พา honda freed ไปเข้าศูนย์ เช็คระยะ 10000 กิโลเมตร

ขับรถยนต์คันใหม่ Honda Freed มาครบสามเดือนแล้ว วิ่งไปได้ประมาณ 10500 กิโลเมตร ได้เวลาพาไปเข้าศูนย์เสียที ตอนแรกที่ได้รถมาใหม่ๆ พอใกล้จะครบ 1000 กิโลเมตร ก็โทรไปถามเซลส์ว่าต้องเอาเข้าศูนย์ไหม? เซลส์ตอบมาว่า เดี๋ยวนี้รถ Honda ออกแบบมาให้พ้นรันอินตั้งแต่วันขายแล้ว และเอาเข้าศูนย์อีกทีตอน 10000 กิโลเมตรได้เลย

ก็เลยเพิ่งจะได้เข้าศูนย์กับเขาครั้งนี้เป็นครั้งแรก ขับรถไปจอดไว้ที่โชว์รูม ใช้เวลาทำเอกสารประมาณ 15 นาที ก็เรียบร้อย อีกสองชั่วโมงเสร็จ ผมเลยนั่งแท๊กซีี่กลับมาทำงานก่อน แล้วค่อยแวะไปอีกที ค่าใช้จ่ายที่ศูนย์ประเมินอยู่ที่ 700 บาท เป็นค่าน้ำมันเครื่อง ฟรีค่าแรง ฟรีเพราะอะไรผมก็จำไม่ได้แล้ว

ทำงานไปเรื่อยๆ ช่างโทรมาแจ้งว่าเสร็จแล้ว เข้าไปรับได้เลย ก็เลยนั่งแท๊กซี่ไปกลับไป ไปถึงยังไม่ได้ทันที กำลังล้างรถอยู่ ก็เลยขึ้นไปนั่งรอที่ห้องรับรองลูกค้า ซึ่งห้องรับรองที่นี่น่าประทับใจมาก มันเป็นห้องกว้างๆ มีโต๊ะรับแขก มีโต๊ะทำงาน มีเคาเตอร์ มีเก้าอี้นวย มีที่นั่งทุกรูปแบบที่คนเราน่าจะชอบ มีอินเทอร์เน็ตให้เล่นฟรี เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งชุดเลย มีบริการ WIFI ด้วย มีขนม มีคุ๊กกี้ มีกาแฟให้ชงเอง มีน้ำส้ม น้ำหวานแบบกดเอาเองเลย มีไอศครีมอยู่ในตู้แช่ ทุกอย่างหยิบเองตามสบาย ผมสามารถใช้พื้นที่แห่งนี้ทำงานได้เลย ประทับใจกับความพยายามที่จะดูแลลูกค้าแบบนี้มาก

พอล้างรถเสร็จช่างก็เดินมาแจ้ง ผมรับรถ แล้วขับออกมาทำงานต่อ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของการเช็ค 10000 กิโลเมตรอยู่ที่ 702.99 บาท ผมจ่าย 703 บาท ไม่ต้องทอน 55555555555555

ปล. ลืมบอกชื่อโชว์รูม ฮอนด้า สาขาบางปะแก้ว

ผลการตรวจ CT SCAN

เมื่อวานพาพ่อไปหาหมอ ไปรับผลการตรวจ CT Scan มะเร็งในปอดของพ่อยังไม่มีอาการแย่ลง ก้อนมะเร็งที่เคยโต 4 cm ลดลงเหลือ 2.5cm แต่มีจุดเล็กๆเกิดใหม่เพิ่มขึ้น หมอให้หยุดการทำเคมีบำบัดไว้ก่อน รอดูอาการอีกสามเดือน เดือนกันยายนให้มาทำ CT Scan อีกครั้ง แล้วนัดตรวจอีกที

พ่อเริ่มมาหาหมอวิเชียร ที่ศิริราชด้วยโรคมะเร็งปอดตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ผ่านการทำเคมีบำบัดไปแล้วสี่ครั้ง ซึ่งหมอให้หยุดแล้ว ตอนนี้รอดูผลอีกสามเดือน

รถป้ายแดงของผมตกรุ่นแล้ว

Honda Freed ป้ายแดง อายุสองเดือน วันนี้วิ่งไปหกพันกว่ากิโลเมตร  ยังไม่ได้เข้าศูนย์ครั้งแรกเลย (รถฮอนด้าสมัยใหม่ นัดเข้าศูนย์ครั้งแรกที่ 10000 กิโลเมตร) ตอนนี้ตกรุ่นแล้ว  เหตุเพราะมี Freed ตัวใหม่ออกมา  แต่ก็อาจจะยังไม่มีขายในไทย  แต่สักวันคงมี  เพราะตอนนี้มันวิ่งที่ญี่ปุ่นแล้ว  มันคือ Freed Spike

Freed Spike ทำขายคนกลุ่มเล็กๆที่มีอาชีพดังต่อไปนี้

อาชีพช่างภาพ เอาไว้วางของ ใส่อุปกรณ์กล้อง เอาไว้ไปท่องเที่ยวถ่ายรูป กล้องในภาพเป็นกล้อง canon ถ้าใครใช้ไลก้าอาจจะไม่เหมาะกับ freed เพราะไลก้าเกิดมาเพื่อเก็บภาพข้างถนน หรือแนวภาพ street life นั่นเอง รถของช่างภาพที่ใช้กล้องไลก้าน่าจะเป็น jeeb เก่าๆเสียมากกว่า (เสียมากกว่าใช้ได้ ขับไปซ่อมไป) แต่งตัวบูติกอย่่างในรูปนี้เหมาะกับ freed แล้ว


