ตอนฟังกับแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายจีน อย่างของ susan wong หรือ ไช่ฉิน ผมรู้สึกว่าเสียงมันบางลงกว่าที่คุ้นเคย แต่เสียงแหลมจะเหมือนเน้นให้ชัดมากเป็นพิเศษ และบางแผ่นออกจะเน้นเสียง ส ซ มากเกินไป คงเป็นลักษณะที่ตั้งใจทำแผ่นมาให้ฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงร้องชัดมาก พอมาเจอกับหูที่ไวต่อเสียงแหลมกลายเป็นเสียงร้องจัดเกินไป แต่พอไปฟังแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายฝรั่งของศตวรรษที่แล้ว อย่างJennifer WarnsชุดThe Hunter กลับรู้สึกว่าเสียงมันบาลานซ์พอดี เพลงยอดฮิตในแผ่น The Hunter มีอยู่สองสามเพลง มันฟังแล้วเพลิน ไม่อึดอัด เบสลึกแสดงพลังอยู่ในพื้นที่ของมัน มีตัวตน แต่ไม่แย่งกันเด่น ยิ่งกลับไปฟังแผ่นของ Clair Marlo ชุด Let it go ซึ่งเป็นแผ่นที่อัดมาระดับเสียงค่อนข้างเบา และเบสไม่อิ่ม ไม่ล้นเหมือนแผ่นสมัยใหม่ยิ่งฟังได้ไพเราะกว่าเดิม เพราะความทรงจำของผมคือ แผ่น Let it go นี้ เสียงใส สะอาด แต่ไม่ได้ฉ่ำหวานเรียกลูกค้า หลังๆจะไปชินกับแผ่นค่ายจีนจนกลับมาฟัง Let it go แล้วกลายเป็นบางเกินไป ทำให้ไม่ได้หยิบมาฟังหลายปี พอรอบนี้ขุดมาฟังกับ HD800 กลายเป็นว่าแผ่นนี้เพราะมากจริงๆ เสียงย่านต่ำไล่ไปย่านสูงมีให้ฟังกันครบถ้วน ไม่มีอะไรล้ำ ไม่เน้นย่านใดเป็นพิเศษ มันพอดีจนน่าฟัง
Compass2 เป็น Dac และ headphone amp และ pre-amp ตั้งโต๊ะ ด้านหน้าเป็นปุ่มปรับทุกชนิด เริ่มตั้งแต่ด้านซ้ายสุดเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ถัดมาเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 6.3มม. ซึ่งเป็นของ Neutrik ที่นักเล่นเครื่องเสียงให้ความเชื่อใจในด้านแจ๊คเชื่อมต่อคุณภาพสูง ปุ่มถัดมาเป็นปุ่มเลือกให้สัญญาณเสียงไปออกช่องหูฟัง หรือช่อง Line out ตรงกลางเครื่องเป็นปุ่มวอลลุ่มขนาดใหญ่ ภายในใช้วอลลุ่มของ ALPS 27 ถัดมาเป็นปุ่มเลือกค่า Gain เลือกได้สองระดับ หรือ Hi และ Low ปุ่มถัดไปเป็นปุ่ม Line in มีไว้เพื่อเลือกใช้ Compass2 ทำตัวเป็นปรีแอมป์หรือ Headphone amp เท่านั้น เมื่อเลือกใช้จะเป็นการตัดภาค Dac ออกจากระบบ สัญญาณจาก Line in จะผ่านวงจรขยายและตัวปรับระดับเสียงแล้วส่งออกไปยังช่อง Headphone out หรือ Line out ก็ได้ ส่วนปุ่มสุดท้ายเป็นลูกบิด Selector สำหรับเลือก input สัญญาณดิจิทัล ซึ่งเลือกได้ 3 อย่าง คือ USB Optical และ Coaxial
