ลดน้ำหนักง่ายๆแบบคนขี้เกียจ ตอนที่5 เริ่มต้นการกินน้อย

การลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือการจำกัดการกิน เรากำลังใช้วิธีกินน้อยลงครึ่งหนึ่ง  และการลดน้ำหนักที่ได้ผลเราต้องติดตามผลทุกวัน  ให้เราทำการชั่งน้ำหนักตอนเช้า หลังจากตื่นนอนแล้วเข้าห้องน้ำทำการขับถ่ายให้เรียบร้อย  อย่าเพิ่งกินน้ำด้วย  แล้วก็ทำการชั่งน้ำหนักเลย  น้ำหนักตอนเช้าจะเป็นตัวเลขที่เราเก็บไว้เปรียบเทียบในทุกๆวัน

2017-03-09_05-41-11

หากเราเริ่มลดการกินลงครึ่งหนึ่ง เมื่อพ้นไปแต่ละวันเราจะลดน้ำหนักได้ประมาณวันละ 0.1 กิโลกรัม  บางวันอาจได้เยอะ  บางวันอาจคงที่  และบางวันอาจเพิ่มขึ้น  ซึ่งก็ไม่ต้องตกใจ  เพราะการที่น้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นก็เป็นเพราะบางวันเราวินัยหย่อนยานนั่นเอง  แต่ถ้าเราลดไปสิบวัน แล้วมันจะสูงขึ้น 1 วัน  ก็ไม่เป็นไร  เพราะส่วนใหญ่น้ำหนักจะค่อยๆลดอยู่แล้ว

2017-03-14_05-29-36

การกินน้อยในแต่ละมื้อ  หากกินในบ้านให้ใช้วิธีตักข้าวครึ่งจานจากที่เคยกิน  แล้วก็กินไปตามปกติ เมื้อข้าวหมดจานก็หยุดกิน  หากยังคงหิวอยู่  ก็ให้เรากินน้ำเปล่าให้อิ่ม  นับจากนี้ไปเราจะกลายเป็นคนกินน้ำเยอะขึ้นอย่างน่าตกใจ  แต่มันไม่มีผลเสีย  กลับทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้นอีกด้วย   เมื่อเราได้เคี้ยวอาหาร ร่างกายจะหายอยากอาหาร และกินน้ำให้อิ่มจะช่วยให้เราผ่านมื้อนั้นไปได้อย่างไม่ทรมาน  แม้ว่าอีก 2 ชั่วโมงเราจะกลับมาหิวใหม่ซึ่งเป็นเรื่องปกติ  คนเคยกินเยอะย่อมหิวเร็วหากเริ่มกินน้อย  เมื่อหิวอีกครั้งก็ให้กินน้ำเปล่าเข้าไปแทน  ตรงนี้เราจะต้องใช้ขวดน้ำ หรือกระติกน้ำ พกติดตัวและเติมน้ำให้เต็มเป็นนิสัย  หากเราหิวแล้วไม่มีน้ำเปล่าให้กิน เราจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้า  นั่นจะทำให้การกินน้อยไม่สัมฤทธิ์ผล  เราจึงต้องพกน้ำเปล่าติดตัวตลอดเวลา

2017-03-15_06-16-35

ในเวลาที่อยากกินกาแฟ  ให้เรากินกาแฟดำแทนกาแฟหวาน  เพราะน้ำหวานคือสุดยอดความอ้วน  คนเราน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพราะขนมหวานและน้ำหวานเร็วมาก  เพียงแค่การลดกาแฟและของหวานออกไปจากชีวิตทำให้เราลดน้ำหนักได้เร็วมาก  และตอนนี้เราจะลดน้ำหวาน กาแฟหวาน ขนมหวาน รวมกับการกินอาหารน้อยลงครึ่งหนึ่ง  ใน 2สัปดาห์แรกเราจะสามารถลดน้ำหนักลงได้เร็วเกินกว่าวันละ 0.1 กิโลกรัมแน่นอน  จากที่เก็บข้อมูลของตัวเอง ผมพบว่า 2 สัปดาห์แรกผมลดลงไปได้ 7 กิโล จากการกินน้อยและไม่กินน้ำหวาน

IMG_20170420_150331

 

IMG_20170317_083118

 

และหากจะต้องไปติดต่องานนอกบ้าน  การกินกาแฟที่ร้านก็มีกาแฟดำให้สั่งแน่นอน และมันประหยัดเงินกว่ากาแฟเย็นปกติอีกด้วย   หากอยู่ในบ้านหรือในที่ทำงาน การเดินไปชงกาแฟกินก็จะได้คลายเครียด กินกาแฟดำก็จะไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว  แรกๆอาจจะรู้สึกไม่อร่อย  แต่ยืนยันได้ว่า กินไปไม่กี่แก้วก็จะชินและปรับตัวได้

 

ข้อดีของการลดน้ำหนักที่ค้นพบในช่วงแรกก็คือ

1  กินอะไรก็อร่อย  เพราะการกินน้อยทำให้เราหิวเร็ว  และอะไรที่กินเข้าไปก็จะอร่อยเป็นพิเศษ  ช่วงนี้คือช่วงเวลาทองในการกินอร่อย  เชื่อเถอะว่าบางคนที่กินจนน้ำหนักเกิน  ตอนกินก็มักจะเน้นแต่ปริมาณทำให้ความอร่อยลดลง  การกินน้อยทำให้เรารู้คุณค่าของความอร่อย  และการกินน้อยจะนำไปสู่การคัดเลือกอาหารดีๆเข้าปาก

2  กินน้ำเยอะขึ้น หน้าตาผิวพรรณดีขึ้น  แต่เราก็จะเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นเท่านั้น

3  ประหยัดเงินค่ากาแฟเย็น ประหยัดค่าน้ำหวาน ทำให้เหลือเงินเยอะขึ้น

 

แค่ 3 ข้อนี้ก็ทำให้เรามีกำลังใจเพิ่มขึ้นในการลดน้ำหนักอย่างดีเลยครับ  การกินอะไรก็อร่อยเป็นความสุขชนิดหนึ่งที่เกิดกับตัวเรา  มันเป็นความสุขในอุดมคติที่บางคนอาจไม่ได้สัมผัสมันนานแล้ว

 

 

7sep2018 ดาวเสาร์ยังมองเห็นได้ตอนสามทุ่ม

ผมเริ่มดูดาวกับลูกมาตั้งแต่ต้นปี น่าจะเป็นช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ซึ่งในเดือนนั้นผมจะดูดาวเสาร์ในเวลาประมาณ 05.00 น. ส่วนในช่วงเดือนกันยายน ผมเห็นดาวเสาร์ช่วงเวลาประมาณ 20-21.00 น. ในทิศที่สูงเกือบตั้งฉากจากพื้นโลก เดาว่าตอนหัวค่ำก็จะเห็นเตี้ยกว่านี้เล็กน้อย โดยตลอดเดือนที่ผ่านมา กรุงเทพมีฝนตกตอนเย็นตลอดเกือบทุกวัน เมฆก็หนาจนแทบไม่เห็นดาว เพิ่งจะมีวันนี้ที่ได้เห็นอยู่ไม่กี่ชั่วโมง

