รับงานถ่ายภาพที่พัทยา ไปๆกลับๆ

สัปดาห์ที่แล้ว พี่ที่รู้จักท่านหนึ่งโทรมาถามเรื่องถ่ายภาพ ต้องการให้ไปถ่ายภาพงานสัมมนางานหนึ่ง ตัวงานจัดสามวัน มีวันที่ต้องการถ่ายรูปเน้นๆ 1 วัน คือวันแรก ซึ่งเป็นการประชุมบนเรือยอร์จ ตามกำหนดการคือต้องถ่ายภาพวันศุกร์ 9.00 น. เป็นต้นไป เพราะเรือจะออก 10 โมง

ผมไปถ่ายภาพเองไม่ได้ เพราะติดงาน แต่ก็รับงานไว้ เพราะวางแผนการถ่ายไว้แล้วว่าจะต้องใช้ช่างภาพสองคน ก็เลยติดต่อเพื่อนสองคน โชคดีที่เขาว่าง (ยอมโดดงานอื่นมารับงานนี้) ภาพที่ถ่ายจะต้องเอามาปริ๊นท์ด้วยเครื่องพิมพ์ขนาดเล็ก และเอาภาพพิมพ์ไปทำเป็นปกสมุดโน้ต และหลังจากวันแรก จะมีการถ่ายภาพที่ระลึกเพื่อติดกับการ์ดใบหนึ่งด้วย สรุปคืองานมีสองแบบ

สมุดโน๊ตเป็นลักษณะเข้าเล่มด้วยห่วงเหล็ก วันก่อนงานผมเตรียมไส้ในสมุดโน้ต และปกหลัง ทำการเจาะรูให้พร้อมสำหรับทำเล่มไว้แล้ว รอแค่ภาพปกมาประกบเท่านั้น ผมยกเครื่องเจาะรูและเข้าเล่มห่วงไปที่งานด้วย เตรียมกระดาษปริ๊นท์รูปไป 5 กล่อง เพราะคาดว่าจะมีการทำสมุด 100 เล่ม และเผื่ออีก 400 สำหรับการถ่ายภาพติดการ์ดเป็นที่ระลึก ตัวกระดาษการ์ดผมพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดิจิทัล fujixerox 700 เตรียมก่อนงาน 12 ชั่วโมง

วันศุกร์เช้ามืด ผมนัด 05.30 น. ที่บ้านผม เพื่อนมากันครบสองคน ออกเดินทางไปพัทยา แวะกินข้าวที่ปั๊มน้ำมัน 08.00 น. ผมกับเพื่อนอีกสองคนก็ขนของลง ณ จุดทำงาน อธิบายวิธีการทำงาน และนัดแนะกับเจ้าภาพเรียบร้อย แล้ว 9.00 น. ผมก็ออกมาจากพัทยา กลับมาที่ทำงานเพื่อทำงานอื่นๆต่อ และกลับมาทำการ์ดติดภาพอีกชุดหนึ่ง เพราะเพิ่งจะนึกออกว่า ต้องมีการ์ดสองแบบ ผมเตรียมไปแค่แบบเดียว

ปล่อยเพื่อนทำงานตอนกลางวันไป ผมเตรียมของเพิ่มเติมที่กรุงเทพ ให้เพื่อนพักที่พัทยา 1 คืน วันรุ่งขึ้นสิบโมงผมก็เดินทางไปพัทยาอีกรอบหนึ่ง ไปถึงเกือบบ่ายโมงเพราะรถติดที่ถนนบายพาส ถนนก็ดี แต่รถยังติด รถบรรทุกไม่เคยเจียมตัว ถนนสี่เลนส์มันเล่นวิ่งกันสามเลนส์ เหลืออีกเลนส์ให้รถเก๋ง รถกระบะวิ่ง มันก็เลยติด

ไปถึงก็ไปช่วยเพื่อนทำงานนิดหน่อย ถ่ายภาพที่ระลึกจำนวนไม่เยอะ แต่ก็มีคนมาถ่ายอยู่เรื่อยๆ ผมอยู่ช่วยจนถึงค่ำ แล้วก็ขนของกลับ แวะกินข้าวข้างทาง ออกจากพัทยาสามทุ่ม ถึงบ้านห้าทุ่ม หลับสนิทเลย

ทดสอบ macbook air 11 นิ้ว ภาค 2

ผมใช้เครื่อง macbook air มาประมาณ 1 สัปดาห์ เป็นการใช้งานที่รู้สึกดี เพราะมันเร็วถูกใจ ความเร็วจากการเปิดเครื่องปิดเครื่อง เปลี่ยนโปรแกรมทำได้ดีโดนใจ มันเป็นจุดเด่นจากการที่ใช้ตัวเก็บข้อมูลแบบ SSD และความดีความชอบจากระบบบัสที่เร็ว สิ่งที่จะเป็นจุดอ่อนของ macbook air ที่ใช้ความเร็วซีพียูแค่ 1.4Ghz ก็คือการประมวลผลหนักๆ เพราะการประมวลผลจะใช้ความสามารถของซีพียูเป็นหลัก ผมก็เลยลองให้มันประมวลผลภาพสักชุดหนึ่ง

ผมเตรียมไฟล์ภาพชนิด Raw ถ่ายด้วยกล้อง eos 5d ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แล้วทำการแปลงไฟล์ raw ให้เป็น jpg ด้วยโปรแกรม digital photo professional หรือ dpp รุ่น 3.8 ของ canon โดยผมจะทำการสั่งให้แปลงไฟล์จำนวน 10 ไฟล์แล้วดูเวลาที่มันสร้างไฟล์ JPG ออกมา ว่าภายในเวลา 1 นาที macbook air 1.4Ghz หน้าจอ 11 นิ้วตัวนี้ทำได้กี่ไฟล์ ผลลัพธ์เป็นไปตามภาพ นั่นคือ ในเวลา 1 นาทีมันสามารถทำได้ 5 ภาพ

สรุปว่าความสามารถการแปลงไฟล์เป็นสัดส่วนตามความเร็วของซีพียู core2duo รุ่นอื่นๆ เพราะเครื่อง mac mini ความเร็ว 2.0Ghz ผมสามารถแปลงไฟล์ได้ประมาณ 7 ภาพต่อนาที และ macbook pro ความเร็ว 2.2Ghz ผมทำได้ประมาณ 9 ภาพต่อนาที

