General USB standard USB 2.0 Total harmonic distortion < 0.01% Cable length 1200 mm Connector plugs 3.5 mm headset socket 3.5 mm microphone socket Micro USB Compatibility PC Warranty 2 years, international Supported sample rates Main Audio 24 bit 96 kHz 7.1 @ 16 bit 48 kHz with EPOS Gaming Suite Audio outputs Headphones Recommended headphone impedance 25 – 75 Ω Packaging Dimension of product packaging (L x W x H) 168 x 144 x 57 mm Package weight (incl. complete product and packaging) 309 g Dimension of master carton (L x W x H) 350 x 310 x 310 mm Units in distributor master carton 20 Languages English, German, French, Spanish, Russian, Chinese Content of delivery What’s in the box USB cable, Quick Start Guide, Safety Guide
nad dac1 เป็น wireless dac ของ nad ที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาการเชื่อมต่อที่ยุ่งยาก ตัวส่งสัญญาณ เป็น usb ตัวรับสัญญาณเป็นกล่องที่มีภาค Dac ให้สัญญาณเป็น L R และ มี coaxial out ให้อีกด้วย กล่องภาครับนี้ใช้ไฟเลี้ยง 5Vdc นักเล่น DIY สามารถสนุกกับมันได้ด้วยการทำเพาเวอร์ซัพพลายแบบคุณภาพสูงแทนตัวที่แถมมา เพราะตัวที่แถมเป็น switching ครับ หรือบางคนจะใช้ถ่านไฟฉาย หรือจะใช้ powerbank มาจ่ายไฟก็ไม่มีปัญหา
การใช้งานเบื้องต้นก็คือ ฝั่ง usb เอาไปเสียบกับคอมฯ ใช้ os เป็น windows xp ก็ทำงานได้ลื่นๆ ไม่ต้องลงไดรเวอร์ ลองใช้กับ mac mini osx 10.6 ก็ใช้งานได้ดีครับ ไม่ต้องลงไดรเวอร์เช่นกัน ความเรียบง่ายของ usb ที่ nad ออกแบบมามันเสียบแล้วเล่นได้เลยจริงๆ
ผมลองใช้กับเครื่องคอมฯ nettop ที่มี output เป็น Hdmi และ optical ปกติเวลาจะเลือกใช้ช่อง digital ต้องมานั่งงมกันว่าจะตั้งค่าเมนบอร์ดอย่างไรให้เสียงออก optical ไม่ต้องออก hdmi พอเซ็ทไปก็ลืม อีกหลายเดือนจะให้เสียงออก Hdmi ไม่ต้องออก optical ก็ต้องไปงมหาอีก มึนกันไปหลายนาที แต่ usb ของ nad dac1 ตัวนี้ เสียบแล้ว มันเสียงออกที่ตัวรับเลย ง่ายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ผมมีคอมฯใช้งานอยู่ 3 ตัว คือ nettop manli ใช้ cpu atom d525 มี hdmi และ optical out os xp อีกตัวเป็น dell zino ซีพียู amd จำรุ่นไม่ได้ มี hdmi out os xp
อีกตัวเป็น mac mini 2.4Ghz มี hdmi out และ optical out 10.6 ทุกตัวผมใช้ nad dac1 ได้หมดเลยไม่มีปัญหา ที่สำคัญคือ ทุกตัวให้เสียงเหมือนกันครับ โดยเฉพาะ nettop manli ที่คุณภาพบอร์ดมีสัญญาณรบกวนมหาศาล คงเป็น defect จากโรงงาน ฟังอนาลอกจากช่องหูฟังไม่ได้เลย มีแต่เสียงเดือดปุดๆ ไม่มีเสียงที่อยากฟังเลย ต้องฟังเป็น optical out หรือ hdmi เท่านั้น
