Watch “kobfa 25nov2015b ล้างจมูก” on YouTube
สื่อสารให้เรียบง่าย ตรงประเด็น และเจาะจง
ในการทำตลาดแบบบอกต่อ หรือ referral marketing สิ่งทำคัญอย่างหนึ่งก็คือการพูดอธิบายตัวตนของเราต่อลูกค้า หรือ ต่อสมาชิกเพื่อนฝูงที่จะหาลูกค้าให้เรา การสื่อสารเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะถ้าสื่อสารผิดมันส่งผลเสียหลายอย่าง ตั้งแต่การเข้าใจผิด การไม่อุดหนุนต่อ และถ้ามันใหญ่โตมันเกิดเป็นสงครามได้ไม่ยากเลย และการสื่อสารในการทำ networking ก็ต้องทำให้ ชัดเจน จำง่าย และตรงประเด็น
วิธีการที่ผิดในการสื่อสารจะมีดังนี้
1 พูดมากเกินไป
2 พูดศัพท์เทคนิคมากเกินไป
3 พูดธรรมดาเกินไป
การพูดมากจะทำให้คนจำไม่ได้ เราควรเลือกคำพูดที่กลั่นกรองมาแล้ว รวบรัดย่อส่วนให้เหลือแต่ใจความสำคัญมาแล้ว การพูดศัพท์เทคนิคเยอะ จะทำให้คนตามไม่ทัน และพาลไม่สนใจเพราะฟังไม่รู้เรื่อง เราควรเลือกใช้คำพูดที่พบเจอในชีวิตประจำวันของคนปกติ พูดธรรมดาเกินไปจะทำให้คนไม่เห็นว่าคุณเก่ง หรือ น่าสนใจ เพราะใครๆก็มีหรือเป็นแบบที่คุณพูด
ยกตัวอย่าง
ผมทำ IT consult ครับ แนวนี้คือศัพท์เทคนิคล้วนๆ มันมากเกินไปสำหรับคนธรรมดา
อาจต้องลองเปลี่ยนเป็น ผมดูแลคอมพิวเตอร์ให้ทำงานได้ตลอดทุกวัน ปัญหาส่งเมลไม่ได้ พิมพ์เอกสารไม่ได้ จะหมดไป
ฉันทำบัญชี ดูแลเรื่องภาษี แนวนี้คือ ธรรมดาเกินไป ฟังแล้วไม่แตกต่างจากบริษัททั่วไป
อาจลองเปลี่ยนเป็น ฉันวางแผนเรื่องเอกสารทางบัญชีอย่างฉลาดและรัดกุม ทำให้เสียภาษีน้อยลงอย่างไม่น่าเชื่อ
ที่มา http://businessnetworking.com/communicate-simply-specificity/
.
.
สวัสดีครับ คนไม่รักสันโดษ
เวลาเราไปเจอใครก็ตามที่ถามทุกข์สุขกัน คำถามที่มักจะเจอก็คือ เป็นไงบ้าง งานเยอะไหม มีอะไรน่าสนใจรึเปล่าและเราก็มักจะตอบกันแบบเคยชิน ก็ดี เรื่อยๆ ยุ่งมาก คำตอบแนวนี้จะทำให้คนตอบไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ คนฟังก็เหมือนกัน คือฟังแล้วไม่อยากทำงานต่อ ฟังแล้วเนือยๆ เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า แทนที่คนถามจะส่งต่อลูกค้าให้เรา พอเจอเราตอบว่า ยุ่งมาก เขาก็ไม่กล้าส่งลูกค้าให้ซะแล้ว
สิ่งที่เราควรทำก็คือ ตอบคำถามให้สร้างสรร ตอบคำถามให้นำไปสู่งานใหม่ คำตอบควรจะพาธุรกิจเข้ามา ไม่ใช่ปฏิเสธธุรกิจ
เรามีคำตอบดีๆให้ลองเอาไปปรับเล็กน้อยเพื่อใช้กับธุรกิจของทุกท่านครับ
ช่วงนี้เป็นไง
แทนที่จะตอบว่า ก็ดี ยุ่งมาก ลองเปลี่ยนเป็น
A1 ชีวิตตอนนี้เยี่ยม ผมกำลังจะจบงานลูกค้ารายใหญ่
A2 ผมกำลังสนุกมาก เพราะผมกำลังขยายแฟรนไชน์
มันอธิบายว่าคุณงานเยอะ แต่คุณยังมองหาความก้าวหน้าและงานที่มากขึ้น
งานเยอะไหม
แทนที่จะตอบว่า เรื่อยๆ งานเยอะทำไม่ทันเลย
A1 ปีนี้ผมมีลูกค้าใหม่ 8 รายแล้ว แต่ผมตั้งเป้าไว้ที่ 20
A2 ยอดขายเพิ่มขึ้น 50% และผมวางแผนจะเพิ่มคนงาน
A3 ช่วงที่ผ่านมายอดขายเป็นไปตามเป้า เรากำลังวางแผนเพิ่มเป้า และเพิ่มลูกค้า
มีอะไรใหม่ มีอะไรน่าสนใจไหม
แทนที่จะตอบว่าตอนนี้ว่างๆ ไม่มีอะไรใหม่
A1 ผมกำลังเทรนพนักงานขายคนใหม่ คนนี้ท่าทางขายเก่ง
A2 ผมให้สัมภาษณ์หนังสือไปเล่มหนึ่ง คาดว่าจะได้วางแผงเร็วๆนี้
A3 ตอนนี้ผมกำลังลงเรียนคอร์สการลดขั้นตอนการบริหารงานขาย
นี่เป็นตัวอย่างการตอบคำถามที่เรามักจะต้องตอบในชีวิตประจำวัน เราควรจะเตรียมคำตอบเหล่านี้เอาไว้ในใจตอบให้ขึ้นใจ เพื่อจะให้มันดีกว่าการตอบว่า เรื่อยๆ หรือ ยุ่งมาก เพราะถ้าคุณตอบว่ายุ่งมาก เพื่อนคุณที่กำลังจะส่งลูกค้ามาให้อาจจะเปลี่ยนใจไม่กล้าส่ง
