ขอบฟ้า เพลินๆ 11dec2018 แก้ปัญหาโดนแย่งของ

IMG_20181205_124903

 

 

ขอบฟ้ามีพัฒนาการเรื่องการยืนให้ถ่ายรูปดีกว่าแต่ก่อนมาก  ไม่มีอาการหลบหน้า เหมือนช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา  การบอกให้นิ่งหน้ากล้องทำได้ทุกครั้ง และให้ความร่วมมือทุกครั้ง  และในหลายๆครั้งที่ถ่ายแล้วพ่อรู้สึกว่าอยากถ่ายซ้ำก็ขอให้ขอบฟ้ากลับไปถ่ายใหม่  ขอบฟ้าก็ให้ความร่วมมือทุกครั้ง  รู้สึกว่าขอบฟ้าให้ความร่วมมือกับการร้องขอของคนอื่นมากขึ้น

 

พ่อพาขอบฟ้าไปเล่นที่จามจุรีสแควร์ ซึ่งเป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับเด็ก มีพื้นที่การเล่นเลโก้ยักษ์มุมหนึ่ง  เด็กแต่ละคนจะหยิบเลโก้ยักษ์มาต่อเป็นสิ่งที่ต้องการ  ขอบฟ้าก็กำลังเล่นเลโก้  และ ได้มีเด็กคนหนึ่งที่ดูแล้วอายุพอๆกันเดินเข้ามาหยิบชิ้นส่วนที่ขอบฟ้ากำลังใช้งานออกไป  พ่อนั่งดูอยู่ห่างๆก็คิดในใจว่า เด็กที่เข้ามาแย่งของนั้นพ่อแม่ไม่ดูแลเลย  ขอบฟ้าหน้าตาดูผิดหวังและดูเหมือนไม่พอใจ  หันมามองพ่อทีนึงแล้วก็เดินตามเด็กคนนั้นไป  และเดินเลยไปหาพ่อของเด็กคนนั้นและบอกว่า เด็กคนนี้แย่งของ  พ่อของเด็กคนนั้นก็เลยบอกกับลูกตัวเองว่าอย่าหยิบของของคนอื่น  ขอบฟ้าก็ออกมาเล่นต่อ  แล้วเด็กคนนั้นก็ไม่มาหยิบของที่ขอบฟ้ากำลังเล่นอีก

 

เหตุการณ์นี้ทำให้รู้สึกว่าขอบฟ้าโตขึ้นมาก  และมีการแก้ปัญหาที่ดีเกินคาด  พ่อรู้สึกดีใจที่ขอบฟ้ากล้าหาญที่จะปกป้องตัวเองอย่างสุภาพ  และมันเป็นวิธีที่ได้ผลด้วย

 

nec17 – referral source ep1

IMG_4105

การเพิ่ม referral ให้กับตัวเรามีหลายวิธี  ใน bni เคยเล่าไว้ว่ามี 8 ช่องทาง  แค่เพียงเราเลือกสักช่องทางออกมาเน้น มาพัฒนาให้มันเกิดขึ้นจริง  ก็จะทำให้จำนวน referral ของเราเพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจน  การเพิ่มขึ้นของ referral ก็จะนำมาซึ่งธุรกิจ  และมันก็จะทำให้บริษัทของเราเติบโตต่อไป

8ช่องทางคือดังนี้

1 คนที่อยู่ในรายชื่อ contact sphere ของเรา
2 ลูกค้าแสนดีของเรา
3 คนที่ได้ผลประโยชน์จากการทำธุรกิจของเรา คนที่ได้เงินจากธุรกิจของเรา เช่นซัพพลายเออร์
4 คนที่เราไปอุดหนุน เช่น ช่างตัดผม ร้านอาหาร ฟิตเนส
5 ลูกน้องของเรา  เพราะเขารู้จักเราดี
6 คนที่เราเคยให้ referral
7 คนที่เคยให้ referral แก่เรา
8 สมาชิกในกลุ่ม networking

เราจะอยู่กับ 2 แหล่งก่อน เพื่อให้เราจำข้อมูลและนำไปทดลองทำได้

ช่องทางที่1  คนใน contact sphere

ก็คือคนที่มีคุณสมบัติสามารถเป็น powerteam กับเราได้  คนกลุ่มนี้คือคนที่มีคุณภาพ มีโอกาสสูงมากที่จะให้ referral กับเรา  สมมุติว่า  ถ้าเราให้คนทำ catering  นักจัดดอกไม้  ออแกไนเซอร์ โรงพิมพ์ ช่างภาพ ได้มานั่งอยู่ในห้องเดียวกัน โดยห้ามมีคนอื่น  ผ่านไปสัก 1 ชม. ก็จะมีธุรกิจเกิดขึ้น  แต่ละคนจะมีลูกค้าของตัวเองที่สามารถใช้บริการคนอื่นในห้องได้ด้วย  งานแต่งงานทำให้คนหลายอาชีพกลายเป็น powerteam กันได้  และนี้คือ referral source ช่องทางที่ 1

