5mar2018
ดาวที่เห็นก็คือ ดาวพฤหัส ดาวอังคาร ดาวเสาร์ ช่วงเวลา 05.30-6.00 น ที่ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มุมเงยประมาณ 45 องศา
ขอบฟ้ากับแม่ ร่ำลากันก่อนไปโรงเรียน
ขอบฟ้าบอกว่า ปิดเทอม อยากไปเล่นที่คิดเวนเจอร์
แม่บอกว่า เดี๋ยวซื้อตั๋วเล่นทั้งเดือนให้เลย
พอลับตาแม่ ขอบฟ้าก็ทำท่าคิด แล้วถามพ่อ
ขอบฟ้า : ตั๋วเล่นทั้งเดือนคืออะไร
พ่อ : มันคือตั๋วซื้อครั้งเดียวเล่นกี่ครั้งก็ได้ เข้าออกตามใจเลย ภายใน1เดือน
ขอบฟ้า : ซื้อครั้งเดียวใช่มั้ย
พ่อ : ใช่
ขอบฟ้า : เล่นได้ทุกวันจนหมดเดือนเลยเหรอ
พ่อ : ใช่
ขอบฟ้ายิ้มแก้มปริ……แล้วบอกว่าเดี๋ยวซื้อเดือนที่มี 31 วันนะ
ขอบฟ้าขอบดาวเสาร์มาหลายเดือนแล้ว และมีการวาดภาพดาวเสาร์เล่นอยู่บ่อยครั้ง ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ขอบฟ้าและพ่อกับแม่ได้ดูดาวเสาร์ด้วยกัน เป็นการดูดาวตอนเช้ามืด ขอบฟ้าได้เห็นวงแหวนของดาวเสาร์ด้วยตาตัวเอง ดาวเสาร์มีวงแหวนจริงๆ และขอบฟ้าก็ตื่นเต้นมาก พ่อก็ตื่นเต้นยิ่งกว่า
วันอาทิตย์ขอบฟ้าได้ไปวิ่งในงาน dinorun ซึ่งเป็นการจัดงานวิ่งที่สวนสาธารณะ ขอบฟ้าวิ่งผ่านระยะ 2.5 กิโลเมตร ได้เหรียญที่ระลึก ขอบฟ้าเอาเหรียญกลับมาบ้านและอวดคุณยายคนแรกเลย
ขอบฟ้าเริ่มสนใจดวงดาว น่าจะเป็นเพราะพ่อเริ่มอ่านประวัตินักวิทยาศาสตร์เก่งๆให้ฟังแทนนิทานก่อนนอน มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ขอบฟ้าชอบ และมักจะถามพ่อว่า พ่อชอบคนไหนมากที่สุด ให้เรียงลำดับจากมากไปน้อย พร้อมให้บอกเหตุผลด้วยว่าชอบเพราะอะไร ซึ่งพ่อก็เล่าและชอบกาลิเลโอที่สุด ขอบฟ้าเลยชอบกาลิเลโอด้วย
ขอบฟ้าชอบกาลิเลโอมากเป็นพิเศษ แต่งตัวแฟนซีไปโรงเรียนก็ขอเป็นกาลิเลโอ พ่อก็เลยหากล้องดูดาวมาให้เล่น และซื้อกล้องส่องทางไกลให้เป็นของขวัญคริสมาสต์ แล้วก็เริ่มดูดาว เริ่มส่องดูดวงจันทร์ด้วยกัน ตั้งแต่ช่วงนี้ขอบฟ้าก็ชอบดูดาวมาเรื่อยๆ และเริ่มสนใจอวกาศ ดวงดาว แกแล็คซี่
youtube เป็นแหล่งความรู้และความบันเทิงของขอบฟ้า นอกจากหนังต่อสู้ ไดโนเสาร์ ปลาวาฬ ก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับดวงดาวเพิ่มเติมเข้ามา สารคดีอวกาศและดวงดาวเป็นสิ่งทีทำให้ขอบฟ้าเพลิดเพลินได้ ขอบฟ้าชอบดาวเสาร์เป็นพิเศษ และมีการวาดรูปดาวเสาร์และดาวพฤหัสบ่อยมาก
