งเราก็เรียกว่าเลนส์มาโครมีลักษณะชัดตื้นเป็นหลัก คือส่วนที่ชัดมีนิดเดียว ส่วนที่อยู่นอกจุดโฟกัสจะค่อยๆเบลอ และจะยิ่งเบลอมากขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้ภาพถ่ายมีความน่ามอง แต่เราก็มีวิธีทำให้ช่วงชัดมีมากขึ้น หรือมีระยะชัดลึกเพิ่มขึ้นด้วยการหรี่รูรับแสงลงไป หรือปรับรูรับแสงให้เป็นตัวเลขมากๆนั่นเอง อย่างเช่น การถ่ายอาหารให้ชัดทั้งจานอาจจะต้องใช้ค่ารูรับแสงประมาณ f16 หรือ f22 ภาพแหวนที่อยากให้ชัดทั้งเกือบทั้งวงอาจต้องใช้ค่า f 32 ก็ได้

IMG_8401
IMG_0186

เลนส์มาโครนิยมนำมาถ่ายสิ่งของโดยเน้นบางส่วนของสิ่งของเหล่านั้น เป็นลักษณะการจัดองค์ประกอบแบบหนึ่งในทฤษฎีถ่ายภาพ ซึ่งเป็นแค่แนวทาง ไม่ใช่กฏตายตัว เราเลยได้เห็นภาพมาโครของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะดอกไม้ เจ้าของเลนส์มาโครที่นำไปถ่ายดอกไม้ อย่างน้อย จะต้องมีภาพเกสรดอกไม้เก็บไว้

IMG_8926
IMG_8933
2019-12-04_03-53-59

เรายังสามารถใช้เลนส์มาโครถ่ายภาพคนได้ด้วย ด้วยความที่เลนส์มีลักษณะพิเศษคือ มีความคมชัดสูง ให้รายละเอียดได้สูง เราจะบอกว่าเลนส์มาโครเป็นเลนส์ที่ใกล้เคียงอุดมคติก็ได้ การถ่ายภาพให้ชัดเป็นเรื่องที่ดี การถ่ายคนด้วยเลนส์มาโครก็จะได้ภาพคมชัดมาก รายละเอียดบนหน้า เส้นผม ขนตา ร่องรอยต่างๆเห็นชัดทั้งหมดหากถ่ายอย่างถูกต้องและจัดแสงอย่างเหมาะสม แต่ก็มีผู้หญิงอีกหลายคนเคยให้ความเห็นว่า ถ่ายด้วยเลนส์มาโครนั้นชัดเกินไป สิวฝ้า รอยกระรอยด่างก็เห็นทั้งหมดเลย กลายเป็นข้อเสียของสาวๆไป แต่นั่นก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเลนส์มาโครให้รายละเอียดในภาพได้ดีมากนั่นเอง สามารถดูวิธีการถ่ายภาพเด็กครึ่งตัวได้ที่นี่

IMG_4387

เลนส์ในค่าย canon มีเลนส์มาโครสำหรับเม้าท์ EF หรือกล้องฟิล์ม อยู่ 3 ตัว ตัวแรกที่เป็นตัวยอดนิยมมายาวนานคือ macro100mm เป็นเลนส์ทางยาวโฟกัส 100 มม. รูรับแสงกว้างสุด 2.8 หากใช้ถ่ายภาพโดยการปรับให้เข้าใกล้วัตถุมากที่สุดจะได้อัตราขยาย 1:1 ก็คือของใหญ่เท่าไหร่ ก็จะเกิดเป็นภาพบนฟิล์มใหญ่เท่ากัน นั่นเป็นเหตุผลที่บอกไว้ในตอนต้นว่า เลนส์มาโครแท้ๆหรือเลนส์ที่ให้ขนาดภาพได้ถึง 1:1 จะถ่ายเหรียญ 10 บาทได้เต็มเฟรมนั่นเอง ซึ่ง ในภายหลังช่วงไม่กี่ปีนี้ก็ได้มีการปรับปรุงเลนส์ macro100 ตัวนี้ให้เป็นรุ่น 2 โดยมีสเป็คเหมือนเดิมแต่เพิ่มส่วนของ IS หรือ image stabilizer เข้ามาด้วย