อย่าลืมว่า เราพบกันใน bni เพราะเราอยากได้ธุรกิจใหม่ อยากได้ลูกค้าใหม่
วันนี้เราจะมายกตัวอย่างการส่ง ref ที่เป็นธุรกิจต่อเนื่องให้สมาชิกในทีมนะครับ
เริ่มต้นจาก มีนักอสังหาฯ ไปรับงานขายบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง ลูกค้าของเขาเป็นเศรษฐี แต่ไม่มีเวลาประกาศขายเองจึงเลือกใช้บริการนักอสังหาริมทรัพย์หรือตัวแทนขายบ้าน นักอสังหาฯ เริ่มงานบริการของเขากับลูกค้า สิ่งที่ตามมาก็คือ นักอสังหาฯ มีประสบการณ์สูง รู้ว่าบ้านสะอาดมีโอกาสขายได้สูงกว่าบ้านสกปรก ก็เสนอบริการทำความสะอาดเพิ่มเข้าไป นักอสังหาฯ รู้ว่า ภาพถ่ายบ้านสวยๆ จะทำให้ลูกค้าสนใจมากกว่าภาพถ่ายคุณภาพต่ำ ก็เสนอบริการถ่ายภาพเพิ่มให้ ขั้นตอนการขายยังดำเนินไปถึงการสั่งพิมพ์ป้ายแบนเนอร์อีกด้วย จะเห็นได้ว่า การติดต่อลูกค้าหนึ่งครั้งจะไม่จบแค่เพียงหนึ่งบริการ แต่เอเจ้นสามารถยิงคำถามไปยังลูกค้าเพื่อถามหาบริการอื่นๆที่เขามองหา ทั้งบริการที่ลูกค้าอยากได้โดยตรง และบริการต่อเนื่องที่เราสามารถคอนซัลให้กับลูกค้าได้ เพื่อนำธุรกิจส่งต่อให้กับทีม
การถามเพื่อชี้นำลูกค้าเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถส่งลูกค้าเข้าสู่สมาชิกท่านอื่นๆได้ หลังจากวันนี้ ให้ท่านลองดูนะครับ เมื่อท่านบริการลูกค้าของท่านเสร็จแล้ว ให้ลองถามถึงสิ่งที่เขาต้องการเพิ่มเติม หรือ ให้ท่านลองวิเคราะห์ลูกค้าของท่าน แล้วเสนอสิ่งที่ลูกค้าควรจะใช้หรือสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของท่านเพื่อนำพาลูกค้ามาใช้บริการอื่นๆในทีมของท่าน ถ้าคุณเป็นมืออาชีพเพียงพอ ถ้าลูกค้าไว้ใจคุณอยู่แล้ว การแนะนำ การคอนซัลใดๆของคุณ หรือการนำเสนอเซอร์วิสอื่นๆของทีม คุณจะทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ และลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด ตราบใดที่คุณหาของดี หรือ บริการดีๆให้ลูกค้า
กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1 โยโกฮาม่า นิกโก้
กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2 นิกโก้ สูงๆหนาวๆ
กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 3 นิกโก้ โตเกียว
เราเดินทางจากพื้นราบของนิกโก้ขึ้นสู่ภูเขาด้วยรถเมล์ เป็นรถสาธารณะเพียงอย่างเดียวที่มีให้นักท่องเที่ยวใช้ ที่นี่ไม่มีแท็กซี่ ไม่มีรถไฟ ไม่มีกระเช้าจากพื้นราบ การเดินทางก็คล้ายๆกับภูเขาอินทนนท์ของไทย คือขับรถเลี้ยวไปเลี้ยวมาไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ด้านบนจะมีทะเลสาปและน้ำตกให้ดูหลายแห่ง อากาศด้านบนหนาวมากแถมลมแรง และยิ่งมีละอองน้ำมีฝนตก อุณหภูมิในเดือนตุลาคมน่าจะเกือบๆศูนย์องศา
กล้องถ่ายรูปตัวเดิมตัวเดียวเลนส์ตัวเดียว 22f2 บนกล้อง eos m ทำงานไปเรื่อยๆ หนาวก็ไม่กลัว ไม่แสดงอาการอะไรให้เห็น ภาพจากรูรับแสง f2 ให้ความชัดที่ตัวแบบได้โดดเด่นมาก และทิ้งด้านหลังให้นวลๆเบลอๆดูเป็นภาพที่น่ามอง สีสันของภาพก็ให้แนวธรรมชาติไม่ได้ฉูดฉาดเกินจริง ยิ่งถ่ายก็ยิ่งเพลิน อาจจะมีเพียงบางโอกาสที่แดดจ้าจนทำให้เรามองหน้าจอด้านหลังไม่ค่อยเห็น ต้องอาศัยการกะเดาไปเองว่าองค์ประกอบเป็นอย่างไร แต่สถานการณ์ที่มองจอหลังลำบากก็ไม่ได้พบบ่อย
