สมุดโน้ต ปกเป็นรูปถ่าย ข้างในเป็นกระดาษถนอมสายตา 40หน้า พับแล้วขนาด 4×8นิ้ว
รีวิว audio-gd Compass2
รีวิว Audio-gd Compass2
วันที่ 1 ธันวาคม 2555
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี pockethifi@gmail.com
pockethifi.wordpress.com

Audio-gd เป็นเครื่องเสียงยี่ห้อหนึ่งที่ทำตลาดมาหลายปี เกิดจากนักออกแบบไฟแรงที่พยายามออกแบบโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวนำ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของค่ายนี้จะเป็นอุปกรณ์ที่นำเสนอทางเลือกการใช้งานที่แตกต่างไปจากแนวทางตลาดในอดีต อย่างเช่น การออกแบบภาค DAC ที่มีการเพิ่มฟังค์ชั่นการขยายสัญญาณเสียงเพื่อขับหูฟังได้ด้วยเพื่อให้นักเล่นใช้ของได้อย่างคุ้มค่า Audio-gd จะมี Dac ที่ทำงานพร้อมกับภาค Headphone amp อยู่หลายรุ่น บางรุ่นเป็นรุ่นไฮเอนด์เลือกใช้ Dac ค่ายใหญ่อย่าง BurrBrown รุ่นกลางๆเลือกใช้ Dac ค่ายเกิดใหม่แต่คุณภาพไฮเอนด์ไม่แพ้กันอย่าง ESS และบางรุ่นก็ใช้ Dac จากค่าย Wolfson ที่ได้รับความนิยมในการนำไปใช้กับเครื่องเล่นพกพาไปจนถึงเครื่องตั้งโต๊ะระดับแพงๆก็มี

แนวเสียงของ DACทุกแบบที่มีในโลกสามารถหาได้จากผลิตภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่งของ Audio-gd นักเล่นที่ชอบของค่ายนี้จะมีตัวเลือกที่หลากหลาย แต่ละตัวเลือกจะมีความแตกต่างกันมากน้อยไปตามระดับราคาที่กำหนด นักเล่นบางคนเมื่อเลือกลงทุนกับ DAC สักตัวแล้วก็อาจจะหมดกำลังที่จะอัพเกรดไปอีกนาน อาจจะด้วยเพราะไม่อยากเปลี่ยนตัวใหม่แล้วต้องเอาตัวเก่าไปขายทิ้งอย่างหมดราคา หรือเก็บไว้ให้ฝุ่นจับเล่นๆ Audio-gd เห็นว่ายังมีนักเล่นอยู่อีกกลุ่มหนึ่งที่มีกำลังซื้อระดับกลางที่น่าจะเปลี่ยนเครื่องได้ง่าย เพราะใช้ไปแล้วอาจจะอยากอัพเกรด หรือเปลี่ยนแนวทาง ก็เลยออกแบบ Dac + Headphone amp ออกมารุ่นหนึ่งที่มีฟังค์ชั่นที่ครบครัน เพียงพอให้นักเล่นกลุ่มนี้ได้ใช้อย่างสะดวกใจ และมีจุดเด่นประการหนึ่งคือมันอัพเกรดเสียงได้หลายครั้งตามใจอยาก ซึ่งนั่นคือ Dac รุ่น Compass2

Compass2 เป็นเครื่องเสียงที่ตีความการเล่นของนักเล่นในยุคนี้เสียใหม่ คือตีความออกมาว่านักเล่นอยากได้เครื่องเสียงที่อัพเกรดได้ เปลี่ยนอะไหล่บางชิ้นเพื่อเปลี่ยนเสียงได้ Compass2 จึงเป็น Dac ตัวแรกในโลกที่สามารถเปลี่ยนชิพเสียงได้ สามารถเปลี่ยนอ๊อพแอมป์บางตัวในวงจรได้ สามารถเปลี่ยนภาครับสัญญาณดิจิทัลได้ สามารถเลือกดิจิทัลฟิลเตอร์ได้หลายแบบ และยิ่งในทุกวันนี้โลกของเทคโนโลยีหมุนเร็วกว่าเดิมมาก สิ่งที่ดีในวันนี้ ในเวลาไม่นานก็อาจจะกลายเป็นของตกรุ่นเมื่อมีรุ่นใหม่ที่ดีกว่าออกมาทดแทน เครื่องเสียงที่เราซื้อมาด้วยความภาคภูมิใจอาจจะกลายเป็นของล้าสมัยภายในเวลาเพียงสองปี ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วกับวงการเครื่องเสียงในยุคคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะ Dac การอัพเกรดได้ในบางชิ้น บางส่วน อาจจะเป็นคำตอบที่ดีในยุคนี้
ข้อมูลทั่วไป

Compass2 เป็น Dac และ headphone amp และ pre-amp ตั้งโต๊ะ ด้านหน้าเป็นปุ่มปรับทุกชนิด เริ่มตั้งแต่ด้านซ้ายสุดเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ถัดมาเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 6.3มม. ซึ่งเป็นของ Neutrik ที่นักเล่นเครื่องเสียงให้ความเชื่อใจในด้านแจ๊คเชื่อมต่อคุณภาพสูง ปุ่มถัดมาเป็นปุ่มเลือกให้สัญญาณเสียงไปออกช่องหูฟัง หรือช่อง Line out ตรงกลางเครื่องเป็นปุ่มวอลลุ่มขนาดใหญ่ ภายในใช้วอลลุ่มของ ALPS 27 ถัดมาเป็นปุ่มเลือกค่า Gain เลือกได้สองระดับ หรือ Hi และ Low ปุ่มถัดไปเป็นปุ่ม Line in มีไว้เพื่อเลือกใช้ Compass2 ทำตัวเป็นปรีแอมป์หรือ Headphone amp เท่านั้น เมื่อเลือกใช้จะเป็นการตัดภาค Dac ออกจากระบบ สัญญาณจาก Line in จะผ่านวงจรขยายและตัวปรับระดับเสียงแล้วส่งออกไปยังช่อง Headphone out หรือ Line out ก็ได้ ส่วนปุ่มสุดท้ายเป็นลูกบิด Selector สำหรับเลือก input สัญญาณดิจิทัล ซึ่งเลือกได้ 3 อย่าง คือ USB Optical และ Coaxial


ด้านหลังของตัวเครื่องเป็นแจ๊คเชื่อมต่อทั้งหลาย เร่ิมตั้งแต่ด้านขวาสุด เป็นช่องต่อสายไฟ AC ถัดมาที่ตรงกลางเครื่อง เป็นช่องรับสัญญาณ USB ซึ่งเป็นสัญญาณหมายเลข 1 ถัดมาเป็นช่องหมายเลข 2สำหรับการรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Optical ถัดมาเป็นช่องที่ 3 เป็นช่องรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Coaxial ถัดไปเป็นแจ๊ค RCA 1 คู่ สำหรับรับสัญญาณ Line in และซ้ายสุดเป็นช่องสัญญาณขาออกแบบ Line out สิ่งให้แถมมาด้วยในกล่องก็จะมีสายไฟ AC สาย USB และ Jumper อีก 1 กำมือใส่อยู่ในถุงพลาสติกเรียบร้อย

สิ่งที่เป็นจุดเด่นของ Compass2 คือสิ่งที่บรรจุอยู่ภายใน เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาจะพบกับความอลังการ มีแผ่นวงจรไฟฟ้าเล็กใหญ่ประกอบกันอยู่ค่อนข้างแน่น อุปกรณ์ภายในใช้ของคุณภาพสูง ตัวต้านทานส่วนใหญ่เป็นของ Dale ตัวเก็บประจุ Wima อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์เป็นของ Toshiba ทางเดินสัญญาณตั้งแต่ภาครับดิจิทัลถึงสัญญาณขาออกเป็นอุปกรณ์แยกเฉพาะตัวไม่ใช้ ic ภาคจ่ายไฟคุณภาพสูง แยกส่วนรักษาแรงดันไว้ 6 จุดสำหรับแต่ละวงจรโดยเฉพาะ คาปาซิเตอร์ที่ใช้กรองไฟให้เรียบใช้ค่าสูงถึง 25000 ไมโครฟารัด ซึ่งมากกว่าอินทิเกรตแอมป์ในตลาดทั่วไปเสียอีก

ภาครับสัญญาณดิจิทัลชนิด USB เป็นวงจรแรกที่สามารถอัพเกรดได้ สิ่งที่ติดเครื่องมาก็คือภาครับชนิด USB32 ที่มีความสามารถในการรองรับสัญญาณที่มีความละเอียดระดับ 32bit และอัตราสุ่มสูงถึง 384 k เข้าใจว่าสิ่งที่ติดมากับเครื่องคือการอัพเกรดที่สุดแล้วของปีนี้ เพราะคงหาวงจรที่ละเอียดและเร็วกว่านี้ยังไม่ได้ แต่อนาคตก็ไม่แน่