ใช้อยู่หลายวันก็ลองสนุกกับ android บ้างครับ ผมมี samsung note8 อยู่ เลยไปเอาสาย usb otg มาเสียบบน note8 แล้วเอา usb dac1 มาเสียบต่ออีกที ผลก็คือ เสียงออกไปที่ตัวรับเช่นกัน และเสียงดีเหมือนกันด้วย เรียกได้ว่า ใครอยากให้ android เสียงดีขึ้น ต้องลองเสียบสาย usb otg แล้วมาลองเสียบกับ nad dac1 ครับ
ที่ตัวรับมีช่องสัญญาณ digital out ให้เล่นด้วย แต่ผมยังไม่ได้ลอง คิดล่วงหน้าว่าใครใช้ smartphone หรือ tablet แล้วอยากให้มี digital out ลองใช้ nad dac1 เป็นตัวดึงสัญญาณก็ได้นะครับ น่าจะทำงานได้
ระดับการทำงานของ nad dac1 อยู่ที่ 16bit 48K ครับ ใครอยากได้สูงกว่านี้ต้องไปดูตัวอื่น แต่สำหรับผมแค่นี้ก็พอเพียงสำหรับการฟังเพลงที่ผมมีอยู่ 99% แล้ว เพราะไม่เคยซื้อเพลงที่มีความละเอียดสูงกว่านี้เลย ส่วนใหญ่ซื้อแต่แผ่น CD กับ แผ่นรวม mp3 ตามห้างเท่านั้น
บุคคลิกเสียงของ dac1 จะมาแนวอิ่มๆ ใหญ่ๆ ความนิ่งค่อนข้างดี เทียบกับความทรงจำแล้ว dac ระดับกลางๆ หมื่นกว่าบาทจะให้เสียงที่ใสพอๆกัน แต่ nad จะให้เบสเยอะกว่า เหมือนกับว่าจูนเสียงมาให้ถูกหูกว่า เสียงของ nad dac1 ตัวนี้ไม่สากหู ไม่ระคายเคือง ไม่บาด ไม่กระจอก คุณภาพเสียงระดับนี้เปิดฟังแล้วไม่อายใคร พาเพื่อนมาสุมหัวฟังได้ ใช้รับแขกได้ แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือระบบไร้สายที่แสนสะดวกสบายครับ การเชื่อมต่อที่ง่าย ต่อติดเสมอ ไม่กระเพื่อม ไม่สะดุด มันทำให้การฟังเพลงไร้สายเป็นเรื่องที่สะดวกสบายมาพร้อมกับคุณภาพระดับสูง ดีกว่าการใช้ bluetooth เยอะ เพราะ bluetooth ที่ผมเจอมักจะรวน สายเข้า เสียงก็หลุดแล้ว
Compass2 เป็น Dac และ headphone amp และ pre-amp ตั้งโต๊ะ ด้านหน้าเป็นปุ่มปรับทุกชนิด เริ่มตั้งแต่ด้านซ้ายสุดเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ถัดมาเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 6.3มม. ซึ่งเป็นของ Neutrik ที่นักเล่นเครื่องเสียงให้ความเชื่อใจในด้านแจ๊คเชื่อมต่อคุณภาพสูง ปุ่มถัดมาเป็นปุ่มเลือกให้สัญญาณเสียงไปออกช่องหูฟัง หรือช่อง Line out ตรงกลางเครื่องเป็นปุ่มวอลลุ่มขนาดใหญ่ ภายในใช้วอลลุ่มของ ALPS 27 ถัดมาเป็นปุ่มเลือกค่า Gain เลือกได้สองระดับ หรือ Hi และ Low ปุ่มถัดไปเป็นปุ่ม Line in มีไว้เพื่อเลือกใช้ Compass2 ทำตัวเป็นปรีแอมป์หรือ Headphone amp เท่านั้น เมื่อเลือกใช้จะเป็นการตัดภาค Dac ออกจากระบบ สัญญาณจาก Line in จะผ่านวงจรขยายและตัวปรับระดับเสียงแล้วส่งออกไปยังช่อง Headphone out หรือ Line out ก็ได้ ส่วนปุ่มสุดท้ายเป็นลูกบิด Selector สำหรับเลือก input สัญญาณดิจิทัล ซึ่งเลือกได้ 3 อย่าง คือ USB Optical และ Coaxial