ช่องทางที่ 2 ลูกค้าเก่า

ก็จะเป็น referral source ที่ดีให้กับเราได้เ่ช่นกัน  เพราะลูกค้าเก่าได้เคยใช้งานเรามาแล้ว  ลูกค้าเก่าเชื่อเต็มร้อยว่าเรามีคุณภาพ  ลูกค้าเก่า พร้อมจะบอกต่อ  พร้อมจะเล่าเรื่อง testimonial ของเรา  เราควรจะติดต่อกับลูกค้าเก่าของเราอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อให้เขานึกถึงเรา และเชียร์เรากับคนที่เขาพูดคุยต่อไปเรื่อยๆ    แต่หากเราทำเสียเอาไว้ ลูกค้าเก่าไม่พอใจ เขาก็จะกลายเป็นคนที่ผลักลูกค้าให้หนีเราไปด้วยเช่นกัน

อ่านตอนใหม่ ช่องทางที่ 3

ปฏิทินขอบฟ้า ปี 2019 หรือ พศ 2562

 

เป็นสิ่งที่ทำมาทุกปีกับปฏิทินที่ทำเองใช้เอง  เอาภาพถ่ายของขอบฟ้าในปีที่ผ่านมาไปทำภาพปฏิทินของปีถัดไป  อย่างเช่น เดือนมกราคมปี 2018 ขอบฟ้าไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ได้ถ่ายภาพที่ชอบกลับมา (พ่อชอบ)  ก็เลยเอาภาพมาใช้ประกอบในปฏิทินปี 2019 นั่นเอง  ดังนั้นเมื่อดูภาพในปฏิทินก็จะได้เห็นภาพว่า เมื่อปีที่แล้วไปทำอะไรมา

 

nec07 – เหตุผลที่ระบบ powerteam ไม่ได้ผล

เราจะทำอย่างไรให้เราสามารถมี referral ที่ดีถูกใจ วิธีการที่แน่นอนที่เราควรจะได้ทำก็คือ บอกเล่าว่าเราอยากได้ referral แบบไหนกับคนในกลุ่มเน็ตเวิร์คของเรา หรือให้ความรู้กับเพื่อนเราว่าเราอยากได้อะไร เป็นการบอกกับ contact sphere ของเรานั่นเอง ในขณะเดียวกัน ก็มีวิธีการอื่นที่ทำได้ง่ายกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย โดยเป็นวิธีการให้ความรู้กับกลุ่มคนที่มีอาชีพใกล้เคียงกับเราและน่าจะส่งงานให้เราได้ การทำแบบนี้ เราจะเรียกว่า เรากำลังหา referral partner นั่นเอง ซึ่ง referral partner นี้ จะมีที่มาจากคนสองกลุ่มหลักๆ คือ จาก contact sphere และ จาก powerteam

คำว่า contact sphere กับ powerteam มีความหมายต่างกัน contactsphere คือกลุ่มคนที่อยู่ในเน็ตเวิร์คของเรา มีความน่าจะเป็นที่จะส่งงานให้เราได้ แต่เรายังไม่ได้ไปร่วมทีมกับเขาเพื่อทำบางอย่าง กับอีกกลุ่มหนึ่งคือ powerteam เป็นกลุ่มที่เราได้ตัดสินใจร่วมทำงานด้วยกันแล้ว เพราะเล็งเห็นแล้วว่าน่าจะมีบางสิ่งบางอย่างร่วมกันและทำให้เกิดงานส่งต่อได้ ซึ่งกลุ่มนี้จะมีอาชีพที่ส่งเสริมกันหรือมีลูกค้ากลุ่มเดียวกัน

ต่อให้เราสร้าง powerteam กันแล้ว ก็ยังไม่ได้หมายความว่างานเราเสร็จสิ้น เรายังต้องหาวิธีที่จะทำให้เรากับทีมสามารถส่ง referral ต่อกันได้ สิ่งที่เป็นความสำคัญใน powerteam มากที่สุดคือการสร้างความไว้วางใจ ความไว้วางใจหรือความมั่นใจ ทำให้คนในทีมมั่นใจว่าหากเขาส่งงานให้เราแล้วเราจะไม่ทำเสีย

สาเหตุที่ powerteam จะไม่ประสบความสำเร็จ หรือ วิธีการสร้าง powerteam ที่ผิด

1 คิดว่า คนในทีมคือ powerteam รวมตัวกันแล้วจบ แบบนี้ไม่เกิดงานแน่นอน ซึ่ง powerteam ที่แท้จริง เราจะต้องใช้เวลาทำงานร่วมกันกับทีมอย่างจริงจัง

2 ไม่ให้เวลากับทีม เราต้องใช้เวลาเพื่อพูดคุย เรียนรู้ เราอยากได้อะไร เพื่อนอยากได้อะไร และมุ่งหาวิธีที่จะทำให้เพื่อนไปถึงเป้าหมาย นั่นคือต้องประชุม powerteam อย่างสม่ำเสมอ  ต้องทำ 1-2-1 อย่างทั่วถึงทั้งทีม

3 อยู่ผิดทีม ถ้ามีใครบางคนในทีมไม่สามารถให้ referral กับเราได้ นั่นแปลว่า ไม่เขาก็เราที่อยู่ผิดทีม อาจจะมีสาเหตุมาจาก เซอร์วิสของเราเพื่อนทำเองได้ เลยไม่มีงานมาถึงเรา แบบนี้เราและเขาไม่ควรอยู่ทีมเดียวกัน ต้องเปลี่ยนทีม ให้เรามองหาทีมอื่น มองหาเน็ตเวิร์คอื่นๆเพิ่มเติม ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ คนเราสามารถมีกลุ่มเน็ตเวิร์คได้หลากหลาย ให้เราเลือกอยู่กับทีมที่ต้องการเรา

