ทดลองใช้ Eos 1000d

กล้อง eos 1000d เป็นกล้องรุ่นเล็กสุดประหยัดสุด แนะนำให้เพื่อนซื้อ ความละเอียดสิบล้านพิกเซล พร้อมฟังค์ชั่นไลฟ์วิว ที่ทำให้เห็นภาพก่อนถ่าย ใช้งานได้ง่ายๆเหมือนกล้องรุ่นเล็กๆทั่วไป พอได้ของมาก็ขอลองเล่นนิดหน่อย เลนส์แถมเป็นเลนส์ 18-55is มีระบบกันมือสั่น ลองเล่นโหมดไลฟ์วิว สปีดต่ำๆ ภาพชัดอย่างไม่น่าเชื่อ ระบบกันสั่นนี่มันมีประโยชน์ต่อวงการถ่ายภาพจริงๆเลย


ภาพนี้ใช้โหมดไลฟ์วิว โปรแกรม P รูรับแสง 5.6 ความไวชัตเตอร์ 0.8 วินาที ไม่น่าเชื่อว่าถือด้วยมือเปล่ายังได้ภาพชัด


ภาพนี้ใช้กล้องวางแนบพื้นโต๊ะ ใช้โหมดไลฟ์วิวช่วยโฟกัส โหมด P เหมือนเดิม ให้กล้องเลือก iso ให้ พอถ่ายเสร็จก็ดูข้อมูลการถ่าย กล้องรายงานว่า f5.6 สปีด 1/30 วินาที iso800

สองภาพที่ยกตัวอย่างมานี้ ถ้าเป็นยุคของกล้องฟิล์มและเลนส์โบราณ  คงต้องอาศัยขาตั้งกล้องและการก้มๆเงยๆจนปวดหลังเท่านั้นถึงจะได้ภาพออกมาอย่างที่เห็น  ถ้ามีโอกาสจะเอากล้องตัวนี้ไปถ่ายตอนกลางวันแสงสวยๆ และถ่ายคนสวยๆบ้าง เพราะกฏข้อที่หนึ่งของการถ่ายภาพให้สวยคือต้องถ่ายของสวยๆ

เทคโนโลยีช่วยให้การถ่ายภาพลดข้อผิดพลาดลงไปได้เยอะมาก  สิ่งที่เหลือนอกเหนือจากนี้คือการพัฒนามุมมองทางศิลปะ  หรือจินตนาการของคนถ่ายเท่านั้นเองว่าจะคิดอะไร และเลือกใช้อุปกรณ์อย่างไรเพื่อทำงานให้ได้ตามใจนึก

ความผิดพลาดที่น่าดู

ประมาณปี คศ 2004 ผมยังคงไม่ได้ใช้กล้องดิจิทัลใดๆ  และยังสนุกกับการหัดถ่ายภาพในรูปแบบต่างๆ  นอกจากงานภาพขาวดำที่ผมพยายามเรียนรู้จนเข้าใจกระบวนการแล้ว  การถ่ายภาพด้วยฟิล์มใหญ่ขนาด 6x6cm ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของผม  เพราะการถ่ายภาพแฟชั่นในระดับอาชีพจะใช้ฟิล์มประเภทนี้เสมอ  แต่ผมไม่มีเงินพอจะซื้อกล้องแพงๆเหล่านั้นได้  เพราะต้องจ่ายเกือบแสน  แต่ผมก็ดั้นด้นไปหากล้องเก่าโบราณมาเล่นจนได้  

 