ส่วนต่อมาที่เป็นหัวใจหลักตัวหนึ่งของ compass2 ก็คือชิพแปลงสัญญาณที่สามารถเปลี่ยนได้ ตัวที่ติดเครื่องมาเป็นชิพ ES9018 ซึ่งเป็นชิพที่ได้รับความนิยมอยากมากในกลุ่มเครื่องเสียงไฮเอนด์ยุคใหม่ จุดเด่นของ ES9018 คือเป็นชิพที่ออกแบบให้ทำงานได้ 8 ช่องเสียง และนักออกแบบได้เอาทั้ง 8 ช่องเสียงมารวมกันเพื่อใช้งานเพียง 2 ช่องสำหรับเสียงสเตอริโอ การขนานวงจรกันหลายๆวงจรเพื่อช่วยกันแปลงสัญญาณทำให้สัญญาณดนตรีที่แปลงออกมามีคุณภาพสูงยิ่งขึ้นกว่าการใช้เพียงวงจรเดียว ซึ่งเทคนิคนี้เป็นสิ่งที่ถูกออกแบบไว้แล้วตั้งแต่การสร้างชิพตัวนี้ แต่หากใครไม่พอใจกับบุคคลิกเสียงของ 9018 ทาง Audio-gd ก็มีชุดอัพเกรดรออยู่นั่นคือชิพ WM8741ที่ออกแบบอยู่บนแผนวงจรไฟฟ้าขนาดเดียวกันกับ 9018 และสามารถถอดเปลี่ยนกันได้ทันที บุคคลิกของ wm8741 เป็นอย่างไรเราจะได้ทดลองฟังกัน ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าต้องมีอะไรที่ดีมากๆซ่อนอยู่ Audio-gd ถึงทำให้เป็นชุดอัพเกรด

ส่วนต่อมาที่เป็นหัวใจหลักอีกส่วนหนึ่งและสามารถอัพเกรดได้ นั่นก็คือส่วนของภาครับสัญญาณอนาลอก ทาง Audio-gd ได้เลือกที่จะใช้ภาครับสัญญาณเป็น op-amp ซึ่งออกแบบให้ติดตั้งอยู่บนซ๊อคเก็ตแบบ 8 ขา op-amp ที่เลือกใช้คือ opa2134 ของ burrbrown ที่นักเล่นกลุ่ม DIY นิยมใช้ จะบอกว่า opa2134 คือตัวเลือกยอดนิยมของ audio op amp ก็อาจจะได้ เพราะเป็นตัวที่รองรับการทำงานได้ความถี่ค่อนข้างสูง ความไวในการตอบสนองสัญญาณหรือ slew rate สูง มีค่า Settling time ต่ำมาก สัญญาณรบกวนต่ำ และ จ่ายกระแสออกมาได้สูง สามารถใช้เป็นบัฟเฟอร์ ใช้เป็นภาครับ ใช้เป็นตัวขับโหลดความต้านทานระดับ ต่ำๆได้ แต่ว่า compass2 ก็ยังอุตส่าห์ทำตัวอัพเกรดโมดุลย์เสียงออกมาอีก เพื่อเปลี่ยนแทน opa2134 ตัวนี้ อันได้แก่โมดุล opa-earth, opa-moon, opa-sun มีให้เลือกถึงสามแบบ สามบุคลิก ซึ่งในส่วน Line in นี้จะเป็นการใช้ในโหมดของ Headphone amp เป็นหลัก หรือเรียกง่ายๆว่า ใครมี Dac ที่ถูกใจอยู่แล้ว แต่อยากได้ Headphone amp ที่ปรับเปลี่ยนแนวเสียงได้ compass2 ก็เป็นตัวเลือกเพียงตัวเดียวที่เปลี่ยนได้หลากหลาย ลืมบอกไปอีกอย่าง ถ้าอ่านข้อมูลในเว็บของผู้ผลิตให้ดี การปรับเปลี่ยนแนวเสียงยังสามารถเลือกทำได้โดยเพียงแค่การตั้งค่าผ่าน jumper บางตัวได้ด้วยโดยยังไม่ต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์เลยด้วยซ้ำไป สำหรับนักเล่นที่อยากทดลองค่อยๆเรียนรู้ความแตกต่างทีละอย่างไปเรื่อยๆ

ยังไม่หมดเท่านี้ การรองรับการทำงานสัญญาณดิจิทัลความละเอียดสูงแบบเต็มระบบ compass2 ซึ่งมีความสามารถปรับเปลี่ยนภาครับสัญญาณ USB ให้ทันสมัยทันเทคโนโลยีใหม่ๆในอนาคตได้ ชิพภาครับที่ใช้จะต้องทำงานร่วมกับ Firmware ซึ่ง Compass2 ก็รอบคอบถึงระดับการออกแบบให้สามารถเปลี่ยน Firmware ได้โดยการเปลี่ยน IC ตัวหนึ่งที่บรรจุ ข้อมูลFirmware เอาไว้ เพราะบางทีการเปลี่ยนภาครับตัวใหม่เข้ามาก็จำเป็นต้องแก้ไข Firmware ให้ดึงศักยภาพของชิพให้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง
ยัง ยังไม่หมด ไหนๆ Compass2 ก็เป็น Dac ที่อัพเกรดได้มโหฬารแล้ว ก็ยังมีการออกแบบให้สามารถอัพเกรดภาครับดิจิทัลแบบที่พิเศษขึ้นไปอีก นั่นคือ เดิม Dac จะทำงานกับสัญญาณดิจิทัลมาตรฐาน S/PDIF ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของ Optical หรือ Coaxial หรือ แม้แต่ช่อง USB แต่ในระดับสตูดิโอ หรือ ระดับไฮเอนด์ ยังมีมาตรฐานการส่งสัญญาณดิจิทัลด้วยรูปแบบของ i2S ด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบสัญญาณดิจิทัลที่แตกต่างออกไป Compass2 มีชุด kit ที่ติดตั้งเพื่อรับสัญญาณรูปแบบนี้ได้
ยังมีอีก นักเล่นและนักอ่านคงเคยได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับ Dac กันมาไม่มากก็น้อย จะรู้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับค่าโอเวอร์แซมปลิ้ง และ ดิจิทัลฟิลเตอร์แบบต่างๆนั้นมีผลต่อบุคลิกเสียงแตกต่างกันไป การเปลี่ยนค่าโอเวอร์แซมปลิ้งทำให้เสียงเปลี่ยนได้ การเปลี่ยนดิจิทัลฟิลเตอร์ที่รูปแบบต่างกันไปก็ทำให้เสียงเปลี่ยนได้ Compass2 เปิดโอกาสให้นักเล่นได้เลือกค่าโอเวอร์แซมปลิ้งในวงจรอิเล็คทรอนิกส์ และเลือกค่าดิจิทัลฟิลเตอร์แบบต่างๆได้รวมกัน 8 รูปแบบ เรียกได้ว่า ถ้าจะฟังทดสอบให้ครบทุกรูปแบบ คงใช้เวลาเป็นเดือนๆ และการเปลี่ยนรูปแบบทั้ง 8 แบบนี้ ทำได้ผ่านการจิ้ม jumper เพียง 3 ตัวเท่านั้น
ข้อมูลทางเทคนิค
อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน หรือ S/N Ratio 119db
สัญญาณขาออกสูงสุดที่ช่อง Headphone 11V RMS
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่อปรับอยู่ในโหมดที่ปรับระดับสัญญาณขาออกได้ : 5V Max
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่ออยู่ในโหมดสัญญาณคงที่ หรือ DAC : 2.5V RMS
กำลังขับ
3600mW / 25 ohm (150mW class A)
2000mW / 50 ohm (300mW class A)
1100mW / 100 ohm (600mW class A)
400mW / 300 ohm (Full class A)
200mW / 600 ohm (Full class A)
อัตราขยาย
12DB at H gain
0 DB at L gain
อิมพีแดนซ์ขาออก
2 ohm / Headphone output
10 ohm / DAC output
ความไวในการรับสัญญาณดิจิทัล
0.5 Vp-p(75 Ohms, Coaxial)
19 dBm (Optical)
รองรับโหมดUSB1.1 / 2.0 (High Speed / Full Speed)
Support Operate Systems (USB)
Windows : 44.1kHz to 192kHz music files
OSX : 44.1kHz to 384KHz music files
Linux : 44.1kHz to 192kHz music files
Support Sampling USB model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz , 192kHz
Coaxial model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz ,192kHz
Optical model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz (176.4KHz and 192KHz available if the source support)
การตอบสนองความถี่ 20Hz – 20KHz (-0.2DB , DAC + amp ) 3Hz – 350KHz ( Amp parts ) 3Hz – 200KHz ( Line In )
แหล่งพลังงาน 100-120V AC 50/60 Hz หรือ 220-240V AC 50/60 Hz
อัตราการกินไฟ 20W
น้ำหนัก 5KG
สัดส่วน W240 X L320 X H80 (MM, Fully aluminium )
แหล่งโปรแกรมที่ใช้ในการทดสอบจะเป็น mac mini เป็นส่วนใหญ่ เชื่อมต่อเข้ากับ Compass2 ด้วยสาย USB เป็นหลัก และบางครั้งก็ใช้สาย Optical บ้างเพื่อทดสอบความแตกต่าง สัญญาณขาออกจาก Compass2 ช่อง Line out ต่อด้วยสาย RCA ไปยังแอมป์หลอด Antique Sound lab รุ่น se3.5 เป็นแอมป์หลอดระบบซิงเกิ้ลเอนด์กำลังขับ 3.5 วัตต์ ใช้งานร่วมกับลำโพง Alesis รุ่น Monitor2 ความไว 90dB ทั้งระบบไม่ใช้เครื่องกรองไฟใดๆ
การ setup ตัว Compass2 เป็นการใช้งานแบบเปิดกล่องมาก็ใช้ไปแบบนั้นเลย ยังไม่ได้มีการปรับแต่ง หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นใด ตัว ชิพแปลงสัญญาณเสียงที่ติดเครื่องมาจะเป็น ES9018 ที่เป็นชิพรุ่นสูงสุดของค่าย ESS รองรับการทำงานระดับ 24bit 192K พร้อมกันนี้ยังได้มีบอร์ด DAC อีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นตัวอัพเกรดคือ wm8741 คอยสลับฟังเพื่อเปรียบเทียบด้วย จะได้รู้คำตอบว่าชิพเสียงของต่างค่ายจะมีบุคคลิกที่แตกต่างกันอย่างไร การสลับบอร์ดชิพเสียงนี้ควรเปิดเว็บดูวิธีเปลี่ยนให้ละเอียด เพราะจะต้องมีการตั้งค่า jumper ให้ถูกต้องด้วย

