อย่าลืมเหตุผลที่เราพบกัน

การทำเน็ตเวิร์คกิ้งที่ดีเป็นอย่างไร

IMG_3411

สิ่งที่จะต้องจำให้ขึ้นใจและไม่ลืมก็คือ เราต้องมาประชุมด้วยทัศนคติที่ดี หรือเราต้องเป็นคนคิดบวก และ คิดถึงการให้ความช่วยเหลือเพื่อนเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเป็นประเด็นสำคัญ

การคิดบวกมีความหมายครอบคลุมหลายอย่าง สิ่งหนึ่งที่เราควรจะทำตัว “คิดบวก” ก็คือ ไม่บ่นในสิ่งที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของการประชุม หรือ ลองสังเกตดูนะครับ เราเคยได้ยินไหมว่า ที่นี่ อาหารไม่อร่อย ซึ่งจริงๆแล้ว เรามาทำอะไรครับ เรามาทำธุรกิจนี่คือประเด็นหลัก เราไม่ได้มาเพื่อกินอาหาร ประเด็นอาหารเป็นเรื่องรอง

เราเคยได้ยินหรือเป็นผู้บ่นเองไหมว่า ห้องประชุมไม่สวย ลำโพงเสียงไม่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงประเด็นรองครับ ประเด็นหลักคือ “เรามาประชุม เพื่อสร้างลูกค้าในอนาคต เรากำลังเพาะบ่ม เรามาเพื่อออกแบบ referral และออกแบบว่าที่ลูกค้า นั่นคือเรากำลังมาเน็ตเวิร์คกิ้ง”

ข้อเสียเล็กๆน้อยๆ ไม่ใช่ประเด็นที่เราควรจะใช้เวลากับมัน สิ่งที่ควรทำก็คือการโฟกัสกับการประชุม การทำให้การประชุมเป็นการประชุมที่มีคุณภาพ สามารถสร้างธุรกิจต่อเนื่องได้ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจ

อย่าลืมเหตุผลที่เราพบกัน

ขอบฟ้ากับเมล็ดต้อยติ่ง

เมล็ดต้อยติ่งเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ทางยา และขณะเดียวกันก็เป็นวัชพืชสำหรับหลายๆบ้าน ดอกสีม่วงดูสวยงามมีเมล็ดเป็นทรงเหมือยข้าวสารแต่ยาวกว่าสักห้าเท่า ขอบฟ้าชอบเล่นเมล็ดต้อยติ่งแช่น้ำเพื่อดูตอนมันระเบิดดีดเมล็ดภายในออกจากฝัก

IMG_0772.JPG

วันนี้หลังจากขับจักรยานกลับมาจากสนามเด็กเล่นก็พามาเดินเล่นในสนามภายในบ้าน เก็บเมล็ดต้อยติ่งมาแช่น้ำกัน

IMG_0777.JPG

ได้เมล็ดก็ขอถ่ายภาพมือไว้สักหน่อย กะว่าจะได้ภาพสวยๆเอาไว้ใช้งาน  แต่กล้องโฟกัสช้า กว่าจะถ่ายแต่ละรูป เด็กซนก็ขยับตัวไปมาซะจนจุดโฟกัสไม่ตรงใจเลย  เป็นข้อจำกัดของกล้องที่โฟกัสช้าเกินไป  และเด็กเคลื่อนที่เร็วเกินไป กล้องที่ใช้ก็คือ canon eos m พร้อมเลนส์ 22f2

IMG_0787.JPG

วันนี้ขอบฟ้าได้เรียนรู้หนึ่งเรื่องก็คือ  ถ้าเราทำของตกจากมือ เราอาจจะหามันไม่เจอ  เมล็ดต้อยติ่งหลายอันในมือ บางอันก็หล่นหายกลางทางระหว่างที่วิ่งไปเพื่อแช่ลงในถังน้ำ  ดูเหมือนจะเข้าใจว่าถือเยอะไปก็จะตก  สุดท้ายขอบฟ้าบอกว่า ให้พ่อบ๊ะถือให้

IMG_0790.JPG

ลองน้ำใส่ถัง  เปิดสายยางแทนที่จะเอาไปวางไว้ปากถังหรือรองน้ำแบบใกล้ๆ  ดันชอบยกสายให้สูงไว้ก่อน  อาจจะเป็นเพราะช่วงชีวิตช่วงนี้กำลังบ้า ไฟร์แมน หรือ ดับเพลิง fireman  firetruck คำเหล่านี้อยู่ในหัวตลอดเลย

IMG_0784.JPG

แช่น้ำเล่นแล้วรอมันแตก  บางอันก็ดูไม่ทัน บอกให้ใส่ทีละอันจะได้ดูหลายๆทีก็ไม่ยอม  ได้มาหนึ่งกำมือ ก็โยนลงไปทั้งกำ

IMG_0783.JPG

แตกแล้วก็จะเป็นดังภาพ  แล้วพอจะเก็บกำใหม่มาโยน ก็ขอเทน้ำทิ้ง แล้ววิ่งไปเก็บมาใหม่หนึ่งกำ แล้วก็รองน้ำใส่ถังอีกครั้ง ทั้งหมดทำกันสามรอบยังไม่เลิก  สุดท้ายต้องหลอกให้เล่นอย่างอื่นแทนถึงจะเลิกเล่น

ทดลองปรับภาพเล่น

IMG_0980
8mar2015 ภาพพ่อกับลูกภาพที่นานๆจะมีสักที

2015-03-02_08-33-03
ภาพจากร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวบางขนเทียนชายทะเล

2015-03-02_08-34-36 ในร้านกาแฟกองดิด แถวเจริญนคร 2015-03-02_08-34-07 ขอบฟ้ากับโซฟา 2015-03-02_08-32-03 กระเป๋ากับจักรยาน 2015-03-02_08-31-29 กระเป๋ากับมุมหน้าต่าง 2015-03-02_08-30-40 ลองถ่ายภาพกระเป๋ากับจักรยานเก่า 20150302083022_IMG_0049_2 จักรยานขาวดำ IMG_0634 กระเป๋าบนแผ่นไม้ IMG_0638 ที่ใส่นามบัตร IMG_0637 ที่ใส่นามบัตร ลองเป็นแนวตั้ง

