พาลูกนอนเล่นที่ มิลลิเนียมฮิลตัน millennium hilton

IMG_0119

มิลลิเนีียมฮิลต้น เป็นโรงแรมหรูห้าดาวอยู่ในกรุงเทพ อยู่ถนนเจริญนคร ตัวโรงแรมติดแม่น้ำเจ้าพระยา ผมเดินผ่านตั้งแต่สมัยเด็กๆ ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมานอนพักที่นี่

IMG_0061.JPG

การมาใช้เวลานอนเล่น 1 คืนในโรงแรมฝั่งธนรอบนี้เป็นความรู้สึกที่ดี เพราะว่าเราได้ใช้ชีวิตแบบนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบโดยที่ไม่ต้องไปต่างจังหวัด เราเข้าพักที่โรงแรมรอบบ่ายๆ เก็บของเรียบร้อยก็มองหาที่ไปต่อ ทางโรงแรมมีเรือให้นั่งไปที่เอเซียทิก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมน้ำย่านถนนเจริญกรุง เราก็เลยได้นั่งเรือเล่น

IMG_0087.JPG

IMG_0067.JPG

ก่อนจะลงเรือเราก็ดูให้แน่ใจว่ามีเสื้อชูชีพพอสำหรับทุกคนหรือไม่  ทีแรกก็กลัวจะไม่มี  แต่เห็นวางกันเป็นตับแบบนี้ก็ค่อย
โล่งใจหน่อย  ถ้ามีเหตุฉุกเฉินยังพอมีวิธีเอาชีวิตรอด  แม้จะไม่เคยมีข่าวว่าเรือของโรงแรมเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่อยากประมาท

IMG_0097.JPG

IMG_0098.JPG

ลูกชายผมได้นั่งเรือครั้งแรกก็ได้ลงเจ้าพระยาเลย ท่าเรือที่โรงแรมจะมีเรือเวียนไปส่งระหว่างสถานีรถไฟฟ้า BTS ตากสิน และ เอเชียทิกอยู่วันละหลายเที่ยว เรือไปเอเซียทิกจะมีทุก 40 นาที เราก็เลยได้นั่งเรือไปกินข้าวเย็นที่เอเชียทิก และเดินเล่นเรื่อยเปื่อย ก่อนจะกลับในอีกสองชั่วโมงถัดมา

IMG_0105.JPG

ในช่วงกลางคืน วันวาเลนไทน์ จากหน้าต่างห้องพักเบอร์ 2123 เราได้ดูจุดพลุที่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย เป็นการดูพลุที่แสนสบาย นั่งมองอยู่ในห้องพัก ดูได้เต็มตา ยุงไม่กัด ไม่ต้องไปเบียดกับคนอื่น ไม่ต้องเงยหน้าเมื่อยคอ ขอบฟ้าเป็นเด็กที่โชคดีจริงๆเลย ถ้าเป็นผมตอนเด็กๆ จะดูพลุแบบนี้ ต้องไปยืนจองกันริมถนน ริมสะพานสาธรเท่านั้น

IMG_0112.JPG

การถ่ายพลุที่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณโรงแรมย่านสาธร จะเป็นจุดแสดงพลุที่ทำทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นลอยกระทง วันเฉลิม วันปีใหม่ ไม่รู้ว่าตรุษจีนด้วยหรือเปล่า จุดที่นักถ่ายภาพนิยมไปตั้งขาตั้งกล้องรอถ่ายภาพคือบนสะพานสาธร โดยเฉพาะลอยกระทงกับปีใหม่ สะพานจะเต็มไม่มีที่ยืนบนฟุตบาธเลย แต่รอบนี้ผมได้ถ่ายภาพจากในห้องพัก ก็เลยเอารูปแม่และเด็กไว้เป็นจุดเด่นของภาพ เพื่อให้เห็นบรรยากาศตอนดูพลุ ดูเสร็จก็เข้านอน

IMG_0114.JPG

แล้วเราก็ตื่นเช้าขึ้นมาดูวิวกรุงเทพยามเช้า วิวห้องพักที่นี่สุดยอดมาก มองเห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาแสนสวยพร้อมกับแนวตึกดูอลังการ กรุงเทพเมืองสวรรค์มันก็น่าเที่ยวดี เราตื่นเช้าแล้วก็ไปเล่นน้ำในสระเลยเนื่องจากลูกชายอยากเล่นน้ำมากๆ วิวสระน้ำก็เป็นชั้นสูงๆที่มีเตียงให้นั่งอย่างล้นหลาม มีวิวไกลๆให้มอง ถ้าแดดไม่แรงมันก็เป็นที่สำหรับการนอนปล่อยเวลาให้ไหลไปเรื่อยๆ

IMG_0127.JPG

ผมคิดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะชอบบรรยากาศแบบนี้ เพราะได้อยู่กับแสดงแดดอ่อนๆ สระว่ายน้ำ ลมเย็นสบาย นั่งอ่านหนังสือกันจนลืมเวลาได้เลย วันพักผ่อนของคนต่างชาติน่าอิจฉามาก ไม่เหมือนวันพักผ่อนของผมที่ต้องพาลูกเที่ยว มันเหนื่อยแต่ก็ต้องทำเพราะเราอยากเห็นรอยยิ้มของลูก

IMG_0172.JPG

ด้านข้างสระน้ำของโรงแรมมีพื้นทรายให้เล่นด้วย สวรรค์ของเด็กชัดๆเลย ขอบฟ้าเป็นเด็กเล่นทราย จะทรายก่อสร้างหรือทรายทะเลเล่นได้หมด ขอบฟ้าอยากไปทะเลเพราะอยากเล่นทราย ขอบฟ้าอยากไปโรงแรมเพราะอยากเล่นน้ำในสระ ขอบฟ้าน่าจะชอบโรงแรมแห่งนี้มากเพราะได้เล่นน้ำ ได้เล่นทรายพร้อมๆกัน แถมยังเป็นที่เล่นทรายที่มีอุปกรณ์ให้อย่างเพียบพร้อม  ต้องขอขอบคุณโรงแรมจริงๆที่เตรียมของเหล่านี้ไว้ให้เด็กๆ

IMG_0155.JPG

IMG_0175.JPG

IMG_0162.JPG

อาหารบุฟเฟ่ต์มื้อเช้าในมิลลีเนียมฮิลตันไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ ไม่มีของถูกปากสำหรับผมเลย ถือว่าเป็นข้อเสียข้อเดียวที่เกิดขึ้นกับโรงแรมแห่งนี้ แต่เป็นข้อเสียที่ไม่ร้ายแรง เพราะสิ่งที่ได้มาก็คือ ขอบฟ้ามีความสุขกับการเข้ามานอนเล่นในนี้ เราได้นั่งเรือ เราได้เล่นน้ำ เราได้เล่นทราย เราได้ดูพลุ เราได้ดูวิวกรุงเทพยามเช้า แค่นี้ก็เต็มอิ่มแล้ว

รูปในทริปนี้ทั้งหมดใช้กล้อง canon eos 6d เลนส์ canon ef 24-105L

รีวิว Sennheiser HD800

รีวิว sennheiser hd 800
วันที่ 31 กรกฏาคม2556
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี pockethifi@gmail.com
pockethifi.wordpress.com

ตลาดหูฟังค่อยๆเติบโตแบบเงียบๆ คนเล่นเครื่องเสียงบ้านอย่างผมแค่เผลอไปสนใจเรื่องถ่ายภาพ ไปสนใจเครื่องเสียงรถไม่กี่ปี วงการหูฟังและเครื่องเสียงพกพาดันเติบโตอย่างน่าประหลาดใจ จากการกำเนิดของ ipod ที่เป็นเครื่องเล่นพกพาแสนสะดวก การก๊อปปี้เพลงฟังกันอย่างง่ายดายทำให้เครื่องเสียงพกพามียอดขายสูงมาก พอเครื่องเล่นเยอะ หูฟังก็เยอะตาม ใช้กันทิ้งขว้างซื้อใหม่กันเป็นว่าเล่น

IMG_2233

ความนิยมเครื่องเสียงพกพาทำให้วงการหูฟังตื่นตัว มีการออกผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณภาพออกมาให้นักฟังเพลงนอกบ้านได้ใช้งานกันสารพัดรูปแบบ หูฟังคุณภาพต่ำที่แถมมากับเครื่องเล่นก็ถูกแทนที่ด้วยหูฟังที่ดีขึ้น แพงขึ้น หูฟังพกพาเส้นเล็กๆไม่ค่อยสะใจ บางคนก็พกหูฟังตัวใหญ่ขึ้น ไปหาหูฟังแบบครอบหูมาใช้กันนอกบ้าน ทั้งที่ในอดีตหูฟังแบบครอบหูนี้ใช้งานอยู่ในบ้าน ใช้ในสตูดิโอมาตลอดหลายสิบปี แต่มาช่วงไม่กี่ปีนี้เองที่หูฟังแบบครอบหู ได้รับความนิยมจนเห็นกันได้บ่อยในสถานที่ต่างๆ ทั้งบนรถไฟฟ้า ร้านอาหาร กลายเป็นของพกพาไปได้อย่างงงๆ

IMG_2254

พอหูฟังเริ่มเยอะ ก็มีแอมป์ขับหูฟังให้เลือกใช้ นัยว่าเพื่อช่วยยกระดับเสียงให้หูฟังตัวโปรด พอแอมป์หูฟังเริ่มเยอะ หูฟังก็พัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ต่างคนต่างพาวงการก้าวไปข้างหน้า จนกระทั่งเรามีงานแสดงเครื่องเสียงสำหรับหูฟังกันโดยเฉพาะ พอมีงานเครื่องเสียง เราก็ต้องมีหูฟังระดับไฮเอนด์ไว้แสดงศักยภาพ หูฟังไฮเอนด์ก็พาเหรดกันออกมาเต็มไปหมด วันนี้เราก็เลยจะมารีวิวหูฟังตัวท๊อปตัวหนึ่งของวงการครับ นั่นคือ Senheiser HD800

พูดถึงยี่ห้อ Sennheiser ก็ต้องนึกถึงหูฟัง รุ่นพกพายอดฮิตอย่าง MX400 ซึ่งราคาแสนถูกคุณภาพดีเกินตัว ส่วนหูฟังแบบครอบหูหรือแบบครอบหัว หรือจะเรียกว่าอะไรก็ได้ที่มันยัดเข้ารูหูไม่ได้ ก็จะมีรุ่นยอดนิยมอยู่สามตัว นั่นคือ HD600 HD650 และ HD800 ซึ่งหลังๆอาจจะมีตัวอื่นออกมาเรื่อยๆ แต่รุ่นที่ได้รับความนิยมในวงการหูฟังของต่างประเทศจะเป็นสามตัวนี้เป็นส่วนใหญ่

IMG_2236

หูฟัง HD 800 เป็นหูฟังระดับสูงสุดของตลาดเครื่องเสียงโฮมยูสและสตูดิโอ จริงๆจะมีตัวที่ท๊อปเว่อร์ยิ่งกว่านี้แต่มันไม่ได้เจาะตลาดกลุ่มไหนเลย นั่นคือรุ่น opheus ที่เป็นหูฟังมาพร้อมแอมป์ ใครมีหูฟังตัวนี้ควรทำพินัยกรรมไว้ด้วย เพราะแสดงว่าคุณเป็นคนรวยมาก กลับมาที่ HD800 ต่อดีกว่าครับ เจ้า HD800 เป็นพี่ใหญ่ของค่ายในตลาดโฮมยูส ใครใช้ตัวนี้ไม่ต้องหาตัวอื่นแล้วเนื่องจาก HD800 เป็นตัวที่ราคาสูงที่สุดคุณภาพดีที่สุดที่ทาง sennheiser ตั้งใจทำจริงๆ พอหาซื้อมาใช้แล้วก็พบว่ามันใช้กับเครื่องเสียงพกพาไม่ค่อยเวิร์ค เพราะหูฟังขนาดใหญ่ ความต้านทานสูง ความไวต่ำ มันต้องการกำลังขับที่มากกว่าหูฟังทั่วไป คนที่มีหูฟังระดับนี้เลยจำเป็นต้องมีแอมป์หูฟังอีกตัวหนึ่งซื้อคู่กันมา เหมือนมีมะนาวดองแล้วต้องไปหาซื้อเป็ดมาตุ๋นนั่นเอง แถมราคาแอมป์หูฟังก็ใช่ว่าจะราคาถูก มันแพงกว่าแอมป์ขับลำโพงเสียอีกทั้งๆที่กำลังขับที่ใช้กับหูฟังอยู่ในระดับมิลลิวัตต์เท่านั้น

ข้อมูลทั่วไปของ HD800

IMG_2235

หูฟัง HD800 เป็นหูฟังชนิดครอบหัวที่โครงสร้างส่วนที่แข็งจะทำจากสแตนเลส มีความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา สายคาดที่รับน้ำหนักบนศรีษะจะหุ้มด้วยกำมะหยี่เนื้อนุ่ม ตัวส่วนของหูครอบจะเป็นโครงสร้างที่ใหญ่มาก สามารถครอบใบหูได้ทั้งใบ ถ้าใครมีใบหูไม่ผิดมนุษย์เกินไปคุณสามารถใช้งาน HD800 ได้โดยที่ใบหูไม่โดนสัมผัสกับตัวหูฟังเลย

IMG_2240

ไดรเวอร์ที่ใช้ใน HD800 เป็นแบบไดนามิค มีขั้วต่อสายเพื่อถอดเปลี่ยนหรืออัพเกรดคุณภาพเสียงได้ ในตลาดมีผู้ผลิตสายอัพเกรดมารองรับหูรุ่นนี้อยู่เช่นกัน แจ็คเสียบจะเป็นชนิด 6.3มม. ความยาวสายที่ให้มาประมาณ 3 เมตร มาพร้อมกล่องบรรจุหรูหราสุดๆ ในกล่องมีช่องวางมีผ้ามันวาวสีดำรองรับ แค่เปิดกล่องออกมาก็ไม่อยากเอามือจับหูฟังแล้วเพราะกลัวเปื้อนนั่นเอง

IMG_2249

ด้านที่ใช้คาดผ่านหัวจะทำจากสแตนเลส มีลายสลักเป็นชื่อรุ่น และ ซีเรียลนัมเบอร์ พร้อมด้วยการบอกระยะห่างเพื่อปรับขนาดของตัวคาดเป็นเส้นๆแบ่งเอาไว้หลายระดับ

ข้อมูลทางไฟฟ้า

IMG_2242

ไดรเวอร์ชนิดไดนามิค ความต้านทาน 300 โอห์ม
ความไว 102dB ที่แรงดัน 1 โวลท์
รองรับกำลังขับ 500 มิลลิวัตต์
ความเพี้ยนที่วัดได้ 0.02% ที่แรงดันทดสอบ 1 โวลท์
น้ำหนักกดทับของตัวโครงสร้าง 3.4 นิวตัน +- 0.3
น้ำหนัก 330 กรัม
ขั้วเสียบแจ๊คเป็นแบบสเตอริโอ 6.3 มม.
ตอบสนองความถี่ 14-44100 เฮิร์ตซ์ ที่ระดับ -3dB
สายหูฟังเป็นแบบ OFC ยาว 3 เมตร

ทดลองฟัง

IMG_2237

หูฟัง HD800 จะใช้ทดสอบร่วมกับอุปกรณ์ดังนี้
ใช้ฟังกับคอมพิวเตอร์จะต่อผ่าน DAC แล้วมาเข้าแอมป์หูฟังคือ Audio GD Master8
ใช้ฟังกับ iPod Video จะต่อ ผ่าน Dock ชนิด active แล้วมาเข้าแอมป์ Master8
ถ้าฟังกับ MP3 อื่นๆที่ไม่มี Dock จะต่อผ่านช่อง Headphone ด้วยสาย mini to RCA เข้าแอมป์ Master8
หลักๆก็คือ HD800 จะขับด้วยแอมป์ Master8 นั่นเอง ใช้การเชื่อมต่อด้วยสายที่มากับหูฟังผ่านชั้วต่อ 6.3มม.