ถุงหิ้วถ้วยกาแฟ

โลกแห่งความคิดไม่เคยหยุดนิ่ง วันนี้เป็นอีกวันที่ผมได้เห็นความคิดดีๆ มันคือ ถุงหิ้วถ้วยกาแฟ

ผมเป็นลูกค้าร้านกาแฟที่ปากซอยมานานหลายเดือนแล้ว ทุกครั้งก็จะถือแก้วกาแฟติดมือออกจากร้านเนื่องจากซื้อทีละแก้ว ส่วนใครที่ซื้อมากกว่า 1 แก้วก็จะเห็นว่ามีถุงหิ้วมาให้ด้วย เป็นถุงพลาสติกใส่ของธรรมดา แล้วก็ใส่แก้วกาแฟไว้ในนั้น 2 ใบ

วันนี้ผมเห็นถุงหิ้วแบบ 1 ถ้วย เห็นแล้วชอบทันที ผมรู้สึกว่ามันเป็นการออกแบบที่ลงตัวและฉลาดและมีแนวคิดเรื่องอนุรักษ์ผสมอยู่ พลาสติกห้ิวถ้วยมีหูหิ้ว 1 อัน เหมือนกับเอาถุงปกติสองหูมาแบ่งใช้ได้สองครั้ง มันช่วยให้คนซื้อกาแฟแบบ 1 แก้วแล้วอยากได้ถุงหิ้วสามารถประหยัดพลาสติกลงไปได้ครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย ร้านค้าก็น่าจะประหยัดต้นทุนค่าถึงพลาสติกลงไปได้สัก 50% หรือมากกว่า แบบนี้ วิน-วิน ได้กันทุกฝ่ายเลย ชอบ ชอบ

ทดสอบ macbook air 11นิ้ว

macbook air เป็นโน้ตบุ๊คของ apple ที่ออกมาหลายปีแล้ว ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีหน้าตาดูดีและรูปร่างที่เพรียวบางที่สุดในโลกรุ่นหนึ่ง ในครั้งแรกออกมาราคาแพงลิบริ่ว แต่ก็มีเทคโนโลยีที่ดีตามมาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นตัวถังแบบอะลูมิเนียมขึ้นรูปชิ้นเดียวทำให้มีความแข็งแรง การออกแบบที่แบนบางทำให้สามารถพกพาได้สะดวก การไม่มีช่องใส่ซีดีทำให้มีซอร์ฟแวร์แชร์ไดร์ฟซีดีจากเครื่องอื่นๆมายังเครื่อง macbook air ได้ โลกของอินเทอเน็ตแบบไร้สายเป็นจริงเป็นจังยิ่งกว่าเดิม

วันดีคืนดี macbook air กลับกลายมาเป็นโน้ตบุ๊คที่ราคาถูกที่สุดที่ apple เคยผลิตออกมา และขณะเดียวกันก็เป็นโน้ตบุ๊คที่มีน้ำหนักเบาที่สุดอีกต่างหาก โน้ตบุ๊คตัวเก่าของผมเป็น macbook pro จอ 15 นิ้ว เป็นโน้ตบุ๊คที่ตั้งใจซื้อมาเพื่อการทำงานโดยเฉพาะ และมันก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบ มันทำได้ทุกอย่างที่คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งควรจะทำได้ แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยขนาดตัวที่ใหญ่พอสมควร กระเป๋าโน้ตบุ๊คใบเก่าๆของผมหลายใบใช้กับ macbook pro ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาผมใช้โน้ตบุ๊คตัวเล็กมาตลอด เลยต้องหากระเป๋าใบใหม่ ใบที่ใหญ่พอจะใส่โน้ตบุ๊ค 15 นิ้วได้ ผลก็คือ กระเป๋าใหญ่และหนักมาก

ผมชอบโน้ตบุ๊คตัวเล็กมากกว่าตัวใหญ่ แต่โน้ตบุ๊คตัวเล็กๆอื่นๆที่เคยซื้อก็มีคุณภาพที่น้อยไปหน่อย บางตัวก็เล็กเกินไป บางตัวก็ช้าเหลือเกิน บางตัวก็ทั้งช้าและเล็ก เลยได้แต่รอว่า macbook air ลดราคาเมื่อไหร่จะได้ซื้อมาใช้แทนตัวเก่า

แล้วมันก็เป็นจริง macbook air หน้าจอ 11 นิ้ว มันเปิดตัวเมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว และเมื่อวานนี้มันก็วางขายในประเทศไทย และวันนี้มันก็มาตั้งอยู่ที่โต๊ะทำงานผมแล้วด้วยค่าตัว 34900 บาท

หน้าจอ 1366×768 พิกเซล ขนาดกว้าง 11.6 นิ้ว ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คจอเล็ก แต่ก็ไม่เล็กเกินไป มันยังให้ความละเอียดที่เพียงพอต่อการทำงาน ดีกว่าเน็ตบุ๊คราคาหมื่นกว่าบาทที่หน้าจอให้มาเพียง 1024×600 พิกเซล อย่าง acer one ที่ผมเคยอยากได้ แต่พอซื้อมือสองมาลองแล้วถึงจะรู้ว่าเน็ตบุ๊คมันช้าเกินไปสำหรับการทำงานในปัจจุบัน

macbook air รุ่น 11.6 นิ้วตัวนี้ใช้ซีพียู intel core2duo ความเร็ว 1.4Ghz ดูเหมือนจะน้อยไปเมื่อเทียบกับมาตรฐานปัจจุบันที่ความเร็วซีพียูวิ่งกันอยู่ที่ระดับ 2-3GHz กันแล้ว แต่ก็มีการทดลองเปรียบเทียบในต่างประเทศแล้ว และพบว่า macbook air ไม่ได้ช้าไปกว่าตัวอื่นๆเลย ตัวเลขซีพียูไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความสามารถทั้งหมดของคอมพิวเตอร์ มันมีอย่างอื่นอีกที่ทำให้ macbook air มีความเร็วสูงอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือการเลือกใช้ตัวเก็บข้อมูลแบบโซลิทสเตท หรือไม่ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบแม่เหล็กอีกแล้ว เพราะความเร็วของโซลิทสเตทมันเร็วกว่าแม่เหล็กอยู่หลายเท่า แถมยังประหยัดพลังงานกว่าอีกด้วย ระยะเวลาที่ใช้งานได้ของ macbook air รุ่น 11 นิ้วนี้ อยู่ในระหว่าง 5-8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาการทำงานที่ยาวนานเพียงพอ

