nikon v1 กับเลนส์ CCTV

IMG_0877

IMG_0882

IMG_0887

กล้อง nikon v1 ต่อกับเลนส์ CCTV จะต้องต่อผ่าน adaptor ชิ้นหนึ่ง ซึ่งจะแปลงเม้าเกลียวของระบบ CCTV ให้เป็นเม้า nikon1 ลองซื้อมาใช้แล้วก็ใช้งานได้ปกติ แต่ติดปัญหาก็คือไม่สามารถโฟกัสอินฟินิตี้ได้เลย เพราะระยะเกลียวของ adaptor มันไม่ลงลึกพอที่จะให้เลนส์อยู่ใกล้กับบอดี้ตามที่ควรจะเป็น เหตุผลที่มันลงไปลึกไม่ได้ เพราะกระบอกเลนส์ CCTV มันใหญ่กว่าความกว้างของหลุมที่ adaptor มันเว้นไว้ให้ มันก็เลยหมุนลงไปไม่ได้

ผลก็คือถ่ายภาพได้แต่ระยะใกล้ๆและระยะมาโครเท่านั้น จะถ่ายภาพวิวไม่ได้เลย พยายามหาข้อมูลแล้วแต่ก็ไม่เจอว่าจะต้องหา adaptor ยี่ห้อไหน ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่า adaptor ไม่ได้มาตรฐาน หรือ เลนส์ CCTV ตัวนี้ไม่ได้มาตรฐาน อะไรกันแน่

ภาพแม่และเด็กที่ผมชอบ

ภาพแม่และเด็กในรูปแบบที่ผมชอบจะเป็นลักษณะแบบภาพนี้เลย เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความตั้งใจที่จะเอาใจใส่ต่อชีวิตน้อยๆหนึ่งชีวิต การเป็นแม่ที่ดีต้องใช้ความพยายามและความอดทนมหาศาล ในช่วงแรกของเด็กยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เด็กจะอยู่รอดก็เพราะแม่คนเดียวเท่านั้น พ่อที่ยืนถ่ายรูปอยู่ด้านข้างเป็นแค่คนที่คอยช่วยหยิบจับสิ่งของบางอย่าง เป็นเพียงคนบันทึกภาพ เป็นพยานว่าแม่รักลูกแค่ไหน

contx t3 kf2 nov2012 --9

ถ่ายรูปให้เป็นดังใจคิด

PICT0200

พระอาทิตย์ทรงกลด ไม่ได้เป็นเรื่องราวของโชคราง หรือนิมิตใบ้คำทำนายทายทัก มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่รุ้งกินน้ำจะเกิดเป็นวงกลมรอบเส้นตรงที่ลากจากพระอาทิตย์มายังดวงตา ถ้ารุ้งกินน้ำเกิดตอนสี่โมงเย็น มันก็จะอยู่ริมขอบฟ้า เส้นวงกลมของรุ้งกินน้ำก็มีบางส่วนของวงอยู่บนฟ้าเป็นภาพให้เราเห็น บางส่วนของวงอยู่ใต้ดินซึ่งก็คือไม่มีให้เห็น รุ้งกินน้ำที่เกิดตอนเที่ยง ตอนที่พระอาทิตย์ตรงหัว มันก็เกิดเป็นวงกลมเต็มวงให้เราดู ถ้าเราสามารถมองได้ไม่แสบตา การถ่ายภาพนี้ ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าเลย มองผ่านช่องมองภาพก็ไม่ได้ด้วย อาศัยการปรับกล้องแมน่วลโฟกัสให้โฟกัสที่อินฟินิตี้ กล้องnikon fm2n เลนส์ 24f2.8 ฟิล์ม fuji velvia ปรับความเร็วชัตเตอร์ไปที่ความเร็วสูงสุดของกล้อง แล้วก็ปรับค่ารูรับแสงตั้งแต่ค่า f8 f11 f16 f22 ไล่ไปเรื่อยๆ มันจะได้ภาพดีสักภาพหนึ่งแน่นอน ตอนเล็งก็อาศัยการหลับตาแทนการมอง หันกล้องขึ้นฟ้า หลับตาเพื่อให้ภาพมืด แล้วแดดที่ตกเข้ามายังกล้องก็จะส่องมาที่ดวงตาที่หลับไว้ เราก็จะเห็นเป็นแสงสีส้ม เอียงกล้อง ส่ายกล้องไปมาเพื่อหามุมที่แสงสีส้มสว่างที่สุด แล้วก็เร่ิมถ่าย….

กระเป๋า Gas Mask น่าใช้

กระเป๋าหน้าตาเชยๆ แต่เป็นกระเป๋ารุ่นที่เข้าฉากถ่ายทำหนังเรื่อง indiana jones เป็นกระเป๋าที่ผลิตจริงในยุคสงครามโลก และมีการแจกจ่ายให้ประชาชนใช้ใส่อุปกรณ์ป้องกันแก๊สพิษ กระเป๋ารุ่นนี้ได้รับการผลิตจำนวนมาก และหลงเหลือมาสู่ยุคปัจจุบัน ในช่วงที่มีการถ่ายหนังเรื่อง indiana jones ก็ได้มีการคัดเลือกกระเป๋าให้เป็นเครื่องประดับของพระเอก กระเป๋ารุ่นนี้ก็ได้รับการคัดเลือก และหลังจากหนังได้รับความนิยมและทำต่อเนื่องกันสามภาค กระเป๋า Gas Mask ก็ได้รับการสืบประวัติและถูกนักสะสมตามซื้อเก็บกันตั้งแต่หนังสามภาคดังเป็นพลุแตก

DSC_1718.JPG

คนมีนิสัยชอบถ่ายรูปจะพยายามหากระเป๋าสักใบที่มีคุณภาพดีและสามารถใส่ของได้เยอะ และสามารถพรางตัวไม่เป็นจุดเด่น ดูไม่รวย ดูไม่เป็นช่างภาพ ซึ่งกระเป๋า Gas Mask ตอบโจทย์เหล่านี้ได้หมด ตอนที่ได้มาผมก็ลองใส่ของไปหลายๆอย่างก็รู้สึกถูกใจ เพราะมันใส่ของได้เยอะโดยที่กระเป๋าไม่บวมป่อง มีช่องเล็กช่องน้อยที่ทำไว้ให้ใช้งานได้ง่าย สามารถหยิบของทุกอย่างในกระเป๋าได้โดยตรงโดยที่ไม่ต้องรื้อกระเป๋า ซึ่งการใช้งานจริงผมก็ลองใส่จนลงตัวว่ากระเป๋าใบนี้ผมใช้ใส่อะไรบ้างดังนี้