IMG_0649.JPG
ซองธนบัตร

IMG_0664.JPG
หนังสือออแกไนเซอร์

IMG_0693
ที่ใส่ ipad และที่ใส่บัตร

IMG_0730
กระดาษกับเด็ก

IMG_0764.JPG
กระเป๋าโน้ตบุ๊ค

IMG_0754.JPG
ที่คั่นหนังสือ

IMG_0745
ซองใส่ดินสอ

IMG_0904
สมุดโน้ต

IMG_0892
สมุดโน้ตกับกาแฟ

IMG_0850
นั่งรอร้านเปิด

IMG_0844

IMG_0854

IMG_0942

IMG_0996

รีวิว nad dac1

IMG_0451.JPG

nad dac1 เป็น wireless dac ของ nad ที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาการเชื่อมต่อที่ยุ่งยาก  ตัวส่งสัญญาณ เป็น usb ตัวรับสัญญาณเป็นกล่องที่มีภาค Dac ให้สัญญาณเป็น L R และ มี coaxial out ให้อีกด้วย กล่องภาครับนี้ใช้ไฟเลี้ยง 5Vdc นักเล่น DIY สามารถสนุกกับมันได้ด้วยการทำเพาเวอร์ซัพพลายแบบคุณภาพสูงแทนตัวที่แถมมา เพราะตัวที่แถมเป็น switching ครับ หรือบางคนจะใช้ถ่านไฟฉาย หรือจะใช้ powerbank มาจ่ายไฟก็ไม่มีปัญหา

IMG_0452.JPG

การใช้งานเบื้องต้นก็คือ ฝั่ง usb เอาไปเสียบกับคอมฯ ใช้ os เป็น windows xp ก็ทำงานได้ลื่นๆ ไม่ต้องลงไดรเวอร์ ลองใช้กับ mac mini osx 10.6 ก็ใช้งานได้ดีครับ ไม่ต้องลงไดรเวอร์เช่นกัน ความเรียบง่ายของ usb ที่ nad ออกแบบมามันเสียบแล้วเล่นได้เลยจริงๆ

IMG_0453.JPG

ผมลองใช้กับเครื่องคอมฯ nettop ที่มี output เป็น Hdmi และ optical ปกติเวลาจะเลือกใช้ช่อง digital ต้องมานั่งงมกันว่าจะตั้งค่าเมนบอร์ดอย่างไรให้เสียงออก optical ไม่ต้องออก hdmi พอเซ็ทไปก็ลืม อีกหลายเดือนจะให้เสียงออก Hdmi ไม่ต้องออก optical ก็ต้องไปงมหาอีก มึนกันไปหลายนาที แต่ usb ของ nad dac1 ตัวนี้ เสียบแล้ว มันเสียงออกที่ตัวรับเลย ง่ายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

IMG_0461.JPG

ผมมีคอมฯใช้งานอยู่ 3 ตัว คือ
nettop manli ใช้ cpu atom d525 มี hdmi และ optical out os xp อีกตัวเป็น dell zino ซีพียู amd จำรุ่นไม่ได้ มี hdmi out os xp

อีกตัวเป็น mac mini 2.4Ghz มี hdmi out และ optical out 10.6 ทุกตัวผมใช้ nad dac1 ได้หมดเลยไม่มีปัญหา  ที่สำคัญคือ ทุกตัวให้เสียงเหมือนกันครับ โดยเฉพาะ nettop manli ที่คุณภาพบอร์ดมีสัญญาณรบกวนมหาศาล คงเป็น defect จากโรงงาน ฟังอนาลอกจากช่องหูฟังไม่ได้เลย มีแต่เสียงเดือดปุดๆ ไม่มีเสียงที่อยากฟังเลย ต้องฟังเป็น optical out หรือ hdmi เท่านั้น

ใช้อยู่หลายวันก็ลองสนุกกับ android บ้างครับ ผมมี samsung note8 อยู่ เลยไปเอาสาย usb otg มาเสียบบน note8 แล้วเอา usb dac1 มาเสียบต่ออีกที ผลก็คือ เสียงออกไปที่ตัวรับเช่นกัน และเสียงดีเหมือนกันด้วย เรียกได้ว่า ใครอยากให้ android เสียงดีขึ้น ต้องลองเสียบสาย usb otg แล้วมาลองเสียบกับ nad dac1 ครับ

ที่ตัวรับมีช่องสัญญาณ digital out ให้เล่นด้วย แต่ผมยังไม่ได้ลอง  คิดล่วงหน้าว่าใครใช้ smartphone หรือ tablet แล้วอยากให้มี digital out
ลองใช้ nad dac1 เป็นตัวดึงสัญญาณก็ได้นะครับ น่าจะทำงานได้

IMG_0819.JPG

ระดับการทำงานของ nad dac1 อยู่ที่ 16bit 48K ครับ ใครอยากได้สูงกว่านี้ต้องไปดูตัวอื่น  แต่สำหรับผมแค่นี้ก็พอเพียงสำหรับการฟังเพลงที่ผมมีอยู่ 99% แล้ว เพราะไม่เคยซื้อเพลงที่มีความละเอียดสูงกว่านี้เลย ส่วนใหญ่ซื้อแต่แผ่น CD กับ แผ่นรวม mp3 ตามห้างเท่านั้น

บุคคลิกเสียงของ dac1 จะมาแนวอิ่มๆ ใหญ่ๆ ความนิ่งค่อนข้างดี เทียบกับความทรงจำแล้ว dac ระดับกลางๆ หมื่นกว่าบาทจะให้เสียงที่ใสพอๆกัน แต่ nad จะให้เบสเยอะกว่า เหมือนกับว่าจูนเสียงมาให้ถูกหูกว่า เสียงของ nad dac1 ตัวนี้ไม่สากหู ไม่ระคายเคือง ไม่บาด ไม่กระจอก คุณภาพเสียงระดับนี้เปิดฟังแล้วไม่อายใคร พาเพื่อนมาสุมหัวฟังได้ ใช้รับแขกได้ แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือระบบไร้สายที่แสนสะดวกสบายครับ การเชื่อมต่อที่ง่าย ต่อติดเสมอ ไม่กระเพื่อม ไม่สะดุด มันทำให้การฟังเพลงไร้สายเป็นเรื่องที่สะดวกสบายมาพร้อมกับคุณภาพระดับสูง ดีกว่าการใช้ bluetooth เยอะ เพราะ bluetooth ที่ผมเจอมักจะรวน สายเข้า เสียงก็หลุดแล้ว

การทดสอบทั้งหมดใช้สายแถมในกล่อง ตั้งแต่หม้อแปลง สาย usb และสายสัญญาณสตอริโอ ไม่มีสาย digital แถมมานะครับ คุณภาพสายแถมก็เป็นแบบแดงดำที่ดูแล้วน่าจะราคาประมาณ 20-30 บาท เบิร์นเครื่องไป 10 วันต่อเนื่องแล้วไม่ปิดเลย ไม่มีปัญหาการค้าง ไม่มีเสียงหาย ไม่ร้อนเลย มีแค่คอมฯที่ใช้เปิดเพลงเท่านั้นที่อุ่นๆ ผมว่าถ้าเราหาคอมฯที่ไม่มีพัดลมมาใช้ได้ น่าจะทำให้ห้องฟังสงัดยิ่งยวดเลย การใช้งานกับ tablet อาจจะเป็นคำตอบที่ดีก็ได้นะครับ