การมี powerteam ที่มีประสิทธิภาพ จะต้องเกิดผลลัพธ์  ลองใช้เวลากับทีมสัก 3 เดือนหากไม่เกิดผลทางธุรกิจนั่นเป็นสัญญาณบอกว่าเราต้องเปลี่ยน powerteam

ใช้เลนส์มาโครถ่ายภาพจากแผ่นฟิล์ม

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มกำลังกลับมาฮิตอีกครั้งหนึ่งในช่วงปี พศ 2561 กล้องมือสองขายดิบขายดี กล้องรุ่นคลาสิคมีคนจับจองราคาค่าตัวขึ้นกันหลายสิบหลายร้อยเปอร์เซ็น และการถ่ายภาพด้วยฟิล์มก็จะต้องสแกนฟิล์มออกมาเพื่อดูหรือเพื่อแชร์ผ่านเฟสบุ๊ค ผ่านอินสตาแกรม การสแกนฟิล์มเราจะใช้บริการร้านล้างฟิล์มเป็นส่วนใหญ่ คือส่งฟิล์มไปล้างพร้อมกับขอให้สแกนให้ด้วย ค่าใช้จ่ายก็จะเป็นค่าล้างบวกกับค่าสแกน

Scan by macro lens

ฟิล์มสไลด์เป็นฟิล์มที่ให้ภาพตรงกับที่ตาเห็น คือสีสันปกติ การสแกนฟิล์มสไลด์นอกจากจะใช้เครื่องสแกนฟิล์มแล้ว เราก็ยังสามารถใช้เลนส์มาโครถ่ายภาพจากฟิล์มได้อีกด้วย การถ่ายภาพจากแผ่นฟิล์มนี้มีเทคนิคไม่ซับซ้อน เพียงใช้เลนส์มาโครที่สามารถถ่ายภาพด้วยอัตราขยาย 1:1 และใช้แหล่งกำเนิดแสงสีขาวส่องผ่านฟิล์มจากด้านหลังเท่านั้น บางคนอาจจะใช้แสงธรรมชาติ แต่ในบทความนี้จะใช้แสงจากแฟลช

Scan by macro lens

เนื่องจากไม่อยากจะใช้ขาตั้งกล้องเลยเลือกใช้แฟลชแทน ผมเอาฟิล์มหนีบไว้ด้วยกล่องกระดาษ แล้ววางไว้ใกล้ๆกับผนังสีขาว ให้มีระยะห่างจากผนังประมาณ 1 ฟุต แล้วใช้แฟลชต่อกับทริกเกอร์หรือตัวส่งสัญญาณไร้สาย เมื่อกดชัตเตอร์แฟลชจะทำงาน แสงจากแฟลชจะวิ่งไปชนกำแพงแล้วกระจายแสงออกมา ฟิล์มก็จะสว่างและได้เป็นภาพบันทึกไว้ในกล้อง สปีดการถ่ายภาพผมตั้งไว้ที่ 1/125 วินาที ความไวแสงตั้งไว้ที่ iso 400 รูรับแสง f16 กล้อง canon eos 6d เลนส์ canon macro100

IMG_0362

ภาพที่ได้มีสีสันที่ตรงกับฟิล์ม แต่ก็มีหลายจุดที่ควรจะปรับปรุงให้ภาพมีคุณภาพมากขึ้น เช่น

  1. ฝุ่นต่างๆบนฟิล์ฒจะพบเห็นจำนวนมาก เราควรทำความสะอาดปัดฝุ่นให้เกลี้ยงก่อนถ่ายภาพ
  2. ภาพเอียง มีกรอบภาพสีดำโผล่อยู่ในเฟรม เนื่องจากเป็นการถือกล้องถ่าย ไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้อง การถือกล้องเอียงหรือ ทำภาพเอียงเป็นเรื่องปกติของการไม่ใช้ขาตั้งกล้อง เพราะมือคนจะไม่นิ่งอยู่แล้วตามธรรมชาติ แม้ว่าจะต้องอาศัยการฝึกถือกล้องให้ตรง แต่จริงๆแล้วเราควรใช้ขาตั้งกล้องในการถ่ายภาพ

ถ้าเป็นไปได้เราควรจะใช้ขาตั้งกล้อง และทำอุปกรณ์เสริมมาหนีบฟิล์มเอาไว้ให้เป็นระยะที่ตายตัว เพราะจะทำให้เราสามารถถ่ายภาพแผ่นฟิล์มได้เร็วขึ้นและได้คุณภาพคงที่ในทุกๆภาพ ช่วยให้ประหยัดเวลาอย่างมาก