อาชีพแม้ค้าตลาดนัด เปิดท้ายขายของ คนเคยรวย คนตกงาน


จุดเด่นคือเบาะแถวสองสามารถพับราบเพื่อใช้เป็นพื้นที่วางของได้ทั้งหมดเลย มันดีอย่างนี้นี่เอง แต่ในรูปไม่เห็นเบาะแถวสามเลย คงเป็นการเอาแถวสามออกแล้วใส่ชั้นวางแทนเข้าไป


อาชีพนักกีฬาขี่จักรยานก็ได้ คราวนี้ใส่จักรยานได้มากกว่า 1 คันแล้ว


อาชีพขายพรม ขายต้นไม้ สบายเลย ไม่ต้องเข็นไปขายร้อนๆเหมือนแต่ก่อนแล้ว


จะเห็นว่ามีพื้นที่วางของเยอะมาก มีช่องเต็มรถไปหมดเลย ถ้าเก็บของอะไรไว้จะจำได้ไหมว่ามันอยู่ตำแหน่งไหนของตัวรถ?


แผงภายในยังเหมือนเดิม


รูปทรงภายนอกเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

Honda FREED ขับมาแล้ว 1 เดือน

วันนี้ครบรอบ 1 เดือนที่ใช้งาน Honda FREED
มีหลายอย่างที่ยังไม่คุ้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญมาก โดยรวมแล้วถือว่าเป็นรถที่น่าใช้
สามารถนั่งได้หลายคนจริงๆ สามารถขนของได้จริง ขึ้นลงสะดวก จอดง่าย
อุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ถือว่าเกือบจะพรั่งพร้อมที่สุด
คงเหลือแต่ GPS เท่านั้นที่ผมยังไม่ได้ไปติดเพิ่ม
แต่ FREED ตัวท็อปก็มีมาให้ตั้งแต่ออกจากโรงงานเลย
คนซื้อรุ่นประหยัดอย่างผมเลยยังต้องรอไปติดเอง

ขับมาได้ 1 เดือนก็สังเกตว่า บางครั้งรถนิ่มหนึบดี บางครั้งรถเด้งกว่าปกติ
มันเป็นๆหายๆ มาพิจารณาดูแล้วก็เพ่ิงจะมั่นใจว่าเป็นเพราะอะไร
ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือ คนนั่งเยอะรถจะนิ่มหนึบ นั่งคนเดียวจะเด้งมากกว่าพอรู้สึกได้
เวลาขับผ่านลูกระนาดในซอย ขับคนเดียว เนินต่างๆมันจะยกรถค่อนข้างเร็ว
แม้ว่าจะค่อยๆขับให้ช้าแล้วก็ตาม แต่พอนั่งกันสี่คน อาการเด้งหายไปทันที
คงเป็นลักษณะของรถนั่งหลายที่นั่งที่เซ็ตช่วงล่างมาให้เหมาะกับน้ำหนักคนหลายๆคนพร้อมกัน
พอนั่งคนเดียวก็เลยไม่นิ่มเท่า

อาการรถโคลงเยอะเวลาเจอเนินเล็กหรือ หลุมบ่อถนนโลกพระจันทร์
คิดว่าเป็นเพราะรถสูง ตำแหน่งคนนั่งอยู่สูงกว่าระดับเบาะในรถเก๋งน่าจะเกือบสองเท่า
ระยะเหวี่ยงของรถที่เกิดขึ้นกับตัวรถอาจจะเท่ากับรถเก๋ง
แต่ระยะเหวี่ยงที่ส่งมาถึงคนขับบน FREED มันมากกว่าบนรถเก๋ง
ตามระยะความสูงของที่นั่ง มันก็เลยรู้สึกเหวี่ยงมากกว่า

เสียงลมเสียงพื้นถนนจะเริ่มได้ยินชัดขึ้นตอนวิ่งประมาณ 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ยิ่งถนนแย่ยิ่งได้ยินดังขึ้น และถ้าวิ่งเร็วๆยิ่งดัง ถ้าฟังเพลงในระดับรถวิ่งปกติปรับระดับเสียงให้พอดี
พอวิ่งเร็ว เสียงลมและพื้นดัง จะทำให้ฟังเพลงและวิทยุแทบไม่ได้ยินเลย
ต้องเร่งเสียงมากกว่าปกติเยอะมากมาก อันนี้ก็คงเป็นปกติของรถราคาถูก

ทางเดินในรถเป็นแบบทะลุถึงกันหมดทำให้ไม่รู้จะวางของยังไง
รองเท้าที่ติดอยู่ในรถก็เลยอยู่ไม่เป็นที่ บางวันก็อยู่ที่ด้านหลัง
บางวันก็อยู่ข้างคนขับ ยังหาที่วางที่ถาวรไม่ได้