การตั้งค่าต่างๆในคอมพิวเตอร์จะเลือกไปที่ 32bit 192k เป็นหลัก ซึ่งยังไม่ใช่ค่าสูงสุดที่มีให้เลือก แต่ทดลองเลือกค่าแซมปลิ้งที่สูงกว่านี้พบว่ามีเสียงรบกวนออกมาตลอดเพลงจนฟังไม่ได้ และยิ่งถ้าเลือกค่าแซมปลิ้งเรทสูงสุด จะไม่มีเสียงเลย ส่วนการเลือกค่าแซมปลิ้งต่ำๆ ไม่รู้สึกว่าแย่ลงหรือดีขึ้น เพราะเพลงที่มีส่วนใหญ่จะเป็นเพลงที่ Rip จากแผ่น CD-Audio 16bit 44.1k เลยตัดสินใจเลือกการตั้งค่า Compass2 ไว้ที่ระดับ 32bit 192K เป็นหลัก

ในหน่วย opa ที่ถอดเปลี่ยนได้จะเป็นวงจรที่อยู่ในภาค Analog line in เท่านั้น หากใช้ Compass2 เป็น Headphone amp แต่เพียงอย่างเดียว สัญญาณเสียงจากภาค DAC จะไม่ถูกเชื่อมต่อเข้าวงจรขยาย และบุคลิกเสียงของ Line inจะสามารถสร้างสรรค์หรือเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการเปลี่ยน opa ตัวนี้ แต่ในการทดสอบครั้งนี้ไมไ่ด้เปลี่ยนตัวอัพเกรดลงไปทดสอบ อาศัยตัวที่ติดมากับเครื่องเป็นหลัก
เมื่อได้เครื่องมาก็เปิดทิ้งไว้ 7 วัน เปิดเพลงวนๆไปเรื่อยๆ เพลงที่ใช้ก็มีหลายแนว ตั้งแต่แนวออดิโอไฟล์ แนวเฮฟวี่เมทัล แนวป๊อป บอสซาโนว่า เพลงไทยค่ายตลาดทั่วไป เพลงไทยเก่าๆที่สะสมมานานหลายปี รวมไปถึงการฟังรายการวิทยุออนไลน์ต่างๆ แรกที่เริ่มฟังหลังจากคิดว่าเปิดเบิร์นจนนานพอเพียงแล้ว ก็เริ่มด้วยอัลบั้มชุด The Hunter ของ jennifer warns อันเป็นแผ่นสามัญประจำวงการเครื่องเสียงไทยไปเสียแล้ว เพลงที่มีจังหวะเร็ว เราจะได้ยินเสียงกลองที่กระชับ เบสเป็นก้อนที่ใหญ่ อิ่ม แน่น เสียงแฉ เสียงฉาบมีความละเอียด ปลายเสียงแตกเป็นฝอยนวลๆ ดังแล้วค่อยๆจางหายไปแบบเรื่อยๆนิ่มๆ มันเป็นเสียงโชว์ของเครื่องเสียงในงานแสดงเครื่องเสียงประจำปีชัดๆเลย ชิพเสียง ES9018 คงจะชอบเม็ดเสียงเล็กๆพร่างพรูเหล่านี้อยู่เป็นแน่ รายละเอียดทุกเสียงมีให้ได้ยินเต็มไปหมด
ความโปร่งใสดูจะเป็นจุดเด่นของ Compass2 เพราะรู้สึกได้เลยว่า เสียงมันใส ปากมันบอกออกมาเองโดยที่ยังไม่ได้หาคำเปรียบเทียบกับอะไรเลย เวทีเสียงทำได้กว้างมาก หลายเพลง หลายอัลบั้มฟังแล้วรู้สึกว่ารูปวงจะกระจายตัวอยู่หลังลำโพงแบบมีระยะห่างระหว่างชิ้นดนตรีทุกชิ้นอย่างเด่นชัด เสียงร้องของนักร้องหญิงหวาน ใส ฟังแล้วสบายหู แยกแยะออกจากกลุ่มเครื่องดนตรีต่างๆอย่างเป็นสัดส่วน มีช่องไฟ มีพื้นที่ของตัวเองโล่งๆ ไม่ปะปนกับใคร
เสียงอะคูสติกกีต้าร์ในแผ่น bakery love3 จากนักร้องที่ชื่อ ธีร์ ไชยเดช เพลงแรกก็เคลิ้มแล้ว เสียงสะบัดปิ๊กกีต้าร์ผ่านสายโลหะทั้งหกเส้นฟังแล้วมีความนุ่มนำมาเลย แล้วตามมาด้วยประกายความชัด ใครชอบเพลงกีต้าร์ที่เล่นคอร์ดเพราะๆ ขอเชิญให้ได้ลองฟังผ่าน Compass2 ดูสักชั่วโมง แล้วจะพบว่าความโปร่งใส ที่มาพร้อมกับแรงประทะที่ฉับไวมันรวมกันอยู่ใน Compass2
เสียงกลองกระเดื่องในเพลงเฮวี่เมทัลอย่าง ชุด Metalica ที่เป็นปกดำๆ ของวง Metalica ฟังแล้วเสียงกลองลงลึกได้พอประมาณ ได้ความคมชัดและถูกจัดวางอยู่ด้านหลังสุดของเวทีเสียง หัวโน้ตของเสียงกลองขึ้นเร็ว น้ำหนักดี ไม่ปะปนคลุมเครือกับเสียงเบสที่เล่นคู่กัน เสียงกีต้าร์สกับเอฟเฟ็คดีสทอร์ชั่น ให้ความแตกซ่านได้ละเอียดและฟุ้งเป็นฝอยเหมือนจะเลียนแบบการกระจายตัวของเสียงแฉเลย แสดงว่าชิพเสียงตัวนี้ท่าทางจะชอบเสียงเล็กๆสูงๆเป็นพิเศษ
ผมชอบฟังเพลงไทยกับชุดเครื่องเสียงที่คุณภาพสูง เพราะมันทำให้เพลงไทยที่ผมชอบมีความน่าฟังยิ่งขึ้น แม้ว่าบางเพลงจะฟังแล้วเฉยๆไม่ค่อยสนับสนุนให้เครื่องเสียงแสดงศักยภาพเท่าไร แต่เครื่องเสียงดีๆก็ช่วยให้การฟังเพลงมันสนุกขึ้น เพลงของวง P.O.P ที่เล่นแบบอคูสติกในอัลบั้มแรกของวงนี้มีเสน่ห์มาก น้ำหนักเสียงเบส และย่านความถี่ต่ำไม่ได้ใหญ่โตแบบแผ่นฝรั่ง แต่มันก็โปร่งและให้อารมณ์ของอคูสติกได้ดีมาก ย่ิงได้เสียงร้องของ นพ พรชำนิ ที่ฟังแล้วเสียงหล่อใจละลายขนาดนั้นยิ่งรู้สึกไม่อยากให้เพลงจบเลย
เพลงบอสซ่าก็ทำได้ดีมาก เพลงไทยที่นักร้องเอาเพลงเก่ามาร้องใหม่ในสไตล์บอสซาโนว่า จากอัลบั้มรวมเพลง แผ่นเดียวได้ 50 เพลง ราคาร้อยห้าสิบบาท คุณภาพไฟล์ระดับ mp3 320K ให้ความไพเพราะได้ประทับใจ เพลงไทยบันทึกเสียงดีก็มีให้เลือกฟังอยู่เรื่อยๆถ้าเราค้นหา แม้ว่าจะไม่ได้ถึงระดับออดิโอไฟล์ แต่มันก็ดีกว่าอัลบั้มจริงของเพลงต้นฉบับอยู่พอสมควร
แผ่น Best of Audiophiles Voice1 เป็นแผ่นรวมเพลงนักร้องหญิง ทุกเพลงในแผ่นนี้เพราะหมด เสียงร้องชัดมาก บาลานซ์เสียงตั้งแต่ย่านต่ำไปถึงโทนสูงสมดุลย์ดี ไม่ได้มีเบสล้น หรือ แหลมบาดหูให้ได้ยิน เป็นเสียงเบสที่มาแนวสะอาดและกระฉับกระเฉง ความใส ความหวาน ความฉ่ำ มีครบถ้วน ต้องใช้คำว่าฟังสบายหูถึงจะตรงกับความรู้สึก
แผ่น OPUS 3 ดูจะช่วยแสดงศักยภาพของ Compass2 ให้โดดเด่นขึ้นไปได้อีก เสียงเพลง Jazz ที่บันทึกการเล่นสดในผับสักแห่งหนึ่งให้เสียงเปียโนพริ้วๆ เสียงกลองมีแรงประทะที่คมและรวดเร็ว เสียงเบสที่เดินอยู่ลึกๆ เสียงแซ็กโซโฟนที่ชัดมีเนื้อ มีความหนาอยู่อย่างรู้สึกได้ ที่สำคัญคือ ทุกชิ้นดนตรีต่างก็มีพื้นที่ของตัวเอง มีช่องไฟที่เว้นไว้ให้ฟังสบาย