ด้านหลังของตัวเครื่องเป็นแจ๊คเชื่อมต่อทั้งหลาย เร่ิมตั้งแต่ด้านขวาสุด เป็นช่องต่อสายไฟ AC ถัดมาที่ตรงกลางเครื่อง เป็นช่องรับสัญญาณ USB ซึ่งเป็นสัญญาณหมายเลข 1 ถัดมาเป็นช่องหมายเลข 2สำหรับการรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Optical ถัดมาเป็นช่องที่ 3 เป็นช่องรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Coaxial ถัดไปเป็นแจ๊ค RCA 1 คู่ สำหรับรับสัญญาณ Line in และซ้ายสุดเป็นช่องสัญญาณขาออกแบบ Line out สิ่งให้แถมมาด้วยในกล่องก็จะมีสายไฟ AC สาย USB และ Jumper อีก 1 กำมือใส่อยู่ในถุงพลาสติกเรียบร้อย
ข้อมูลทางเทคนิค
อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน หรือ S/N Ratio 119db
สัญญาณขาออกสูงสุดที่ช่อง Headphone 11V RMS
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่อปรับอยู่ในโหมดที่ปรับระดับสัญญาณขาออกได้ : 5V Max
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่ออยู่ในโหมดสัญญาณคงที่ หรือ DAC : 2.5V RMS
กำลังขับ
3600mW / 25 ohm (150mW class A)
2000mW / 50 ohm (300mW class A)
1100mW / 100 ohm (600mW class A)
400mW / 300 ohm (Full class A)
200mW / 600 ohm (Full class A)
อัตราขยาย
12DB at H gain
0 DB at L gain
อิมพีแดนซ์ขาออก
2 ohm / Headphone output
10 ohm / DAC output
ความไวในการรับสัญญาณดิจิทัล
0.5 Vp-p(75 Ohms, Coaxial)
19 dBm (Optical)
รองรับโหมดUSB1.1 / 2.0 (High Speed / Full Speed)
Support Operate Systems (USB)
Windows : 44.1kHz to 192kHz music files
OSX : 44.1kHz to 384KHz music files
Linux : 44.1kHz to 192kHz music files
Support Sampling USB model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz , 192kHz
Coaxial model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz ,192kHz
Optical model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz (176.4KHz and 192KHz available if the source support)
การตอบสนองความถี่ 20Hz – 20KHz (-0.2DB , DAC + amp ) 3Hz – 350KHz ( Amp parts ) 3Hz – 200KHz ( Line In )
แหล่งพลังงาน 100-120V AC 50/60 Hz หรือ 220-240V AC 50/60 Hz
อัตราการกินไฟ 20W
น้ำหนัก 5KG
สัดส่วน W240 X L320 X H80 (MM, Fully aluminium )
ทดลองฟัง
แหล่งโปรแกรมที่ใช้ในการทดสอบจะเป็น mac mini เป็นส่วนใหญ่ เชื่อมต่อเข้ากับ Compass2 ด้วยสาย USB เป็นหลัก และบางครั้งก็ใช้สาย Optical บ้างเพื่อทดสอบความแตกต่าง สัญญาณขาออกจาก Compass2 ช่อง Line out ต่อด้วยสาย RCA ไปยังแอมป์หลอด Antique Sound lab รุ่น se3.5 เป็นแอมป์หลอดระบบซิงเกิ้ลเอนด์กำลังขับ 3.5 วัตต์ ใช้งานร่วมกับลำโพง Alesis รุ่น Monitor2 ความไว 90dB ทั้งระบบไม่ใช้เครื่องกรองไฟใดๆ
จุดด้อย
ตัวถังไม่สวย ดูเหมือนของราคาถูก
ภาค line in คุณภาพน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับระบบดิจิทัลทั้งเครื่อง ควรหาโอกาสเปรียบเทียบกับโมดุลย์อัพเกรดทั้งสามชนิดให้ได้
