รีวิว soundcard Epos gsx300

เมื่อประมาณเกือบสองปีก่อนผมได้มีโอกาสได้รีวิวหูฟังตัวนึง เป็นหูฟังสำหรับเล่นเกมส์ เป็นหูฟังครอบหูและมีไมค์โครโฟนสำหรับสื่อสาร ในตอนนั้นได้ลองเล่นแล้วก็ได้ค้นพบความสามารถบางอย่างของระบบที่ใช้ในหูฟัง นั่นคือระบบเสียง 7.1 ซึ่งเป็นระบบเสียงรอบทิศชนิดหนึ่งที่มีใช้ในวงการหูฟัง และดูเหมือนจะได้รับความสนใจในวงการเกมส์อย่างมาก

IMG_20220208_203654

หูฟังตัวนั้นคือ Sennheiser Gsp350 ซึ่งเป็นหูฟังแบบครอบหู เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทางพอร์ต usb โดยตัวมันเองมี usb soundcard ในตัว และไม่สามารถใช้ฟูฟังตัวนี้กับพอร์ต 3.5มม. ได้ เพราะตัวมันไม่มีแจ็คชนิดนี้ สิ่งหนึ่งที่ประทับใจกับหูฟังตัวนี้คือระบบเสียงรอบทิศที่มีตราสัญลักษณ์ของดอลบี้ปรากฏอยู่บนสาย มีคำว่า Dolby Audio อยู่ด้วย และวงจรเสียงรอบทิศที่จำลองในหูฟังตัวนี้ก็น่าจะจัดการโดยเทคโนโลยีของบริษัท Dolby และผลการใช้งานก็ยอดเยี่ยม หูฟังสามารถให้เสียงใกล้เคียงกับการดูหนังในโรงหนังมาก เสียงพูดอยู่ตรงกลางด้านหน้าเหมือนมีลำโพงเซ็นเตอร์ เสียงซ้ายและขวาถูกดันไปอยู่ด้านหน้าคล้ายลำโพงคู่หลักของระบบเสียงโฮมเธียเตอร์จริงๆ มันเป็นประสบการณ์การฟังเสียงรอบทิศในหูฟังที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะมันสมจริงทั้งตำแหน่งและอรรถรสการดูหนัง

ในช่วงเวลานั้นผมสนใจที่จะหาคำตอบต่อว่า ถ้าผมไม่ใช้หูฟังตัวนี้ แล้วผมอยากจะใช้ระบบเสียงรอบทิศกับหูฟังตัวอื่นที่ชอบได้หรือไม่ หลังจากที่ได้ลอง gsp350 จบไปแล้ว หลายเดือนต่อมาผมก็ได้ทดลองซื้อหูฟังราคาไม่แพงที่มีคำว่า 7.1 อยู่บนกล่อง และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ด้วยพอร์ต usb มาลองใช้ ก็พบว่า มันไม่เหมือนกับ gsp350 เลย ไม่มีความใกล้เคียงเลย เหมือนไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน แสดงว่า 7.1 มีแบบไม่ได้เรื่องด้วย

IMG_0581

ในใจก็ยังคงหาวิธีการต่อไป จนได้มาพบกับ Gsx300 ซึ่งเป็นซาวการ์ดตัวหนึ่งที่เป็นรุ่นเล็กของอนุกรม gsx โดยแปะยี่ห้อ EPOS ทำให้เข้าใจได้ว่า EPOS คือบริษัทในเครือเดียวกับ Sennheiser ที่เน้นทำตลาดวงการเกมส์ เพราะปกติ Sennheiser จะมีชื่อเสียงในวงการออดิโอวิดีโอ ระบบไมค์ ระบบหูฟัง ระดับมืออาชีพ Gsx300 เป็นน้องเล็ก มีรุ่นกลางเป็น Gsx1000 และ มีรุ่นใหญ่เป็น Gsx1200

ในเว็บ EPOS ให้ข้อมูลไว้ว่า GSX1200 และ Gsx1000 จะมีกำลังขับที่มากกว่า และเป็นอุปกรณ์ที่มีอินเทอเฟสบนตัวเครื่องที่มากกว่า สามารถสั่งการเปลี่ยนโหมดได้โดยตรง และสามารถชื่อต่อกับหูฟังและไมโครโฟนได้หลากหลายกว่า แต่สิ่งที่เหมือนกันกับ Gsx300 ก็คือ ทุกตัวมีระบบเสียง 7.1 คุณภาพเดียวกัน นั่นทำให้ผมสนใจ Gsx300 และเป็นที่มาของรีวิวนี้

gsx300back

ข้อมูลผลิตภัณฑ์

General
USB standard USB 2.0
Total harmonic distortion < 0.01%
Cable length 1200 mm
Connector plugs
3.5 mm headset socket
3.5 mm microphone socket
Micro USB
Compatibility PC
Warranty 2 years, international
Supported sample rates Main Audio 24 bit 96 kHz 7.1 @ 16 bit 48 kHz with EPOS Gaming Suite
Audio outputs Headphones
Recommended headphone impedance 25 – 75 Ω
Packaging Dimension of product packaging (L x W x H) 168 x 144 x 57 mm
Package weight (incl. complete product and packaging) 309 g
Dimension of master carton (L x W x H) 350 x 310 x 310 mm
Units in distributor master carton 20
Languages English, German, French, Spanish, Russian, Chinese Content of delivery
What’s in the box USB cable, Quick Start Guide, Safety Guide

Gsx300 เป็น external soundcard ที่เชื่อมต่อเข้าคอมพิวเตอร์ด้วยพอร์ต usb บนตัวมันมีช่อง micro usb 1 ช่อง มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm ชนิด TRS และช่องเสียบไมค์ 3.5 มม. อีก 1 ช่อง มีปุ่มหมุนวอลลุ่มอยู่ด้านหน้า มีปุ่มโหมดอีก 1 ปุ่มเอาไว้เปลี่ยนโหมดการทำงาน ทั้งหมดมีเท่านี้ วงจรภายในทำงานยังไง ใช้ชิปเสียงอะไรก็ไม่ได้บอกไว้ แม้แต่กำลังขับก็หาไม่เจอว่ามีกี่วัตต์ รู้แค่มันถอดรหัสเสียงได้ระดับ 24bit 96K ในแบบสเตอริโอ และทำงานได้ที่ 16bit 48k ในแบบเสียงรอบทิศ

13337_0

Gsx300 ออกแบบมาสำหรับการใช้งานกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น และซอร์ฟแวร์ที่ประมวลผลละเอียดที่ต้องลงเพิ่มก็จะทำงานบนวินโดน 10 และ 11 เท่านั้น ไม่มีซอร์ฟแวร์สำหรับ osx และวินโดส์เก่าๆเลย หมายความว่าถ้าจะใช้ระบบเสียง 7.1 จาก Gsx300 ต้องใช้บนระบบปฏิบัติการวินโดส์ 10 หรือ 11 เท่านั้น ส่วนถ้าจะต่อคอมฯแล้วไม่ลงซอร์ฟแวร์เฉพาะทาง คือจะใช้แค่ไดรเวอร์กลางๆ เราก็สามารถใช้มันเป็น soundcard usb ได้ และสามารถใช้กับคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้เลย มันทำงานได้บนวินโดส์ 7 ทำงานได้กับโทรศัพท์มือถือ android และคาดว่าจะใช้กับ osx ได้ หากใช้แค่ไดรเวอร์พื้นฐาน

ทดลองฟัง

ผมต่อ Gsx300 เข้ากับคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการ windows11 และทดลองฟังเพลง ทดลองดูหนัง ทดลองระบบเสียง 7.1 รวมถึงไปลองต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการ windows7 ด้วย ซึ่งเป็นเครื่องทำงานหลักตัวหนึ่งที่ใช้ดูข้อมูลในเว็บ ดูภาพ และฟังเพลง ซึ่งการต่อกับ windows7 จะไม่สามารถลงซอร์ฟแวร์เฉพาะทางได้ และผมก็ตั้งใจจะใช้ฟังเพลงเป็นหลักอยู่แล้ว