ลองถอดเปลี่ยนบอร์ด เพื่อเปลี่ยนชิพเสียงจาก ES9018 เป็น WM8741 ใช้ไขควงสี่แฉกถอดน็อตสี่ตัว พร้อมกับเปลี่ยนตำแหน่ง jumper อีก 4 ตัว พอเปลี่ยนเสร็จก็เปิดฟังทันที เสียงที่ได้ยินครั้งแรกมีระดับเสียงที่ดังมาก ต้องลดวอลลุ่มลงไปเยอะพอสมควรถึงจะดังเท่ากับตอนที่ใช้ชิพตัวเก่า เมื่อตั้งค่าความดังให้ใกล้เคียงกับเสียงเดิมแล้วก็เริ่มฟังใหม่อีกรอบ

คุณภาพเสียงโดยรวมของ WM8741 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ฟังสบายหูเหมือนเดิม แต่มีสิ่งที่โดดเด่นและทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจนคือการจัดระเบียบเสียงกลางที่ดีกว่า มิติของเสียงร้อง และชิ้นดนตรีต่างๆที่มีเสียงอยู่ในช่วงกลางๆจะมีตัวตนที่เด่นชัดกว่าเดิม มวลเสียงมีความเป็นก้อน ตำแหน่งตึงเป๊ะยิ่งกว่าเดิม เวทีเสียงด้านลึกจะลึกกว่าเดิม การแยกแยะของความลึก จะเรียงจากตื้นไปลึกได้แตกต่างกันมากกว่าเดิม คือถ้าให้วางตัวเสียงแต่ละเสียงเป็นแถว แถวแรกอยู่ใกล้ลำโพง แถวสองอยู่ถอยออกไปสักหน่อย แถวสามอยู่ไกลไปอีก แถวสี่อยู่หลังสุด WM8741 จะให้แต่ละแถวมีความห่างออกจากกันได้มากกว่า ES9018 แต่ว่าช่องไฟดูเหมือนจะเท่าเดิม ซึ่งก็หมายความว่า มวลเสียงมันใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ถ้าเปรียบเทียบให้เป็นภาพ อาจจะเทียบ ES9018 เป็นจักรยานสัก 10 คันจอดอยู่ในที่โล่งที่หนึ่ง ส่วน WM8741 ให้เปลี่ยนจักรยานเป็นมอเตอร์ไซด์ 10 คัน คือมันใหญ่กว่า และใช้พื้นที่จอดมากกว่านิดหน่อย ถ้าแทนปริมาณความใหญ่ของแต่ละเสียงด้วยลูกชิ้นกลมๆ ผมรู้สึกว่า ES9018 จะเป็นลูกชิ้นลวกหรือไม่ก็นึ่ง แต่ wm8741 จะเป็นลูกชิ้นทอด คือมันมีขนาดที่ใหญ่กว่ากัน
ฟังไปฟังมา พอเริ่มเปลี่ยนแผ่นไปหลายๆแบบชักเริ่มรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆตามลักษณะเพลงบางเพลง ตอนเล่นด้วยดนตรีน้อยชิ้น wm8741 ให้ดุลย์เสียงที่น่าฟัง ชิ้นดนตรีใหญ่และนุ่ม เสียงอิ่ม แต่ไม่ทึบ แต่พอเล่นกับดนตรีที่เต็มวง ชักรู้สึกว่า เนื้อเสียงแต่ละเสียงเร่ิมใหญ่จนแย่งกันเด่น แต่ละชิ้นดนตรีแสดงความใหญ่เข้าหากันจนช่องไฟน้อยลง เลยลองถอดเปลี่ยนบอร์ด Dac กลับไปใช้ ES9018 อีกที คราวนี้ชิ้นดนตรีเล็กลงนิดหน่อย ได้ช่องไฟที่โล่งๆกลับคืนมา ประกายเสียงฟังชัดขึ้น มันเป็นความรู้สึกคนละแบบ ดูเหมือนว่า ES9018 จะเหมาะกับดนตรีมากชิ้น ยิ่งเล่นเต็มวง มีเบสเล่นเป็นตัวคุมจังหวะย่านต่ำ มีคีย์บอร์ดเล่นเป็นพื้นเสียงรองไว้อีกชั้น และ มีเครื่องสายเล่นคลอๆกันอยู่ สามส่วนนี้จะฟังแล้วรู้สึกล้นเกินไปเมื่อเล่นผ่าน wm8741 แต่ถ้าเป็น ES9018 จะช่วยให้ดนตรีมากชิ้นมีระเบียบมากกว่า แยกชิ้นดนตรีได้ดีกว่า
ตอนฟังดนตรี jazz ที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นเหมาะมากที่จะเล่นผ่าน wm8741 เพราะได้แสดงเนื้อเสียงอย่างตั้งใจ การโซโล่เบส กลอง หรือ เครื่องเป่า ต่างก็ให้ความรู้สึกว่ามันชัดและมีน้ำหนักอยู่มาก เพลงร้องที่เครื่องดนตรีน้อยๆจะยิ่งเหมาะกับ wm8741 ประกายเสียงใสๆ ที่น้อยกว่า es9018 เล็กน้อยทำให้การฟังเพลงหลายชั่วโมงไม่ค่อยเกิดความรู้สึกล้าหูมาก ผมคิดว่าถ้าชุดเครื่องเสียงใครที่เป็นชุดเล็ก ลำโพงเล็ก ห้องฟังเล็ก ลองใช้บอร์ด ES9018 ดูน่าจะช่วยให้การแยกแยะมิติต่างๆทำได้ดี ส่วนใครมีชุดใหญ่ ห้องใหญ่ หรือชอบเพลง jazz ดนตรีน้อยช้ิน wm8741 น่าจะสร้างความพึงพอใจได้มากกว่า
ทดลองฟังผ่านช่องหูฟังบ้าง ผมใช้หูฟัง Creative Aurvana live เป็นตัวหลัก แจ๊คเสียบที่ติดหูฟังเป็น 3.5 มม. แต่แจ๊คเสียบของ Compass2 เป็น 6.3 มม. ทำให้ต้องใช้อแด๊ปเตอร์แปลง เมื่อไม่เปิดเพลงใดๆ ลองเปิดวอลลุ่มจนสุดดูก็ไม่มีเสียงรบกวนเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งการฟังผ่านช่องดิจิทัล และช่อง line in ก็มีความเงียบสงัดที่ดีเท่ากัน เมื่อเปิดเพลงจากระบบดิจิทัลผ่านสาย USB แล้วฟังผ่านหูฟัง น้ำเสียงความหวานจะลดลงไปเล็กน้อย แต่ได้ความนุ่มของเสียงย่านกลางและย่านต่ำมาแทน ซึ่งก็คงเป็นเพราะตอนฟังผ่านลำโพงผมใช้แอมป์หลอดเป็นหลัก เสียงแอมป์หลอดมันหวานเป็นทุนอยู่แล้ว เพราะเทียบกับช่องหูฟังที่วงจรขยายเป็นโซลิทสเตท ก็เลยมีบุคลิกความหวานไม่เหมือนกัน กำลังขับที่ได้จาก Compass2 ต้องบอกว่ามากมายมหาศาลมากเมื่อใช้กับหูฟังขับง่ายอย่าง Aurvana เพราะจากสเป็คของเครื่องก็ระบุไว้อยู่แล้วว่าสามารถขับหูโอห์มต่ำได้สูงเกิน 1 วัตต์สบายๆ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่มีหูฟังในโลกตัวไหนที่จะใช้กำลังขับเยอะขนาดนี้ ส่วนการใช้กับหูฟังโอห์มสูงนั้น ผมคิดว่าคงมีเพียงหูระดับ 600 โอห์มเท่านั้นที่ Compass2 ยังขับได้ไม่เต็มที่ เพราะสเป็คของแอมป์หูฟังระบุกำลังขับที่ 600 โอห์มไว้แค่ 200 มิลลิวัตต์เท่านั้น
ใช้ Compass2 เป็น Headphone amp โดยรับสัญญาณเข้าทางช่อง Line inบ้าง ตัวเครื่องก็จะตัดสัญญาณจากภาค Dac ไม่ให้ผ่ายวงจรขยายเสียงภายใน เครื่องเล่นที่นำมาใช้ร่วมทดสอบก็จะมี ipod video ต่อผ่าน Dock ipod shuffle ต่อสายออกจากช่องHeadphone out ใช้สาย mini to RCA ของ monster น้ำเสียงจะฟังแล้วกลมกล่อมขึ้นกว่าการฟังตรงจากเครื่องเล่น เบสจะนุ่มขึ้น แน่นหนึบกว่าเดิม ความหยาบของเนื้อเสียงจะน้อยลง ให้ความรู้สึกถึงความลื่นไหล ถ้าใช้เครื่องเล่นคุณภาพทั่วไปก็จะได้ความรู้สึกว่าคุณภาพเสียงผ่าน amp แล้วจะดีขึ้น แต่ถ้าใช้เครื่องเล่นระดับหรูอย่าง Astell &Kern ส่งสัญญาณอนาลอกออกมาเข้า compass2 จะรู้สึกว่า เสียงใสน้อยลง ได้พลกำลังมากขึ้น แต่ความฉ่ำหวานน้อยลง อาจจะเป็นเพราะ opa2134 ภายในเป็นตัวจำกัดคุณภาพของระบบการขยายเสียงเอาไว้ก็ได้ ถ้าได้ลองอัพเกรดโมดุลย์ตัวนี้ น่าจะทำให้ระบบขยายเสียงอนาลอกอัพคุณภาพขึ้นไปได้อีก เพราะภาค Headphone amp ของ compass2 เมื่อฟังด้วยแหล่งสัญญาณดิจิทัลที่ใช้ไฟล์ wav ตัวเดียวกัน เปิดจากคอมพิวเตอร์แล้ว คุณภาพเสียงดีมาก ดีกว่าเล่นจาก Astell & Kern ผ่านช่องอนาลอก Line in เสียอีก
