Apple mac mini m1
เหตุการณ์ดาวเสาร์โคจรใกล้ดาวพฤหัสทางฝรั่งเรียกว่า the great conjunction หากเราดูด้วยตาเปล่า เราจะเห็นดาวสองดวงเกือบจะทับซ้อนกัน ใครสายตาสั้น มองไกลไม่ค่อยชัด อาจจะเห็นเป็นดาวดวงเดียวกัน การโคจรมาแทบจะตัดกันนั้นเป็นการสังเกตการณ์จากโลก แต่ในความเป็นจริง ดาวเสาร์กับดาวพฤหัสโคจรอยู่ห่างกันมากจนไม่มีวันจะชนกันแน่ๆ
ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร เราจะนับเป็นระยะทาง 1AU เพื่อความสะดวก ดาวพฤหัสจะอยู่ห่างดวงอาทิตย์ประมาณ 5AU ส่วนดาวเสาร์ห่างดวงอาทิตย์ 10AU นั่นก็คือ โลก ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ โคจรรอบดวงอาทิตย์โดยแต่ละวงโคจรอยู่ห่างกันมาก
เราได้รับข้อมูลเรื่องเหตุการณ์ great conjunction ตั้งแต่ปลายปี คศ 2018 ซึ่งเป็นการสรุปเหตุการณ์ดาราศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นในปี คศ 2019-2020 ข้อมูลเผยแพร่โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ การโคจรแล้วดาวอยู่ใกล้กันเมื่อมองจากโลกจะเกิดขึ้นทุกประมาณ 20 ปี แต่ปีนี้ จะใกล้กันมากกว่าทุกครั้ง โดยจะเกิดเหตุการณ์ใกล้กันมากๆแบบนี้ครั้งล่าสุดเมื่อ 397 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นยุคสมัยที่กาลิเลโอยังมีชีวิตอยู่ และในช่วงเวลาดังกล่าวกาลิเลโอได้มีการค้นพบดาวเสาร์และดาวพฤหัส รวมถึงดวงจันทร์ทั้งสี่ของดาวพฤหัสแล้วด้วย
การดูดาวในเหตุการณ์นี้จะทำให้เราสามารถมองเห็นดาวเสาร์และดาวพฤหัสอยู่ในช่องมองภาพเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยากมาก และการดูดาวในวันนี้เราใช้กล้องดูดาวตัวที่เห็นในภาพ คือกล้องยี่ห้อ celestron รุ่น Firstscope ซึ่งเป็นกล้องดูดาวชนิดนิวโทเนี่ยนที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 400 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีที่กาลิเลโอได้พัฒนากล้องดูดาวขึ้นมาใช้ และมีการค้นพบอีกมากมายตามมา Firstscope จะมีเลนส์ตามาให้ 2ชิ้น มีชิ้นหนึ่งที่ใส่ในกล้องแล้วจะทำให้กล้องมีกำลังขยาย 75 เท่า ซึ่งเป็นกำลังขยายที่มากกว่าสมัยกาลิเลโออยู่มาก แถมมีคุณภาพดีกว่าด้วย สิ่งที่เราได้เห็นผ่านกล้องนี้คือภาพแบบเดียวกับที่กาลิเลโอเคยเห็น แต่เราเห็นชัดกว่ามากตามคุณภาพวัสดุที่ทันสมัยของยุคปัจจุบัน
การถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ต้องการอุปกรณ์ที่มาก ซับซ้อน และงบประมาณค่อนข้างมาก แต่เราใช้วิธีเอาโทรศัพท์มือถือส่องไปในช่องมองของกล้องโทรทัศน์เลยเพื่อถ่ายภาพสิ่งที่เราเห็น ภาพถ่ายไม่ค่อยชัดมาก ภาพจริงที่เรามองด้วยตาจะสวยและชัดกว่า ภาพจากโทรศัพท์มือถือทำให้ดูพอรู้ว่าเรากำลังมองดูเหตุการณ์อะไร โอกาสที่เราจะเห็นเหตุการณ์นี้อีกครั้งอาจไม่เกิดขึ้นแล้วในช่วงชีวิตของมนุษย์หนึ่งคน
กิจกรรมดูนกจัดขึ้นโดยพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ รังสิต คลอง5 เป็นทริปกลุ่มเล็กๆ พาเด็กไปดูนกในพื้นที่่ธรรมชาติ เด็กได้เรียนรู้เรื่องนก ได้ดูนกผ่านกล่องส่องทางไกล พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดกิจกรรมแนวสำรวจธรรมชาติสำหรับเด็กบ่อยมาก หากสนใจก็ติดตามข่าวสารจากเว็บหรือเฟสบุ๊คของพิพิธภัณฑ์ได้โดยตรงเลย
กระดาษทั่วไปที่ใช้งานในอ๊อฟฟิศหรืองานเขียนในโรงเรียนจะเป็นกระดาษบาง และเมื่อวางพาดกับโต๊ะให้ปลายยื่นออกไปนอกโต๊ะ กระดาษก็จะโค้งงอลงไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก แต่ก็มีบางครั้งที่กระดาษใบเดียวกัน หรือชนิดเดียวกัน แต่มันโค้งตกไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะกระดาษมีเกรน
เกรนกระดาษคือแนวกระดาษที่เรียงตัวกันเป็นเส้นตรงแนวหนึ่ง กระดาษที่ผลิตจากโรงงานจะมีเกรนในแนวใดแนวหนึ่งเป็นหลัก จากภาพด้านบน เกรนกระดาษจะเรียงตัวตามแนวเส้นสีชมพู หากเราตัดกระดาษมาใช้จากกระดาษใบนี้ เราจะตัดกระดาษได้ 2 แบบ คือแบบ A และ แบบ B
กระดาษแบบ A จะมีความแข็งแรงตามแนวยาว มันสามารถทนแรงดึงแนวยาวได้ดี ขณะเดียวกันก็จะโค้งงอไปตามแนวยาวได้ยากกว่า เมื่อวางกระดาษบนขอบโต๊ะ กระดาษใบบนคือกระดาษที่ตัดแบบ A ส่วนกระดาษแบบ B คือใบล่างในภาพที่หนึ่ง และกระดาษแบบ B นี้จะอ่อนตามแนวยาว หากเราเอากระดาษแบบ Bไปใช้กับปริ๊นเตอร์ กระดาษก็จะม้วนเข้าเครื่องพิมพ์ได้ง่าย แต่ขณะเดียวกัน หากกระดาษติดขัดในเครื่องพิมพ์ แล้วเราจะต้องดึงกระดาษออกจากเครื่อง กระดาษแบบ B ก็จะมีโอกาสขาดได้ง่ายเช่นกัน ส่วนกระดาษแบบ A จะทนแรงดึงได้ดีกว่า ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย การตัดกระดาษเพื่อใช้งานจะต้องคิดให้รอบคอบตามวัตถุประสงค์การใช้งาน