ภาพตัวอย่างมุมนี้ภาพบนเป็นการปรับรูรับแสงให้แคบเพื่อความชัดลึกของภาพสูงสุด โดยปรับไปที่ f11 ซึ่งคาดหวังว่าจะให้ระยะชัดตั้งแต่ไกลสุดมาจนถึงพื้นระยะใกล้ประมาณ 1 เมตร พอถ่ายค่า f แคบๆไปแล้วก็เปลี่ยนไปถ่ายค่า f2 กันบ้าง เพื่อเก็บเป็นตัวอย่างเอาไว้เปรียบเทียบว่ารูรับแสงแคบและกว้างนั้นให้ผลต่างกันอย่างไร 
วิวทะเลสาปแสนสวยถ่ายรูปสนุก ผมเคยชินกับวิวน้ำและเรือ และต้นไม้พอสมควร เพราะในช่วงเวลาที่เคยว่างเวลาเหลือเฟือก็อาศัยถ่ายภาพตามสวนสาธารณะอยู่บ่อยๆ สวนลุม บ่อน้ำ เรือ ต้นไม้ ล้วนเป็นของคุ้นเคย มีเพียงอากาศหนาวเย็นเท่านั้นที่หาไม่ได้จากเมืองไทย
ใบไม้เปลี่ยนสีในญึ่ีปุ่นจะมีช่วงเวลาทอง น่าจะเป็นกลางเดือนตุลาคมที่จะเปลี่ยนสีกันให้สะใจ ในช่วงเวลาต้นเดือนตุลาเราจะเห็นเพียงสัญญาณการเริ่มเปลี่ยนสี ต้นไม้บางส่วนเริ่มเปลี่ยนสี แต่อีกกว่าครึ่งยังเขียวขจี ต้องอาศัยการเลือกมุมถ่ายภาพเล็กน้อยเพื่อให้คนอื่นดูภาพแล้วจินตนาการว่าเรามาเที่ยวดูต้นไม้เปลี่ยนสีได้สมดังใจ สิ่งที่เราไม่ได้ทำในทะเลสาปบนภูเขาสูง 1800 เมตรก็คือการนั่งเรือแล้วพายให้สะบายใจ ด้วยเหตุผลว่าลูกยังเล็กยังไม่อยากเสี่ยงลงเรือเพราะเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
ร้านค้าริมทะเลสาปก็จะเป็นร้านอาหาร เครื่องดื่ม กาแฟเยอะมาก ร้านขายของที่ระลึกนิดหน่อย เดินผ่านเห็นคุณลุงกำลังแกะไม้อย่างตั้งใจ เราก็อุดหนุนลูกข่างเล็กๆกลับมาอันนึง จากทะเลสาปเรานั่งรถเมล์อีกครั้งเพื่อไปยังน้ำตกใกล้ๆ เป็นน้ำตกที่มีคนแวะเยอะมาก ลงรถแล้วเดินจากริมถนนเข้าไปไม่มากก็ได้พบกับน้ำตกและจุดชมวิวที่มีคนพลุกพล่าน จะหาตำแหน่งถ่ายภาพสวยๆก็ยากเต็มที แถมยังไม่ได้พกขาตั้งกล้องเสียอีก การถ่ายภาพน้ำตกโดยมากจะใช้สปีดต่ำเพื่อให้สายน้ำดูนุ่มนวลกว่าที่ตาเห็น พอไม่มีขาต้งก็ต้องอาศัยวางกล้องไว้กับรั้ว วางกล้องไว้ติดเสาเพื่ออาศัยเสาและรั้วในการพยุงกล้องให้ไม่สั่นไหว เพราะสปีดการถ่ายภาพน้ำตกที่พอจะสวยนั้นจะต้องใช้สปีดต่ำระดับ 1/4 – 1/15 วินาที 
ออกจากน้ำตกเราก็นั่งรถเมลกลับลงมายังพื้นราบและผ่านสถานีรถไฟแห่งเดิมที่เราเพิ่งใช้งานมาเมื่อวาน หาของกินตามร้านก็ไม่ทันแล้วเพราะที่นี่ห้าโมงเย็นก็เริ่มมืดและร้านค้าก็เริ่มปิดกัน คงเหลือแต่ซุปเปอร์มาเก็ตที่เปิดดึกหน่อย เราก็เลยได้ฝากท้องไว้กับอาหารกล่องจากซูปเปอร์มาเก็ตริมถนน กินกันอิ่มก็เตรียมตัวเข้านอน อากาศเย็นๆแบบนี้ใส่เสื้อผ้าหนาๆพร้อมผ้าห่มกองใหญ่ก็พออุ่นได้ ดูการ์ตูนก่อนนอนอีกนิดนึง
กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1 โยโกฮาม่า นิกโก้
การสร้างใครสักคนให้เป็น referral source ของเราเองนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ แล้วเราควรจะสร้างให้ใครเป็น source ของเราดี ให้เริ่มต้นอย่างไร
ให้เราเล็งคนที่คาดว่าจะเป็น powerteam กับเรา คาดว่าจะพัฒนาไปเป็น referral source ได้ เมื่อเลือกได้แล้วก็ให้ทำการพูดคุยในเชิงลึกซึ่งกันและกัน ถ้ามองเห็นว่าน่าจะใช่ ก็ให้ลองหา referral ให้กันและกัน ทางเราเองก็ควรจะเริ่มให้ referral แก่เขาไปก่อน อย่าลืมว่า referral source มักจะเป็นคนดี เมื่อได้รับ referral บ่อยๆก็ย่อมพยายามหาวิธีให้ referral คืน
การให้ referral 1 ครั้งที่มีคุณภาพ จะส่งผลสองประการ คือหนึ่ง เพื่อนได้งาน และสอง ผู้ให้ referral มี creditability สูงขึ้น หรือความน่าเชื่อถือเพิ่มมากยิ่งขึ้น วันใดที่ referral source มีงานคืนกลับมาให้เรา เขาจะได้มั่นใจว่าเราเครดิตในการทำงานดี