PHOTO_COLLAGE1536337316650

การถ่ายภาพดาวเสาร์เป็นเรื่องที่ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางเยอะ ซึ่งผมไม่ได้ลงทุนกับสิ่งเหล่านี้ อาศัยเพียงเอาโทรศัพท์มือถือถ่ายลงไปที่ช่องมองภาพของกล้องดูดาว แล้วก็ขยับไปมาเล็กน้อยให้มีภาพเป็นจุดในมือถือ แล้วก็พยายามถ่ายให้ไม่สั่น แล้วเอามาขยายดู

Saturn

Screenshot_20180907-211531

ภาพดาวเสาร์จากกล้องมือถือก็ให้คุณภาพไม่ชัดเลย เห็นเป็นเพียงวงรีเบลอๆ ซึ่งหากมองด้วยตาผ่านกล้องดูดาว เราจะเป็นดาวเสาร์และวงแหวนชัดเจน แต่ไม่ได้ภาพที่ใหญ่นัก มันเป็นเพราะกล้องดูดาวของผมเป็นรุ่นราคาต่ำ และดาวเสาร์เริ่มอยู่ไกลจากโลกเรามากกว่าเมื่อต้นปี

โลกเราหมุนรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 1 ปี ในเวลา 6 เดือนที่ผ่านไปก็จะหมายถึงโลกเราเคลื่อนที่ไปอยู่ตรงกันข้ามกับตำแหน่งเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เรียกได้ว่า ตอนที่ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลก เราจะเห็นดาวเสาร์ใหญ่มากในกล้องดูดาว และในอีก 6 เดือนต่อมาเราจะเห็นดาวเสาร์เล็กลงไปมาก และที่สำคัญเวลาที่จะดูดาวเสาร์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และมีดวงอาทิตย์คั่นตรงกลางด้วยในบางเวลา นั่นแปลใหม่ได้ว่า ดาวเสาร์ขึ้นตอนกลางวัน และต้องรอพระอาทิตย์ตก เราถึงจะเห็นดาวเสาร์อยู่กลางฟ้า

มันโรแมนติคหรือเหงาก็ไม่แน่ใจ ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเพลง ไฟกับตะวัน “ไฟ กับประกายของแสงตะวัน ฉันจึงไม่สงสัย เธอย่อมจะโยนดวงไฟ และคงไม่คิดกลับคืน”

ระหว่างนั่งรอตรวจกับหมอที่โรงพยาบาล ก็นั่งดูทีวีที่เปิดอยู่

img_20180831_121639.jpg
ระหว่างนั่งรอตรวจกับหมอที่โรงพยาบาล ก็นั่งดูทีวีที่เปิดอยู่ แล้วก็เห็นภาพข่าวนี้  นัดหมอแปดโมงเช้า เก้าโมงหมอยังไม่เข้า

ขอบฟ้า : โพลี่  ดูอะไรครับ
พ่อ : ดูข่าวครับ
ขอบฟ้า : ข่าวอะไรเหรอครับ
พ่อ: รถบัส มีกางเกงในตากอยู่หลังรถ คนขับเขาตากไว้ แล้วไม่ได้เก็บ แล้วก็ขับรถออกถนน
ขอบฟ้า : ต้องเป็นข่าวด้วยเหรอ  มันสำคัญยังไง
พ่อ: นั่นสิ พ่อก็ไม่รู้ว่าสำคัญยังไง
ขอบฟ้า : แล้วเขาทำเป็นข่าวทำไม
พ่อ : นักข่าวช่องนี้เขาคงคิดว่าเรื่องนี้คือข่าว
ขอบฟ้า : ทำไมหมอมาช้าจัง
พ่อ : เดี๋ยวก็มา  อดทนรอหน่อยนะ

สร้างเด็กดี ต้องใช้วัตถุดิบดีๆ
แต่มาโรงพยาบาลก็เจอหมอเข้าสาย
ดูทีวีก็เจอข่าวที่ไม่มีสาระ  ธุรกิจทีวี มันพังเพราะทำข่าวแบบนี้แหละ ทั้งนักข่าว ทั้งเจ้าของช่อง

ทำประกันสุขภาพเด็ก เพราะอะไรถึงควรทำให้ลูกเรา

ทำไมเราต้องทำประกันสุขภาพให้ลูก ในอดีตเราก็เติบโตมาแบบไม่เห็นต้องมีประกันสุขภาพเลย เราก็ไม่ค่อยป่วยหรอก ถึงป่วยก็ไปหาหมอได้ไม่ได้แพงอะไร แล้วใครจะป่วยบ่อยกัน คำตอบเหล่านี้เป็นคำตอบที่เป็นจริงกับบางครอบครัวครับ และผมก็โตมากับครอบครัวที่มีคำตอบแบบนี้ แต่ตอนผมมีลูก มันไม่ใช่แบบนี้แล้วครับ

IMG_0943

การมีลูกคนนึงจะมีค่าใช้จ่ายตามมาอีกมาก มันไม่ใช่แค่ค่านม ค่าอาหาร แต่มันมีค่าใช้จ่ายข้างเคียงที่เราต้องจ่ายโดยเราคาดไม่ถึง ผมเองก็คาดไม่ถึง หลายครั้งก็ห่อเหี่ยวอยู่เหมือนกันเวลาที่ควักเงินจ่าย ย่อหน้าแรกที่บอกว่าเป็นจริงกับบางครอบครัวก็คือ ถ้าคุณเป็นคนที่มีเงินมากมายคุณก็ไม่จำเป็นต้องทำประกันอะไรเลย เพราะคุณมีเงินมาก แต่กับพ่อแม่รุ่นต่อมา รุ่นที่ต้องเลี้ยงลูกในยุคอินเทอเน็ต มันก็มีค่าใช้จ่ายแวดล้อมเต็มไปหมด แล้วค่าบริการทางการแพทย์ยุคนี้ก็ไม่ธรรมดา การประกันสุขภาพให้ลูกจะช่วยเราลดภาระบางอย่างลงได้