กับการฟังเพลง Gsx300 ให้เสียงที่กระฉับกระเฉง เสียงคมชัด เบสใหญ่ กลางชัด แหลมเพราะ ทุกอย่างดีกว่าการฟังผ่านช่องแบบออนบอร์ด เสียงเพลงสวิงขึ้นลง ดังและเบาในช่วงที่กว้างยิ่งกว่าเดิม คอนทราสต์ของเสียงมีน้ำหนักที่จะแจ้งอย่างมาก เสียงฟาดกลอง เสียงดีด เสียงเคาะ ทุกเสียงเหล่านี้มีความฉับไว มีความเร็วที่สมกับธรรมชาติของเครื่องดนตรี ซึ่งหาไมไ่ด้กับเสียงชนิด on board ที่ติดกับกับเครื่อง การอัพเกรดระบบเสียงในคอมพิวเตอร์ด้วย Gsx300 เป็นช่องทางที่ให้เสียงดีในทันที ความแตกต่างรับรู้ได้ชัดเจนมาก

epos-soft-3

Gsx300 สามารถขับหูฟังได้หลากหลาย หูฟังเกือบทุกตัวที่ผมมีก็ได้ทะยอยนำมาลองไปทีละตัว Hifiman re400a , Audio Technica Ath-250m, Koss Ksc35, Akg K701 หูฟังเหล่านี้ทำงานได้ดีกับ Gsx300 เหมือนกับว่า Gsx300 เป็น Dac-amp ที่มาอัพเกรดระบบเสียงให้กับคอมพิวเตอร์เลย ซึ่งจริงๆมันก็คือ Dac-amp นั่นเอง เสียงย่านความถี่ต่ำบนหูฟังตัวใหญ่ๆอย่าง Akg K701 ทำให้ประทับใจมาก การส่งเสียงกลองกระเดื่องอย่างทรงพลังยังคงมีให้อยู่อย่างชัดเจน ไม่จม ไม่หลบ ไม่ผ่อนกับเสียงเลย คุณภาพเสียงใกล้เคียงกับการต่อผ่าน Headphone amp ที่ใช้อยู่อย่างมาก แต่จะเปิดดังมากเหมือนแอมป์หูฟังก็จะไม่ได้ เพราะแอมป์หูฟังที่ผมใช้อยู่เป็นแอมป์ทำเอง ใช้ไฟเลี้ยงสูงกว่า usb นั่นทำให้แอมป์หูฟังแบบ Diy ให้เสียงสวิงขึ้นลงได้มันส์กว่า

20220205181547_IMG_0607

สัญญาณรบกวนในวงจรของ Gsx300 อยู่ในระดับต่ำ สามารถใช้กับหูฟังความไวสูงได้โดยไม่ได้ยินเสียงซ่า หูฟังเล็กๆทั้งหลายก็จะสามารถใช้งานร่วมกันได้ไม่ต้องทนฟังเสียงซ่า บางเพลงที่มีเสียงเครื่องดนตรีความถี่ต่ำ Gsx300 ก็ผลักดันหูฟังตัวใหญ่อย่าง Akg K701 ให้ส่งเสียงย่านต่ำได้ไม่คลุมเครือ เราติดตามโน้ตต่ำๆ หรือเครื่องดนตรีย่านต่ำได้อย่างสนุกสนานน่าฟัง นับว่ามันสามารถใช้งานเป็นอุปกรณ์ฟังเพลงตัวหลักของระบบเครื่องเสียงได้เลย สเป็คแบบนี้ หากเป็นสักสิบปีก่อน เราอาจจะต้องจ่ายเงินกัน 5000-10000 บาท สำหรับ Dac-amp ที่ขับหูฟังใหญ่ๆได้ แต่ในวันนี้มันอยู่ในอุปกรณ์ตัวเล็กๆน่ารักแต่คุณภาพไม่ธรรมดาเลย

ลองฟังเสียง 7.1

การฟังเสียงรอบทิศผมฟังจากการดูหนังผ่าน netflix และ ดูจากไฟล์ Mkv ที่เคยโหลดเก็บไว้โดยเปิดผ่านโปรแกรมเล่นไฟล์ VLC พบกว่า เสียงรอบทิศแบบ 7.1 ให้คุณภาพเสียงที่ดี ไม่มีอาการเฟสเสียงแปลกๆหลอนหูในแบบที่เคยได้ยินกับโปรแกรมเสียง 3d แบบเกือบยี่สิบปีก่อน ในเว็บและในคู่มือ ไม่ได้บอกว่าการถอดรหัสเสียงของ Gsx300 ใช้ซอร์ฟแวร์หรือตัวถอดรหัสเสียงรอบทิศของใคร เพราะไม่ได้มีคำว่า Dolby Digital หรือ Dts ในซอร์ฟแวร์และในกล่อง ในคู่มือในเว็บ ไม่มีบอกเลย เข้าใจว่าการถอดรหัสเสียงรอบทิศ 7.1 ของ Gsx300 จะเป็นถอดรหัสตามใจ EPOS เอง ก็คือออกแบบระบบการจำลองเสียงเองไม่ได้อ้างอิงมาตรฐาน dolby

กับการดูหนัง เสียงพูด เสียงที่ควรจะอยู่กับลำโพงเซ็นเตอร์ในโรงหนัง ก็ให้เสียงที่อยู่ตรงกลางหัว ดันออกไปด้านหน้าเล็กน้อย ไม่ได้ผลักออกไปอยู่ไกลแบบที่เคยได้ยินใน Gsp350 ซึ่งถ้าให้สิ่งที่เคยได้ยินนั้นเทียบเป็น 100% เสียงรอบทิศของ Gsx300 จะดันเสียงออกไปได้ระดับประมาณ 70-80% เท่านั้น ตรงนี้น่าเสียดายมากที่ไม่สามารถทำได้เท่าระบบของ Dolby Audio ความแตกต่างของ 7.1 ใน Gsx300 จะต่างกันที่ความรู้สึกของตำแหน่งลำโพงหน้า คือหน้าซ้าย หน้าขวา และลำโพงเซ็นเตอร์เป็นหลัก ส่วนเสียงแวดล้อม หรือ แอมเบี้ยนส์ ที่โอบล้อมคนฟังนั้นมีครบถ้วน ถือว่าทำได้ดีเลย เสียงแวดล้อมมันทำให้บางครั้งเราต้องหันหลังกลับไปมองว่ามันเป็นเสียงคนเดินในห้องหรือเป็นเสียงในหูฟัง

ท่ามกลางเสียงโอบล้อม แล้วมีเสียงพูด เสียงหลักที่เหมือนจะออกมาจากลำโพงหน้า มันผสมเสียงกันอย่างลงตัว เสียงพูดลอยเด่นท่ามกลางเสียงโอบล้อม มันปล่อยเสียงออกมาอย่างกลมกลืน ถือว่าการจำลองเสียงรอบทิศแบบ 7.1 จาก Gsx300 ทำได้ดีสมราคาคุย และดีเกินราคาไปมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่หยิบยื่นให้ ดูเหมือนพลังการประมวลผลเสียงรอบทิศที่อยู่ใน Gsx300 จะมีความสามารถสูงลิบ คงเป็นเพราะฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่มันทำงานได้รวดเร็วและไร้รอยต่อ ประสบการณ์การฟังเสียงสามมิติในอดีตที่เคยลองใช้ วันนี้มันเปลี่ยนไปหมดเลย

ผมไม่ได้เป็นคนเล่มเกมส์ แต่อาศัยลองเปิด youtube ในคลิปที่เป็นเกมส์แนว fps และ openworld ซึ่งจะเป็นคลิปทดสอบเสียงรอบทิศในเกมส์ เข้าใจว่าเสียงในเกมส์จะไม่ได้รองรับระบบเสียง 5.1 แบบหนังทั่วไป คือเสียงรอบทิศที่ไม่ใช่ dolby digital ไม่ใช่ dts มันน่าจะเป็นเสียงรอบทิศแบบตัวใครตัวมัน อย่างมากก็คล้ายๆ dolby surround หรือ binaural recording ซึ่งผมก็ไม่ได้รู้รายละเอียดในเกมส์มากนัก แต่ฟังเสียงคลิปทดสอบแล้ว การแยกแยะทิศทางทำได้พอใช้ เสียงโอบล้อมและความกระหึ่มของเสียงนั้นจัดเต็มและฟังสนุกมาก พอฟังคลิปเกมส์แล้วรู้สึกได้เลยว่าเสียงในเกมส์มันโอบล้อมยิ่งกว่าเสียงจากหนังฮอลีวู้ดเสียอีก เหมือนกับว่ามันเสกเสียงดีๆแน่นๆให้เราฟังกันเลย เสียงฝีเท้าชัดขึ้นเมื่อเทียบกับเสียงออนบอร์ด ความแม่นยำในการเดาทิศทางนั้นทำได้ง่ายขึ้น เสียงปืนยิงแล้วมีเบส มีน้ำหนักของการระเบิดที่คมชัด ถ้าเปิดดังมากๆอาจจะตกใจได้