กล้องตัวนี้ใช้ฟิล์ม 6x6cm หรือฟิล์ม 120 (ตามที่ในวงการถ่ายภาพเขานิยมเรียกัน  ส่วนกล้องทั่วไปใช้ฟิล์มเล็กจะเรียกว่า 135)  การใช้งานกล้องโบราณตัวนี้จะมีโอกาสผิดพลาดสูง  ตั้งแต่การใส่ฟิล์ม  การเลื่อนฟิล์ม  และการเอาฟิล์มออกจากกล้อง  การถ่ายภาพแต่ละครั้งเมื่อถ่ายไปแล้วจะต้องหมุนฟิล์มให้เคลื่อนที่ไป  ฟิล์มส่วนที่ถ่ายไปแล้วจะขยับออกจากช่องรับภาพ  กล้องสมัยใหม่(สำหรับช่วงเวลานั้น)จะออกแบบให้ถ่ายแล้วง้างคานขึ้นชัดเตอร์เพื่อเลื่อนฟิล์ม  ถ้าไม่เลื่อนฟิล์ม ปุ่มชัดเตอร์จะกดไม่ลง  เป็นการออกแบบไม่ให้ถ่ายภาพซ้อนลงไปบนฟิล์มเดียวกัน  แต่กล้องโบราณที่ผมใช้  กลไกมันอยู่ตัวใครตัวมัน  หมายความว่า จะเลื่อนหรือไม่เลื่อนฟิล์ม  ปุ่มชัตเตอร์ก็ยังคงทำงานได้เหมือนเดิม  ถ้าเราลืมเลื่อนฟิล์ม  แล้วกดชัตเตอร์ซ้ำลงไป  ภาพก็จะซ้อน  ตามรูปที่เห็นนี่แหละ  แต่ภาพนี้กลับกลายเป็นดี  ตอนถ่ายภาพแรก  ผมให้เพื่อนช่วยถ่ายให้  ผมเล็งองค์ประกอบให้เพื่อนดู แล้วก็ไปยืนในภาพ  ให้เพื่อนช่วยกดถ่ายภาพให้  จากนั้นก็เดินเล่นไปดูมุมอื่นๆในสวนสาธารณะ  แล้วผมก็ไปเจอภาพดอกไม้กลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าน่าถ่ายเก็บไว้  ก็เลยเล็งดอกไม้แล้วถ่ายไปเลย  ตอนล้างฟิล์มออกมาถึงจะรู้ว่าภาพซ้อนกัน  สาเหตุที่ซ้อนก็เพราะถ้าผมเป็นคนถ่ายเอง  เมื่อกดชัตเตอร์ไปแล้วผมก็จะเลื่อนฟิล์มทันที  ภาพต่อไปจะได้ไม่ซ้อน  แต่พอให้เพื่อนช่วยถ่ายให้  เพื่อนไม่รู้เรื่องก็ถ่ายให้อย่างเดียว  ไม่ได้เลื่อนฟิล์มให้  ผมก็ลืมที่จะเลื่อนฟิล์มให้ทันทีที่ได้รับกล้องคืนจากเพื่อน  พอลืม  ก็นึกว่าได้ทำไปแล้ว  เจอเหตุการณ์หรือมุมสวยๆถัดไปก็ถ่ายไปทันที  มันก็ซ้อนด้วยประการฉะนี้….

  แต่ภาพนี้ก็เป็นภาพถ่ายตัวเองที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่หัดถ่ายรูปมา  อาจจะเพราะมันดูไม่ค่อยชัดเลยดูดีกว่าสภาพจริง ยังคงเก็บฟิล์มชิ้นนี้เอาไว้  กะว่าวันหนึ่งอาจจะเอาออกมาขยายติดฝาบ้าน

ตัวอย่างงานโปสการ์ด Candle in the Winter

ลูกค้าส่งไฟล์งานโปสการ์ดมาให้  จะสั่งพิมพ์ขนาด 5×7 นิ้ว  แต่ไฟล์ต้นฉบับมาใหญ่กว่า และไม่ได้สัดส่วน  ต้องมาปรับแต่งอีกหลายขั้นตอน    แถมข้อมูลด้านหลังก็ยังไม่พร้อม  ต้องมาทำเพิ่มเติมให้  งานด่วนแต่มาไม่ค่อยเรียบร้อย แก้ไขส่งให้ตรวจกันอีกสามรอบ ผ่านไปสามชั่วโมงจึงลงตัว พร้อมจัดพิมพ์ เร่งจริงๆเลย

มีคนเคยเลือกภาพชุดพวกนี้มาวางไว้ด้วยกัน

เพื่อนมาดูรูปแล้วเลือกภาพพวกนี้มาเรียงกัน แล้วบอกว่า มีคนอยากได้ภาพชุดนี้ เพราะมันเป็นวัฏจักรของดอกบัว  ตรงกับชื่อรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่ชื่อ “บัววัฒนา”  ผมก็เลยตกลงยกภาพชุดนี้ให้เจ้าของรีสอร์ทไป  ด้วยความบ้ายอว่าผมเลือกถ่ายมาได้พอดิบพอดี  เวลามีใครชอบรูปที่ผมถ่าย  ผมจะรู้สึกดี  รู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ในความสนใจของใครสักคน  แต่ยังไม่ได้ส่งมอบเลย  เวลาผ่านมาเป็นปี  สงสัยลืมไปแล้ว