การเชื่อมต่อที่มีให้ จะมีช่องต่อจอภาพใช้ขั้วต่อแบบ mini display port ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ apple ช่องต่อ usb 2 ช่อง ซึ่งดูเหมือนจะน้อยไปหน่อย และช่องเสียบสายหูฟังเท่านั้น ไม่มี card reader และไม่มีช่องเสียบไมโครโฟน คีย์บอร์ดที่ให้มามีขนาดใหญ่โตเป็นปกติ ทำให้การวางมือเพื่อเตรียมพิมพ์ข้อความเป็นไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ สามารถพิมพ์ตัวหนังสือได้สะดวก เพียงแต่รู้สึกว่า ปุ่มกดต่างๆมันมีระยะจมตัวค่อนข้างน้อย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าตัวถังโน้ตบุ๊คมันบางมาก ทำให้ปุ่มกดมีระยะยุบตัวน้อยตามไปด้วย แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะปรับตัวไม่กี่นาทีก็สามารถพิมพ์ข้อความเร็วๆและยาวๆเหมือนรีวิวนี้ได้

สิ่งที่ประทับใจทันทีก็คือระยะเวลาเปิดเครื่องทำได้ภายใน 15 วินาทีเท่านั้น แตกต่างจากเครื่องตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊คตัวเก่าที่ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบแม่เหล็กอย่างไม่เห็นฝุ่น เดี๋ยวนี้ผมเล่นอินเทอเน็ตผ่านตัวต่อสัญญาณแบบ 3g ซึ่งเป็นอุปกรณ์พกพาประเภทหนึ่ง มันมีหน้าตาคล้ายโทรศัพท์ มันมีปุ่มกดเพื่อเปิดเครื่อง กดเพื่อรับสัญญาณไวเลสแลน และกดปุ่มเพื่อต่อสัญญาณกับเครือข่ายโทรศัพท์ 3g ซึ่งไอ้เจ้าตัวต่อสัญญาณตัวนี้ หรือ เรียกย่อๆว่า mifi มันเปิดตัวเองและเข้าสู่โหมดพร้อมทำงาน ใช้เวลานานกว่า macbookair เสียอีก ไม่ใช่ว่าอุปกรณ์อื่นมันช้า แต่เป็นเพราะ macbook air มันเร็วมาก

ใช้เล่นเน็ตไปเรื่อยๆ ผ่านไปสองชั่วโมง ความเร็วของ macbook air ไม่ตกเลย การเปิดอ่านข้อมูลในอินเทอเน็ตหลายๆหน้าต่าง สลับแต่ละหน้าไปมา อ่านแล้วคลิก อ่านแล้วคลิกไปเรื่อยๆ มันราบลื่น ไม่หน่วง เวลาเปิดโปรแกรมต่างๆใช้เวลาโหลดน้อยลง พอโหลดเสร็จแล้วการเปลี่ยนโปรแกรมไปมาระหว่างสองถึงสามโปรแกรมทำได้เร็วมาก เร็วกว่าการทำงานในอดีตที่ผ่านมาทั้งชีวิตเลย ความดีความชอบครั้งนี้เป็นเพราะการใช้ตัวเก็บข้อมูลแบบโซลิทสเตท ซึ่งมันคงเป็นอนาคตที่ทุกอุปกรณ์ทุกเครื่องมือจะต้องเข้าไปสู่ระบบเดียวกัน

การไม่มีฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก ทำให้ไม่ต้องมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว ทำให้ไม่เปลืองพลังงาน ลดการสึกหรอ อายุการใช้งานจะยาวนานยิ่งกว่าเดิม และชั่วโมงการทำงานด้วยแบตเตอรี่ก็จะนานขึ้น ความร้อนที่เกิดจาก macbook air ค่อนข้างน้อยอย่างน่าประหลาดใจ เพราะ macbook pro ตัวเก่าของผมมันร้อนมากจนไม่อยากจับเลย การอุ้มโน้ตบุ๊คทำงานบนตักเป็นสิ่งที่ผมหลีกเลี่ยงมาตลอด เพราะมันร้อนจนน่าจะเอาไปรีดผ้าได้ แต่กับ macbook air ตัวใหม่นี้ เอามือจับที่ใต้เครื่องตอนที่ใช้งานไปสองชั่วโมง มันแค่อุ่นๆ

น้ำหนักตัว 1.06 กิโลกรัม เวลาหยิบขึ้นมาใช้งานนับว่าเป็นความรู้สึกที่ดี เพราะมันเบา ทำให้ไม่รู้สึกเกี่ยงที่จะหยิบมาเปิดดูข้อมูลต่างๆ คือลดความรู้สึกลำบากลงไปได้เยอะ สิ่งที่น่าชื่นชมอีกประการหนึ่งก็คือ เวลาเอาโน้ตบุ๊ควางบนโต๊ะ เราสามารถมือเพียงข้างเดียวยกฝาเพื่อกางหน้าจอขึ้น ความหนืดของบานพับฝืดกำลังพอดี ไม่ได้ฝืดแน่นจนยกฝาแล้วคีย์บอร์ดด้านล่างก็ติดขึ้นมาด้วย เพราะโน้ตบุ๊คเกือบทุกตัวที่เคยใช้มา ต้องใช้สองมือเพื่อกางหน้าจอทั้งสิ้น คือมือนึงจับฝา มือนึงจับฐาน แล้วก็กางให้มันแยกกัน macbook air มันออกแบบบานพับได้ดี ดีมาตั้งแต่รุ่นแรกเสียด้วยซ้ำ

หลังจากได้มาสองวัน ก็ทะยอยลงโปรแกรมเพื่อทำงาน แล้วก็ทดสอบเปิดไฟล์อาร์ตเวิร์คต่างๆ ปกติ เวลาลูกค้าส่งไฟล์อาร์ตเวิร์คมาให้พิมพ์ ก็ต้องเปิดมาตรวจสอบ ปรับขนาด แล้วก็ save ออกไปเป็น pdf เพื่อเอาไฟล์ pdf ไปทำดิจิทัลปรู๊ฟ ผมลองกับงานตัวเดิมของลูกค้ารายหนึ่ง ผมเคยต้องใช้เวลาประมาณ 3 นาที สำหรับการเปิด ตั้งขนาด และ save ใหม่อีกครั้ง แต่บน macbook air ตัว 11 นิ้วนี้ ผมใช้เวลาประมาณ 1 นาทีก็ทำเสร็จแล้ว ถือว่าเป็นความเร็วที่น่าทึ่งมาก มันตอกย้ำชัดเจนว่า ความเร็วของหน่วยประมวลผล หรือ ซีพียู ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความเร็วของทั้งระบบ ทุกอย่างต้องมีความเร็วที่สอดคล้องกันมันถึงจะพาให้ทั้งระบบเร็วขึ้นได้ แปลเป็นภาษาชาวบ้านอีกทีก็ต้องบอกว่า ทีมเวิร์คที่ดี ทำให้ผลงานดี ความเร็วของเมนบอร์ด แรม ตัวเก็บข้อมูล ยิ่งเร็วทันกัน ระบบโดยรวมก็ยิ่งเร็วตามกันไป