IMG_0367

IMG_0368

Scan by macro lens

ทำหนังสือนิทานข้าวหลาม

ที่โรงเรียนเพลินพัฒนา ห้องของขอบฟ้าจะมีกิจกรรม เผาข้าวหลาม อยู่ในกิจกรรมหลักที่ชื่อว่า “คุณค่า คุณข้าว” พ่อแม่ในห้องอนุบาล 3/4 ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ชื่อว่า มังกรยิ้มแฉ่ง จะต้องสอนเด็กเผาข้าวหลาม ก็คือต้องสอนลูกของเราเผาข้าวหลามให้เป็น สิ่งที่จะใชัจัดงานก็มีอุปกรณ์ต่างๆมากมาย บรรดาพ่อแม่ในห้องก็ต้องนัดกันแบ่งงาน แบ่งของที่จะขนไปจัดงาน สิ่งหนึ่งที่ถูกคิดขึ้นคือ นิทานข้าวหลาม เป็นหนังสือเล่มเล็กที่จะอธิบายวิธีการทำข้าวหลาม ซึ่งจะต้องอธิบายให้เด็กเข้าใจ ทีมงานเลยคิดทำเป็นหนังสือนิทาน และหนังสือนิทานก็ออกมาเป็นหน้าตาแบบนี้

เตรียมงานกันหน้ามืด คนวาด คนจัดพิมพ์ มีเวลาทำกันไม่มาก แต่ก็ออกมาได้ใช้ทันเวลา อีกหน่อยถ้าจะทำหนังสือนิทานขายกันก็ไม่ยากแล้ว

พ่อแม่แต่ละบ้านต้องไปหาวิธีทำ หาข้อมูล หาวัตถุดิบ และลงมือ เราได้รู้ว่าไม้ไผ่ทำข้าวหลามจะต้องเป็นพันธุ์ที่มีเยื่อไผ่เยอะๆจะทำให้ข้าวเหนียวติดกับเยื่อดูสวยงาม เราได้รู้ว่าการทำให้ข้าวหลามสุกจะมีหลายวิธี และเราก็เลือกวิธีเผาในถังน้ำมันผ่าครึ่ง เราได้รู้ส่วนผสมของข้าวหลาม 1 กระบอกจะมีข้าวเหนียว กระทิ เกลือ น้ำตาล ส่วนถั่วแดงหรือถั่วดำเราเลือกไม่ใส่เพราะหลีกเลี่ยงเด็กที่อาจจะแพ้ถั่ว

ไม้ไผ่สีเขียวเราได้จากป่าไผ่ที่ราชบุรี เป็นไผ่สีสวยและมีเยื่อหนาเหมาะกับการทำข้าวหลาม การจัดสถานที่ใช้เวลาก่อนหน้างาน 1 วัน หลังจากจบงานเราใช้เวลาเก็บของประมาณ 4 ชั่วโมง เศษลวด เศษไม้ต่างๆที่อาจจะทำอันตรายกับเด็กเราก็พยายามเก็บให้เกลี้ยง เพราะหากมันหลงเหลืออยู่ในสนามหญ้า คนที่จะบาดเจ็บคือลูกของพวกเราเอง

IMG_4738

คอนเส็ปแคมปิ้งก็ต้องมีเต๊นท์ด้วย เต้นผ้าทันสมัยก็หอบมาใช้วางประดับสถานที่ จัดบรรยากาศให้ดูเหมือนเราไปพักแรมกลางป่า

IMG_4739

จุดไฟเผาข้าวหลามเราใช้ถังน้ำมันดัดแปลง

IMG_0007

บรรดาแม่ทั้งหลายก็ซ้อมกิจกรรมกันตอนเช้า สนุกกันทุกคน เหมือนทุกคนมาเล่นกับลูก ลูกเพื่อนก็เหมือนลูกเรา

IMG_0018

ไม้แผ่นสีเขียวจากป่าแถวราชบุรี ไม่ได้ถามรายละเอียดว่าป่าไหน ฝากใครไปตัดมา แต่ก็เป็นไผ่ตัดเป็นชิ้นมาพร้อมใช้ ความยาวเหมาะสมกับการทำข้าวหลาม เยื่อไผ่มีปริมาณมาก

IMG_0015

คุณแม่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ก่อไฟด้วยถ่านเป็นเรื่องที่ทำกันไม่เก่ง ลองผิดลองถูกหน้ามืดเลย

IMG_0066

เล่นกับถ่านก็มือดำหน่อย

IMG_0074

ทีมงานที่คอยทำข้าวหลามรุ่นแรก งานวันนี้คือจะต้องมีข้าวหลามแจกเด็กร้อยกว่าคน

IMG_0245

เด็กในห้องของเราจะมาทำกิจกรรมละเอียด ทำตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนเด็กห้องอื่นก็จะแวะมาดูพรีเซ้นคร่าวๆแต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ

IMG_0255

การเตรียมวัตถุดิบจะให้เด็กได้ตักทุกอย่างเอง ทั้งข้าว น้ำตาล เกลือ และตวงกระทิเองด้วย

IMG_0281

บางคนก็เติมกระทิน้อยเกินไป ตอนเผาออกมาข้าวก็จะแห้งและมีส่วนที่ไหม้เยอะ ถ้าเติมกระทิมากไปข้าวก็จะสุกช้า

IMG_0307

IMG_0322

เมื่อเติมส่วนผสมเสร็จแล้วก็ต้องปิดปากกระบอกด้วยการเอาทางมะพร้าวและใบตองมายัดเพื่อปิดให้สนิท

IMG_0253

แล้วก็เริ่มเผากันจริงๆ ข้าวหลามจะใช้เวลาอยู่ในกองไฟประมาณ 45-60 นาที ก็จะสุกและฟูพร้อมกิน