IMG_1082

ลองไล่ตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ลูกผมเกิดจนอายุ 6 ขวบเมื่อไม่กี่วันนี้ ลองคิดเล่นๆ ลูกผมหลังคลอด แทบไม่ป่วยหนักเลย ป่วยเล็กน้อย ป่วยธรรมดาก็ได้แม่ดูแลอย่างดี เพราะแม่เป็นหมอ ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ปละปลายไม่เคยต้องจ่าย เราก็ซื้อยาตามที่แม่(หมอ)สั่ง แต่ก็มีจังหวะที่ลูกป่วยหนัก จากการติดเชื้อไวรัสที่เราควบคุมไม่ได้ ลูกผมเข้าโรงพยาบาลครั้งแรกตอนอายุยังไม่ถึงขวบ ค่าใช้จ่ายในรอบนั้น 3 วัน 2 คืน เกือบสามหมื่นบาท บิลนี้ประกันจ่ายให้ เพราะผมซื้อประกันให้ลูกไว้แล้วตั้งแต่เกิด ประกันสุขภาพเด็กจะเริ่มดูแลเราหลังจากซื้อ 1 เดือน

fuji-20jul-19oct2013-DSCF8277-bw

การ admit ครั้งที่ 1 นี้เป็นการ admit แบบเขียมๆ เราเลือกห้องแอร์ที่เล็กที่สุดในโรงพยาบาลเพื่อให้เราไม่ต้องจ่ายเพิ่มในกรณีที่เกินเพดานของประกัน แต่สุดท้ายก็ไม่เกิน เราเห็นบิลแล้วก็ตกใจ ถ้าเราต้องจ่ายเองก็หน้ามืดอยู่ เพราะสมัยผมซื้อประกันให้ตัวเอง ค่าห้องพักในโรงพยาบาลอยู่ระดับ2พันบาท แต่ค่าห้องพักของยุคนี้คุยกันที่ 4-8 พันบาทสำหรับโรงพยาบาลเอกชนเกรดกลางๆไม่ใช่แบรนด์เนม เรียกว่า ค่าห้องกับค่ารักษาจะอยู่ที่ประมาณคืนละ 15000-20000 บาทต่อวัน ตัวเลขนี้ไม่มากไม่น้อย

fuji-20jul-19oct2013-DSCF8243-bw

การ admit ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นตอน 1 ขวบ3เดือน ลูกผมป่วยอีกแล้ว ไข้ขึ้นสูง ส่งโรงพยาบาลดีกว่า เพราะการไปนอนโรงพยาบาลนั้นดีกว่าการนอนที่บ้าน การนอนในบ้านเราจะต้องมีการมอนิเตอร์ตลอดเวลา เช็ดตัวตอนไข้ขึ้นสูง ต้องใช้ยาตามเวลา การอดหลับอดนอนเป็นภาระของแม่และพ่อที่คอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ การไปนอนที่โรงพยาบาลก็คือการให้พยาบาลมาช่วยมอนิเตอร์แทนเรา เราจะได้หลับเต็มตาสักชั่วโมง ไม่งั้นก็จะพะวง พอพะวงมากๆก็เครียดนอนไม่หลับ เลยหอบลูกไปเข้าโรงพยาบาล และดูระดับราคาห้องพักที่แพงขี้นอีกนิดโดยที่ยังไม่เกินเพดานของประกัน ผมก็เลยเลือกห้องใหญ่ที่สามารถวางของได้เยอะ มีที่ให้ลูกเดินเล่นถ้าเขาเดินไหว และลูกยังไม่เข้าใจว่าป่วยคืออะไร พอตื่นนอนก็อยากจะเล่น ต้องเดินเล่นเข็นรถเล่น และที่สำคัญเลือกห้องที่มีพื้นที่ให้ผมนั่งทำงานได้ด้วย คอมพิวเตอร์ แท็บเบล็ท อุปกรณ์การทำงานพร้อมกันบนโต๊ะ ผมเปลี่ยนห้องพักให้เป็นห้องทำงาน และเราก็อยู่กับลูกเกือบ 24 ชม. ค่าใช้จ่ายออกมา 4วัน ประมาณ 6หมื่นบาท

set2-PDSC0144

การ admit ครั้งที่ 3 พอรู้ว่าต้องเข้าโรงพยาบาล ผมก็เลือกห้องใหญ่ จัดกระเป๋าราวกับไปพักรีสอร์ตต่างจังหวัด ลูกเมียและผมเดินทางไปนอนโรงพยาบาลแทบจะลากกระเป๋าเข้าไปเลย การพักในโรงพยาบาลรอบนี้ไม่เครียดอีกแล้ว เพราะลูกไม่ได้ป่วยอะไรที่น่ากลัว แต่ไข้สูงและต้องมอนิเตอร์ตลอดเวลา ซึ่งพยาบาลก็ทำหน้าที่ได้ดี เจ้าหน้าที่ใจดี จำลูกผมได้แล้ว ขาประจำป่วยด้วยโรคยอดฮิต โรคอะไรที่กำลังเป็นข่าวอีกไม่นานก็มาถึงลูกผมเสมอ 3วันในครั้งนี้ค่าใช้จ่ายประมาณ 3 หมื่นบาท

IMG_20171003_114219

มีอีกครั้งที่ลูกตกบันได เย็บที่หัวกี่เข็มก็ลืมไปแล้ว ตอนลูกตกแล้วเราอุ้มขึ้นมา เลือดไหลคามือ ขับรถไปโรงพยาบาลไปถึงโรงพยาบาลเท่าไหร่ก็จะจ่ายให้ได้ รีบเอาลูกไปปฐมพยาบาล รีบทำแผลเถอะ ผ่านชั่วโมงนั้นไปก็หายเครียด ลูกเย็บแผล แล้วก็กลับมานอนบ้านได้ตามปกติ ค่าหมอดูแผลแล้วเย็บ 6 พันบาท นี่คือราคาแถวบ้าน ประกันจ่าย เราไม่ต้องควักเงิน ควักแต่บัตรประจำตัวผู้เอาประกัน มันโอเคมากๆ ไม่มีใครอยากให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นหรอก แต่ถ้าเกิดแล้วเราก็อยากได้การรักษาที่ดีและเร็วที่สุด

P_20160401_121118

IMG_1358.JPG

โรคมือเท้าปาก โรค RSV เฮอแปง… เจ้าโรคเหล่านี้เป็นโรคที่แพร่อยู่ในเด็กเล็ก สลับกันเป็น ถ้าคนในบ้านเป็น คนที่เหลือในบ้านก็อาจจะเป็น ถ้าลูกเพื่อนเป็น ลูกเราก็อาจจะเป็น ลูกคนอื่นเป็น พ่อแม่เขาก็เป็นพาหะ พอผู้ใหญ่เป็นพาหะ ผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ก็ทำตัวเป็นพาหะ ไม่ป่วยเอง แต่ส่งเชื้อไปติดเด็กคนอื่นในบ้านได้ เด็กไปโรงเรียน เพื่อนในห้องก็ติด เรียกได้ว่าอะไรฮิตมันติดถึงลูกเราแน่นอน