การใช้งานกระดาษทั่วไปเราอาจไม่ต้องคิดมาก แต่กับงานบางประเภทที่ต้องการลักษณะพิเศษ หากเราคิดเรื่องเกรนกระดาษด้วยเราก็จะออกแบบวิธีผลิตและวิธีใช้งานสิ่งพิมพ์ได้หลากหลายมากขึ้น การติดต่อพูดคุยกับโรงพิมพ์ หากอธิบายตัวงานสิ่งพิมพ์ได้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ โรงพิมพ์จะใช้ช้อมูลที่ละเอียดไปเลือกกระดาษให้เหมาะกับการใช้งาน เพื่อให้สิ่งพิมพ์ตอบสนองได้ตรงวัตถุประสงค์ที่สุด
หากเราทำงานสมุด เกรนกระดาษก็จะไม่ต้องคิดมาก เพราะตอนเราใช้งานเราก็ตัดเป็นแผ่นเอาไว้เขียน แต่หากเราทำงานแผ่นพับ รอยพับที่ขวางเกรนจะพับยาก รอยพับตามเกรนจะพับง่าย ถ้ากระดาษมีความหนามากๆการพับขวางเกรนจะมีรอยพับที่ไม่สวย บางครั้งรอยพับหรือสันจะแตก งานพิมพ์กล่องแพ็คเกจจิ้ง และ แฟ้มคัมพานีโพรไฟล์ หรือแม้แต่หนังสือปกหนาๆ หากเราคิดเรื่องเกรนกระดาษด้วยเราจะได้งานที่สมบูรณ์มากที่สุด
กล้องที่ดีที่สุดก็คือกล้องที่อยู่ในมือของเรา อะไรก็ได้ที่ทำให้เราได้ออกไปถ่ายภาพด้วยความมั่นใจ
การถ่ายภาพที่สนุกสนานและคล่องตัวเราจะนิยมใช้เลนส์ซูมมากกว่าเลนส์เดี่ยวหรือเลนส์ฟิกซ์ และมีความเชื่อที่บอกต่อกันมายาวนานว่าเลนส์ซูมคุณภาพต่ำกว่าเลนส์ฟิกซ์ ซึ่งมีความจริงและไม่จริงอยู่ในคำกล่าวนี้
กล้องกึ่งโปร กึ่งจริงจัง รวมถึงกล้องถ่ายเล่นมักจะแถมเลนส์ซูมติดกล้องมาตัวหนึ่ง สมัยเป็นกล้องฟิล์มก็อาจจะเป็นเลนส์ 35-70 35-80 28-70 28-90 มม. รูรับแสงประมาณ f4-5.6 ซึ่งเลนส์ตัวเลขเหล่านี้เป็นเลนส์คิทติดกล้องกลุ่มราคาประหยัดมาตลอด เลนส์ซูมที่ราคาสูงขึ้นและนักถ่ายภาพนิยมอัพเกรดขึ้นไปก็จะมีเลนส์ระยะประมาณ 28-105 24-85 24-105 24-135 28-200 มม. ซึ่งเลนส์กลุ่มที่สองนี้จะมีคุณภาพสูงขึ้น รูรับแสง 3.5-4.5หรือ 5.6 หากซูมยาวๆแต่ก็ยังอยู่ในเกรดเลนส์ของมือสมัครเล่นเช่นเดิม แม้ว่าคุณภาพมันจะดีน่าใช้แล้ว แต่กลุ่มโปรก็ยังตะขิดตะขวงใจที่จะใช้ บ้างก็ว่าภาพไม่ใสเท่าเลนส์โปร รูรับแสงไม่กว้างเท่าเลนส์โปร เพราะเลนส์เกรดโปรมักจะมีรูรับแสง f2.8 เป็นส่วนใหญ่ เนื่องด้วยระดับราคาที่ไม่แพงเท่าเลนส์โปร จะทำให้คุณภาพเท่ากันก็ผิดปกติแล้ว