งานรับปริญญาโท “อุ๋ย”

ไปถ่ายภาพงานรับปริญญาให้กับ “อุ๋ย”  (เพื่อนของแอ๊นท์)  ที่ม.หอการค้า  ตอนวันซ้อมผมเคยมาถ่ายให้แล้วครั้งหนึ่ง  คราวนี้เป็นวันจริง  ตอนถ่ายเสร็จก็กลับมาทำงานต่อ  แล้วก็ต้องตกใจตอนที่หาภาพที่ถ่ายวันแรกไม่เจอ  เคยเอาภาพเล็กๆไปอัพโหลดไว้บนเว็บให้เจ้าของงานดู  แต่ภาพใหญ่ความละเอียดสูงดันหาไม่เจอว่าเก็บไว้ที่ไหน  เคยลบออกจากเครื่องไปแล้วเพราะคิดว่าเก็บไว้เป็นแผ่นดีวีดี  แต่หาแผ่นไม่เจอ  หาอยู่หลายชั่วโมงก็ไม่เจอ  สุดท้าย  ไปหาเจอในโน๊ตบุ๊คตัวเอง  อยู่ในโฟลเดอร์ที่ตั้งชื่อไว้ไม่สื่อความหมายเลยทำให้หายาก  พอได้ภาพเก่ามาก็เลยรีบจัดการรวมกับภาพใหม่แล้วเบิร์นเป็นแผ่นเก็บไว้ทันที  ถ้าภาพหายไปจริงๆไม่รู้จะไปขอโทษเจ้าของงานยังไงเลย

รับปริญญา utcc ป.โท ภาพวันซ้อม
aui-21nov2008 ภาพวันจริง

เปิดบริษัทรับจ้างจัดงานบันเทิงทั่วราชอาณาจักร

เหมือนเป็นจังหวะชีวิตแปลกๆ เพื่อนผมโทรมาชวนผมเปิดบริษัทรับจัดงาน หรือ เรียกภาษาฝรั่งว่า “ออแกไนซ์”  โดยมีหุ้นส่วนกันสามคน  แถมยังมีลูกค้ารอจ่ายเงินอยู่แล้วด้วยหนึ่งราย  อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น  ไม่อยากจะเชื่อเลย

สิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้ก็คือ จะทำในนามบริษัท  ต้องเปิดบริษัท  ต้องจดทะเบียนบริษัท  ต้องเตรียมเรื่องบัญชี จ้างบริษัทบัญชี  รายจ่ายของการจดทะเบียนบริษัทประมาณ 10000 บาท  รายจ่ายประจำเดือนสำหรับสำนักงานบัญชีประมาณเดือนละ 2000 บาท  เพราะถึงปลายปี ต้องทำงบส่งสรรพกรต้องจ่ายเงินก้อนอีกประมาณ 10000 บาท  ตกแล้วจะต้องจ่ายเงินกันปีละ 34000 บาท  คนคิดจะเปิดบริษัทค้าขาย  ต้องจ่ายขนาดนี้เป็นอย่างต่ำ

ผมโทรถามเพื่อนที่มีความรู้เกี่ยวกับบัญชีและจดทะเบียนบริษัท  ได้รับคำแนะนำว่าควรทำในนามบุคคลไปก่อน  หรือจนกว่าลูกค้าเรียกร้องว่าอยากจะค้าขายกับบริษัทจำกัดเท่านั้นแล้วจึงค่อยจดทะเบียนบริษัท  เพราะคณะบุคคลหรือบุคคลจะมีรายจ่ายที่น้อยกว่ากันมาก  แต่ก็ขาดความน่าเชื่อถือ  สิ่งนี้ก็ต้องกลับไปนั่งคิด  จริงๆไม่ต้องคิดก็ได้  ทุกอย่างควรเดินหน้า  แล้วก็ทำให้มันน่าเชื่อถือที่สุด  ถ้าลังเลก็จะไม่ได้ทำ