IMG_0094

ชุดกันความร้อนที่ดูแล้วก็น่ารัก ดูตลก แต่ใช้กันความร้อนได้ดีมาก

IMG_4746

ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันบ้าง

IMG_4796

กระบอกข้าวหลามขอเด็กแต่ละคนจะมีชื่อเขียนกำกับไว้

IMG_4839

ข้าวหลามที่สุกพอดีกิน เมื่อผ่าไม้ไผ่ออกก็จะพบว่าเนื้อขาวหลามกลมมนและถูกห้อหุ้มด้วยเยื่อไผ่อย่างสวยงาม

IMG_4853

ทำเสร็จแล้วก็ต้องกินหรือชิม เด็กๆตักกินราวกับว่าไม่ได้กินเมื้อเย็นเมื่อวาน คนเตรียมของก็ปลาบปลื้ม

IMG_4863

IMG_4866

เมื่อกินกันบางส่วนแล้วก็มาถึงเวลาอ่านหนังสือ ตัวแทนของห้องขึ้นมาอ่านหน้าชั้น

IMG_0168

การถ่ายภาพด้วยแฟลชไร้สาย

การถ่ายภาพด้วยแฟลชเป็นการถ่ายภาพที่คาดเดาผลได้ยากมากในสมัยที่เป็นยังต้องใช้ฟิล์ม  เราจำเป็นต้องมีกล้องโพลารอยด์ และมิเตอร์วัดแสงแฟลชเพื่อช่วยให้การทำงานสะดวกมากขึ้น  แต่พอเป็นยุคของกล้องดิจิทัล การถ่ายภาพด้วยแฟลชกลายเป็นเรื่องง่าย  ภาพที่เห็นจากการถ่ายก็เห็นได้ทันที สามารถปรับตั้งค่าแสงได้ตามใจ

 

ระบบกล้องและแฟลชที่ใช้ถ่ายก็จะประกอบไปด้วย กล้อง eos 6d  เลนส์ ef 24-105f4L ยี่ห้อ canon ทั้งคู่  ส่วนแฟลชก็จะเป็น nikon sb26  และตัวส่งสัญญาณแฟลชไร้สายก็เป็นยี่ห้อจีนที่ผมจำชื่อไม่ได้  ตัวส่งสัญญาณจะมีตัวส่งที่ต้องนำไปติดที่ฮ็อตชูของกล้อง  ส่วนตัวรับสัญญาณจะไปติดกับแฟลช sb26

IMG_0274

 

ผมจะถ่ายภาพแก้วกาแฟบนโต๊ะสีขาว  พื้นที่สำหรับถ่ายครั้งนี้มีกำแพงสีขาว มีเพดานสีขาว  ผมเลยเลือกที่จะให้แฟลชส่งแสงออกมากระทบผนังเสียก่อน แล้วค่อยสะท้อนมายังตัวแก้ว  เทคนิคให้แฟลสะท้อนผนังหรือเพดานก่อนเราเรียกว่า เบ๊าซ์ ( Bounce ) แปลตรงตัวว่ากระทบ ชิ่ง กระเด้ง  ผลการเบ๊าซ์จะทำให้แสงที่วิ่งมายังวัตถุมีความนุ่มนวล  เงาที่เกิดจากแสงแฟลชจะนุ่มๆเบลอๆ ไม่เป็นเงาแข็ง ทำให้ภาพดูมีมิติและรู้สึกสวยมากกว่าการยิงแฟลชเข้าไปที่วัตถุตรงๆ

 

IMG_0275

 

โทนสีของภาพนี้จะดูเพี้ยนไปมาก เนื่องจากการตั้งค่า white balance ของกล้องไม่ได้ตั้งให้ถูกต้อง  ตอนผมถ่ายเล่นๆก็ลืมตั้งค่า  มาเห็นสีบนจอคอมพิวเตอร์ก็ทำให้นึกออกว่าเราพลาดอะไรไป  การทำงานจริงควรจะมีการตั้งค่า whiteblance ให้ถูกต้องหรือให้ถูกใจเสียก่อน

ผมตั้งค่าการถ่ายภาพบนกล้องเป็นค่า iso  800  เลนส์ตั้งรูรับแสงไว้ที่ f4 ส่วนสปีดชัตเตอร์ตั้งไว้ที่ 1/125 วินาที  กำลังไฟแฟลชของ sb26 ตั้งค่าไว้ที่ 1/4 ของกำลังเต็ม  เพื่อให้แฟลชสามารถยิงแสงได้หลายครั้งติดกัน  เพราะหากเราตั้งค่าแฟลชให้ยิงเต็มกำลัง เมื่อแฟลชทำงานแล้ว จะต้องรอชาร์จไฟอีกหลายวินาที  ในหลายวินาทีที่กำลังชาร์จไฟจะทำให้เราถ่ายภาพไม่ได้  เพราะถ้าไฟยังไม่เต็ม การถ่ายภาพซ้ำทันทีจะได้ภาพที่มืด เพราะแฟลชไม่ทำงานนั่นเอง

เหตุผลที่เลือกใช้แฟลช nikon sb26 ก็เพราะแฟลชตัวนี้มีคุณสมบัติการทำงานที่หลากหลาย สามารถตั้งค่าได้อิสระมาก เช่น