ข้อมูลภายใน ข้อมูลทางไฟฟ้า ผมขอไม่พูดถึงละกันน่าจะหาอ่านได้ไม่ยาก หลังๆผมไม่ค่อยสนใจเรื่องสเป็คเหล่านี้เท่าไหร่ เพราะเครื่องเสียงต้องวัดกันที่ตอนฟัง สเป็คมีไว้ดูคร่าวๆว่ามันเล่นอะไรได้ เล่นอะไรไม่ได้ เล่นได้แล้วดีหรือไม่ดี ถูกใจหรือไม่เราต้องปิดคู่มือแล้วฟังกันเท่านั้น

สิ่งที่ผมอยากให้ nad ทำขายเพิ่มเติมสำหรับ dac1 ก็คือ ตัวส่ง usb แบบแยกซื้อครับ เพราะระบบของ dac1 มีตัวเลือกส่งข้อมูลได้ 3 ช่อง คงออกแบบมาเพื่อป้องกันการรบกวนกัน เราน่าจะใช้ select ที่กล่องรับเพื่อเลือกรับแหล่งโปรแกรมได้ 3 ชุด ตามช่องดาต้าที่มีให้เลือก ผมก็เลยอยากได้ usb ซื้อเพิ่มเพื่อใช้งานกับคอมฯตัวอื่นๆบ้าง

พาลูกนอนเล่นที่ มิลลิเนียมฮิลตัน millennium hilton

IMG_0119

มิลลิเนีียมฮิลต้น เป็นโรงแรมหรูห้าดาวอยู่ในกรุงเทพ อยู่ถนนเจริญนคร ตัวโรงแรมติดแม่น้ำเจ้าพระยา ผมเดินผ่านตั้งแต่สมัยเด็กๆ ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมานอนพักที่นี่

IMG_0061.JPG

การมาใช้เวลานอนเล่น 1 คืนในโรงแรมฝั่งธนรอบนี้เป็นความรู้สึกที่ดี เพราะว่าเราได้ใช้ชีวิตแบบนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบโดยที่ไม่ต้องไปต่างจังหวัด เราเข้าพักที่โรงแรมรอบบ่ายๆ เก็บของเรียบร้อยก็มองหาที่ไปต่อ ทางโรงแรมมีเรือให้นั่งไปที่เอเซียทิก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมน้ำย่านถนนเจริญกรุง เราก็เลยได้นั่งเรือเล่น

IMG_0087.JPG

IMG_0067.JPG

ก่อนจะลงเรือเราก็ดูให้แน่ใจว่ามีเสื้อชูชีพพอสำหรับทุกคนหรือไม่  ทีแรกก็กลัวจะไม่มี  แต่เห็นวางกันเป็นตับแบบนี้ก็ค่อย
โล่งใจหน่อย  ถ้ามีเหตุฉุกเฉินยังพอมีวิธีเอาชีวิตรอด  แม้จะไม่เคยมีข่าวว่าเรือของโรงแรมเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่อยากประมาท

IMG_0097.JPG

IMG_0098.JPG

ลูกชายผมได้นั่งเรือครั้งแรกก็ได้ลงเจ้าพระยาเลย ท่าเรือที่โรงแรมจะมีเรือเวียนไปส่งระหว่างสถานีรถไฟฟ้า BTS ตากสิน และ เอเชียทิกอยู่วันละหลายเที่ยว เรือไปเอเซียทิกจะมีทุก 40 นาที เราก็เลยได้นั่งเรือไปกินข้าวเย็นที่เอเชียทิก และเดินเล่นเรื่อยเปื่อย ก่อนจะกลับในอีกสองชั่วโมงถัดมา

IMG_0105.JPG

ในช่วงกลางคืน วันวาเลนไทน์ จากหน้าต่างห้องพักเบอร์ 2123 เราได้ดูจุดพลุที่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย เป็นการดูพลุที่แสนสบาย นั่งมองอยู่ในห้องพัก ดูได้เต็มตา ยุงไม่กัด ไม่ต้องไปเบียดกับคนอื่น ไม่ต้องเงยหน้าเมื่อยคอ ขอบฟ้าเป็นเด็กที่โชคดีจริงๆเลย ถ้าเป็นผมตอนเด็กๆ จะดูพลุแบบนี้ ต้องไปยืนจองกันริมถนน ริมสะพานสาธรเท่านั้น

IMG_0112.JPG

การถ่ายพลุที่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณโรงแรมย่านสาธร จะเป็นจุดแสดงพลุที่ทำทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นลอยกระทง วันเฉลิม วันปีใหม่ ไม่รู้ว่าตรุษจีนด้วยหรือเปล่า จุดที่นักถ่ายภาพนิยมไปตั้งขาตั้งกล้องรอถ่ายภาพคือบนสะพานสาธร โดยเฉพาะลอยกระทงกับปีใหม่ สะพานจะเต็มไม่มีที่ยืนบนฟุตบาธเลย แต่รอบนี้ผมได้ถ่ายภาพจากในห้องพัก ก็เลยเอารูปแม่และเด็กไว้เป็นจุดเด่นของภาพ เพื่อให้เห็นบรรยากาศตอนดูพลุ ดูเสร็จก็เข้านอน

IMG_0114.JPG

แล้วเราก็ตื่นเช้าขึ้นมาดูวิวกรุงเทพยามเช้า วิวห้องพักที่นี่สุดยอดมาก มองเห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาแสนสวยพร้อมกับแนวตึกดูอลังการ กรุงเทพเมืองสวรรค์มันก็น่าเที่ยวดี เราตื่นเช้าแล้วก็ไปเล่นน้ำในสระเลยเนื่องจากลูกชายอยากเล่นน้ำมากๆ วิวสระน้ำก็เป็นชั้นสูงๆที่มีเตียงให้นั่งอย่างล้นหลาม มีวิวไกลๆให้มอง ถ้าแดดไม่แรงมันก็เป็นที่สำหรับการนอนปล่อยเวลาให้ไหลไปเรื่อยๆ

IMG_0127.JPG

ผมคิดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะชอบบรรยากาศแบบนี้ เพราะได้อยู่กับแสดงแดดอ่อนๆ สระว่ายน้ำ ลมเย็นสบาย นั่งอ่านหนังสือกันจนลืมเวลาได้เลย วันพักผ่อนของคนต่างชาติน่าอิจฉามาก ไม่เหมือนวันพักผ่อนของผมที่ต้องพาลูกเที่ยว มันเหนื่อยแต่ก็ต้องทำเพราะเราอยากเห็นรอยยิ้มของลูก