แล้วถ้าให้ referral ไปบ่อยๆแต่ยังไม่ได้อะไรคืนมากควรทำอย่างไร ขอให้เรามองในมุมกว้างว่า การให้ referral แก่สมาชิก ยิ่งให้หลายงาน นั่นแปลว่า งานเหล่านั้นได้รับการแก้ปัญหาไปแล้ว แปลว่ามีคนนอกกลุ่มจำนวนมากได้รับการแก้ปัญหา และเจ้าตัว creditability ของเราในมุมมองคนนอกก็จะยิ่งแข็งแกร่ง แปลว่าการแนะนำงานของเราส่งผลดีต่อเราเช่นกัน แม้ยอดธุรกิจจะไม่มีในทันที แต่เครดิตเราดีขึ้นเรื่อยๆ คนภายนอกหลายคนที่เราช่วยจบปัญหาให้จะรู้สึกขอบคุณเรา เท่ากับเราได้ทำหน้าที่เป็นนักแก้ปัญหา เพื่อนในหลายๆกลุ่มจะทะยอยรับรู้ว่าเราเป็นนักแก้ปัญหา
พาลูกเที่ยวต่างประเทศเป็นเรื่องท้าทายสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก การเดินทางต้องวางแผนอย่างรอบคอบตั้งแต่การเลือกเที่ยวบินที่จะกระทบเวลาลูกน้อยที่สุด เลือกวิธีเดินทางไปแต่ละจุดด้วยรถสาธารณะ และเลือกที่พักที่คาดว่าจะบริหารจัดการชีวิตลูกได้ง่าย เรื่องเหล่านี้ ภรรยาผม จัดการได้อย่างยอดเยี่ยม
โปรแกรมพาลูกไปญี่ปุ่นริเริ่มกันก่อนเดินทางจริงประมาณสี่เดือน เป็นสี่เดือนที่เตรียมข้อมูลและเตรียมของที่คาดว่าจะต้องใช้ มีของที่ต้องมีแน่ๆห้ามพลาด เช่น รถเข็นเด็กซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้การเดินทางไม่เหนื่อยมาก ข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดเตรียมและจัดซื้อไว้ครบถ้วนก่อนเวลาเดินทางจริง 1 ชม. ทั้งๆที่เตรียมตัวเตรียมของกันหลายเดือน กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ใบกลาง ใบเล็ก เป้สะพาย ถูกหยิบยืมจากเพื่อน มีกระเป๋าเดินทางไฮเอนด์จากเพื่อนคนหนึ่งยี่ห้อ rimowa เป็นกระเป๋าล้อลากลื่นปื้ด ต้องล๊อคด้วยรหัสสามตัว ลองเปิดได้ เริ่มแพ็คของเสื้อผ้าเครื่องใช้ต่างๆ แต่พอลองปิดแล้วเปิดอีกทีกลับเปิดไม่ได้แล้ว เดือดร้อนเลย เพราะเปิดเองไม่ได้ โทรถามเจ้าของกระเป๋าก็เปิดไม่ได้ รหัส 3 หลัก นั่งบิดกันมือหงิกก็ยังเปิดไม่ได้ เข้าอินเทอเน็ตหาวิธีเปิดกระเป๋าที่ต้องใช้รหัสมีหลายวิธี ทุกวิธีลองแล้วก็ยังเปิดไม่ได้ เลยสุดท้ายต้องอุ้มไปให้ตัวแทนจำหน่ายช่วยเปิดให้
ที่ร้าน rimowa สาขาเกษรพลาซ่า ผมเดินลากกระเป๋าลื่นปื้ดไปขอความช่วยเหลือ บอกพนักงานว่าผมปิดแล้วเปิดไม่ได้ รหัสเก่าเปิดไม่ได้ พนักงานก็ใจดี เอาไปจัดการให้ พนักงานหมุนรหัส หมุนกลับไปกลับมา หมุนทีละหลัก ใช้เวลาไม่ถึงนาทีเปิดกระเป๋าได้แล้ว เห็นแล้วแทบจะจีบไปขโมยกระเป๋าที่สนามบินด้วยกันเลย ขอบคุณพนักงานที่ช่วยชีวิตผมไว้ เพราะเสื้อผ้าของใช้ที่อยู่ในนี้จัดหาใหม่ไม่ทันแล้ว เพราะวันรุ่งขึ้นจะต้องเดินทาง ไม่มีเวลาหาซื้อใหม่แน่นอน
เจอกรณีรหัสที่ตั้งไว้ไหลเปลี่ยนไปเป็นรหัสอื่น ทำให้ไม่กล้าใช้กระเป๋าใบนี้เลย สุดท้ายเมื่อเปิดได้ก็ถ่ายของออก เปลี่ยนไปใช้กระเป่าโลเทค ใช้แม่กุญแจล๊อคดีกว่า เพราะกลัวว่าจะไปทำรหัสเปลี่ยนโดยไม่ตั้งใจที่เมืองนอก ซึ่งคงหาคนช่วยเปิดไม่ง่ายเหมือนเมืองไทย
เราเริ่มต้นกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางด้วยสายการบิน ANA ออกจากเมืองไทยตอนเที่ยงคืน ไปถึงญี่ปุ่นในเวลา 08.00 น. ของเวลาญี่ปุ่น ก็คือเราเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง เป็นหกชั่วโมงที่ลูกไม่งอแง นับว่าโชคดีมาก แต่พ่อแม่ไม่ได้นอนเลย เพราะลูกจะนอนขวางยาวตามเก้าอี้ของเครื่องบิน คือลูกนั่งกลาง แม่นั่งซ้าย พ่อนั่งขวา หัวอยู่บนตักแม่ ขาอยู่บนตักพ่อ ขยับตัวไม่ได้เลย กลัวลูกตื่น เพราะถ้าลุกตื่นกลางดึกจะมีปัญหางอแงและอาจจะโวยวายรบกวนผู้โดยสารคนอื่น