กระเป๋ากล้องวางท้ายรถ หลังสุด ใช้พนักพิงของที่นั่งแถวสามช่วยบังสายตา
ขาตั้งกล้องก็อยู่ใต้เบาะแถวสามร่วมกับกระเป๋าโน้ตบุ๊คอีกเช่นกัน
เวลาจะหยิบของต้องเปิดประตูหนัง การเปิดประตูหลังต้องจอดห่างจากรถคันหลังพอสมควร
ไม่งั้นเปิดไม่ได้

ที่นั่งแถวสามเป็นที่นั่งที่มีพื้นที่ยืดขาน้อยที่สุด ไม่เหมาะกับคนตัวสูง มีช่องวางแก้วน้ำให้ด้วย
ดูแล้วท่่าทางเป็นรถที่ทำมาให้มีคนนั่งเต็มรถเป็นหลัก เพราะที่วางแก้วมีครบสำหรับทุกที่นั่ง
ผมเอาหนังสือเล่มเล็กไปวางแทนแก้วน้ำ ตั้งใจเอาไว้ให้คนนั่งหลังมีหนังสืออ่านเล่นระหว่างเดินทาง

ถังขยะในรถยังหาที่วางบนพื้นรถไม่ได้ แต่ก็ได้อภินันทนาการมาจากแฟนมาใบหนึ่ง
ลักษณะเป็นกระป๋องพลาสติกขนาดไม่ใหญ่มาก ใหญ่กว่าแก้วน้ำเล็กน้อย
มีจุกพลาสติกสูญญากาศให้ดูดติดกับกระจก ผมเลือกติดไว้ที่กระจกด้านข้างบนประตู
อาศัยก้นกระป๋องวางขอบประตูเพื่อให้มันรับน้ำหนักได้ด้วย ใช้ทิ้งเศษขยะ เศษกระดาษต่างๆ

พื้นที่บนคอนโซลหน้าไม่มีที่ราบเรียบให้วางของได้เลย แม้มันจะมีพื้นที่กว้างแต่มันไม่ได้ทำเป็นช่องวางของ
มันเป็นเพียงที่วางที่ลาดเดียง วางอะไรก็ไหลออกหมด เลยต้องไปหาตาข่ายพลาสติกมาปูรองเอาไว้
เพื่อให้มันมีความหนืด พอจะวางของแล้วไม่ไหลไปไหลมา

พื้นที่วางของที่เตรียมไว้บางของเล็กๆน้อยๆก็พอมีอยู่บ้าง เอาไว้วางเศษเหรียญ ของเล็กๆ
พื้นที่ผิวเป็นพลาสติกเนื้อแข็งของทั้งคอนโซลทำให้เศษเหรียญไถลไปมาได้เวลาเลี้ยงรถแรงๆ
เลยต้องใช้ตาข่ายพลาสติกตัดเป็นชิ้นเล็กมาปูรองพื้นเอาไว้ เพื่อไม่ให้เหรียญไถล

เนื่องจากไม่มีคอนโซลกลาง เพราะเว้นไว้เป็นทางเดิน แต่ผมก็มีของที่อยากจะวางไว้ในรถ
ซึ่งปกติมันจะอยู่ในพื้นที่ตรงกลางนี่แหละ ก็เลยต้องไปหากล่องมาใส่ของแล้ววางไว้ที่ด้านข้างคนขับ
กินพื้นที่ทางเดินตรงกลางไปเลย แต่กล่องที่ใช้มันเป็นกล่องเหล็ก ตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องเป็นกล่องที่ยกไปยกมาได้ง่ายๆ
ถ้าต้องการพื้นที่ทางเดินก็ยกทั้งกล่องออกไปเลยก็ได้

ที่วางของด้านข้างประตูให้ช่องใส่ของมาค่อนข้างกว้างและลึก สามารถใส่ของได้เยอะ
แต่ผมไม่ค่อยนิยมใส่ของในช่องนี้ เพราะรถคันเก่าผมไม่เคยใส่ของที่ช่องด้านข้างนี้เลย
ที่เห็นในภาพว่ามีของ เพราะว่า ยังไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ไหน ถ้าคิดออก ของในช่องนี้จะไม่ใช่กระดาษพวกนี้เลย

ที่นั่งแถวสองเป็นที่นั่งที่นั่งสบายที่สุด เพราะปรับระยะหน้าหลังได้ค่อนข้างเยอะ
และปรับเบาะเอนหลังได้เยอะเช่นกัน บางทีมันถูกปรับไปแทบจะเป็นเบาะนอนเลย

มองจากด้านหลัง เวลาที่เปิดประตูข้างทั้งสองข้างทิ้งไว้ เหมือนปีกนกเลย
แต่พอดูรวมกับตัวถังทั้งคันแล้ว ดูเหมือนเป็ดไก่เตรียมกระพือปีกมากกว่า

ตอนนี้พบปัญหาคราบดำที่ไหลออกมาจากช่องเปิดประตู มันเป็นคราบน้ำมัน
เคยเช็ดจนสะอาดแล้ว แต่ก็มีให้เห็นอีกทุกครั้งที่มีน้ำไหลผ่าน