การเตรียมเครื่องเพื่อใช้กับงานสิ่งพิมพ์และภาพถ่ายจะต้องมีการคาลิเบรตจอภาพด้วย ผมมีเครื่องมือสำหรับคาลิเบรตอยู่ มันคือ X-rite รุ่น i1 ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ สิ่งที่พบก็คือผมไม่สามารถแขวนอุปกรณ์ตัวนี้บนหน้าจอ macbook air 11 นิ้วได้ เพราะจอมันเล็ก ความสูงของจอไม่เพียงพอ สุดท้ายก็เลยต้องวางนอน ปล่อยให้ macbook air นอนอ้าซ่าแบบในภาพเพื่อทำการคาลิเบลต ผลการคาลิเบลตก็ผ่านไปได้ด้วยดี ภาพก่อนทำ และหลังทำมีความแตกต่างกัน ภาพที่มากับตัวเครื่องจะมีความดำมากกว่าเล็กน้อย ส่วนภาพที่ผ่านการคาลิเบรตแล้วจะลดความดำลง คือเปิดให้เห็นรายละเอียดในส่วน shadow หรือ เงามืดได้มากขึ้น แต่มันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าเทียบเป็นหน่วยการรับแสง f-stop ผมคิดว่ามันเหมือนภาพสว่างขึ้นประมาณ 1/3 stop

สรุปสั้นสำหรับการทดสอบ macbook air หน้าจอ 11 นิ้วตัวนี้
มันสอบผ่านในเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน เพราะมันทำงานหลายๆอย่างได้เร็วขึ้น
มันสอบผ่านในเรื่องของความเบา เพราะมันเบาเกือบจะที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คหน้าจอ 11 นิ้วตัวอื่น
มันสอบผ่านเรื่องความสวยงาม
มันสอบผ่านเรื่องราคา เพราะมันเป็นโน้ตบุ๊คของ apple ที่ถูกที่สุดเท่าที่เคยมีมา
มันสอบผ่านเรื่องแบตเตอรี่ เพราะมันทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง ยิ่งรุ่นที่เป็นจอ 13 นิ้ว จะให้แบตมากกว่านี้อีก

palio ปาลิโอ เขาใหญ่ สวยแต่รูปจูบไม่หอม

วันที่กรุงเทพเร่ิมมีอากาศเย็นสบาย คล้ายๆว่าหน้าหนาวมาถึงแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นลมหนาวแท้ๆ หรือเป็นความเย็นจากภาวะน้ำท่วมเกือบทั่วประเทศ ผมก็เลยแวะไปเดินเล่นที่ ปาลิโอ สถานที่ช็อปปิ้งแห่งใหม่ที่สีสันสวยบาดใจ ณ เขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติที่เป็นมรดกโลก

ระหว่างทางเลี้ยวเข้าไปในเขาใหญ่ ก็เห็นการทำถนนสองข้างทาง ผมเคยได้ยินข่าวว่ามีข้าราชการหวังดีถางป่าริมถนนเพื่อขยายถนนให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ ผมไม่รู้ว่าจุดที่เห็นเป็นจุดที่เป็นข่าวหรือไม่ ขับรถผ่านบริเวณสองข้างทางที่มีร่องรอยและกำลังก่อสร้าง ก็นึกไปตามเหตุการณ์ ถามคำถามอยู่ในใจ ใครกันที่ อยากได้ถนนกว้างๆ นักท่องเที่ยวแบบไหนอยากได้ถนนมากกว่าป่า ถ้าถนนกว้างกว่าที่เห็น มันก็อาจจะกลายเป็นแนวจอดรถ สุดท้ายก็วิ่งกันเลนเล็กๆอยู่ดี

ร้านค้า รีสอร์ท โรงแรม ร้านอาหาร สนามกอล์ฟ ก็มีตลอดสองข้างทาง พอไปถึง ปาลิโอ ผมไปครั้งนี้เป็นครั้งแรก ผมไม่เห็นป้ายแสดงชื่อเลย เห็นแต่ว่าเป็นตึกสีสันสวยดี แต่ไม่เห็นป้ายบอกว่าถึงปาลิโอแล้ว เกือบจะขับเลยไปซะแล้ว

เลี้ยวเข้าไปมีที่จอดรถบริการ คิดคันละยี่สิบบาท เป็นราคาที่ไม่แพง เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะจะได้ทำให้มีเงินไปจ้างพนักงานมาดูแล มาโบกรถ มาอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่นี่ยังไปไม่ถึงระดับนั้น เพราะผมก็ไม่เห็นว่าจะมีพนักงานมาอำนวยความสะดวกเลย หาที่จอดกันเอง มีน้ำขังนิดหน่อย ไม่น่าจะเป็นเพราะน้ำท่วม น่าจะเป็นเพราะการก่อสร้างบางส่วนกำลังดำเนินอยู่ การระบายน้ำบางจุดก็เลยยังไม่เรียบร้อย ผมจอดรถอยู่บริเวณที่เปียกน้ำนิดหน่อย ไม่เป็นไร เพราะรถไม่ได้ล้างมาหลายวันแล้ว

ตึกสวยมาก สวยชวนถ่ายรูป ผมได้รูปสีสวยเยอะดี แต่ก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากภาพที่เห็นตามอินเทอเน็ต นอกจากตึกที่จัดวางให้ดูสวยแล้ว คนมาเที่ยวเยอะมาก คนเยอะจนผมรู้สึกว่าผมไม่อยากเที่ยวที่นี่เลย แต่ละคนเดินดู เดินถ่ายรูป ไม่เห็นมีใครซื้อของเลย ผมรู้สึกสงสารคนขายของในนี้อยู่เหมือนกัน เพราะผมก็เดินดู ไม่ได้ซื้อของอะไร