ด้านหลังของตัวเครื่องเป็นแจ๊คเชื่อมต่อทั้งหลาย เร่ิมตั้งแต่ด้านขวาสุด เป็นช่องต่อสายไฟ AC ถัดมาที่ตรงกลางเครื่อง เป็นช่องรับสัญญาณ USB ซึ่งเป็นสัญญาณหมายเลข 1 ถัดมาเป็นช่องหมายเลข 2สำหรับการรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Optical ถัดมาเป็นช่องที่ 3 เป็นช่องรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Coaxial ถัดไปเป็นแจ๊ค RCA 1 คู่ สำหรับรับสัญญาณ Line in และซ้ายสุดเป็นช่องสัญญาณขาออกแบบ Line out สิ่งให้แถมมาด้วยในกล่องก็จะมีสายไฟ AC สาย USB และ Jumper อีก 1 กำมือใส่อยู่ในถุงพลาสติกเรียบร้อย
ข้อมูลทางเทคนิค
อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน หรือ S/N Ratio 119db
สัญญาณขาออกสูงสุดที่ช่อง Headphone 11V RMS
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่อปรับอยู่ในโหมดที่ปรับระดับสัญญาณขาออกได้ : 5V Max
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่ออยู่ในโหมดสัญญาณคงที่ หรือ DAC : 2.5V RMS
กำลังขับ
3600mW / 25 ohm (150mW class A)
2000mW / 50 ohm (300mW class A)
1100mW / 100 ohm (600mW class A)
400mW / 300 ohm (Full class A)
200mW / 600 ohm (Full class A)
อัตราขยาย
12DB at H gain
0 DB at L gain
อิมพีแดนซ์ขาออก
2 ohm / Headphone output
10 ohm / DAC output
ความไวในการรับสัญญาณดิจิทัล
0.5 Vp-p(75 Ohms, Coaxial)
19 dBm (Optical)
รองรับโหมดUSB1.1 / 2.0 (High Speed / Full Speed)
Support Operate Systems (USB)
Windows : 44.1kHz to 192kHz music files
OSX : 44.1kHz to 384KHz music files
Linux : 44.1kHz to 192kHz music files
Support Sampling USB model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz , 192kHz
Coaxial model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz ,192kHz
Optical model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz (176.4KHz and 192KHz available if the source support)
การตอบสนองความถี่ 20Hz – 20KHz (-0.2DB , DAC + amp ) 3Hz – 350KHz ( Amp parts ) 3Hz – 200KHz ( Line In )
แหล่งพลังงาน 100-120V AC 50/60 Hz หรือ 220-240V AC 50/60 Hz
อัตราการกินไฟ 20W
น้ำหนัก 5KG
สัดส่วน W240 X L320 X H80 (MM, Fully aluminium )
ทดลองฟัง
แหล่งโปรแกรมที่ใช้ในการทดสอบจะเป็น mac mini เป็นส่วนใหญ่ เชื่อมต่อเข้ากับ Compass2 ด้วยสาย USB เป็นหลัก และบางครั้งก็ใช้สาย Optical บ้างเพื่อทดสอบความแตกต่าง สัญญาณขาออกจาก Compass2 ช่อง Line out ต่อด้วยสาย RCA ไปยังแอมป์หลอด Antique Sound lab รุ่น se3.5 เป็นแอมป์หลอดระบบซิงเกิ้ลเอนด์กำลังขับ 3.5 วัตต์ ใช้งานร่วมกับลำโพง Alesis รุ่น Monitor2 ความไว 90dB ทั้งระบบไม่ใช้เครื่องกรองไฟใดๆ
จุดด้อย
ตัวถังไม่สวย ดูเหมือนของราคาถูก
ภาค line in คุณภาพน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับระบบดิจิทัลทั้งเครื่อง ควรหาโอกาสเปรียบเทียบกับโมดุลย์อัพเกรดทั้งสามชนิดให้ได้