IMG_2244

สิ่งที่สัมผัสได้ว่าหูฟังตัวนี้มันออกแบบมาดีก็คือ น้ำหนักเบามากเมื่ออยู่บนศรีษะแล้ว การออกแบบส่วนที่คาดหัวร่วมกับส่วนครอบหูที่ใหญ่โต ดูด้วยตาแล้วน่าจะน้ำหนักเยอะ คออาจจะหักได้เมื่อใช้นานๆ แต่กลับกลายเป็นว่าตำแหน่งที่มันสัมผัสกับหัวเรานั้นมันช่วยกระจายแรงการกดต่างๆไปในบริเวณที่กว้าง จนแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าหนัก จะบอกว่าเบาก็ไม่ผิด มันไม่ได้โล่งเหมือนไม่มีอะไร แต่มันไม่หนัก ไม่เป็นภาระในการใช้งานแต่อย่างใด ถ้าต้องฟังเพลงต่อเนื่องหลายชั่วโมง หูฟังอย่าง HD800 นี่แหละที่เหมาะสมอย่างมากในเรื่องสรีระ น้ำหนักกดทับที่แผ่วเบาทำให้มันเหมือนมีใครเอามือมานวดศรีษะให้เบาๆ ราวกับว่ากำลังนวดสปาอยู่

IMG_2245

เพลงแรกดังขึ้น สิ่งที่โดดเด่นและรู้สึกได้ทันทีคือเสียงกลางแหลมที่ชัดและใสอย่างมาก เสียงดนตรีที่เป็นเครื่องเคาะโลหะจะฟังชัดมาก ชัดจนบางคนอาจจะรู้สึกเสียงจัดจ้านเกินไป ซึ่งจริงๆแล้วมันชัดในระดับมอนิเตอร์ คือใช้เป็นมอนิเตอร์เพื่อใช้งานในห้องบันทึกเสียงได้เลย

เสียงกลางนักร้องทั้งชายและหญิงจะมาในโทนที่ชัด ใส เนื้อเสียงมีครบแต่ไม่หนาติดหู ถ้าฟังผ่านๆไม่กี่นาที อาจจะรู้สึกว่าหูฟังตัวนี้เสียงบาง ไม่ฉ่ำ ไม่หวาน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเราต่างก็คุ้นชินกับความหวานของแอมป์หลอด เสียงนักร้องฉ่ำๆของแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายจีนที่เอาเพลงเพราะมาร้องใหม่ ถ้าฟังไปนานๆเราจะพบว่า เสียงที่รู้สึกบางนั้น ไม่ได้มีลักษณะที่ว่าความถี่ย่านต่ำหดหาย แต่มันลดระดับความอิ่มลงไป เราจะได้ดุลย์ของน้ำเสียงโดยรวมที่พอดี เสียงร้องที่ใสและชัด ชิ้นดนตรีทุกอย่างชัดเหมือนกัน ไม่ได้เน้นย่านใดเป็นพิเศษ

IMG_2238

ตอนฟังกับแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายจีน อย่างของ susan wong หรือ ไช่ฉิน ผมรู้สึกว่าเสียงมันบางลงกว่าที่คุ้นเคย แต่เสียงแหลมจะเหมือนเน้นให้ชัดมากเป็นพิเศษ และบางแผ่นออกจะเน้นเสียง ส ซ มากเกินไป คงเป็นลักษณะที่ตั้งใจทำแผ่นมาให้ฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงร้องชัดมาก พอมาเจอกับหูที่ไวต่อเสียงแหลมกลายเป็นเสียงร้องจัดเกินไป แต่พอไปฟังแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายฝรั่งของศตวรรษที่แล้ว อย่างJennifer WarnsชุดThe Hunter กลับรู้สึกว่าเสียงมันบาลานซ์พอดี เพลงยอดฮิตในแผ่น The Hunter มีอยู่สองสามเพลง มันฟังแล้วเพลิน ไม่อึดอัด เบสลึกแสดงพลังอยู่ในพื้นที่ของมัน มีตัวตน แต่ไม่แย่งกันเด่น ยิ่งกลับไปฟังแผ่นของ Clair Marlo ชุด Let it go ซึ่งเป็นแผ่นที่อัดมาระดับเสียงค่อนข้างเบา และเบสไม่อิ่ม ไม่ล้นเหมือนแผ่นสมัยใหม่ยิ่งฟังได้ไพเราะกว่าเดิม เพราะความทรงจำของผมคือ แผ่น Let it go นี้ เสียงใส สะอาด แต่ไม่ได้ฉ่ำหวานเรียกลูกค้า หลังๆจะไปชินกับแผ่นค่ายจีนจนกลับมาฟัง Let it go แล้วกลายเป็นบางเกินไป ทำให้ไม่ได้หยิบมาฟังหลายปี พอรอบนี้ขุดมาฟังกับ HD800 กลายเป็นว่าแผ่นนี้เพราะมากจริงๆ เสียงย่านต่ำไล่ไปย่านสูงมีให้ฟังกันครบถ้วน ไม่มีอะไรล้ำ ไม่เน้นย่านใดเป็นพิเศษ มันพอดีจนน่าฟัง

IMG_2252

เสียงเคาะแฉในแผ่นค่าย Shefield Lab กับ Chesky Record ให้ความรู้สึกแข็ง คม ชัดใกล้เคียงเสียงจริงๆอย่างมาก ใครเคยอยู่ในห้องซ้อมดนตรี ถ้าเคยไปฟังกลองสด ลองมาฟังแผ่นคุณภาพดีผ่าน HD800 น่าจะยอมรับได้เลยว่ามันถ่ายทอดได้ใกล้เคียงของจริงเพียงใด HD800 ถ่ายทอดทุกเสียงออกมาอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้มอนิเตอร์ทุกเสียงได้อย่างแม่นยำ บางคนอาจจะไม่ชอบแนวทางนี้ แต่ถ้าใครนิยมกับลัทธิ สดดิบ ไม่ปรุง หรือบริสุทธิ์นิยม ต้องลองครับ ต้องลอง

เคยมีคนแสดงความเห็นว่า HD800 น่าจะได้จับคู่กับแอมป์หลอดเพื่อเน้นเสียงเบสให้อิ่มเพิ่มขึ้น อันนี้น่าจะเป็นรสนิยมความชอบของแต่ละคน บางคนแนะนำว่าให้เปลี่ยนสาย ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ผมอยากลองอยู่เหมือนกัน ถ้าปรุงแต่งได้ถูกใจก็จะได้เสือติดปีกเลย การจับคู่กับแอมป์โซลิทสเตทคุณภาพสูงๆสักตัวก็ไม่ได้เสียหายอะไร ความใส ความฉับไวที่โดดเด่นของ HD800 มันน่าจะคงอยู่เต็มที่เมื่อใช้งานผ่านโซลิทเสตท แต่อย่างไรก็คงต้องได้ฟังผ่านแอมป์หลอดอีกทีเพื่อจะตัดสินใจได้ตรงความต้องการที่สุด

ความโปร่งใส ความฉับไวที่เป็นจุดเด่น และบาลานซ์เสียงที่ดี ทำให้การฟังเพลงได้ยินดนตรีครบทุกชิ้นแบบไม่คลุมเครือ และเมื่อได้ทดลองเอาไปดูหนังด้วยแล้้วต้องบอกเลยว่ามันดูหนังสนุกมาก เอฟเฟ็คสารพัดที่หนังใส่มาให้เราได้ยินต่อเนื่องพร้อมๆไปกับบทพูดที่ฟังชัดเจนไม่คลุมเครือ ดนตรีแบ็คกราวน์ในหนังที่ห่อหุ้มเราไว้ทำให้เราเพลินราวกับว่าดูอยู่ในโรงหนัง อาการล้าหรือปวดเมื่อยไม่มีปรากฏเลย นอกจากคุณภาพเสียงที่ดีพอที่จะถ่ายทอดความอลังการของเพลงเพลงประกอบหนังแล้ว รูปทรงที่ออกแบบมาให้สวมใส่ได้สบายสุดๆทำให้เราอยู่กับหนังได้จบเรื่อง ด้วยความสามารถของไดรเวอร์ที่สามารถรองรับความถี่ต่ำได้ต่ำจริงๆและทนกำลังขับได้มากพอ ทำให้เสียงต่ำลึกในหนังสามารถแสดงออกมาผ่านหูฟังได้เกือบจะครบถ้วน เรียกง่ายๆว่า ถ้าอยู่บ้านคนเดียว ข้างบ้านไม่มีใคร ก็เปิดหนังกับระบบเสียง 5.1 ลำโพง 5-6 ตัวไปเลย แต่ถ้าต้องฟังเงียบๆ ใส่ HD800 แทนก็ได้อรรถรสที่ดีทดแทนกันได้

ฟังแผ่น metalica เพลง entersandman เพลงร๊อคระดับโลกอันเป็นเครื่องหมายการค้าของวงนี้ไปแล้ว เพลงนี้มีกลองและเบสที่เล่นกันง่ายๆไม่ซับซ้อน แต่เพราะ HD800 ให้เสียงกลองที่สด กระชับ ทุกเม็ดของกลองได้ยินครบถ้วน หัวโน้ตของกลองมาเร็ว จบเร็ว ไม่ลากยาวให้บวมเบลอ เสียงกีต้าร์ไฟฟ้าก็มีเอฟเฟ็คโอเวอร์ไดร์ฟแตกซ่านในระดับที่น่าฟัง ไม่ได้เสียดหูเลย การฟังเพลงเฮฟวี่เมทัลแล้วไม่เสียดหูมันแสดงให้เห็นว่า HD800 ไม่ได้มีเสียงสูงที่กัดหูขนาดน่ากลัว มันขึ้นอยู่กับว่าอัลบั้มนั้นๆทำมาสเตอร์ไว้อย่างเที่ยงตรง หรือทำไว้เรียกร้องความสนใจกับซิสเต็มที่ให้เสียงแหลมได้น้อยกว่าที่ควร ผมเชื่อว่าแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายจีนหลายๆแผ่นจงใจเน้นเสียงร้องให้ชัดเกินพอดีไปเล็กน้อยเพื่อฟังกับอุปกรณ์ราคาย่อมเยาทั้งหลายแล้วจะรู้สึกว่าเสียงร้องชัดเป็นพิเศษ ซึ่งเมื่อเทียบกับอัลบั้มของฝรั่งที่น่าเชื่อถือแล้ว กลายเป็นเพลงค่ายจีนมันแหลม ล้นเกินไป จนมันไม่เพราะเมื่อฟังกับ HD800

เพลงบรรเลงแนว pop แนว love song หลายๆเพลง ให้น้ำเสียงฟังสบาย ไม่มีอะไรล้น ไม่มีอะไรเกิน ไม่มีลาวเนสแถม ทุกอย่างราบเรียบฟังง่าย โทนเสียงย่านต่ำลงไปลึกมาก เสียงอะคูสติกกีต้าร์ที่เล่นโน้ตเบสมันมีความใหญ่สมเหตุสมผล เบสคมและกระชับมาก แนวเสียงของ HD800 เป็นมอนิเตอร์ดีๆนี่เอง

HD800 เหมาะกับใคร
คนที่ชอบเสียงสด เปิดเผย เสียงเคาะกรุ๊งกริ๊ง ชอบดนตรีเล่นสด
คนที่ชอบนักร้องผู้หญิงเสียงใส
คนที่ชอบดูหนังด้วยหูฟัง แต่ควรใช้ร่วมกับแอมป์หูฟังคุณภาพดีด้วยเช่นกัน
คนที่ทำงานมอนิเตอร์เสียงเพื่อบันทึกมาสเตอร์

HD800 ไม่เหมาะกับใคร
คนที่ชอบสไตล์เสียงฉ่ำหวาน ติดลาวเนสนิดๆ ตรงนี้จะรู้สึกว่า HD800 เสียงบางเกินไป
คนที่ฟังแผ่นค่ายจีนบ่อยๆ โดยเฉพาะนักร้องหญิงบางอัลบั้มเน้นเสียง ส ซ มากจนรู้สึกเกิน

จุดเด่น
HD800 ทนกำลังขับได้สูง มีความฉับไวมาก โน้ตเสียงไม่ปะปนจนโฟกัสยาก
เสียงร้องใส ชัด เสียงเครื่องเคาะต่างๆให้ความรู้สึกเป็นโลหะจริงๆ