การเที่ยวพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในช่วงเวลานี้เป็นการเที่ยวที่สนุกมาก เพราะขอบฟ้ารู้เรื่องมากขึ้น ถามหาเหตุผลของสิ่งที่ไปดู และไปได้แผนที่ดวงดาวกลับมาด้วย ทำให้การดูดาวจริงจังมากยิ่งขึ้น ดวงดาวทุกดวงในสุริยะจักรวาลขอบฟ้าจำได้ทั้งหมด ดาวฤกษ์ที่สำคัญและมีตัวตนบนแผนที่ก็จะจำได้หลายดวง การดูดาวที่ท้องฟ้าจำลองก็กลายเป็นเรื่องสนุกเพราะเริ่มฟังเข้าใจ ขอบฟ้าจำตำแหน่งดวงดาวได้ มองแผนที่ดวงดาวและหาดาวที่ต้องการจนเจอ
สิ่งที่พ่อกลัวก็คือ กลัวขอบฟ้าขอให้พาไปขึ้นยานอวกาศ กลัวขอบฟ้าขอให้พาไปดูที่ปล่อยจรวด แล้วขอบฟ้าก็ขอจริงๆด้วย

ขอบฟ้า ไปเที่ยวภาคสนามกับที่โรงเรียนในวันจันทร์ที่ 4 ธค 2560 ที่ three little pigs farm โดยวันอาทิตย์ก่อนหน้าวันเดินทาง ขอบฟ้าบอกกับแม่ว่า ไม่อยากไป ดูแล้วไม่สนุก และบอกว่าที่นี่น้ำเยอะ ขอบฟ้ากลัวตกน้ำ
ผมสอนลูกว่า จะทำอะไร ถ้าทำบ่อยๆ หัดทำซ้ำๆ จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ในหลายๆกิจกรรมที่ขอบฟ้าชอบทำ ผมพยายามสอนเรื่องความพยายาม ผลลัพธ์แม้ไม่ดี แต่มันทำให้เราก้าวเข้าใกล้จุดที่ดี ในวันที่ขอบฟ้าชอบรถซุปเปอร์คาร์และเริ่มอยากวาดรูปซุปเปอร์คาร์ให้สวย ผมก็สอนว่า ถ้าขอบฟ้าวาดครบ 100 ครั้ง จะวาดได้สวยมาก ขอบฟ้าถามว่า แล้วถ้า 99 ครั้งล่ะ จะเป็นยังไง ผมตอบว่า ก็เกือบสวย ขอบฟ้าถามใหม่ว่า แล้วถ้า 50 ครั้งล่ะ ผมก็ตอบว่า ก็ไปครึ่งทางแล้ว ยังไงก็ต้องสวยกว่าการวาดรอบแรกแน่นอน
ขอบฟ้าอยากวาดรูปสวย และวันนี้ ขอบฟ้าพยายามวาดไปห้าครั้ง ผมก็เลยให้ขอบฟ้าเขียนเลขกำกับไว้ที่ภาพด้วยว่า เป็นการวาดครั้งที่เท่าไหร่ ผมแอบลุ้นในใจว่า ขอให้ขอบฟ้าพยายามให้ครบ 100 ครั้งให้ได้ จะได้เป็นบทพิสูจน์ว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
ครบ10ครั้งแล้ว
ความชอบในเรื่องรถซุปเปอร์คาร์มีผลทำให้แม้แต่การวาดรูปในชั่วโมงเรียนขอบฟ้าก็ยังวาดโชว์รูมรถยนต์ และผลงานที่ทำเองที่โรงเรียนก็มีรายละเอียดที่ครบถ้วน แม้ว่าสัดส่วนภาพจะเพี้ยนไปบ้าง แต่รายละเอียดที่ควรจะมีเพื่อชี้บ่งว่าภาพนี้คือรถรุ่นอะไร ขอบฟ้าก็จดจำและพยายามวาดออกมาให้ได้มากที่สุด