ตอนขนของต้องพับเบาะแถวสามขึ้น แล้วก็วางของ

รถยนต์อเนกประสงค์ Honda FREED

ผมได้รถยนต์ฮอนด้าฟรีดมาในวันที่ 23 เมษายน 2553 ถึงวันนี้ ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว ผมขับรถคันนี้ไปสามพันกว่ากิโลเมตร ก็เลยขอบันทึกข้อมูลเอาไว้เพื่อให้คนที่สนใจรถคันนี้ได้รับรู้ข้อมุลเพิ่มเติมที่มากกว่าในโบรชัวร์

1 ฮอนด้าฟรีดนั่งได้ 7 ที่นั่งจริงๆ แต่ที่นั่งแถวสามมีที่ยืดขาค่อนข้างน้อย เหมาะกับคนตัวเล็ก
2 แอร์ในรถมีแค่ด้านหน้าคอนโซล ปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ ความเย็นแถวแรก(คนขับจะเย็นที่สุด) แถวสองจะอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศา และแถวที่สามจะอุณหภูมิสูงกว่าแถวสองอีก 1 องศา
3 ประตูสไลด์แบบไฟฟ้าจะไม่สามารถใช้งานได้ถ้าเข้าเกียร์ N แต่จะใช้งานได้ปกติที่เกียร์ D และ P
4 ประตูสไลด์จะใช้ไม่ได้ถ้ากดปุ่มเซ็นทรัลล็อคเอาไว้
5 อัตราเร่งของรถดีมากตั้งแต่ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สูงกว่านี้จะเร่ิมอืดอย่างรู้สึกได้
6 ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง
7 ฝาถังน้ำมันถ้าปิดไม่แน่น จะทำให้ระบบประตูไฟฟ้ารวน
8 สามารถเติมน้ำมันได้หลายชนิด แก๊สโซฮอลล์95 แก๊สโซฮอลล์91 E20 สามชนิดนี้เติมมาแล้ว ใช้งานได้ดี
9 อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยจากการจดด้วยกระดาษจะได้ค่าต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยนบนหน้าจอของรถประมาณ 0.5 กิโลเมตรต่อลิตร
10 อัตราสิ้นเปล้ืองน้ำมันอยู่ที่ 11-12 กิโลเมตรต่อลิตร ไม่ว่าจะใช้น้ำมันชนิดใดก็ตามในข้อ 8
11 ผ้ายางรองพื้นในรถยนต์ยังไม่มีชนิดที่พอดีกับ FREED อาศัยใช้รุ่นอื่นไปก่อน พื้นรถส่วนคนขับจะไม่พอดีอย่างเห็นได้ชัด
12 เบรกมือวางไว้ที่ตำแหน่งเท้าซ้าย เวลาเหยียบใช้เบรกมือตอนจอดรถ ตอนขับออกมักจะลืมว่าเบรกมือยังล็อคอยู่
13 พวกมาลัยปรับขึ้นลงได้ แต่ปรับใกล้ไกลไม่ได้ ทำให้ระยะขับไม่ค่อยสบาย ต้องแก้ไขด้วยการปรับเบาะนั่งเข้าออกแทน
14 การปรับเบาะนั่งเข้าออกยังไม่สามารถเจอระยะที่เหมาะกับคนตัวสูง 175cm (ผมเอง) เพราะใกล้ไปเข่าก็ชนคอนโซล ไกลไปก็ต้องเอื้อมมือขับ
15 ที่พักแขนของคนขับทำออกมาได้ระดับที่สบายดี แต่ถ้าใช้งานแล้วจะเลี้ยวรถลำบาก เพราะแขนไม่มีพื้นที่ขยับ ทำให้บางครั้งต้องยกที่วางเก็บก่อนแล้วค่อยเลี้ยว
16 เรื่องเสียงในรถผมเลือกของแถมเป็นแบบจอสัมผัส ไม่มีปุ่มหมุนเพื่อปรับระดับเสียง ทำให้ต้องละสายตาจากการขับรถมาปรับระดับเสียงบ่อยๆ รู้สึกว่าอันตราย ถ้าเลือกได้ ควรใช้เครื่องเสียงรุ่นมีปุ่มหมุนเพื่อปรับระดับเสียงเท่านั้น
17 แอร์ทำความเย็นรุ่นนี้ค่อนข้างฉลาดปรับความเย็นเร็วมากและสามารถทำตัวเป็นฮีตเตอร์ได้ด้วย
18 ไม่มีที่แขวนเสื้อสำหรับแถวสอง ต้องย้ายไปแขวนเสื้อที่ตะขอของที่นั่งแถวสาม ซึ่งเป็นตะขอสำหรับพับเบาะ ถ้าปรับรถเป็นแบบพับเบาะเพื่อขนของจะไม่มีที่แขวนเสื้อเลย
19 ผนังของประตูเป็นพลาสติกผิวหยาบ บางคนอาจจะไม่ชอบเพราะคิดว่ามันกระจอก แต่ผมชอบเพราะที่บ้านมีหมา และหมาชอบเกาะขอบประตู คิดว่าขอบประตูที่เป็นผ้าหรือหนังจะต้องเป็นรอยเล็บข่วนเยอะมาก พลาสติกผิวหยาบของฟรีดเหมาะกับสัตว์เลี้ยง ถ้าเปื้อนน่าจะทำความสะอาดง่าย
20 รถนั่ง 6 คนยังทำความเร็วในระดับ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ดี แต่จะไต่ความเร็วไประดับ 120-140 ค่อนข้างนาน
21 ไม่มีที่เก็บของที่บังสายตา ตอนนี้อาศัยพื้นที่เล็กๆหลังแถวสามเพื่อวางกระเป๋ากล้อง โดยให้พนักพิงของแถวสามปรับเอนเพื่อบังสายตา
22 กระเป๋าโน๊ตบุ๊คผมเลือกวางใต้เบาะแถวสามเพื่อบังสายตา ถ้าเลือกจะวางใต้เบาะจะทำให้ใช้กระเป๋าโน้ตบุ๊คหนาๆไม่ได้
23 ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะวางถังขยะไว้บริเวณไหนของรถ เพราะพื้นรถเป็นแบบเดินทะลุถึงกันหมด ทำให้ไม่อยากวางของอะไรเลยบนพื้นรถ

