www.bniconnectglobal.com เครื่องมือของสมาชิก

ในช่วงเวลาสักสิบกว่าปีที่แล้วเวลาที่เราจะหาสินค้า หรือจะซื้ออะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่มีขายอยู่ในระแวกบ้านของตัวเอง  เราก็มักจะต้องหาจากในอินเทอเน็ต ไปดูตามเว็บรวมลิงค์  และบางคนก็ดูจากสมุดหน้าเหลือง  และในเวลาต่อมา  เมื่อเรามี google ให้ใช้ เราก็ค้นหาจากหน้าแรกของ google ได้เลย  เราไม่ต้องไปเสียเวลาเข้าเว็บรวมลิงค์ต่างๆ  ไม่ต้องเปิดสมุดหน้าเหลืองอีกต่อไป  นับเป็นเรื่องที่สะดวกจริงๆ

ส่วนสมาชิก bni นอกจากการหาจาก google แล้ว  เรายังสามารถค้นหาสินค้าและบริการของสมาชิกท่านอื่นในเว็บของ bnithailand.com ได้ด้วย  แล้วทำไมเราจึงต้องหาจากใน bni  ก็ต้องบอกว่า  ประการแรก google ในปัจจุบันให้ผลการค้นหาที่แย่ลงเรื่อยๆ  และไม่ได้ให้ผลลัพธ์เป็นผู้ผลิตโดยตรง  หรือหาสินค้าก็ไม่ค่อยเจอโรงงานผลิต  มักจะเจอแต่คนกลางที่ทำเว็บมาดักลูกค้าไว้ซึ่งเป็นเรื่องน่ารำคาญ  ประะการที่สอง  ถ้าเราได้ผู้ผลิตที่เป็นสมาชิก bni เหมือนกันเราก็พอจะใจชื้นว่าเราน่าจะได้รับบริการที่ดีและราคาเป็นไปตามจริง ไม่ได้ถูกบวกเพิ่มหลายต่อ

สิ่งทีสมาชิก bni ควรจะทำก็คือ เราควรใส่ข้อมูลสำคัญของธุรกิจเราเองเพื่อให้ผู้ค้นหาสามารถพิมพ์หาแล้วเจอเรา  หากเราไม่ใส่คำสำคัญใดๆเพิ่มเติมให้ตัวเราเองมันก็จะทำให้ผู้ค้นหา  ค้นแล้วไม่เจอเรา  มันเป็นเรื่องที่เสียโอกาสอย่างมาก  แทนที่เราจะได้ลูกค้าที่ต้องการสินค้าของเรา  แต่เรากับพลาดการถูกค้นพบ  เพราะว่าเราไม่ได้ใส่ข้อมูลให้เขาค้นหานั่นเอง

bniconnect present2

นี่เป็นตัวอย่างของการค้นหาบริการ ลองหาคำว่า accounting สิ่งที่เว็บ bnithailand.com หาให้ก็จะเป็นสมาชิกที่มีอาชีพ accounting ในแต่ละแช็ปเตอร์ ซึ่งก็จะแสดงผลให้ตามที่แนบภาพมาให้ดู

bniconnect present3

bniconnect present4

bniconnect present5

เราลองค้นหาโรงพิมพ์ที่ทำงานพิมพ์ระบบ offset ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน  เป็นระบบการพิมพ์สำหรับการพิมพ์หนังสือและใบปลิวต่างๆ  เมื่อลองค้นหาด้วยคำว่า offset เราก็ได้ผลดังภาพ

bniconnect present6

bniconnect present7

bniconnect present8

จากผลการค้นหาจะเห็นว่า  เราเจอสมาชิกสองท่านที่ทำงานระบบ offset ซึ่งทั้งที่จริงแล้ว  ทุกโรงพิมพ์ทำงาน offset ทั้งสิ้น  และโรงพิมพ์ที่เป็นสมาชิก bni จะอยู่ในทุกแช็ปเตอร์  การค้นหาควรจะเจอสัก 15 รายชื่อ  แต่การที่เราเห็นแค่ 2 รายชื่อก็เพราะมีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่ใส่คำสำคัญหรือ keywords ในคำว่า offset นั่นเอง