จุดด้อย
เสียงค่อยข้างเปิดเผย ถ้าไปเจอกับเพลงอัดไม่ดี แอมป์คุณภาพต่ำ เสียงจะจัดขึ้นมาทันที
ด้วยความที่มีบุคลิกที่เปิดเผยทำให้การเลือกใช้แอมป์เป็นเรื่องที่ต้องคิดเยอะ การเลือกสายก็คงเยอะเช่นกันถ้ายังค้นหาไม่เจอคู่แท้ที่ถูกหู
ใช้กับเครื่องเสียงพกพาลำบาก เพราะว่าแจ๊คแบบ 6.3มม. ต้องหาอแด๊ปเตอร์มาใช้ และพลกำลังของเครื่องเสียงพกพามักจะไม่พอที่จะขับ HD800 แค่พอมีเสียงแต่เปิดดังไม่ได้

สรุป
HD800 เป็นหูฟังระดับมอนิเตอร์ที่มีความเที่ยงตรงของเสียงอย่างมากที่สุดตัวหนึ่งเท่าที่เคยสัมผัสมา ใครเคยเล่นดนตรี เคยใช้เวลาในห้องซ้อมจะคุ้นเคยกับเสียงแนวนี้ การตอบสนองต่อเสียงดนตรีทำได้ฉับไวมาก เครื่องเคาะโลหะจะให้เสียงที่คมแข็งสมจริงมากกว่าหูฟังแนวตลาดทั่วไป ถ้าได้แหล่งโปรแกรม หรือ เพลงที่บันทึกมาได้มาตรฐานจะทำให้การฟังนั้นเพลิดเพลินอย่างแท้จริง ความสบายตอนสวมใส่เป็นเลิศ หากเคยบ่นว่าหนัก หรือหนีบหัวแทบแตกกับหูฟังตัวไหนก็ตาม ลองมาใส่ HD800 แล้วจะรู้สึกเลยว่า คำว่าสบายหัวเป็นอย่างไร ค่าตัวหูฟังเท่าไหร่ต้องเติมเงินค่าแอมป์อีกเท่าๆกันด้วยถึงจะฟิน

review yamaha PDX-11 ลำโพงยามาฮ่าน่าใช้

ลำโพงเสียงดีสักตัวหนึ่งเป็นสิ่งที่หายากมากถ้าพิจารณาเรื่องราคาและฟังค์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก  ถ้าบอกว่าจะหาลำโพงเสียงดีงบประมาณเท่าไหร่ก็ได้ แบบนี้เดินไปช๊อปที่ห้างหรูแบบคู่ละแสนคู่ละล้านไปเลยก็ได้  แต่คนธรรมดาอย่างเราๆไม่มีปัญญาระดับนั้นหรอกครับ  แค่เจียดเงินมาซื้อเครื่องเสียงหนึ่งชุดด้วยเงินสักสามหมื่นหรือห้าหมื่นก็โดนค้อนแล้ว

ภาพลำโพงคู่หนึ่งในจินตนาการของคนทั่วไปจะเป็นลักษณะตู้สี่เหลี่ยม  เวลาซื้อมาใช้ต้องซื้อเป็นคู่หรือสองตัว  เวลาใช้งานต้องต่อกับเครื่องเสียงสักตัวหนึ่ง  คืออาจจะต่อกับเครื่องเล่นซีดีหรือดีวีดี แล้วมีแอมป์ในตัว ต่อสายลำโพงออกมายังลำโพง  รูปแบบที่ว่ามาเป็นภาพมาตรฐานที่เรามักจะได้เจอกับบ้านเรือนทั่วไป

ส่วนลำโพงที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ก็จะเป็นก้อนเล็กๆสักคู่ หรือ เป็นชุด 2.1  คือมีลำโพงหลักสองตัวและมีซับวูฟเฟอร์อีก 1 ตัว  ลำโพงคู่หลักวางบนโต๊ะส่วนซับวูฟเฟอร์วางไว้ที่พื้น  ลำโพงแนวนี้มีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปถึงระดับหลักหมื่น  ถ้าพ้นจากลำโพงคอมฯไปแล้วก็จะเป็นลำโพงสำหรับโฮมเธียเตอร์ ราคาก็จะอยู่ในระดับหลักพันไปถึงหลายๆหมื่น

แต่คราวนี้ผมได้ไปเจอลำโพงตัวหนึ่งที่มีหน้าตาประหลาด ดูแล้วคงไม่ค่อยมีใครอยากได้สักเท่าไหร่  มันไม่ใช่ลำโพงแบบที่ว่ามาตั้งแต่ต้นทั้งหมด  แต่มันเป็นลำโพงที่ส่งเสียงเพลงได้ดีที่มาพร้อมฟังค์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายและมีจุดเด่นหลายอย่างที่ทำให้น่าสนใจ  ผมเดินไปเจอในห้าง ทดลองฟังสักสองเพลงก็ตัดสินใจซื้อมาใช้ทันที  เป็นการเลือกซื้อลำโพงที่ใช้อารมณ์เป็นหลัก  เหตุผลเรื่องราคาเป็นเรื่องรอง  ซึ่งราคาค่าตัวมันก็ไม่ได้สูงเกินไปเสียด้วย

IMG_0479

ลำโพงตัวนี้เป็นของ yamaha ออกแบบมาเป็นลำโพงที่เลียนแบบหน้าตามาจากเครื่องเสียงระบบ PA หรือเครื่องเสียงสำหรับงานคอนเสิร์ตหรืองานกลางแจ้ง หรืองานวัดนั่นเอง  ดูผิวเผินมันเหมือนลำโพงสำหรับนักดนตรีเอาไว้ใช้บนเวที  แต่ว่าตัวจริงมันไม่ได้ใหญ่มาก คงเอาไปใช้ในเวทีคอนเสิร์ตจริงๆไม่ได้  และพลังเสียงก็ไม่ได้ดังระเบิดแบบเครื่องเสียงกลางแจ้ง  เป็นเพียงลำโพงที่เอาหน้าตาแบบกลางแจ้งมาใช้ แต่ฟังคฺ์ชั่นและคุณภาพมันตั้งใจให้ใช้ในบ้านมากกว่า

ลำโพงรุ่นนี้คือรุ่น  Yamaha PDX-11 ออกแบบมาเป็นลำโพงตู้เดี่ยว มีหูหิ้วเพื่อให้หิ้วย้ายไปย้ายมาได้สะดวก ไม่ต้องใช้สองมือเพื่ออุ้มประคองเหมือนเครื่องเสียงบ้านทั่วไป   ตัวลำโพงตั้งใจออกแบบมาให้ใช้กับ iPod เป็นหลักเพราะมีช่องเสียบ iPod Dock อยู่ด้านบน  สามารถใช้เป็นแท่นชาร์จไฟให้กับ iPod และ iPhone ได้ในตัว  ตอนใช้งานก็แค่เสียบไฟให้กับลำโพงแล้วเอา iPod มาวางบน Dock จากนั้นก็เลือกเปิดเพลงจากใน iPod ได้เลย  เสียงจะถูกขยายออกมาทางลำโพง  คุณภาพเสียงใช้ได้เลย

IMG_0482

ลักษณะทั่วไปของลำโพงตัวนี้คือ รับสัญญาณเสียงจาก iPod ผ่าน Dock ด้านบน สามารถรับสัญญาณเสียงจากเครื่องเล่น MP3 อื่นๆได้อีกด้วยทางสายสัญญาณที่เสียบเข้าช่อง Aux อยู่ด้านหลังตัวลำโพง  ตัวลำโพงมีปุ่มเปิดปิด และมีปุ่มเพิ่มเสียงลดเสียงมาด้วย แต่ไม่มีปุ่มปรับเสียงทุ้มแหลมใดๆเลย  ลูกเล่นอื่นๆที่มีมาให้อีกก็คือมันสามารถควบคุมการเล่นเพลงได้ด้วยรีโมทคอนโทรล  ถ้าเราใช้งานร่วมกับ iPod Touch หรือ iPhone เราสามารถใช้รีโมทสั่งการได้หลายคำสั่งมาก ไม่ว่าจะเป็นการข้ามเพลง ย้อนเพลง หรือการเลื่อนเมนูในหน้าจอเพื่อเปลี่ยน  playlist ได้เลย  และมันใส่ถ่านได้ด้วย ทำให้สามารถใช้งานแบบไม่ง้อปลั๊กไฟได้

IMG_0488

เสน่ห์ของลำโพงตัวนี้คือมันออกแบบมาเป็นตู้เดี่ยว เชิดหน้าเลีียนแบบเครื่องเสียงบนเวทีคอนเสิร์ต  มีหูหิ้วเป็นโลหะแข็งแรงมาก  สามารถหิ้วลำโพงไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องตัว  สะดวกสุดๆ  การใช้งานที่เรียบง่ายแค่เพียงเอา iPod ไปวางบน Dock บนตัวมันเท่านั้น  เสียงเพลงก็ถูกขยายออกมาให้ฟังทันที  ฟังในบ้านเพลินๆ อยากจะย้ายห้องก็หิ้วไปวางอีกห้องได้เลย  อยากฟังในสนามก็หิ้วไปวางได้เลย  เพราะ PDX-11 ใส่ถ่านขนาด AA ได้ 6 ก้อน  จะใช้ถ่านธรรมดา หรืออัลคาไลน์ หรือ ถ่านชาร์จแบบ Sanyo Eneloop ก็ได้ไม่มีปัญหา  ถ่าน 1 ชุดสามารถใช้งานต่อเนื่องได้เกิน 8 ชั่วโมง  ถ้านานๆจะหิ้วไปฟังเพลงแบบไม่เสียบปลั๊กสักที เผลอๆถ่าน 1 ชุดอาจจะใช้งานได้เป็นเดือน

IMG_0484

ด้านบนตัวลำโพงจะมีปุ่มเพียง 3 ปุ่ม คือปุ่ม  power เอาไว้เปิดเครื่องและปิดเครื่อง  อีกสองปุ่มคือปุ่มปรับระดับเสียง การมีปุ่มให้กดเพียงเล็กน้อยทำให้การใช้งานเป็นเรื่องง่าย  ไม่ต้องเล็ง ไม่ต้องหา  เมื่อคุณคุ้นเคยกับการใช้งานมันแล้ว  คุณสามารถกดสั่งการบนปุ่มได้อย่างรวดเร็ว  แทบไม่ต้องละสายตามามองเลย  การใช้งานกับ iPod หรือ iPhone ตัวลำโพงจะชาร์จไฟให้กับ iPod ด้วยเมื่อลำโพงถูกเสียบปลั๊ก  แต่ถ้าใช้พลังงานจากถ่าน ระบบชาร์จไฟเข้า  iPod จะไม่ทำงาน  ดังนั้น ใครจะใช้ลำโพงตัวนี้เป็นแท่นชาร์จต้องเสียบปลั๊กไฟเสมอ

IMG_0485

ด้านหลังลำโพงเป็นช่องเสียบสายสัญญาณ Aux เอาไว้ใช้กับเครื่องเล่นเพลงอื่นๆที่ไม่มีพอร์ตแบบ iPod สายสัญญาณที่แถมมากับลำโพงเป็นแบบ 3.5 มม. เส้นเล็กๆบางๆ  ข้างๆช่องเสียบสัญญาณ Aux จะเป็นช่องเสียบไฟแบบ 12VDC  ตัวลำโพงจะแถมอแด๊ปเตอร์แปลงไฟจาก 110-220 Volt เป็น DC 12V มาให้ด้วย  กำลังไฟที่ลำโพงระบุไว้ต้องการไฟเลี้ยง 12V 1.5a

IMG_0494
IMG_0495

คุณภาพการประกอบเครื่องอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก  ตัวลำโพงออกแบบมาแข็งแรง  ดูจะเน้นให้หิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสบายใจ จะหยิบจะวางก็สบายใจได้ว่าไม่ทำให้ลำโพงหลุดมือหรือแตกหักเสียหายได้ง่ายๆ  ตระแกรงด้านหน้าลำโพงเป็นโลหะพ่นสีสวยงาม โลโก้ Yamaha ดูเด่นเป็นสง่า  ภายใต้ตะแกรงเป็นดอกลำโพงสองดอก  ดอกแรกเป็นวูฟเฟอร์คาดว่ามีขนาดประมาณ 4 นิ้ว พร้อมด้วยทวิตเตอร์อีก 1 ดอกขนาดไม่เกิน 1 นิ้ว

IMG_0496
IMG_0497

ลำโพงมีหน้าที่สร้างคลื่นเสียงโดยการขยับกรวยลำโพงเพื่อผลักอากาศ  การผลิตคลื่นเสียงเป็นเรื่องทางฟิสิกส์  การผลักอากาศให้เกิดเป็นความถี่ต่างๆต้องใช้พื้นที่หน้าตัดของลำโพงค่อนข้างมาก  การทำลำโพงที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถลดลดขนาดให้เล็กลงได้ถ้ายังคงต้องการคณภาพที่ดีอยู่  ดังนั้นลำโพงที่ออกแบบมาให้มีคุณภาพเสียงที่ดีมักจะมีขนาดใหญ่โต  ลำโพงเล็กๆที่แถมมากับคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะไม่สามารถสร้างคลื่นเสียงความถี่ต่ำได้ในระดับที่เพียงพอต่อการฟังเพลงแบบไพเราะ   ดูจากรูปร่างของ PDX-11 ตัวนี้แล้วจะพบว่านอกจากหน้ากว้างตามขนาดดอกลำโพงแล้ว ยังมีความลึกของตัวตู้อีกที่ช่วยสร้างคลื่นความถี่ต่ำให้มีคุณภาพ  มั่นใจได้เลยว่า เจ้าลำโพงติดหูหิ้วขนาดอ้วนป้อมตัวนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นลำโพงเสียงดีตั้งแต่เกิด

การใช้งานกับ iPod ทั่วไปทำงานได้ดีไม่มีปัญหา  ถ้าใช้กับ iPod touch หรือ iPhone หรือ iPod nano จะสามารรถควบคุมการเล่นได้จากรีโมทคอนโทรล  แต่ถ้าเราใช้กับ iPod รุ่นเก่าๆ ตั้งแต่ iPod Video ย้อนลงไปถึงตัวที่เก่ากว่านั้น เราจะไม่สามารถใช้รีโมทเพื่อสั่งเล่นหรือข้ามเพลงได้  จะสั่งผ่านรีโมทได้แค่ระดับเสียง และเปิดปิดตัวลำโพงเท่านั้น

IMG_2053

การใช้งานลำโพงตัวนี้กับ iPod nano ดูจะเป็นสิ่งที่ลงตัวที่สุด  เพราะขนาดที่เล็กของ iPos nano ทำให้มันติดอยู่กับ Dock ได้อย่างแน่นหนา  สามารถหิ้วลำโพงพร้อม iPod nano ที่เสียบคาไว้ไปไหนต่อไหนได้โดยไม่หลุดจาก Dock มันดูเหมือนจะกลมกลืนเป็นระบบเดียวกันไปเลย

IMG_2059

ใครที่ชอบฟังรายการวิทยุ online ทั้งจากโปรแกรม Tune in หรือฟังจากเว็บ หรือ รายการเสียงอะไรก็ตามที่วิ่งมาทางอินเทอเน็ต  การใช้ลำโพงตัวนี้ร่วมกับ iPod Touch จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด  เพราะคุณสามารถเปิดฟังได้ทั้งวันโดยที่ไม่ต้องพะวงเรื่องการชาร์จไฟให้กับ iPod Touch ของคุณเลย  แถมยังได้ฟังค์ชั่นอื่นๆมาอีกหลายอย่าง  ทั้งการสั่งการผ่านรีโมทคอนโทรล และการหิ้วไปไหนต่อไหนได้  สามารถใช้งานนอกสถานที่ได้ด้วยพลังงานจากถ่าย AA เพียง 6 ก้อน  และที่ถูกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ  เราสามารถใช้งานลำโพงตัวนี้ด้วยมือเพียงข้างเดียว  คือหยิบ  iPod ไปเสียบ แล้วก็กดเลือกฟังสิ่งที่ต้องการ  ใช้มือเดียวจริงๆ  ถ้าเป็นระบบอื่นๆที่เป็นลำโพงแยกชิ้น ไม่มี Dock ติดมาให้ เราต้องเสียบสายสัญญาณ Aux เราต้องเสียบสายขาร์จที่ ipod การถอดเสียบสายเหล่านี้ต้องใช้สองมือเท่านั้น  แล้วใช้งานสองมือแล้วมันยากเย็นตรงไหน  มันก็ไม่ยากหรอก  แต่ถ้าเราถือของอยู่ หรืออุ้มลูกอยู่  เหลือมือว่างแค่มือเดียว เรายังเปิดเพลงจาก  iPod ได้  นั่นเป็นสิ่งที่ผมค้นพบตอนที่อุ้มลูกครับ.