ยังมีข้อจำกัดทางกายภาพของกล้องฟิล์มอีกประการหนึ่งคือ ระบบโฟกัสจะทำงานได้ดีมากกับเลนส์รูรับแสงกว้าง และจะทำงานได้แย่ลงเมื่อรูรับแสงของเลนส์แคบลง ดังนั้น เลนส์ f4-5.6 จะโฟกัสไม่ไวมากเท่าเลนส์ f2.8 ตรงนี้เป็นเรื่องจริงของกล้องถ่ายภาพยุคฟิล์ม และกล้องแมน่วลโฟกัสบางรุ่นก็จะปรับโฟกัสแบบ split image ไม่ได้เลยถ้าใช้กับเลนส์รูรับแสงแคบหรือเลนส์ไม่สว่าง
คราวนี้ ทางค่ายกล้องก็เล็งเห็นว่า เลนส์โปรเกรดสูง รูรับแสง f2.8 เป็นเลนส์ที่ใหญ่ หนัก ราคาแพง คุณภาพสูงมาก และนักถ่ายภาพจำนวนน้อยเท่านั้นที่เอื้อมถึง ระดับราคาของเลนส์โปรและเลนส์สมัครเล่นมีช่องว่างที่กว้างมาก ก็เลยมีแนวคิดที่จะทำเลนส์คุณภาพโปรแต่ราคาลดลงมานิดหน่อยออกมาขาย รูรับแสง 2.8 ที่หนักและแพงก็ปรับเป็น รูรับแสง f4 ที่เบาและเล็กกว่า และทำให้ราคาปรับลงมาได้เกือบครึ่งของเลนส์โปร นั่นทำให้นักถ่ายภาพกลุ่มสมัครเล่นที่อยากได้ของราคาไม่แพงเริ่มสนใจเลนส์กลุ่มที่สามนี้ และ canon ก็ปล่อยเลนส์ 24-105f4L ออกมาให้เราได้ซื้อกัน
เลนส์ 24-105 นับว่าเป็นเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสครอบคลุมการใช้งานเกือบจะทุกสถานการณ์ มันถ่ายภาพวิว ภาพมุมกว้างได้มากกว่าเลนส์คิทในอดีต มันมีช่วงเทเล่ที่ใช้ถ่ายภาพบุคคลได้สมส่วนภาพไม่เพี้ยน นั่นทำให้เลนส์นี้นับได้ว่าเป็นเลนส์อเนกประสงค์จริงๆ นักถ่ายภาพสมัครเล่นก็อัพเกรดขึ้นมาใช้เป็นจำนวนมาก ช่างภาพโปรก็ซื้อไว้เป็นเลนส์สำรองได้ เพราะคุณภาพดีเพียงพอสำหรับงานโปรฯ
ในอดีตยุคของฟิล์ม การใช้เลนส์โปร รูรับแสงกว้างระดับ 2.8 เป็นทางเลือกเดียวที่จะทำให้มั่นใจว่าสามารถถ่ายภาพในหลากหลายสถานการณ์ได้ เพราะฟิล์มมีค่าความไวแสงไม่มาก นั่นทำให้เลนส์ไวแสงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในยุคดิจิทัล ความไวแสงของกล้องสามารถเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ปัจจุบันเรามีกล้องที่ตั้งค่าความไวแสงระดับ iso 3200 หรือ 6400 หรือมากกว่าให้ใช้ ซึ่งหาไม่ได้ในฟิล์มถ่ายภาพ นั่นหมายความว่า ค่ารูรับแสง F2.8 สามารถถูกทดแทนด้วย F4 ได้ง่ายดาย ความแตกต่างของรูรับแสง 2.8 และ 4 ในด้านปริมาณแสงสามารถชดเชยได้ด้วยความไวแสงของกล้องที่ตั้งให้สูงขึ้นได้ ส่วนฉากหลังที่นุ่มเบลอของ 2.8 เทียบกับ 4 ก็ต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บางทีถ้าเลือกมุมกล้องดีๆเราอาจแยกไม่ออกเลยก็ได้ เลนส์ F4 จึงเป็นเลนส์ที่น่าสนใจมากสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน
เลนส์ ef 24-105 F4L เป็นเลนส์ที่มีความคมชัดสูงกว่าเลนส์คิทเกรดล่าง มีความใสของภาพในระดับเลนส์ L ของค่าย canon การทำงานของมอเตอร์หมุนเลนส์แบบ usm เพื่อโฟกัสภาพทำได้นิ่มนวล เงียบ เสียงเลนส์หมุนตัวเพื่อโฟกัสภาพไม่ได้ดังสร้างความน่ารำคาญ มันสมบูรณ์แบบไปทุกอย่างเหมือนเลนส์เกรดโปร แต่ราคาจับต้องได้ และภาพที่แสดงในบทความนี้ก็จะเป็นภาพที่ถ่ายด้วยเลนส์ 24-105F4L บนกล้อง Eos 6D เป็นหลัก
ในสภาพแสงที่ดี และลักษณะภาพที่ต้องการระยะชัด การใช้รูรับแสงแคบประมาณ f8 หรือ f11 เลนส์ส่วนใหญ่จะให้คุณภาพความคมชัดที่สูงมาก และเลนส์เกรดโปร กับ กึ่งโปรก็แทบจะคุณภาพไม่ต่างกันที่รูรับแสงกลางๆค่านี้ รวมถึงแม้เราจะมีรูรับแสงของเลนส์โปร f2.8 แต่ในทางปฏิบัติ ที่สภาพแสงมากๆ เราก็อาจไม่ได้ใช้รูรับแสงกว้างที่สุดก็ได้ กล้องส่วนมากถ่ายด้วยความไวชัตเตอร์สูงสุดได้ที่ 1/4000 วินาที ซึ่งหากเราใช้รูรับแสงกว้างที่สุดระดับ f2.8 ความไวชัตเตอร์ที่ต้องใช้ถ่ายภาพในที่แสงจัดก็อาจสูงเกิน 1/4000 วินาที และการถ่ายได้แค่ 1/4000 วินาทีก็อาจจะทำให้ภาพออกมาสว่างเกินไป ทำให้เราอาจจะต้องลดรูรับแสงลงไปเป็น f4 หรือ f5.6 เสียด้วยซ้ำ และนี่คือคำตอบของเลนส์ f4 เกรด L ของกล้อง canon ที่ออกเลนส์สเป็คนี้ออกมา เลนสมุมกว้างอย่าง 17-40F4L กับ 24-105F4L และเลนส์ 70-200F4L ให้ความคมชัดในระดับสุดยอดเทียบเท่าเลนส์โปร แต่ราคาลดลงมาเหลือแค่ครึ่งเดียว ทำให้นักถ่ายภาพที่จริงจังแต่งบน้อยสามารถซื้อหามาใช้ได้ไม่เดือดร้อนมาก
การใช้เลนส์ซูมเกรดโปรจะมีข้อดีตรงที่ราคาเลนส์จะประหยัดกว่าการซื้อเลนส์ฟิกซ์ที่ครบช่วง อย่างเช่น หากเราเปรียบเทียบเลนส์อย่าง 70-200f2.8L ที่เป็นเลนส์เทเลซูมเกรดโปร คุณภาพดีมาก เทียบได้กับการที่เรามีเลนส์ 70 85 100 135 200 มม. หรือเท่ากับเลนส์ฟิกซ์ 5 ตัว ซึ่งเลนส์เดี่ยวที่คุณภาพดีเท่านี้จำนวน 4 ตัว ราคารวมกันแพงกว่าเลนส์ซูมตัวเดียวเสียอีก ดังนั้นการใช้เลนส์ซูมเกรดโปรนอกจากจะสะดวกแล้วยังได้ราคาเลนส์ทั้งระบบที่ถูกลงด้วย แน่นอนว่า คุณภาพเลนส์ฟิกซ์จะสูงมาก แต่เลนส์ซูมเกรดโปรก็ทำได้ดีใกล้เคียงกัน บางครั้งผมยังรู้สึกว่า เลนส์ซูมเกรดโปรให้คุณภาพดีทัดเทียมกับเลนส์ฟิกซ์ด้วยซ้ำไป