โปสการ์ดใบละห้าสิบบาท ผมซื้อไม่ลงเลย ของกินต่างๆไม่ได้ถามราคา แต่ผมก็เลือกกินร้านสเต๊ก เพราะเห็นว่าเป็นร้านที่ไม่มีคนเข้าเลย น่าจะสงบดี รสชาดอาหารอร่อยมาก เป็นสต๊กหมูที่เนื้อแน่นนุ่มกำลังน่ากิน ผมไม่เคยกินเนื้อสภาพแบบนี้เลยในกรุงเทพ ราคาอาหารในร้านนี้เฉลี่ยประมาณ 150-200 บาทต่อจาน

ก่อนจะแวะกิน ผมเดินเล่นเพื่อถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย เดินไปดูบริเวณฟู้ดเซ็นเตอร์ กะว่าจะไปดูร้านขายอาหารของเพื่อนที่เขามาเช่าพื้นที่ขายเอาไว้ เพื่อนผมขายขนมจีน แต่ก็หาไม่เจอว่ามีร้านไหนขายขนมจีน เลยถามพนักงานที่นั่งเฝ้าอยู่ในฟู้ดเซ็นเตอร์ ถามเขาไปว่า “ที่นี่มีฟู้ดเซ็นเตอร์กี่จุดครับ” เพราะหาร้านเพื่อนไม่เจอ ก็คิดว่าอาจจะอยู่จุดอื่น พนักงานตอบมาว่า ก็มีที่นี่ที่เดียวแหละ แล้วก็มีร้านอาหารข้างๆเป็นสเต๊ก ไม่มีหางเสียง หน้าตาบอกบุญไม่รับ ผมฟังแล้วรู้สึกว่า ถ้าผมเป็นคนดูแลที่นี่ผมอยากจะไล่พนักงานคนนี้ออกทันที ณ วินาทีนี้เลย เอาคนแบบนี้มาเฝ้าได้ไง ไร้มารยาทแบบนี้น่าจะเอาไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่ต้องพูด ช่างมัน ช่างมัน ช่างหัวมัน

อากาศเย็นสบายทำให้การเดินเล่นไม่หงุดหงิด แต่จำนวนคนเยอะแบบนี้ผมไม่อยากมารอบสองแล้ว ประเทศเรามันขาดแคลนแหล่งท่องเที่ยวกันขนาดนี้เลยหรือ ที่นี่ทำตึกได้สวยแปลกตาจริงผมยอมรับ แต่มันก็เป็นแค่ของทำปลอมขึ้นมา มันไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ ไม่ได้เป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ได้มีความหมาย ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้อยากรู้ แค่ก้อนหินก้อนปูนสะท้อนแสงแดดมาเข้าตาได้เท่านั้นเอง ความขุ่นมัวทั้งหมด มันมาจากพนักงานฟู้ดเซ็นเตอร์คนนั้นคนเดียวจริงๆ

ภาพสีสันสวยๆที่ผมถ่ายมา ผมหมดอารมณ์อยากเอาขึ้นเว็บไปซะแล้ว ไม่อยากเป็นอีกแรงที่ช่วยโปรโมทปาลิโอ ถ้าไม่ใช่เพราะมีรูปแฟนอยู่ในภาพ ผมก็คงลบทิ้งไปแล้ว เซ็งอย่างแรง

ถ้ามีใครสักคนชวนผมไปปาลิโออีกที ผมจะเลือกไปเดินเล่นวัดพระแก้ว วัดเบญจมบพิตร และตึกเก่าๆในเกาะรัตนโกสินทร์แทน ปล่อยให้คนชวนไปถ่ายที่ปาลิโอให้พอ แล้วค่อยนัดเอารูปมาแบ่งกันดู ผมมั่นใจว่าภาพที่ผมได้ จะมีความหมาย มีคุณค่า มากกว่า รวมไปถึงอาหารที่หลากหลาย และราคาย่อมเยากว่า

ถ่ายรูปพระเครื่องตอนที่ 2

หลังจากที่ถ่ายรูปเหรียญพระแบบโลหะมันวาวไปแล้วในตอนทีึ่ 1 ผมก็พบว่าภาพเหรียญโลหะมันคมชัดดี แต่สีสันไม่ไม่เหมือนการมองด้วยตาเปล่า โลหะจะมีความมัน และความมันก็สะท้อนกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆจนเห็นเป็นสีดำ ผมเข้าใจว่ามนสะท้อนกับเพดานด้านบน ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่โดนแสงแฟลช ทำให้มันได้ภาพสะท้อนมืดๆอยู่บนผิวโลหะ เลยมองเห็นเหมือนเป็นสีเข้มๆดำๆ

อย่างภาพตัวอย่าง ตรงกลางเหรียญควรจะเป็นโทนสีเหลือง กลับกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ เป็นปัญหาเงาสะท้อนชนิดหนึ่ง ใครที่ไม่เคยเห็นขั้นตอนการถ่ายภาพวัตถุมันวาวจะไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ต้องให้คนที่เคยถ่ายภาพมาอธิบายถึงจะรู้ที่มาที่ไป ตอนผมหัดถ่ายภาพกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านก็อธิบายหลักการถ่ายภาพวัตถุมันวาวเอาไว้ นั่นคือจะต้องถ่ายในมุ้ง หรือในเต๊นท์

ผมวิเคราะห์ว่า การมีเต๊นท์หรือมุ่งมาคลุมวัตถุมันวาวเอาไว้ จะทำให้ภาพของผนังเต๊นท์ไปปรากฏอยู่บนผิววัตถุ การมีพื้นที่สีขาวเยอะๆไปสะท้อนให้เกิดภาพบนผิดของวัตถุมันวาวจะทำให้สีที่ปรากฏขึ้นเป็นการผสมระหว่างผิววัตถุกับผนังเต๊นท์ ดังนั้นถ้าเราทำให้วัตถุอยู่ในพื้นที่ห้อมล้อมด้วยสีขาวทั้งหมด ภาพสะท้อนก็จะเป็นสีขาว ก็คือเป็นการทำให้สีของวัตถุสว่างขึ้นนั่นเอง อย่า อย่าเพิ่ง งง

ผมไม่มีเต๊นท์ ก็เลยอาศัยว่าถ่ายในขวดน้ำผ่าครึ่ง เหมือนตอนที่แล้ว แต่เพิ่มเติมการปิดด้านบนด้วยกระดาษขาวมาคลุมไว้ ผมติดกระดาษขาวเข้าไปกับเลนส์ แล้วก้มลงไปถ่ายภาพในขวด กระดาษแผ่นจะทำหน้าที่เหมือนฝากระป๋อง คลุมกระป๋องเอาไว้ทั้งหมด ทำให้วัตถุเหมือนอยู่ในเต๊นท์