กล้องถ่ายภาพตัวที่หนึ่ง nikon 1 V1 ติดเลนส์ 10f2.8
กล้องถ่ายภาพตัวที่สอง canon eos m ติดเลนส์ 18-55STM บ้าง บางวันก็ติดเลนส์ 22f2 บ้าง
แฟลชตัวเล็ก canon ex90
เพาเวอร์แบงค์ 5500Ma ของ yoobao
สมุดโน้ตขนาด 4×5 นิ้ว ความหนาประมาณ 40 หน้า
tablet Galaxy note8 บางวันก็มี ipad mini ใส่เข้าไปด้วย
ปากกาลูกลื่น ปากกาเมจิก ดินสอเหลาอย่างละแท่ง
เครื่องเล่น mp3 ขนาดเล็ก บางวันก็ใช้ samsung w1 บางวันก็เป็น ipod shuffle gen1
หูฟัง 1 เส้น
หลอดไฟ led สำหรับต่อกับพอร์ต usb เอาไว้ส่องสว่างเวลาทำงานในที่แสงน้อย
กล้องฟิล์ม contax t3 ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น nikon1 v1 แทน

ถ้าจะบอกว่าเป็นกระเป๋าที่ถูกใจที่สุดในรอบสิบปีก็ไม่ผิด เพราะมันใส่ของที่อยากใส่ออกนอกบ้านได้ค่อนข้างเยอะและครบ กระเป๋าใบนี้ทำให้เราสามารถพกกล้องไปได้ทุกที่ เหตุที่ต้องมีกล้อง 2 ตัวเอาไว้ในกระเป๋าก็เพราะ กล้อง nikon v1 เป็นกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ขนาดเล็กมากที่สามารถโฟกัสภาพได้เร็วมาก เป็นกล้องที่ีจะหยิบมาถ่ายภาพเวลาที่ต้องการภาพเน้นเนื้อหา เน้นสาระ เน้นว่าต้องเก็บภาพให้ได้ ส่วนกล้อง eos m เป็นกล้องขนาดเล็กอีกตัวหนึ่งที่ให้ภาพได้สวย เลนส์ 22f2 พร้อมกล้อง eos m ให้ภาพชัดตืิ้นได้ถูกใจผมที่สุด แทบจะไม่ต่างไปจากกล้องโปรเลย แต่มันโฟกัสช้ามากทำให้ไม่สามารถใช้ได้ทุกสถานการณ์ มันก็เลยต้องพกสองยี่ห้อ สองบอดี้นั่นเอง

มินิรีวิว มินิคอมโป JVC EX-A3

มินิคอมโปตัวนี้เพิ่งได้มาไม่นาน จากการประกาศเคลียร์แล้นในเว็บแห่งหนึ่ง เมื่อได้มาก็ลองฟังคร่าวๆและเขียนบันทึกไว้คร่าวๆ จะเป็นรีวิวก็ไม่เชิง

IMG_0812.JPG
IMG_0819.JPG
IMG_0817.JPG

ผมพอใจกับน้ำเสียงของ A3 มาก เสียงเบสทำได้ดีไม่น่าเชื่อ บาลานเสียงของกลางแหลมกับเบสมีพอดีๆ ให้ความรู้สึกเหมือนลำโพงซับแซทชั้นดีที่จูนเสียงมาให้ฉ่ำอิ่ม จังหวะกระแทก เบสอิ่มๆ มีครบถ้วน การวางลำโพง ในคู่มือบอกให้วางห่างผนังประมาณ 15cm ซึ่งคงเป็นจุดที่ให้เบสได้ใหญ่ที่สุด แต่ผมวางห่างผนังหลังประมาณ 30cm ครับ

ราคาระดับนี้ หายากมากที่จะมีตัวที่ดีกว่าคุ้มกว่า จริงๆต้องบอกว่าไม่มีเลย ลำพังแค่ลำโพง หรือแค่ตัวเครื่องก็หาซื้อมาแทบไม่ได้แล้ว คุณภาพเสียงฟังจากแผ่นซีดี คุณภาพดีมาก เป็นเครื่องที่ฟังเพลงได้เพราะมาก ไม่เหมือนเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไปที่ฟังแล้วไม่รู้สึกเพราะ

มีรายละเอียดอีกมากที่มันส่งเสริมให้คุณภาพเสียงออกมาดี ถ้าให้สาธยาย ผมต้องไปรับเงินเดือนที่ jvc เลยแหละ
เอาคร่าวๆก็คือ ตู้ลำโพงไม้ออกแบบมาดีดูมีความตั้งใจมาก ตัวซับเสียงภายในก็ไม่ใช่ฟองน้ำทั่วไป แต่เป็นเศษไม้เอามาทำให้เป็นก้อนๆแทนฟองน้ำ ขั้วลำโพงก็มีราคา สายลำโพงที่แถมมาก็เป็นของดี ไม่ใช่สายดำแดงเล็กๆบางๆ
วงจรดิจิทัลแอมป์มีระบบ feedback 2 ชั้น เห็นโลโก้ ที่ฝาบนว่า Hybrid feedback Digital amp
ไปหาข้อมูลเพิ่ม พบว่าเป็นระบบ feedback ที่จะประมวลผลสัญญาณออกลำโพง เพื่อชดเชยทำให้การตอบสนองความถี่เสียงเป็นไปตามที่ออกแบบ มี feedback ระบบดิจิทัลเพื่อควบคุมภาคดิจิทัลแอมป์ให้ทำงานเที่ยงตรง มี feedback analog คุมอีกที ซึ่งส่วนที่เป็นอนาลอกมันคือบล๊อกการทำงานแบบ op-amp มันก็หมายความว่า A3 เป็นโคตร op-amp พลังมหาศาลลลลลลลลลลลลลลลลลล