นึกออกเท่านี้ ถ้านึกอะไรได้เพิ่มเติม จะมาอัพเดทอีกครั้ง

เดินเล่นศึกษาภัณฑ์เอกมัย

มีเหตุให้ต้องไปหาของบางอย่างมาทำงานให้ลูกค้า และจากการตามหาตามห้างแถวบ้านทั้งหมดแล้วก็ไม่พบสิ่งที่ต้องการ ทางลูกค้าก็ใจดีบอกมาว่ามีคนเคยซื้อของชิ้นนี้ได้ที่ศึกษาภัณฑ์เอกมัย ผมก็เลยต้องไปเดินดูสักหน่อย

ตั้งแต่จำความได้ ศึกษาภัณฑ์ที่ผมรู้จักมันจะอยู่บนถนนราชดำเนิน ข้างๆโรงเรียนสตรีวิทยา ผมเคยไปซื้อของอยู่บ้างเมื่อสักสิบปีก่อน และสักยี่สิบปีก่อนผมเคยไปเดินเล่นดูของด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะมันมีของขายมหาศาล มันเป็นยิ่งกว่าร้านเครื่องเขียน มันเป็นยิ่งกว่าร้านหนังสือ มันมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ผมไม่เคยเห็นเลยสักอย่าง นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าตอนเด็กผมอยู่ในโรงเรียนที่ไม่พัฒนาเรื่องสื่อการเรียนการสอนอย่างตั้งใจทำให้ตื่นเต้นกับศึกษาภัณฑ์

พอลูกค้าบอกว่าอยู่เอกมัย ผมก็เลยค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และรู้ว่า ศึกษาภัณฑ์ก็มีสาขา และสาขาเอกมัยก็อยู่ติดกับท้องฟ้าจำลอง ซึ่งผมก็ไม่เคยไปท้องฟ้าจำลองเลย จนกระทั่งมีคนเอาท้องฟ้าจำลองไปทำหนังเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอจนโด่งดังไปแล้วผมก็ยังไม่ได้ไปเหยียบท้องฟ้าจำลองซะที ใครๆเขาก็ได้ไปตอนเด็กกัน ไปทัศนะศึกษา แต่โรงเรียนที่ผมอยู่ก็ไม่ได้มีทัศนะศึกษาแบบนี้ จะไปตอนโตก็เขินๆ อายเด็ก กลัวไปทำอะไรเปิ่นๆ

ผมตัดสินใจไปศักษาภัณฑ์เอกมัยในวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่การเมืองไทยเข้าสู่ยุคบรรลัย รัฐบาลทะเลาะกับประชาชนของตัวเอง และทหารถือปืนมาขอคืนพื้นที่ ถนนราชประสงค์ที่เคยเป็นย่านการค้าหรูหราคับคั่งกลายเป็นสมรภูมิ ทุกคนมีสิทธิ์ตายได้ทุกนาที แย่มากๆ แต่ผมก็ต้องมาหาซื้อของในเมือง เลยเลือกขับรถขึ้นทางด่วนมาลงถนนพระรามเก้าแล้วอ้อมไปถนนเอกมัย ตัดไปสู่ถนนสุขุมวิทซึ่งเป็นที่ตั้งท้องฟ้าจำลอง และศึกษาภัณฑ์

ในความทรงจำและระลึกได้ ผมคิดว่าศึกษาภัณฑ์ไม่น่าจะมีที่ให้จอดรถ คงต้องอาศัยจอดที่ร้านค้าอื่นๆข้างเคียงแล้วค่อยเดินไป เลยเลือกจะไปจอดรถที่บ้านไร่กาแฟ จอดเสร็จ รับคูปอง เดินเข้าไปซื้อกาแฟแก้วนึง จ่ายไป 80 บาท ซึ่งเป็นอัตราค่ากาแฟที่แพงเหลือเกิน ข้างๆบ้านไร่กาแฟเป็นโชว์รูมรถยนต์ฮอนด้า ซึ่งเป็นลูกค้าที่สั่งพิมพ์งานกับผมมาหลายปี ผมเก็บเงินเขามาหลายแสนบาทแล้ว รถคันใหม่ของผมก็เป็นรถฮอนด้าแต่ไม่ได้ซื้อกับเขา เพราะผมเคยขอราคาแล้ว เขาไม่ได้ให้ราคาที่ดีกับผมเลย ผมก็เลยไม่ได้อุดหนุนลูกค้าตัวเอง