จุดเด่น
คุณภาพเสียงดีมาก รองรับการเชื่อมต่อ USB ได้สูงที่สุดเท่าที่คอมพิวเตอร์จะมีให้ได้ในปีนี้ (คศ 2012)
อัพเกรดได้หลายอย่าง เปลี่ยนแนวเสียงได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเล่นจะครบทุกแบบ
เครื่องเดียวได้ทั้ง Dac และ Headphone amp และ Pre-amp
ช่องเสียบหูฟังให้กำลังขับได้สูงมาก
จุดด้อย
ตัวถังไม่สวย ดูเหมือนของราคาถูก
ภาค line in คุณภาพน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับระบบดิจิทัลทั้งเครื่อง ควรหาโอกาสเปรียบเทียบกับโมดุลย์อัพเกรดทั้งสามชนิดให้ได้
Audio-gd Compass2 เหมาะกับใคร
เหมาะกับคนที่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์เป็นแหล่งโปรแกรมหลัก เพราะคุณภาพของ Compass2 จะโดดเด่นที่สุดเมื่อเล่นด้วยแหล่งโปรแกรมดิจิทัล และควรจะเชื่อมกันด้วยสาย USB
เหมาะกับคนที่ต้องการ Dac คุณภาพสูงและใช้ต่อตรงกับเพาเวอร์แอมป์ได้เลย เนื่องจาก Compass2 ปรับระดับเสียงหรือเป็นปรีแอมป์ได้ในตัวอยู่แล้ว เล่น compass2 ตัวเดียว ไม่ต้องซื้อปรีแอมป์
เหมาะกับคนที่มีหูฟังที่ขึ้นชื่อว่าขับยาก
Audio-gd Compass2 ไม่เหมาะกับใคร
ถ้าคุณต้องการ Headphone amp เป็นหลัก อาจจะมีเครื่องเล่นดีๆอยู่แล้ว หรือมี Dac ที่ถูกใจอยู่แล้ว ควรผ่านตัวนี้ไป ไปเลือกampระบบเดียวเลยดีกว่า เพราะcompass2 ให้ความคุ้มในฝั่ง Dac มากกว่า amp
สรุป
Audio-gd Compass2 เป็น Dac + Headphone amp คุณภาพสูงตัวหนึ่ง มีลูกเล่นที่เด่นชัดคือสามารถอัพเกรดหรือเปลี่ยนแนวเสียงที่ต้องการได้ การได้สลับใช้งานระหว่าง ชิพเสียง ES9018 และ WM8741 เป็นสองบุคลิกที่มีดีคนละแบบ เลือกใช้ Compass2 แล้วสั่งตัวชิพเสียงเอาไว้เปลี่ยนได้ด้วยทำให้ประหยัดเงินไม่ต้องมี Dac หลายตัวอยู่ในบ้าน นอกจากประหยัดเงินแล้วยังประหยัดที่วาง ประหยัดช่องเสียบสายไฟ Ac ได้อย่างน้อย 1 ช่อง เสียงจาก ES9018 เหมาะกับแนวเพลงเต็มวง เหมาะกับคนที่ชอบช่องไฟกว้างๆ เสียงสะอาดเกลี้ยงเกลา ส่วน WM8741 เหมาะกับคนชอบเสียงร้อง ชอบดนตรีน้อยชิ้น เพราะชิ้นดนตรีต่างๆจะมีปริมาณที่ใหญ่โตถูกใจนักเล่นแนวออดิโอไฟล์ Compass2 มีความสามารถรองรับไฟล์เสียงความละเอียดสูงลิบ สเป็คเลยมาตรฐานวันนี้ไปแล้วอย่างน้อย 1 ก้าว คือรองรับไปถึง 32bit 384k แล้ว ความคุ้มค่ากับงบประมาณสองหมื่นสำหรับ Dac ที่เปลี่ยนชิพได้ ถือว่าไม่แพงเกินไป นักเล่นซื้อไว้ฟังก็เพลิน นักออกแบบเครื่องเสียงซื้อไว้ผ่าเล่นก็ได้ความรู้ครับผม
ค่าขยะเดือน 4-6 พศ2555
จ่ายค่าเก็บขยะ
พิมพ์การ์ดแต่งงานด้วยระบบ letterpress
การ์ดแต่งงานเป็นตัวแทนของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่จะเชื้อเชิญแขกให้มาร่วมงาน บุคลิกของเจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นอย่างไรก็จะสะท้อนภาพแรกออกมายังการ์ดแต่งงานใบนี้ หลายคู่เลือกใช้การ์ดสำเร็จรูป แต่ก็มีบางคู่ที่อยากได้การ์ดแต่งงานที่แตกต่างออกไป
ในเมื่อการแต่งงานคือความทรงจำที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิตของคนส่วนใหญ่ ไม่เคยมีใครวางแผนแต่งงานมากกว่าหนึ่งครั้งถ้าไม่จำเป็น ดังนั้นความทรงจำที่มีกับงานแต่งงานครั้งหนึ่งในชีวิตก็เป็นเรื่องราวที่ควรได้รับการออกแบบ ตั้งแต่รูปแบบการจัดงาน การเลือกชุด การเลือกสถานที่ การเลือกอาหาร การเลือกช่างภาพ การเลือกวงดนตรี การเลือกสิ่งต่างๆที่ประกอบอยู่ในงาน การ์ดแต่งงานก็เป็นสิ่งที่ควรได้รับการออกแบบอย่างปราณีตเพื่อเป็นความทรงจำอย่างแรกที่แขกจะมีต่อเจ้าภาพ และมันจะเป็นความทรงจำระยะยาวที่จะทำให้ผู้คนจดจำบ่าวสาวได้หากงานแต่งงานครั้งนี้มีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ หากงานแต่งงานครั้งนี้มีอะไรบางอย่างที่แตกต่างไปจากงานอื่นๆ
มีวิธีมากมายในการสร้างการ์ดแต่งงานขึ้นมา ตามแต่จินตนาการของเจ้าภาพและที่ปรึกษาของเจ้าภาพ ตำแหน่งที่ปรึกษาก็หมายถึงเพื่อนที่เคยแต่งงานมาแล้ว หรือ เพื่อนผู้ที่มีประสบการณ์ในการออกแบบและสั่งทำการ์ด และที่ปรึกษาอาจหมายถึงออแกไนเซอร์ที่ช่วยจัดงาน การ์ดแต่งงานที่ทำได้เร็ว และเป็นรูปแบบมาตรฐานที่พ่อแม่คุ้นเคยก็คือไปแถวๆพาหุรัด แล้วหาร้านขายของชำร่วยที่หน้าร้านมีบอกว่ารับพิมพ์การ์ดแต่งงาน แล้วก็บอกเขาว่าจะแต่งงานเมื่อไหร่ เขียนรายชื่อพ่อแม่สองฝ่าย สถานที่จัดงาน ชื่อบ่าวสาว และวันเดือนปี แล้วเลือกการ์ดจากแค็ตตาล๊อค แล้วก็จ่ายเงิน อีกสามถึงห้าวันมารับของได้ วิธีนี้จบ ได้การ์ด ได้ของชำร่วย เสียเวลาเดินทางแค่สองวัน คือวันแรกไปสั่งการ์ด วันที่สองตอนไปรับการ์ด เหมาะกับคนที่ไม่อยากคิดอะไร ไม่อยากเสียเวลา ราคาก็จะถูกที่สุดด้วย แต่การ์ดแบบนี้ อย่าคาดหวังว่าแขกจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะไม่รู้ว่าอีกกี่สิบกี่ร้อยคู่ที่จัดงานปีเดียวกันก็ใช้การ์ดแบบนี้