เข้าญี่ปุ่นผ่านด่านสนามบินแล้วเราก็เดินทางไปสถานีรถไฟโยโกฮาม่าทันทีเพื่อฝากกระเป๋าเข้าล๊อคเกอร์ แล้วเดินทางไปเที่ยวต่อที่ seaside paradise ซึ่งเป็นพิภิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ถือว่าเป็นอคอเรี่ยมอีกแห่งหนึ่ง แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าที่โอซาก้า แต่ไฮไลท์ของที่นี่มีสิ่งที่โอซาก้าไม่มี คือ มี whale shark ตัวใหญ่มาก ใหญ่ชนิดที่ว่าขอบฟ้าเอาไปนอนฝันเลย การเดินทางในญี่ปุ่นสะดวกมากเพราะมีรถไฟวางกระจายไว้ทั่วเมือง เราสามารถเดินทางไปจุดต่างๆได้ด้วยรถไฟเกือบร้อยเปอร์เซ็น ส่วนการพาลูกขึ้นรถไฟก็จะไม่ยากมาก ถ้าอุ้มขึ้นอุ้มลงก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าใช้รถเข็นก็จะมีความยากระดับหนึ่งคือ ต้องลุ้นว่ารถไฟจะไม่แน่น การขึ้นลงสถานีบางทีต้องขึ้นฟ้า บางที่ต้องลงใต้ดิน ส่วนใหญ่จะมีลิฟท์ให้ใช้ แต่บางสถานีก็ไม่มี จังหวะที่ไม่มีลิฟท์ก็ต้องใช้วิธีอุ้มรถเข็นขึ้นบันไดเลย มันดูยุ่งยากพะรุงพะรังบ้างแต่ก็ไม่ยากเกินไป
รถเข็นเด็กช่วยให้พ่อแม่ไม่เหนื่อยมาก เพราะเด็กมักจะหลับตอนกลางวัน ขอบฟ้าเดินทางมาทั้งคืน สิบโมงกว่าก็หลับแล้ว เพราะมันเป็นเวลานอนของเด็กส่วนใหญ่ การหลับในรถเข็นทำให้พ่อแม่ชีวิตไม่ลำบาก
ที่ด้านหน้า seaside paradise มีร้านขายของชำอยู่ร้านหนึ่ง หน้าร้านมีสิ่งสะดุดตาซึ่งไม่คิดว่าจะได้เจอ นั่นคือ กล้องฟิล์มพร้อมใช้ สามารถซื้อแล้วถ่ายเล่นได้เลย กล้องหนึ่งตัวบรรจุฟิล์มเน็กกาทีฟสี ไม่คิดว่าจะได้เจอที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี แต่มาคิดอีกทีก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะต่อให้ญี่ปุ่นไฮเทคแค่ไหน แต่งานศิลปะของญี่ปุ่นกลับมีความอนุรักษ์นิยมอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ ร้านขายซีดียังมีอยู่ในญี่ปุ่น ยังมีชุมชนที่นิยมใช้กล้องฟิล์ม มีังานแสดงภาพถ่ายที่มากกมายจากกล้องฟิล์ม สิ่งเหล่านี้พบเห็นได้บ่อยๆ พอมาเจอว่ายังขายกล้องพร้อมฟิล์มอยู่ก็รู้สึกอบอุ่นดี
วันแรกในญี่ปุ่นเราหมดเวลาและหมดแรงไปกับการเดินทางแสนขรุกขรัก การเดินทางด้วยรถไฟไฟาซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนญี่ปุ่นนั้นทำให้พวกเราเสียเวลาไปเยอะมาก ผ่านวันนี้ไปเราก็รู้แล้วว่าอีกหลายวันที่เหลือของเราเหนื่อยแน่นอน ถือโอกาสถ่ายป้ายในสถานีรพไฟเก็บไว้บ้าง ตอนเย็นโพล้เพล้แสงเริ่มหมด บรรยากาศของชานชลามันดูเหงาเสียเหลือเกิน ถ้าผมเป็นคนไม่มีแฟน ภาพและห้วงเวลาแบบนี้คงทำให้รู้สึกเหงาจับใจ
เดินทางกลับโรงแรมที่พักแล้วก็นอนสลบไม่รู้เรื่องเลย ตื่นมาอีกวันเราก็ออกลุยเมืองโยโกฮาม่ากันอีกที เช้าวันนี้อากาศหนาวมาก ไม่รู้ว่าอุณหภูมิเท่าไหร่แต่ว่าใส่เสื้อสามชั้นยังรู้สึกเย็นๆ ส่วนลูกก็สนุกไปเรื่อยๆไม่เข้าใจว่ามันหนาว จมูกขอบฟ้าเริ่มแดงตอนที่มีลมพัดเยอะๆ เราเดินเล่นดูวิวเมือง ดูเรือ ดูตึกอยู่สองชั่วโมง
ภาพถ่ายทริปนี้ใช้กล้อง eos m กับเลนส์ 22f2 ตัวเดียวเลย เหตุที่มีตัวเดียวก็เพราะว่ากระเป๋ากล้องที่ใช้งานนั้นมีกล้องกับเลนส์และที่ชาร์จมาแค่นี้ เลนส์ตัวอื่นๆที่มีอยู่ดันไม่อยู่ในกระเป๋า ตอนรวบกระเป๋าออกจากบ้านก็คิดว่าของครบแล้ว มารู้ตัวอีกทีว่าเลนส์มีติดมาตัวเดียวก็ที่สนามบินเสียแล้ว ก็เลยได้ลุยทริปนี้ด้วยเลนส์ตัวเดียวเลย