ซึ่งก็จะให้ผลลัพธ์เป็นแบบภาพนี้

แบ็คกราวน์ไม่เหมือนเดิมเพราะวางกระดาษแข็งลงไปบนพื้นด้วย

doctor portrait

มีงานด่วนให้ไปถ่ายภาพคุณหมอ เป็นคลีนิคเกี่ยวกับแอนไทเอจจิ้ง หรือ คลีนิคชะลอความแก่ ใครไม่อยากแก่ต้องแวะมาใช้บริการคลีนิคประเภทนี้

ได้รับการติดต่อตอนสามทุ่ม วันรุ่งขึ้นก็ไปถ่ายเลย ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นการรอคุณหมอซะมากกว่า อุปกรณ์ที่เตรียมไปก็มี กล้อง canon 5d เลนส์ tamron 28-75 f2.8 ตัวส่งสัญญาณแฟลชไร้สาย แฟลชสองตัวเป็น nikon sb-25 และ sb-26 ขาตั้งแฟลช 2 ตัว ขาตั้งกล้อง manfrotto และร่มสีขาว 2 ตัว

สาเหตุที่ใช้แฟลชนิคอนก็เพราะว่า แฟลชของนิคอนมีระบบ stand by ที่ฉลาดกว่า ก็คือ เมื่อไม่ได้ใช้งาน 1 นาที แฟลชก็จะเข้าสู่โหมด stand by และเมื่อกดสั่งให้แฟลชทำงานอีกครั้ง แฟลชก็จะติดขึ้นมาทันที ไม่เหมือนแฟลของ canon ที่เข้าโหมด stand by แล้วจะต้องปิดและเปิดใหม่เท่านั้น ไม่สามารถกระตุ้้นด้วยคำสั่งยิงแฟลขได้

ภาพที่ถ่ายภายในห้องตรวจจะไม่ใช้ร่มร่วมด้วย เพราะว่าสภาพห้องค่อนข้างแคบ แต่ผนังและเพดานเป็นสีขาว เลยใช้ยิงสะท้อนเข้ากับกำแพงแทน ซึ่งก็ให้คุณภาพแสงที่พอใช้ได้

จากนั้นก็ออกมาถ่ายด้านนอก

มาเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วน
ในห้องที่ถ่ายภาพเดี่ยวทีละคน จัดแสงโดยการใช้แฟลชสองตัวยิงเข้าผนังฝั่งตรงข้ามกับแบบทั้งหมด

ตอนถ่ายผมยืนหันหลังให้กับจอทีวี แบบอยู่ด้านหน้าผม ไฟจะสะท้อนผนังแล้ววิ่งเข้าสู่แบบเหมือนกับเป็นการจัดไฟซ้ายและขวา ยิง 45 องศาเข้าไป

สุดยอด crm แบบบ้านๆ

เมื่อสักประมาณสองเดือนที่แล้วมีลูกค้ารายหนึ่งโทรมาสั่งพิมพ์งาน เป็นงานที่เขาเคยพิมพ์มาแล้ว คุยไปคุยมาก็พอจะรู้ข้อมูลว่าเป็นสินค้าอะไร และลูกค้าชื่ออะไร ลูกค้าท่านนี้ต้องการจะสั่งพิมพ์ซ้ำ บอกว่าขอราคาเดิมได้ไหม โรงพิมพ์ก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่า ขอไปค้นประวัติก่อนว่าเคยสั่งพิมพ์จำนวนเท่าไร ราคาเท่าไร

หายังไงก็หาประวัติไม่เจอ เลยถามแม่ แม่ก็บอกว่าพอจะนึกออก แล้วแม่ก็ไปหาประวัติจากแฟ้มเก่าๆหลายๆอัน แล้วก็หยิบกระดาษแผ่นนี้ออกมา

กระดาษใบนี้เป็นประวัติการขายสินค้าตัวที่กำลังค้น ลงวันที่ ลงยอดสั่งพิมพ์และราคาขายเอาไว้ ดูจากวันที่ก็ทำให้รู้ว่าเขาสั่งไปเมื่อสิบปีที่แล้ว วันนี้ขอสั่งซ้ำคงให้ราคาเก่าไม่ได้ เพราะว่าต้นทุนสินค้าแพงขึ้นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระดาษแพงขึ้น น้ำมันแพงขึ้น ค่าแรงแพงขึ้น โทรไปบอกราคาใหม่กับลูกค้า คุณลูกค้าก็ไม่ได้โวยวายแต่อย่างใด เพราะลูกค้าก็จำไม่ได้ว่าเคยสั่งด้วยราคาเท่าไร

ยินดีที่ลูกค้ายังอยู่ในธุรกิจเดิม แสดงว่าเขาก็พออยู่ได้ โรงพิมพ์จะอยู่ได้ก็ต้องทำให้ลูกค้าอยู่ได้ด้วย ปรับราคานิดหน่อยตามเวลาที่เปลี่ยนไปไม่ถือเป็นการเอาเปรียบ แต่ที่น่าทึ่งก็คือ แม่เก็บข้อมูลได้ดีสุดยอด ถ้าบริการลูกค้าได้แบบนี้ทุกราย โรงพิมพ์น่าจะมีลูกค้าชั่วชีวิต

และผมยังไม่มั่นใจว่าถ้าผมบันทึกข้อมูลเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ผมจะสามารถหามันออกมาได้ในเวลาเพียงสิบนาทีหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ ข้อมูลอาร์ตเวิร์คบางตัวของลูกค้าบางรายผมก็หาไม่เจอแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าผมหาไม่เก่ง หรือผมเก็บไม่เก่ง หรืออีกทางหนึ่งก็เป็นเพราะข้อมูลเสียหายไประหว่างการก้อปปี้ไฟล์ไปมาตอนเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ให้ใหญ่ขึ้น การมีแบ็คอัพเป็นฮาร์ดก็อปปี้เป็นความแน่นอนอย่างหนึ่ง ถ้าไม่เกิดไฟไหม้ ข้อมูลกระดาษก็ยังคงอยู่ไปนานหลายสิบปีแน่นอน

ถ่ายรูปพระเครื่อง

การถ่ายรูปพระเครื่องถือเป็นงานถ่ายภาพมาโครประเภทหนึ่ง หลักการถ่ายภาพแนวมาโครก็มีรูปแบบที่ค่อนข้างชัดเจน คือใช้เลนส์มาโคร ใช้ขาตั้ง ใช้ระบบแฟลชเพื่อความสะดวก จะถ่ายตอนกลางวันหรือกลางคืน แสงของสภาพแวดล้อมก็จะไม่มีผลต่อภาพ