IMG_2052

ในส่วนของคุณภาพเสียง  จะบอกว่าลำโพงตัวนี้ให้เสียงเป็นกลางก็พอได้  มันมีน้ำเสียงเหมือนลำโพงบ้านทั่วไป  ไม่ได้มีวงจรชดเชยหรือปรับแต่งเสียงพิเศษมาช่วยใดๆเลย  ถ้าเราเคยฟังลำโพงอย่าง Bose companion2 ตัวนั้นจะเป็นลำโพงที่มีตัวประมวลผลมาช่วยเหลือ เสียงเบสลึกจากลำโพง Bose จะผ่านวงจรช่วยเหลือให้เกิดเสียงดังได้ราวกับเป็นลำโพงใหญ่  อาศัยระบบ DSP มาสร้างเสียงเบสให้กับระบบ  แต่กับ Yamaha pdx-11 จะเป็นคนละทางกัน  สัญญาณมายังไงมันขยายไปอย่างนั้น ไร้เทคโนโลยีใดๆ  ผลก็คือ ถ้าเราเปิดฟังในระดับที่เบา เราจะไม่ค่อยได้ยินเสียงเบสต่ำสักเท่าไรนัก  เพราะว่าหูคนเราจะไม่ค่อยไวกับเสียงเบส  เราต้องเปิดระดับการฟังให้ดังได้ระดับที่เหมาะสม  น้ำหนักเสียงเบสจะมีปรากฏให้พอดีกับกลางและแหลม  ซึ่งเป็นลักษระเดียวกับลำโพงบ้านทั่วไป   หมายความว่าการฟังลำโพง  Yamaha ตัวนี้ ขอให้เปิดได้ดังถึงระดับหนึ่งเราจะได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดจากมัน  และที่ระดับการฟังที่เหมาะสมตรงนี้มันทำให้ลำโพงนี้มีเสน่ห์น่าใช้อยู่พอตัว  มันสามารถทดแทนชุดเครื่องเสียงตามห้างทั่วไปได้โดยไม่ต้องสงสัย  เสียงกลางที่สุด เบสที่ลึกมากจะแสดงออกมาได้จนรู้สึกว่า ค่าตัวสี่พันกว่าบาท ไม่แพงเลย

แต่อย่าเอามันไปเทียบกับ Bose Soundlink ที่ออกแบบมาให้เป็นลำโพงเดี่ยวเน้นการพกพาเช่นเดียวกัน  เพราะ soundlink มันให้เทคโนโลยีที่สูงกว่า ดอกลำโพงมีสมรรถนะที่ดีกว่า คุณภาพเสียงดีกว่า  แบตเตอรี่ที่ฝั่งมาในลำโพงก็ให้พลังงานได้มากกว่า  และ มันราคาแพงกว่ากันสามเท่า  ดังนั้นอย่าเทียบกัน

รีวิว audio-gd Compass2

รีวิว Audio-gd Compass2
วันที่ 1 ธันวาคม 2555
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี pockethifi@gmail.com
pockethifi.wordpress.com

IMG_1658compass2full

Audio-gd เป็นเครื่องเสียงยี่ห้อหนึ่งที่ทำตลาดมาหลายปี เกิดจากนักออกแบบไฟแรงที่พยายามออกแบบโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวนำ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของค่ายนี้จะเป็นอุปกรณ์ที่นำเสนอทางเลือกการใช้งานที่แตกต่างไปจากแนวทางตลาดในอดีต อย่างเช่น การออกแบบภาค DAC ที่มีการเพิ่มฟังค์ชั่นการขยายสัญญาณเสียงเพื่อขับหูฟังได้ด้วยเพื่อให้นักเล่นใช้ของได้อย่างคุ้มค่า Audio-gd จะมี Dac ที่ทำงานพร้อมกับภาค Headphone amp อยู่หลายรุ่น บางรุ่นเป็นรุ่นไฮเอนด์เลือกใช้ Dac ค่ายใหญ่อย่าง BurrBrown รุ่นกลางๆเลือกใช้ Dac ค่ายเกิดใหม่แต่คุณภาพไฮเอนด์ไม่แพ้กันอย่าง ESS และบางรุ่นก็ใช้ Dac จากค่าย Wolfson ที่ได้รับความนิยมในการนำไปใช้กับเครื่องเล่นพกพาไปจนถึงเครื่องตั้งโต๊ะระดับแพงๆก็มี

IMG_1686compass2full

แนวเสียงของ DACทุกแบบที่มีในโลกสามารถหาได้จากผลิตภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่งของ Audio-gd นักเล่นที่ชอบของค่ายนี้จะมีตัวเลือกที่หลากหลาย แต่ละตัวเลือกจะมีความแตกต่างกันมากน้อยไปตามระดับราคาที่กำหนด นักเล่นบางคนเมื่อเลือกลงทุนกับ DAC สักตัวแล้วก็อาจจะหมดกำลังที่จะอัพเกรดไปอีกนาน อาจจะด้วยเพราะไม่อยากเปลี่ยนตัวใหม่แล้วต้องเอาตัวเก่าไปขายทิ้งอย่างหมดราคา หรือเก็บไว้ให้ฝุ่นจับเล่นๆ Audio-gd เห็นว่ายังมีนักเล่นอยู่อีกกลุ่มหนึ่งที่มีกำลังซื้อระดับกลางที่น่าจะเปลี่ยนเครื่องได้ง่าย เพราะใช้ไปแล้วอาจจะอยากอัพเกรด หรือเปลี่ยนแนวทาง ก็เลยออกแบบ Dac + Headphone amp ออกมารุ่นหนึ่งที่มีฟังค์ชั่นที่ครบครัน เพียงพอให้นักเล่นกลุ่มนี้ได้ใช้อย่างสะดวกใจ และมีจุดเด่นประการหนึ่งคือมันอัพเกรดเสียงได้หลายครั้งตามใจอยาก ซึ่งนั่นคือ Dac รุ่น Compass2

IMG_1671compass2full

Compass2 เป็นเครื่องเสียงที่ตีความการเล่นของนักเล่นในยุคนี้เสียใหม่ คือตีความออกมาว่านักเล่นอยากได้เครื่องเสียงที่อัพเกรดได้ เปลี่ยนอะไหล่บางชิ้นเพื่อเปลี่ยนเสียงได้ Compass2 จึงเป็น Dac ตัวแรกในโลกที่สามารถเปลี่ยนชิพเสียงได้ สามารถเปลี่ยนอ๊อพแอมป์บางตัวในวงจรได้ สามารถเปลี่ยนภาครับสัญญาณดิจิทัลได้ สามารถเลือกดิจิทัลฟิลเตอร์ได้หลายแบบ และยิ่งในทุกวันนี้โลกของเทคโนโลยีหมุนเร็วกว่าเดิมมาก สิ่งที่ดีในวันนี้ ในเวลาไม่นานก็อาจจะกลายเป็นของตกรุ่นเมื่อมีรุ่นใหม่ที่ดีกว่าออกมาทดแทน เครื่องเสียงที่เราซื้อมาด้วยความภาคภูมิใจอาจจะกลายเป็นของล้าสมัยภายในเวลาเพียงสองปี ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วกับวงการเครื่องเสียงในยุคคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะ Dac การอัพเกรดได้ในบางชิ้น บางส่วน อาจจะเป็นคำตอบที่ดีในยุคนี้

ข้อมูลทั่วไป

IMG_1662compass2full

Compass2 เป็น Dac และ headphone amp และ pre-amp ตั้งโต๊ะ ด้านหน้าเป็นปุ่มปรับทุกชนิด เริ่มตั้งแต่ด้านซ้ายสุดเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ถัดมาเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 6.3มม. ซึ่งเป็นของ Neutrik ที่นักเล่นเครื่องเสียงให้ความเชื่อใจในด้านแจ๊คเชื่อมต่อคุณภาพสูง ปุ่มถัดมาเป็นปุ่มเลือกให้สัญญาณเสียงไปออกช่องหูฟัง หรือช่อง Line out ตรงกลางเครื่องเป็นปุ่มวอลลุ่มขนาดใหญ่ ภายในใช้วอลลุ่มของ ALPS 27 ถัดมาเป็นปุ่มเลือกค่า Gain เลือกได้สองระดับ หรือ Hi และ Low ปุ่มถัดไปเป็นปุ่ม Line in มีไว้เพื่อเลือกใช้ Compass2 ทำตัวเป็นปรีแอมป์หรือ Headphone amp เท่านั้น เมื่อเลือกใช้จะเป็นการตัดภาค Dac ออกจากระบบ สัญญาณจาก Line in จะผ่านวงจรขยายและตัวปรับระดับเสียงแล้วส่งออกไปยังช่อง Headphone out หรือ Line out ก็ได้ ส่วนปุ่มสุดท้ายเป็นลูกบิด Selector สำหรับเลือก input สัญญาณดิจิทัล ซึ่งเลือกได้ 3 อย่าง คือ USB Optical และ Coaxial

IMG_1707compass2full

IMG_1647compass2full

ด้านหลังของตัวเครื่องเป็นแจ๊คเชื่อมต่อทั้งหลาย เร่ิมตั้งแต่ด้านขวาสุด เป็นช่องต่อสายไฟ AC ถัดมาที่ตรงกลางเครื่อง เป็นช่องรับสัญญาณ USB ซึ่งเป็นสัญญาณหมายเลข 1 ถัดมาเป็นช่องหมายเลข 2สำหรับการรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Optical ถัดมาเป็นช่องที่ 3 เป็นช่องรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Coaxial ถัดไปเป็นแจ๊ค RCA 1 คู่ สำหรับรับสัญญาณ Line in และซ้ายสุดเป็นช่องสัญญาณขาออกแบบ Line out สิ่งให้แถมมาด้วยในกล่องก็จะมีสายไฟ AC สาย USB และ Jumper อีก 1 กำมือใส่อยู่ในถุงพลาสติกเรียบร้อย

IMG_1700compass2full

สิ่งที่เป็นจุดเด่นของ Compass2 คือสิ่งที่บรรจุอยู่ภายใน เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาจะพบกับความอลังการ มีแผ่นวงจรไฟฟ้าเล็กใหญ่ประกอบกันอยู่ค่อนข้างแน่น อุปกรณ์ภายในใช้ของคุณภาพสูง ตัวต้านทานส่วนใหญ่เป็นของ Dale ตัวเก็บประจุ Wima อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์เป็นของ Toshiba ทางเดินสัญญาณตั้งแต่ภาครับดิจิทัลถึงสัญญาณขาออกเป็นอุปกรณ์แยกเฉพาะตัวไม่ใช้ ic ภาคจ่ายไฟคุณภาพสูง แยกส่วนรักษาแรงดันไว้ 6 จุดสำหรับแต่ละวงจรโดยเฉพาะ คาปาซิเตอร์ที่ใช้กรองไฟให้เรียบใช้ค่าสูงถึง 25000 ไมโครฟารัด ซึ่งมากกว่าอินทิเกรตแอมป์ในตลาดทั่วไปเสียอีก

IMG_1688compass2full

ภาครับสัญญาณดิจิทัลชนิด USB เป็นวงจรแรกที่สามารถอัพเกรดได้ สิ่งที่ติดเครื่องมาก็คือภาครับชนิด USB32 ที่มีความสามารถในการรองรับสัญญาณที่มีความละเอียดระดับ 32bit และอัตราสุ่มสูงถึง 384 k เข้าใจว่าสิ่งที่ติดมากับเครื่องคือการอัพเกรดที่สุดแล้วของปีนี้ เพราะคงหาวงจรที่ละเอียดและเร็วกว่านี้ยังไม่ได้ แต่อนาคตก็ไม่แน่