20220205181227_IMG_0592

สรุป

Gsx300 เป็น external soundcard ที่มีคุณภาพเสียงที่ดีมาก สามารถส่งสัญญาณความละเอียดสูงระดับ 24bit 96kHz ออกมาได้ ใช้เป็น Dac-amp สำหรับหูฟังได้ดีมาก หากทำงานในแบบ 7.1 หรือระบบเสียงรอบทิศก็ให้ความกลมกลืนของเสียงรอบทิศและเสียงหลักของหนังได้ดี หากย้อนไปสักสิบปีที่แล้ว การจะหา Dac+Amp ที่ใช้งานกับหูฟัง เน้นคุณภาพระดับ 24bit 96K จะต้องใช้เงินหลายพันหรือเป็นหมื่นบาทเลยก็มี ซึ่ง Dac เหล่านั้นจะเน้นแค่การแปลงเสียงสำหรับฟังเพลงเท่านั้น ไม่ได้มีการรับสัญญาณไมค์ และ ไม่ได้มีเสียงรอบทิศให้ใช้ Gsx300 เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่หน้าตาน่ารักและใช้งานได้คุณภาพ เป็นของที่น่าใช้อีกชิ้นหนึ่งจริงๆ

หากต้องการซื้อ เชิญที่นี่ครับ
https://shope.ee/99wMP5U8Pw?share_channel_code=6

รีวิว nad dac1

IMG_0451.JPG

nad dac1 เป็น wireless dac ของ nad ที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาการเชื่อมต่อที่ยุ่งยาก  ตัวส่งสัญญาณ เป็น usb ตัวรับสัญญาณเป็นกล่องที่มีภาค Dac ให้สัญญาณเป็น L R และ มี coaxial out ให้อีกด้วย กล่องภาครับนี้ใช้ไฟเลี้ยง 5Vdc นักเล่น DIY สามารถสนุกกับมันได้ด้วยการทำเพาเวอร์ซัพพลายแบบคุณภาพสูงแทนตัวที่แถมมา เพราะตัวที่แถมเป็น switching ครับ หรือบางคนจะใช้ถ่านไฟฉาย หรือจะใช้ powerbank มาจ่ายไฟก็ไม่มีปัญหา

IMG_0452.JPG

การใช้งานเบื้องต้นก็คือ ฝั่ง usb เอาไปเสียบกับคอมฯ ใช้ os เป็น windows xp ก็ทำงานได้ลื่นๆ ไม่ต้องลงไดรเวอร์ ลองใช้กับ mac mini osx 10.6 ก็ใช้งานได้ดีครับ ไม่ต้องลงไดรเวอร์เช่นกัน ความเรียบง่ายของ usb ที่ nad ออกแบบมามันเสียบแล้วเล่นได้เลยจริงๆ

IMG_0453.JPG

ผมลองใช้กับเครื่องคอมฯ nettop ที่มี output เป็น Hdmi และ optical ปกติเวลาจะเลือกใช้ช่อง digital ต้องมานั่งงมกันว่าจะตั้งค่าเมนบอร์ดอย่างไรให้เสียงออก optical ไม่ต้องออก hdmi พอเซ็ทไปก็ลืม อีกหลายเดือนจะให้เสียงออก Hdmi ไม่ต้องออก optical ก็ต้องไปงมหาอีก มึนกันไปหลายนาที แต่ usb ของ nad dac1 ตัวนี้ เสียบแล้ว มันเสียงออกที่ตัวรับเลย ง่ายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

IMG_0461.JPG

ผมมีคอมฯใช้งานอยู่ 3 ตัว คือ
nettop manli ใช้ cpu atom d525 มี hdmi และ optical out os xp อีกตัวเป็น dell zino ซีพียู amd จำรุ่นไม่ได้ มี hdmi out os xp

อีกตัวเป็น mac mini 2.4Ghz มี hdmi out และ optical out 10.6 ทุกตัวผมใช้ nad dac1 ได้หมดเลยไม่มีปัญหา  ที่สำคัญคือ ทุกตัวให้เสียงเหมือนกันครับ โดยเฉพาะ nettop manli ที่คุณภาพบอร์ดมีสัญญาณรบกวนมหาศาล คงเป็น defect จากโรงงาน ฟังอนาลอกจากช่องหูฟังไม่ได้เลย มีแต่เสียงเดือดปุดๆ ไม่มีเสียงที่อยากฟังเลย ต้องฟังเป็น optical out หรือ hdmi เท่านั้น

ใช้อยู่หลายวันก็ลองสนุกกับ android บ้างครับ ผมมี samsung note8 อยู่ เลยไปเอาสาย usb otg มาเสียบบน note8 แล้วเอา usb dac1 มาเสียบต่ออีกที ผลก็คือ เสียงออกไปที่ตัวรับเช่นกัน และเสียงดีเหมือนกันด้วย เรียกได้ว่า ใครอยากให้ android เสียงดีขึ้น ต้องลองเสียบสาย usb otg แล้วมาลองเสียบกับ nad dac1 ครับ

ที่ตัวรับมีช่องสัญญาณ digital out ให้เล่นด้วย แต่ผมยังไม่ได้ลอง  คิดล่วงหน้าว่าใครใช้ smartphone หรือ tablet แล้วอยากให้มี digital out
ลองใช้ nad dac1 เป็นตัวดึงสัญญาณก็ได้นะครับ น่าจะทำงานได้

IMG_0819.JPG

ระดับการทำงานของ nad dac1 อยู่ที่ 16bit 48K ครับ ใครอยากได้สูงกว่านี้ต้องไปดูตัวอื่น  แต่สำหรับผมแค่นี้ก็พอเพียงสำหรับการฟังเพลงที่ผมมีอยู่ 99% แล้ว เพราะไม่เคยซื้อเพลงที่มีความละเอียดสูงกว่านี้เลย ส่วนใหญ่ซื้อแต่แผ่น CD กับ แผ่นรวม mp3 ตามห้างเท่านั้น

บุคคลิกเสียงของ dac1 จะมาแนวอิ่มๆ ใหญ่ๆ ความนิ่งค่อนข้างดี เทียบกับความทรงจำแล้ว dac ระดับกลางๆ หมื่นกว่าบาทจะให้เสียงที่ใสพอๆกัน แต่ nad จะให้เบสเยอะกว่า เหมือนกับว่าจูนเสียงมาให้ถูกหูกว่า เสียงของ nad dac1 ตัวนี้ไม่สากหู ไม่ระคายเคือง ไม่บาด ไม่กระจอก คุณภาพเสียงระดับนี้เปิดฟังแล้วไม่อายใคร พาเพื่อนมาสุมหัวฟังได้ ใช้รับแขกได้ แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือระบบไร้สายที่แสนสะดวกสบายครับ การเชื่อมต่อที่ง่าย ต่อติดเสมอ ไม่กระเพื่อม ไม่สะดุด มันทำให้การฟังเพลงไร้สายเป็นเรื่องที่สะดวกสบายมาพร้อมกับคุณภาพระดับสูง ดีกว่าการใช้ bluetooth เยอะ เพราะ bluetooth ที่ผมเจอมักจะรวน สายเข้า เสียงก็หลุดแล้ว

การทดสอบทั้งหมดใช้สายแถมในกล่อง ตั้งแต่หม้อแปลง สาย usb และสายสัญญาณสตอริโอ ไม่มีสาย digital แถมมานะครับ คุณภาพสายแถมก็เป็นแบบแดงดำที่ดูแล้วน่าจะราคาประมาณ 20-30 บาท เบิร์นเครื่องไป 10 วันต่อเนื่องแล้วไม่ปิดเลย ไม่มีปัญหาการค้าง ไม่มีเสียงหาย ไม่ร้อนเลย มีแค่คอมฯที่ใช้เปิดเพลงเท่านั้นที่อุ่นๆ ผมว่าถ้าเราหาคอมฯที่ไม่มีพัดลมมาใช้ได้ น่าจะทำให้ห้องฟังสงัดยิ่งยวดเลย การใช้งานกับ tablet อาจจะเป็นคำตอบที่ดีก็ได้นะครับ

ข้อมูลภายใน ข้อมูลทางไฟฟ้า ผมขอไม่พูดถึงละกันน่าจะหาอ่านได้ไม่ยาก หลังๆผมไม่ค่อยสนใจเรื่องสเป็คเหล่านี้เท่าไหร่ เพราะเครื่องเสียงต้องวัดกันที่ตอนฟัง สเป็คมีไว้ดูคร่าวๆว่ามันเล่นอะไรได้ เล่นอะไรไม่ได้ เล่นได้แล้วดีหรือไม่ดี ถูกใจหรือไม่เราต้องปิดคู่มือแล้วฟังกันเท่านั้น