การถ่ายภาพสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะรูปลูกที่เราถ่ายภาพกันแทบจะทุกโอกาส หากมีโอกาสได้ถ่ายในสถานที่แห่งเดิม เราก็น่าจะเล่นสนุกกันด้วยการถ่ายภาพย้อนร้อย ตามคอนเส็บ “ที่เก่าเวลาเปลี่ยน” เพื่อให้เห็นพัฒนาการการเติบโต ซึ่งภาพแนวนี้จะน่าดูอย่างมาก เพราะได้เห็นความน่ารักของเด็กและเห็นการเติบโตจริงๆ และวัยเด็กเป็นวัยที่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายรวดเร็วมาก เวลาเพียง1 ปี จะมีความแตกต่างของร่างกายชัดเจน ไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่ยังคงดูเหมือนเดิมแม้จะเวลาผ่านไปหลายปี
ภาพแรกนี้ถ่ายที่อารีย์การ์เด้น เป็นพื้นที่กลางเมืองแห่งหนึ่งที่นานๆจะแวะไปสักที การแวะไปก็พกกล้องถ่ายรูปไปเดินเล่นด้วย ภาพทางซ้ายมือถ่ายเมื่อตอนขอบฟ้าอายุ 1 ขวบ ถ่ายด้วยกล้อง canon eos 6d เลนส์ 24-105f4 ช่วงซูมประมาณ 50mm ถ่ายด้วย f4 ภาพขวามือก็ถ่ายด้วยกล้องและเลนส์ตัวเดิม อาศัยว่าพอจำได้ว่าใช้อุปกรณ์ตัวไหนก็หยิบตัวเดิมออกมาถ่าย ปรับรูรับแสงเป็นค่าเดิม แล้วถ่ายภาพในมุมเดิม แต่ให้ยืนขยับไปทางขวาอีกเล็กน้อย เพื่อให้เอาภาพใหม่ไปต่อกับภาพเก่าเหมือนเป็นภาพเดียวกัน ภาพขวาถ่ายตอนขอบฟ้าอายุ 5ปี 1 เดือน
ภาพหัวจ่ายน้ำดับเพลิง ขอบฟ้าทางซ้ายถ่ายไว้เมื่อประมาณอายุ 1ปี 5 เดือน ส่วนภาพทางขวาประมาณ 2 ปี 9 เดือน ภาพขาวดำจำได้ว่าเป็นการลองถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำ ใช้กล้อง nikon fm2n ใช้เลนส์ 50มม ปรับรูรับแสงกว้างสุดที่ f1.8 ในภาพจะใส่เสื้อกันหนาวด้วยทำให้จำได้ว่าเป็นช่วงอากาศเย็นเป็นช่วงเดือนธันวาคม ส่วนภาพขวา ถ่ายตอนเดือนเมษายน2558 ที่รู้วันเวลาก็เพราะภาพดิจิทัลมีข้อมูลการถ่ายเก็บไว้ ผมใช้กล้อง canon eos 6d เลนส์ 24-105f4 เลือกปรับซูมไปที่ประมาณ 50มม.เพื่อให้เท่าภาพซ้าย แล้วเลือกระยะยืนให้วัตถุในภาพมีขนาดใกล้เคียงกัน แล้วบอกให้ขอบฟ้าไปยืนอีกด้านของหัวจ่ายน้ำ เมื่อได้ภาพมาแล้วก็มาต่อกันโดยปรับให้หัวจ่ายน้ำมีขนาดใกล้เคียงกันและวางต่อกันเหมือนเป็นภาพเดียวกัน ก็เลยได้ภาพเปรียบเทียบน่าจดจำแบบนี้
ภาพเมื่อเดือน 11 ปี 2013 เทียบกับ เดือน 11 ปี 2014