IMG_1689compass2full

ส่วนต่อมาที่เป็นหัวใจหลักตัวหนึ่งของ compass2 ก็คือชิพแปลงสัญญาณที่สามารถเปลี่ยนได้ ตัวที่ติดเครื่องมาเป็นชิพ ES9018 ซึ่งเป็นชิพที่ได้รับความนิยมอยากมากในกลุ่มเครื่องเสียงไฮเอนด์ยุคใหม่ จุดเด่นของ ES9018 คือเป็นชิพที่ออกแบบให้ทำงานได้ 8 ช่องเสียง และนักออกแบบได้เอาทั้ง 8 ช่องเสียงมารวมกันเพื่อใช้งานเพียง 2 ช่องสำหรับเสียงสเตอริโอ การขนานวงจรกันหลายๆวงจรเพื่อช่วยกันแปลงสัญญาณทำให้สัญญาณดนตรีที่แปลงออกมามีคุณภาพสูงยิ่งขึ้นกว่าการใช้เพียงวงจรเดียว ซึ่งเทคนิคนี้เป็นสิ่งที่ถูกออกแบบไว้แล้วตั้งแต่การสร้างชิพตัวนี้ แต่หากใครไม่พอใจกับบุคคลิกเสียงของ 9018 ทาง Audio-gd ก็มีชุดอัพเกรดรออยู่นั่นคือชิพ WM8741ที่ออกแบบอยู่บนแผนวงจรไฟฟ้าขนาดเดียวกันกับ 9018 และสามารถถอดเปลี่ยนกันได้ทันที บุคคลิกของ wm8741 เป็นอย่างไรเราจะได้ทดลองฟังกัน ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าต้องมีอะไรที่ดีมากๆซ่อนอยู่ Audio-gd ถึงทำให้เป็นชุดอัพเกรด

IMG_1713compass2full

ส่วนต่อมาที่เป็นหัวใจหลักอีกส่วนหนึ่งและสามารถอัพเกรดได้ นั่นก็คือส่วนของภาครับสัญญาณอนาลอก ทาง Audio-gd ได้เลือกที่จะใช้ภาครับสัญญาณเป็น op-amp ซึ่งออกแบบให้ติดตั้งอยู่บนซ๊อคเก็ตแบบ 8 ขา op-amp ที่เลือกใช้คือ opa2134 ของ burrbrown ที่นักเล่นกลุ่ม DIY นิยมใช้ จะบอกว่า opa2134 คือตัวเลือกยอดนิยมของ audio op amp ก็อาจจะได้ เพราะเป็นตัวที่รองรับการทำงานได้ความถี่ค่อนข้างสูง ความไวในการตอบสนองสัญญาณหรือ slew rate สูง มีค่า Settling time ต่ำมาก สัญญาณรบกวนต่ำ และ จ่ายกระแสออกมาได้สูง สามารถใช้เป็นบัฟเฟอร์ ใช้เป็นภาครับ ใช้เป็นตัวขับโหลดความต้านทานระดับ ต่ำๆได้ แต่ว่า compass2 ก็ยังอุตส่าห์ทำตัวอัพเกรดโมดุลย์เสียงออกมาอีก เพื่อเปลี่ยนแทน opa2134 ตัวนี้ อันได้แก่โมดุล opa-earth, opa-moon, opa-sun มีให้เลือกถึงสามแบบ สามบุคลิก ซึ่งในส่วน Line in นี้จะเป็นการใช้ในโหมดของ Headphone amp เป็นหลัก หรือเรียกง่ายๆว่า ใครมี Dac ที่ถูกใจอยู่แล้ว แต่อยากได้ Headphone amp ที่ปรับเปลี่ยนแนวเสียงได้ compass2 ก็เป็นตัวเลือกเพียงตัวเดียวที่เปลี่ยนได้หลากหลาย ลืมบอกไปอีกอย่าง ถ้าอ่านข้อมูลในเว็บของผู้ผลิตให้ดี การปรับเปลี่ยนแนวเสียงยังสามารถเลือกทำได้โดยเพียงแค่การตั้งค่าผ่าน jumper บางตัวได้ด้วยโดยยังไม่ต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์เลยด้วยซ้ำไป สำหรับนักเล่นที่อยากทดลองค่อยๆเรียนรู้ความแตกต่างทีละอย่างไปเรื่อยๆ

IMG_1670compass2full

ยังไม่หมดเท่านี้ การรองรับการทำงานสัญญาณดิจิทัลความละเอียดสูงแบบเต็มระบบ compass2 ซึ่งมีความสามารถปรับเปลี่ยนภาครับสัญญาณ USB ให้ทันสมัยทันเทคโนโลยีใหม่ๆในอนาคตได้ ชิพภาครับที่ใช้จะต้องทำงานร่วมกับ Firmware ซึ่ง Compass2 ก็รอบคอบถึงระดับการออกแบบให้สามารถเปลี่ยน Firmware ได้โดยการเปลี่ยน IC ตัวหนึ่งที่บรรจุ ข้อมูลFirmware เอาไว้ เพราะบางทีการเปลี่ยนภาครับตัวใหม่เข้ามาก็จำเป็นต้องแก้ไข Firmware ให้ดึงศักยภาพของชิพให้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ยัง ยังไม่หมด ไหนๆ Compass2 ก็เป็น Dac ที่อัพเกรดได้มโหฬารแล้ว ก็ยังมีการออกแบบให้สามารถอัพเกรดภาครับดิจิทัลแบบที่พิเศษขึ้นไปอีก นั่นคือ เดิม Dac จะทำงานกับสัญญาณดิจิทัลมาตรฐาน S/PDIF ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของ Optical หรือ Coaxial หรือ แม้แต่ช่อง USB แต่ในระดับสตูดิโอ หรือ ระดับไฮเอนด์ ยังมีมาตรฐานการส่งสัญญาณดิจิทัลด้วยรูปแบบของ i2S ด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบสัญญาณดิจิทัลที่แตกต่างออกไป Compass2 มีชุด kit ที่ติดตั้งเพื่อรับสัญญาณรูปแบบนี้ได้

ยังมีอีก นักเล่นและนักอ่านคงเคยได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับ Dac กันมาไม่มากก็น้อย จะรู้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับค่าโอเวอร์แซมปลิ้ง และ ดิจิทัลฟิลเตอร์แบบต่างๆนั้นมีผลต่อบุคลิกเสียงแตกต่างกันไป การเปลี่ยนค่าโอเวอร์แซมปลิ้งทำให้เสียงเปลี่ยนได้ การเปลี่ยนดิจิทัลฟิลเตอร์ที่รูปแบบต่างกันไปก็ทำให้เสียงเปลี่ยนได้ Compass2 เปิดโอกาสให้นักเล่นได้เลือกค่าโอเวอร์แซมปลิ้งในวงจรอิเล็คทรอนิกส์ และเลือกค่าดิจิทัลฟิลเตอร์แบบต่างๆได้รวมกัน 8 รูปแบบ เรียกได้ว่า ถ้าจะฟังทดสอบให้ครบทุกรูปแบบ คงใช้เวลาเป็นเดือนๆ และการเปลี่ยนรูปแบบทั้ง 8 แบบนี้ ทำได้ผ่านการจิ้ม jumper เพียง 3 ตัวเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค
อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน หรือ S/N Ratio 119db
สัญญาณขาออกสูงสุดที่ช่อง Headphone 11V RMS
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่อปรับอยู่ในโหมดที่ปรับระดับสัญญาณขาออกได้ : 5V Max
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่ออยู่ในโหมดสัญญาณคงที่ หรือ DAC : 2.5V RMS
กำลังขับ
3600mW / 25 ohm   (150mW class A)
2000mW / 50 ohm   (300mW class A)
1100mW / 100 ohm  (600mW class A)
400mW / 300 ohm  (Full class A)
200mW / 600 ohm  (Full class A)
อัตราขยาย
12DB at H gain
0 DB at L gain
อิมพีแดนซ์ขาออก
2 ohm /  Headphone output
10 ohm / DAC output
ความไวในการรับสัญญาณดิจิทัล
0.5 Vp-p(75 Ohms, Coaxial)
19 dBm (Optical)
รองรับโหมดUSB1.1 /  2.0 (High Speed / Full Speed)
Support Operate Systems (USB)
Windows : 44.1kHz to 192kHz music files
OSX : 44.1kHz to 384KHz music files
Linux :  44.1kHz to 192kHz music files
Support Sampling  USB model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz , 192kHz
Coaxial model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz ,192kHz
Optical model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz (176.4KHz and 192KHz available if the source support)
การตอบสนองความถี่ 20Hz – 20KHz (-0.2DB , DAC + amp  ) 3Hz – 350KHz  ( Amp parts ) 3Hz – 200KHz ( Line In )
แหล่งพลังงาน 100-120V  AC 50/60 Hz หรือ 220-240V  AC 50/60 Hz
อัตราการกินไฟ 20W
น้ำหนัก 5KG
สัดส่วน W240 X L320 X H80 (MM, Fully aluminium ) 

ทดลองฟัง
pic compass2 sound setup

แหล่งโปรแกรมที่ใช้ในการทดสอบจะเป็น mac mini เป็นส่วนใหญ่ เชื่อมต่อเข้ากับ Compass2 ด้วยสาย USB เป็นหลัก และบางครั้งก็ใช้สาย Optical บ้างเพื่อทดสอบความแตกต่าง สัญญาณขาออกจาก Compass2 ช่อง Line out ต่อด้วยสาย RCA ไปยังแอมป์หลอด Antique Sound lab รุ่น se3.5 เป็นแอมป์หลอดระบบซิงเกิ้ลเอนด์กำลังขับ 3.5 วัตต์ ใช้งานร่วมกับลำโพง Alesis รุ่น Monitor2 ความไว 90dB ทั้งระบบไม่ใช้เครื่องกรองไฟใดๆ

การ setup ตัว Compass2 เป็นการใช้งานแบบเปิดกล่องมาก็ใช้ไปแบบนั้นเลย ยังไม่ได้มีการปรับแต่ง หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นใด ตัว ชิพแปลงสัญญาณเสียงที่ติดเครื่องมาจะเป็น ES9018 ที่เป็นชิพรุ่นสูงสุดของค่าย ESS รองรับการทำงานระดับ 24bit 192K พร้อมกันนี้ยังได้มีบอร์ด DAC อีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นตัวอัพเกรดคือ wm8741 คอยสลับฟังเพื่อเปรียบเทียบด้วย จะได้รู้คำตอบว่าชิพเสียงของต่างค่ายจะมีบุคคลิกที่แตกต่างกันอย่างไร การสลับบอร์ดชิพเสียงนี้ควรเปิดเว็บดูวิธีเปลี่ยนให้ละเอียด เพราะจะต้องมีการตั้งค่า jumper ให้ถูกต้องด้วย

pic compass2 32bit 192k

การตั้งค่าต่างๆในคอมพิวเตอร์จะเลือกไปที่ 32bit 192k เป็นหลัก ซึ่งยังไม่ใช่ค่าสูงสุดที่มีให้เลือก แต่ทดลองเลือกค่าแซมปลิ้งที่สูงกว่านี้พบว่ามีเสียงรบกวนออกมาตลอดเพลงจนฟังไม่ได้ และยิ่งถ้าเลือกค่าแซมปลิ้งเรทสูงสุด จะไม่มีเสียงเลย ส่วนการเลือกค่าแซมปลิ้งต่ำๆ ไม่รู้สึกว่าแย่ลงหรือดีขึ้น เพราะเพลงที่มีส่วนใหญ่จะเป็นเพลงที่ Rip จากแผ่น CD-Audio 16bit 44.1k เลยตัดสินใจเลือกการตั้งค่า Compass2 ไว้ที่ระดับ 32bit 192K เป็นหลัก

IMG_1710compass2full

ในหน่วย opa ที่ถอดเปลี่ยนได้จะเป็นวงจรที่อยู่ในภาค Analog line in เท่านั้น หากใช้ Compass2 เป็น Headphone amp แต่เพียงอย่างเดียว สัญญาณเสียงจากภาค DAC จะไม่ถูกเชื่อมต่อเข้าวงจรขยาย และบุคลิกเสียงของ Line inจะสามารถสร้างสรรค์หรือเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการเปลี่ยน opa ตัวนี้ แต่ในการทดสอบครั้งนี้ไมไ่ด้เปลี่ยนตัวอัพเกรดลงไปทดสอบ อาศัยตัวที่ติดมากับเครื่องเป็นหลัก

เมื่อได้เครื่องมาก็เปิดทิ้งไว้ 7 วัน เปิดเพลงวนๆไปเรื่อยๆ เพลงที่ใช้ก็มีหลายแนว ตั้งแต่แนวออดิโอไฟล์ แนวเฮฟวี่เมทัล แนวป๊อป บอสซาโนว่า เพลงไทยค่ายตลาดทั่วไป เพลงไทยเก่าๆที่สะสมมานานหลายปี รวมไปถึงการฟังรายการวิทยุออนไลน์ต่างๆ แรกที่เริ่มฟังหลังจากคิดว่าเปิดเบิร์นจนนานพอเพียงแล้ว ก็เริ่มด้วยอัลบั้มชุด The Hunter ของ jennifer warns อันเป็นแผ่นสามัญประจำวงการเครื่องเสียงไทยไปเสียแล้ว เพลงที่มีจังหวะเร็ว เราจะได้ยินเสียงกลองที่กระชับ เบสเป็นก้อนที่ใหญ่ อิ่ม แน่น เสียงแฉ เสียงฉาบมีความละเอียด ปลายเสียงแตกเป็นฝอยนวลๆ ดังแล้วค่อยๆจางหายไปแบบเรื่อยๆนิ่มๆ มันเป็นเสียงโชว์ของเครื่องเสียงในงานแสดงเครื่องเสียงประจำปีชัดๆเลย ชิพเสียง ES9018 คงจะชอบเม็ดเสียงเล็กๆพร่างพรูเหล่านี้อยู่เป็นแน่ รายละเอียดทุกเสียงมีให้ได้ยินเต็มไปหมด

ความโปร่งใสดูจะเป็นจุดเด่นของ Compass2 เพราะรู้สึกได้เลยว่า เสียงมันใส ปากมันบอกออกมาเองโดยที่ยังไม่ได้หาคำเปรียบเทียบกับอะไรเลย เวทีเสียงทำได้กว้างมาก หลายเพลง หลายอัลบั้มฟังแล้วรู้สึกว่ารูปวงจะกระจายตัวอยู่หลังลำโพงแบบมีระยะห่างระหว่างชิ้นดนตรีทุกชิ้นอย่างเด่นชัด เสียงร้องของนักร้องหญิงหวาน ใส ฟังแล้วสบายหู แยกแยะออกจากกลุ่มเครื่องดนตรีต่างๆอย่างเป็นสัดส่วน มีช่องไฟ มีพื้นที่ของตัวเองโล่งๆ ไม่ปะปนกับใคร