IMG_20171003_092505

ลูกผมโดนสั่งปิดห้องเรียนยกห้องทุกปี เพราะมีกติกาสากลอยู่ว่า ถ้าห้องเรียนห้องไหนมีคนป่วยเกิน 3 คน ห้องนั้นต้องปิด 1 สัปดาห์เพื่อทำความสะอาดห้อง ฆ่าเชื้อ แล้วค่อยให้เด็กมาเรียนใหม่ ระหว่างที่หยุด ก็จะได้เป็นการรอเวลาให้เด็กคนนั้นหายป่วยด้วย เพราะชื้อพวกนี้จะติดอยู่ในร่างกาย 7-10 วัน เลยทีเดียว
ขนาดวันสุดท้ายของรอบประกัน ยังอุตส่าห์ได้ใช้ประกันอุบัติเหตุ กระโดดเล่นแล้วตกลงมา กล้ามเนื้อบาดเจ็บลูกเดินกระเผกอยู่ในบ้านจนต้องพาไปหาหมอ หมอตรวจอยู่สามนาที วิเคราะห์ว่ากล้ามเนื้อบาดเจ็บอยู่ด้านใน ต้องพักอย่าใช้แรง 7 วัน ให้ยาแก้ปวดกลับบ้าน บิลออกมา พันสี่ร้อยบาท

IMG_20170226_094411

คนใช้เงินเดือนชนเดือนจะซาบซึ้งในระบบประกันมาก เพราะมันทำให้เราไม่ต้องควักเงินก้อนจ่ายไป ไม่ต้องแบกหน้าไปยืมใคร คนยืมเงินจะเปลี่ยนเพื่อนเป็นคนแปลกหน้าได้ง่ายๆ เราได้รับการดูแลอย่างดีจากโรงพยาบาลเอกชน คุณภาพสูง โดยไม่ต้องไปต่อคิวที่โรงพยาบาลรัฐบาล เพราะเรามีคนจ่ายให้ ประกันสุขภาพในเด็กมันเหมาะกับคนที่ยังไม่รวย ถ้าคุณมีพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายที่รวย หรือคุณหาเงินได้เยอะ มีเก็บเหลือเฟือ ก็ไม่ต้องสนใจประกันสุขภาพก็ได้ แต่คนเงินน้อย การทำประกันสุขภาพนี่แหละที่ช่วยให้เราเลี้ยงลูกได้อย่างไม่ทุกข์ใจมาก ผมไม่ได้บอกว่าประกันดี แต่มันช่วยให้เราไม่ทุกข์มาก เพราะเราจ่ายล่วงหน้าจำนวนไม่มากให้กับประกัน แล้วประกันก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้เราตอนที่เราต้องการ ยิ่งเดี๋ยวนี้ประกันสุขภาพสามารถผ่อนได้ด้วย จะผ่อน 10 เดือน หรือ 12 เดือนก็เจรจาได้ ไม่มีดอกเบี้ย แล้วพอเด็กอายุเข้าสู่ปีที่ 6 เบี้ยประกันจะลดราคาลงไปเกือบครึ่งในการคุ้มครองดีเท่าเดิม ก็คงอุดหนุนกันต่อไปครับ

IMG_5027

ติดต่อคนขายประกันใกล้ตัวคุณ แล้วให้เขาเลือกแพ็คเกจที่คุ้มครองการรักษาประมาณ 60000-100000 บาท สำหรับโรคยอดฮิตในเด็ก เพราะโรคเหล่านี้ รักษาหาย ลูกคงนอนโรงพยาบาลไม่เกิน 5 วัน ผมคิดว่าลูกเราคงไม่โชคร้ายโดนผ่าตัดใหญ่ๆ แต่ถ้าจะเผื่อผ่าตัดใหญ่ คุณต้องดูวงเงินที่ใหญ่ระดับ 5 แสน ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งเบี้ยก็จะหลายหมื่นบาท เลือกเอาตามที่เหมาะสมครับ.

fuji-20jul-19oct2013-DSCF8253-bw

bni กับแนวคิดของ การทำ farming ไม่ใช่ hunting

dpp - Bod 23may2023 -IMG_4121

วิธีการทำการตลาดแบบบอกต่อที่เป็นหัวใจของ bni เป็นวิธีที่เน้นการปลูกสร้างสายสัมพันธ์  หลายคำศัพท์ที่มักจะได้ยินในกลุ่มของนักธุรกิจ bni คือ เรามาทำ farming ไม่ใช่ hunting

dpp - Bod 23may2023 -IMG_4142

farming คืออะไร  ย้อนกลับไปที่คำศัพท์การทำฟาร์ม  การทำฟาร์มใดๆก็ตาม เราจะต้องได้ผลผลิตจากสิ่งนั้นอย่างสม่ำเสมอ  เช่น ถ้าเราทำฟาร์มไก่ เราก็เลี้ยงไก่ ผลผลิตเป็นไก่ เราได้ไก่กินทุกวัน เรามีไก่ไปขายทุกวัน  แม้เราหลับ เราตื่นมาก็มีไก่ให้กิน  เพราะฟาร์มจะมีผลลัพธ์ให้เราตลอดเวลา

ถ้าเราปลูกเห็ดขาย เรากำลังทำฟาร์มเห็ด  เราก็จะมีเห็ดให้เก็บขายทุกวัน  วันนี้เก็บไปแล้ว พรุ่งนี้มีเห็ดต้นใหม่ให้เก็บ เก็บขายทุกวัน นอนหลับตื่นมา พรุ่งนี้ก็มีเห็ดต้นใหม่

สิ่งที่ยกตัวอย่างมาคือเราทำฟาร์ม  ฟาร์มนั้นๆจะต้องให้ผลลัพธ์กับเราตลอดเวลา สิ่งที่เราต้องทำก็คือ หล่อเลี้ยงฟาร์มนั้นด้วยสิ่งที่จำเป็น เลี้ยงไก่ ก็ต้อง ให้อาหาร ให้น้ำ เก็บกวาดขี้ไก่ทำความสะอาด  ปลูกเห็ดก็ต้องรดน้ำ ใส่ปุ๋ย สิ่งที่เราทำเพิ่มลงไปทุกวันๆก็เพื่อให้วันพรุ่งนี้มีผลผลิต