ภาพเมื่อเดือน 11 ปี 2013 เทียบกับ เดือน 11 ปี 2014
สิ่งที่ช่วยให้การถ่ายภาพ ที่เก่าเวลาเปลี่ยน ทำได้สะดวกคือการเก็บภาพไว้อย่างเป็นระเบียบ มีการจัดการภาพที่แม่นยำ สามารถเรียกหาภาพตามช่วงเวลาที่ต้องการออกมาได้ การจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบแบบนี้เป็นสิ่งที่ช่างภาพควรทำ จะทำเองด้วยฮาร์ดดิสก์ในบ้านและตั้งชื่อโฟลเดอร์ให้หาง่าย หรือ ใช้ซอร์ฟแวร์การจัดการภาพช่วยเหลือก็แล้วแต่ความถนัด ส่วนผมเลือกใช้วิธีเก็บภาพในระบบ cloud ของเว็บ flickr.com ซึ่งเป็นเว็บการเก็บภาพที่ดีที่สุดในโลก ผมสามารถหาภาพในช่วงเวลาที่ต้องการได้รวดเร็วมาก ลูกเล่นและความสะดวกเหล่านี้ควรหัดใช้ให้เป็นครับ โดยเฉพาะคนที่มีภาพจำนวนมาก
ช่วงวัยขวบกว่าๆเป็นช่วงที่ขอบฟ้าน่ารักสุดขีด หน้าตายังอ้วนๆอยู่ รอยยิ้มมีให้เห็นตลอดเวลา และรู้เรื่อง เรียกแล้วหัน และเดินต้วมเตี้ยมพร้อมจะล้มได้ตลอดเวลา เป็นช่วงเวลาที่มีรอยยิ้มหวานเรียกคะแนนกรรมการเหลือเกิน
การกินข้าวก็ยังคงต้องป้อนและกินอาหารเหลวๆ แววซนมีเริ่มมีให้เห็น แม้ว่าจะเป็นช่วงที่ว่านอนสอนง่าย แต่ก็ไม่สามารถละสายตาไปได้ เพราะวัยนี้เป็นวัยที่หยิบจับทุกสิ่งอย่างเข้าปากได้ง่ายๆนั่นเอง
เราตื่นเช้าวันใหม่ หลังจากกินมื้อเช้าที่โรงแรมแล้วก็เดินทางมาที่สวนสัตว์ ซึ่งอยู่ไกลจากที่พักเหลือเกิน การเดินทางที่เคยตั้งใจว่าจะนั่งรถเมล์ก็เปลี่ยนเป็นแท็กซี่แทน เพราะการพาลูกไปขึ้นรถเมล์ดูจะเป็นการลำบากเกินไป เนื่องจากจำนวนคนที่รอที่ป้ายรถเมล์ และสภาพบนรถเมล์ไม่น่าเข้าไปเบียดสักเท่าไหร่ ยิ่งมีรถเข็นเด็กด้วยแล้วยิ่งดูลำบาก เราก็เลยเดินทางด้วยแท็กซี่ และก็โดนค่าแท็กซี่ไปพันกว่าบาท
สวนสัตว์ที่สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับว่าดูแลสัตว์ได้ดีระดับต้นๆของโลก การจัดการภายในสวนสัตว์มีระเบียบเรียบร้อย ดูปลอดภัยและน่าเที่ยว การจัดเส้นทางต่างๆก็มีส่วนที่เดินสบาย แม้ว่าอากาศจะร้อนไปหน่อย แต่ความร่มรื่น ต้นไม้เยอะก็ช่วยให้เราทนไหว เสือขาวอยู่ในพื้นที่ของมัน จุดยืนดูของคนจะถูกจัดสรรเอาไว้ค่อนข้างปลอดภัย มีคูน้ำขนาดกว้างกันเอาไว้ระหว่างพื้นที่เสือกับพื้นที่คน ให้ความมั่นใจว่าเสือคงไม่กระโดดข้ามมาหรือว่ายน้ำข้ามมา