IMG_0172.JPG

ด้านข้างสระน้ำของโรงแรมมีพื้นทรายให้เล่นด้วย สวรรค์ของเด็กชัดๆเลย ขอบฟ้าเป็นเด็กเล่นทราย จะทรายก่อสร้างหรือทรายทะเลเล่นได้หมด ขอบฟ้าอยากไปทะเลเพราะอยากเล่นทราย ขอบฟ้าอยากไปโรงแรมเพราะอยากเล่นน้ำในสระ ขอบฟ้าน่าจะชอบโรงแรมแห่งนี้มากเพราะได้เล่นน้ำ ได้เล่นทรายพร้อมๆกัน แถมยังเป็นที่เล่นทรายที่มีอุปกรณ์ให้อย่างเพียบพร้อม  ต้องขอขอบคุณโรงแรมจริงๆที่เตรียมของเหล่านี้ไว้ให้เด็กๆ

IMG_0155.JPG

IMG_0175.JPG

IMG_0162.JPG

อาหารบุฟเฟ่ต์มื้อเช้าในมิลลีเนียมฮิลตันไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ ไม่มีของถูกปากสำหรับผมเลย ถือว่าเป็นข้อเสียข้อเดียวที่เกิดขึ้นกับโรงแรมแห่งนี้ แต่เป็นข้อเสียที่ไม่ร้ายแรง เพราะสิ่งที่ได้มาก็คือ ขอบฟ้ามีความสุขกับการเข้ามานอนเล่นในนี้ เราได้นั่งเรือ เราได้เล่นน้ำ เราได้เล่นทราย เราได้ดูพลุ เราได้ดูวิวกรุงเทพยามเช้า แค่นี้ก็เต็มอิ่มแล้ว

รูปในทริปนี้ทั้งหมดใช้กล้อง canon eos 6d เลนส์ canon ef 24-105L

วิธีการหา referral ให้เพื่อน

การหา referral  ให้เพื่อนนั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย  ใครยังไม่เคยให้อาจจะมึนงง  ไปต่อไม่ถูก  วันนี้เรามีวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เรามี referral ให้เพื่อนครับ

การทำการตลาดแบบบอกต่อ เราจะต้องพัฒนาตัวเราให้เป็นนักแก้ปัญหาให้เพื่อน  ใครมีปัญหา ใครมองหาบริการหรือผลิตภัณฑ์ก็ให้มาถามกับเรา  ทำให้ทุกคำถามเร่ิมต้นที่เรา

แปลว่าให้เราทำตัวเป็นผู้คุมประตูสมบัติ  สมบัติหลังประตูนี้คือ ซัพพลายเออร์ชั้นดี  ซึ่งหมายถึงสมาชิกในแช็พเตอร์  ใครอยากอยากติดต่อกับซัพพลายเออร์คุณภาพในเครือข่ายของเรา  ก็ให้บอกเรา  แล้วเราก็จะนัดหมายและคัดเลือกซัพพลายเออร์ในเครือข่ายของเราไปให้

สิ่งที่เราต้องทำก็คือ  ส่งข่าวด้วยวิธีการที่เราถนัด  จะเป็นการโทรคุย หรือเป็น message หรือเป็นจดหมายก็ได้  ดร.ไอแวน ไมเนอร์แนะนำให้ทำเป็นจดหมายข่าว  อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำสามเดือนครั้ง  ให้ส่งจดหมายไปยังคนรู้จักและลูกค้าของเรา  บอกว่าเรามีเครือข่ายผู้ประกอบการที่ดี และมีประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งกับธุรกิจของท่านแน่นอน  ดูอาชีพต่างๆได้ในลิสต์ที่แนบมาด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญในเนื้อหาจดหมายก็คือ  อย่าให้เบอร์โทร และชื่อสมาชิกไปในทันที  ให้แต่รายนามอาชีพที่มีอยู่  แล้วให้ลูกค้าของเราเลือกตัดสินใจเองว่าอยากติดต่อกับใคร  แล้วเราค่อยทำนัดหมายให้ทั้งคู่ได้คุยกัน

เมื่อมีการเริ่มต้นนัดหมาย ก็เท่ากับว่าเราทำการตลาดแบบบอกต่อสำเร็จเพียงเท่านี้เราก็จะเป็นนักแก้ปัญหาที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

พาลูกไปเล่นทรายที่หัวหิน

ก่อนหน้าวันเดินทางสองวัน ขอบฟ้าที่อยู่บ้านกับคุณตาคุณยายและลุงป้า ก็ตั้งท่าจะวิ่งออกจากบ้านจนคนในบ้านต้องวิ่งไปจับไว้ สอบถามกับตัวเด็ก เด็กบอกว่า จะไปทะเล แล้วก็ยังพยายามจะเก็บของเล่นที่จะเอาไปเล่นที่ทะเลลงกระเป๋าเสียด้วย คุณตาคุณยายเล่าให้ฟัง ผมฟังแล้วก็รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เห็นความไร้เดียงสาเหล่านี้ด้วยตัวเอง ลูกเราโคตรน่ารักเลย ความรู้สึกนี้หลงลูกตัวเองจริงๆเยียวยาไม่ได้

พอมีคนโทรมาเล่าให้ฟัง ก็เลยจัดการจองโรงแรม และวางแผนเดินทางกันเลย ทะเลที่เป็นทางเลือกของคนกรุงเทพก็คือหัวหินและพัทยา และในที่สุดก็เลือกหัวหิน วันเดินทาง ขอบฟ้าถามพ่อและแม่แทบจะตลอดทางว่า ถึงรึยัง ทำไมขับช้า ทำไมรถติด แล้วก็ วนกลับมาถามว่าถึงหรือยัง คำถามเหล่านี้วนเวียนถามอยู่ในรถ

IMG_0024.JPG

ไปถึงยังรีสอร์ต ไฮด์อเวย์ หัวหินซอย 9 เก็บของเข้าที่พัก ก็แวะมาเล่นทรายริมทะเลกันเลย รีสอร์ตแห่งนี้ไม่ติดทะเล ต้องอาศัยเดินไปในซอยอีกนิดหน่อยประมาณ 5 นาที ทางรีสอร์ตมีรถจักรยานให้หยิบไปใช้ได้ตามใจ มีรถกอล์ฟเอาไว้บริการด้วย ทะเลรอบนี้ไม่ได้เล่นน้ำทะเล อาศัยว่านั่งเล่นทรายไปเรื่อยๆ แต่ไปว่ายน้ำที่สระน้ำของรีสอร์ตแทน