โยโกฮาม่าเป็นเมืองท่าติดทะเลของญี่ปุ่น มีเรือเดินสมุทรลำใหญ่วางโชว์เป็นแลนมาร์กของเมือง ดูจากสถานที่หลายๆอย่างที่เขาจัดแสดงเป็นนิทรรศการเข้าใจว่าเมืองนี้เป็นเมืองสำหรับการต่อเรือ มีอาคารต่อเรือใหญ่โต ต่อเรือยักษ์เสร็จก็เปิดน้ำไหลเข้าอาคารแล้วขับเรือออกไปเลย แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่าเขายังทำงานต่อเรืออีกไหม เพราะอู่เรือแถวนี้กลา่ยเป็นที่เที่ยวที่ดูเล่นไปหมดแล้ว
ในพื้นที่ใกล้ๆอู่ต่อเรือมีสวนสนุกเล็กๆให้เล่นด้วย ไม่สนุกเท่ากับเครื่องเล่นผู้ใหญ่ แต่ก็เพลินๆสำหรับเด็กๆ ดูเหมือนของเล่นในห้างเสียมากกว่า ของกินประจำสวนสนุกก็คือไอศครีม ซึ่งรสชาดมันคงอร่อยพอใช้ได้เลย เพราะขอบฟ้ากินหมดแท่งแบบไม่ต้องขอร้อง เป็นของกินไม่กี่อย่างในชีวิตขอบฟ้าที่กินหมดเกลี้ยงโดยไม่ต้องพยายาม
ออกจากโยโกฮาม่าเรามุ่งหน้าไปนิกโก้ ซึ่งเป็นปลายทางแห่งหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ของทริปนี้เลย เพราะนิกโก้เป็นที่เที่ยวแนวเมืองโบราณและธรรมชาติ เป็นเหมือนการเที่ยวชนบทของญี่ปุ่น การเดินทางต่อรถไฟไปนิืกโก้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดของทริปนี้เลย เพราะว่าเราต้องแวะไปซื้อตั๋วสำหรับเดินทางเที่ยวในนิกโก้แบบตั๋วใบเดียวเที่ยวทุกอย่าง ลูกกับรถเข็น บางทีก็เป็นภาระต้องหาลิฟท์ใช้ บางทีก็เป็นที่ทุ่นแรงไม่ต้องแบกของเอง
เราออกเดินทางตอนบ่ายสองจากโยโกฮาม่า มาถึงนิกโก้อีกทีก็ทุ่มกว่า ฟ้ามืดแล้ว เราเข้าที่พักแบบจับทิศไม่ถูกเลย เพราะมันมืดแล้ว โชคดีที่โรงแรมที่พักอยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟ และตอนที่เรามาถึงนิกโก้เราก็ได้พบกับคนไทยสองคนที่เขาบอกว่าเพิ่งเดินผ่านโรงแรมวิว่าที่เรากำลังจะไปพัก มันก็เลยง่ายหน่อย
โรงแรมนี้เป็นโรงแรมตึกแถว เจ้าของบ้านดัดแปลงให้เป็นโรงแรม ดูน่ารักอบอุ่น และเป็นกันเอง เราได้นอนห้องแคบๆ ห้องน้ำแคบ มีพื้นมีเสื่อให้นอนด้วย อากาศที่นิกโก้ช่วงต้นเดือนตุลาคม กลางคืนเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เช้าๆสายๆประมาณ 10-15 องศา ต้องใส่เสื้อกันหนาว ตอนกลางคืนแอร์ในห้องไม่ต้องเปิดเลย สิ่งที่ทำให้เราแปลกใจยังคงมีให้เห็นอีก นั่นคือเครื่องเล่นวิดีโอเทป ที่ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่ายังมีอยู่ เจ้าของโรงแรมยังไม่ได้ทิ้งไป แต่เราไม่มีม้วนวิดีโอใช้แล้ว มันก็เลยเป็นเพียงเครื่องเล่นสำหรับวางโชว์อยู่ในตู้เท่านั้น
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราแปลกใจแต่ก็ไม่มากก็คือ ระบบการเดินสายสำหรับการเล่นอินเทอเน็ตที่โรงแรมแห่งนี้ทำกันง่ายๆ ง่ายเหมือนบ้านของเราเองเลย คือมีสายแลนเดินไว้ในห้องแล้วก็เอาตัวปล่อยสัญญาณ wifi มาใช้ ทั้งหมดวางอยู่บนถาดใส่สบู่ ดูแล้วก็แปลกๆ เหมือนมันเป็นการแก้ปัญหาแบบชั่วคราว แต่ว่าการใช้งานอินเทอเน็ตที่ผมวางแผนไว้ผมใช้วิธีเอา apple airport express ติดตัวมาด้วย เมื่อถึงโรงแรมก็ดึงสายแลนมาเสียบกับ airport express เสียเลย ทำให้ wifi ที่ใช้งานเป็นเหมือน wifi ที่บ้าน เครื่องมือถือ แท็ปเบล็ตต่างๆจะได้ไม่ต้องใส่รหัสใหม่ เปิดเครื่องขึ้นมาก็เหมือนเล่นเน็ตที่บ้าน แบบนี้สบายไม่ต้องไปจดรหัสของโรงแรม
สิ่งที่ขอบฟ้าชอบมากสำหรับที่ญี่ปุ่นก็คือห้องน้ำ เพราะมันสะอาดและน่าตื่นเต้นกับระบบฉีดน้ำล้างก้นที่เด็กอย่างขอบฟ้าไม่เคยเจอมาก่อน ผมเองเมื่อหลายปีก่อนก็มีโอกาสได้ไปญี่ปุ่น ก็ตื่นเต้นกับที่ฉีดก้นของญี่ปุ่นเหมือนกัน ปุ่มกดที่โถส้วมมากมายกลัวกดผิดทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ขอบฟ้าชอบการฉีดน้ำเข้าก้นมาก