20210327170149_IMG_0071

เลนส์มาโครอีกตัวหนึ่งที่เป็นของ canon ก็คือ macro50mm ทางยาวโฟกัส 50 มม. เป็นเลนส์มาโครเช่นกัน เข้าใกล้วัตถุได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ใกล้มาก ให้ภาพใหญ่ได้เพียง 1:2 หรือให้ภาพได้ใหญ่แค่ครึ่งเดียวของ macro100 แต่หากจะใช้ถ่ายภาพให้ได้ภาพระดับ 1:1 ก็จะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม เพื่อทำให้เลนส์สามารถเข้าใกล้วัตถุได้มากกว่าสเป็ค แต่การใช้งานก็จะยุ่งยากกว่าเล็กน้อย

ยังมีเลนส์มาโครอีกตัวหนึ่งแต่เป็นตัวไม่ฮิตมาก ให้ภาพได้ใหญ่มากระดับ 5:1 นั่นคือเลนส์ MP-E65 แต่ก็จะเป็นเลนส์ที่ใช้ถ่ายภาพทั่วไปไม่ได้เลย เพราะระยะโฟกัสจะออกแบบมาใกล้มาก ทำให้ถ่ายภาพบุคคลหรือภาพวิวไมไ่ด้ มีแต่นักถ่ายภาพระดับจริงจังบ้าบิ่นเท่านั้นที่จะใช้เลนส์มาโครเฉพาะทางตัวนี้ ภาพที่ออกจากเลนส์ตัวนี้ก็จะเป็นภาพแนว ตาแมลงวัน ขาแมลง รูสอดเส้นด้ายของเข็มเย็บผ้า อัตราขยายระดับนี้เป็นเรื่องเฉพาะทางมากๆ

ข้อดีของเลนส์ macro 100 รุ่น 1

ใช้ถ่ายมาโครได้ 1:1

ให้สีสันสวยงาม สีสวยมาก รายละเอียดสุดยอด

ใช้ถ่ายภาพจากฟิล์มสไลด์ เพื่อทดแทนเครื่องสแกนฟิล์ม

ข้อเสีย

จริงๆต้องบอกว่าไม่มี แต่ถ้าจะให้หามาเปรียบเทียบก็ต้องคุยกันเรื่องราคา เพราะปัจจุบัน macro100 รุ่น 1 ไม่มีขายแล้ว ราคาเคยมีตั้งไว้ระดับหมื่นปลายๆ แต่พอหมดรุ่น แล้วปรับมาเป็นรุ่น 2 ราคาก็เพิ่มขึ้นไปอีกเกือบเท่าตัว ทำให้ราคาแพงมาก

20210327142015_IMG_0027

ถ้าจะต้องพกเลนส์ตัวเดียวเพื่อถ่ายอเนกประสงค์ โดยไม่เน้นว่าต้องเป็นภาพมุมกว้าง การเลือกใช้เลนส์มาโครก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะใช้ถ่ายภาพบุคคลก็ได้ ใช้ถ่ายภาพมาโครก็ได้ เราสามารถหาเลนส์ macro 100 มือสองได้ในราคาไม่แพง เพราะความนิยมของกล้องดิจิทัลแบบ Full frame ไม่ค่อยสูง นักถ่ายภาพรุ่นใหม่ๆจะไปเริ่มกับระบบกล้อง mirrorless ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์รับภาพที่เล็กกว่า นั่นก็ทำให้มีเลนส์มาโครที่ออกแบบมาเฉพาะของระบบเซ็นเซอร์เล็กด้วย และเลนส์ในกลุ่มนี้ก็จะมีราคาซื้อขายที่แพงกว่าเลนส์ตัวเก่าที่ไม่นิยม เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ราคามือสองของเลนส์ macro100 เม้าท์ EF เท่ากันหรือถูกกว่าเลนส์ macro60 เม้าท์EFS ที่เป็นของระบบเล็ก ใครหาเลนส์มาโครใช้ก็ไปช้อนซื้อเลนส์ macro100 ไว้ได้เลย ของดีราคาที่โลกเมิน คุ้มค่ารีบสอย

20210323162351_IMG_0815

20210327212516_IMG_0025

20200906175953_IMG_4321

IMG_0428

IMG_20191203_201814

IMG_0086

2018-10-14 08.28.52 2

รีวิว กล้อง canon eos 6d และเลนส์ ef 24-105 F4L

24-105f4L
IMG_0262

กล้องที่ดีที่สุดก็คือกล้องที่อยู่ในมือของเรา อะไรก็ได้ที่ทำให้เราได้ออกไปถ่ายภาพด้วยความมั่นใจ