IMG_0001.JPG

IMG_0029.JPG

มาทะเลรอบนี้ติดกล้องโพราลอยด์ตัวเล็กมาด้วย ถ่ายเล่นไปสองภาพ แล้วก็เอามาเป็นพร็อบสำหรับถ่ายภาพอีกที ภาพโพราลอยด์ใบนึงราคาประมาณ 25 บาท ถ่ายเล่นนานๆทีก็พอไหว การวัดแสงของกล้องโพราลอยด์มีเทคนิคไม่มาก ก็คือ ใช้ค่ารูรับแสงไปตามที่กล้องวัดไว้ให้ แล้วก็กล้องจะมีแฟลชยิงออกมาทุกรูป ดังนั้น ตัวแบบที่อยู่ในภาพและห่างไม่มากนักจะได้รับผลของแสงแฟลชด้วย ภาพที่ได้ค่อนข้างไว้ใจได้ว่าวัดแสงถูกต้อง

IMG_0020.JPG

ฝากท้องมือกลางวันไว้ที่ชะอำร้าน ป้าฮี้ด เปิด gps ยี่ห้อ garmin หาไปได้เลย มื้อเย็นไปกินร้านอาหารสายลม เป็นร้านที่อยู่ในโรงแรมสายลม อยู่ติดกับซอยหัวหิน 81 ก่อนไปก็หาข้อมูลจากในเน็ตไปแล้ว แต่คนบอกทางบอกผิด ทำให้ขับเลยกันไปรอบนึง โชคดีที่ยังตัดสินใจวนกลับมาหาอีกทีเพราะว่าไม่ได้หาร้านที่สองเอาไว้ เลยอยากจะหาร้านแรกที่ตั้งใจไปให้เจอก่อน

IMG_0044.JPG

อิ่มมื้อเย็นเสร็จก็กลับที่พัก วันรุ่งขึ้นไปหินมื้อเช้าที่ตลาดหัวหิน ร้านในตำนานเจ๊กเปี๊ยะ ซึ่งผมมองป้ายแล้วมันกลายเป็นอีกชื่อหนึ่ง ไม่รู้ว่าเปลี่ยนชื่อไปตอนไหน คนเยอะตั้งแต่เช้า ถ้าไปสายๆอาจจะต้องรอคิว แต่ถ้าไปแต่เช้าก็น่าจะได้นั่งกินสบายๆ อิ่มแล้วก็กลับมาเล่นน้ำที่โรงแรมต่อ แล้วก็ค่อยอาบน้ำเช็คเอ๊าท์กลับบ้าน

P_20150208_072755

P_20150208_070903

P_20150208_072131

Fact Tell Story Sell

Fact Tell Story Sell

การสื่อสารกับกลุ่ม networking ให้มีประสิทธิภาพมีคนจำเราได้นั้นจะทำให้เพื่อนๆสามารถนำเรื่องของเราไปเล่าต่อให้กับคนอื่นฟังได้ และนั่นจะเป็นที่มาของ referral ที่ดี
IMG_0581.JPG

การทำให้เพื่อนจำเรื่องของเราได้ เราควรจะสื่อสารด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจ ไม่ใช่ ข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่เพียงอย่างเดียว การหาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์มาผูกเป็นเรื่องเล่าจะทำให้ผู้คนจำได้ง่าย และเล่าต่อได้ง่าย ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

นายธนาคาร มีโครงการกู้เงินซื้อบ้านดอกเบี้ยต่ำ เมื่อเขามาพูดต่อหน้ากลุ่มเพื่อนหรือกลุ่ม networking เขามายืนพูด สวัสดีครับ ผมมาจากธนาคาร ตอนนี้ดอกเบี้ยสำหรับกู้ซื้อบ้านต่ำมากนะครับใครสนใจขอเชิญคุยต่อที่โต๊ะอาหารได้เลยนะครับ

กับอีกแบบหนึ่งถ้าเปลี่ยนเป็นเรื่องเล่า
วันก่อนครับ ผมไปเจอกับเพื่อนรุ่นน้องมาคนหนึ่ง เขามีครอบครัวกำลังโต มีลูกสองคน เขากับแฟนทำงานประจำ ลูกกำลังจะเข้าโรงเรียน เขาอยากจะย้ายจากคอนโดมาอยู่บ้านสักหลัง ผมกำลังดูแลโครงกู้ซื้อบ้านอยู่พอดี เลยให้คำปรึกษาและเลือกโครงการที่ดอกเบี้ยต่ำที่เหมาะกับเขาให้ ตอนนี้เขากำลังย้ายของเข้าบ้านใหม่อยู่ครับ

จากสองวิธีการพูดนี้ เราจะจำเรื่องราวที่สองได้ และนำไปเล่าต่อได้ง่ายกว่า ส่วนวิธีพูดแบบที่หนึ่ง เราอาจจะไม่ใส่ใจที่จะจำเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น ธุรกิจของเรา เราอยากให้คนจำเราแบบไหน ให้ลองเลือกวิธีและหาเรื่องเล่าที่น่าประทับใจ น่าสนใจ แล้วลองใช้กับการประชุมกลุ่ม networking ดูครับ

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

การค้นหาจุดเด่นของเราเอง

IMG_0850.JPG

ในการแนะนำตัว หรือการพูดคุยเพื่อนนำเสนอสินค้าหรือบริการของเรานั้น สิ่งที่เราควรจะนำเสนอต่อลูกค้าก็คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าที่เรากำลังคุยด้วย มันก็คือการคุยที่เน้นเรื่องประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อใช้บริการเรา แต่ถ้าเรานึกถึงข้อดีไม่ออก ไม่สามารถบอกจุดเด่นของเราที่ลูกค้าต้องการได้ เรามีวิธีค้นหาข้อดีเหล่านั้นเพื่อใช้พูดกับว่าที่ลูกค้าคนต่อไป

เรามีข้อดีอะไร เรามีจุดเด่นอะไร ถ้าเรียบเรียงคำพูดไม่ได้ ให้ลองใช้วิธีนี้คือ ให้นึกถึงลูกค้าคนที่แล้ว หรือลูกค้าที่เราจบงานมาแล้ว ลูกค้าคนที่เราชอบ แล้วลองเล่ารายละเอียดหรือเขียนออกมาว่า

1 ลูกค้าคนนี้ ก่อนมาเจอเรา ลูกค้าเจอปัญหาหรือสถานการณ์อะไร
2 เราแก้ปัญหาอย่างไรให้ลูกค้า และทำให้ลูกค้าพอใจหรือทำงานต่อได้