สิ่งที่ผมอยากให้ nad ทำขายเพิ่มเติมสำหรับ dac1 ก็คือ ตัวส่ง usb แบบแยกซื้อครับ เพราะระบบของ dac1 มีตัวเลือกส่งข้อมูลได้ 3 ช่อง คงออกแบบมาเพื่อป้องกันการรบกวนกัน เราน่าจะใช้ select ที่กล่องรับเพื่อเลือกรับแหล่งโปรแกรมได้ 3 ชุด ตามช่องดาต้าที่มีให้เลือก ผมก็เลยอยากได้ usb ซื้อเพิ่มเพื่อใช้งานกับคอมฯตัวอื่นๆบ้าง

รีวิว audio-gd Compass2

รีวิว Audio-gd Compass2
วันที่ 1 ธันวาคม 2555
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี pockethifi@gmail.com
pockethifi.wordpress.com

IMG_1658compass2full

Audio-gd เป็นเครื่องเสียงยี่ห้อหนึ่งที่ทำตลาดมาหลายปี เกิดจากนักออกแบบไฟแรงที่พยายามออกแบบโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวนำ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของค่ายนี้จะเป็นอุปกรณ์ที่นำเสนอทางเลือกการใช้งานที่แตกต่างไปจากแนวทางตลาดในอดีต อย่างเช่น การออกแบบภาค DAC ที่มีการเพิ่มฟังค์ชั่นการขยายสัญญาณเสียงเพื่อขับหูฟังได้ด้วยเพื่อให้นักเล่นใช้ของได้อย่างคุ้มค่า Audio-gd จะมี Dac ที่ทำงานพร้อมกับภาค Headphone amp อยู่หลายรุ่น บางรุ่นเป็นรุ่นไฮเอนด์เลือกใช้ Dac ค่ายใหญ่อย่าง BurrBrown รุ่นกลางๆเลือกใช้ Dac ค่ายเกิดใหม่แต่คุณภาพไฮเอนด์ไม่แพ้กันอย่าง ESS และบางรุ่นก็ใช้ Dac จากค่าย Wolfson ที่ได้รับความนิยมในการนำไปใช้กับเครื่องเล่นพกพาไปจนถึงเครื่องตั้งโต๊ะระดับแพงๆก็มี

IMG_1686compass2full

แนวเสียงของ DACทุกแบบที่มีในโลกสามารถหาได้จากผลิตภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่งของ Audio-gd นักเล่นที่ชอบของค่ายนี้จะมีตัวเลือกที่หลากหลาย แต่ละตัวเลือกจะมีความแตกต่างกันมากน้อยไปตามระดับราคาที่กำหนด นักเล่นบางคนเมื่อเลือกลงทุนกับ DAC สักตัวแล้วก็อาจจะหมดกำลังที่จะอัพเกรดไปอีกนาน อาจจะด้วยเพราะไม่อยากเปลี่ยนตัวใหม่แล้วต้องเอาตัวเก่าไปขายทิ้งอย่างหมดราคา หรือเก็บไว้ให้ฝุ่นจับเล่นๆ Audio-gd เห็นว่ายังมีนักเล่นอยู่อีกกลุ่มหนึ่งที่มีกำลังซื้อระดับกลางที่น่าจะเปลี่ยนเครื่องได้ง่าย เพราะใช้ไปแล้วอาจจะอยากอัพเกรด หรือเปลี่ยนแนวทาง ก็เลยออกแบบ Dac + Headphone amp ออกมารุ่นหนึ่งที่มีฟังค์ชั่นที่ครบครัน เพียงพอให้นักเล่นกลุ่มนี้ได้ใช้อย่างสะดวกใจ และมีจุดเด่นประการหนึ่งคือมันอัพเกรดเสียงได้หลายครั้งตามใจอยาก ซึ่งนั่นคือ Dac รุ่น Compass2

IMG_1671compass2full

Compass2 เป็นเครื่องเสียงที่ตีความการเล่นของนักเล่นในยุคนี้เสียใหม่ คือตีความออกมาว่านักเล่นอยากได้เครื่องเสียงที่อัพเกรดได้ เปลี่ยนอะไหล่บางชิ้นเพื่อเปลี่ยนเสียงได้ Compass2 จึงเป็น Dac ตัวแรกในโลกที่สามารถเปลี่ยนชิพเสียงได้ สามารถเปลี่ยนอ๊อพแอมป์บางตัวในวงจรได้ สามารถเปลี่ยนภาครับสัญญาณดิจิทัลได้ สามารถเลือกดิจิทัลฟิลเตอร์ได้หลายแบบ และยิ่งในทุกวันนี้โลกของเทคโนโลยีหมุนเร็วกว่าเดิมมาก สิ่งที่ดีในวันนี้ ในเวลาไม่นานก็อาจจะกลายเป็นของตกรุ่นเมื่อมีรุ่นใหม่ที่ดีกว่าออกมาทดแทน เครื่องเสียงที่เราซื้อมาด้วยความภาคภูมิใจอาจจะกลายเป็นของล้าสมัยภายในเวลาเพียงสองปี ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วกับวงการเครื่องเสียงในยุคคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะ Dac การอัพเกรดได้ในบางชิ้น บางส่วน อาจจะเป็นคำตอบที่ดีในยุคนี้

ข้อมูลทั่วไป

IMG_1662compass2full

Compass2 เป็น Dac และ headphone amp และ pre-amp ตั้งโต๊ะ ด้านหน้าเป็นปุ่มปรับทุกชนิด เริ่มตั้งแต่ด้านซ้ายสุดเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ถัดมาเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 6.3มม. ซึ่งเป็นของ Neutrik ที่นักเล่นเครื่องเสียงให้ความเชื่อใจในด้านแจ๊คเชื่อมต่อคุณภาพสูง ปุ่มถัดมาเป็นปุ่มเลือกให้สัญญาณเสียงไปออกช่องหูฟัง หรือช่อง Line out ตรงกลางเครื่องเป็นปุ่มวอลลุ่มขนาดใหญ่ ภายในใช้วอลลุ่มของ ALPS 27 ถัดมาเป็นปุ่มเลือกค่า Gain เลือกได้สองระดับ หรือ Hi และ Low ปุ่มถัดไปเป็นปุ่ม Line in มีไว้เพื่อเลือกใช้ Compass2 ทำตัวเป็นปรีแอมป์หรือ Headphone amp เท่านั้น เมื่อเลือกใช้จะเป็นการตัดภาค Dac ออกจากระบบ สัญญาณจาก Line in จะผ่านวงจรขยายและตัวปรับระดับเสียงแล้วส่งออกไปยังช่อง Headphone out หรือ Line out ก็ได้ ส่วนปุ่มสุดท้ายเป็นลูกบิด Selector สำหรับเลือก input สัญญาณดิจิทัล ซึ่งเลือกได้ 3 อย่าง คือ USB Optical และ Coaxial

IMG_1707compass2full

IMG_1647compass2full

ด้านหลังของตัวเครื่องเป็นแจ๊คเชื่อมต่อทั้งหลาย เร่ิมตั้งแต่ด้านขวาสุด เป็นช่องต่อสายไฟ AC ถัดมาที่ตรงกลางเครื่อง เป็นช่องรับสัญญาณ USB ซึ่งเป็นสัญญาณหมายเลข 1 ถัดมาเป็นช่องหมายเลข 2สำหรับการรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Optical ถัดมาเป็นช่องที่ 3 เป็นช่องรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Coaxial ถัดไปเป็นแจ๊ค RCA 1 คู่ สำหรับรับสัญญาณ Line in และซ้ายสุดเป็นช่องสัญญาณขาออกแบบ Line out สิ่งให้แถมมาด้วยในกล่องก็จะมีสายไฟ AC สาย USB และ Jumper อีก 1 กำมือใส่อยู่ในถุงพลาสติกเรียบร้อย

IMG_1700compass2full

สิ่งที่เป็นจุดเด่นของ Compass2 คือสิ่งที่บรรจุอยู่ภายใน เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาจะพบกับความอลังการ มีแผ่นวงจรไฟฟ้าเล็กใหญ่ประกอบกันอยู่ค่อนข้างแน่น อุปกรณ์ภายในใช้ของคุณภาพสูง ตัวต้านทานส่วนใหญ่เป็นของ Dale ตัวเก็บประจุ Wima อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์เป็นของ Toshiba ทางเดินสัญญาณตั้งแต่ภาครับดิจิทัลถึงสัญญาณขาออกเป็นอุปกรณ์แยกเฉพาะตัวไม่ใช้ ic ภาคจ่ายไฟคุณภาพสูง แยกส่วนรักษาแรงดันไว้ 6 จุดสำหรับแต่ละวงจรโดยเฉพาะ คาปาซิเตอร์ที่ใช้กรองไฟให้เรียบใช้ค่าสูงถึง 25000 ไมโครฟารัด ซึ่งมากกว่าอินทิเกรตแอมป์ในตลาดทั่วไปเสียอีก