เราลองมาค้นหาด้วยคำว่า letterpress ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์รูปแบบหนึ่งที่มักจะพบในโรงพิมพ์รุ่นเก่า  ผมมีระบบการพิมพ์แบบนี้อยู่เช่นกัน และก็ได้ทำการใส่คีย์เวิร์ดคำนี้ไว้ในข้อมูลของผมเองด้วย  ผลการค้นหาก็จะเป็นไปตามภาพคือ เจอชื่อผมคนเดียว

bniconnect present9

bniconnect present10

bniconnect present11

และเมื่อคลิกที่ชื่อที่ค้นเจอแล้ว ระบบก็จะพาเราไปดูข้อมูลในหน้าเว็บที่เป็นพื้นที่ของชื่อนั้นๆ

bniconnect present12

ถีบสามล้อ

DSC_2651

วันนี้เป็นวันที่เห็นขอบฟ้าถีบสามล้อได้เต็มรูปแบบ สามารถเดินหน้า สามารถถอยหลัง แต่ยังบังคับเลี้ยวไม่ได้ อายุ 2 ปี 1 เดือน 10 วัน

การทักทายแบบไม่ปฏิเสธลูกค้า

สวัสดีครับ คนไม่รักสันโดษ

pexels-edmond-dantes-4343205
Photo by Edmond Dantès: https://www.pexels.com/photo/man-and-woman-talking-in-office-4343205/

เวลาเราไปเจอใครก็ตามที่ถามทุกข์สุขกัน คำถามที่มักจะเจอก็คือ เป็นไงบ้าง งานเยอะไหม มีอะไรน่าสนใจรึเปล่า และเราก็มักจะตอบกันแบบเคยชิน ก็ดี เรื่อยๆ ยุ่งมาก คำตอบแนวนี้จะทำให้คนตอบไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ คนฟังก็เหมือนกัน คือฟังแล้วไม่อยากทำงานต่อ ฟังแล้วเนือยๆ เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า แทนที่คนถามจะส่งต่อลูกค้าให้เรา พอเจอเราตอบว่า ยุ่งมาก เขาก็ไม่กล้าส่งลูกค้าให้ซะแล้ว

สิ่งที่เราควรทำก็คือ ตอบคำถามให้สร้างสรร ตอบคำถามให้นำไปสู่งานใหม่ คำตอบควรจะพาธุรกิจเข้ามา ไม่ใช่ปฏิเสธธุรกิจ เรามีคำตอบดีๆให้ลองเอาไปปรับเล็กน้อยเพื่อใช้กับธุรกิจของทุกท่านครับ

ช่วงนี้เป็นไง แทนที่จะตอบว่า ก็ดี ยุ่งมาก ลองเปลี่ยนเป็น
A1 ชีวิตตอนนี้เยี่ยม ผมกำลังจะจบงานลูกค้ารายใหญ่
A2 ผมกำลังสนุกมาก เพราะผมกำลังขยายแฟรนไชน์
มันอธิบายว่าคุณงานเยอะ แต่คุณยังมองหาความก้าวหน้าและงานที่มากขึ้น

งานเยอะไหม แทนที่จะตอบว่า เรื่อยๆ งานเยอะทำไม่ทันเลย
A1 ปีนี้ผมมีลูกค้าใหม่ 8 รายแล้ว แต่ผมตั้งเป้าไว้ที่ 20
A2 ยอดขายเพิ่มขึ้น 50% และผมวางแผนจะเพิ่มคนงาน
A3 ช่วงที่ผ่านมายอดขายเป็นไปตามเป้า เรากำลังวางแผนเพิ่มเป้า และเพิ่มลูกค้า

มีอะไรใหม่ มีอะไรน่าสนใจไหม แทนที่จะตอบว่าตอนนี้ว่างๆ ไม่มีอะไรใหม่
A1 ผมกำลังเทรนพนักงานขายคนใหม่ คนนี้ท่าทางขายเก่ง
A2 ผมให้สัมภาษณ์หนังสือไปเล่มหนึ่ง คาดว่าจะได้วางแผงเร็วๆนี้
A3 ตอนนี้ผมกำลังลงเรียนคอร์สการลดขั้นตอนการบริหารงานขาย

นี่เป็นตัวอย่างการตอบคำถามที่เรามักจะต้องตอบในชีวิตประจำวัน เราควรจะเตรียมคำตอบเหล่านี้เอาไว้ในใจ ตอบให้ขึ้นใจ เพื่อจะให้มันดีกว่าการตอบว่า เรื่อยๆ หรือ ยุ่งมาก
เพราะถ้าคุณตอบว่ายุ่งมาก เพื่อนคุณที่กำลังจะส่งลูกค้ามาให้อาจจะเปลี่ยนใจไม่กล้าส่ง

อย่าลืมว่า เราพบกันใน bni เพราะเราอยากได้ธุรกิจใหม่ อยากได้ลูกค้าใหม่

ลูกตัดเล็บ เปรียบเทียบกล้อง eos m vs nikon v1

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากสำหรับคนเป็นพ่อที่เห็นลูกชอบตัดเล็บเล่น เหตุการณ์นี้น่ารักจะไม่อยากให้ผ่านไป ทุกวันที่ลูกค่อยๆโตขึ้นความไร้เดียงสาจะค่อยๆหายไป สิ่งที่ทำได้สำหรับบันทึกความทรงจำก็คือถ่ายภาพเก็บไว้ และ ถ่ายวิดีโอเก็บไว้