การที่เราหาคำตอบสำหรับคำถามนี้เอาไว้ คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวแม่เหล็กที่จะทำให้ว่าที่ลูกค้าเห็นความสำคัญในสินค้าหรือบริการของเรา มันเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้เราหาข้อดีของเราหรือ benefit ที่ลูกค้าจะได้รับ เป็นเรื่องจริงที่เราลงมือทำและแก้ปัญหาให้ลูกค้าไปแล้ว

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

รีวิว กล้อง eos m กล้องดีเลือกเจ้าของ

ในตลาดกล้องถ่ายภาพระบบ mirrorless มีเจ้าตลาดชื่อ olympus มี fuji เป็นผู้ท้าชิงที่สู้กันได้สูสี มี sony ที่ทำได้ดีไม่แพ้กัน สามค่ายนี้ดูไม่ออกว่าใครจะเป็นหัวแถวในระยะยาว nikon ก็ออกระบบ nikon1 ตามมา แม้จะไม่โด่งดังแต่ก็มีจุดขายที่ทำให้อยากใช้ในเรื่องโฟกัสไวขั้นเทพ ถ่ายวิดีโอได้เนียนและถ่ายต่อเนื่องได้นานมากเอาไปทำหนังได้เลย ส่วน canon ออกมากับเขาเหมือนกัน ใช้ชื่อว่า eos m แต่กลับโดนบ่นจากผู้ใช้ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย

IMG_0839.JPG
eos m + 22f2 stm

ทุกคนจะบอกว่า eos m เป็นกล้องที่โฟกัสช้า ช้าจนน่ารำคาญ และทำให้พลาดช็อตสำคัญไปบ่อยๆ มันก็เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ แต่ความผิดหวังมันเด่นชัดเพราะมันโดนตั้งความหวังไว้สูง ประมาณว่ากล้องที่ซื้อทีหลัง กล้องที่ออกมาทีหลังควรจะทำได้ดีกว่ากล้องรุ่นที่ออกมาก่อน ระบบ mirrorless ของค่าย canon ซึ่งเป็นค่ายสุดท้ายที่ออกมาเล่นตลาดนี้ก็น่าจะเบียดค่ายอื่นให้ซบเซาขายไม่ออกได้ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น พอ eos m ออกมา ค่ายอื่นเลยกลายเป็นเทพไปหมดเลย ต้องปรบมือให้ canon จริงๆ

IMG_0822.JPG
eos m + 22f2 stm

หลายครั้งที่มีการพูดคุยกันในฟอรัมต่างๆ หรือในเฟสบุ๊ค การตอบคำถามเกี่ยวกับการโฟกัสของ eos m มักจะต้องอธิบายกันบ่อยๆ ผมในฐานะคนที่ใช้งานกล้องตัวนี้ก็ได้แต่ตอบว่า eos m เหมาะกับการถ่ายภาพอะไรก็ได้ที่ไม่มีขา ถ้ามีขาก็ห้ามเดิน มันเป็นคำตอบที่ผมใช้บ่อย และเลือกที่จะตอบแบบนี้เสมอ เพราะความไวในการโฟกัสของ eos m มันเป็นปัญหาจริงๆ มือใหม่ที่ซื้อกล้องตัวแรก ถ้ามาใช้ eos m เลย ผมคิดว่าคงเสียความรู้สึกไปพอสมควร เพราะกล้องตัวนี้ไม่ทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้น เพราะแม้แต่ iphone ยังโฟกัสไวกว่า เพราะแม้แต่กล้องโบราณตัวอื่นๆยังโฟกัสไวกว่า eos m ไม่เหมาะกับมือใหม่สักเท่าไหร่

IMG_0921.JPG
eos m + 18-55is stm

สำหรับมืออาชีพหรือมือเก่าที่ถ่ายภาพมาเนิ่นนาน ถ้าจะหากล้องสำรองสำหรับการรับงาน ตัวนี้ก็ไม่เหมาะอยู่ดี เพราะมันใช้ถ่ายงานอีเว้นไม่ค่อยดี การโฟกัสช้าจะทำให้พลาดภาพสำคัญไปได้ ถ้าเป็นงานที่ต้องทำมาหากิน eos m ก็ไม่เหมาะเลย แล้วมันเหมาะกับใครกันบ้างล่ะ แล้วมันมีอะไรน่าสนใจถึงทำให้มีรีวิวนี้

IMG_0481.JPG
eos m + 18-55is stm

ถ้าเราตัดเรื่องความสามารถในการโฟกัสออกไป ที่เหลือของ eos m มันคือกล้องที่ดีมากตัวหนึ่ง มันเปลี่่ยนวิธีพกและวิธีใช้กล้องไปอย่างสิ้นเชิง คุณภาพของภาพก็อยู่ในระดับหัวแถวของวงการ อาจจะแพ้กล้องเซ็นเซอร์ใหญ่แบบ full frame ไป แต่มันก็ให้ภาพที่ดีที่สุดในกลุ่มเซ็นเซอร์ aps-c ณ วันที่มันเปิดตัว

Untitled
eos m + 22f2 stm

ในช่วงเวลารุ่งเรืองของฟิล์มถ่ายรูป การหัดถ่ายภาพของช่างภาพส่วนใหญ่จะต้องผ่านการใช้งานเลนส์ฟิกซ์มาสักตัว บางคนก็ใช้เลนส์ 50มม. บางคนก็ใช้เลนส์ช่วงอื่นๆซึ่งมีให้เลือกหลายช่วง ตั้งแต่ 24 28 35 50 85 105 135มม. ซึ่งเลนส์เดี่ยวสักตัวจะต้องเคยผ่านมือช่างภาพกำลังพัฒนาแน่นอน ผมเองก็มีเลนส์ตัวโปรดเป็นช่วง 35มม. โดยมีเลนส์ EF35f2 เป็นเลนส์ติดกล้องสมัยถ่ายด้วยฟิล์ม และยังใช้งานต่อเนื่องมาถึงยุคดิจิทัลด้วย บุคคลิกของเลนส์ 35 เป็นอย่างไรจะจำได้ขึ้นใจ ระยะการยืนห่างจากแบบหรือวัตถุเมื่อใช้เลนส์ 35มม.จะอยู่ในหัวโดยความเคยชิน เราสามารถใช้เลนส์ 35มม. ตัวเดียวถ่ายได้ทั้งทริป ซึ่งมันติดเป็นความชอบ และเมื่อเรามองหากล้องตัวที่สอง ตัวที่สาม ตัวสำรอง ตัวไหนก็ตาม เราก็จะหากล้องที่ใช้งานในช่วง 35มม. ได้สนุกไว้ก่อน