  • สามารถแบ่งกำลังไฟได้ละเอียดตั้งแต่ 1/2 ไปถึง 1/64 ของความสว่างสูงสุด
  • มีระบบ optical slave สามารถยิงแฟลชตามแฟลชตัวอื่นได้
  • สามารถ wake up จาก stand by ได้ ไม่ต้องปิด power แล้วเปิดใหม่
  • ใช้แฟลชโหมด auto ได้  แฟลชจะยิงแสงตามค่ารู้รับแสงและ iso ที่ต้องการ
  • มีแผ่นสะท้อนแสงในตัว มีหน้ากากกระจายแสงในตัว เลือกใช้ได้ตามสะดวก

 

 

 

จัดแสงในรถเพื่อถ่ายภาพสินค้า

ผมมักจะต้องการถ่ายภาพสิ่งของหรือสินค้า หรือ ชิ้นงานบางอย่างอยู่บ่อยๆ  ถ้ามีเวลาก็จะใช้กล้องและชุดไฟและเต๊นท์ถ่ายภาพสินค้าเพื่อหวังผลให้ภาพสวยงามดังใจ  ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดของผมก็อยู่กระจัดกระจาย กล้องอยู่ในรถ  ไฟแฟลชใหญ่อยู่ที่บ้าน  กล่องหรือเต๊นท์ถ่ายภาพอยู่ที่บ้าน  หากผมอยู่ที่โรงพิมพ์หรือที่ทำงาน ผมก็จะไม่ได้ใช้ชุดไฟที่ใช้ประจำ

 

ผมมีไฟชุดเล็กที่ใช้แฟลช nikon sb26 เป็นแฟลชเพื่อใช้ถ่ายสินค้า  พร้อมด้วยอุปกรณ์ trigger หรือตัวส่งสัญญาณยิงแฟลชไร้สาย  ซึ่งแฟลชและทริกเกอร์ผมก็พกติดอยู่ในกระเป๋ากล้อง ส่วนกล้องก็ติดเลนส์มาโครไว้แล้ว กล้องผมใช้ eos 6d เลนส์มาโครใช้ macro 100f2.8

 

ด้วยความอยากจะรีบถ่ายของชิ้นหนึ่งแล้วไม่อยากรอกลับบ้าน  ก็เลยจัดวาง จัดแสงในรถเสียเลย

 

20181124171630_IMG_0221

 

รถฮอนด้าฟรีด เปิดท้ายรถออกมาจะเป็นช่องว่างขนาดใหญ่  เบาะหลังแถว3 หากพับที่พิงให้ราบไปกับเบาะนั่งก็จะได้ที่วางราวกับเป็นโต๊ะทำงาน  ผมเอากระเป๋ากล้องขนาดใหญ่ที่ผมซื้อเอาไว้ขนอุปกรณ์ถ่ายภาพวางบนเบาะ  เพื่อใช้วางสินค้าที่จะถ่าย  ส่วนแสงแฟลชผมก็ติดทริกเกอร์ไร้สาย  ตัวส่งสัญญาณติดอยู่บนกล้อง eos 6d ตัวรับสัญญาณเอาไปติดที่ sb26 แล้วก็หันหน้าแฟลชให้ยิงแสงขึ้นเพดานรถ ตั้งใจจะใช้แสงแฟลชสะท้อนกับเพดานรถสีเทา แล้วสะท้อนลงมายังของที่ต้องการถ่ายภาพ

20181124171622_IMG_0220

 

เลนส์มาโครตั้งค่า f เอาไว้ที่ประมณ f8 – f11 ความไวของกล้องตั้งไว้ที่ iso 800  ส่วนกำลังไฟของแฟลชผมตั้งไว้ที่ 1/4 ด้วยเหตุผลว่า ผมไม่อยากให้แฟลชยิงเต็มกำลัง  เพราะถ้าแฟลชยิงเต็มกำลังไฟจะหมดเกลี้ยง แล้วต้องรอเวลาหลายวินาทีกว่าที่แฟลชจะสะสมกำลังไฟขึ้นมาใหม่เพื่อยิงแสง  การยิงแสงแฟลชที่ 1/4 ของกำลังสูงสุด ทำให้เราสามารถยิงแฟลชต่อเนื่องได้ 4 ครั้งก่อนที่ไฟจะหมดแล้วต้องสะสมขึ้นมาใหม่  มันทำให้เราทำงานได้สะดวกขึ้น  เพราะการถ่ายภาพสินค้าบางครั้งเราก็ถ่ายภาพติดต่อกันหลายครั้ง  ถ้าการถ่ายทุกครั้งต้องรอแฟลชสะสมไฟหลายวินาทีก็จะเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดมาก

 

การถ่ายวัตถุสีดำบนพื้นดำเป็นสิ่งที่เราจะคาดคะเนค่าแสงได้ยากมาก  เพราะภาพที่ถ่ายออกมาจะเป็นโทนสีดำออกเทา  ถ้ารับแสงมากก็เป็นเทาอ่อน  ถ้ารับแสงน้อยก็เป็นเทาเข้มเกือบดำ  ภาพของดำบนฉากดำก็จะออกมาเป็นแนวลึกลับ หรือ low key ก็แล้วแต่จะเรียก  ตอนเลือกค่าแสง ผมตัดสินใจใช้กระดาษขาวรองไว้ใต้สินค้า เพื่อให้ปรับรูรับแสงให้ได้ค่าแสงที่เหมาะสมจริงๆ  เพราะถ้าเราถ่ายภาพส่วนสีขาวให้ขาวเพียงพอแต่ยังไม่ล้นไปทางขาวโพลน  สิ่งของสีดำก็จะได้สีดำที่พอดี