การออกแบบการ์ดเองแล้วสั่งพิมพ์เองเป็นรูปแบบที่น่าสนใจ เพราะจะได้การ์ดที่แสดงตัวตนของบ่าวสาวได้ดี สามารถออกแบบให้ถูกหรือแพงก็ได้ การออกแบบและสั่งทำเองนี้จะมีสองแนวทางคือแนวง่ายและเร็ว กับแนวยากแต่เท่ห์สะใจ ซึ่งทั้งสองแนวทางนี้จะมีราคาค่าใช้จ่ายสูงกว่าการ์ดพาหุรัดเสมอ แนวง่ายและเร็วก็คืออาจจะเป็นการออกแบบแล้วทำอาร์ตเวิร์คด้วยโปรแกรมจัดหน้าในคอมพิวเตอร์ แล้วก็เอาไฟล์ไปให้โรงพิมพ์จัดพิมพ์ อาจจะพิมพ์การ์ดและซองไปด้วยเลย ขั้นตอนการพิมพ์ก็จะเป็นการพิมพ์ระบบอ๊อพเซ็ท โรงพิมพ์บางแห่งอาจจะเป็นระบบดิจิทัล ถ้าเป็นระบบอ๊อพเซ็ทอาจจะต้องใช้เวลาในโรงพิมพ์ประมาณ 7 วัน แต่ถ้าเป็นงานพิมพ์ระบบดิจิทัลก็อาจจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน เพราะไม่ต้องเสียเวลาทำเพลท
ถ้าพ้นจากแนวง่ายและเร็วไปแล้วก็จะเป็นแนวยากแต่เท่ห์ นั่นก็คือเป็นการพิมพ์ในโรงพิมพ์เหมือนเดิม แต่จะเพิ่มขั้นตอนพิเศษเข้าไปด้วย คืออาจจะเป็นงานพิมพ์ระบบดิจิทัลก็ได้ ระบบอ๊อพเซ็ทก็ได้ แล้วเพิ่มขั้นตอนอย่างการปั๊มนูนที่โลโก้ แบบนี้ก็จะได้ความแปลกและน่าสนใจเพิ่มขึ้น อาจจะเพิ่มเทคนิคการปั๊มเงิน ปั๊มทองเข้าไปด้วยเพื่อให้ดูหรูเลิศขึ้นไปอีก อาจจะมีการเพิ่มเทคนิคการเคลือบผิวเข้าไป หรืออาจจะใช้เทคนิคการประกบกระดาษเพื่อเพิ่มความหนาให้รู้สึกหนามากจนดูเด่น ไม่ว่าจะเพิ่มเทคนิคอะไรเข้าไปก็จะเป็นการเพิ่มความดูดี ความน่าสนใจ และแน่นอนว่าราคาสูงขึ้น แต่ก็ได้มาซึ่งความเท่ห์ที่มากกว่าปกติ เหมาะกับบ่าวสาวที่ต้องการความพิเศษ ต้องการให้การ์ดดูแตกต่าง
ในช่วงไม่กี่ปีนี้มีการ์ดแต่งงานอีกรูปแบบหนึ่งที่ค่อยๆได้รับความนิยมขึ้นมา เป็นการ์ดที่มีลักษณะพิเศษกว่าการพิมพ์อ๊อพเซ็ท และระบบดิจิทัล นั่นก็คือการ์ดที่พิมพ์ด้วยเทคนิค Letterpress ซึ่งเป็นเทคนิคการพิมพ์ที่โบราณที่สุด เป็นระบบการพิมพ์ที่เกิดขึ้นมาหลายร้อยปีแล้ว แต่ได้มีการนำมาใช้กับงานพิมพ์ในรูปแบบใหม่ให้น่าดูยิ่งขึ้น ทำให้การ์ดลักษณะนี้มีความพิเศษ มีลักษณะเฉพาะตัวที่เลียนแบบได้ยาก
การพิมพ์ระบบ Letterpress คือการพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์ที่มีความแข็ง แกะลายเป็นตัวหนังสือหรือรูปทรงต่างๆ แล้วนำไปป้ายด้วยหมึกพิมพ์ จากนั้นก็นำไปกดทับลงบนกระดาษ ลักษณะจะคล้ายกับการพิมพ์ตรายางที่เราคุ้นเคย แต่จะแตกต่างจากตรายางตรงที่ แม่พิมพ์ตรายางจะทำด้วยแผ่นยางติดไว้บนไม้ แต่แม่พิมพ์ Letterpress ที่พูดถึงนี้จะทำด้วยแผ่นเหล็กแทนยาง
ลักษณะเครื่องพิมพ์ที่จะพิมพ์ระบบ Letterpress จะมีหลักการคือ แม่พิมพ์จะยึดติดไว้กับแท่น แล้วมีลูกกลิ้งหมึกคอยพาหมึกมาทาบนแม่พิมพ์ แล้วก็มีหน่วยป้อนกระดาษที่จะพากระดาษไปสัมผัสกับแม่พิมพ์จนเกิดเป็นภาพ การ์ดแต่งงานที่พิมพ์ด้วยระบบนี้จะมีความละเอียดไม่มาก แต่จะมีลายเส้นที่มีน้ำหนักกดทับที่ชัดเจน เพราะเป็นการเคลื่อนกระดาษไปกดลงบนแม่พิมพ์ และการกดทับที่มากเป็นพิเศษจะทำให้งานพิมพ์ดูมีเสน่ห์ ซึ่งแตกต่างจากระบบการพิมพ์อ๊อพเซ็ทที่แทบจะไม่มีการกดทับให้กระดาษเป็นรอยเลย
การกดทับจนเกิดเป็นรอยลึก หรือรอยจมลงบนเนื้อกระดาษจะยิ่งมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นหากเราใช้กระดาษที่หนาขึ้น กระดาษทั่วไปที่ใช้พิมพ์การ์ดเชิญรูปแบบต่างๆจะมีความหนาประมาณ 300 แกรม แต่การ์ดแต่งงานที่เราพยายามทำให้แตกต่างนั้นจะใช้กระดาษที่หนาเป็นพิเศษ นั่นคือเราเลือกใช้กระดาษชานอ้อยที่มีความหนาประมาณ 500-600 แกรม ความหนาของกระดาษชานอ้อยนี้เมื่อมองด้วยตาเปล่าแล้วน่าจะมีความหนาประมาณ 1-2 มิลลิเมตร นั่นหมายความว่ากระดาษชานอ้อยเป็นกระดาษที่หนามาก หนาจนไม่สามารถจะดัดโค้ง หรือพับงอได้
ลักษณะงานพิมพ์ Letterpress จะมีเนื้องานที่มีความดิบ รอยหมึกที่กดทับเป็นภาพหรือตัวหนังสือจะมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ บางส่วนอาจจะดูแล้วเป็นเส้นบาง บางส่วนอาจจะดูแล้วเป็นเส้นหนา บางครั้งดูเหมือนเป็นตัวหนังสือขาดวิ่น ที่กล่าวมาล้วนเป็นเสน่ห์ของระบบการพิมพ์ Letterpress ความไม่เพอเฟ็คเหล่านี้เป็นบุคคลิกเฉพาะตัว ความหนาของกระดาษ และความลึกของรอยกดมันทำให้ผู้จับการ์ดรู้สึกว่ามันออกมาด้วยความตั้งใจ แน่นอนว่ามันมีโอกาสถูกเก็บเป็นที่ระลึกมากกว่าการ์ดลักษณะอื่นๆ
การพิมพ์ Letterpress 1 สี จะใช้แม่พิมพ์ 1 ชิ้น หากจะพิมพ์ 2 สี ก็จะใช้แม่พิมพ์ 2 ชิ้น ยิ่งมีจำนวนสีเยอะ ก็ยิ่งใช้แม่พิมพ์เยอะขึ้น ในตัวอย่างนี้เป็นการ์ดแต่งงานที่ใช้แม่พิมพ์ 4 ชิ้น โดยสองชิ้นแรกจะพิมพ์ด้านหน้า โดยหนึ่งชิ้นเป็นหมึกสีน้ำตาล อีกหนึ่งชิ้นสำหรับด้านหน้าจะพิมพ์แบบไม่ใส่หมึกเพื่อกดให้เป็นรอยจมแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนด้านหลังก็จะมีสองสี ใช้แม่พิมพ์อีก 2 ชิ้นสำหรับแต่ละสี รวมเป็น 4 ชิ้น
ขอบฟ้ากับคุณย่า
พาขอบฟ้ามาเยี่ยมคุณย่า ถ่ายภาพเล่นด้วยกล้องสองตัว ตัวแรกคือกล้อง LYTRO เป็นกล้องแนวแฟชั่นไฮเทค คุณภาพไม่ค่อยสวยมาก แต่ได้เรื่องลูกเล่นการโฟกัสภาพ ถ่ายก่อนโฟกัสทีหลัง อยากเห็นจุดไหนในภาพชัดก็กดที่บริเวณนั้นเพื่อโฟกัสใหม่
อย่างภาพนี้ มีรูปเด็ก แม่เด็ก ย่าของเด็ก และหมาอีกตัว คลิกที่จุดไหนเพื่อโฟกัสภาพใหม่ก็ได้ เป็นลูกเล่นที่สนุกดีเหมือนกัน
วันนี้เตรียมตัวพาขอบฟ้าไปเยี่ยมคุณย่า ให้นมช่วงสายๆเสร็จก็เตรียมตัวขึ้นรถพาไปบ้านจอมทอง ก่อนจะออกก็ถ่ายรูปเล่นกัน ครั้งนี้ใช้กล้อง Eos5d กับเลนส์ 85 f1.8 เป็นหลัก หลังจากที่ใช้กล้องเล็กอย่าง Fuji x100 มานาน ภาพจากกล้องใหญ่เลนส์ใหญ่ตัวนี้ให้คุณภาพที่ดีมาก จะเรียกว่าเป็นกล้องเทพ เลนส์เทวดา ก็ไม่ผิดนัก
หลานสาวชื่อ มิลิน เป็นลูกของพี่ชายอ้อย กำลังซน วิ่งและนอนได้ทุกที่ในบ้าน คลุกลงไปหมอบคู่กับหมาก็บ่อย ภาพนี้รอจังหวะเขาวิ่งเล่นไปหมอบข้างๆหมาแล้วก็ถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก

เด็กผู้หญิงเริ่มรู้จักการถ่ายรูปแล้ว บอกให้โพสท์ท่าก็ได้ภาพนี้มา ถ้าไม่ใช่กล้อง DSLR ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าจะได้อารมณ์ภาพและความไวแบบนี้ เพราะเด็กนิ่งอยู่แบบนี้แค่สองวินาที พ้นจากนี้ก็อด
ขับรถ Honda freed พาขอบฟ้าไปเยี่ยมคุณย่า วันนี้ขอบฟ้าโชว์ความเป็นเด็กดี ไม่งอแงเลี้ยงยากเหมือนทุกวัน ทักก็ยิ้มตลอด ใครเห็นใครก็รัก คุณย่าเห็นยังสงสัยเลยว่าเลี้ยงยากตรงไหน
ตอนเย็นพากลับมาบ้านบางบัวทองแล้วก็พาไปเดินเล่นในหมู่บ้าน ขึ้นรถเข็นแล้วตะลอนไปท้ายหมู่บ้าน
ขอบฟ้านั่งในรถเข็นไม่รู้เรื่อง คงไม่รู้ว่าพ่อแม่ทำอะไร มันก็นั่งอมมือไปเรื่อยๆ ท่าทางแบบนี้น่าจะเป็นที่มาของคำพูด “เด็กอมมือ”
หมู่บ้านนี้อยู่บริเวณบางบัวทอง ตุลาคมปี 2554 น้ำท่วมใหญ่ ทิ้งร่องรอยให้เห็นตามรั้วบ้าน ใครจะซื้อบ้านมือสอง หรือโครงการใหม่ๆในพื้นที่เสี่ยงคงต้องคิดหนัก เพราะเห็นหลักฐานอยู่ว่าท่วมระดับไหน
ตอนเข็นรถแม่จะเข็นรถไม่เร็ว แต่ช่างภาพถ่ายให้ดูเหมือนเร็ว เอาไว้ดูขำๆ
Honda Freed กับชีวิตเล็กๆ
วันที่ 20 กรกฎาคม 2555 เป็นวันที่ชีวิตผมเปลี่ยนไปตลอดกาล
เช้ามืดวันที่ 20 เป็นวันนัดที่ผมจะพาภรรยาไปคลอดลูก ลูกของผมเป็นผู้ชาย ผมคิดชื่อให้เขาแล้วตั้งแต่ตอนที่ยังไม่รู้เพศ ถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อกลางใจ ถ้าเป็นผู้ชายจะให้ชื่อขอบฟ้า ชื่อกลางใจหมายถึงจุดที่ใกล้ตัวที่สุด ชื่อขอบฟ้าหมายถึงที่ที่ไกลที่สุด มีความหมายเป็นนัยว่าไม่มีใครไปไกลกว่าขอบฟ้า
ก่อนวันคลอด ผมหัดใส่คาร์ซีทในฮอนด้า freed คาร์ซีทได้รับบริจาคมาจากพี่สาวของผมผู้ที่หยิบยื่นแคมรี่มาให้ผมขับอยู่แปดพันกิโลเมตรนั่นแหละ การติดตั้งคาร์ซีทเต็มไปด้วยความมึนงง ให้เพื่อนช่วยดูให้เหมือนกัน ก็คิดว่าน่าจะติดได้ไม่ผิด แต่ก็ไม่มั่นใจ จัดกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเอง กระเป๋าภรรยา และกระเป๋าของลูก นอกจากนี้ยังเตรียมป้ายชื่อของลูกเอาไว้ด้วย ตั้งใจจะเอาไปใช้ติดหน้าเตียง เวลามีใครมาเยี่ยมจะได้หาได้สะดวก
ผมขับรถไปโรงพยาบาลรามาตั้งแต่เช้ามืด เพื่อหนีรถติด นัดหมอไว้เก้าโมงเช้า แต่แม่เด็กต้องไปเตรียมตัวตั้งแต่เจ๊ดโมง ในห้องพักก่อนผ่าตัดผมก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดตัวเขียว เพื่อเตรียมตัวไปยืนลุ้นอยู่ข้างเตียงผ่าตัด ระหว่างที่รอเวลา ผมทะยอยเตรียมของใช้ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิทัล Fujix100 พร้อมแบตเตอรี่สองก้อน เมมโมรี่อีก 16 Gb กล้องฟิล์ม Leica minilux ใส่ฟิล์มขาวดำเอาไว้เพราะผมต้องการภาพขาวดำแท้ๆเก็บไว้ด้วย ลูกผมเกิดทีเดียว ไมโครโฟนบันทึกเสียงก็เตรียมไว้เพราะอยากจะเก็บเสียงแรกให้ได้ แต่ว่าสุดท้ายก็ไม่ได้พกเข้าไป เพราะชุดเขียวไม่มีช่องให้ใส่อุปกรณ์อย่างอื่นเลย
ในห้องผ่าตัดเป็นอย่างไรผมจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ เพราะทุกอย่างมันเร็วมาก รู้ตัวอีกทีลูกผมก็ถูกหิ้วออกมาที่เตียงเล็ก ทำการกระตุ้นระบบหายใจ ดูดน้ำออกจากปอด ผมเป็นพ่อคนแล้ว พ่อมือใหม่ทำอะไรไม่ถูกเลย ภาพเด็กเกิดใหม่น่าเกลีียดมาก เด็กคนนี้เหรอที่ผมร้องเพลงให้มันฟังบ่อยๆ ผมจะเริ่มรักมันนาทีไหนกัน พอเสียงเด็กดังขึ้น บรรยากาศทุกอย่างเปลี่ยนไปเป็นความสุขที่อบอวล ผมรักมันแล้วแหละ จากนั้นก็ได้สติ ผมไปยืนถ่ายรูปพ่อแม่ลูกด้วยท่ามาตรฐานของทีมหมอที่เขาบรรจงถ่ายภาพให้อย่างมืออาชีพ ผมว่าผมเป็นช่างภาพที่ถ่ายภาพมาเยอะ แต่ภาพครอบครัวคงต้องยกให้หมอและพยาบาลในนี้ เพราะเขาคงถ่ายวันละหลายครอบครัว ปีละสามร้อยหกสิบห้าวัน
ผมใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลสามคืน เพื่อให้ภรรยาพักฟื้นและทำความคุ้นเคยกับลูก หัดป้อนนม หัดอาบน้ำ หัดอดนอน หัดตื่นทุกสามชั่วโมง ทุกอย่างพยาบาลค่อยๆฝึกเราทั้งคู่เพื่อให้พร้อมออกไปเลี้ยงลูกอย่างมั่นใจ แต่จริงๆแล้ว พ่อแม่มือใหม่อย่างผมและภรรยามีแต่ความกลัว มีแต่ความวิตกกังวล แต่ก็ทำหน้าเฉยๆเพื่อไม่ให้เสียกำลังใจ
ผมออกจากโรงพยาบาล พร้อมด้วภรรยาและเด็กชายขอบฟ้า ชีวิตใหม่กำลังเริ่มต้น ผมขับ Freed คลานเป็นเต่าออกจากรั้วโรงพยาบาล ทีแรกตั้งใจจะวางลูกไว้ในคาร์ซีท แต่ลูกผมตัวเล็ก น้ำหนักเพียง 2778 กรัมตอนเกิด รูปร่างยังเล็กมากเมื่อเทียบกับคาร์ซีทที่ติดไว้ในรถ วางลูกลงไปแล้วทุกอย่างดูหลวมๆ มันหลวมซะจนคิดว่าลูกน่าจะกลิ้งตกได้เลย ภรรยาผมเริ่มใจเสีย มีสิ่งที่ผิดคาดเกิดขึ้นในชีวิตแล้วหนึ่งอย่าง ลูกนอนในคาร์ซีทไม่ได้ทำให้ต้องอุ้มอยู่อก ซึ่งรู้กันอยู่แก่ใจว่าเป็นท่าที่อันตรายมาก ถ้าผมขับเร็วไป หรือมีอุบัติเหตุอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นลูกคงหลุดจากมือได้ง่ายๆ