เช้าวันแรกที่นิกโก้ อุณหภูมิในห้อง 22 องศาแบบปิดแอร์ เรากินข้าวเช้าที่โรงแรมโดยมีเจ้าของโรงแรมทำอาหารเช้าให้แขกทุกห้อง กินกันเรียบร้อยก็เตรียมตัวเดินทางไปยังที่เที่ยวที่แรกซึ่งต้องนั่งรถเมล์ไปอีก 1 ชั่วโมง การเป็นช่างภาพก็ทำให้ผมต้องขออนุญาตเจ้าของโรงแรมให้ยืนยิ้มให้กับกล้องสักภาพ เพราะการต้อนรับแบบโฮมสเตย์แบบนี้ทำให้รู้สึกว่าที่นี่อบอุ่นน่ารัก ดูเป็นเจ้าบ้านที่ใจดี
เรามารอรถเมล์กันที่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟ แวะถ่ายภาพเล่นๆกันพอสนุก ใบไม้ที่นี่เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว ที่ที่เราจะไปจะเป็นทะเลสาปบนภูเขาซึ่งจุดเด่นของทะเลสาปก็คือ มีต้นไม้เปลี่ยนสีนั่นเอง แต่ว่า ณ วันที่เราไปถึงนั้นต้นไม้ยังเปลี่ยนสีไม่มาก กว่าครึ่งยังเป็นสีเขียวปกติอยู่ มีแค่ครึ่งเดียวที่เปลี่ยนเป็นสีเหลือ สีแดง
ก่อนที่เราจะไปถึงทะเลสาป เราได้แวะดูสะพานไม้สีแดง ชื่อสะพานชินเกียว ทำไมถึงดัง ทำไมถึงต้องแวะ ทำไมต้องเป็นแลนมาร์กผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เราเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ ในหนังสือไกด์บุ๊คที่ได้อ่านผ่านตาทุกเล่มจะให้แวะถ่ายภาพทั้งหมด ก็เลยต้องแวะในแบบที่หนังสือแนะนำ เลยได้มีโอกาสเก็บภาพบรรยากาศแถวนี้ไว้ด้วย สิ่งที่น่ารักและโชคดีได้ถ่ายเก็บไว้ก็คือที่รอรถเมลที่ใช้ตู้เหล็กมาให้นักท่องเที่ยวได้นั่งรอ ไม่รู้ว่าเป็นตู้ที่เคยเป็นรถไฟมาก่อนหรือเปล่า หรือเป็นการทำเลียนแบบขึ้นมา แต่มันก็ให้ภาพถ่ายที่สวยดีและมีรอยยิ้มของลูกติดกล้องแบบที่เราก็อยากเอาภาพนี้ไปติดฝาบ้านเลย
กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1 โยโกฮาม่า นิกโก้
กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2 นิกโก้ สูงๆหนาวๆ
กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 3 นิกโก้ โตเกียว
ขอบฟ้าเป็นเด็กชานเมือง นานๆก็จะติดแม่เข้าเมืองไปนั่งเล่นซักที แม่ทำงานที่สุขุมวิท เวลาไปทำงานแล้วขอบฟ้างอแงขอตามไปด้วยก็จำเป็นจะต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย บางวันก็เป็นป้า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพ่อนั่นเอง
ผมพาขอบฟ้าไปนั่งรถไฟฟ้าเล่นๆเวลาที่รอแม่ทำงาน บางทีก็นั่งเล่นไปสุดสาย นั่ง BTS ที่สถานีพร้อมพงษ์ไปถึงสุดทางที่บางนาแล้วก็นั่งกลับ บางทีก็นั่งไปต่อเล่น mrt เพื่อให้ขอบฟ้าได้รู้จักว่ารถไฟใต้ดินและบนดินต่างกันอย่างไร
ขอบฟ้าขอบ MRT มาก อาจจะเป็นเพราะคิดไปเองหรือมีใครไปบอกว่า MRT วิ่งเร็วกว่า BTS และวิ่งเร็วกว่ารถไฟโบราณอย่าง thomas มาก ขอบฟ้าเลยชอบ MRT ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ติดแม่ไปที่ทำงาน ผมก็เลยพานั่งรถไฟเล่น คิดไม่ออก ไม่อยากซ้ำกับหลายสัปดาห์ก่อน ก็เลยพานั่ง BTS ต่อ MRT เพื่อไปเดินเล่นที่สวนลุม
การเดินทางในครั้งนี้ทำให้ผมค้นพบเรื่องราวหลายอย่าง ถ้าเราไม่มาเอง ไม่เดินเองเราคงไม่เข้าใจ เริ่มจาก สถานที่ MRT ต้องซื้อตั๋วเป็นเหรียญพลาสติก ผมก็ตรงไปที่เครื่องขายตั๋ว และใส่แบ๊งค์ร้อยเข้าไป กดสถานีลุมพินี เหลือบดูราคา เห็นตัวเลขขึ้น 21 บาท พอกดไปก็เหลือบไปดูช่องรับตั๋วและเงินทอนซึ่งเป็นช่องเดียวกัน ก็เพิ่งจะเห็นป้ายบอกว่า ทอนเป็นเหรียญเท่านั้น ผมก็ตกใจเลย และ มีเวลาให้ตกใจแค่หนึ่งวินาที เหรียญเงินทอนก็พร่างพรูออกมาที่ช่องเงินทอน ผมได้บทเรียนแล้วว่า ถ้าจะหาที่แลกเหรียญและต้องเดินทางที่ MRT อยู่แล้วก็เอาแบงค์ใหญ่ๆมาซื้อตั๋วที่นี่ซะเลย