ได้กาแฟแล้วก็เดินมาข้ามถนน ตรงหน้าร้านบ้านไร่กาแฟเป็นสามแยกไฟแดง ฝั่งตรงข้ามของถนนเป็นท้องฟ้าจำลอง เป็นศึกษาภัณฑ์ เป็นสถานีขนส่งสายตะวันออก ใครจะไปชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ต้องมาขึ้นรถที่นี่ แยกไฟแดงนี้ค่อนข้างมีคนเยอะและมีสถานที่สำคัญเยอะ แต่ปรากฏว่าไม่มีสะพานลอย ห่างไปสองร้อยเมตรมีสะพานลอยเก่าแก่อยู่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับสถานที่สำคัญอะไรเลย ไม่รู้สร้างไว้ทำไมเหมือนกัน บริเวณที่ควรจะมีก็ไม่คิดจะสร้าง ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยก่อนคงสมองน้อย แต่ก็แปลกใจว่าผู้ว่าคนปัจจุบันทำไมถึงมีระดับสติปัญญาเท่ากับคนในอดีต ขอพัฒนาการสักเรื่องก็ไม่ได้เลยเหรอ ตัวเงินตัวทองที่มันหากินอยู่ในสวนลุมมันยังขยับขยายเข้าไปอยู่ในรัฐสภากันเลย

ที่แยกไฟแดงแห่งเดิม มองขึ้นไปบนหัว มีสถานีรถไฟฟ้าอยู่ ผมคิดได้ด้วยตัวเองว่า อ๋อ ท่านผู้ว่าฯคงคิดจะให้ผมใช้สถานีรถไฟฟ้าแทนสะพานลอย จะได้ไม่ซ้ำซ้อนกัน ผมเผลอดีใจที่ผมคิดได้ แต่ก็เอะใจต่ออีกนิดหน่อยว่า รถไฟฟ้ามันเป็นของเอกชน และมันเพิ่งเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2542-43 ถ้าผมจำไม่ผิด หรือนับเป็น ค.ศ. 1999-2000 นั่นเอง แล้วก่อนหน้านี้เขาจะให้ข้ามถนนกันยังไงล่ะ ชั่งมันเถอะ ผมไม่ใช่คนแถวนี้ ถ้าคนแถวนี้เขาทนใช้ชีวิตได้แล้วผมจะไปโวยวายทำไม คนนอกพื้นที่ควรเคารพคนในพื้นที่

เดินไปจะเข้าสถานีรถไฟฟ้าเพื่อข้ามถนน ก็มีเชือกโยงกั้นไว้ แล้วติดกระดาษใบนึงว่า “ปิด” ผมเลยเข้าสถานีรถไฟฟ้าไม่ได้ ก็เลยนึกขึ้นมาได้อีกเรื่องหนึ่งว่า รถไฟฟ้าหยุดให้บริการ เพราะเหตุผลเรื่องความไม่ปลอดภัยทางการเมือง มีคนทะเลาะกันที่ราชประสงค์ สีลม พระรามสี่ รถไฟฟ้าเลยหยุดวิ่ง พอหยุดวิ่งสถานีก็เลยปิด แล้วผมจะข้ามถนนยังไง……..

สุดท้ายเลยต้องวิ่งข้ามตามจังหวะสัญญาณไฟแดง ต้องวิ่งทีละซึกถนน มันคงเป็นเรื่องปกติของชีวิตคนกรุงเทพที่ไม่รักษากฏจราจรกันสักเท่าไหร่ แต่ผมไม่อยากระเมิดกฏนี่นา คือเกิดมาไม่ค่อยได้ทำดีอะไรมากเลยไม่อยากทำเรื่องชั่ว คนมันจะชั่วเพราะหัดทำชั่วนั่นแหละ แต่ผมก็วิ่งไปแล้วตามฝั่งผมที่ได้ไฟแดง และไปลุ้นจังหวะรถว่างกับอีกฝั่งหนึ่ง

ผมเดินเข้าไปในศึกษาภัณฑ์ด้วยความรู้สึกแปลก และบรรยากาศในร้านมันดูเก่าๆโหวงเหวงชอบกล เดินดูดกาแฟเย็นราคาแพงแล้วก็ชะเง้อดูของไปเรื่อยๆ เดินไปถึงฝาผนังมุมหนึ่งก็เห็นป้ายอีกอัน “กรุณาอย่าเอาอาหารและเครื่องดื่มมาทานในร้าน” ผมหยุดอ่าน แล้วก็เดินออกเลย รู้สึกพลาด พลาดไปละเมิดกฏเขาได้ไง เจ้าบ้านถูกเสมอ แขกอย่างผมต้องเคารพกฏ เดินออกจากร้านแล้วหาถังขยะ ในระหว่างที่เดินก็คิดอยู่ในใจ ทำไมไม่ติดป้ายที่ด้านหน้าล่ะ ไปติดคำเตือนแบบนี้ในพื้นที่ด้านในเพื่ออะไรกัน อยากป้องกันอาหารและเครื่องดื่มไม่ให้เข้าร้านก็ต้องติดให้เขาเห็นก่อนที่ลูกค้าจะเดินเข้ามาถึงจะถูก คนในนี้คิดอะไรแปลกๆ