กล้องที่ดีที่สุดก็คือกล้องที่อยู่ในมือของเรา อะไรก็ได้ที่ทำให้เราได้ออกไปถ่ายภาพด้วยความมั่นใจ เลนส์โปรราคาครึ่งเดียวแบบเลนส์ F4 เกรด L ก็ช่วยให้เราได้ภาพคุณภาพสูงแบบมืออาชีพได้ ทั้งถ่ายแนวท่องเที่ยว แนวรับจ้าง ได้หมด เลนส์ 24-105F4L เป็นเลนส์ที่ตอบสนองการใช้งานได้คลอบคลุมเกือบทั้งหมดของโลกการถ่ายภาพ ถ้าจะพกเลนส์ตัวเดียวออกทริปที่ไม่รู้ว่าจะพบเจอสถานการณ์อะไรบ้าง ผมก็คงเลือกเลนส์ 24-105F4L ตัวนี้เป็นตัวแรก
เนื่องจากในช่วงนี้ขอบฟ้าดูหนังเรื่อง the meg ใน netflix บ่อยมาก ดูซ้ำๆหลายเที่ยว หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับฉลามยักษ์อาละวาด และพระเอกก็จะเป็นคนที่มาปราบฉลาม มีฉากกระโดดน้ำลงไปช่วยคนที่ดูเท่ห์มาก นั่นทำให้ขอบฟ้าอยากกระโดดน้ำได้แบบในหนังบ้างเช่นกัน และก็ทำให้เกิดการหัดกระโดดดังคลิปที่เห็น
สำหรับลูกที่ 3 ขอทำแบบสโลว์ไว้ดูเล่น
จากการรวมตัวกันของผู้ปกครองที่มีลูกสนใจกีฬาฟุตบอล มีการรวมทีมกันมาประมาณ 2 เดือน เด็กในทีมทั้งหมดเป็นนักเรียนโรงเรียนเดียวกันและเป็นเด็กที่ดูมีแววจะเล่นฟุตบอลได้ เป็นเด็กที่มีการเรียนฟุตบอลสัปดาห์ละ1 ครั้งเป็นอย่างน้อย กลุ่มพ่อในทีมเริ่มรวบรวมชักชวนจากหลายๆบ้าน เมื่อได้จำนวนเด็กสัก 10 คนก็เริ่มซ้อมร่วมกัน
พ่อแม่เริ่มนัดซ้อมร่วมกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง บ่ายสองวันอาทิตย์พ่อแม่ก็พาลูกไปสนามซ้อม มีการซ้อมตามปกติของการฝึกฟุตบอล มีการแบ่งเป็นทีม เด็กแต่ละคนจะค่อยๆปรับวิธีการเล่นให้เล่นเป็นทีมได้ มีการคัดเลือกว่าใครเหมาะจะเล่นกองหน้า ใครเหมาะจะเล่นกองหลัง ใครเป็นโกล เมื่อได้รูปแบบของทีมที่ลงตัว เด็กแต่ละคนจะได้ตำแหน่งที่ชัดเจน และสุดท้ายก็คือพาไปแข่ง
ทีแรกทีมของเราสมัครแข่งรายการหนึ่งไว้ โดยจะเป็นการแข่งพบกันหมด แต่แล้วก็มีเหตุให้การแข่งยกเลิก พ่อแม่ในทีมเลยต้องหาทีมมาเตะอุ่นเครื่องแทน เพราะเด็กซ้อมมาแล้วก็อยากให้ได้ลองแข่งกันดู ในที่สุดก็ได้ทีมมาเตะด้วยกัน เลยมีโอกาสได้ลงสนามแข่ง และเด็กทุกคนก็กระตือรือร้น ทุกคนอยากลงเล่น พ่อแม่ที่ทำหน้าที่โค้ชก็ต้องจัดตัวลงเล่นโดยมีการหมุนเวียนกันลง เด็กมีความพร้อมและความอยากเต็มร้อย พ่อแม่ก็เต็มสองร้อย ไปเชียร์ ไปดูแลเรื่องน้ำและของกิน