dpp - Bod 23may2023 -IMG_4182

เรามา farming ใน bni  ก็คือ ฟาร์มแห่งนี้จะต้องให้ธุรกิจกับเราทุกวัน หรือ ให้บ่อยๆ หรือ ให้อย่างสม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับธุรกิจของเราด้วย  ถ้าเราเป็นคนรับเหมาสร้างบ้าน  ฟาร์มแห่งนี้ก็ควรจะให้ลูกค้าสร้างบ้านกับเราตลอดปี  จบหลังแรก ก็มีหลังที่สองให้สร้างต่อ ทำให้บริษัทไม่ว่างงาน   หรือถ้าเราทำธุรกิจโรงพิมพ์  ฟาร์มแห่งนี้ก็ควรจะให้ลูกค้าที่สั่งพิมพ์งานทุกวัน หรือทุกสัปดาห์แล้วแต่ชนิดงาน ถ้าปีนึงลูกค้าสั่งงานโรงพิมพ์ 1 ครั้ง และเราใช้เวลาผลิตงานประมาณ 1 สัปดาห์  ฟาร์มแห่งนี้ก็ควรจะทำให้เราได้ลูกค้า 52 รายเพื่อให้โรงพิมพ์ได้ทำงานส่งทุกสัปดาห์นั่นเอง

dpp - Bod 23may2023 -IMG_4183

farming ใน bni คือการพาตัวเองเข้าไปสู่สังคมของกลุ่มคนประมาณ 40-50 คน  คนในกลุ่มนี้จะมีหลายหลายอาชีพ และทุกคนอาชีพไม่ซ้ำกัน  การที่จะให้คนเหล่านี้แนะนำบอกต่อลูกค้ามาสั่งงานกับเรา ก็ต้องมีขั้นตอนหลายอย่าง เช่น เราจะต้องได้รับความไว้วางใจว่าเรามีคุณภาพ เพื่อนถึงจะกล้าแนะนำงานให้  เราต้องเป็นเพื่อนเขา สนิทสนมกับเขาในระดับนึง  และ เขาต้องรู้จักเรา รู้จักธุรกิจของเรา  และรู้ว่า งานที่เขาจะช่วยบอกต่อมาถึงเรานั้น เป็นงานที่เราต้องการจริงๆหรือไม่  ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำธุรกิจโรงพิมพ์  เราก็อยากจะพิมพ์งานหลายอย่าง  แต่งานที่เราทำไม่ได้ก็มี เช่น งานพิมพ์หนังสือพิมพ์ เพราะเครื่องจักรของเราผลิตหนังสือพิมพ์ไม่ได้  ดังนั้นเพื่อนในกลุ่มถ้าเขารู้จักเรา รู้จักธุรกิจเรา เขาจะไม่แนะนำงานหนังสือพิมพ์มาให้เรานั่นเอง

IMG_0048

ในขณะที่เรากำลังสร้างฟาร์มที่จะมีลูกค้า มีงานส่งมาถึงเราอย่างต่อเนื่อง  เราก็เป็นฟาร์มของคนอื่นเช่นกัน  คนอื่นจะต้องพยายามสร้างความไว้วางใจให้ได้  เขาจะต้องทำให้เราเชื่อและไว้ใจว่าเขามีคุณภาพ และจะไม่ทำเรื่องไม่ดีกับลูกค้าที่เราส่งไปให้  การหล่อเลี้ยงฟาร์มแห่งนี้เพื่อให้เกิดการแนะนำบอกต่ออย่างต่อเนื่องนั้น เราจะต้องมีวิธีการประจำวันที่จะทำงานกับระบบแบบนี้  ดังต่อไปนี้

dpp - Bod 23may2023 -IMG_4280

1  ต้องพบกันอย่างสม่ำเสมอ  ในทางปฏิบัติ ก็คือการเจอกัน คุยกันอย่างเป็นประจำ  คำว่าเป็นประจำมีความหมายยิ่งกว่าบ่อยๆ  ในกลุ่ม networking ทางธุรกิจ จะมีการพบกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เจอกันบ่อยยิ่งกว่าญาตพี่น้องเสียอีก  การพบกันอย่างสม่ำเสมอทำให้เราและเขาได้รับรู้ข้อมูลซึ่งกันและกัน  แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และสามารถนำไปสู่ความไว้วางใจในการส่งต่อลูกค้าได้  ให้ลองคิดเล่นๆว่า  เราจะบอกต่อลูกค้าคนสำคัญของเราให้กับเพื่อนแบบไหน เพื่อนแบบที่นัดแล้วไม่มา  ไม่ค่อยได้เจอ  หรือเพื่อนที่พบกันทุกสัปดาห์และเขารับผิดชอบงานดี

2  ต้องใช้เวลาพูดคุยกันอย่างถึงแก่นของธุรกิจ  รู้ในสิ่งที่ควรรู้ของเพื่อน  เช่น  ต้องรู้ถึงระดับที่ว่า งานที่เราพบเจอใช่งานของเพื่อนเราจริงไหม  อย่างเช่น  ถ้ามีคนจะซ่อมบ้าน ต่อเติมบ้าน  และในกลุ่ม network ของเรามีผู้รับเหมาสร้างบ้าน  เราต้องรู้ว่า ผู้รับเหมาที่เราพบกันประจำเขารับงานต่อเติมไหม  บางคนอาจรับแต่งานสร้างใหม่  ส่วนงานซ่อมหรืองานต่อเติมไม่รับ  ดังนั้น  เวลาเราจะเลือกส่งต่องาน เราควรรู้ว่า คนรับเขาอยากได้งานนั้นๆจริงหรือไม่  และการที่จะได้รู้ว่าเขาอยากรับ หรือ ไม่อยากรับ  เราต้องผ่านการพูดคุยกันในเชิงลึก  ผ่านการได้ดูได้เห็นผลงานของเขา  ในทางกลับกัน  ถ้าเพื่อนผู้รับเหมาจะส่งงานมาให้เรา  เขาก็ควรรู้จักเราว่าเราชอบงานนั้น หรือ ไม่ต้องการงานแบบนั้น

เมื่อเราพบกันสม่ำเสมอ และรู้ข้อมูลเชิงลึกซึ่งกันและกันแล้ว ก็เท่ากับเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับคนทั้งสองฝ่าย  การแนะนำลูกค้าที่เรามีอยู่ให้ใช้บริการเพื่อนในกลุ่มก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้  ไม่ตะขิดตะขวงใจ  คนเรามีลูกค้าติดตัวรวมถึงคนรู้จักที่พูดคุยได้อย่างน้อย 200 คน  ถ้าเรารวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มย่อย 5 คน ก็เท่ากับมี 1000 ว่าที่ลูกค้า  ถ้าเรารวมกลุ่มกัน 40 คน เราจะมีว่าที่ลูกค้า 8000 คน  นี่คือความน่าจะเป็นของการทำธุรกิจด้วยวิธีการบอกต่อ  แต่เราบอกต่อแบบมีคุณภาพ และมีโครงสร้างการติดตามงานที่ชัดเจน ทำให้การบอกต่อเป็นการบอกต่อที่เกิดผลลัพธ์  ซึ่งมันก็คือการทำฟาร์มที่จะได้ผลเป็นลูกค้านั่นเอง  เพราะในกลุ่มจะวนเวียนเกิดงานใหม่ๆให้แก่สมาชิกเสมอ