 

20181124164519_IMG_0206

 

เมื่อได้ค่าแสงที่ต้องการแล้วก็เอากระดาษขาวรองพื้นออก ปล่อยให้สินค้าวางอยู่บนพื้นผิวกระเป๋าสีดำ แล้วก็เริ่มถ่ายภาพด้วยองค์ประกอบที่ต้องการ  ซึ่งโจทย์การถ่ายของผมในวันนี้คือไม่มีโจทย์  ขอให้เลือกค่าแสงแฟลชที่ให้แสงโดนวัตถุสีดำแล้ววัตถุยังดูเป็นสีดำอยู่  สุดท้ายก้ได้ผลงานออกมา

20181124171606_IMG_0219

สินค้าในโพสท์นี้ก็คือ หูฟังบลูทูธสำหรับการฟังเพลงและคุยโทรศัพท์ Xiao mi

เรื่องน่ารู้ – ทดลองเผาข้าวหลาม

โรงเรียนเพลินพัฒนา ชั้นอนุบาล3 จะมีกิจกรรมเกี่ยวกับข้าว และห้องของขอบฟ้าได้รับภาระกิจ ทำข้าวหลาม  พ่อแม่ของเด็กในห้องนี้ก็เลยต้องศึกษาหาวิธีทำ เตรียมของและไปจัดให้เด็กได้ทำข้าวหลามด้วยตัวเอง  ข้อมูลที่หาในอินเทอเน็ตก็หลากหลาย ผมชอบเนื้อหาของลิงค์นี้

https://www.gotoknow.org/posts/508538

 

 

ภาพที่อยากขายให้ออก

gettyimages-966728754-1024x1024

 

กาแฟยามเช้าที่โรงแรมแห่งหนึ่ง  พอชงกาแฟวางไว้บนโต๊ะ ระหว่างที่ค่อยๆไปตักอาหาร  เห็นลูกนั่งอยู่ ก็เลยให้ลูกช่วยเอามือมาประคองแก้วกาแฟไว้  เพื่อถ่ายภาพมุมสูง  ให้บรรยากาศในภาพดูอาการหนาว แล้วมือได้รับไออุ่นจากแก้วกาแฟ  รู้สึกว่าภาพนี้ออกมาตรงใจ  ที่รองจานทำด้วยไม้ไผ่สานทำให้ดูแล้วไม่เป็นโลกตะวันตก  ออกไปทางเอเชีย ทางไทย ทางญี่ปุ่นเสียมากกว่า

 

อินเทอเน็ตกับลูกค้าเก่าและภาพเมล็ดข้าว

 

IMG_0036

มีอยู่วันหนึ่ง มีโทรศัพท์ดังในโรงพิมพ์  เสมียนของผมรับสายโทรศัพท์  ในสายถามว่า ที่นี่ใช่โรงพิมพ์หรือเปล่า  มีลูกเจ้าของโรงพิมพ์เป็นช่างภาพหรือเปล่า  เขาอยากติดต่อช่างภาพ  เสมียนผมเงยหน้าขึ้นมาแล้วเล่าคำถามให้ฟัง ผมก็เลยให้โอนสายเข้ามา แล้วผมก็รับสาย  หลังจากแนะนำตัวว่าผมคือช่างภาพ  เขาก็ถามว่า ผมเคยทำงานให้เขาใช่ไหม เมื่อหลายปีก่อนเขามีการจ้างถ่ายรูปเมนูอาหารชุดหนึ่ง  เขาจำได้แค่ว่า ช่างภาพที่รับจ้างเคยแนะนำตัวกับเขาว่ามีโรงพิมพ์ด้วย   และเขาได้รับนามบัตรของช่างภาพเอาไว้ เป็นนามบัตรที่ทำด้วยกระดาษสีน้ำตาล  แล้วเขาก็ถามผมว่า คุณเคยใช้นามบัตรกระดาษสีน้ำตาลหรือเปล่า

ผมตอบว่าผมน่าจะเป็นช่างภาพคนนั้น แต่ผมจำไม่ได้ว่าผมเคยใช้นามบัตรกระดาษสีน้ำตาลแจกให้เขา  ซึ่งผมจะใช้นามบัตรกระดาษสีอะไรก็ได้  เพราะเป็นโรงพิมพ์  มีกระดาษมากมายให้เลือกใช้ ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ว่าผมเคยใช้นามบัตรที่ทำด้วยกระดาษสีน้ำตาล  เขาก็เลยถามว่าคุณเคยมารับจ้างถ่ายภาพอาหารกับเขาไหม  ผมเริ่มนึกย้อนไปและบอกชื่อบริษัทที่ผมเคยไปรับจ้างชื่อบริษัท  ….  เขาตอบว่าใช่  เขาลาออกจากบริษัทที่ว่าแล้ว