สัตว์บางตัวเราก็เพิ่งเคยเห็นจากที่นี่ แม้ว่าเมืองไทยจะมีเขาดิน มีซาฟารีเวิลด์ มีสวนสัตว์เขาเขียว แต่สัตว์ของสวนสัตว์สิงคโปร์ก็มีความแตกต่างไปจากในเมืองไทยพอสมควร วูฟเวอรีนที่เป็นตัวละครในหนัง x-men มันเป็นสัตว์หน้าตาแบบนี้เองผมก็เพิ่งจะเคยเห็น ถ่ายรูปมาได้เพียงป้ายบอก เพราะตัวจริงในสวนสัตว์ดูขี้อายไม่ค่อยอยากโชว์ตัว
เราเดินเที่ยว แวะดูตามจุดแสดงสารพัดชนิดสัตว์ แวะกินข้าว บ้างก็นั่งรถบัสอำนวยความสะดวกอย่างสนุกสนาน การกินข้าวในสวนสัตว์ก็ไม่ได้ยากเย็นมาก ถ้าเรามากินก่อนเวลาเที่ยง เราก็พอจะมีพื้นที่นั่งสบายๆ แต่ถึงจังหวะเที่ยงที่ทุกคนกินข้าว เราก็ไม่ได้เบียดเสียดหรือต้องต่อสู้กับผู้คนล้นหลาม เพราะการท่องเที่ยวในสิงคโปร์ไม่ได้มีอาการแย่งกันเที่ยว แย่งกันกิน แย่งกันใช้ อาจจะเพราะวันนี้เป็นวันธรรมดา และอาจจะเพราะสวนสัตว์สิงคโปร์ไม่ได้โด่งดังเป็นเป็นจุดต้องแวะให้ได้
ขอบฟ้าลูกชายแสนซน มาเที่ยวสวนสัตว์แต่ก็ตาไวเห็นเครื่องเล่นที่ดูเหมือนสวนสนุก ก็ขอเล่น และก็ติดอกติดใจซะเหลือเกิน เป็นการเดินเที่ยวสวนสัตว์ที่คุ้มค่าที่สุดของขอบฟ้า เพราะไปสวนสัตว์อื่นๆที่ผ่านมาก็ไม่เคยเจอเครื่องเล่นแนวนี้เลย
พอได้เวลาบ่ายแก่ๆ ขอบฟ้าเริ่มเหนื่อยและหลับไปในที่สุด การเดินทางกลับที่พักก็เลยต้องใช้แท็กซี่เช่นเคย แท็กซี่ที่นี่เป็นรถใหม่ๆสวยๆ มีรถหลากหลายให้เราเลือก บางคันก็อัตราปกติ บางคันก็มีอัตราค่าบริการที่สูงขึ้นด้วยเงื่อนไขบางอย่าง รถหน้าตาแพงก็จะมีค่าโดยสารที่สูงกว่ารถหน้าตาถูก ผมก็ไม่รู้ว่าเขามีวิธีคิดยังไง เรายืนรอคิวอยู่เห็นรถหน้าตาถูกผ่านไปหลายคัน จนถึงคิวของเรา เราโดนรถแพงเข้าจนได้
เราก็ได้นั่งอัลพาธก็คราวนี้เอง สิ่งที่เหมือนกันในแท็กซี่สิงคโปร์ก็คือ คนขับไม่มียูนิฟอร์ม แต่งตัวเหมือนเรานั่นเอง และมีอุปกรณ์สื่อสารเต็มไปหมด มีโทรศัพท์กันคนละสามเครื่องเป็นอย่างน้อย คือ 1 เครื่องติดตัวเอาไว้คุย อีกสองเครื่องติดไว้ที่กระจกรถเอาไว้เปิด app เรียกแท็กซี่ มีโทรศัพท์มือถือโบราณด้วยที่ผมไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร มีเครื่องอ่านบัตรเครดิต มีกล้องหน้า กล้องหลัง ทุกอุปกรณ์ใช้ที่ชาร์จเสียบไว้ ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าช่องเสียบไฟในรถเขาจะมีกี่ช่อง