หน้าร้านไม่มีถังขยะ มองซ้ายสายตาทอดยาวไปตามถนนมุ่งสู่ท้องฟ้าจำลองก็ไม่เห็นถังขยะ มองไปทางขวาเห็นสถานีขนส่งแต่ไม่เห็นถังขยะ อะไรกันนี่ ผมเลยเลือกเดินไปที่สถานีขนส่ง ไปหยุดที่ด้านหน้า มองไม่เห็นถังขยะสักใบ กรุงเทพเมืองสะอาดมันเป็นสโลแกนของผู้ว่าคนไหนเอ่ย อยากจะเอาแก้วกาแฟในมือขว้างใส่หน้าท่านผู้ว่าคนนั้นเหลือเกิน จะทิ้งไว้กลางถนนเลยดีไหม คนขับรถผ่านไปผ่านมาคงคิดว่าผมมักง่ายน่าดู เลยเดินเข้าไปในสถานีขนส่ง เดินไปถึงบริเวณขายตั๋ว เห็นถังขยะเล็กๆอยู่สองถัง สภาพอิ่มๆเกือบล้นแล้ว ผมหย่อนแก้วลงไปแล้วเดินออกมา กลับมาสู่ศึกษาภัณฑ์อีกครั้ง ผมใช้เวลาเดินทางไปทิ้งขยะสิบนาที

เดินศึกษาภัณฑ์เกือบครึ่งชั่วโมงไม่พบสิ่งที่ต้องการ คุณลูกค้าของผมคงได้ข้อมูลที่ผิดพลาดมา แต่ก็ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ เพราะผมคิดอยู่แล้วว่าไม่น่าจะมี ทำใจไว้แล้ว แต่ก็ต้องมาดู มาพิสูจน์ว่ามันไม่มี เพื่อที่ผมจะไปบอกลูกค้าของผมได้ว่า ผมไปหาแล้วและมันไม่มี กรุณาใช้ของที่ผมหาให้เถิด ถึงมันไม่ตรงสเป็คแต่ก็ใช้งานได้ จะให้ผมไปหาของที่ตรงความต้องการร้อยเปอร์เซ็นแบบนั้น ผมพยายามแล้ว แต่หาไม่เจอ ผมคิดว่าถ้าผมพยายามแล้วทำไม่ได้ ลูกค้าจะยอมเปลี่ยนสเป็ค เพราะผมได้พยายามแล้ว ซึ่งคงดีกว่าที่จะปฏิเสธลูกค้าไปตั้งแต่ครั้งแรกที่คุยกัน และผลลัพธ์ก็เป็นแบบที่ผมคิดไว้ ผมเปลี่ยนสเป็คให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว และก็ดำเนินงานต่อไปได้

ขากลับผมขับรถกลับบ้านแบบอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ในใจหมองมัว คิดวนเวียนแต่เรื่องสะพานลอยและถังขยะ ถ้าผมจะสมัครเป็นผู้ว่า กทม. ผมจะโปรโมทเรื่องสะพานลอยและถังขยะแค่สองเรื่องพอ ขอทำเรื่องนี้แบบดีๆ

ระหว่าง ถังขยะกับผู้ว่าขยะ ประชาชนอยากได้แบบไหนมากกว่ากัน

ซื้อแล้ว Honda freed

หลังจากหาที่ขายรถไปได้ก็รวบรวมเงินไปดาวน์คันใหม่ออกมา วันนี้ไปรับรถ Honda freed ที่โชวร์รูม ฮอนด้า ดาวคะนอง รถคันนี้เป็นรถที่อยากได้ตั้งแต่แรกเห็น แต่ทีแรกก็กลัวว่าจะไม่คุ้มค่าตัวที่สูงเหลือเกิน อ่านข้อมูลจากอินเทอเน็ตก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าคิดถูกไหมที่เลือก รวบรวมข้อดีข้อเสียจนมั่นใจเลยจอง และวันนี้ไปรับรถ

ได้รถออกจากโชว์รูป ตัวเลขหลักกิโลในรถอยู่ที่ 12 กิโลเมตร คงเป็นเพราะทางโชว์รูมขับรถไปๆมาๆ ติดตั้งเครื่องเสียง ติดของแถมต่างๆ ผมเลือกของแถมหลายอย่างที่ดูฟุ่มเฟือยและไม่มีในรถคันเก่า ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเสียงพร้อมดีวีดีมีจอภาพในตัวติดด้านหน้า จอภาพทีวีติดกลางรถ กล้องส่องหลังสำหรับตอนถอยรถ ที่รองเหยียบขึ้นรถสี่ชิ้น สปอยเลอร์ด้านหลัง ซึ่งทั้งหมดเป็นของแต่งที่แทบไม่จำเป็นตอนขับรถเลย แต่มันก็ทำให้รถคันนี้มีเสน่ห์เพิ่มขึ้น