การถ่ายภาพที่สนุกสนานและคล่องตัวเราจะนิยมใช้เลนส์ซูมมากกว่าเลนส์เดี่ยวหรือเลนส์ฟิกซ์ และมีความเชื่อที่บอกต่อกันมายาวนานว่าเลนส์ซูมคุณภาพต่ำกว่าเลนส์ฟิกซ์ ซึ่งมีความจริงและไม่จริงอยู่ในคำกล่าวนี้

IMG_0421

กล้องกึ่งโปร กึ่งจริงจัง รวมถึงกล้องถ่ายเล่นมักจะแถมเลนส์ซูมติดกล้องมาตัวหนึ่ง สมัยเป็นกล้องฟิล์มก็อาจจะเป็นเลนส์ 35-70 35-80 28-70 28-90 มม. รูรับแสงประมาณ f4-5.6 ซึ่งเลนส์ตัวเลขเหล่านี้เป็นเลนส์คิทติดกล้องกลุ่มราคาประหยัดมาตลอด เลนส์ซูมที่ราคาสูงขึ้นและนักถ่ายภาพนิยมอัพเกรดขึ้นไปก็จะมีเลนส์ระยะประมาณ 28-105 24-85 24-105 24-135 28-200 มม. ซึ่งเลนส์กลุ่มที่สองนี้จะมีคุณภาพสูงขึ้น รูรับแสง 3.5-4.5หรือ 5.6 หากซูมยาวๆแต่ก็ยังอยู่ในเกรดเลนส์ของมือสมัครเล่นเช่นเดิม แม้ว่าคุณภาพมันจะดีน่าใช้แล้ว แต่กลุ่มโปรก็ยังตะขิดตะขวงใจที่จะใช้ บ้างก็ว่าภาพไม่ใสเท่าเลนส์โปร รูรับแสงไม่กว้างเท่าเลนส์โปร เพราะเลนส์เกรดโปรมักจะมีรูรับแสง f2.8 เป็นส่วนใหญ่ เนื่องด้วยระดับราคาที่ไม่แพงเท่าเลนส์โปร จะทำให้คุณภาพเท่ากันก็ผิดปกติแล้ว

IMG_0252

ยังมีข้อจำกัดทางกายภาพของกล้องฟิล์มอีกประการหนึ่งคือ ระบบโฟกัสจะทำงานได้ดีมากกับเลนส์รูรับแสงกว้าง และจะทำงานได้แย่ลงเมื่อรูรับแสงของเลนส์แคบลง ดังนั้น เลนส์ f4-5.6 จะโฟกัสไม่ไวมากเท่าเลนส์ f2.8 ตรงนี้เป็นเรื่องจริงของกล้องถ่ายภาพยุคฟิล์ม และกล้องแมน่วลโฟกัสบางรุ่นก็จะปรับโฟกัสแบบ split image ไม่ได้เลยถ้าใช้กับเลนส์รูรับแสงแคบหรือเลนส์ไม่สว่าง

คราวนี้ ทางค่ายกล้องก็เล็งเห็นว่า เลนส์โปรเกรดสูง รูรับแสง f2.8 เป็นเลนส์ที่ใหญ่ หนัก ราคาแพง คุณภาพสูงมาก และนักถ่ายภาพจำนวนน้อยเท่านั้นที่เอื้อมถึง ระดับราคาของเลนส์โปรและเลนส์สมัครเล่นมีช่องว่างที่กว้างมาก ก็เลยมีแนวคิดที่จะทำเลนส์คุณภาพโปรแต่ราคาลดลงมานิดหน่อยออกมาขาย รูรับแสง 2.8 ที่หนักและแพงก็ปรับเป็น รูรับแสง f4 ที่เบาและเล็กกว่า และทำให้ราคาปรับลงมาได้เกือบครึ่งของเลนส์โปร นั่นทำให้นักถ่ายภาพกลุ่มสมัครเล่นที่อยากได้ของราคาไม่แพงเริ่มสนใจเลนส์กลุ่มที่สามนี้ และ canon ก็ปล่อยเลนส์ 24-105f4L ออกมาให้เราได้ซื้อกัน