ผมเสนอชื่อบริษัทว่า “สปีคเกอร์” หรือเขียนอังกฤษว่า SPEAKER เพราะเป็นคำที่เรียกง่าย   มีเพื่อนสาวคนหนึ่ง(แฟนเก่าผมเอง)เสนอเป็นชื่อไทยๆ  อย่างเช่นชื่อ “สังขยา” ที่ผมเคยคิดไว้เล่นๆกับงานดนตรี  ผมก็นึกออกว่าผมชอบชื่อนี้เหมือนกัน  แต่หุ้นส่วนบอกว่า  ชื่อไทยไม่ค่อยเหมาะ  เพราะเน้นงานจากลูกค้าฝรั่ง  ก็เลยผ่านชื่อนี้ไป  แต่ถ้ามีโอกาสต้องตั้งชื่อไทยอีกครั้งกับงานประเภท รับจ้างจัดงาน แบบนี้  ผมจะเสนอชื่อ “บันเทิงบันดาล”

เพื่อนเก่า แลกเปลี่ยน คุยกัน ได้อะไรดีๆเยอะ

ผมมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเรียนจบโทที่เดียวกัน  ได้ทำงานพิมพ์ให้กันอยู่เรื่อยๆ  เขาแต่งงานแล้ว  และตอนนี้ก็บ้างานอยู่  ผมได้คุยในเรื่องความรักของเขากับแฟน  ฟังแล้วก็รู้สึกว่าความรักเป็นเรื่องแปลก  ใจคนเป็นเรื่องแปลก  เราสองคนได้คุยกันนานมาก  ตอนเรียนจบผมมีเพื่อนสนิทคนนึงในรุ่น ตอนนี้แต่งงานมีลูกไปแล้ว  ส่วนเพื่อนคนที่เพิ่งคุยกันก็เป็นเพื่อนสนิทของเพื่อนสนิทอีกที  นานๆได้มาอัพเดทชีวิตกันก็รู้สึกเข้าท่า  

 

ความรักมีหลายมุมหลากรูปแบบ  อยู่ที่ว่าเราจะมองมันอย่างไร  และเลือกให้มันเเป็นอย่างไร  รักให้หมดใจเป็นคำตอบที่ดี  ความรักคือการให้เป็นคำตอบที่ดีกว่า  รักแล้วต้องบอกกันให้รู้เป็นเรื่องจำเป็น  เขาให้กำลังใจผมว่าสิ่งที่ผมควรทำคือการรอ  อดทนรอ  แม้ว่ามันจะลางเลือน  เขาให้ความเห็นเรื่องของผมว่า ความรู้สึกดีสองเดือน  ไม่มีทางเทียบกับ เวลาแสนดีเก่าๆ 1 ปี  ผมก็เห็นว่าจริง  และผมเริ่มเข้าใจแล้ว  เพื่อนผมย้ำว่า ผมโชคดีกว่าเขาเยอะ

ประชาสัมพันธ์งานของ อำเภอสวนผึ้ง

เพื่อนฝากมาให้ดู ขอให้ช่วยกระจายครับ

http://www.suanphungfestival.com/

บ่นอีกแล้ว

วันนี้เป็นวันที่ผมบ่นว่า  ผมไม่ได้ทำสิ่งที่ผมอยากทำเสียที เป็นครั้้งที่สิบ 

รู้สึกแย่จริงๆเลย

สิ่งแวดล้อมสำคัญมาก

ผมไม่ได้อ่านหนังสือ และไม่ได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆมานานแล้ว  ช่วงเดือนที่ผ่านมา  ผมได้มีโอกาสกลับไปอ่าน  กลับไปติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจหลายๆเรื่อง  การเริ่มต้นกลับไปทำอีกครั้งทำให้ผมรู้สึกว่า ผมห่างไปนานจริงๆ  ระยะเวลายาวนานที่ผมละวางไว้เฉยๆทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนเฉื่อย  และรู้สึกว่าผมปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย  มีหลายเรื่องด้วยกันที่ผมควรจะได้คิดได้ทำ  และควรจะได้อ่านหนังสืออีกมากมายเพื่อเปิดโลกทัศน์