ถ้าคุณเป็นวิศวกรไฟฟ้า เจอคอนเส็บวงจรแบบนี้ต้องซื้อสองชุดเก็บไว้เลย แม้แต่แท่นเครื่องจุดที่วางพื้นมีสามจุด ก็มีการออกแบบเป็นสามเหลี่ยม มีตัวพยุงที่เกือบสัมผัสพื้นด้วย เพื่อป้องกันการวางเครื่องเอียงหรือเครื่องสั่น จะได้ไม่ทำให้ภายในรวน การอ่านแผ่นจะได้มีคุณภาพตลอดเวลา ภาคดิจิทัลแอมป์ และภาคจ่ายไฟออกแบบให้อยู่คนละด้านของตัวเครื่อง แยกให้ห่างที่สุดเป็นหลักการออกแบบที่ปราณีตและมีหลักการครับ

ถ้าคุณมองเครื่องนี้เป็นดีวีดี มันก็เป็นเครื่องเล่นดีวีดีที่ให้เสียงเพลงได้เพราะมาก
ถ้ามองว่าเป็นชุดลำโพง มันก็เป็นแอมป์พร้อมลำโพงที่หน้าตาดี ขนาดกระทัดรัดและให้เสียงดีมาก คุณอาจจะต้องเสียเงินซื้อชุดแอมป์และลำโพงแยกชิ้นสักห้าหมื่นเพื่อให้เสียงดีกว่านี้

การเชื่อมต่อมีให้หลากหลายครับ สามารถเพิ่มซับวูฟเฟอร์ได้ มี sub out ให้ใช้ สามารถอ่านไฟล์จาก usb ได้ เพลงที่โหลดมาทั้งหลายมีเครื่องเล่นดีๆแล้ว จะต่อจาก ipod หรือ player อื่นๆทางช่อง mini ก็ได้ รับ digital in ได้ด้วย ถ้าคุณมีเครื่องเล่น media player ที่มี digital out ก็ลงตัวเลย เครื่องนี้เครื่องเดียวเข้ามาในห้องฟังผม ผมปิดแอมป์ชุดหลัก เก็บลำโพงชุดหลักไปแล้ว ราคาเต็มสองหมื่นอาจจะซื้อไม่ลง แต่พอลดราคาลงมาขนาดนี้กลายเป็นของโคตรดีไปซะได้เลย บังเอิญช่วงนี้ผมใช้เงินเยอะ ไม่งั้นจะซื้อเก็บไว้อีกตัว

ผมเพลินไปกับการเล่นคอมฯ เล่นเน็ต เล่น ipod จนไม่เคยติดตามเครื่องเสียง mini compo เลย เวลาผ่านไปตามห้างก็เจอแต่เครื่องจีนราคาไม่กี่พัน ฟังกี่รอบก็เมิน ไม่อยากซื้อกลับบ้าน อยู่บ้านก็อยู่กับลำโพงมอนิเตอร์ห้องบันทึกเสียง อยู่กับแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์ มันก็ลงตัว กลมกล่อม ไม่ได้อยากมีอะไรเพิ่มเติมเข้าระบบอีกได้ jvc A3 มาก็ใช้แทนได้ไม่ตะขิดตะขวงใจ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบปีที่หยิบแผ่นซีดีมาฟังโดยตรง เพราะที่ผ่านมา ก็ฟังจากไฟล์ที่ริบเก็บไว้ตลอด

แถม รับวิทยุได้ค่อนข้างดีครับ ฟังเสียงดีเจแล้วไม่อยากปิดเครื่องเลย.

NEC pocket01

ออกจากถ้ำกันเถอะ
===============

IMG_8837

นึกถึงวันที่เราลุยทำธุรกิจแบบที่เราไม่มีทีม  ไม่มีเน็ตเวิร์คเจ๋งๆ  เรามีสภาพอย่างไร

วันที่เราโชคดี เราก็มีงานดีๆที่ทำให้เรามีชื่อเสียง  เราก็รับงานนั้นแล้วก็สร้างชื่อ  เราทำดี ก็มีลูกค้าเก่าบอกต่อ  สิ่งที่ตามมาก็คือ เราทำงานกันจนหน้ามืด ทำงานจนเราไม่มีเวลาไปพัฒนาหรือศึกษาตัวเอง  ทำงานจนลืมที่จะพัฒนาองค์กร  และในเวลาต่อมา ลูกค้าบอกต่อก็ค่อยๆหายไป  เพราะไม่มีใครใช้งานเราตลอดไป  ไม่มีใครสร้างบ้านทุกปี  ไม่มีใครแต่งงานทุกปี  ไม่มีใครเดินระบบไฟ กล้องวงจรปิด สายแลนด์ ลงเครื่องคอมฯยกอ๊อฟฟิศทุกปี  เราอยู่ในธุรกิจของตัวเราเองมานานพอจนเรารู้แล้วว่าลูกค้าเก่าจะค่อยๆหายไป  สิ่งที่เราต้องการคือลูกค้าใหม่

เราออกไปหาลูกค้าใหม่ เราทำอย่างไรกันบ้าง  เราก็อาศัยว่า ลูกค้าเก่าแนะนำใครเราก็ไปหาเขา  มีคนถามหาเราเราก็ไปหาไปแนะนำตัวกับเขา  เราต่างคนต่างทำแบบนี้  ในขณะที่เราก็ไม่ได้มีนัดไปแนะนำตัวได้ทุกวัน  เพราะเราทำงานหน้ามืดอยู่  เรากำลังทำงานให้ลูกค้าอยู่   แถมคนที่จะช่วยบอกต่อให้เราก็มีไม่เยอะ

แม้แต่วันที่เราไปงานเลี้ยงรุ่นไม่ว่าจะเป็นรุ่นมัธยม มหาวิทยาลัย แรกๆเราก็ไปพร้อมนามบัตรเป็นปึก  แล้วเราก็ไม่ได้แจกนามบัตรซะเท่าไหร่  เราไม่ได้มีนิสัยช่างคุย  เพื่อนๆที่เราคบก็มีเพื่อนสนิทเดิมๆที่เรารู้จักกันมาสิบปี และมันก็ไม่เคยซื้อของๆเรา  เราก็ไม่เคยซื้อของๆมัน  เราอาจจะมีธุรกิจต่อกันบ้าง  แต่มันก็เข้าสู่คำพูดเดิมๆ  ไม่มีใครสร้างบ้านทุกปี  เพื่อนเราใช้สินค้าหรือบริการเราแค่ครั้งเดียว  หรือจำนวนน้อยครั้งจนเรียกว่าธุรกิจไม่ได้