20200209122304_IMG_0147

เลนส์ 24-105 นับว่าเป็นเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสครอบคลุมการใช้งานเกือบจะทุกสถานการณ์ มันถ่ายภาพวิว ภาพมุมกว้างได้มากกว่าเลนส์คิทในอดีต มันมีช่วงเทเล่ที่ใช้ถ่ายภาพบุคคลได้สมส่วนภาพไม่เพี้ยน นั่นทำให้เลนส์นี้นับได้ว่าเป็นเลนส์อเนกประสงค์จริงๆ นักถ่ายภาพสมัครเล่นก็อัพเกรดขึ้นมาใช้เป็นจำนวนมาก ช่างภาพโปรก็ซื้อไว้เป็นเลนส์สำรองได้ เพราะคุณภาพดีเพียงพอสำหรับงานโปรฯ

IMG_0257

ในอดีตยุคของฟิล์ม การใช้เลนส์โปร รูรับแสงกว้างระดับ 2.8 เป็นทางเลือกเดียวที่จะทำให้มั่นใจว่าสามารถถ่ายภาพในหลากหลายสถานการณ์ได้ เพราะฟิล์มมีค่าความไวแสงไม่มาก นั่นทำให้เลนส์ไวแสงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในยุคดิจิทัล ความไวแสงของกล้องสามารถเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ปัจจุบันเรามีกล้องที่ตั้งค่าความไวแสงระดับ iso 3200 หรือ 6400 หรือมากกว่าให้ใช้ ซึ่งหาไม่ได้ในฟิล์มถ่ายภาพ นั่นหมายความว่า ค่ารูรับแสง F2.8 สามารถถูกทดแทนด้วย F4 ได้ง่ายดาย ความแตกต่างของรูรับแสง 2.8 และ 4 ในด้านปริมาณแสงสามารถชดเชยได้ด้วยความไวแสงของกล้องที่ตั้งให้สูงขึ้นได้ ส่วนฉากหลังที่นุ่มเบลอของ 2.8 เทียบกับ 4 ก็ต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บางทีถ้าเลือกมุมกล้องดีๆเราอาจแยกไม่ออกเลยก็ได้ เลนส์ F4 จึงเป็นเลนส์ที่น่าสนใจมากสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน

20191214161856_IMG_0124

เลนส์ ef 24-105 F4L เป็นเลนส์ที่มีความคมชัดสูงกว่าเลนส์คิทเกรดล่าง มีความใสของภาพในระดับเลนส์ L ของค่าย canon การทำงานของมอเตอร์หมุนเลนส์แบบ usm เพื่อโฟกัสภาพทำได้นิ่มนวล เงียบ เสียงเลนส์หมุนตัวเพื่อโฟกัสภาพไม่ได้ดังสร้างความน่ารำคาญ มันสมบูรณ์แบบไปทุกอย่างเหมือนเลนส์เกรดโปร แต่ราคาจับต้องได้ และภาพที่แสดงในบทความนี้ก็จะเป็นภาพที่ถ่ายด้วยเลนส์ 24-105F4L บนกล้อง Eos 6D เป็นหลัก

2014-11-29 30 ขอบฟ้า เขาใหญ่-IMG_0067

ในสภาพแสงที่ดี และลักษณะภาพที่ต้องการระยะชัด การใช้รูรับแสงแคบประมาณ f8 หรือ f11 เลนส์ส่วนใหญ่จะให้คุณภาพความคมชัดที่สูงมาก และเลนส์เกรดโปร กับ กึ่งโปรก็แทบจะคุณภาพไม่ต่างกันที่รูรับแสงกลางๆค่านี้ รวมถึงแม้เราจะมีรูรับแสงของเลนส์โปร f2.8 แต่ในทางปฏิบัติ ที่สภาพแสงมากๆ เราก็อาจไม่ได้ใช้รูรับแสงกว้างที่สุดก็ได้ กล้องส่วนมากถ่ายด้วยความไวชัตเตอร์สูงสุดได้ที่ 1/4000 วินาที ซึ่งหากเราใช้รูรับแสงกว้างที่สุดระดับ f2.8 ความไวชัตเตอร์ที่ต้องใช้ถ่ายภาพในที่แสงจัดก็อาจสูงเกิน 1/4000 วินาที และการถ่ายได้แค่ 1/4000 วินาทีก็อาจจะทำให้ภาพออกมาสว่างเกินไป ทำให้เราอาจจะต้องลดรูรับแสงลงไปเป็น f4 หรือ f5.6 เสียด้วยซ้ำ และนี่คือคำตอบของเลนส์ f4 เกรด L ของกล้อง canon ที่ออกเลนส์สเป็คนี้ออกมา เลนสมุมกว้างอย่าง 17-40F4L กับ 24-105F4L และเลนส์ 70-200F4L ให้ความคมชัดในระดับสุดยอดเทียบเท่าเลนส์โปร แต่ราคาลดลงมาเหลือแค่ครึ่งเดียว ทำให้นักถ่ายภาพที่จริงจังแต่งบน้อยสามารถซื้อหามาใช้ได้ไม่เดือดร้อนมาก