จะไปสวนลุมเลยเลือกตั๋วไปลงสถานีลุมพินี พอออกจากสถานีถึงจะพบว่าเราไม่ได้อยู่ที่สวนลุม เราอยู่ฝั่งตรงข้ามสวนลุม มองเห็นฝั่งตรงข้ามรู้ว่าต้องข้ามถนน ถ้าเราตัวคนเดียวก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่นี่ อุ้มลูกมาด้วยการข้ามถนนแบบมีลูกติดมือมันต้องระวังเยอะ และเราก็ได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งในการข้ามถนนที่แยกวิทยุ ซึ่งเป็นแยกที่ถนนพระรามสี่ตัดกับถนนสาธร
เมื่อหลายปีก่อนเราเคยดูข่าว มีชาวบ้านทำป้ายขอให้รถช่วยหยุดให้คนข้ามถนนที่แยกวิทยุแห่งนี้ ตอนเราดูข่าวเราก็ไม่เข้าใจเพราะว่าทุกทีที่เดินผ่านเราก็ขับรถผ่านไป แต่พอมาเป็นคนที่ต้องข้ามถนนเสียเองเราก็เขาใจแล้ว เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดที่แยกวิทยุแห่งนี้มีรถไหลผ่านจำนวนมาก ต่อเนื่องมาก ในวันทำงานแทบจะไม่มีเวลาว่างๆให้เดินข้ามได้เลย ต้องอาศัยการวิ่งแย่งชิงจังหวะกับรถยนต์ ซึ่งรถยนต์ในประเทศไทยก็เป็นรถที่ไม่เคยได้รับการสั่งสอนให้หยุดให้คนข้าม นานๆอาจจะเจอคนจิตใจดีสักที ยิ่งผมอุ้มลูกยืนรอ แม้ในวันหยุดอย่างวันอาทิตย์ก็ยังรู้สึกว่าข้ามยาก แทบอยากจะอุ้มลูกลงไปกราบรถที่วิ่งผ่านมากันเลย แล้วเทวดาก็เมตตา ทำให้รถมีจังหวะเว้นว่างให้พ่อกับลูกสามขวบได้กระเตงกันผ่านถนนวัดใจแห่งนี้ไปได้ แต่ว่า …..
ทางออกลุมพินีที่ใกล้สวนลุมคือทางออกด้าน สวนลุมไนท์บาร์ซ่าเดิมที่ตอนนี้รื้อไปแล้ว ผมโผล่มายังตำแหน่งศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยและมีอยู่หน้าสถานที่ลุมพินี จะข้ามถนนไปสวนลุมต้องไปวิ่งเสี่ยงตายกับรถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดสองครั้ง และที่ตรงกลางที่เป็นรถทางตรง และรถเลี้ยวขวา เราก็ต้องรอสัญญาณไฟที่นานมาก ผมอุ้มลูกยืนรออยู่เกือบสิบนาที ไม่มีต้นไม้ มีแต่แดดที่ร้อนส่องหัวร้อนถึงปลายเท้า คิดไปถึงสถานการณ์ว่า ถ้าเป็นฝนตก คนที่ต้องข้ามถนนตรงนี้จะทำอย่างไร
ไปเดินเล่นสวนลุมตอนสิบโมงกว่า อากาศเริ่มร้อน ส่วนที่เป็นร่มไม้ก็เย็นสบายดี ส่วนที่ไม่มีร่มไม้ก็เดินกันตัวร้อนเลย ลูกผมก็ออกอาการง่วงๆเหนื่อยๆ เล่นอยู่ไม่นานก็หมดแรง สุดท้ายก็กระเตงกันกลับ เราจะกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่เรามาก็คือสถานที่พร้อมพงษ์ ซึ่งเราจะต้องเดินย้อนกลับไปนั่ง MRT และไปต่อ BTS แค่คิดว่างต้องเดินย้อนไปถนนวัดใจเส้นที่เราเพิ่งเสี่ยงตายผ่านมาก็บอกลาแล้ว ไม่ไหว ไม่อยากเสี่ยง เลยเรียกแท็กซี่กลับแทน นั่งรถแท็กซี่แอร์เย็นๆค่าบริการไม่กี่สิบบาท สบายกว่าความพยายามไปนั่ง MRT ต่อ BTS และต้องอุ้มลูกเดินรวมกันไม่รู้กี่กิโล ยังไงแท็กซี่ก็น่าจะเป็นคำตอบของการเดินทางใกล้ๆมากกว่า
ฝากถึงผู้ว่ากทม. แยกวิทยุข้ามถนนยากมาก ขอสะพานลอยครับ ขอสะพานลอยหรือขออุโมงค์ก็ได้ จากศาลกรมหลวงชุมพรฯ ข้ามไปสวนลุม สร้างสะพานลอยได้ ไม่ทับเส้นใคร
หลังจากที่กลับมาแล้วและได้บ่นไปทางทวิตเตอร์ว่าสถานีลุมพินีเดินไปสวนลุมยากมากไม่มีทางข้ามถนนดีๆ ก็มีเพื่อนรุ่นพี่ในทวิตเตอร์ตอบกลับมาว่า จะไปสวนลุมให้นั่งรถ MRT ไปลงศาลาแดง แล้วจะมีทางออกไปหน้าสวนลุมเลย…. เพิ่งรู้นะเนี่ย ขอบพระคุณมากๆที่ชี้แนะ ไว้โอกาสหน้าจะลงศาลาแดงครับ ส่วนคนที่ไม่เคยลงสถานีรถไฟฟ้าแถวนี้ใครจะรู้ เห็นชื่อลุมพินีก็กดลุมพินี ไม่คิดว่าจะไปสวนลุมต้องไปลงศาลาแดง