สิ่งที่เราเป็นเราเรียกว่า มนุษย์ถ้ำ  เราใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ถ้ำ  เราออกไปหาอาหารแบบพอเพียงแล้วเราก็กลับเข้าถ้ำ  สิ่งที่แย่ก็คือ อาหารรอบถ้ำเริ่มน้อยลง  แถมยังมีมนุษย์ถ้ำมาหากินใกล้เรา  มาตัดราคาเราอีก

กลับมาที่งานเลี้ยงรุ่น  เราออกไปพบเพื่อน เราบอกเพื่อนว่าเราทำอะไร  เพื่่อนบอกเราว่าเพื่อนทำอะไร แลกนามบัตร กินข้าว แล้วเราก็กลับบ้าน  อีกไม่กี่วันเราก็ลืมไปแล้วว่าเราเอานามบัตรใครกลับบ้านบ้าง  และเพื่อนก็เป็นแบบเรา  มันก็ลืมเรา  เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า เราก็ไปเจอเพื่อนอีกที  เพื่อนก็นึกออกว่าเราทำอะไร เราก็นึกออกว่าเพื่อนทำอะไร แต่ระหว่างปีเราดันนึกไม่ออก  คือเราไม่คิดถึงกันเลย  ธุรกิจก็ไม่เกิด  เซ็งไหม  มันเป็นเพราะคุณเป็นมนุษย์ถ้ำเดียวดาย  ทำธุรกิจหัวเดียวกระเทียมลีบ และคุณมองหาแค่ใครจะซื้อของของคุณ  และคุณก็รู้ว่าเพื่อนกลุ่มเดิมๆของคุณไม่ได้ต้องการธุรกิจของคุณบ่อยๆ  คือมันไม่เกิดรายได้ที่จะหล่อเลี้ยงคุณและบริษัทเลย

แต่ตอนนี้  พวกเรา มารวมตัวกัน  เรามาพบกัน เพราะเราต่างก็เห็นบางอย่างคล้ายๆกัน คือเราอยากได้วิธีการใหม่ๆที่จะรักษาและขยายธุรกิจ  พวกเราไม่อยากเป็นมนุษย์ถ้ำเดียวดาย  เราอยากมีชีวิตชีวาและสนุกกับการทำงาน…และเราอยากมีลูกค้าใหม่

บีเอ็นไอ พัฒนาพวกเราให้เป็นเน็ตเวิร์คที่มีคุณภาพ  ถ้าคุณไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นอีกครั้งด้วยทัศนคติแบบบีเอ็นไอแท้ๆ  คุณจะสนุกกับงานเลี้ยงรุ่น  เพราะคุณไม่เดียวดายอีกต่อไป  คุณสามารถเป็นคนใหม่ที่มีคอนซัลห้าสิบอาชีพที่รู้ลึกรู้จริงติดตัวไปด้วย  คุณจะเป็นคนที่มีคุณค่ามากกว่าเดิม  เพราะคุณพกคนเก่งติดตัวคุณไปด้วยอีกทั้งแชปเตอร์  ในเวลาที่คุณคุยกับเพื่อนร่วมรุ่น หรือเพื่อนกลุ่มสนิท คุณก็จะได้แลกเปลี่ยนสารทุกข์สุกดิบกัน  เพื่อนบ่นอะไรมาเกี่ยวกับธุรกิจ คุณจะนึกออกได้ในเวลาไม่นานว่าคุณรู้จักคนที่สามารถจัดการปัญหาเหล่านั้นได้

เช่นถ้ามีคนบ่นอยากขายบ้าน ขายคอนโด ด้วยความร้อนเงิน คุณรูู้แล้วว่าคุณจะแนะนำเพื่อนให้คุยกับใคร คุณก็แค่บอกว่าคุณรู้จักนักอสังหาริมทรัพย์ที่รู้ว่าควรจะขายบ้านให้เร็วนั้นทำอย่างไร   ถ้าเพื่อนคุณบ่นว่าขโมยขึ้นบ้าน  คุณก็เชื่อมเขาเข้ากับคนขายกล้องวงจรปิดได้  ถ้าคุณได้ยินว่าเพื่อนกำลังเดือดร้อนสรรพกรเรียกคุยเพราะบัญชีไม่เรียบร้อย  คุณก็รู้ได้ในทันทีว่า คุณควรจะแนะนำให้เขาได้คุยกับคนทำบัญชีเก่งๆที่สามารถเจรจาต่อรองกับสรรพกรแทนเจ้าของบริษัทได้  ซึ่งคุณสามารถนำพาเพื่อนผู้ประสบปัญหามาพบกับคนเก่งๆโดยไม่ต้องคิดเรื่องเงินและราคาในเบื้องต้น  เพราะอะไรคุณถึงทำได้รู้ไหม  เพราะคุณมีทีม และทีมนี้ใหญ่พอ เก่งพอ และมีทัศนคติบวกเหมือนคุณ

คุณคนใหม่นี้จะมีทัศนคติที่เป็นนักแก้ปัญหาให้กับเพื่อนฝูง  การมองไปยังปัญหาของเพื่อนๆและลูกค้าจะทำให้คุณได้มองหาธุรกิจให้กับทีมของตัวเอง  แค่คุณเปลี่ยนวิธีคิดเล็กน้อย เปลี่ยนจากการมองหาธุรกิจให้ตัวเองเป็นการฟังปัญหาของผู้อื่นและมองหาโอกาสและธุรกิจให้ทีม  คุณก็จะได้รับการขอบคุณจากลูกค้าเพราะคุณใส่ใจกับปัญหาของเขา  และอาจจะเป็นโอกาสที่คุณจะได้ส่งธุรกิจเข้าแช็ปเตอร์

P1260194

ขอให้ทุกคนออกจากถ้ำแล้วปรับทัศนคติใหม่เป็นนักฟัง นักแก้ปัญหา  แทนที่เราจะออกไปหาธุรกิจให้ตัวเอง หนึ่งวันคุณมีโอกาสหาธุรกิจหนึ่งครั้ง  แต่ถ้าคุณมองหาธุรกิจให้เพื่อนๆในแช็ปเตอร์ และเพื่อนสมาชิกทุกคนก็ทำแบบคุณ หนึ่งวันของคุณจะมีห้าสิบโอกาสทางธุรกิจ  แบบนี้พอใช้ได้ไหมครับ  การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นนักฟัง นักแก้ปัญหา จะต้องอาศัยการฝึกฝน อาศัยเวลา แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินไป

บีเอ็นไอมีความรู้ที่กลั่นกรองมาอย่างดีคุณสามารถใช้ความรู้เหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ได้   NEC จะค่อยๆเอาความรู้เหล่านี้มาเล่าให้ฟังครับ

ครั้งหน้า เราจะมาคุยกันเรื่อง นามบัตร  วิธีทำให้นามบัตรเป็นกุญแจทางธุรกิจ แทนที่จะเป็นเศษกระดาษ

eos m กับงานถ่ายแพ็คช็อต หรือถ่ายภาพสินค้า

eos m กับงานถ่ายแพ็คช็อต หรือถ่ายภาพสินค้า

เมื่อก่อนตอนใช้ DSLR จะถ่ายสินค้า ก็จะตั้งโหมด m เลือกค่า f ตามใจ เลือกสปีดตามความเร็วซิงค์แฟลชของกล้องตัวนั้นๆ เลือก iso ต่ำๆไว้ก่อน 200 บ้าง 400 บ้าง ต่อหัวจุกทริกเกอร์เพื่อส่งสัญญาณไร้สายไปยังตัวรับที่ต่อกับแฟลชนอก เวลาถ่ายก็โฟกัสด้วยช่องมองภาพ กดถ่าย แฟลชติด ได้ภาพ

sale2013-IMG_0230

พอใช้ eos m ตั้งโหมด m เหมือนเดิม ตั้ง iso ประมาณ 400 ต่อทริกเกอร์ตัวเดิม ผลก็คือ ภาพในจอมืด จัดองค์ประกอบไม่ได้เลย ต้องกดโฟกัสลงไปครึ่งนึงเพื่อให้กล้องเริ่มโฟกัส ภาพถึงจะมา เราไม่สามารถจัดองค์ประกอบได้ตลอดเวลา เพราะภาพมืด มันรับแสงตามค่าโหมด m แต่ถ่ายได้ กดถ่ายก็ได้ภาพ ได้แสงพอดี เพราะแสงแฟลชจากทริกเกอร์ทำงานได้ปกติ

กล้อง eos m จะส่งภาพที่ค่าแสงจริงที่ถ่ายได้โดยไม่รู้ว่าเราจะถ่ายด้วยแฟลช ที่ต่อกับทริกเกอร์ ภาพในจอเลยมืด ถ้าเราปรับโหมดไปที่ A Tv หรือ P ภาพจะสว่างพอดี

IMG_0430

กรณีนี้ถ้าเปลี่ยนจากทริกเกอร์เป็นแฟลชของcanonเอง กล้องจะรู้ว่าเราใช้แฟลช ก็จะแสดงภาพให้มองเห็นอัตโนมัติ แม้เราจะตั้งเป็นโหมด M ก็ตาม แต่แสงแฟลชจากหัวโดยตรงก็ไม่ดีพอจะถ่ายสินค้า
สรุปได้ว่า eos m ถ่ายสินค้าลำบากมากถ้าใช้แฟลชทริกเกอร์ แต่จะทำงานได้ถ้าใช้แฟลช canon

ทางออกที่เปลืองที่สุดสำหรับกรณีนี้ก็คือ ใช้แฟลช canon ทุกตัว แฟลชติดกล้องก็เป็น canon หรือเป็นตัวส่งสัญญาณแฟลชของ canon แฟลชนอกกี่ตัวก็ใช้เป็น canon เพื่อรับคำสั่งไร้สายทั้งหมด
เปลืองมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ผลลัพธ์จะสะดวกมากๆ และทำงานได้เร็วสุดๆ

ผมลอง ex90 ติดกล้อง ส่งสัญญาณไปยังแฟลช 580ex และ 550ex เพื่อถ่ายสินค้า สะดวก เร็ว แต่เปลืองมาก ถ้าไม่เป็นเพราะมีของเยอะ เคยรับงานมาหลายปี มีอุปกรณ์เป็นคันรถอยู่แล้วคงไม่คิดจะลองให้จบแบบนี้ เพราะแค่จะลงทุนซื้อแฟลชค่ายมาสามตัวก็ดูเปลืองมากๆ เทียบกับทริกเกอร์ของจีนชุดไม่กี่ร้อยบาท แฟลชบ้านๆเก่าๆแต่ไฟแรงตัวละสองพัน ประหยัดกว่ากันเยอะ

IMG_0428

ใครรู้เรื่องแฟลชและจะลงทุนซื้อกล้องมาถ่ายสินค้า ใช้ DSLR ไปเถอะ แต่ถ้าไม่คิดจะใช้แฟลช ใช้แสงหลอดไฟ ใช้แสงธรรมชาติก็คงไม่มีปัญหา eos m ยังคงน่าใช้ แต่สำหรับผมคิดว่าถ่ายสินค้าอีกที คงกลับไปใช้ DSLR เหมือนเดิม

ทดลองล้างฟิล์มขาวดำ

pockethifi's avatarPockethifi's Blog

ทดลองล้างฟิล์มขาวดำ

ผมขอบงานถ่ายภาพขาวดำ ก็เลยพยายามศึกษาและหัดล้างอัดเองเมื่อสักสิบปีก่อน มีอุปกรณ์ทุกอย่างตั้งแต่การล้างฟิล์มไปจนถึงเครื่องอัดภาพ แต่พอเริ่มทำงานอื่นๆเต็มตัว งานอดิเรกอย่างการล้างอัดฟิล์มขาวดำก็ไม่ได้ทำอีกเลย

ปีนี้ผมตั้งใจจะลองล้างอัดอีกครั้ง แต่พอจะไปใช้สารเคมีตัวเดิมที่เคยใช้ก็ปรากฏว่าไม่มีขายแล้ว เลยต้องเปลี่ยนสารเคมีเป็นตัวอื่น และก็ต้องมีการทดลองล้างก่อน ก่อนที่จะไปล้างฟิล์มที่คาดหวังตัวจริง