เด็กห้าคน 4jan2015-IMG_0219

การใช้เลนส์ซูมเกรดโปรจะมีข้อดีตรงที่ราคาเลนส์จะประหยัดกว่าการซื้อเลนส์ฟิกซ์ที่ครบช่วง อย่างเช่น หากเราเปรียบเทียบเลนส์อย่าง 70-200f2.8L ที่เป็นเลนส์เทเลซูมเกรดโปร คุณภาพดีมาก เทียบได้กับการที่เรามีเลนส์ 70 85 100 135 200 มม. หรือเท่ากับเลนส์ฟิกซ์ 5 ตัว ซึ่งเลนส์เดี่ยวที่คุณภาพดีเท่านี้จำนวน 4 ตัว ราคารวมกันแพงกว่าเลนส์ซูมตัวเดียวเสียอีก ดังนั้นการใช้เลนส์ซูมเกรดโปรนอกจากจะสะดวกแล้วยังได้ราคาเลนส์ทั้งระบบที่ถูกลงด้วย แน่นอนว่า คุณภาพเลนส์ฟิกซ์จะสูงมาก แต่เลนส์ซูมเกรดโปรก็ทำได้ดีใกล้เคียงกัน บางครั้งผมยังรู้สึกว่า เลนส์ซูมเกรดโปรให้คุณภาพดีทัดเทียมกับเลนส์ฟิกซ์ด้วยซ้ำไป

IMG_0049_3
IMG_0015

กล้องที่ดีที่สุดก็คือกล้องที่อยู่ในมือของเรา อะไรก็ได้ที่ทำให้เราได้ออกไปถ่ายภาพด้วยความมั่นใจ เลนส์โปรราคาครึ่งเดียวแบบเลนส์ F4 เกรด L ก็ช่วยให้เราได้ภาพคุณภาพสูงแบบมืออาชีพได้ ทั้งถ่ายแนวท่องเที่ยว แนวรับจ้าง ได้หมด เลนส์ 24-105F4L เป็นเลนส์ที่ตอบสนองการใช้งานได้คลอบคลุมเกือบทั้งหมดของโลกการถ่ายภาพ ถ้าจะพกเลนส์ตัวเดียวออกทริปที่ไม่รู้ว่าจะพบเจอสถานการณ์อะไรบ้าง ผมก็คงเลือกเลนส์ 24-105F4L ตัวนี้เป็นตัวแรก

IMG_0113

ใช้เลนส์ kit ให้ถูกใจ

กล้องถ่ายภาพในปัจจุบันมักจะขายมาพร้อมกับเลนส์ติดกล้องมาสักตัวหนึ่ง สมัยก่อนถ้าเราซื้อกล้องฟิล์มรุ่นล่างๆ อย่างกล้อง SLR ราคาประมาณ 1-2หมื่นบาท เราก็จะได้เลนส์ติดกล้องมาด้วยเป็นเลนส์ช่วงระยะประมาณ 28-80มม. ซึ่งเป็นเลนส์เกรดล่างสุดของค่าย ไม่ว่าจะเป็น nikon หรือ canon ก็จะมีเลนส์ระดับนี้แถมให้กับกล้องราคาประหยัด