ตอนเย็นเราก็กลับมาที่พักของเราด้วยความเหนื่อยอ่อน แวะมาเดินตลาดฝั่งตรงข้ามที่พัก หาของกิน และร้านข้าวที่ชื่อ นคร หรือ nakhon ดูป้ายดูชื่อก็รู้ว่าเป็นร้านอาหารไทย มีคนต่อคิวรอกินจำนวนมาก เราเป็นคนไทยก็ขอผ่านไม่แวะดีกว่า เพราะเราอยากมาสัมผัสสิงคโปร์ อยากกินอาหารสิงคโปร์ทุกมื้อมากกว่า แต่ภาพที่เห็นก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า อาหารไทยเป็นสิ่งที่ถูกปากคนทั่วโลกจริงๆ
ขอปิดตอนด้วยภาพแรกของวันนะครับ
เวลาเดินผ่านตู้โชว์กล้องในห้าง ก็แอบชำเลือง แอบมอง ว่ามีอะไรลดราคา มีอะไรน่าใช้ มีอะไรน่าซื้อบ้าง ปกติผมจะเป็นคนไม่ค่อยมองของใหม่ถ้าของเก่ายังไม่ได้มีปัญหาอะไร
เมื่อวานเห็นกล้องในตู้ที่ขาย บางตัวก็ดูดีน่าสนใจ แต่ก็ติดตรงที่ว่า ผมมีกล้องหลายตัวแล้ว และตัวที่น่าสนใจในตู้นั้นก็ไม่ได้มาทดแทน หรือ ทำอะไรได้ดีกว่าตัวที่มีอยู่ ก็เลยได้แต่มองแล้วผ่านไป แต่ในใจกลับนึกถึงกล้องอยู่ตัวนึงที่เคยมีใช้และปัจจุบันก็ตกพัง กลายเป็นของเสียอยู่ นั่นคือกล้อง nikon v1
นิสัยของช่างภาพที่ถ่ายรูปมานานจะติดอยู่กับการมองภาพผ่านช่องมองภาพ ซึ่งกล้องรุ่นใหม่ๆหลายๆตัวก็ตัดช่องนี้ออกไปแล้ว กล้อง nikon v1 ก็เป็นรุ่นที่มีช่องมองภาพมาให้และใช้งานได้สนุกสมกับเป็นกล้องที่ออกแบบมาเพื่อนักถ่ายภาพรุ่นใหญ่ การจับถือและการเล็งผ่านช่องมองภาพให้อารมณ์และความใส่ใจต่อแบบมากกว่าการมองจอหลัง ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ภาพจากกล้องสไตล์นี้จะได้องค์ประกอบภาพที่เป็นไปดังใจ แม้ว่า nikon1 v1 จะมีเซ็นเซอร์รับภาพที่เล็ก มีผลทำให้ภาพหลังเบลอสู้พวกเซ็นเซอร์ใหญ่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แย่ระดับกล้องมือถือ หรือ ดิจิทัลถูกๆ แถมเรายังสามารถใช้เลนส์เก่าๆของ nikon มาร่วมกับ v1 ทำให้ได้ภาพสวยได้ไม่ยาก

nikon1 v1 + lens 50f1.8 ais mf
ภาพเด็กคนนี้คือลูกชายที่ผมเล็งถ่ายในช่วงเวลาที่เขาอายุประมาณ 2 ขวบ ความซนเป็นอุปสรรคกับการโฟกัสภาพอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความพยายาม ความยากเหล่านี้จะเป็นตัวคัดแยกระหว่าง ช่างภาพความตั้งใจสูง กับ ช่างภาพขี้เกียจฝึกฝนออกจากกัน