ขับรถออกจากรั้วโรงพยาบาลไปแค่ห้าสิบเมตรผมก็รู้สึกว่ารถแรงไปแล้ว อยากขับให้ช้ากว่านี้ ผมกลัวลูกจะหลุดมือ กลัวว่าถ้าวิ่งเร็วลูกจะอันตราย กลัวว่าถ้าต้องเบรกกระทันหันลูกจะหลุดจากอกแม่ ผมกลัวแค่ไหนภรรยาผมกลัวยิ่งกว่า ผ่านไปหนึ่งสี่แยก มีรถเมล์วิ่งแซงรถผมไปแล้ว ผมภาวนาให้รถติดเยอะหน่อยเพื่อให้ผมจะได้ไม่ต้องเร่งความเร็วขึ้นไป อยากให้ทุกอย่างช้าลง อยากให้รถติดค่อยๆขยับเพราะผมกลัวลูกหลุดมือ ใครหลายคนเคยบ่นว่าอยากให้ฟรีดติดเครื่องสองพันซีซี สถานการณ์ของผมผมกลับอยากได้เครื่องเล็กกว่านี้ อยากให้ถนนแคบกว่านี้ อยากวิ่งช้าๆ ผู้หญิงคนหนึ่งที่คุณรัก กับลูกอีกคนที่ทั้งคุณและภรรยาต่างพร้อมใจใช้ทั้งชีวิตที่เหลือเพื่อปกป้องและเลี้ยงดูเขา ผมจะไม่ขับรถเร็วเด็ดขาด จะไม่เผลอปล่อยให้รถวิ่งแบบอันตรายเลยแม้แต่นาทีเดียว ระหว่างรถติดผมหันไปมองภรรยาและลูกบ่อยมาก ภรรยาเริ่มร้องไห้ ผมถามว่าทำไมถึงร้อง เธอบอกว่า เธอกลัว กลัวเลี้ยงได้ไม่ดี เห็นน้ำตาแล้วผมก็ทำอะไรไม่ถูกเลย ผมบอกเธอว่า มีผู้หญิงเป็นล้านคนผ่านวันแบบนี้ไปได้พวกเราไม่โชคร้ายหรอก
สามสิบวันผ่านไป ผมนัดหมอที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพและฉีดยาให้ขอบฟ้า คาร์ซีทได้ใช้งานอีกครั้ง คราวนี้ขอบฟ้าตัวโตขึ้น วางในคาร์ซีทแล้วไม่หลวมเหมือนวันแรก คาร์ซีทรุ่นนี้เป็นกระเช้าในตัว ประตูสไลด์ของ Freed ทำให้ผมจัดท่าของขอบฟ้าในคาร์ซีทได้สะดวก ตำแหน่งที่ติดตั้งคาร์ซีทที่ปลอดภัยที่สุดของรถยนต์คือหลังคนขับ ผมเพิ่งพบข้อดีของ Freed อีกข้อหนึ่งที่ดีกว่ารถเก๋งตอนติดคาร์ซีทนี่แหละ นั่นคือ ผมสามารถติดคาร์ซีทไว้ที่แถวสองด้านขวาซึ่งอยู่หลังคนขับได้ และใช้เบาะแถวสองเลื่อนขึ้นหน้าเพื่อบีบให้คาร์ซีทติดแน่นไม่ขยับ ถ้าเป็นรถเก๋ง เราจะพบว่าคาร์ซีทมักจะติดอยู่กับเบาะหลังด้านซ้าย เหตุผลก็เพราะว่าต้องเลื่อนเบาะหน้าลงมาดันคาร์ซีทเอาไว้ เนื่องจากรถเก๋งเลื่อนเบาะหลังไม่ได้ ถ้าติดด้านหลังคนขับจะกลายเป็นว่าต้องเลื่อนเบาะคนขับลงมาดันคาร์ซีท ซึ่งมันก็ทำให้ตำแหน่งคนขับไม่อยู่ในตำแหน่งการขับที่ดี อันตรายยิ่งกว่าเดิม รถเก๋งเลยต้องติดด้านซ้ายแทน แต่ Freed ติดคาร์ซีทหลังคนขับได้ เพราะไม่ต้องเลื่อนเบาะคนขับไปดัน แต่ใช้เบาะแถวสองดันขึ้นมาแทน มันดีกว่ากันตรงนี้
มีอีกครั้งที่ Freed ทำให้ผมรู้สึกดี ตอนที่พาขอบฟ้าไปหาหมออีกครั้งหนึ่งตอนครบหกสิบวัน หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วก็แวะไปร้านขายของเด็ก ภรรยาผมต้องการซื้อของใช้ให้ขอบฟ้า ไปจอดที่ร้านค้าแล้วก็ให้ภรรยาเดินลงไปซื้อ ผมกับขอบฟ้ารออยู่บนรถ ดูเหมือนเป็นคนไม่รักโลก เพราะจอดรถเปิดแอร์ แต่ผมให้อภัยตัวเอง เหตุผลง่ายๆก็คือผมรัก ลูกมากกว่ารักโลก พอจอดได้ตำแหน่งที่ดีแล้ว ผมก็เข้าเกียร์ P แล้วเดินจากแถวหน้ามานั่งแถวสอง เพื่อเล่นกับขอบฟ้า มาอยู่เป็นเพื่อนให้ขอบฟ้าเห็นหน้าจะได้ไม่ร้องไห้ แดดร้อน แต่ผมไม่ต้องลงจากรถเพื่อย้ายที่นั่ง ยิ่งถ้าฝนตกยิ่งรู้สึกดีว่าเลือกรถไม่ผิด ชีวิตครอบครัวที่มีเด็กเล็กการได้รถอย่าง Freed มาใช้มันเป็นความอเนกประสงค์ที่รื่นรมย์ แม้ว่าจะใช้รถเก๋งก็เลี้ยงลูกได้ ไปไหนต่อไหนได้ไม่ต่างกัน แต่ความสนุกไม่เท่ากัน ภรรยาผมสามารถโฟกัสกับลูกได้ตลอดเวลา ไม่ต้องพะวงกับการเปิดปิดประตู เพราะประตูไฟฟ้าสั่งได้จากคนขับ แม้แต่ตอนที่ผมนั่งเล่นกับลูก ผมก็กดรีโมทเปิดปิดประตูได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ชีวิตเหนือระดับมันเกิดขึ้นได้ง่ายๆใน Freed นี่แหละ
ช่วงนี้ฝนตกบ่อยมาก ผมจะพาแม่กลับบ้านตอนเย็นทุกวัน วันที่ฝนตก ผมให้แม่นั่งแถวสอง แล้วถือร่มเอาไว้ รอเปิดประตูรถตรงกับหน้าบ้านแล้วให้แม่กางร่มเดินลงไปเลย ประตูไฟฟ้าสไลด์ออก แม่ค่อยๆกางร่ม แล้วเดินออกจากรถไป หัวไม่เปียก ของในรถไม่เปียก ไม่ต้องเอื้อมมือกลับมาปิดประตู เพราะผมสั่งปิดจากตำแหน่งคนขับได้ แม่เดินเข้าบ้านตัวแห้ง ส่วนคนขับอย่างผมก็ดับเครื่อง แล้วเดินมาออกทางประตูสไลด์ วิ่งหนีฝนออกจากรถ แล้วค่อยกดรีโมทให้ประตูปิด ไม่ต้องไปเสียเวลาหันไปปิดเอง
ตอนนี้ขอบฟ้าเริ่มแสดงอารมณ์ได้แล้ว สามารถยิ้มทักกับทุกคนได้แล้ว รอยยิ้มของเด็กมันมีแรงดึงดูดประหลาด จะโกรธมันแค่ไหนตอนที่มันงอแง แต่พอมันยิ้มให้เราก็รักมันยิ่งกว่าเดิม
รีวิวเครื่องเสียงลงในเว็บมั่นคงแม็กกาซีน
ผมรับงานเขียนรีวิวเครื่องเสียงให้เว็บนี้ครับ http://magazine.munkonggadget.com/
นับว่าเป็นการเขียนรีวิวเครื่องเสียงครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ผ่านมาเป็นการรีวิวของที่ใช้เองซะส่วนใหญ่ แต่คราวนี้พอมีการเปิดตัวแม็กกาซีนออนไลน์เกี่ยวกับเครื่องเสียง ผมก็สนใจอยากร่วมงานด้วย ได้อีเมลคุยกับเจ้าของเว็บแล้วเขาก็เปิดโอกาสให้ ก็เลยเป็นที่มาของรีวิวเครื่องเสียงต่างๆ นับจากนี้ไปน่าจะได้อ่านกันต่อเนืื่อง จนกว่าจะเจ๊งกันไปข้างหนึ่ง หวังว่าคนที่ชอบเครื่องเสียงและสินค้า IT จะชอบสิ่งที่ผมนำเสนอนะครับ
รีวิวตัวที่สามAudio Gd Dac NFB11.32
http://magazine.munkonggadget.com/review-article/63/รีวิว-audio-gd-11-32
รีวิวตัวที่สองคือหูฟัง Sennheiser RS220
http://magazine.munkonggadget.com/review-article/60/รีวิว-หูฟัง-sennheiser-rs220
รีวิวตัวแรกก็คือ Samsung Galaxy Note Dock
http://magazine.munkonggadget.com/review-article/56/รีวิว-samsung-desktop-dock-galaxy-note
สวัสดีชาวโลก ผมชื่อขอบฟ้า
สวัสดีชาวโลก ผมชื่อขอบฟ้า วันนี้ผมยิ้มทักมนุษย์ได้แล้วครับ
ขอบฟ้าอารมณ์ดี
ขอบฟ้าอารมณ์ดี กินอิ่มนอนหลับ อึเยอะ สบายตัวสุดๆ
ธงเจ นกแอร์
ทำธงเจส่งนกแอร์ดอนเมือง
สีpastel
ขอบฟ้านอนเล่น
นอนเล่นสบายอารมณ์




