รีวิวกล้อง kodak easyshare c140 ในวันที่มันกลายเป็นของโบราณไร้ราคา

กล้องตัวนี้เป็นกล้องดิจิทัลคอมแพ็ค ตัวเล็ก ผมตั้งใจซื้อเพื่อใช้พกพา ใช้สารพัดประโยชน์ ปกติก็มีกล้อง DSLR ใช้อยู่แล้ว แต่ก็อยากมีกล้องตัวเล็กอีกสักตัวที่เอาไว้พกติดตัวตลอดเวลา และกล้องตัวนี้ต้องราคาไม่แพง หายก็ไม่เสียดาย ใช้หน่วยความจำเป็นแบบ SD card และต้องใช้ถ่าน AA เท่านั้น เนื่องจากเบื่อหน่ายกับกล้องที่ใช้แบตเตอรี่เฉพาะยี่ห้อของตัวเอง เพราะเมื่อแบตเสื่อมจะต้องเสียเงินซื้อแบตอีกเกือบพันบาท มันเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงทีเดียวเมื่อเทียบกับราคากล้อง

วันนี้ผ่านมาเกือบสิบปี กล้องตัวนี้ยังคงอยู่ ก็เลยย้อนนึกถึงวันแรกที่ซื้อมันมา และก็ถือโอกาสเขียนรีวิวให้กับเจ้าตัวเล็กสักหน่อย เพราะกล้องรุ่นนี้อยู่กับผมมาอย่างยาวนาน และ มันก็ยังคงใช้งานได้ดีอยู่ถึงทุกวันนี้ และมันได้รับใช้ลูกของผมด้วย ปีนี้ลูกผมอายุ 6 ขวบ และได้ใช้กล้องตัวนี้ออกไปเที่ยวกันเต็มทริป พ่อกับแม่มีรูปคู่กันจากกล้องคอมแพ็คตัวนี้ด้วย

IMG_20141226_214855

กล้อง kodak c140 มีสัญลักษณ์ Youtube บนตัวกล้องด้วย เจตนาให้ถ่ายวิดีโอแล้วอัพโหลดเข้าสู่ youtube ได้ง่ายๆ ผมจำได้ลางเลือกนว่า มีซอร์ฟแวร์ของกล้องแถมมาด้วย และซอร์ฟแวร์แถมมีคำสั่งพื้นฐานในการก็อปปี้ภาพลงคอมพิวเตอร์ รวมถึงเลือกไฟล์วิดีโอเพื่อส่งเข้าสู่ youtube แต่ในการใช้งานตลอดหลายปี ผมไม่เคยใช้ซอร์ฟแวร์แถมตัวนี้เลย เพราะใช้วิธีถอดแผ่นหน่วยความจำมาก็อปปี้ลงเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นหลัก

IMG_8296

ขนาดกล้องเล็กใส่กระเป๋ากางเกงได้พอดี ผมมีโอกาสเจอ accessory น่าใช้ชิ้นหนึ่งคือ ฝาขวดน้ำที่มีหัวบอลเอาไว้ติดกล้องถ่ายรูป ก็เอามาลองติดใช้งานเล่นๆ จะเห็นว่ากล้องขนาดเล็กมาก

100_0002

นี่คือภาพที่ทดลองกล้องในวันที่ซื้อออกจากร้าน ผมซื้อกล้องตัวนี้ที่งานโฟโต้แฟร์ปี 2009 ซึ่งผ่านมาถึงวันนี้ มันกำลังจะอายุครบ 10 ปีพอดี

100_1470
100_1320
100_1135
100_1212
100_0991

คุณภาพของภาพออกมาก็ถือว่าพอใช้งานได้ ในยุคที่มือถือยังถ่ายภาพไม่สวยนัก กล้องคอมแพ็คตัวเล็กสักตัวก็ให้ภาพที่ดีกว่ามือถือทุกตัวในท้องตลาด และมันก็เป็นจริงอยู่อย่างนั้นหลายปี ต้องรอจนถึงช่วงที่ iphone 4 วางตลาด มือถือกับกล้องคอมแพ็คก็มีคุณภาพสูสีกัน และตั้งแต่ iphone5 เป็นต้นไป คุณภาพของมือถือก็เริ่มแซงกล้องคอมแพ็คเล็กๆไปแล้ว จนทำให้จุดจบของกล้องคอมแพ็คราคาถูกก็มาถึงในเวลาไม่นาน

100_0478
100_0520

ผมใช้ c140 ติดตัวไปดูคอนเสิร์ตที่เขาใหญ่ ภาพงานตอนกลางคืนก็พอยอมรับได้ ถ่ายติด และให้ภาพที่ดูรู้เรื่อง เหตุที่ใช้กล้องตัวเล็กก็เพราะอยากจะใช้เวลากับบรรยากาศและเสียงเพลง ไม่ได้อยากจะเป็นช่างภาพที่คิดแต่เรื่องภาพสวย เพลงเพราะๆ อากาศเย็นสบายเป็นสิ่งที่ผ่อนคลาย ก็เลยเลือกกล้องตัวเล็กไปแทน DSLR แล้วก็ใช้มันตลอดงาน

100_0589
100_0613

ภาพตอนกลางวันเป็นของง่ายของกล้องถ่ายรูปแทบทุกตัว ถ้าอากาศดี ท้องฟ้าสดใส แดดออกชัดเจน ภาพก็จะสวยเสมอไม่ว่าจะถ่ายด้วยกล้องอะไร

100_0663
100_0670
100_0719

แผงขายผลไม้ข้างถนนก็เต็มไปด้วยสีสรร การหยิบกล้องตัวเล็กออกมาถ่ายก็ทำได้ง่าย เร็ว และดูไม่เอิกเริก แม่ค้าไม่ไล่ ไม่ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อของจากร้านเขา รูปผลไม้กองกันเต็มร้านก็ลองถ่ายใกล้ๆให้ดูเป็นงานลวดลายหรือ texture ภาพพุทราก็ดูสวยดี องุ่นสีม่วงก็มีสีสรรที่ใกล้เคียงกับตาเห็น จบงานเที่ยวคอนเสิร์ตด้วยกล้องตัวเล็กๆ ราคาไม่แพง หายก็ไม่เสียดาย

ต่อไปนี้เป็นภาพที่ลูกเป็นผู้ถ่าย บางภาพก็สวย บางภาพก็เบลอ

100_3775
100_3734
143_2190

แผ่นเสียง P O P และ Boyd

อัลบั้มที่อยู่คู่กับวงการเพลงไทยในรสนิยมของผมเองก็คือ 2 แผ่นนี้  ปกสีขาวคืออัลบั้มของบอยด์ โกสิยพงศ์ ชุด rhythm & Boyd  ส่วนปกสีฟ้าคือ  อัลบั้ม era  ของวง  P.O.P