ได้รถมาแล้วก็ขับกลับโรงพิมพ์ แวะไปเอาของที่บ้าน หาโอกาสถ่ายภาพไว้หลายๆมุม กะว่าสักวันหนึ่งอีกไม่นานนี้จะรีวิวรถให้ละเอียดหน่อย กะว่าจะเขียนให้คนอื่นอ่าน เผื่อจะมีคนใช้รถคันนี้เยอะขึ้น แม้ว่าความรู้สึกจริงๆจะไม่อยากให้คนใช้เยอะ หรือนิยมมากๆ แต่ก็ไม่อยากให้มันเป็นรถที่อนาคตมืดมน อยากให้มีการทำตลาดเยอะ ขายเยอะ จะได้ซ่อมบำรุงกันชำนาญ มีอะไหล่ราคาไม่แพง

ได้ขับไปทำธุระหลายที่ ความรู้สึกของการนั่งขับยังไม่ชิน คงเป็นเพราะนั่งรถเก๋งมาสิบปี วันแรกของรถตู้(กึ่งรถตู้) ก็เลยรู้สึกแปลกๆ ยังไม่เจอท่านั่งที่ลงตัวเลย รถคันนี้นิ่มดี ขับง่าย พวงมาลัยตอนชับช้าก็เบาดี ตอนขับเร็วก็หนืดกำลังดี ขับแล้วให้ความมั่นใจมากกว่าคันที่เพิ่งขายไป นอกจากความรู้สึกการขับขี่ที่แน่นขึ้นแล้ว ยังมีฟังค์ชั่นอำนวยความสะดวกหลายอย่างที่เพิ่งค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียงที่มีความสามารถรับสัญญาณบลูธูท ทำให้สามารถคุยโทรศัพท์ผ่านไมค์และลำโพงของรถยนต์ได้ ไม่ต้องติดสมอลล์ทอล์กให้รำคาญ สามารถเล่นเพลงจากมือถือให้ไปดังในรถยนต์ได้โดยผ่านทางบลูธูทเช่นกัน แค่นี้ก็รู้สึกว่ามันสะดวกมากอยู่แล้ว ยังมีฟังค์ชั่นอื่นๆอีกมากที่ประทับใจแม้จะยังไม่ได้ลอง ไม่ว่าจะก็นช่องต่อสาย usb ที่เขาบอกว่าเล่นไฟล์ MP3 ได้ มีช่องเสียบ SD card เล่นแผ่น DVD ออกจอภาพทั้งด้านหน้าและจอที่ติดกลางรถ สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ได้แม้จะไม่ค่อยชัดแต่ก็พอให้ดูรู้เรื่อง จริงๆยังมีช่องต่ออื่นๆอีกหลายอย่าง แต่ไม่มีอุปกรณ์จะลองให้ครบทั้งหมด คงต้องค่อยๆรอเวลา ค่อยๆทดลองเล่นไปทีละอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มมั่นใจแล้วว่าไม่ค่อยดีก็คือ เครื่องเสียงแถมที่ได้มาเสียงค่อนข้างแย่ เหมือนร้องเพลงแล้วเอาถังมาครอบ ถ้าเป็นอาหารก็เป็นอาหารจำพวกทำผิด ไม่อร่อย กินไม่ได้ กินกันตายยังสงสารตัวเอง ทน ทน ทน คงต้องไปหาวิธีเปลี่ยนเครื่องเสียงใหม่ที่มันราคาไม่แพงมาก

ก่อนจะเอารถออกจากโชว์รูม พนักงานขายขอร้องให้ช่วยทำแบบสำรวจ และข้อหนึ่งที่เป็นคำถามในแบบสำรวจก็คือ ทำไมถึงเลือกคันนี้ ตัวเลือกเกือบสิบข้อที่อยู่ในกระดาษไม่มีข้อไหนตรงใจเลย ก็เลยเขียนข้อใหม่เข้าไปว่า “เลือกเพราะมีประตูไฟฟ้า”

อาร์ตตัวแม่ในวิดีโอเกมส์

บังเอิญไปอ่านเจอในเว็บบอร์ด เขาส่งลิงค์มาให้ดู ขำมาก

ค่าน้ำมัน 7 เดือนกว่า

วันนี้ขนของออกจากรถเพื่อเตรียมตัวขาย และก็เอาใบเสร็จที่เติมน้ำมันออกมาคิดเงินเล่นๆ ใบเสร็จใบเก่าสุดลงวันที่ 13 กันยายน 2552 ไล่ไปจนถึงล่าสุด วันที่ 17 เมษายน 2553 นับคร่าวๆก็เป็นเวลาประมาณ 7 เดือน ผมจ่ายค่าน้ำมันไปทั้งสิ้น 40570 บาท ไม่ได้คิดว่าเป็นกี่ลิตร เพราะขี้เกียจไปเปิดสมุดบันทึก นับว่าเป็นช่วงเวลา 7 เดือนที่จ่ายค่าน้ำมันแพงที่สุดของช่วงชีวิต ราคาประมาณลิตรละ 30 บาท +-นิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะราคาน้ำมันมันสูงขึ้นเรื่อยๆ เท่าที่จำได้ ปีที่ผมขับรถเยอะกว่านี้มากๆ ผมจ่ายค่าน้ำมันปีนั้นประมาณเจ็ดหมื่นกว่าบาท ซึ่งราคาน้ำมันอยู่ในระดับ 20-25 บาท

รถยนต์คันนี้คือโตโยต้า โคโลร่า เครื่องยนต์ 1600cc เกียร์ออโต้ อวทม ฟหกด ่าสว