โจทย์การถ่ายภาพพระเครื่องโดยเฉพาะเหรียญโลหะมันวาวเป็นโจทย์ที่เพื่อนคนหนึ่งให้ไว้ เพราะว่าที่ผ่านมามีปัญหาว่าเขาไม่สามารถถ่ายให้ภาพชัดและสีสวยได้ ผมฟังแล้วก็นั่งนึกถึงวิธีการจัดแสง พอรับปากได้ตัวอย่างเหรียญโลหะมา ก็เอามาลองจัดไฟตามแบบที่เคยนึกเอาไว้

การถ่ายของมันวาวควรจะถ่ายในสภาพที่มีวัสดุสีขาวห่อหุ้มเอาไว้ ผมเลยนึกถึงขวดพลาสติกขนาดใหญ่ เนื้อขาวขุ่น เอามาตัดด้านบนออกแล้วก็ยิงแสงแฟลชเข้าไปด้านข้างขวด วัตถุที่อยู่ในขวดก็จะได้แสงสว่างที่นุ่มนวล กล้องถ่ายภาพจะถ่ายจากด้านบน เพื่อบันทึกภาพในแนวดิ่ง ซึ่งเป็นภาพที่จะให้รายละเอียดของพระเครื่องหรือเหรียญโลหะที่ครบถ้วน นึกแล้วก็จัดสภาพตามนี้

ตัวเลนส์ใช้ ef100 macro f2.8 แฟลชใช้ nikon sb25 และ sb26 ส่งสัญญาณแฟลชด้วยทริกเกอร์ไร้สาย ค่าแสงที่ลองถ่ายอยู่ที่ f16 ความเร็วชัตเตอร์ 1/125 วินาที ตอนถ่ายภาพก็ค่อนข้างยาก เพราะว่ากล้องต้องวางในแนวดิ่ง เลนส์ชี้ลง แบบนี้ต้องใช้ขาตั้งราคาแพงเท่านั้น เพราะขาตั้งราคาถูกไม่สามารถจัดระนาบกล้องให้ถ่ายแนวดิ่งได้ ภาพออกมาตามนี้

ลองเอากระดาษมารองด้านหลังของวัตถุดู เพื่อเพิ่มฉากหลังให้มีลวดลายอื่่นๆแทนที่จะเป็นเนื้อพลาสติก

ผมดูภาพแล้วก็ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แม้ว่าความคมชัดของภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ชัดเพียงพอ แต่สีสันยังไม่สวย ยังไม่สามารถบอกว่าภาพนี้เป็นภาพที่สวยได้ เลยลองจัดแสงแบบอื่นดูบ้าง ก็เลยหาอุปกรณ์ใกล้ตัวชิ้นอื่นๆที่น่าจะพอใช้ได้มาลองดู ก็เลยลองกับ ring flash ดู

การใช้ Ring flash จะต้องให้เลนส์ถ่ายภาพอยู่ในพื้นที่ของวงแหวน ผมก็เลยจัด ring flash ไปต่อกับแฟลช nikon sb-25 แล้วใช้ตัวทริกเกอร์เป็นตัวส่งสัญญาณ วางวงแหวนไว้ในแนวราบ เวลาถ่ายจะต้องเอาเลนส์ไปสอดไว้กลางวงแหวน

ภาพที่ได้เป็นแบบนี้

ภาพจาก ring flash มันดูดีขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะฉากหลังเป็นสีเขียว หรือลักษณะแสงมันช่วยให้ดูดีกว่าแบบวางในขวดพลาสติก แต่ก็จำหลักการเอาไว้เพื่อใช้ถ่ายภาพชิ้นอื่นๆต่อไป

ทดสอบ ring flash ราคาประหยัด

Ring Flash คือตัวกระจายแสงแฟลชแบบวงแหวน มีแสงออกจากตัวมันโดยรอบ การใช้งานก็ต้องวางวงแหนวไว้รอบเลนส์ถ่ายภาพ ลักษณะการใช้ Ring flash ได้รับความนิยมมาจากการถ่ายภาพฟัน ถ่ายภาพช่องปาก แล้วก็เลยเถิดมาสู่การถ่ายภาพมาโคร และก็มาถึงการถ่ายภาพบุคคล

Ring Flash ที่ทดสอบในบทความนี้เป็นรุ่นของเทียม คือมันเป็นเพียงวงแหวนสะท้อนแสงภายใน แหล่งกำเนิดแสงจะต้องเป็นแฟลชอีกตัวหนึ่ง ตัวมันเองมีหน้าที่บังคับทิศทางแสงเท่านั้น ซึ่ง Ring flash ของแท ตัววงแหวนมันจะต้องเปล่งแสงจากตัวเองได้เลย แต่มันก็จะมีราคาแพงมาก ยิ่งวงแหวนใหญ่ ยิ่งแพง Ring flash แบบอนาถาเลยเป็นเพียงวงแหวนกระจายแสงเท่านั้น ซึ่งคุณภาพก็จะด้อยกว่าของแท้ แต่มันก็พอใช้ศึกษา พอใช้งานทั่วๆไปได้บ้าง

ภาพโชว์ตอนมันทำงานผมติด Ring Flash ไว้กับ Flash ของ nikon แล้วก็รับสัญญาณแฟลชจากทริกเกอร์หรือตัวส่งสัญญาณแบบไร้สาย

ตอนทดสอบการใช้งานแบบปกติจะต้องติดแฟลขบนกล้อง และ เอา Ring flash ล้อมรอบเลนส์เอาไว้ เวลาถ่ายภาพวัตถุจะทำให้ไม่มีเงาอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับแฟลชแบบปกติ แต่พอใช้งานจริงๆแล้ว ภาพจาก ringflash มันกลับทำให้มีเงาทั้งสองข้าง แต่เป็นเงาที่จางลง ซึ่งสามารถทำให้หายไปได้ถ้าเลือกให้ความไวชัตเตอร์ต่ำพอจะให้แสงรอบข้างมันสว่างจนลดผลของเงาได้ ยิ่งอธิบายก็ยิ่งงง เอาเป็นว่า ลักษณะเงาของ ring flash มันจะแตกต่างไปจากปกติ และมันเป็นรูปแบบที่เหมาะกับภาพที่ต้องการรายละเอียดของวัตถุเป็นหลัก