IMG_1688compass2full

ภาครับสัญญาณดิจิทัลชนิด USB เป็นวงจรแรกที่สามารถอัพเกรดได้ สิ่งที่ติดเครื่องมาก็คือภาครับชนิด USB32 ที่มีความสามารถในการรองรับสัญญาณที่มีความละเอียดระดับ 32bit และอัตราสุ่มสูงถึง 384 k เข้าใจว่าสิ่งที่ติดมากับเครื่องคือการอัพเกรดที่สุดแล้วของปีนี้ เพราะคงหาวงจรที่ละเอียดและเร็วกว่านี้ยังไม่ได้ แต่อนาคตก็ไม่แน่

IMG_1689compass2full

ส่วนต่อมาที่เป็นหัวใจหลักตัวหนึ่งของ compass2 ก็คือชิพแปลงสัญญาณที่สามารถเปลี่ยนได้ ตัวที่ติดเครื่องมาเป็นชิพ ES9018 ซึ่งเป็นชิพที่ได้รับความนิยมอยากมากในกลุ่มเครื่องเสียงไฮเอนด์ยุคใหม่ จุดเด่นของ ES9018 คือเป็นชิพที่ออกแบบให้ทำงานได้ 8 ช่องเสียง และนักออกแบบได้เอาทั้ง 8 ช่องเสียงมารวมกันเพื่อใช้งานเพียง 2 ช่องสำหรับเสียงสเตอริโอ การขนานวงจรกันหลายๆวงจรเพื่อช่วยกันแปลงสัญญาณทำให้สัญญาณดนตรีที่แปลงออกมามีคุณภาพสูงยิ่งขึ้นกว่าการใช้เพียงวงจรเดียว ซึ่งเทคนิคนี้เป็นสิ่งที่ถูกออกแบบไว้แล้วตั้งแต่การสร้างชิพตัวนี้ แต่หากใครไม่พอใจกับบุคคลิกเสียงของ 9018 ทาง Audio-gd ก็มีชุดอัพเกรดรออยู่นั่นคือชิพ WM8741ที่ออกแบบอยู่บนแผนวงจรไฟฟ้าขนาดเดียวกันกับ 9018 และสามารถถอดเปลี่ยนกันได้ทันที บุคคลิกของ wm8741 เป็นอย่างไรเราจะได้ทดลองฟังกัน ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าต้องมีอะไรที่ดีมากๆซ่อนอยู่ Audio-gd ถึงทำให้เป็นชุดอัพเกรด

IMG_1713compass2full

ส่วนต่อมาที่เป็นหัวใจหลักอีกส่วนหนึ่งและสามารถอัพเกรดได้ นั่นก็คือส่วนของภาครับสัญญาณอนาลอก ทาง Audio-gd ได้เลือกที่จะใช้ภาครับสัญญาณเป็น op-amp ซึ่งออกแบบให้ติดตั้งอยู่บนซ๊อคเก็ตแบบ 8 ขา op-amp ที่เลือกใช้คือ opa2134 ของ burrbrown ที่นักเล่นกลุ่ม DIY นิยมใช้ จะบอกว่า opa2134 คือตัวเลือกยอดนิยมของ audio op amp ก็อาจจะได้ เพราะเป็นตัวที่รองรับการทำงานได้ความถี่ค่อนข้างสูง ความไวในการตอบสนองสัญญาณหรือ slew rate สูง มีค่า Settling time ต่ำมาก สัญญาณรบกวนต่ำ และ จ่ายกระแสออกมาได้สูง สามารถใช้เป็นบัฟเฟอร์ ใช้เป็นภาครับ ใช้เป็นตัวขับโหลดความต้านทานระดับ ต่ำๆได้ แต่ว่า compass2 ก็ยังอุตส่าห์ทำตัวอัพเกรดโมดุลย์เสียงออกมาอีก เพื่อเปลี่ยนแทน opa2134 ตัวนี้ อันได้แก่โมดุล opa-earth, opa-moon, opa-sun มีให้เลือกถึงสามแบบ สามบุคลิก ซึ่งในส่วน Line in นี้จะเป็นการใช้ในโหมดของ Headphone amp เป็นหลัก หรือเรียกง่ายๆว่า ใครมี Dac ที่ถูกใจอยู่แล้ว แต่อยากได้ Headphone amp ที่ปรับเปลี่ยนแนวเสียงได้ compass2 ก็เป็นตัวเลือกเพียงตัวเดียวที่เปลี่ยนได้หลากหลาย ลืมบอกไปอีกอย่าง ถ้าอ่านข้อมูลในเว็บของผู้ผลิตให้ดี การปรับเปลี่ยนแนวเสียงยังสามารถเลือกทำได้โดยเพียงแค่การตั้งค่าผ่าน jumper บางตัวได้ด้วยโดยยังไม่ต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์เลยด้วยซ้ำไป สำหรับนักเล่นที่อยากทดลองค่อยๆเรียนรู้ความแตกต่างทีละอย่างไปเรื่อยๆ

IMG_1670compass2full

ยังไม่หมดเท่านี้ การรองรับการทำงานสัญญาณดิจิทัลความละเอียดสูงแบบเต็มระบบ compass2 ซึ่งมีความสามารถปรับเปลี่ยนภาครับสัญญาณ USB ให้ทันสมัยทันเทคโนโลยีใหม่ๆในอนาคตได้ ชิพภาครับที่ใช้จะต้องทำงานร่วมกับ Firmware ซึ่ง Compass2 ก็รอบคอบถึงระดับการออกแบบให้สามารถเปลี่ยน Firmware ได้โดยการเปลี่ยน IC ตัวหนึ่งที่บรรจุ ข้อมูลFirmware เอาไว้ เพราะบางทีการเปลี่ยนภาครับตัวใหม่เข้ามาก็จำเป็นต้องแก้ไข Firmware ให้ดึงศักยภาพของชิพให้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ยัง ยังไม่หมด ไหนๆ Compass2 ก็เป็น Dac ที่อัพเกรดได้มโหฬารแล้ว ก็ยังมีการออกแบบให้สามารถอัพเกรดภาครับดิจิทัลแบบที่พิเศษขึ้นไปอีก นั่นคือ เดิม Dac จะทำงานกับสัญญาณดิจิทัลมาตรฐาน S/PDIF ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของ Optical หรือ Coaxial หรือ แม้แต่ช่อง USB แต่ในระดับสตูดิโอ หรือ ระดับไฮเอนด์ ยังมีมาตรฐานการส่งสัญญาณดิจิทัลด้วยรูปแบบของ i2S ด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบสัญญาณดิจิทัลที่แตกต่างออกไป Compass2 มีชุด kit ที่ติดตั้งเพื่อรับสัญญาณรูปแบบนี้ได้

ยังมีอีก นักเล่นและนักอ่านคงเคยได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับ Dac กันมาไม่มากก็น้อย จะรู้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับค่าโอเวอร์แซมปลิ้ง และ ดิจิทัลฟิลเตอร์แบบต่างๆนั้นมีผลต่อบุคลิกเสียงแตกต่างกันไป การเปลี่ยนค่าโอเวอร์แซมปลิ้งทำให้เสียงเปลี่ยนได้ การเปลี่ยนดิจิทัลฟิลเตอร์ที่รูปแบบต่างกันไปก็ทำให้เสียงเปลี่ยนได้ Compass2 เปิดโอกาสให้นักเล่นได้เลือกค่าโอเวอร์แซมปลิ้งในวงจรอิเล็คทรอนิกส์ และเลือกค่าดิจิทัลฟิลเตอร์แบบต่างๆได้รวมกัน 8 รูปแบบ เรียกได้ว่า ถ้าจะฟังทดสอบให้ครบทุกรูปแบบ คงใช้เวลาเป็นเดือนๆ และการเปลี่ยนรูปแบบทั้ง 8 แบบนี้ ทำได้ผ่านการจิ้ม jumper เพียง 3 ตัวเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค
อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน หรือ S/N Ratio 119db
สัญญาณขาออกสูงสุดที่ช่อง Headphone 11V RMS
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่อปรับอยู่ในโหมดที่ปรับระดับสัญญาณขาออกได้ : 5V Max
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่ออยู่ในโหมดสัญญาณคงที่ หรือ DAC : 2.5V RMS
กำลังขับ
3600mW / 25 ohm   (150mW class A)
2000mW / 50 ohm   (300mW class A)
1100mW / 100 ohm  (600mW class A)
400mW / 300 ohm  (Full class A)
200mW / 600 ohm  (Full class A)
อัตราขยาย
12DB at H gain
0 DB at L gain
อิมพีแดนซ์ขาออก
2 ohm /  Headphone output
10 ohm / DAC output
ความไวในการรับสัญญาณดิจิทัล
0.5 Vp-p(75 Ohms, Coaxial)
19 dBm (Optical)
รองรับโหมดUSB1.1 /  2.0 (High Speed / Full Speed)
Support Operate Systems (USB)
Windows : 44.1kHz to 192kHz music files
OSX : 44.1kHz to 384KHz music files
Linux :  44.1kHz to 192kHz music files
Support Sampling  USB model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz , 192kHz
Coaxial model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz ,192kHz
Optical model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz (176.4KHz and 192KHz available if the source support)
การตอบสนองความถี่ 20Hz – 20KHz (-0.2DB , DAC + amp  ) 3Hz – 350KHz  ( Amp parts ) 3Hz – 200KHz ( Line In )
แหล่งพลังงาน 100-120V  AC 50/60 Hz หรือ 220-240V  AC 50/60 Hz
อัตราการกินไฟ 20W
น้ำหนัก 5KG
สัดส่วน W240 X L320 X H80 (MM, Fully aluminium ) 