ในเวลาสองวันติดกันขอบฟ้าตัดเล็บทุกวัน ตัดให้พ่อบ้าง ตัดตัวเองบ้าง ถือโอกาสถ่ายวิดีโอเก็บไว้ โดยใช้กล้องสองตัว วันแรกใช้กล้อง canon eos m ติดเลนส์ 22f2 เปิดโหมด P และปรับค่า iso auto ถ่ายเป็นวิดีโอ Full HD

ขอบฟ้าชอบการตัดเล็บ ทั้งตัดให้ตัวเองและตัดให้คนอื่น  คงเป็นความสนุกของเด็กที่เล่นอะไรแปลกๆไม่เคยเล่น  เวลาเอาที่ตัดเล็บมาจ่อแล้วบีบกดให้มีเสียงขอบฟ้าจะพอใจ  แต่ถ้าตัดแล้้วไม่มีเสียงกิ๊ก  ขอบฟ้าจะบอกว่า บ๊ะตัดไม่เป็น ให้แม่ตัดให้  ให้ยายตัดให้

ส่วนอีกคลิปหนึ่งด้านล่างเป็นการถ่ายด้วยกล้อง nikon v1 ติดเลนส์ 10f2.8 ปรับโหมด P ค่า iso auto วางกล้องไว้บนชั้นวาง

 

จากวิดีโอทั้งสองคลิปนี้จะเห็นได้ว่า วิดีโอที่ถ่ายโดย nikon v1 จะไม่มีอาการโฟกัสวืดเลย เทียบกับ canon eos m ที่จะมีจังหวะวืดวาด ต้องขยับโฟกัสใหม่บ่อยครั้ง  การติดตามวัตถุทำได้ไม่ดี  ทั้งๆที่การเคลื่อนไหวในภาพก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร  การมีเลนส์ติดกล้องอย่าง 22f2 นั้นไม่ช่วยให้ canon เร็วขึ้น หรือ ผิดพลาดน้อยลง  สมองกลที่ทำการประมวลผลเรื่องโฟกัส canon eos m นั้นแย่กว่า nikon v1 อย่างมาก  ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ  เพราะ nikon v1 หรือ series 1  ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่  ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นกล้องเล็กแต่คุณภาพหัวแถว  แตกต่างจาก canon ที่ทำ eos m ออกมาแบบไม่ได้ตั้งธงว่าจะต้องให้มันดีขึ้น  เป็นการเอากล้องที่มีอยู่แล้วมาตัดอะไหล่บางชิ้นออกแล้วขายเลย  ไม่ได้ใส่สิ่งใหม่ๆลงไป   แปลแบบบ้านๆก็คือ eos m เป็นกล้องน้องเล็กและพิการที่คลานตามรุ่นพี่ออกมาเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Watch “ประจานพวกรถหรูนิสัยแย่” on YouTube

ประจานพวกรถหรูนิสัยแย่

เพิ่งได้ดูคลิปดัง  รถขับสวนเลนส์แล้วทำตัวพาล  มีข่าวแถลงว่าเป็นรถทูต  มีความเห็นบางคนบอกว่ารถทูตมีเอกสิทธิ์ทำแบบนี้ไม่ผิด  เซ็งมากๆกับวิธีคิดของกฏหมาย  เซ็งมากๆกับความประพฤติของคนในรถคันนี้  เพิ่งรู้ว่าเป็นทูตแล้วถ่อยได้  ทูตประเทศไหนครับ  จะได้ส่งเมลคุยกับประเทศนั้นสักหน่อย  จะบอกว่านิสัยแบบนี้คนที่เมืองไทยเขาเรียกว่ากุ๊ย