ลองหันไปถ่ายแฟลชติดทริกเกอร์บนขาตั้ง ถ่ายแบบวัดแสงให้อันเดอร์นิดหน่อย จะเห็นว่าฉากหลังมืดๆจะทำให้เห็นเงาของแฟลชอยู่ทั้งสองด้านของวัตถุ ส่วนวัตถุได้รับแสงพอดีจาก ring flash

การจะลดเงาฉากหลังลงก็ปรับค่าการรับแสงของกล้องให้พอดี หรือ วัดแสงโอเวอร์นิดหน่อย บางคนอาจจะเรียกว่าเป็น fill in คือใช้แสงแฟลชและแสงธรรมชาติในระดับพอดีทั้งหมด ภาพก็จะเป็นแบบนี้

หันไปถ่ายชั้นวางของ

ถ่ายรูปบล็อกปั็มไดคัท ลักษณะแสงแฟลชจะส่องไปทั้งซ้ายและขวา ทำให้ไม่เกิดเงาดำ แต่ก็จะเห็นเป็นเงาจางๆแทน

ลองเทียบลักษณะแสงกับแฟลชธรรมดา โดยแฟลชทั้งคู่ติดบนขาตั้ง รับคำสั่งจากทริกเกอร์ ภาพนี้แฟลชวางหันเข้ากำแพง ระดับกำลังไฟสว่างมากทำให้ดูไม่รู้ว่าลักษณะการกระจายแสงของมันเป็นอย่างไร

ปรับรูรับแสงของกล้องให้แคบลง จะเห็นว่าแฟลชปกติ กับ ring flash มีลักษณะการกระจายแสงไม่เหมือนกัน และถ้าดูให้ละเอียดอีกนิดจะสังเกตว่า สีที่วิ่งออกจาก ring flash มันจะติดสีแดงอย่างเห็นได้ชัด การเอาไปใช้งานควรจะต้องคำนึงถึงความเพี้ยนของสีให้ดีด้วย

เอามือไปวางไว้หน้าแฟลชปกติแล้วถ่ายภาพ

เอามือไปวางไว้หน้า ring flash

พอลอง ring flash เสร็จ เลยถือโอกาสลองแฟลชในแบบปกติด้วย แล้วปรับตั้งเพื่อหาความแตกต่างหลายๆแบบ อย่างเช่น ภาพนี้ ด้านซ้ายปรับระยะซูมหน้าแฟลชไว้ที่ 24mm ส่วนด้านขวาตั้งค่าซูมแฟลชไว้ที่ 85mm ผลก็คือด้านซ้ายวงกว้างกว่า แสงกระจายตัวกว้างกว่า และให้ความสว่างต่ำลง ส่วนด้านขวาซูมเยอะหมายถึงรวมแสงเข้าด้วยกัน การกระจายตัวก็จะแคบกว่า แสงที่บีบมารวมกันก็จะทำให้สว่างกว่า

สรุปแล้ว Ring Flash เป็นลักษณะการใช้แฟลชที่เน้นการถ่ายเพื่อเก็บรายละเอียด ส่วนลักษณะเงาที่เกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งอาจจะไม่ได้ถูกใจอย่างที่คิดไว้ แต่ก็ดีกว่าการใช้แฟลชแบบปกติเพื่อถ่ายวัตถุ เพราะเงาดำจะจางลงไปเยอะเมื่อใช้ ring flash

ตำรวจไทย

เล่นเน็ตไปเพลินๆ ก็บังเอิญไปเจอคลิปนี้พอดี
เลยสงสัยว่า ชาตินี้จะได้เจอตำรวจดีอีกบ้างไหม ใครชี้เบาะแสตำรวจดีได้ เลี้ยงสุกี้สองมื้อเลย

print on demand พิมพ์เร็วด่วนได้

มีอยู่วันหนึ่งระหว่างที่กำลังนั่งเฝ้าร้านเพื่อทำโอที มีลูกค้ารายหนึ่งโทรมาถามเรื่องพิมพ์ดิจิทัล เขาต้องการพิมพ์ A3 แล้วพับเป็น A4 ส่งไฟล์ประมาณสองทุ่ม ต้องส่งของก่อนวันรุ่งขึ้น ก่อน 8.00 น. ผมดูเวลา คิดประมาณ 10 วินาที แล้วตอบตกลง

ผมตัดสินใจส่งของตอนสี่ทุ่ม เพราะพรุ่งนี้ผมไม่มีเวลาออกไปส่งของรอบเช้า ดังนั้นงานนี้ผมเลยต้องพิมพ์ให้เสร็จประมาณสามทุ่ม และเดินทางไปส่งของถึงที่บ้านลูกค้าของลูกค้าอีกที

ผมดาวน์โหลดไฟล์งานเสร็จประมาณสองทุ่มครึ่ง ใช้เวลาตรวจและพิมพ์ทดสอบกระดาษอยู่ 15 นาที และใช้เวลาพิมพ์จริงประมาณห้านาที ใช้เวลาพับและตัดอีกประมาณ 15 นาที ผมออกจากโรงพิมพ์ตอนสามทุ่มสี่สิบนาที ไปถึงบ้านลูกค้าประมาณสี่ทุ่ม ส่งของเรียบร้อย

พิมพ์เร็วด่วนได้ เครื่องพิมพ์ดิจิทัลมันก็ทำได้ไม่ยากเย็น print on demand มันต้องแบบนี้แหละ

ข้อมูลงาน

โบรชัวร์ A3 พับเป็น A4

กระดาษ UPM 200g สั่งซื้อจากเอกวิน กระดาษตัวนี้พิมพ์ดิจิทัลได้สวยมาก
ก่อนจะเลือกกระดาษตัวนี้ ผมลองกระดาษอาร์ตด้าน 160 ของบริษัทสองเอ
คุณภาพงานดูไม่ได้ พิมพ์ออกมานึกว่าเครื่องพิมพ์เสีย พอเปลี่ยนกระดาษเท่านั้นแหละแทบจะไปเผากระดาษของสองเอทิ้งเลย

เครื่องพิมพ์ ใช้ Fujixerox 700 เป็นเครื่องดิจิทัลที่ผมเคยบนไว้ไม่ค่อยน่าใช้ ตอนที่มันยังมีปัญหาซ่อมไม่หายขาด แต่ตอนนี้มันปกติ ซ่อมบำรุงเรียบร้อย มันทำงานดีๆให้ผมได้ไม่ติดขัดเลย