เสียงอะคูสติกกีต้าร์ในแผ่น bakery love3 จากนักร้องที่ชื่อ ธีร์ ไชยเดช เพลงแรกก็เคลิ้มแล้ว เสียงสะบัดปิ๊กกีต้าร์ผ่านสายโลหะทั้งหกเส้นฟังแล้วมีความนุ่มนำมาเลย แล้วตามมาด้วยประกายความชัด ใครชอบเพลงกีต้าร์ที่เล่นคอร์ดเพราะๆ ขอเชิญให้ได้ลองฟังผ่าน Compass2 ดูสักชั่วโมง แล้วจะพบว่าความโปร่งใส ที่มาพร้อมกับแรงประทะที่ฉับไวมันรวมกันอยู่ใน Compass2

เสียงกลองกระเดื่องในเพลงเฮวี่เมทัลอย่าง ชุด Metalica ที่เป็นปกดำๆ ของวง Metalica ฟังแล้วเสียงกลองลงลึกได้พอประมาณ ได้ความคมชัดและถูกจัดวางอยู่ด้านหลังสุดของเวทีเสียง หัวโน้ตของเสียงกลองขึ้นเร็ว น้ำหนักดี ไม่ปะปนคลุมเครือกับเสียงเบสที่เล่นคู่กัน เสียงกีต้าร์สกับเอฟเฟ็คดีสทอร์ชั่น ให้ความแตกซ่านได้ละเอียดและฟุ้งเป็นฝอยเหมือนจะเลียนแบบการกระจายตัวของเสียงแฉเลย แสดงว่าชิพเสียงตัวนี้ท่าทางจะชอบเสียงเล็กๆสูงๆเป็นพิเศษ

ผมชอบฟังเพลงไทยกับชุดเครื่องเสียงที่คุณภาพสูง เพราะมันทำให้เพลงไทยที่ผมชอบมีความน่าฟังยิ่งขึ้น แม้ว่าบางเพลงจะฟังแล้วเฉยๆไม่ค่อยสนับสนุนให้เครื่องเสียงแสดงศักยภาพเท่าไร แต่เครื่องเสียงดีๆก็ช่วยให้การฟังเพลงมันสนุกขึ้น เพลงของวง P.O.P ที่เล่นแบบอคูสติกในอัลบั้มแรกของวงนี้มีเสน่ห์มาก น้ำหนักเสียงเบส และย่านความถี่ต่ำไม่ได้ใหญ่โตแบบแผ่นฝรั่ง แต่มันก็โปร่งและให้อารมณ์ของอคูสติกได้ดีมาก ย่ิงได้เสียงร้องของ นพ พรชำนิ ที่ฟังแล้วเสียงหล่อใจละลายขนาดนั้นยิ่งรู้สึกไม่อยากให้เพลงจบเลย

เพลงบอสซ่าก็ทำได้ดีมาก เพลงไทยที่นักร้องเอาเพลงเก่ามาร้องใหม่ในสไตล์บอสซาโนว่า จากอัลบั้มรวมเพลง แผ่นเดียวได้ 50 เพลง ราคาร้อยห้าสิบบาท คุณภาพไฟล์ระดับ mp3 320K ให้ความไพเพราะได้ประทับใจ เพลงไทยบันทึกเสียงดีก็มีให้เลือกฟังอยู่เรื่อยๆถ้าเราค้นหา แม้ว่าจะไม่ได้ถึงระดับออดิโอไฟล์ แต่มันก็ดีกว่าอัลบั้มจริงของเพลงต้นฉบับอยู่พอสมควร

แผ่น Best of Audiophiles Voice1 เป็นแผ่นรวมเพลงนักร้องหญิง ทุกเพลงในแผ่นนี้เพราะหมด เสียงร้องชัดมาก บาลานซ์เสียงตั้งแต่ย่านต่ำไปถึงโทนสูงสมดุลย์ดี ไม่ได้มีเบสล้น หรือ แหลมบาดหูให้ได้ยิน เป็นเสียงเบสที่มาแนวสะอาดและกระฉับกระเฉง ความใส ความหวาน ความฉ่ำ มีครบถ้วน ต้องใช้คำว่าฟังสบายหูถึงจะตรงกับความรู้สึก

แผ่น OPUS 3 ดูจะช่วยแสดงศักยภาพของ Compass2 ให้โดดเด่นขึ้นไปได้อีก เสียงเพลง Jazz ที่บันทึกการเล่นสดในผับสักแห่งหนึ่งให้เสียงเปียโนพริ้วๆ เสียงกลองมีแรงประทะที่คมและรวดเร็ว เสียงเบสที่เดินอยู่ลึกๆ เสียงแซ็กโซโฟนที่ชัดมีเนื้อ มีความหนาอยู่อย่างรู้สึกได้ ที่สำคัญคือ ทุกชิ้นดนตรีต่างก็มีพื้นที่ของตัวเอง มีช่องไฟที่เว้นไว้ให้ฟังสบาย

Compass2WM

ลองถอดเปลี่ยนบอร์ด เพื่อเปลี่ยนชิพเสียงจาก ES9018 เป็น WM8741 ใช้ไขควงสี่แฉกถอดน็อตสี่ตัว พร้อมกับเปลี่ยนตำแหน่ง jumper อีก 4 ตัว พอเปลี่ยนเสร็จก็เปิดฟังทันที เสียงที่ได้ยินครั้งแรกมีระดับเสียงที่ดังมาก ต้องลดวอลลุ่มลงไปเยอะพอสมควรถึงจะดังเท่ากับตอนที่ใช้ชิพตัวเก่า เมื่อตั้งค่าความดังให้ใกล้เคียงกับเสียงเดิมแล้วก็เริ่มฟังใหม่อีกรอบ

IMG_1676compass2full

คุณภาพเสียงโดยรวมของ WM8741 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ฟังสบายหูเหมือนเดิม แต่มีสิ่งที่โดดเด่นและทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจนคือการจัดระเบียบเสียงกลางที่ดีกว่า มิติของเสียงร้อง และชิ้นดนตรีต่างๆที่มีเสียงอยู่ในช่วงกลางๆจะมีตัวตนที่เด่นชัดกว่าเดิม มวลเสียงมีความเป็นก้อน ตำแหน่งตึงเป๊ะยิ่งกว่าเดิม เวทีเสียงด้านลึกจะลึกกว่าเดิม การแยกแยะของความลึก จะเรียงจากตื้นไปลึกได้แตกต่างกันมากกว่าเดิม คือถ้าให้วางตัวเสียงแต่ละเสียงเป็นแถว แถวแรกอยู่ใกล้ลำโพง แถวสองอยู่ถอยออกไปสักหน่อย แถวสามอยู่ไกลไปอีก แถวสี่อยู่หลังสุด WM8741 จะให้แต่ละแถวมีความห่างออกจากกันได้มากกว่า ES9018 แต่ว่าช่องไฟดูเหมือนจะเท่าเดิม ซึ่งก็หมายความว่า มวลเสียงมันใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ถ้าเปรียบเทียบให้เป็นภาพ อาจจะเทียบ ES9018 เป็นจักรยานสัก 10 คันจอดอยู่ในที่โล่งที่หนึ่ง ส่วน WM8741 ให้เปลี่ยนจักรยานเป็นมอเตอร์ไซด์ 10 คัน คือมันใหญ่กว่า และใช้พื้นที่จอดมากกว่านิดหน่อย ถ้าแทนปริมาณความใหญ่ของแต่ละเสียงด้วยลูกชิ้นกลมๆ ผมรู้สึกว่า ES9018 จะเป็นลูกชิ้นลวกหรือไม่ก็นึ่ง แต่ wm8741 จะเป็นลูกชิ้นทอด คือมันมีขนาดที่ใหญ่กว่ากัน

ฟังไปฟังมา พอเริ่มเปลี่ยนแผ่นไปหลายๆแบบชักเริ่มรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆตามลักษณะเพลงบางเพลง ตอนเล่นด้วยดนตรีน้อยชิ้น wm8741 ให้ดุลย์เสียงที่น่าฟัง ชิ้นดนตรีใหญ่และนุ่ม เสียงอิ่ม แต่ไม่ทึบ แต่พอเล่นกับดนตรีที่เต็มวง ชักรู้สึกว่า เนื้อเสียงแต่ละเสียงเร่ิมใหญ่จนแย่งกันเด่น แต่ละชิ้นดนตรีแสดงความใหญ่เข้าหากันจนช่องไฟน้อยลง เลยลองถอดเปลี่ยนบอร์ด Dac กลับไปใช้ ES9018 อีกที คราวนี้ชิ้นดนตรีเล็กลงนิดหน่อย ได้ช่องไฟที่โล่งๆกลับคืนมา ประกายเสียงฟังชัดขึ้น มันเป็นความรู้สึกคนละแบบ ดูเหมือนว่า ES9018 จะเหมาะกับดนตรีมากชิ้น ยิ่งเล่นเต็มวง มีเบสเล่นเป็นตัวคุมจังหวะย่านต่ำ มีคีย์บอร์ดเล่นเป็นพื้นเสียงรองไว้อีกชั้น และ มีเครื่องสายเล่นคลอๆกันอยู่ สามส่วนนี้จะฟังแล้วรู้สึกล้นเกินไปเมื่อเล่นผ่าน wm8741 แต่ถ้าเป็น ES9018 จะช่วยให้ดนตรีมากชิ้นมีระเบียบมากกว่า แยกชิ้นดนตรีได้ดีกว่า

ตอนฟังดนตรี jazz ที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นเหมาะมากที่จะเล่นผ่าน wm8741 เพราะได้แสดงเนื้อเสียงอย่างตั้งใจ การโซโล่เบส กลอง หรือ เครื่องเป่า ต่างก็ให้ความรู้สึกว่ามันชัดและมีน้ำหนักอยู่มาก เพลงร้องที่เครื่องดนตรีน้อยๆจะยิ่งเหมาะกับ wm8741 ประกายเสียงใสๆ ที่น้อยกว่า es9018 เล็กน้อยทำให้การฟังเพลงหลายชั่วโมงไม่ค่อยเกิดความรู้สึกล้าหูมาก ผมคิดว่าถ้าชุดเครื่องเสียงใครที่เป็นชุดเล็ก ลำโพงเล็ก ห้องฟังเล็ก ลองใช้บอร์ด ES9018 ดูน่าจะช่วยให้การแยกแยะมิติต่างๆทำได้ดี ส่วนใครมีชุดใหญ่ ห้องใหญ่ หรือชอบเพลง jazz ดนตรีน้อยช้ิน wm8741 น่าจะสร้างความพึงพอใจได้มากกว่า

ทดลองฟังผ่านช่องหูฟังบ้าง ผมใช้หูฟัง Creative Aurvana live เป็นตัวหลัก แจ๊คเสียบที่ติดหูฟังเป็น 3.5 มม. แต่แจ๊คเสียบของ Compass2 เป็น 6.3 มม. ทำให้ต้องใช้อแด๊ปเตอร์แปลง เมื่อไม่เปิดเพลงใดๆ ลองเปิดวอลลุ่มจนสุดดูก็ไม่มีเสียงรบกวนเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งการฟังผ่านช่องดิจิทัล และช่อง line in ก็มีความเงียบสงัดที่ดีเท่ากัน เมื่อเปิดเพลงจากระบบดิจิทัลผ่านสาย USB แล้วฟังผ่านหูฟัง น้ำเสียงความหวานจะลดลงไปเล็กน้อย แต่ได้ความนุ่มของเสียงย่านกลางและย่านต่ำมาแทน ซึ่งก็คงเป็นเพราะตอนฟังผ่านลำโพงผมใช้แอมป์หลอดเป็นหลัก เสียงแอมป์หลอดมันหวานเป็นทุนอยู่แล้ว เพราะเทียบกับช่องหูฟังที่วงจรขยายเป็นโซลิทสเตท ก็เลยมีบุคลิกความหวานไม่เหมือนกัน กำลังขับที่ได้จาก Compass2 ต้องบอกว่ามากมายมหาศาลมากเมื่อใช้กับหูฟังขับง่ายอย่าง Aurvana เพราะจากสเป็คของเครื่องก็ระบุไว้อยู่แล้วว่าสามารถขับหูโอห์มต่ำได้สูงเกิน 1 วัตต์สบายๆ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่มีหูฟังในโลกตัวไหนที่จะใช้กำลังขับเยอะขนาดนี้ ส่วนการใช้กับหูฟังโอห์มสูงนั้น ผมคิดว่าคงมีเพียงหูระดับ 600 โอห์มเท่านั้นที่ Compass2 ยังขับได้ไม่เต็มที่ เพราะสเป็คของแอมป์หูฟังระบุกำลังขับที่ 600 โอห์มไว้แค่ 200 มิลลิวัตต์เท่านั้น

ใช้ Compass2 เป็น Headphone amp โดยรับสัญญาณเข้าทางช่อง Line inบ้าง ตัวเครื่องก็จะตัดสัญญาณจากภาค Dac ไม่ให้ผ่ายวงจรขยายเสียงภายใน เครื่องเล่นที่นำมาใช้ร่วมทดสอบก็จะมี ipod video ต่อผ่าน Dock ipod shuffle ต่อสายออกจากช่องHeadphone out ใช้สาย mini to RCA ของ monster น้ำเสียงจะฟังแล้วกลมกล่อมขึ้นกว่าการฟังตรงจากเครื่องเล่น เบสจะนุ่มขึ้น แน่นหนึบกว่าเดิม ความหยาบของเนื้อเสียงจะน้อยลง ให้ความรู้สึกถึงความลื่นไหล ถ้าใช้เครื่องเล่นคุณภาพทั่วไปก็จะได้ความรู้สึกว่าคุณภาพเสียงผ่าน amp แล้วจะดีขึ้น แต่ถ้าใช้เครื่องเล่นระดับหรูอย่าง Astell &Kern ส่งสัญญาณอนาลอกออกมาเข้า compass2 จะรู้สึกว่า เสียงใสน้อยลง ได้พลกำลังมากขึ้น แต่ความฉ่ำหวานน้อยลง อาจจะเป็นเพราะ opa2134 ภายในเป็นตัวจำกัดคุณภาพของระบบการขยายเสียงเอาไว้ก็ได้ ถ้าได้ลองอัพเกรดโมดุลย์ตัวนี้ น่าจะทำให้ระบบขยายเสียงอนาลอกอัพคุณภาพขึ้นไปได้อีก เพราะภาค Headphone amp ของ compass2 เมื่อฟังด้วยแหล่งสัญญาณดิจิทัลที่ใช้ไฟล์ wav ตัวเดียวกัน เปิดจากคอมพิวเตอร์แล้ว คุณภาพเสียงดีมาก ดีกว่าเล่นจาก Astell & Kern ผ่านช่องอนาลอก Line in เสียอีก