สารเคมีตัวที่หาซื้อได้ในปี พศ. 2555 นี้ คือโกดัก D-76 ชนิดผง น้ำหนักของทั้งซอง 415 กรัม ใช้ละลายน้ำ 3.8 ลิตร เพื่อเตรียมเป็นน้ำยาเข้มข้น เมื่อจะล้างจริงต้องเอาน้ำยาเข้มข้นไปผสมน้ำอีกเท่าตัวเพื่อใช้งาน สรุปสุดท้ายก็คือ ผลโกดัก d-76 จะผสมสุดท้ายเป็นน้ำยาใช้งานได้ 7.6 ลิตรนั่นเอง แต่การผสมน้ำยาเพื่อใช้ทั้งซองมันไม่ค่อยเหมาะกับผมสักเท่าไหร่ เพราะน้ำยาทั้งหมดจะล้างฟิล์มได้ประมาณ 25 ม้วน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะใช้งานได้ครบภายในเวลากี่เดือน อายุของน้ำยาที่ผสมแล้วจะอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ถ้าเก็บไม่ดี จะอยู่ได้ 6 เดือนถ้าเก็บดี

ผมเลยใช้วิธีหารด้วย 25 เสียเลย เอาน้ำหนักทั้งหมด 415g หารด้วย 25 ได้ 16.6 กรัมเพื่อเอาไว้ใช้กับฟิล์ม 1 ม้วน จากนั้นก็อาศัยการชั่งน้ำหนักผง d-76 ทีละ 16.6 กรัมแทน เดือดร้อนต้องไปซื้อเครื่องชั่งดิจิทัลมาใช้งาน กว่าจะหาเจอว่าต้องซื้อที่ไหนก็ใช้เวลาอีกหลายวัน

ได้เครื่องชั่งมาแล้วก็เริ่มล้างฟิล์มเลย ผมไปเอาขวดน้ำดื่มขนาด 600cc มาเป็นขวดผสมสารเคมี เอาน้ำใส่แท้งค์ล้างฟิล์มแล้วเทลงขวดน้ำดังกล่าว เอาปากกาเมจิกขีดไว้ว่าน้ำต้องอยู่ระดับนี้ จากนั้นก็เอาขวดพร้อมน้ำไปเข้าไมโครเวฟเพื่ออุ่นน้ำให้ได้ประมาณ 50องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ระบุไว้บนซอง ใส่ผง d-76 จำนวน 16.6 กรัมเข้าไปแล้วคนให้เข้ากัน

พอเตรียมน้ำยาล้างฟิล์มเสร็จ ก็เตรียมน้ำยาตัวที่สองซึ่งทำหน้าที่หยุดสภาพของฟิล์มหรือ fixer อีกขวด ซึ่งก็ใช้ขวดน้ำดื่มขนาดเดิม เทน้ำยา fixer สำเร็จรูปไว้ในขวดความสูงเท่ากับน้ำยาล้างฟิล์มตัวแรก

ก่อนจะล้างต้องเอาน้ำยาทั้งสองขวดไปแช่ตู้เย็นเสียก่อน เพราะการล้างฟิล์มต้องใช้อุณหภูมิประมาณ 20-24 องศา เวลาในน้ำยาประมาณ 4-7 นาที ซึ่งต้องไปดูข้างกล่องฟิล์มว่าเขาออกแบบให้ล้างที่อุณหภูมิที่เท่าไร เวลากี่นาที แต่ละยี่ห้อจะใช้อุณหภูมิและเวลาไม่เท่ากัน การถ่ายภาพขาวดำจึงควรจะเก็บกล่องกระดาษที่ใส่ฟิล์มเอาไว้ก่อนจนกว่าจะล้างเสร็จเพื่อดูข้อมูลตอนล้างนี่เอง

ฟิล์ม lucky ความไว 100 ผมซื้อเอาไว้ตั้งแต่ปี คศ 2008 มันหมดอายุตอนปี 2010 ผมถ่ายเล่นไว้ตั้งแต่ช่วงแรกที่ได้มา แล้วก็ค้างในกล้องตั้งแต่นั้นจนมาถึงวันนี้ 15 กรกฎาคม 2555 หรือปี 2012 ถึงจะได้เอามาล้าง ฟิล์มหมดอายุไปแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียส กะแค่ว่าลองล้างเล่นๆ

lucky d-76 develop table

กล่องฟิล์มระบุระยะเวลาไว้ว่า 24องศาเซลเซียส เวลา 3.5 นาที ผมก็เลยล้างไปซะ 4 นาที เพื่อชดเชยนิดหน่อยสำหรับฟิล์มหมดอายุ ซึ่งการชดเชยไม่มีหลักการที่แน่นอน ใช้วิธีเดาล้วนๆ ล้างฟิล์ม 4 นาที เขย่าแท้งค์ทุกครึ่งนาที แล้วแช่ด้วยน้ำยา fixer อีก 5 นาที จากนั้นเอาไปแช่น้ำไหลทิ้งเรื่อยๆประมาณ 10 นาที เสร็จแล้วก็เก็บตาก ทุกภาพติดขึ้นมาน่าพอใจ ฝีมือการโหลดฟิล์มเข้าแท้งค์ของผมยังใช้ได้ โหลดฟิล์มไม่ติดเลย ทุกพื้นที่ของฟิล์มโดนน้ำยาสม่ำเสมอ ไม่ด่าง ไม่แหว่ง

ที่หัดมาทั้งหมดก็เป็นการเตรียมตัวสำหรับการถ่ายภาพลูกของผมเอง ผมจะเก็บภาพลูกเป็นฟิล์ม ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงอยากมีภาพลูกเป็นฟิล์ม ทั้งที่มีกล้องดิจิทัลอยู่กับตัว…

View original post 31 more words

สนามบินสุวรรณภูมิ พ.ศ.2549

สนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนเปิดให้บริการ ได้มีการจัดประกวดถ่ายภาพเพื่อหาภาพชนะเลิศใช้ทำสื่อต่างๆของสนามบินอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นปีแรกที่เปิดทำการ การประกวดถ่ายภาพเริ่มต้นก่อนสนามบินเปิดประมาณ 3-6 เดือน (จำไม่ได้แน่นอน) ผู้ชนะเลิศเป็นใครผมจำไม่ได้ รู้แค่ว่าภาพชนะเลิศ มันคล้ายกับภาพที่ผมถ่ายเช่นกัน แต่ภาพชนะเลิศเขายืนห่างจากจุดที่ผมยืนไปอีกหลายสิบเมตร เพราะมุมภาพเดียวกัน แต่องค์ประกอบหลวมกว่า เหมาะกับการใช้ทำสื่อสิ่งพิมพ์มากกว่า