TEAC R1 เป็นเครื่องรับวิทยุที่มีลำโพงในตัว สามารถรับคลื่น FM และ AM ได้ ใช้พลังงานจากหม้อแปลง 12 โวลท์ และมีแบตเตอรี่ในตัวสามารถชาร์จไฟขณะใช้งานได้ ถ้าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่จะใช้งานได้ประมาณ 7 ชั่วโมง สามารถต่อสัญญาณขาเข้าจากแหล่งโปรแกรมอื่นๆได้ทางช่อง Aux มีวงจรขยายในตัว สามารถเปิดใช้งานได้ค่อนข้างดังในห้องทำงานทั่วไป หรือในห้องนอนก็กำลังเหมาะสม
ด้านบนตัวเครื่องมีปุ่มอยู่ 4 ปุ่มดังนี้ ซ้ายสุดเป็นปุ่มเปิดปิดและทำหน้าที่เลือกรับคลื่น FM AM และ เลือกฟังช่องสัญญาณขาเข้า Aux ปุ่มที่สองจากซ้ายเป็นปุ่มปรับเสียง Bass ถ้าบิดไว้ที่ตำแหน่งตรงกลางจะมีคลิกหยุดเป็นตำแหน่ง Flat ส่วนปุ่มที่สามเป็นปุ่มปรับเสียงสูงหรือ Treble มีตำแหน่งกลางเป็น Flat เช่นกัน ปุ่มสุดท้ายหรือทางขวาเป็นปุ่มกลมขนาดใหญ่ที่สุดทำหน้าที่ปรับความดังของเสียง ใต้ปุ่มซ้ายจะมีหลอดไฟแสดงสถานะการทำงาน ตอนเปิดจะติดสว่างเป็นหลอดไฟสีน้ำเงิน ตอนปิดถ้าเสียบหม้อแปลงไฟไว้แล้วเครื่องกำลังทำการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่อยู่หลอดไฟดวงนี้จะกระพริบตลอดเวลา และจะดับไปเองเมื่อแบตเตอรี่เต็ม
ด้านหลังมีช่องสำหรับเสียบสายต่างๆ และมีช่องระบายอากาศสำหรับลำโพงภายในด้วย นั่นก็หมายความว่าเครื่องเล่นเครื่องนี้เป็นลำโพงชนิดตู้เปิด เดาว่าภายในใช้ดอกลำโพงดอกเดียวทำงานเป็นแบบ Full range คือส่งเสียงทุกย่านความถี่ด้วยดอกลำโพงเพียงดอกเดียว อาศัยช่องระบายอากาศเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในย่านเสียงเบส ตรงกลางเครื่องด้านหลังเป็นช่องเสียบสายอากาศ ซึ่งมีแถมมาให้ในกล่องด้วย
ถัดลงมาเป็นช่องต่อสัญญาณขาเข้า Aux in ซึ่งแถมสาย mini 3.5mm สองหัวมาให้ด้วยเช่นกัน ช่องถัดลงมาเป็นช่องเสียบหูฟัง สามารถใช้งานกับหูฟังทั่วไปได้ หมายความว่าเราสามารถใช้เครื่องเล่นเครื่องนี้เป็นแอมป์ขยายสัญญาณเสียงให้กับหูฟังที่เราต้องการได้ ช่องด้านล่างสุดเป็นช่องเสียบหม้อแปลงไฟ หม้อแปลงที่แถมมาให้เป็นแบบแปลงไฟ 220v แปลงเป็น 12V คิดว่าถ้านำ TEAC R1 ไปเสียบกับไฟในรถยนต์ก็คงสะดวกดีเพราะแรงดันไฟตรงกัน ด้านขวาเหนือช่องระบายอากาศเป็นเสาอากาศแบบชัก การชักเสาอากาศยืดขึ้นมาจะช่วยให้รับคลื่นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มีผลมากในการใช้งานที่อยู่ในตึกอาคารต่างๆ ซึ่งคลื่นวิทยุจะรับค่อนข้างยาก เสาชักในตัวทำงานได้ดีเยี่ยม แทบไม่พลาดการรับคลื่นเลย จะมีเพียงบางสถานีเท่านั้นที่เสียงค่อนข้างเบา หรือมีการทับซ้อนกันบ้างเนื่องจากคลื่นวิทยุชุมชนในกรุงเทพค่อนข้างจะถี่ พาลเบียดคลื่นหลักไปบ้างก็มี