ในรายการวิทยุทางอินเทอเน็ตรายการหนึ่งเป็นรายการที่พูดคุยกันสารพัดเรื่อง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยี และแนวคิดในเทคโนโลยี  เป็นรายการที่ดีรายการหนึ่ง  และมันเป็นสิ่งที่ผมอยากฟัง  ผมไม่ได้ชอบเทคโนโลยีแต่ผมชอบแนวคิดของแต่ละเทคโนโลยี  การฟังวิทยุช่วยย่อระยะเวลาการอ่านหนังสือของผมได้อย่างยิ่งยวด  การฟังคนที่เขามีประสบการณ์คุยกัน  ฟังผู้ร่วมรายการคนอื่นที่เขาสนใจและถามตอบกันไปมา  เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ต่อคนฟัง  ผมได้รับประโยชน์เต็มที่  ประหยัดเวลาการอ่านของผมไปได้หลายสิบชั่วโมง  และผมรู้สึกว่า เนื้อหาต่างๆช่วยทำให้ผมได้คิด  ได้กลับมาคิด  และรู้สึกว่ามีไฟเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ  หลังจากที่ผมยอมให้ชีวิตจมอยู่กับการงานที่เป็นกิจวัตรจนกลายเป็นคนไม่มีชีวิตชีวา  ผมไม่ได้หมายความว่าผมจะกลับไปบ้างานเหมือนเมื่อสามปีก่อน  แต่ผมรู้สึกว่า  ผมน่าจะได้ทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว  ทำเรื่องที่อยากทำแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องไร้สาระ  แต่มันก็เป็นเรื่องไร้สาระที่เป็นความฝัน  ความฝันเล็กๆไม่มีทางเป็นจริงถ้าเราไม่เริ่มต้น  และการเริ่มต้นมันมาจากการที่เราได้อยู่ในสิ่งเร้าที่เหมาะสม  ผมค่อยๆพาตัวเองกลับไปอยู่ในสิ่งเร้าที่เหมาะสม  และผมคิดว่าผมกำลังเริ่มทำไปทีละอย่าง  ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ไม่เป็นไร  อะไรที่ทำได้ทำเสร็จ ผมก็จะจดเอาไว้ว่าผม “ทำได้” แล้ว  อะไรที่ทำไม่ได้ ไม่เป็นผลอย่างที่ต้องการ ผมก็จะจดว่าผม “ได้ทำ” แล้ว  

ระยะเวลาสั้นๆที่ผมเศร้าเสียใจอยู่กับความรักที่ไม่ลงตัว  ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกว่า “เวลา” กำลังทำงานช่วยรักษาความรู้สึกของผมอยู่  มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกสิ่งหนึ่งที่ผมไปไหว้เพื่อขอกำลังใจ  เวลาที่คนเราเสียศูนย์  เราก็ต้องการกำลังใจ  จากเพื่อน จากคนรอบข้าง  ผมรับรู้สึกความรู้สึกดีๆของเพื่อนผมมากมายนับไม่ถ้วน  เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าสิบนิ้วมือของผมยังไม่พอจะใช้นับแทนกำลังใจจากเพื่อนแต่ละคน  เวลาเศร้าแล้วต้องอยู่คนเดียวมันคือความเดียวดายไร้หนทาง มืดมน  แต่ถ้าเรามีเพื่อน  มีกำลังใจจากเพื่อน  เราก็จะค่อยๆเดินผ่านความรู้สึกเดียวดายและออกจากความเศร้าด้วยสติปัญญา  ผมหวังว่าผมจะหายเศร้าในเร็ววัน