จุดเด่น
คุณภาพเสียงดีมาก รองรับการเชื่อมต่อ USB ได้สูงที่สุดเท่าที่คอมพิวเตอร์จะมีให้ได้ในปีนี้ (คศ 2012)
อัพเกรดได้หลายอย่าง เปลี่ยนแนวเสียงได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเล่นจะครบทุกแบบ
เครื่องเดียวได้ทั้ง Dac และ Headphone amp และ Pre-amp
ช่องเสียบหูฟังให้กำลังขับได้สูงมาก

จุดด้อย
ตัวถังไม่สวย ดูเหมือนของราคาถูก
ภาค line in คุณภาพน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับระบบดิจิทัลทั้งเครื่อง ควรหาโอกาสเปรียบเทียบกับโมดุลย์อัพเกรดทั้งสามชนิดให้ได้

Audio-gd Compass2 เหมาะกับใคร
เหมาะกับคนที่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์เป็นแหล่งโปรแกรมหลัก เพราะคุณภาพของ Compass2 จะโดดเด่นที่สุดเมื่อเล่นด้วยแหล่งโปรแกรมดิจิทัล และควรจะเชื่อมกันด้วยสาย USB
เหมาะกับคนที่ต้องการ Dac คุณภาพสูงและใช้ต่อตรงกับเพาเวอร์แอมป์ได้เลย เนื่องจาก Compass2 ปรับระดับเสียงหรือเป็นปรีแอมป์ได้ในตัวอยู่แล้ว เล่น compass2 ตัวเดียว ไม่ต้องซื้อปรีแอมป์
เหมาะกับคนที่มีหูฟังที่ขึ้นชื่อว่าขับยาก

Audio-gd Compass2 ไม่เหมาะกับใคร
ถ้าคุณต้องการ Headphone amp เป็นหลัก อาจจะมีเครื่องเล่นดีๆอยู่แล้ว หรือมี Dac ที่ถูกใจอยู่แล้ว ควรผ่านตัวนี้ไป ไปเลือกampระบบเดียวเลยดีกว่า เพราะcompass2 ให้ความคุ้มในฝั่ง Dac มากกว่า amp

สรุป
Audio-gd Compass2 เป็น Dac + Headphone amp คุณภาพสูงตัวหนึ่ง มีลูกเล่นที่เด่นชัดคือสามารถอัพเกรดหรือเปลี่ยนแนวเสียงที่ต้องการได้ การได้สลับใช้งานระหว่าง ชิพเสียง ES9018 และ WM8741 เป็นสองบุคลิกที่มีดีคนละแบบ เลือกใช้ Compass2 แล้วสั่งตัวชิพเสียงเอาไว้เปลี่ยนได้ด้วยทำให้ประหยัดเงินไม่ต้องมี Dac หลายตัวอยู่ในบ้าน นอกจากประหยัดเงินแล้วยังประหยัดที่วาง ประหยัดช่องเสียบสายไฟ Ac ได้อย่างน้อย 1 ช่อง เสียงจาก ES9018 เหมาะกับแนวเพลงเต็มวง เหมาะกับคนที่ชอบช่องไฟกว้างๆ เสียงสะอาดเกลี้ยงเกลา ส่วน WM8741 เหมาะกับคนชอบเสียงร้อง ชอบดนตรีน้อยชิ้น เพราะชิ้นดนตรีต่างๆจะมีปริมาณที่ใหญ่โตถูกใจนักเล่นแนวออดิโอไฟล์ Compass2 มีความสามารถรองรับไฟล์เสียงความละเอียดสูงลิบ สเป็คเลยมาตรฐานวันนี้ไปแล้วอย่างน้อย 1 ก้าว คือรองรับไปถึง 32bit 384k แล้ว ความคุ้มค่ากับงบประมาณสองหมื่นสำหรับ Dac ที่เปลี่ยนชิพได้ ถือว่าไม่แพงเกินไป นักเล่นซื้อไว้ฟังก็เพลิน นักออกแบบเครื่องเสียงซื้อไว้ผ่าเล่นก็ได้ความรู้ครับผม

บทความ-ทดสอบเครื่องเสียง TEAC R-1

บทความ-ทดสอบเครื่องเสียง TEAC R-1

teac r1 review

IMG_9000

“ทดลองใช้ วิทยุเสียงดี TEAC R1”

นานมาแล้วผมเคยพยายามมองหาลำโพงชุดหนึ่งเพื่อนำมาใช้งานร่วมกับเครื่องเล่น iPod ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ต้องการเสียบหูฟังตลอดเวลา เนื่องจาก iPod เป็นเครื่องเล่นเพลงชนิด Mp3 ที่มีคุณภาพดีมาก หลายคนที่เคยปฏิเสธการฟังเพลงจากไฟล์ Mp3 กลับหันมาเลือกใช้ iPod เป็นเครื่องเล่นเพลงประจำตัว อย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งที่กลืนน้ำลายตัวเอง เคยสบประมาทและดูถูก Mp3 ไปต่างๆนานา แต่สุดท้ายก็หันมาลงทุนกับอุปกรณ์กลุ่มไฮเทคโนโลยีอย่างลุ่มหลงไม่รู้ตัว

เมื่อได้ ipod มาใช้ก็เลยอยากให้มันส่งเสียงได้ พยายามมองหาลำโพงมาหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นลำโพงเล็กๆย่อมๆซึ่งผมซื้อมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ตัว แต่ละตัวถูกคาดหวังว่าจะเป็นลำโพงสุดรัก พกพาไปฟังได้ทุกที่ ทุกเวลา บางตัวรูปร่างเป็นทรงกลม บางตัวเป็นทรงกระบอก บางตัวเป็นลูกบาศก์ บางตัวใส่กระเป๋าโน้ตบุ๊คได้ บางตัวไม่อยากจะหิ้วขึ้นรถเลยก็มี นอกจากลำโพงขนาดย่อมเหล่านี้ ผมยังหาลำโพงคู่ใหญ่ๆมาใช้กับอินทิเกรตแอมป์ที่ใช้ในบ้านอีกด้วย ลงทุนซื้อ Docking สำหรับวาง iPod ติดแท่นเอาไว้ แล้วต่อสายสัญญาณเสียงมาเข้าแอมป์ เวลาฟังเพลงผ่านอินทิเกรตแอมป์ที่ใช้งานประจำจะได้คุณภาพเสียงที่ดี ซึ่งความดีมันต้องยกให้ทั้งสองส่วน คือเครื่องเล่นเพลงให้คุณภาพที่ดี และระบบขยายเสียงก็ให้คุณภาพที่ดี แต่มันก็ขนาดใหญ่เกินกว่าจะพกพา หรือใช้งานไม่สะดวกสักเท่าไร การจะมองหาลำโพงเล็กๆพกพาได้หิ้วไปมาใช้งานแทนอินทิเกรตและชุดลำโพงในบ้านจึงเป็นเครื่องเพ้อฝันจริงๆ เพราะลำโพงเล็กแต่เสียงดีหายากมาก

วันหนึ่งผมไปเดินเล่นแถวบ้านหม้อ แวะไปร้านขายอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์รายใหญ่ ในร้านนั้นมีเครื่องเสียงหลายประเภทวางขายอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องเสียง PA มีตั้งแต่ลำโพงยักษ์แอมป์ใหญ่ๆ ไล่ไปจนถึงไมโครโฟนขนาดต่างๆ มีอยู่มุมหนึ่งขายเครื่องเสียงบ้าน ผมเหลือบไปเห็นกล่องสี่เหลี่ยมหน้าตาดีอยู่ตัวหนึ่ง มันคือเครื่องรับวิทยุยี่ห้อ TEAC รุ่น R1 ซึ่งลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมไม่เล็กไม่ใหญ่ ขนาดสามารถจับด้วยมือเดียวและยกขึ้นมาได้ มันเป็นเครื่องรับวิทยุที่สามารถต่อสัญญาณเสียงเข้าทางช่อง Aux ได้ ผมเลยคิดว่ามันน่าจะเอามาลองใช้งานคู่กับ iPod เสียหน่อย แม้ว่าจะมีวิทยุมาด้วยในตัวแต่ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้ส่วนที่เป็นเครื่องรับวิทยุ

ยืนฟังรายการวิทยุจาก TEAC R1อยู่ในร้านสักพักหนึ่งผมก็รู้สึกว่าเครื่องนี้เสียงดี มันให้เสียงเบสได้ค่อนข้างลึก และดััง เสียงกลางชัดมาก เสียงแหลมก็มีประกาย คือฟังโดยรวมแล้วผมคิดว่ามันเสียงดี น่าใช้ แต่ ณ วันนั้นผมยังไม่ได้ซื้อ เพราะว่ายังไม่มั่นใจในหลายๆประเด็น อย่างเช่น เปิดดังได้ไหม เสียงแตกไหม ถ้าเอามาต่อช่อง Aux มันจะเสียงดีรึเปล่า ดูท่าทางมันมีลำโพงแค่ตัวเดียวแล้วมันรับคลื่นวิทยุเป็นสเตอริโอรึเปล่า วงจรขยายเสียงข้างในเป็นแบบสเตอริโอหรือโมโน ถ้าเอามาเสียบใช้เป็นแอมป์หูฟังมันจะเป็นโมโนหรือสเตอริโอ ความสงสัยเหล่านี้ไม่รู้จะหาคำตอบได้จากที่ไหน

ผมลองเข้า internet ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก็ไม่พบ ไม่มีใครพูดถึงการใช้งานโดยละเอียดเลย มีแต่บอกว่ามันรับวิทยุได้ ต่อ Aux ได้ ส่งเสียงได้ มีแบตเตอรี่ในตัว ราคาขายเท่าไร ซึ่่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ต่อผมเลย ในช่วงนั้นเลยยังไม่ได้ซื้อ เพราะว่าหลายครั้งก่อนหน้านี้ผมซื้อลำโพงเล็กๆมาหลายตัว แต่ละตัวจะมีข้อดีที่ผมรับรู้ แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างทำให้ไม่ค่อยประทับใจ TEAC R1 ก็ดูจะคล้ายกับตัวอื่นๆที่เคยลอง เลยยังไม่ซื้อ
เวลาผ่านไปนานจนผมลืมไปแล้ว วันหนึ่งผมสังเกตุที่บ้านพบว่าแม่ผมชอบฟังรายการวิทยุ และวิทยุที่แม่ใช้ก็เป็นวิทยุแบบแถม หรือแจกฟรีตามงานปีใหม่ มันส่งเสียงได้ รับคลื่นได้ แต่จะปรับเปลี่ยนคลื่นแต่ละทียากเย็นเหลือเกิน บิดไปนิดเดียวกระโดดข้ามไปหลายคลื่น ไม่สามารถรับคลื่นได้ชัดๆเลยแม้แต่สถานีเดียว แม่ผมก็เลยฟังคลื่นวิทยุอยู่คลื่นเดียวเพราะไม่กล้าบิดเปลี่ยนไปช่องอื่นเนื่องจากกลัวว่าจะบิดกลับมาไม่เจอคลื่นเดิม ผมเลยให้ของขวัญแม่ด้วยการไปซื้อ TEAC R1 ตัวนี้มาให้ใช้แทน เลยถือโอกาสทดสอบการใช้งานในรูปแบบต่างๆเพื่อให้หายสงสัย และเพื่อให้เป็นข้อมูลการทดสอบสำหรับนักเล่นท่านอื่นๆที่กำลังสนใจเครื่องเล่นลักษณะนี้

IMG_9009

TEAC R1 เป็นเครื่องรับวิทยุที่มีลำโพงในตัว สามารถรับคลื่น FM และ AM ได้ ใช้พลังงานจากหม้อแปลง 12 โวลท์ และมีแบตเตอรี่ในตัวสามารถชาร์จไฟขณะใช้งานได้ ถ้าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่จะใช้งานได้ประมาณ 7 ชั่วโมง สามารถต่อสัญญาณขาเข้าจากแหล่งโปรแกรมอื่นๆได้ทางช่อง Aux มีวงจรขยายในตัว สามารถเปิดใช้งานได้ค่อนข้างดังในห้องทำงานทั่วไป หรือในห้องนอนก็กำลังเหมาะสม

IMG_9004

ด้านบนตัวเครื่องมีปุ่มอยู่ 4 ปุ่มดังนี้ ซ้ายสุดเป็นปุ่มเปิดปิดและทำหน้าที่เลือกรับคลื่น FM AM และ เลือกฟังช่องสัญญาณขาเข้า Aux ปุ่มที่สองจากซ้ายเป็นปุ่มปรับเสียง Bass ถ้าบิดไว้ที่ตำแหน่งตรงกลางจะมีคลิกหยุดเป็นตำแหน่ง Flat ส่วนปุ่มที่สามเป็นปุ่มปรับเสียงสูงหรือ Treble มีตำแหน่งกลางเป็น Flat เช่นกัน ปุ่มสุดท้ายหรือทางขวาเป็นปุ่มกลมขนาดใหญ่ที่สุดทำหน้าที่ปรับความดังของเสียง ใต้ปุ่มซ้ายจะมีหลอดไฟแสดงสถานะการทำงาน ตอนเปิดจะติดสว่างเป็นหลอดไฟสีน้ำเงิน ตอนปิดถ้าเสียบหม้อแปลงไฟไว้แล้วเครื่องกำลังทำการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่อยู่หลอดไฟดวงนี้จะกระพริบตลอดเวลา และจะดับไปเองเมื่อแบตเตอรี่เต็ม

IMG_9006

ด้านหลังมีช่องสำหรับเสียบสายต่างๆ และมีช่องระบายอากาศสำหรับลำโพงภายในด้วย นั่นก็หมายความว่าเครื่องเล่นเครื่องนี้เป็นลำโพงชนิดตู้เปิด เดาว่าภายในใช้ดอกลำโพงดอกเดียวทำงานเป็นแบบ Full range คือส่งเสียงทุกย่านความถี่ด้วยดอกลำโพงเพียงดอกเดียว อาศัยช่องระบายอากาศเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในย่านเสียงเบส ตรงกลางเครื่องด้านหลังเป็นช่องเสียบสายอากาศ ซึ่งมีแถมมาให้ในกล่องด้วย