อัลบั้ม Rhythm & Boyd เป็นอัลบั้มที่ออกในปี 2537 ของค่ายเพลง bekery music ที่เป็นค่ายเพลงน้องใหม่ในเวลานั้นและเป็นตำนานมาตั้งแต่วันนั้นเช่นกัน  คุณบอยด์ได้รับการยกย่องให้เป็นนักแต่งเพลงสุดยอดฝีมือ  เป็นเจ้าพ่อเพลงรัก เพลงโรแมนติก และเป็นแนวเพลงที่มองโลกในแง่ดี  ทุกเพลงในชุดนี้เพราะทั้งหมด  และเพลงเด่นมากๆในอัลบั้มนี้คือ ฤดูที่แตกต่าง  ที่ได้เสียงร้องจากนักร้องหน้าใหม่เสียงหล่อขั้นเทพในแบบที่เมืองไทยไม่เคยมีมาก่อน  ส่งผลให้นักร้องโด่งดังขึ้นมาเช่นกัน  นภ พรชำนิ คือนักร้องที่เห็นหน้าเบลอๆในปกเทป ในปกซีดีของบอยด์ และได้รับการรับเชิญให้ร้องเพลงในค่ายเบเกอรี่อีกหลายเพลง  คอนเสริตท์ต่างๆของค่ายนี้จะมีคนไปรอดู นภร้องเพลง  และหลังจากนั้นอีกไม่นาน นภ ก็มีอัลบั้มเต็มของตัวเอง  ชื่อ era

ในช่วงเวลาของค่ายเบเกอรี่มิวสิคโด่งดัง ผมก็ซื้อแผ่นซีดีของหลายๆวงในค่ายนี้  และยังมี mp3 ให้โหลดอีกมากมาย  แต่ในปี 2014 ซึ่งเป็นยุคที่ซีดีขายไม่ได้ อินเทอเน็ตความเร็วสูง หนังและเพลงถูกโหลดกันเต็มที่ การฟังเพลงผ่านแผ่นซีดีก็เป็นเรื่องที่ทำไม่บ่อย โทรศัพท์กลายเป็นกล้องถ่ายรูปและเครื่องเล่นเพลง  ก็มีนายทุนนำอัลบั้มที่น่าสะสมออกมาทำขายเป็นแผ่นเสียง ผมก็เลยโดนเข้าให้  สองแผ่นนี้รวมเป็นเงินห้าพัน  จะเป็นลม

 

 

 

 

โปสการ์ดมีต้นขั้ว

โปสการ์ดพิษณุโลก-เพชรบูรณ์ แบบมีต้นขั้ว ขนาดที่ฉีกออกมาจะได้โปสการ์ด 4×6 นิ้ว ในเล่มมี 6 ใบ เย็บเล่มด้วยห่วงเหล็ก

ไปหัดทำกระดาษที่เชียงใหม่

 

poo poo paper เป็นสถานที่ผลิตกระดาษจากขี้ช้าง มีสาธิตการทำกระดาษ มี work shop ให้แก้ผู้สนใจ

ขอบฟ้าเพลินๆ 27aug2018

เดือนสิงหาคมขอบฟ้าได้มีโอกาสไปเที่ยวอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง เป็นทริปไหว้พระที่มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของสงฆ์และดูโบราณสถานในย่านประวัติศาสตร์ของอยุธยา ขอบฟ้ากำลังชอบการ์ตูนเรื่องปาร์แมน ก็เลยช่วยกันทำหน้ากากปาร์แมนกับพ่อ และให้แม่ใช้ผ้าเช็ดตัวติดเป็นผ้าคลุม ขอบฟ้าแต่งปาร์แมนเดินเล่นที่วัดไชยวัฒนารามด้วย

IMG_20180813_064412

IMG_0240

ขอบฟ้ายังคงชอบเตะฟุตบอล และชอบเล่นเกมส์ซึบาสะในโทรศัพท์ แต่พ่อกับแม่ก็จำกัดให้ขอบฟ้าเล่นแค่วันละ 1 ครั้ง ขอบฟ้าก็เล่นตามที่ตกลงกัน แต่ก็จะขอให้พ่อเล่นให้ดูอีกครั้ง แล้วก็ขอให้น้องเล่นอีก 1 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งขอบฟ้าจะนั่งดูด้วย

IMG_0014

IMG_0024

ลดน้ำหนักง่ายๆแบบคนขี้เกียจ ตอนที่4 เตรียมของ

เรามาเริ่มต้นกันดีกว่า เวลาที่เหมาะที่สุดที่จะเริ่มลดน้ำหนักก็คือ เวลากินข้าวมื้อถัดไป เราสามารถเริ่มต้นการลดน้ำหนักได้ทันที ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลย แต่เรามีสิ่งของบางอย่างที่ควรเตรียมเอาไว้เพื่อให้การลดน้ำหนักของเราเป็นไปอย่างต่อเนื่องและได้ผล เราควรจะมีสิ่งต่อไปนี้

2017-03-06_06-00-11

1 เครื่องชั่งน้ำหนัก จะเป็นเครื่องชั่งระบบเข็มหรือระบบดิจิทัลก็ได้ แต่แนะนำให้ใช้ระบบดิจิทัล โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปซื้อเครื่องชั่งราคาแพง เราจะใช้เครื่องชั่งเพื่อชั่งน้ำหนักประจำวันเท่านั้น ซึ่งเครื่องชั่งที่มีขายทั่วไปก็ทำงานได้อย่างดี ส่วนเครื่องชั่งราคาแพง เครื่องชั่งไฮเทค เครื่องชั่งที่เชื่อมต่อกับ application ในมือถือก็แล้วแต่ศรัทธา แต่สำหรับผม ผมไม่ใช้ครับ มันเกินความจำเป็น และราคามันก็ไม่ถูก ส่วนเครื่องชั่งระดับหลายพันที่วัดค่ามวลกระดูกได้ แสดงผลค่า BMI ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ครับ เพราะเราจะลดน้ำหนักเท่านั้น ตัวเลขอื่นๆเป็นตัวเลขรบกวนจิตใจ แต่ถ้ามีเครื่องชั่งไฮเอนด์อยู่แล้วก็ใช้ได้ครับ ไม่ผิด