13jul2008_MG_4994

พอมาเป็นยุคดิจิทัล กล้องพัฒนามาเป็นกล้อง DSLR กล้องราคาประหยัดระดับเริ่มต้นของค่ายก็จะใช้เซ็นเซอร์รับภาพขนาดเล็กกว่าฟิล์มเล็กน้อย เราจะเรียกว่าขนาด APSC เมื่อใส่กับเลนส์ปกติ มุมรับภาพจะแคบลง เหมือนเลนส์จะมีทางยาวโฟกัสเพิ่มขึ้น เช่น เลนส์ 50มม. ที่เคยใช้กับกล้องฟิล์ม เมื่อนำไปใช้กับกล้อง DSLR เซ็นเซอร์เล็กระดับ APSC ก็จะรับภาพคล้ายๆเลนส์ 80mm เราก็เลยเรียกว่า กล้องตัวคูณ 1.6X หรือ เอาไปใช้กับเลนส์อะไร ก็จะมีมุมรับภาพเหมือนเลนส์ตัวนั้นคูณด้วย 1.6เท่า 50มม เลยกลายเป็น 80มม. และเลนส์แถมมากับกล้องก็จะให้มาเป็น 18-55มม. นั่นเอง และเมื่อพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ เลนส์ 18-55 รุ่นหลังๆก็จะมีระบบ is หรือ image stabilizer มาให้ด้วย

16apr2008_MG_3474

เดิมเลนส์ 18-55 ของค่าย จะมีคุณภาพธรรมดา ไม่น่าสนใจ นักถ่ายภาพระดับสมัครเล่นเมื่อซ์้อกล้องพร้อมเลนส์มาแล้วก็จะทะยอยอัพเกรดเลนส์ติดกล้อง เริ่มหาเลนส์ 18-135 17-85 มาใช้ เหตุผลส่วนใหญ่ที่อัพเกรดก็เพราะอยากได้ระยะโฟกัสที่เพิ่มขึ้น และอยากได้คุณภาพที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ บางคนซื้อกล้องรุ่นใหญ่แบบไม่เอาเลนส์คิทหรือเลนส์แถมก็มี

cs2c_MG_3313

ในช่วงที่กล้อง DSLR เริ่มแถมเลนส์คิทตัวใหม่อย่าง 18-55is เป็นช่วงเวลาที่เลนส์แถมเริ่มมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างผิดหูผิดตา นักถ่ายภาพหลายคนติดอยู่กับความเชื่อเก่ากว่าเลนส์แถมเป็นของคุณภาพต่ำ แต่ของแถมในยุคที่เป็นเลนส์ 18-55is นั้นเป็นของแถมที่มีคุณภาพดีมาก หลายภาพที่ได้เห็นจากในอินเทอเน็ตมีคุณภาพสูงขึ้นมาก จนผมได้มีโอกาสลอง ขอยืมเลนส์ของเพื่อนมาลองถ่ายเล่นๆ แล้วเมื่อได้ดูภาพแล้ว ก็ติดตามหาซื้อมือสองทันที แล้วก็ได้เลนส์ 18-55is ที่เจ้าของเก่าขายต่อให้ถูกๆ

1may2008-suanrodfai_MG_3675

กล้องที่ผมใช้คือ canon และเลนส์ 18-55is ของ canon คือเลนส์แถมที่มีคุณภาพดีมาก ดีจนรู้สึกว่าเราสามารถอยู่กับมันได้ ใช้งานมันได้ตลอดทริปท่องเที่ยวหรือทำงานง่ายๆ แน่นอนว่าเลนส์ 18-55 ไม่สามารถให้ภาพฉากหลังละลายเหมือนเลนส์รูรับแสงกว้างได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเน้นการถ่ายให้ภาพชัด เน้นเรื่องความคม ความใสของภาพ มันก็ทำได้ดีน่าประหลาดใจ และผมก็ใช้มาตลอดโดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกเลย ตัวอย่างภาพที่ใช้เลนส์ 18-55is ถ่ายก็ดูได้ตามภาพด้านล่างนี้

1may2008-suanrodfai_MG_3702
pattayaMos-30dec2007_MG_2389
dpp-picStyle-samedFull3022