IMG_3245.JPG
eos m + 22f2 stm

ก่อนจะมี eos m ผมก็ใช้ fuji x100 เป็นกล้องติดตัวอยู่เกือบสองปี ซื้อเพราะมันเป็นเลนส์ 23f2 ซึ่งอยู่กับเซ็นเซอร์ aps-c แล้ว มันก็จะเทียบเท่า 35มม. กล้องตัวนี้คุณภาพดีมาก แต่ขายออกไปเพราะว่ามันโฟกัสช้าและถ่ายภาพลูกกำลังคลานไม่ทัน ต่อมาก็ได้กล้อง nikon v1 มาใช้งาน กล้อง v1 โฟกัสเร็วมาก แก้ปัญหาการถ่ายภาพลูกได้เกือบหมด แต่ติดอยู่ตรงที่ว่าเราชอบภาพที่มีหลังเบลอเยอะๆหน่อย เซ็นเซอร์ nikon1 เล็กจนทำให้หลังเบลอลำบาก เรียกได้ว่าเลนส์เกรดธรรมดาที่แถมมากับกล้อง nikon v1 ไม่สามารถให้ภาพหน้าชัดหลังเบลอได้เท่าที่ต้องการ

IMG_0936.JPG
eos m + 18-55is stm

IMG_0700.JPG
eos m + 18-55is stm

eos m เปิดตัวออกมาพร้อมเลนส์ 2 ตัว คือ 22f2 และ 18-55stm การใช้ 18-55stm บนบอดี้ eos m ให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหนือความคาดหมาย กล้อง DSLR ก่อนหน้านี้ก็ให้เลนส์ Kit ช่วง 18-55mm เช่นกัน คุณภาพก็พอใช้ได้ เป็นเลนส์ที่คนส่วนใหญ่จะวางไว้เฉยๆหรือขายทิ้งแล้วไปหาเลนส์เกรดสูงกว่านี้มาใช้แทน แต่กับ Eos m ไม่มีเลนส์เกรดสูงกว่านี้ เพราะระบบนี้เพิ่งเกิด ยังไม่มีเลนส์เกรดสูงช่วงซูมเดียวกันให้เลือกใช้ ก็เลยต้องทนใช้ไป

IMG_1119
eos m + 22f2 stm

แต่กับเลนส์ 22f2 stm เป็นคนละเรื่องเลย เลนส์ฟิกซ์ยังคงเป็นเลนส์ที่มีคุณภาพดีมากแม้จะเป็นการผลิตแบบราคาถูก ช่วง 22mm บนกล้อง eos m เซ็นเซอร์ aps-c เทียบเท่ากับ fullframe ที่ระยะ 35mm เท่ากับเรามีเลนส์ 35f2 ใช้นั่นเอง ซึ่งเป็นระยะเลนส์ที่นิยมมากโดยเฉพาะคนที่ต้องการพกเลนส์ตัวเดียวแล้วถ่ายมันทุกอย่างที่ผ่านตาเข้ามา เป็นเลนส์ที่นักถ่ายภาพแนว street มักจะใช้ กล้องรุ่นยอดนิยมอย่าง Fuji x100 ก็ให้เลนส์ติดกล้องมาเทียบเท่ากับ 35f2 บน fullframe เช่นเดียวกัน

IMG_1142
eos m + 22f2 stm

IMG_1172
eos m + 22f2 stm

การใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างระดับ f2 ทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะมันถ่ายภาพได้เกือบทุกสภาพแสง ยิ่งมีระบบปรับ iso ได้อัตโนมัติที่ขึ้นสูงได้ถึง 6400 หรือ 12500 ยิ่งทำให้กล้องสามารถใช้งานได้แทบจะตลอดเวลาตราบใดที่เรามองเห็นกล้องก็ถ่ายติด ถึงแม้จะมืดมากจนมองลำบาก กล้อง eos m ก็มีไฟช่วยโฟกัสเป็นแสงนำที่ใช้ led เปิดไฟส่องให้เลย เป็นไฟช่วยโฟกัสที่ติดอยู่บนบอดี้ ไม่ได้เป็นระบบยิงแฟลชเพื่อช่วยโฟกัส เพราะ eos m ไม่มีแฟลชในตัวนั่นเอง ซึ่งเลนส์ 22f2 กับบอดี้ eos m สามารถหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท หรือซื้อเซ็ทใหญ่ก็ได้ในราคาหมื่นกลางๆเท่านั้น ราคาระดับนี้มันน่าใช้ขึ้นมาทันที

IMG_0042.JPG
eos m + 22f2 stm

IMG_0041.JPG
eos m + 22f2 stm + flash ex-90

IMG_0413
eos m + 18-55is stm – wireless flash ex90 with 580exII

IMG_0412
eos m + 18-55is stm – wireless flash ex90 with 580exII

การที่ eos m ไม่มีแฟลชในตัวทำให้มันต้องออกแฟลชแยกขนาดเล็กออกมาในชุดด้วย แฟลชตัวเล็กที่ว่านี้ชื่อรุ่น ex-90 ใช้ถ่านขนาด AAA จำนวน 2 ก้อน ดูขนาดภายนอกจะเล็กมาก พวงกุญแจของคนเราทุกคนยังอาจจะใหญ่กว่าแฟลชตัวนี้ก็ได้ แต่ความเล็กกลับไม่ธรรมดา ex-90 เป็นแฟลชไฮเทคและความสามารถสูง เพราะมันมาพร้อมกับความสามารถในการสื่อสารไร้สายกับแฟลชตัวอื่นในระบบของ canon โดยมันสามารถทำตัวเป็น master ควบคุมการยิงแฟลชไร้สายได้ ถ้าเราจะเล่นแฟลชไร้สายของ canon แต่เดิมเราจะต้องมีแฟลชตัวท๊อปกับตัวรองท๊อปของค่ายนี้อย่างละหนึ่งตัวเพื่อให้ตัวท๊อปเป็นตัว master และตัวรองท๊อปหรือตัวท๊อปอีกตัวเป็น slave รับคำสั่ง ซึ่งการเล่นแฟลชไร้สายค่าย canon มีค่าใช้จ่ายเกินสองหมื่นบาทแน่นอน หรือหากเราอยากจะใช้ตัวส่งสัญญาณแฟลชโดยเฉพาะอย่าง ST-E2 ที่ทำตัวเป็น master อย่างเดียว ตัวนี้ก็เกือบหมื่นบาท แต่ eos m แถมแฟลชตัวเล็ก ex-90 ที่ทำหน้าที่เป็น master ได้