neg-airport-imgpaper005-1

มันคือภาพข้างบนนี้แต่ถอยหลังไปถ่ายไกลกว่า และภาพไม่เอียง ภาพที่ผมถ่ายมันดูแน่นเกินไป ในวินาทีนั้นทำไมผมไม่คิดจะเดินถอยหลัง อาจจะเป็นเพราะความเหนื่อยผสมความขี้เกียจเนื่องจากถ่ายภาพมายาวนานเกือบหกชั่วโมง ภาพท้ายๆฟ้าเริ่มมืด ยุงเริ่มกัดทะลุกางเกงยืน ผมไม่สามารถยืนนิ่งๆได้อีกแล้ว ยุงกัดจริง เจ็บจริง ยุงกัดจนผมไม่มีสมาธิจะตั้งขาตั้งกล้องให้ตรงเลย ตอนที่สแกนภาพเพื่อดูบนจอ ผมเห็นว่าภาพนี้มีความเอียงจนไม่ควรใช้เป็นภาพส่งประกวด ถึงส่งก็คงไม่ได้รับคัดเลือกเพราะมันเป็นภาพที่องค์ประกอบแย่มาก

หลายเดือนต่อมาผมขายภาพนี้ให้กับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง เขาซื้อภาพนี้ไปด้วยเหตุผลคือ มันเหมือนเป็นภาพเดียวกับภาพชนะเลิศ แต่เขาเอาไปคร๊อปภาพทำให้สัดส่วนสมบูรณ์ขึ้นได้ และใช้ทำเป็นสื่อเพื่อใช้ทางธุรกิจประกันภัย

neg-airport-imgpaper005-3

นี่คือภาพอื่นๆที่ผมเห็นว่าสวยแต่กรรมการไม่เห็นเหมือนผม ภาพอื่นๆอีกสองภาพของผมที่ตัดฟิล์มส่งไปยังกองประกวด ป่านนี้คงสาบสูญไปแล้ว การประกวดมีข้อดีคือเป็นเวทีของนักถ่ายภาพสมัครเล่นให้ได้แสดงฝีมือ แต่ภาพที่ไม่ได้รับรางวัลก็กลายเป็นขยะไป หรืออาจจะกลายเป็นสินทรัพย์ใช้ได้ฟรีๆไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ก็ได้ ใครจะรู้

neg-airport-imgpaper005-2

จดหมายถึงขอบฟ้า

วันที่ 27 มีนาคม 2557 ผมรู้สึกอย่างเขียนข้อความบางอย่างถึงลูก เลยออกมาเป็นกลอนแบบนี้

จดหมายถึงขอบฟ้า

ปีนป่ายก่ายกันนอน
หัวไร้หมอนตอนรุ่งสาง
ทับแขนทับพุงกาง
มือเท้าวางอยู่ข้างกัน

ตื่นมาน้ำตาไหล
แม่แม่หายอยู่ไหนหนอ
ลูกเอ๋ยจงนั่งรอ
เดี๋ยวพ่อพ่อเล่าให้ฟัง

หุงข้าวกับทอดปลา
แม่ขึ้นมาในทีหลัง
ผ้าอ้อมเหม็นหนักจัง
นอนเอนหลังเปลี่ยนผืนใหม่

แปรงฟันเรื่องโหดร้าย
ลูกโวยวายไปถึงไหน
แปรงเสร็จหอมชื่นใจ
ยื่นปากให้พ่อแม่ดม

หยิบกล้องส่องรอยยิ้ม
ยิ้มอิ่มอิ่มพ่อสะสม
วิ่งเล่นเป็นลิงลม
ป้อนข้าวต้มแทบไม่ทัน

กินข้าวแล้วเดินเล่น
ต้องเคี่ยวเข็นเป็นครึ่งวัน
กินนมก่อนนอนฝัน
นอนกลางวันได้นานนาน

หนังดีเพลงไพเราะ
หนังเรือเหาะบู๊ล้างผลาญ
ทุกอย่างไม่พบพาน
ตั้งแต่วันที่ลูกมา

อ้อมกอดพ่อแม่เจ้า
ไม่ใหญ่เท่าผืนโลกา
แต่จะอุ้มเจ้าขอบฟ้า
เท่าเวลาที่หายใจ

DSC_1335.JPG

IMG_9363

IMG_0150.JPG

IMG_0100.JPG

ปีคศ 2024 โลกเรามีระบบ AI ที่ฉลาดมาก สามารถทำงานหลายอย่างได้อย่างมหัศจรรย์ และได้ลองเอากลอนนี้ไปทำเป็นเพลงได้ออกมาเป็นแบบนี้

พาลูกเที่ยวพัทยา

บันทึกขอบฟ้า 1 ขวบ 8 เดือน

วันที่ 15 เมษายน 2557 ผมและภรรยาและลูก เดินทางไปพัทยา ไปพักในโรงแรมราวินดรา ซึ่งเป็นโรงแรมหรูที่อยู่หาดจอมเทียน อยู่ใกล้กับโอเชี่ยนมาลีน่าที่เป็นสถานที่จอดเรือยอร์ชสุดหรู เราเดินทางกันตอนสายๆ และไปถึงพัทยาในตอนเที่ยง เลยตัดสินใจแวะเที่ยวกันก่อนสักหนึ่งที่แล้วค่อยเข้าที่พัก

พัทยามีอควอเลี่ยมเปิดใหม่มาหลายปีแล้วชื่อว่า under water world เป็นอคอเลี่ยมขนาดเล็กๆ มีห้องแสดงภายในไม่มากนัก ใช้เวลาเดินจนครบรอบสักสิบห้านาทีก็ครบแล้ว มีปลาขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ให้ดู พอให้ตื่นเต้นได้บ้าง เหมาะกับลูกเล็กๆที่สนใจทุกเรื่องรอบตัว ขอบฟ้าเป็นเด็กที่กำลังเรียนรูู้ ทุกสิ่งเป็นเรื่องใหม่ในชีวิต ขอบฟ้าดูการ์ตูน ดูทีวี สามารถเรียกปลาฉลามได้แล้ว ขอบฟ้าจะเรียกหาฉลามอยู่บ่อยๆ ก็เลยเลือกที่จะพามาอควอเลี่ยม