คุณภาพกล้องและเลนส์ในระบบดิจิทัลดีขึ้นเรื่อยๆ จนในช่วงเวลาที่ canon ทำกล้อง eos m ซึ่งเป็นกล้องไร้กระจก หรือ mirrorless ออกมาขาย ก็มีกล้อง eos m พร้อมเลนส์ 18-55is stm ตัวใหม่ออกมา โดยจะเป็นเลนส์คิทหรือเลนส์แถมมากับกล้องอีกเช่นกัน เซ็นเซอร์รับภาพของ eos m มีขนาด APSC ซึ่งก็ถือว่าเป็นกล้องตัวคูณ 1.6X เช่นกัน ดังนั้นระยะเลนส์ที่แถมก็เลยเป็นตัวเลขทางยาวโฟกันเท่าเดิม แต่ในเลนส์ระบบใหม่นี้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งอาจจะเป็นไปด้วยเหตุผลสองอย่างคือ เทคโนโลยีการผลิตดีขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นระบบกล้องที่ออกมาทีหลัง และเหตุผลอีกข้อคือ ระบบกล้อง eos m ไม่มีกระจกมากั้นหน้าเซ็นเซอร์ ดังนั้น เลนส์ระบบ eos m จะสามารถวางใกล้กับเซ็นเซอร์รับภาพได้มากกว่าเดิม ชิ้นเลนส์ที่ใกล้เซ็นเซอร์รับภาพก็จะให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่า ดังนั้นระบบเลนส์ 18-55is stm ในกล้อง eos m ก็เลยเป็นเลนส์คิทหรือเลนส์แถมที่ให้คุณภาพดีที่สุดของค่าย

kobfa-feb2014-IMG_8631

ในบางทริปที่ไปแบบลุยๆ การเลือกเลนส์ราคาประหยัดไปเที่ยวแบบเผื่อเสียเผื่อพังก็จะอาศัยใช้เลนส์ kit ไปถ่าย ยอมวางเลนส์ L ไว้กับบ้าน เน้นพกของเล็กๆไปเที่ยว จะไปทะเลเผื่อกล้องพัง เผื่อเลนส์ตกทะเลก็จะไม่เสียดายมาก แล้วเราก็ได้ภาพกลับมาแบบที่น่าทึ่งมาก
ประกอบกับเลนส์คิทเป็นเลนส์ขนาดเล็ก ทำให้ฟิลเตอร์ที่จะใช้กับเลนส์คิทมีราคาถูก เมื่อไปทะเลสิ่งที่พกไปด้วยก็คือฟิลเตอร์โพลาไรซ์ เมื่อใช้ฟิลเตอร์แล้วหมุนหามุมตัดแสงสะท้อน ก็จะได้ภาพสวยโอเวอร์เลย

2020-01-02_10-34-35-01
IMG_0074

การใช้เลนส์คิทให้ถูกใจเป็นเรื่องไม่ยาก หากเราเข้าใจพื้นฐานการถ่ายภาพ เราจะพบว่าภาพที่ดีมักจะไม่ได้ดีเพราะเลนส์ดี แต่ดีเพราะเราใช้อุปกรณ์ของเราอย่างเข้าใจ และเรียกประสิทธิภาพออกมาได้สูงสุด

IMG_6202

ปกติเลนส์ก็จะมีคุณสมบัติความคมชัดสูงสุดอยู่ที่รูรับแสงขนาดกลางประมาณf8-f11 อยู่แล้ว ซึ่งในการท่องเที่ยวและถ่ายภาพวิวหรือสิ่งของต่างๆ เราก็จะมีโอกาสถ่ายภาพที่รูรับแสงกลางๆแบบนี้บ่อยมาก อย่างภาพวิวที่ต้องการชัดทั้งภาพ รูรับแสงระดับ f11 ก็ทำให้ภาพชัดและได้คุณภาพสูงสุดของเลนส์ ต่อให้เราถ่ายภาพด้วยเลนส์เกรดโปร เมื่อเราเอาไปถ่ายวิวในสภาพแสงสวยๆ เราก็มักจะใช้ค่า f8 หรือ f11 เพื่อถ่ายภาพเช่นกัน

IMG_6097

อีกเทคนิคหนึ่งที่แนะนำเพื่อให้ภาพถ่ายมีคุณภาพสูงขึ้นก็คือ การถ่ายในระยะที่ใกล้แบบ หมายถึง ถ้าเราสามารถเข้าใกล้สิ่งที่จะถ่ายได้ การถ่ายใกล้ๆ จะได้ภาพที่คมชัดมากกว่าถ่ายไกล อันนี้เป็นข้อสังเกตส่วนตัว

IMG_3893
IMG_3888

เทียบกล้องโปรกับกล้องถ่ายเล่น