ทดลองฟัง
pic compass2 sound setup

แหล่งโปรแกรมที่ใช้ในการทดสอบจะเป็น mac mini เป็นส่วนใหญ่ เชื่อมต่อเข้ากับ Compass2 ด้วยสาย USB เป็นหลัก และบางครั้งก็ใช้สาย Optical บ้างเพื่อทดสอบความแตกต่าง สัญญาณขาออกจาก Compass2 ช่อง Line out ต่อด้วยสาย RCA ไปยังแอมป์หลอด Antique Sound lab รุ่น se3.5 เป็นแอมป์หลอดระบบซิงเกิ้ลเอนด์กำลังขับ 3.5 วัตต์ ใช้งานร่วมกับลำโพง Alesis รุ่น Monitor2 ความไว 90dB ทั้งระบบไม่ใช้เครื่องกรองไฟใดๆ

การ setup ตัว Compass2 เป็นการใช้งานแบบเปิดกล่องมาก็ใช้ไปแบบนั้นเลย ยังไม่ได้มีการปรับแต่ง หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นใด ตัว ชิพแปลงสัญญาณเสียงที่ติดเครื่องมาจะเป็น ES9018 ที่เป็นชิพรุ่นสูงสุดของค่าย ESS รองรับการทำงานระดับ 24bit 192K พร้อมกันนี้ยังได้มีบอร์ด DAC อีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นตัวอัพเกรดคือ wm8741 คอยสลับฟังเพื่อเปรียบเทียบด้วย จะได้รู้คำตอบว่าชิพเสียงของต่างค่ายจะมีบุคคลิกที่แตกต่างกันอย่างไร การสลับบอร์ดชิพเสียงนี้ควรเปิดเว็บดูวิธีเปลี่ยนให้ละเอียด เพราะจะต้องมีการตั้งค่า jumper ให้ถูกต้องด้วย

pic compass2 32bit 192k

การตั้งค่าต่างๆในคอมพิวเตอร์จะเลือกไปที่ 32bit 192k เป็นหลัก ซึ่งยังไม่ใช่ค่าสูงสุดที่มีให้เลือก แต่ทดลองเลือกค่าแซมปลิ้งที่สูงกว่านี้พบว่ามีเสียงรบกวนออกมาตลอดเพลงจนฟังไม่ได้ และยิ่งถ้าเลือกค่าแซมปลิ้งเรทสูงสุด จะไม่มีเสียงเลย ส่วนการเลือกค่าแซมปลิ้งต่ำๆ ไม่รู้สึกว่าแย่ลงหรือดีขึ้น เพราะเพลงที่มีส่วนใหญ่จะเป็นเพลงที่ Rip จากแผ่น CD-Audio 16bit 44.1k เลยตัดสินใจเลือกการตั้งค่า Compass2 ไว้ที่ระดับ 32bit 192K เป็นหลัก

IMG_1710compass2full

ในหน่วย opa ที่ถอดเปลี่ยนได้จะเป็นวงจรที่อยู่ในภาค Analog line in เท่านั้น หากใช้ Compass2 เป็น Headphone amp แต่เพียงอย่างเดียว สัญญาณเสียงจากภาค DAC จะไม่ถูกเชื่อมต่อเข้าวงจรขยาย และบุคลิกเสียงของ Line inจะสามารถสร้างสรรค์หรือเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการเปลี่ยน opa ตัวนี้ แต่ในการทดสอบครั้งนี้ไมไ่ด้เปลี่ยนตัวอัพเกรดลงไปทดสอบ อาศัยตัวที่ติดมากับเครื่องเป็นหลัก

เมื่อได้เครื่องมาก็เปิดทิ้งไว้ 7 วัน เปิดเพลงวนๆไปเรื่อยๆ เพลงที่ใช้ก็มีหลายแนว ตั้งแต่แนวออดิโอไฟล์ แนวเฮฟวี่เมทัล แนวป๊อป บอสซาโนว่า เพลงไทยค่ายตลาดทั่วไป เพลงไทยเก่าๆที่สะสมมานานหลายปี รวมไปถึงการฟังรายการวิทยุออนไลน์ต่างๆ แรกที่เริ่มฟังหลังจากคิดว่าเปิดเบิร์นจนนานพอเพียงแล้ว ก็เริ่มด้วยอัลบั้มชุด The Hunter ของ jennifer warns อันเป็นแผ่นสามัญประจำวงการเครื่องเสียงไทยไปเสียแล้ว เพลงที่มีจังหวะเร็ว เราจะได้ยินเสียงกลองที่กระชับ เบสเป็นก้อนที่ใหญ่ อิ่ม แน่น เสียงแฉ เสียงฉาบมีความละเอียด ปลายเสียงแตกเป็นฝอยนวลๆ ดังแล้วค่อยๆจางหายไปแบบเรื่อยๆนิ่มๆ มันเป็นเสียงโชว์ของเครื่องเสียงในงานแสดงเครื่องเสียงประจำปีชัดๆเลย ชิพเสียง ES9018 คงจะชอบเม็ดเสียงเล็กๆพร่างพรูเหล่านี้อยู่เป็นแน่ รายละเอียดทุกเสียงมีให้ได้ยินเต็มไปหมด

ความโปร่งใสดูจะเป็นจุดเด่นของ Compass2 เพราะรู้สึกได้เลยว่า เสียงมันใส ปากมันบอกออกมาเองโดยที่ยังไม่ได้หาคำเปรียบเทียบกับอะไรเลย เวทีเสียงทำได้กว้างมาก หลายเพลง หลายอัลบั้มฟังแล้วรู้สึกว่ารูปวงจะกระจายตัวอยู่หลังลำโพงแบบมีระยะห่างระหว่างชิ้นดนตรีทุกชิ้นอย่างเด่นชัด เสียงร้องของนักร้องหญิงหวาน ใส ฟังแล้วสบายหู แยกแยะออกจากกลุ่มเครื่องดนตรีต่างๆอย่างเป็นสัดส่วน มีช่องไฟ มีพื้นที่ของตัวเองโล่งๆ ไม่ปะปนกับใคร

เสียงอะคูสติกกีต้าร์ในแผ่น bakery love3 จากนักร้องที่ชื่อ ธีร์ ไชยเดช เพลงแรกก็เคลิ้มแล้ว เสียงสะบัดปิ๊กกีต้าร์ผ่านสายโลหะทั้งหกเส้นฟังแล้วมีความนุ่มนำมาเลย แล้วตามมาด้วยประกายความชัด ใครชอบเพลงกีต้าร์ที่เล่นคอร์ดเพราะๆ ขอเชิญให้ได้ลองฟังผ่าน Compass2 ดูสักชั่วโมง แล้วจะพบว่าความโปร่งใส ที่มาพร้อมกับแรงประทะที่ฉับไวมันรวมกันอยู่ใน Compass2

เสียงกลองกระเดื่องในเพลงเฮวี่เมทัลอย่าง ชุด Metalica ที่เป็นปกดำๆ ของวง Metalica ฟังแล้วเสียงกลองลงลึกได้พอประมาณ ได้ความคมชัดและถูกจัดวางอยู่ด้านหลังสุดของเวทีเสียง หัวโน้ตของเสียงกลองขึ้นเร็ว น้ำหนักดี ไม่ปะปนคลุมเครือกับเสียงเบสที่เล่นคู่กัน เสียงกีต้าร์สกับเอฟเฟ็คดีสทอร์ชั่น ให้ความแตกซ่านได้ละเอียดและฟุ้งเป็นฝอยเหมือนจะเลียนแบบการกระจายตัวของเสียงแฉเลย แสดงว่าชิพเสียงตัวนี้ท่าทางจะชอบเสียงเล็กๆสูงๆเป็นพิเศษ