ณ วันที่เดินทาง ขอบฟ้าอายุ 1 ขวบ 8 เดือน 26 วัน สามารถพูดประโยคต่างๆได้ครบองค์ประกอบแล้ว คือมีประธาน กริยา กรรม แม้จะเป็นประโยคสั้นๆก็ตาม ขอบฟ้าตื่นเต้นกับปลาต่างๆอยู่มาก สิ่งที่ขอบฟ้าเรียกได้ถูกต้องเมื่อได้เห็นก็จะมีปลา เต่า กระเบน เป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นแต่กลัวที่จะสัมผัสจริงๆ ตุ๊กตามาสคอร์ตที่เป็นตัวการ์ตูนเดินโชว์ทักทายแขกก็เป็นจุดสนใจของเด็กๆ ขอบฟ้าก็สนใจ แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ ถ้าแม่ไม่อุ้มเข้าไปก็จะไม่ยอมเข้าใกล้เองเลย

วันนี้ขอบฟ้าได้ศัพท์คำใหม่ “ปลาคร้าฟ” แต่ขอบฟ้าจะออกเสียงเป็น “ปลาคับ” เป็นการเรียกชนิดของปลาได้แล้ว เพราะทุกทีจะเรียกแค่ปลา ปลาตัวใหญ่ ตัวเล็ก ปลาสีส้ม ปลาสีขาว รอบนี้เลยสอนให้เรียกปลาคร้าฟ ต่อไปนี้คือภาพบรรยากาศที่ขอบฟ้าได้ไปปพบเจอ หวังว่าขอบฟ้าจะจำบางอย่างได้เมื่อโดขึ้น

IMG_0001_1.JPG
ของดูดเงินพ่อแม่ดักอยู่ใกล้ๆทางเข้า ขอบฟ้าชอบตู้หยอดเหรียญแบบนี้มาก แถมรู้ด้วยว่าต้องขอตังแม่ไปใส่เพื่อจะเอาของข้างในออกมา

IMG_0002_2.JPG
สายตาไม่ไว้วางใจ ถ้าแม่ไม่อุ้มเข้าไปใกล้ๆก็จะไม่ยอมอยู่ใกล้ๆเลย

IMG_0007_1.JPG
ปลาคร๊าฟไม่กลัวคน มันรอให้คนเอาอาหารมาหย่อนให้ถึงปากเลย

IMG_0008_1.JPG
ให้อาหารปลาด้วยขวดนมก็คิดมาดูดเงินนักท่องเที่ยวได้ด้วย แถมปลาไม่กลัวคนอีกต่างหาก

IMG_0013_2.JPG
ตู้ปลาจะจัดแสงและพื้นหลังไว้ค่อนข้างดี ถ่ายรูปง่าย ถ้าเอาไปหลอกเพื่อนว่าลงไปถ่ายใต้น้ำมาก็น่าจะมีคนเชื่ออยู่

IMG_0017_2.JPG
เลือกใช้กล้องที่โฟกัสแม่นๆ และสามารถใช้ iso ได้สูงมากๆก็จะสามารถถ่ายภาพพวกนี้ได้สบายมาก ทริปนี้ใช้กล้อง canon eos6d และเลนส์ 24-105f4

IMG_0022_2.JPG
ปลากระเบนคือตัวการที่ทำให้ต้องพาขอบฟ้ามาดู

IMG_0033_2.JPG
ภาพภายในอควอเลี่ยม

IMG_0041_2.JPG
ถ่ายรูปคู่กันกับลูกบ้าง

IMG_0047_2.JPG
ดูแมงกระพรุน เห็นแล้วอยากกินเย็นตาโฟเลย

IMG_0054_2.JPG
ที่ under water world เด็กต่ำกว่า 90cm เข้าฟรี ผู้ใหญ่ 250 บาท

IMG_0059_2.JPG
ถ่ายรูปด้านหน้าไว้เป็นที่ระลึก ปลาฉลามที่ขอบฟ้าอยากดูู

ออกจากที่นี่ก็ตรงเข้าที่พัก โรงแรมแสนสวย บรรยากาศดี มีสระว่ายน้ำกว้างใหญ่ ทุกอย่างดูดีเสียอย่างเดียวมีกลิ่นบุหรี่ในหลายๆจุด ที่โต๊ะรับแขกในล๊อบบี้มีที่เขี่ยบุหรี่วางอยู่บนโต๊ะ ดูแล้วน่าหงุดหงิด หลายจุดเป็นพื้นที่สาธารณะ อย่างสระว่ายน้้ำก็ยังมีกลิ่นบุหรี่ และมีป้ายห้ามสูบ แต่อาจเป็นพราะลูกค้าฝรั่งพวกนี้มันอ่านหนังสือไม่ออก ดูป้ายห้ามสูบแล้วมันไม่เข้าใจ พนักงานโรงแแรมก็พูดภาษาฝรั่งไม่ได้ ทำให้ไม่มีใครเข้าไปบอกว่าห้ามสูบ

IMG_0073_1.JPG

IMG_0076_2.JPG

IMG_0077_2.JPG

IMG_0081_2.JPG

IMG_0082_2.JPG

IMG_0086.JPG

IMG_0061_2.JPG
บรรยากาศร้านอาหารของโรงแรม ระหว่างรออาหารมาเสริฟ

IMG_0063_2.JPG
พิซซ่าโรงแรม รสชาดดีกว่าพิซซ่าริมถนนอยู่

IMG_0068_2.JPG
ขอบฟ้าเป็นเด็กกินอาหารยากมาก สมาธิไม่อยู่กับอาหาร สนใจแต่เรื่องวิ่งเล่น เลยต้องย้ายที่กิน ย้ายที่เดินป้อนอาหารไปเรื่อยๆ

ส่วนมื้อเย็นไปกินข้างนอกโรงแรม ไปร้านอาหารเดอะวิว ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ร้านนี้ผมเคยแวะกินมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่การมาครั้งนี้ไม่่ประทับใจ อาหารช้า สั่งของไป บางอย่างไม่มีก็ไม่มาบอก ปล่อยให้ลูกค้ารอเป็นชั่วโมง การจัดการแย่มาก รับรองว่าไม่ไปเหยียบซ้ำแน่นอน

วันรุ่งขึ้นก็เดินทางกลับแวะซื้อของระหว่างทาง ขอบฟ้ายอมนั่งคาร์ซีทแต่โดยดี แต่ถ้าต้องนั่งนานเป็นชั่วโมงจะเริ่มโวยวาย คิดว่าคงเมื่อยมากกว่า เพราะคนขับก็เมื่อยเหมือนกัน