IMG_9027

ถัดลงมาเป็นช่องต่อสัญญาณขาเข้า Aux in ซึ่งแถมสาย mini 3.5mm สองหัวมาให้ด้วยเช่นกัน ช่องถัดลงมาเป็นช่องเสียบหูฟัง สามารถใช้งานกับหูฟังทั่วไปได้ หมายความว่าเราสามารถใช้เครื่องเล่นเครื่องนี้เป็นแอมป์ขยายสัญญาณเสียงให้กับหูฟังที่เราต้องการได้ ช่องด้านล่างสุดเป็นช่องเสียบหม้อแปลงไฟ หม้อแปลงที่แถมมาให้เป็นแบบแปลงไฟ 220v แปลงเป็น 12V คิดว่าถ้านำ TEAC R1 ไปเสียบกับไฟในรถยนต์ก็คงสะดวกดีเพราะแรงดันไฟตรงกัน ด้านขวาเหนือช่องระบายอากาศเป็นเสาอากาศแบบชัก การชักเสาอากาศยืดขึ้นมาจะช่วยให้รับคลื่นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มีผลมากในการใช้งานที่อยู่ในตึกอาคารต่างๆ ซึ่งคลื่นวิทยุจะรับค่อนข้างยาก เสาชักในตัวทำงานได้ดีเยี่ยม แทบไม่พลาดการรับคลื่นเลย จะมีเพียงบางสถานีเท่านั้นที่เสียงค่อนข้างเบา หรือมีการทับซ้อนกันบ้างเนื่องจากคลื่นวิทยุชุมชนในกรุงเทพค่อนข้างจะถี่ พาลเบียดคลื่นหลักไปบ้างก็มี

IMG_9012

ด้านหลังซ้ายเป็นช่องใส่แบตเตอรี่ ต้องใช้ไขควงเพื่อเปิดฝาครอบออก ภายในเป็นแบตเตอรี่แรงดัน 7.2 โวลท์ ขนาดความจุ 1200 มิลลิแอมป์

มาทดลองฟังกันเลยดีกว่า ผมเสียบหม้อแปลงแล้วเปิดเครื่องให้รับคลื่น FM หมุนหาคลื่นไปเรื่อยๆ ลูกบิดหน้าเครื่องทำหน้าที่หมุนหาคลื่น ลูกบิดนี้ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เป็นระบบกลไกที่มีการทดรอบเพื่อให้หมุนได้กว้างขึ้น กล่าวคือวงแหวนหน้าเครื่องวงเล็กที่ทำหน้าที่ให้มือจับจะต้องหมุนด้วยรอบที่มากกว่าเพื่อให้วงแหวนอีกวงซึ่งมีตัวเลข 88-108MHz ขยับไปทีละนิด ซึ่งจากการวัดคร่าวๆ ผมต้องหมุนลูกบิดไปประมาณ 2 รอบเต็มๆ ถึงจะทำให้ตัวเลขคลื่น FM ขยับจาก 88 ไปเป็น 108 Mhz หรือวงใหญ่หมุนไปครึ่งรอบเท่านั้น การออกแบบเช่นนี้ทำให้การหมุนหาคลื่นทำได้ง่ายขึ้น แต่ละสถานีที่อยู่ติดกันจะมีระยะหมุนค่อนข้างมาก ทำให้ปรับคลื่นได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น

IMG_9001

เสียงรายการวิทยุที่ได้รับค่อนข้างชัดเจนมาก ยิ่งเป็นคลื่นวิทยุชุมชนที่สถานีส่งอยู่ใกล้บ้านผมยิ่งชัดเจน ชัดขนาดที่ว่าผมต้องหยุดฟังเลย แม้จะเป็นแค่เสียงพูดก็ตาม ฟังเพลงสตริงตามคลื่นยอดฮิตต่างๆก็ให้เสียงที่ชัด มีเสียงเบสที่แน่นและคม เสียงกลางชัด เสียงแหลมก็มีไม่ตกหล่นแถมยังเป็นประกาย เสียงเบสค่อนข้างเยอะเป็นพิเศษ ดูเหมือนลักษณะลำโพงตู้เปิดจะถูกจูนเสียงให้มีเสียงเบสเยอะเป็นพิเศษ การเปิดฟังเพียงเบาๆจะให้เสียงที่มีน้ำหนักพอดี แต่ถ้าเปิดให้ดังขึ้นมากสักหน่อยจะรู้สึกว่าเสียงเบสเยอะเกินไป การฟังตลอดการทดสอบนี้จะปรับเสียงไว้ที่ flat ซึ่งก็ให้น้ำเสียงที่ดีน่าฟังเพียงพอแล้ว สรุปคร่าวๆในส่วนของวิทยุได้เลยว่า เครื่องเสียงตัวนี้รับวิทยุได้ชัด ให้เสียงเพลงได้น่าฟังมาก เสียงกลางชัดมาก

IMG_9015

ผมลองเสียบหูฟังเข้ากับช่องด้านหลัง เพื่อทดลองฟังในแบบสเตอริโอ เนื่องจากมันมีลำโพงแค่ดอกเดียว ผมเคยคิดว่ามันอาจจะเป็นเครื่องเล่นแบบโมโน แต่พอลองฟังผ่านหูฟังแล้วก็พบว่า R1 เป็นสเตอริโอ มันรับคลื่นและขยายเสียงเป็นสเตอริโอ อันนี้ทำให้ผมรู้สึกโล่งใจ หายสงสัย และคิดเลยต่อไปว่ามันสามารถใช้งานเป็นเครื่องรับวิทยุสำหรับห้องฟังเพลงได้เลย โดยการต่อสัญญาณจากช่องเสียบหูฟังเข้ากับอินทิเกรตแอมป์หรือชุดเครื่องเสียงชุดหลักของห้องฟัง ซึ่งมันมีราคาค่าตัวต่ำมากเมื่อเทียบกับเครื่องเสียงแยกชิ้นอื่นๆ

IMG_9022

มาลองฟังแบบต่อกับ iPod ดีกว่า ผมต่อ iPod Shuffle สลับกับ iPod Video เข้าทางช่อง Aux โดยสายที่แถมมากับเครื่อง เพลงที่อยู่ใน iPod เป็นเพลงที่ก๊อปปี้มาจากคนอื่นบ้าง ริบแผ่นแท้ต่างๆเอาไว้บ้าง เสียงเข้าไปฟังแล้วก็รู้สึกดี เสียงที่ได้ยินค่อนข้างชัดเจน เสียงเบสเยอะเพียงพอ น่าฟังมาก ความคมชัดและความกระฉับกระเฉงเป็นจุดเด่นที่มีให้รับรู้ตั้งแต่เริ่มต้น ไดนามิคเร้นจ์ที่จะแจ้ง เสียงเครื่องเคาะก็มีความแข็ง คม มาพร้อมกับเสียงเบสที่ติดตามได้ ผมลองกับเพลงที่หลากหลายเพื่อจะได้รู้แนวว่า TEAC R1 มีคุณภาพระดับใด เพลงป๊อปทั่วไปทำได้ยอดเยี่ยม ไม่มีจุดให้ติ สิ่งหนึ่งที่ผมยอมรับและไม่คิดว่ามันเป็นจุดด้อยก็คือ ถ้าเปิดเสียงดังมันจะเสียงแตก ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นกับเครื่องเสียงระดับเล็กๆ ยิ่งใช้ไฟเลี้ยงระดับต่ำและใช้ลำโพงขนาดเล็ก ยิ่งไม่ควรคาดหวังว่ามันจะเสียงแน่นแม้จะเปิดลั่นบ้าน ระดับเสียงที่ฟังทดสอบก็อยู่ในระดับนั่งฟังในห้อง ไม่ได้ไปเปิดแข่งกับใคร ฟังกับเพลงร๊อคก็ได้เสียงกลองที่ชัดมาก ผมเลือกวง dreamtheater มาใช้ทดสอบ เพราะผมชอบวงนี้เป็นการส่วนตัว ชอบเพราะแนวเพลงแปลกดี และฝีมือนักดนตรีอยู่ในระดับไม่ใช่คน แม้จะดูเหมือนพูดเกินจริง แต่ผมก็คิดว่าหาคนเล่นได้แบบนี้ยาก กลองที่เล่นได้ระห่ำสุดๆจากอัลบั้ม awake ซึ่งออกมาเกินสิบปีแล้ว เสียงกระเดื่อง เสียงทอม เสียงสแนร์ เสียงแฉ ฉาบ ทุกเสียงได้ยินครบถ้วนและติดตามได้ทุกเม็ด ความฉับไวเป็นจุดเด่นของ R1 อย่างไม่ต้องสงสัย เลยไปถึงเสียงกีต้าร์ที่เล่นได้ดุดันสะใจ เสียงเบสที่ฟังออกแทบทุกเม็ด ผมคิดว่านักดนตรีสามารถใช้ R1 เพื่อแกะเพลงได้แน่นอน จบจากร๊อคผมลองกับเพลงแจ๊สนุ่มๆของน้องนอร่าโจนส์ซึ่งมีจุดเด่นที่เพลงนุ่มนวล เสียงร้องชัด เบสอัดได้ดีมาก ผมได้ยินเสียงเบสไล่ไปทีละโน๊ต นุ่มและคม คือนุ่มแบบไม่เบลอ หัวโน้ต หางโน้ต เกิดขึ้นแล้วจบลงแบบมีระยะของตัวเองที่พอดิบพอดี แต่เพลงของนอร่าโจนส์จะสร้างปัญหาให้กับ R1 ได้ง่ายๆถ้าเปิดดัง เพราะว่าลำโพงของ R1 ถูกออกแบบให้ไวต่อเสียงเบส เพื่อชดเชยกับรายการวิทยุที่อาจจะส่งเสียงเบสมาได้ไม่ค่อยเยอะนัก พอฟังเพลงแจ๊สที่มีเบสเด่นๆ จะรู้สึกว่ามีอาการกระพือเล็กน้อย จำเป็นต้องลดระดับเสียงลงไปให้น้อยกว่าปกติที่ฟังเพลงป๊อปและร๊อคทั่วไป แต่เชื่อเถอะว่า เบส และ กลางของ R1 มันเพราะจริงๆ

IMG_9002

นอกจากนี้ผมลองฟังแจ๊สที่เน้นเสียงร้องกับกีต้าร์อะคูสติก ผมว่ามันลงตัวกับ R1 มากที่สุดเลย อัลบั้มของ Snow rose ซึ่งเธอเป็นใครผมก็ไม่รู้ แต่เพลงที่เธอเอามาร้องใหม่ ทำใหม่ โดยร้องคู่กับกีต้าร์แค่ตัวเดียวมันหวานซึ้งและน่าฟังมาก เสียงร้องที่เป็นจุดเด่นก็ทำได้ดีไม่สงสัย เสียงกีต้าร์อะคูสติกให้ความรู้สึกว่านักดนตรีเล่นเก่งดี และมั่นใจในการเล่นเสียด้วย เสียงตีคอร์ทและเล่นเป็นโน๊ตสลับกันออกมาแบบว่า เหมือนจริงมาก แม้ว่ามันจะใช้ลำโพงดอกเดียว ก็ยังรู้สึกว่าเพราะดี

แบตเตอรี่ในตัวสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องประมาณ 7 ชั่วโมง ซึ่งระยะเวลานี้ผมไม่ได้เป็นคนทดสอบเอง แต่มันเกิดจาก ผมดึงปลั๊กไฟออกจาก R1 ตอนเก้าโมงเช้า แล้วก็ปล่อยให้แม่ฟังเพลงใช้งานไปตลอดวัน จนตอนเย็นกลับมาบ้าน แม่บอกว่า วิทยุเป็นอะไร ทำไมอยู่ๆก็ดับไป ผมถามว่าดับไปตอนไหน แม่บอกประมาณสี่โมงเย็น ผมก็เลยได้คำตอบว่า แบตเตอรี่มันใช้งานได้ประมาณ 7 ชั่วโมง

IMG_9039

ผมคิดว่า TEAC R1 เป็นตัวแทนของลำโพงไฮไฟหรือลำโพงเสียงดีได้อย่างไม่ขัดเขิน เสียงที่ดีจากเครื่องเสียงคุณภาพดีเป็นยังไง ผมคิดว่ามันเป็นเสียงแบบนี้แหละครับ ปกติแม่ผมจะเป็นแม่บ้านที่ใช้เงินค่อนข้างประหยัด ไม่ค่อยกล้าซื้อของอะไรแพงๆ และวิทยุที่แม่เคยใช้มาตลอดชีวิตก็เป็นของถูกๆ คุณภาพแย่ ถึงแย่มาก วิทยุเครื่องนี้ถือว่าเป็นเครื่องที่แพงที่สุดที่แม่เคยใช้มา แต่มันน่าภูมิใจอย่างหนึ่งตรงที่ มีวันหนึ่งแม่คุยกับผมแล้วเล่าให้ฟังว่า วิทยุตัวนี้มันเสียงดีนะ ฟังเพลงอะไรก็เพราะ เพิ่งรู้ว่าแต่ละเพลงมันมีเสียงกลอง เสียงกุ๊งกิ๊ง เดี๋ยวก็มีเสียงโน้นเสียงนี้โผล่มาในเพลง ฟังได้เพลินไปเลย เมื่อก่อนเวลาเปิดฟัง จะรู้แต่ว่าสถานีเขาพูด เขาเปิดเพลง แต่ไม่เคยรู้ว่าในเพลงมันมีเสียงอะไรบ้าง เพราะมันแบนๆฟังไม่ค่อยออก ผมฟังแล้วก็อมยิ้มเลย นานๆทีแม่ของคนเล่นเครื่องเสียงจะเห็นดีเห็นงามด้วยว่าเครื่องเสียงที่เสียงดีมันเป็นยังไง แม้ว่าค่าตัวของวิทยุเครื่องนี้จะไม่มาก บางทีสายสัญญาณยี่ห้อดังยังแพงกว่าหลายเท่า แต่ค่าตัวที่ย่อมเยาก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นดนตรีมันลดน้อยลง ตรงนี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าต้องการอะไร ต้องการเสพเครื่องหรือเสพดนตรี ของขวัญวันแม่ปีนี้ผมจ่ายน้อยลงกว่าปีที่แล้วเยอะ แต่ว่ามันสร้างความสุขใจได้ทั้งคนให้และคนรับ และที่สำคัญแม่ได้ใช้งานทุกวัน