เขาก็เลยเล่าให้ฟังยาวเฟื้อย  ว่าเขาออกจากบริษัทแห่งนั้นแล้ว  ด้วยเหตุผลว่าแม่ป่วยหนัก  และต้องกลับมาดูแลแม่  ตอนนี้ก็ว่างงานอยู่  แต่ก็มีเพื่อนมาให้ช่วยทำงานเกี่ยวกับการขายข้าว  ซึ่งเป็นงานบางส่วนที่เขาช่วยทำก็มีการถ่ายรูปสินค้า  ก็เลยนึกถึงช่างภาพที่เคยใช้งานขึ้นมา  และเขาก็เริ่มค้นหาผมจาก google โดยพิมพ์คำค้นหาดังนี้  “ช่างภาพ โรงพิมพ์ จอมทอง”  แล้วเขาก็เจอบล๊อกที่ผมเขียนไว้  มีเบอร์โทรของโรงพิมพ์  เขาก็เลยลองโทรเข้ามา

งานที่เขาจะให้ผมทำก็คือ  ถ่ายภาพเม็ดข้าวให้สวยที่สุดเท่าที่ข้าวธรรมดาจะเป็นได้  แต่ค่าจ้างก็ยังไม่กำหนด  เขาอยากให้ผมเสนอราคาดู  เพราะต้องให้เจ้าของงานตัดสินใจ  เขาเป็นเพียงผู้ที่ช่วยติดต่อสืบค้น  ผมก็เลยรับปากว่าจะลองถ่ายให้ดูและจะคิดราคาไม่แพง  ผมขอตัวอย่างข้าวที่เขาขายเพื่อนำมาลองถ่ายภาพ

 

20181117131541_IMG_0088

 

20181117124125_IMG_0074

 

ผมเซ็ทอัพอุปกรณ์การถ่ายด้วยกล้อง DSLR แบบ Full frame พร้อมเลนส์มาโครที่ถ่ายได้ระดับ 1:1 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดที่ผมมี  และใช้ชุดไฟแฟลช 2 ดวง กับกล่องที่ดัดแปลงให้เป็นเต๊นท์ถ่ายภาพ   หลังจากที่ไม่ได้ถ่ายภาพเหล่านี้มานานแล้ว  กว่าที่ผมจะประกอบอุปกรณ์ทุกอย่างขึ้นมาให้พร้อมใช้งาน กว่าจะจัดสถานที่ให้พร้อมสำหรับทำงานก็ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง

20181117124308_IMG_0077

กองเมล็ดข้าวผมเลือกสีอ่อนมาลองถ่ายดูก่อน  เพราะว่าผมคิดว่าสีอ่อนถ่ายยากกว่า  พอลองโรยเมล็ดข้าวสารลงไปเท่านั้นแหละ  มันร่วงกราวและกระจายตัวไปบนพื้นที่กล่อง  ความลื่นของเมล็ดทำให้มันกระจายตัวไปเร็วมาก  เร็วจนผมต้องเปลี่ยนวิธีจากการเทเป็นค่อยๆโรยทีละนิดเหมือนหยิบเกลือมาโรยอาหาร

20181117123941_IMG_0069

 

ลองถ่ายไปหลายๆภาพเพื่อยืดเส้นยืดสาย และปรับแต่งกล้อง เลือกการตั้งค่ากล้องให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพลักษณะนี้  รูรับแสงแคบ รูรับแสงกว้างให้ผลต่างกัน  สปีดชัตเตอร์สำหรับการถ่ายภาพด้วยแฟลชผมจะตั้งไว้ที่ 1/100 วินาที  จริงๆควรจะได้สูงกว่านี้แต่ผมจำสเป็คไม่ได้ว่ากล้องของผมมีความเร็วในการทำงานกับแฟลชเท่าไหร่  เพราะจากประสบการณ์ที่เคยใช้มา  เวลาเราตั้งความไวตามสเป็คของกล้องว่าทำงานกับแฟลชได้ที่ 1/125 หรือ 1/200 ก็ตาม  ที่ตัวเลขเต็มสเป็ค มันเหมือนจะมีขอบดำเล็กๆให้พอสังเกตเห็น  มันเป็นความเร็วที่เกือบไม่ทัน  แต่แสงมันหายไปแล้วนิดหน่อย  ก็เลยตั้งค่าให้ต่ำกว่าสเป็คไว้เยอะหน่อย  เลยจบที่ 1/100 วินาที

2018-11-17_03-15-00

พอถ่ายภาพออกมาแล้วขยายดูผมพบว่า เมล็ดข้าว แต่ละเมล็ดไม่สวยเลย  มีรอยถลอด มีรอยขรุขระ และส่วนใหญ่จะมีเมล็ดสีเพี้ยนปะปนกันอยู่ในกลุ่ม   และเมื่อพยายามจะหยิบเมล็ดสีประหลาดออกจากกอง แรงกดจากนิ้วผมก็ทำให้กองข้าวมีรอยยุบ รอยเบี้ยว ต้องเกลี่ยและโรยข้าวใหม่ทุกครั้ง  เป็นประสบการณ์การเผชิญปัญหาที่ไม่คาดคิด  การทดลองครั้งนี้ผมใช้เวลาไป 2 ชม. กับการทดสอบถ่าย  และคิดว่ามีจุดที่ต้องปรับปรุงอีกหลายอย่างในการถ่ายครั้งต่อไป  การถ่ายภาพสิ่งของเล็กๆนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ

IMG_0142

ข้าวสารสีม่วงกลับถ่ายง่ายกว่า

PHOTO_COLLAGE1542452330893

 

2018-11-19_09-09-16

ภาพเม็ดข้าวสีม่วงเอาไปแปลงเป็นโทนขาวดำก็ดูสวยไปอีกแบบ