เรื่องบังเอิญ

บังเอิญว่าชายหญิงคู่หนึ่งมีลูกในปี 2519  และอีกครอบครัวมีลูกในปีเดียวกัน
บังเอิญว่าเธอไปเรียนหนังสือ มีเพื่อนกลุ่มนึง  ฉันไปเรียนหนังสืออีกที่หนึ่ง
บังเอิญเพื่อนเธอมาเรียนที่เดียวกับฉัน  บังเอิญว่าฉันรู้จักเพื่อนของเธอ
บังเอิญว่าเธอเรียนหนักไม่มีแฟน  ฉันเรียนไม่หนัก มีแฟนคนหนึ่ง
บังเอิญว่าเธอเรียนหนักเหมือนเดิม บังเอิญที่ฉันหัดถ่ายรูป
บังเอิญว่าเธอมีแฟน  บังเอิญแฟนฉันมีคนใหม่
บังเอิญว่าเธอถูกแฟนทิ้ง  บังเอิญว่าฉันว่าง
บังเอิญว่าเธอยังไม่มีใครใหม่  บังเอิญว่าฉันยังไม่พบคนถูกใจ
บังเอิญว่าเธอไปนั่งคุยกับเพื่อนสนิท  บังเอิญว่าฉันก็ไปหาเพื่อนคนนั้น
บังเอิญว่าเธอได้คุยกับฉัน  บังเอิญฉันได้คุยกับเธอ  
บังเอิญว่าเธออยากถ่ายรูป  บังเอิญเพื่อนฉันก็รู้ว่าฉันสอนถ่ายรูปได้
บังเอิญว่ากล้องใหม่ของเธอมีปัญหา  บังเอิญว่าฉันช่วยดูให้ได้
บังเอิญว่าเธอชอบอ่านหนังสือ บังเอิญที่ฉันก็ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันทำให้เราได้คุยกันเรื่องหนังสือ
บังเอิญว่าเธออยากเรียนถ่ายรูป  บังเอิญว่าฉันก็อยากสอนเธอ
เรื่องบังเอิญ ขาดตอนไหนไปแค่ตอนเดียว เราสองคนก็คลาดกันแล้ว
ถ้าทุกเหตุการณ์มีความน่าจะเป็นว่าจะเกิดขึ้น 1/2
เราสองคนจะมีโอกาสพบรักกัน (1/2) ยกกำลัง 28 เหตุการณ์ หรือ 1 ใน 268,435,456
หนึ่งในสองร้อยกว่าล้านเลยนะ
ถ้าเราปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไปถึง 33 เหตุการณ์แล้วเรายังไม่ได้รักกัน
เราสองคนก็อาจจะไม่ได้รักกันอีกเลย  เพราะความน่าจะเป็นมันกลายเป็น 1 ใน แปดพันล้าน
ซึ่งคนบนโลกมีอยู่แค่หกพันกว่าล้านเท่านั้นเอง
อย่าปล่อยให้เราต้องผ่านเหตุการณ์วัดใจกันมากกว่านี้เลย

ลอย ลอยกระทง

เป็นอีกวันที่ผมสิ้นคิด  ไม่รู้จะไปไหน  ท้องถนนก็คงรถติดเหมือนทุกปี  ผมจำได้ว่าหลายปีที่ผ่านมาผมจะต้องทนกับรถติดทุกครั้ง  และจำได้ว่า หลายปีที่นานกว่านั้นผมเคยไปลอยกระทงกับสาวคนหนึ่ง  ไปไกลถึงรังสิต  วันนี้เหมือนเป็นวันประหลาดสำหรับผม  อาจจะเป็นเพราะพระจันทร์เต็มดวง  พระจันทร์อยู่ใกล้โลก  แรงดึงดูดมากขึ้น น้ำเลยล้นตะหลิ่ง  มาผสมกับอากาศเย็น  อาการเหงาเลยอัดแน่นอยู่เต็มอก  เหงาทั้งๆที่คนเยอะพลุ้งพล่าน  แต่ไม่มีสักคนที่เราต้องการใช้เวลาด้วย

 

แม่ถามผมว่า วันนี้ทำไมไม่พาแฟนไปเที่ยว  ผมตอบว่า ก็ได้เจอกันอยู่เรื่อยๆ  ไม่เป็นไรหรอกอยู่บ้านก็ได้  แม่บอกว่า  วันนี้เป็นเทศกาลควรพาแฟนไปเที่ยว เดี๋ยวเขาจะหาว่าไม่ใส่ใจ  ผมยิ้มรับ  แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย  ไม่รู้จะอธิบายอะไรให้แม่ฟังดี  วันนี้ผู้หญิงคนที่ผมภูมิใจ คนที่ผมแนะนำกับแม่ว่าเขาเป็นแฟนผม  ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นแฟนผมแล้ว  แม่อาจจะไม่เสียใจเพราะแม่ผ่านโลกมาเยอะ  แต่ผมเสียใจและไม่อยากให้แม่เห็นว่าผมเสียใจ  

ปล.วันนี้ผมได้จูงมือแม่ข้ามถนนด้วย   เป็นสิ่งดีๆที่เกิดขึ้น จากการที่ผมเคยมีแฟนน่ารักคนหนึ่ง เขาเป็นคนรักครอบครัวมาก  ผมซึมซับเรื่องดีๆจากเขามาหลายอย่าง  มันตอบคำถามบางคำถามได้ว่า  ทำไมผมถึงรักแฟนคนนี้มาก