ผมชอบฟังเพลงไทยกับชุดเครื่องเสียงที่คุณภาพสูง เพราะมันทำให้เพลงไทยที่ผมชอบมีความน่าฟังยิ่งขึ้น แม้ว่าบางเพลงจะฟังแล้วเฉยๆไม่ค่อยสนับสนุนให้เครื่องเสียงแสดงศักยภาพเท่าไร แต่เครื่องเสียงดีๆก็ช่วยให้การฟังเพลงมันสนุกขึ้น เพลงของวง P.O.P ที่เล่นแบบอคูสติกในอัลบั้มแรกของวงนี้มีเสน่ห์มาก น้ำหนักเสียงเบส และย่านความถี่ต่ำไม่ได้ใหญ่โตแบบแผ่นฝรั่ง แต่มันก็โปร่งและให้อารมณ์ของอคูสติกได้ดีมาก ย่ิงได้เสียงร้องของ นพ พรชำนิ ที่ฟังแล้วเสียงหล่อใจละลายขนาดนั้นยิ่งรู้สึกไม่อยากให้เพลงจบเลย

เพลงบอสซ่าก็ทำได้ดีมาก เพลงไทยที่นักร้องเอาเพลงเก่ามาร้องใหม่ในสไตล์บอสซาโนว่า จากอัลบั้มรวมเพลง แผ่นเดียวได้ 50 เพลง ราคาร้อยห้าสิบบาท คุณภาพไฟล์ระดับ mp3 320K ให้ความไพเพราะได้ประทับใจ เพลงไทยบันทึกเสียงดีก็มีให้เลือกฟังอยู่เรื่อยๆถ้าเราค้นหา แม้ว่าจะไม่ได้ถึงระดับออดิโอไฟล์ แต่มันก็ดีกว่าอัลบั้มจริงของเพลงต้นฉบับอยู่พอสมควร

แผ่น Best of Audiophiles Voice1 เป็นแผ่นรวมเพลงนักร้องหญิง ทุกเพลงในแผ่นนี้เพราะหมด เสียงร้องชัดมาก บาลานซ์เสียงตั้งแต่ย่านต่ำไปถึงโทนสูงสมดุลย์ดี ไม่ได้มีเบสล้น หรือ แหลมบาดหูให้ได้ยิน เป็นเสียงเบสที่มาแนวสะอาดและกระฉับกระเฉง ความใส ความหวาน ความฉ่ำ มีครบถ้วน ต้องใช้คำว่าฟังสบายหูถึงจะตรงกับความรู้สึก

แผ่น OPUS 3 ดูจะช่วยแสดงศักยภาพของ Compass2 ให้โดดเด่นขึ้นไปได้อีก เสียงเพลง Jazz ที่บันทึกการเล่นสดในผับสักแห่งหนึ่งให้เสียงเปียโนพริ้วๆ เสียงกลองมีแรงประทะที่คมและรวดเร็ว เสียงเบสที่เดินอยู่ลึกๆ เสียงแซ็กโซโฟนที่ชัดมีเนื้อ มีความหนาอยู่อย่างรู้สึกได้ ที่สำคัญคือ ทุกชิ้นดนตรีต่างก็มีพื้นที่ของตัวเอง มีช่องไฟที่เว้นไว้ให้ฟังสบาย

Compass2WM

ลองถอดเปลี่ยนบอร์ด เพื่อเปลี่ยนชิพเสียงจาก ES9018 เป็น WM8741 ใช้ไขควงสี่แฉกถอดน็อตสี่ตัว พร้อมกับเปลี่ยนตำแหน่ง jumper อีก 4 ตัว พอเปลี่ยนเสร็จก็เปิดฟังทันที เสียงที่ได้ยินครั้งแรกมีระดับเสียงที่ดังมาก ต้องลดวอลลุ่มลงไปเยอะพอสมควรถึงจะดังเท่ากับตอนที่ใช้ชิพตัวเก่า เมื่อตั้งค่าความดังให้ใกล้เคียงกับเสียงเดิมแล้วก็เริ่มฟังใหม่อีกรอบ

IMG_1676compass2full

คุณภาพเสียงโดยรวมของ WM8741 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ฟังสบายหูเหมือนเดิม แต่มีสิ่งที่โดดเด่นและทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจนคือการจัดระเบียบเสียงกลางที่ดีกว่า มิติของเสียงร้อง และชิ้นดนตรีต่างๆที่มีเสียงอยู่ในช่วงกลางๆจะมีตัวตนที่เด่นชัดกว่าเดิม มวลเสียงมีความเป็นก้อน ตำแหน่งตึงเป๊ะยิ่งกว่าเดิม เวทีเสียงด้านลึกจะลึกกว่าเดิม การแยกแยะของความลึก จะเรียงจากตื้นไปลึกได้แตกต่างกันมากกว่าเดิม คือถ้าให้วางตัวเสียงแต่ละเสียงเป็นแถว แถวแรกอยู่ใกล้ลำโพง แถวสองอยู่ถอยออกไปสักหน่อย แถวสามอยู่ไกลไปอีก แถวสี่อยู่หลังสุด WM8741 จะให้แต่ละแถวมีความห่างออกจากกันได้มากกว่า ES9018 แต่ว่าช่องไฟดูเหมือนจะเท่าเดิม ซึ่งก็หมายความว่า มวลเสียงมันใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ถ้าเปรียบเทียบให้เป็นภาพ อาจจะเทียบ ES9018 เป็นจักรยานสัก 10 คันจอดอยู่ในที่โล่งที่หนึ่ง ส่วน WM8741 ให้เปลี่ยนจักรยานเป็นมอเตอร์ไซด์ 10 คัน คือมันใหญ่กว่า และใช้พื้นที่จอดมากกว่านิดหน่อย ถ้าแทนปริมาณความใหญ่ของแต่ละเสียงด้วยลูกชิ้นกลมๆ ผมรู้สึกว่า ES9018 จะเป็นลูกชิ้นลวกหรือไม่ก็นึ่ง แต่ wm8741 จะเป็นลูกชิ้นทอด คือมันมีขนาดที่ใหญ่กว่ากัน

ฟังไปฟังมา พอเริ่มเปลี่ยนแผ่นไปหลายๆแบบชักเริ่มรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆตามลักษณะเพลงบางเพลง ตอนเล่นด้วยดนตรีน้อยชิ้น wm8741 ให้ดุลย์เสียงที่น่าฟัง ชิ้นดนตรีใหญ่และนุ่ม เสียงอิ่ม แต่ไม่ทึบ แต่พอเล่นกับดนตรีที่เต็มวง ชักรู้สึกว่า เนื้อเสียงแต่ละเสียงเร่ิมใหญ่จนแย่งกันเด่น แต่ละชิ้นดนตรีแสดงความใหญ่เข้าหากันจนช่องไฟน้อยลง เลยลองถอดเปลี่ยนบอร์ด Dac กลับไปใช้ ES9018 อีกที คราวนี้ชิ้นดนตรีเล็กลงนิดหน่อย ได้ช่องไฟที่โล่งๆกลับคืนมา ประกายเสียงฟังชัดขึ้น มันเป็นความรู้สึกคนละแบบ ดูเหมือนว่า ES9018 จะเหมาะกับดนตรีมากชิ้น ยิ่งเล่นเต็มวง มีเบสเล่นเป็นตัวคุมจังหวะย่านต่ำ มีคีย์บอร์ดเล่นเป็นพื้นเสียงรองไว้อีกชั้น และ มีเครื่องสายเล่นคลอๆกันอยู่ สามส่วนนี้จะฟังแล้วรู้สึกล้นเกินไปเมื่อเล่นผ่าน wm8741 แต่ถ้าเป็น ES9018 จะช่วยให้ดนตรีมากชิ้นมีระเบียบมากกว่า แยกชิ้นดนตรีได้ดีกว่า

ตอนฟังดนตรี jazz ที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นเหมาะมากที่จะเล่นผ่าน wm8741 เพราะได้แสดงเนื้อเสียงอย่างตั้งใจ การโซโล่เบส กลอง หรือ เครื่องเป่า ต่างก็ให้ความรู้สึกว่ามันชัดและมีน้ำหนักอยู่มาก เพลงร้องที่เครื่องดนตรีน้อยๆจะยิ่งเหมาะกับ wm8741 ประกายเสียงใสๆ ที่น้อยกว่า es9018 เล็กน้อยทำให้การฟังเพลงหลายชั่วโมงไม่ค่อยเกิดความรู้สึกล้าหูมาก ผมคิดว่าถ้าชุดเครื่องเสียงใครที่เป็นชุดเล็ก ลำโพงเล็ก ห้องฟังเล็ก ลองใช้บอร์ด ES9018 ดูน่าจะช่วยให้การแยกแยะมิติต่างๆทำได้ดี ส่วนใครมีชุดใหญ่ ห้องใหญ่ หรือชอบเพลง jazz ดนตรีน้อยช้ิน wm8741 น่าจะสร้างความพึงพอใจได้มากกว่า