Watch Smart watch Calories นับก้าว

2 อุปกรณ์นับก้าว จะเป็นตัวนับในรูปแบบของสายรัดข้อมือ หรือ นาฬิกาไฮเทคอย่าง smartwatch ก็ได้ เลือกได้ตามกำลังเงิน ผมใช้ ipod nano รุ่นที่มีระบบนับก้าวแล้วซื้อสายข้อมือมาติดตัวมันเพื่อให้มันกลายเป็นนาฬิกา และตั้งให้นับก้าวตั้งแต่ตื่นนอนไปจนหมดวัน เดี๋ยวนี้มีอุปกรณ์สายรัดข้อมือราคาหลักร้อยให้ใช้ ก็น่าซื้อใช้เช่นกัน เราขอให้เป็นตัวที่สามารถนับก้าวและแสดงค่าแคลอรี่ที่เราเผาผลาญจากการเดินไปได้ก็พอ แล้วพวกโปรแกรมนับก้าวในโทรศัพท์มือถือล่ะ ใช้แทนได้ไหม ก็ขอบอกว่าไม่ได้ครับ เพราะมือถือไม่ได้ติดตัวเราไปตลอดเวลา ในระหว่างวันเราอาจวางมันไว้เฉยๆบนโต๊ะ ผู้ชายอาจจะมีมือถือติดตัวไปเกือบทั้งวัน แต่ผู้หญิงไม่มีใครหนีบมือถือไว้กับตัวตลอดเวลา

IMG_0879

3 กล้องถ่ายรูป เราใช้โทรศัพท์มือถือแทนได้ เดี๋ยวนี้มือถือถ่ายรูปได้หมดแล้ว เราจะใช้ถ่ายภาพตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักในแต่ละวัน ใครไม่ถนัดถ่ายรูป จะใช้จดในสมุดก็ได้ ไม่ว่ากัน หากใครเลือกใช้การจด กล้องถ่ายรูปก็ไม่จำเป็น

IMG_0275

4 ขวดน้ำ ใส่น้ำเปล่า หรือกระติกน้ำ สิ่งนี้จำเป็นมาก ไม่มีไม่ได้ จะเป็นขวดน้ำพลาสติกที่กินแล้วเอามาเติมใช้ซ้ำก็ได้ ไม่มีอะไรเสียหาย ขอขวดขนาดประมาณ 600cc อย่าเล็กกว่านี้ อย่าใหญ่ระดับขวดลิตร เพราะเราจะพกขวดน้ำ ขวดนี้ควรอยู่ใกล้มือและมีน้ำเต็มตลอดเวลา

IMG_0284

5 กล่องข้าว กล่องพลาสติก เอาไว้ใส่ของที่กินเหลืออีกครึ่งหนึ่ง เพื่อเก็บไว้กินมือต่อไป ข้อนี้ไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีจะเจ๋งและช่วยเราประหยัดเงินได้

IMG_b0218packaging

6 แก้วใส่กาแฟร้อน สำหรับคนชอบกาแฟ กาแฟร้อนจะอยู่กับเราในโต๊ะทำงาน โต๊ะกินข้าว และบนรถ ข้อนี้ไม่บังคับ มีก็ดีกว่าไม่มี แต่คนชอบกาแฟยังไงก็น่าจะมี ไม่ใช่เรื่องยาก

IMG_0186

7 หนังสติ๊ก เอาไว้รัดถุง รัดขนมถุงที่ฉีกแล้ว ได้ใช้แน่นอน รับรอง

ในขั้นตอนต่างๆที่เราจะลดน้ำหนัก เราจะพบเจอกับหลายเหตุการณ์ อุปกรณ์เหล่านี้จะมีบทบาทมากบ้างน้อยบ้าง แต่ได้ใช้ทุกชิ้น

เปรียบเทียบเลนส์ canon 15-45 กับ 18-55 บน eos m

กล้อง eos m เป็นกล้อง mirrorless ของ canon  ตอนที่เปิดตัวระบบนี้ออกมาจะมีเลนส์ kit ติดกล้องออกมาตัวแรกเป็น EF-M18-55mm f/3.5-5.6 IS STM ภายหลังจากนั้นอีกประมาณ  2-3 ปี ก็มีเลนส์ kit รุ่นที่2 ออกมาเป็นเลนส์ EF-M15-45mm f/3.5-6.3 IS STM ซึ่งติดมากับกล้องรุ่น eos m10  คนที่ชอบถ่ายภาพวิว ภาพแนวท่องเที่ยว จะสนใจเลนส์ตัวนี้มาก เพราะว่ามุมรับภาพถือว่ากว้างมากเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม  ภาพต่อไปนี้ก็จะเปรียบเทียบมุมรับภาพของเลนส์ทั้ง2ให้ดูเป็นแนวทาง

IMG_3881

18-55

IMG_3880

15-45

ทั้ง2ภาพ ถ่ายด้วยกล้อง eos m โหมด  ถ่ายโดยการยืนอยู่จุดเดิม ถ่ายเลนส์ตัวแรกเสร็จ ก็ถอดเลนส์เปลี่ยนเป็นตัวที่2  จากภาพตัวอย่างจะเห็นว่า แค่ระยะยืนใกล้ๆ วัตถุที่ถ่ายอยู่ใกล้ๆก็เห็นแล้วว่า 15-45 รับภาพได้มุมกว้างกว่าอย่างมาก ความกว้างตรงนี้เหมาะกับการถ่ายภาพวิวและอาคารบ้านช่องที่ระยะยืนจำกัด  บางภาพเราไม่สามารถถอยหลังไปถ่ายให้ไกลได้ก็ต้องอาศัยเลนส์ที่รับภาพกว้างเป็นหลัก  ส่วนระยะซูมเทเล่นั้น ที่ 55 กับ 45 mm จะให้ผลไม่ต่างกันมาก  เพราะแม้เราจะมีระยะแค่ 45mm แต่เราสามารถเดินเข้าไปใกล้วัตถุได้  ก็จะได้ภาพวัตถุที่ใหญ่ขึ้นนั่นเอง

ลองดูมุมอื่นๆบ้าง

IMG_3895

18-55

IMG_3894

15-45

IMG_3896

18-55

IMG_3897

15-45

สรุปคือ เลนส์ 15-45mm ถ่ายมุมกว้างมาก  ถ้าต้องเลือกเลนส์ kit ติดกล้องสำหรับ eos m ผมจะเลือก 15-45mm แทนที่จะเป็น 18-55mm

==== เพิ่มเติมความเห็น====

เลนส์ ef-m 18-55is stm ตัวนี้มีคุณภาพที่ดีน่าสนใจมากขึ้นเมื่อผมไปถ่ายภาพที่ทริปเที่ยวทะเลกระบี่  นับว่าเป็นของราคาถูกที่ขายมือสองกันแค่ประมาณสองพันบาท  ถ้าจะให้คุณภาพดีกว่านี้ ต้องจ่ายถึงระดับเลนส์ L ด้วยซ้ำไป   ดูภาพตัวอย่างได้จากโพสท์นี้ครับ

เทียบกล้องโปรกับกล้องถ่ายเล่น

ลองอ่านเรื่องการใช้เลนส์ Kit หรือเลนส์ติดกล้องให้ได้คุณภาพที่ดีได้ที่ลิงค์นี้ครับ