IMG_3097.JPG
eos m + ef 85f1.8

eos m มี adaptor ที่เอาไว้ใช้แปลงเลนส์ ef และ efs มาใช้กับ eos m ออกมาด้วย นั่นทำให้เลนส์ตัวเก่าที่มีอยู่สามารถใช้กับ eos m ได้ทุกตัว และสามารถใช้งานได้เต็มระบบด้วย และนี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ระบบ eos m มีเลนส์ในระบบน้อย เพราะว่าสามารถใช้เลนส์ ef และ efs ได้นั่นเอง

IMG_1180
eos m + 22f2 stm + touchshutter

หน้าจอด้านหลังเป็นแบบ touchscreen สามารถสั่งการและปรับค่าต่างๆได้จากการสัมผัส สามารถดูภาพและเอานิ้วเลื่อนได้เหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป ความไวในการเปลี่ยนภาพไม่เร็วมากแบบไอโฟนตัวล่าสุด แต่ก็ถือว่าไม่ช้าน่ารำคาญ และด้วยหน้าจอสัมผัสทำให้คำสั่งการลั่นชัตเตอร์สามารถเลือกได้ว่าจะลั่นจากการแตะหน้าจอด้วย หรือ touchershutter ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากกับการใช้งานส่วนใหญ่ โดยเฉพาะถ้าเราจะวานให้คนอื่นช่วยถ่ายภาพ เราก็แค่บอกคนถ่ายว่า ให้แตะที่หน้าคนกล้องก็จะถ่าย ผมให้ลูกอายุสองขวบช่วยกดถ่ายภาพ ก็ได้ภาพชัดที่หน้าได้อย่างง่ายดาย

eos m สามารถถ่ายวิดีโอได้ระดับ full HD คุณภาพวิดีโออยู่ในระดับที่ดีมาก แต่ปัญหาการโฟกัสผิดพลาดจะทำให้วิดีโอนั้นเสียไปได้ง่ายๆเช่นกัน ถ้าตั้งค่าเลนส์ให้เป็นแมน่วลโฟกัสไปเลยได้จะดีที่สุด หรือใช้เลนส์มือหมุนไปเลยจะได้ไม่หงุดหงิดใจ

แบตเตอรี่ที่ให้มาขนาดค่อนข้างเล็ก คงเป็นเพราะบอดี้ขนาดเล็กเลยต้องทำให้แบตเล็กไปด้วย การท่องเที่ยวด้วยกล้อง eos m ควรจะมีแบตติดไปสัก 3 ก้อน เพราะกล้องระบบ mirrorless จะใช้พลังงานเยอะกับการแสดงผลหน้าจอ และมันเปิดหน้าจอตลอดเวลาด้วยทำให้แบตหมดเร็ว การถือกล้องเดินถ่ายภาพไปเรื่อยๆน่าจะทำได้ไม่เกินสองชั่วโมงหากเราไม่ปิดกล้องเลย ผมเคยเอากล้องไปถ่ายภาพอีเว้น ใช้ได้ประมาณ 120 ภาพแบบไม่ถ่ายคร่อมไม่ถ่ายเผื่อเสียเลยแบตก็หมดแล้ว แบตสำรองก้อนที่สองและสามจึงเป็นทางเลือกที่ควรเตรียมไว้ เสียดายที่ eos m ไม่มีแบตเตอรี่แพ็คหรือกริ๊ปในระบบของตัวเอง

IMG_0866.JPG
ภาพโทนสีปกติ eos m + 22f2

IMG_0867.JPG
แบบ toy camera

IMG_0868.JPG
แบบชัตตื้น

IMG_0869.JPG
แบบขาวดำ

โหมดการโพรเซสภาพหลังการถ่ายก็เป็นลูกเล่นที่มีมาให้ในกล้อง เราสามารถเลือกสไตล์ภาพก่อนที่จะถ่ายได้เพื่อให้ได้ภาพที่มีบุคลิคแปลกตาตามรูปแบบที่มีให้เลือกสำเร็จรูป หรือเราจะถ่ายด้วยภาพปกติแล้วค่อยมาเลือกโพรเซสภาพตามสไตล์เหล่านี้ก็ได้ กล้องจะเซพภาพใหม่ที่ผ่านการประมวลผลแล้วให้เป็นไฟล์ใหม่ไม่ทับไฟล์เดิม ลูกเล่นเหล่านี้มาตามสมัยนิยม กล้องในปัจจุบันแทบทุกตัวจะมีความสามารถตรงนี้แล้วเช่นกัน

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเมื่อพก eos m แทนกล้องตัวใหญ่ก็คือ มันมีขนาดเล็ก สามารถใส่กล้องและเลนส์พร้อมแฟลชลงไปในกระเป๋าย่ามได้อย่างสบายๆ ทำให้การยกกล้องมาถ่ายในสถานการณ์ต่างๆเป็นเรื่องง่ายดาย การพก eos m ติดเลนส์ 22f2 ครอบคลุมการใช้งานส่วนใหญ่ของผม และ มันให้คุณภาพระดับกล้องโปรเลยทีเดียว ภาพที่ออกจากเลนส์ 22f2 เป็นภาพที่มีคุณภาพ มีระยะชัดตื้นเมื่อเปิด f กว้างสุดกำลังดี ต่อให้เปลี่ยนไปใช้กล้องโปรอย่าง eos 6d ก็ใช่ว่าจะได้คุณภาพภาพและไฟล์ที่ดีกว่านี้ ขนาดที่เล็กมันทำให้เราหยิบใช้ได้บ่อยขึ้น การท่องเที่ยวด้วย eos m เป็นคำตอบที่ดีมากสำหรับคนที่ไม่ต้องการน้ำหนักเยอะ และที่สำคัญสามารถไหว้วานให้คนอื่นช่วยถ่ายภาพให้ได้ ช่างภาพมีโอกาสได้มีภาพตัวเองบ้างโดยที่คนถ่ายก็สามารถโฟกัสภาพได้ชัด ขอเพียงแค่คนถ่ายมีตาและนิ้ว

IMG_0850
IMG_8189
IMG_9044
IMG_9817.JPG
2015-10-06_10-49-55
2015-10-07_12-21-18
2015-10-07_06-36-47
IMG_9461
IMG_8995
IMG_7835
IMG_7921
IMG_7692
IMG_0266
IMG_0645.JPG
2016-01-23 04.42.36 1
2016-01-25 11.09.25 1
2016-02-08 08.54.29 1
IMG_0721.JPG
IMG_0955.JPG
IMG_0983.JPG
IMG_0998.JPG
IMG_1070.JPG
IMG_1072.JPG
IMG_1358.JPG
IMG_4290
IMG_9663.JPG
IMG_7214