ทดลองฟังผ่านช่องหูฟังบ้าง ผมใช้หูฟัง Creative Aurvana live เป็นตัวหลัก แจ๊คเสียบที่ติดหูฟังเป็น 3.5 มม. แต่แจ๊คเสียบของ Compass2 เป็น 6.3 มม. ทำให้ต้องใช้อแด๊ปเตอร์แปลง เมื่อไม่เปิดเพลงใดๆ ลองเปิดวอลลุ่มจนสุดดูก็ไม่มีเสียงรบกวนเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งการฟังผ่านช่องดิจิทัล และช่อง line in ก็มีความเงียบสงัดที่ดีเท่ากัน เมื่อเปิดเพลงจากระบบดิจิทัลผ่านสาย USB แล้วฟังผ่านหูฟัง น้ำเสียงความหวานจะลดลงไปเล็กน้อย แต่ได้ความนุ่มของเสียงย่านกลางและย่านต่ำมาแทน ซึ่งก็คงเป็นเพราะตอนฟังผ่านลำโพงผมใช้แอมป์หลอดเป็นหลัก เสียงแอมป์หลอดมันหวานเป็นทุนอยู่แล้ว เพราะเทียบกับช่องหูฟังที่วงจรขยายเป็นโซลิทสเตท ก็เลยมีบุคลิกความหวานไม่เหมือนกัน กำลังขับที่ได้จาก Compass2 ต้องบอกว่ามากมายมหาศาลมากเมื่อใช้กับหูฟังขับง่ายอย่าง Aurvana เพราะจากสเป็คของเครื่องก็ระบุไว้อยู่แล้วว่าสามารถขับหูโอห์มต่ำได้สูงเกิน 1 วัตต์สบายๆ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่มีหูฟังในโลกตัวไหนที่จะใช้กำลังขับเยอะขนาดนี้ ส่วนการใช้กับหูฟังโอห์มสูงนั้น ผมคิดว่าคงมีเพียงหูระดับ 600 โอห์มเท่านั้นที่ Compass2 ยังขับได้ไม่เต็มที่ เพราะสเป็คของแอมป์หูฟังระบุกำลังขับที่ 600 โอห์มไว้แค่ 200 มิลลิวัตต์เท่านั้น

ใช้ Compass2 เป็น Headphone amp โดยรับสัญญาณเข้าทางช่อง Line inบ้าง ตัวเครื่องก็จะตัดสัญญาณจากภาค Dac ไม่ให้ผ่ายวงจรขยายเสียงภายใน เครื่องเล่นที่นำมาใช้ร่วมทดสอบก็จะมี ipod video ต่อผ่าน Dock ipod shuffle ต่อสายออกจากช่องHeadphone out ใช้สาย mini to RCA ของ monster น้ำเสียงจะฟังแล้วกลมกล่อมขึ้นกว่าการฟังตรงจากเครื่องเล่น เบสจะนุ่มขึ้น แน่นหนึบกว่าเดิม ความหยาบของเนื้อเสียงจะน้อยลง ให้ความรู้สึกถึงความลื่นไหล ถ้าใช้เครื่องเล่นคุณภาพทั่วไปก็จะได้ความรู้สึกว่าคุณภาพเสียงผ่าน amp แล้วจะดีขึ้น แต่ถ้าใช้เครื่องเล่นระดับหรูอย่าง Astell &Kern ส่งสัญญาณอนาลอกออกมาเข้า compass2 จะรู้สึกว่า เสียงใสน้อยลง ได้พลกำลังมากขึ้น แต่ความฉ่ำหวานน้อยลง อาจจะเป็นเพราะ opa2134 ภายในเป็นตัวจำกัดคุณภาพของระบบการขยายเสียงเอาไว้ก็ได้ ถ้าได้ลองอัพเกรดโมดุลย์ตัวนี้ น่าจะทำให้ระบบขยายเสียงอนาลอกอัพคุณภาพขึ้นไปได้อีก เพราะภาค Headphone amp ของ compass2 เมื่อฟังด้วยแหล่งสัญญาณดิจิทัลที่ใช้ไฟล์ wav ตัวเดียวกัน เปิดจากคอมพิวเตอร์แล้ว คุณภาพเสียงดีมาก ดีกว่าเล่นจาก Astell & Kern ผ่านช่องอนาลอก Line in เสียอีก

จุดเด่น
คุณภาพเสียงดีมาก รองรับการเชื่อมต่อ USB ได้สูงที่สุดเท่าที่คอมพิวเตอร์จะมีให้ได้ในปีนี้ (คศ 2012)
อัพเกรดได้หลายอย่าง เปลี่ยนแนวเสียงได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเล่นจะครบทุกแบบ
เครื่องเดียวได้ทั้ง Dac และ Headphone amp และ Pre-amp
ช่องเสียบหูฟังให้กำลังขับได้สูงมาก

จุดด้อย
ตัวถังไม่สวย ดูเหมือนของราคาถูก
ภาค line in คุณภาพน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับระบบดิจิทัลทั้งเครื่อง ควรหาโอกาสเปรียบเทียบกับโมดุลย์อัพเกรดทั้งสามชนิดให้ได้

Audio-gd Compass2 เหมาะกับใคร
เหมาะกับคนที่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์เป็นแหล่งโปรแกรมหลัก เพราะคุณภาพของ Compass2 จะโดดเด่นที่สุดเมื่อเล่นด้วยแหล่งโปรแกรมดิจิทัล และควรจะเชื่อมกันด้วยสาย USB
เหมาะกับคนที่ต้องการ Dac คุณภาพสูงและใช้ต่อตรงกับเพาเวอร์แอมป์ได้เลย เนื่องจาก Compass2 ปรับระดับเสียงหรือเป็นปรีแอมป์ได้ในตัวอยู่แล้ว เล่น compass2 ตัวเดียว ไม่ต้องซื้อปรีแอมป์
เหมาะกับคนที่มีหูฟังที่ขึ้นชื่อว่าขับยาก

Audio-gd Compass2 ไม่เหมาะกับใคร
ถ้าคุณต้องการ Headphone amp เป็นหลัก อาจจะมีเครื่องเล่นดีๆอยู่แล้ว หรือมี Dac ที่ถูกใจอยู่แล้ว ควรผ่านตัวนี้ไป ไปเลือกampระบบเดียวเลยดีกว่า เพราะcompass2 ให้ความคุ้มในฝั่ง Dac มากกว่า amp

สรุป
Audio-gd Compass2 เป็น Dac + Headphone amp คุณภาพสูงตัวหนึ่ง มีลูกเล่นที่เด่นชัดคือสามารถอัพเกรดหรือเปลี่ยนแนวเสียงที่ต้องการได้ การได้สลับใช้งานระหว่าง ชิพเสียง ES9018 และ WM8741 เป็นสองบุคลิกที่มีดีคนละแบบ เลือกใช้ Compass2 แล้วสั่งตัวชิพเสียงเอาไว้เปลี่ยนได้ด้วยทำให้ประหยัดเงินไม่ต้องมี Dac หลายตัวอยู่ในบ้าน นอกจากประหยัดเงินแล้วยังประหยัดที่วาง ประหยัดช่องเสียบสายไฟ Ac ได้อย่างน้อย 1 ช่อง เสียงจาก ES9018 เหมาะกับแนวเพลงเต็มวง เหมาะกับคนที่ชอบช่องไฟกว้างๆ เสียงสะอาดเกลี้ยงเกลา ส่วน WM8741 เหมาะกับคนชอบเสียงร้อง ชอบดนตรีน้อยชิ้น เพราะชิ้นดนตรีต่างๆจะมีปริมาณที่ใหญ่โตถูกใจนักเล่นแนวออดิโอไฟล์ Compass2 มีความสามารถรองรับไฟล์เสียงความละเอียดสูงลิบ สเป็คเลยมาตรฐานวันนี้ไปแล้วอย่างน้อย 1 ก้าว คือรองรับไปถึง 32bit 384k แล้ว ความคุ้มค่ากับงบประมาณสองหมื่นสำหรับ Dac ที่เปลี่ยนชิพได้ ถือว่าไม่แพงเกินไป นักเล่นซื้อไว้ฟังก็เพลิน นักออกแบบเครื่องเสียงซื้อไว้ผ่าเล่นก็ได้ความรู้ครับผม