เราจัดนัดอุ่นเครื่องที่สนามย่านนนทบุรี-ปทุมธานี เป็นสนามหญ้าจริง ขนาดใหญ่กว่าสนามที่ฝึกซ้อมมาก เด็กทุกคนวิ่งกันสนุกสนานและไม่มีหมดแรงเลย ถ้าให้พ่อแม่ไปวิ่งเองอาจวิ่งได้แค่ครึ่งเดียวของเด็กๆ พลังของเด็กล้นเหลือจริงๆ
การแข่งขันระดับเด็ก อายุไม่เกิน 8 ขวบ แข่งกัน 4 ควอเตอร์ ควอเตอร์ละ 15 นาที พัก 5 นาที ผลการแข่งก็จะมีประตูเยอะหน่อย เพราะเด็กเล่นไม่ซับซ้อน การบุก การป้องกันไม่เด็ดขาด ดูบอลเด็กสนุกกว่าบอลผู้ใหญ่ตรงประตูเยอะมาก ผลการแข่งขันจบลงที่ 14-7 นี่มันเตะบอลหรือเป่ากบ
คลิปไฮไลท์ 16.32 นาที
คลิปเต็ม
เครื่องพิมพ์ดิจิทัลที่ใช้งานอยู่เป็นเครื่องพิมพ์ที่ผมใช้งานมาหลายปีแล้ว และปีนี้มันก็แก่มากแล้ว ทางผู้ให้บริการก็แจ้งว่า จะหยุดการให้บริการเรื่องหมึกและซ่อมบำรุงในปีนี้(พศ2563) ซึ่งมันก็สมควรแก่เวลา เพราะนับๆดู เครื่องพิมพ์รุ่นนี้ก็ทำงานมานับสิบปี ชิ้นส่วนต่างๆก็เริ่มแตกหัก ต้องดัดแปลงหาอะไหล่ทดแทนกันเป็นบางชิ้น
ภาพที่เห็นนี้คืออาการสีซีดกระทันหัน ด้านซ้ายคือใบแรกที่ออกจากเครื่องพิมพ์ ด้านขวาคือใบที่ 350 ซึ่งมีอาการสีซีดขั้นรุนแรง และเมื่อโทรเรียก call center เพื่อแจ้งปัญหา ก็ไปเจอคู่สายเต็ม พนักงานให้บริการท่านอื่นอยู่ เว้นช่วงโทรห่างกันครึ่งชั่วโมงยังไม่ได้คุยกับช่างเลย สุดท้ายระบบตอบรับบอกให้ไปเข้าหน้าเว็บแล้วไป chat ในเว็บเลย ก็เลยไปแจ้งที่ช่องทางนั้นแทน อาการเสียเกิดขึ้นประมาณ 9.30 น. ใช้เวลาประมาณ 40 นาที บริษัทถึงจะรับข้อมูลแจ้งได้เรียบร้อย และช่างโทรหาผมตอน 10.30น. บอกว่าจะเข้ามาถึงประมาณเที่ยง
ช่างตรวจอยู่พักใหญ่ก็สรุปอาการได้ว่า มอเตอร์ตัวนึงที่อยู่ในระบบหมึกสีชมพูหรือmagenta เสีย ทำให้หมึกไม่ถูกลำเลียงลงไปยังตัวสร้างภาพ สีก็เลยซีดแบบทันทีทันใดแบบนี้ ช่างจัดการเปลี่ยนอะไหล่ให้ และทุกอย่างก็กลับมาปกติ
สรุป
อาการเสียที่เกิดขึ้นกับเครื่องพิมพ์สามารถตรวจพบและซ่อมได้ไม่ยาก การเปลี่ยนอะไหล่สามารถแก้ปัญหาได้ สิ่งที่ควรปรับปรุงก็คือ ระบบรับแจ้งปัญหาหรือ call center ที่บอกลูกค้าว่าให้บริการเต็มทุกคู่สาย มันสร้างความน่าหงุดหงิดให้กับลูกค้าจริงๆ