การส่งต่อลูกค้า

วันนี้เราจะมายกตัวอย่างการส่ง ref ที่เป็นธุรกิจต่อเนื่องให้สมาชิกในทีมนะครับ

เริ่มต้นจาก  มีนักอสังหาฯ ไปรับงานขายบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง  ลูกค้าของเขาเป็นเศรษฐี  แต่ไม่มีเวลาประกาศขายเองจึงเลือกใช้บริการนักอสังหาริมทรัพย์หรือตัวแทนขายบ้าน  นักอสังหาฯ เริ่มงานบริการของเขากับลูกค้า  สิ่งที่ตามมาก็คือ  นักอสังหาฯ มีประสบการณ์สูง  รู้ว่าบ้านสะอาดมีโอกาสขายได้สูงกว่าบ้านสกปรก  ก็เสนอบริการทำความสะอาดเพิ่มเข้าไป   นักอสังหาฯ รู้ว่า ภาพถ่ายบ้านสวยๆ จะทำให้ลูกค้าสนใจมากกว่าภาพถ่ายคุณภาพต่ำ  ก็เสนอบริการถ่ายภาพเพิ่มให้  ขั้นตอนการขายยังดำเนินไปถึงการสั่งพิมพ์ป้ายแบนเนอร์อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า  การติดต่อลูกค้าหนึ่งครั้งจะไม่จบแค่เพียงหนึ่งบริการ แต่เอเจ้นสามารถยิงคำถามไปยังลูกค้าเพื่อถามหาบริการอื่นๆที่เขามองหา  ทั้งบริการที่ลูกค้าอยากได้โดยตรง  และบริการต่อเนื่องที่เราสามารถคอนซัลให้กับลูกค้าได้ เพื่อนำธุรกิจส่งต่อให้กับทีม

การถามเพื่อชี้นำลูกค้าเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถส่งลูกค้าเข้าสู่สมาชิกท่านอื่นๆได้
หลังจากวันนี้  ให้ท่านลองดูนะครับ  เมื่อท่านบริการลูกค้าของท่านเสร็จแล้ว  ให้ลองถามถึงสิ่งที่เขาต้องการเพิ่มเติม  หรือ ให้ท่านลองวิเคราะห์ลูกค้าของท่าน แล้วเสนอสิ่งที่ลูกค้าควรจะใช้หรือสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของท่านเพื่อนำพาลูกค้ามาใช้บริการอื่นๆในทีมของท่าน  ถ้าคุณเป็นมืออาชีพเพียงพอ  ถ้าลูกค้าไว้ใจคุณอยู่แล้ว  การแนะนำ การคอนซัลใดๆของคุณ  หรือการนำเสนอเซอร์วิสอื่นๆของทีม  คุณจะทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ  และลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด  ตราบใดที่คุณหาของดี หรือ บริการดีๆให้ลูกค้า

ข้อมูลเรียบเรียงจาก http://businessnetworking.com/

ขอบฟ้ากับสไลเดอร์

เย็นวันหนึ่งกับการเฝ้ามองและเล่นกับลูก ใช้กล้อง nikon v1 ถ่ายวิดีโอไปเรื่อยๆ มีหลายคลิป ไฟล์นี้เป็นหนึ่งในหลายสิบคลิปที่ถ่ายเก็บไว้

ทดลองล้างฟิล์มขาวดำ

pockethifi's avatarPockethifi's Blog

ทดลองล้างฟิล์มขาวดำ

ผมขอบงานถ่ายภาพขาวดำ ก็เลยพยายามศึกษาและหัดล้างอัดเองเมื่อสักสิบปีก่อน มีอุปกรณ์ทุกอย่างตั้งแต่การล้างฟิล์มไปจนถึงเครื่องอัดภาพ แต่พอเริ่มทำงานอื่นๆเต็มตัว งานอดิเรกอย่างการล้างอัดฟิล์มขาวดำก็ไม่ได้ทำอีกเลย

ปีนี้ผมตั้งใจจะลองล้างอัดอีกครั้ง แต่พอจะไปใช้สารเคมีตัวเดิมที่เคยใช้ก็ปรากฏว่าไม่มีขายแล้ว เลยต้องเปลี่ยนสารเคมีเป็นตัวอื่น และก็ต้องมีการทดลองล้างก่อน ก่อนที่จะไปล้างฟิล์มที่คาดหวังตัวจริง

สารเคมีตัวที่หาซื้อได้ในปี พศ. 2555 นี้ คือโกดัก D-76 ชนิดผง น้ำหนักของทั้งซอง 415 กรัม ใช้ละลายน้ำ 3.8 ลิตร เพื่อเตรียมเป็นน้ำยาเข้มข้น เมื่อจะล้างจริงต้องเอาน้ำยาเข้มข้นไปผสมน้ำอีกเท่าตัวเพื่อใช้งาน สรุปสุดท้ายก็คือ ผลโกดัก d-76 จะผสมสุดท้ายเป็นน้ำยาใช้งานได้ 7.6 ลิตรนั่นเอง แต่การผสมน้ำยาเพื่อใช้ทั้งซองมันไม่ค่อยเหมาะกับผมสักเท่าไหร่ เพราะน้ำยาทั้งหมดจะล้างฟิล์มได้ประมาณ 25 ม้วน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะใช้งานได้ครบภายในเวลากี่เดือน อายุของน้ำยาที่ผสมแล้วจะอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ถ้าเก็บไม่ดี จะอยู่ได้ 6 เดือนถ้าเก็บดี

ผมเลยใช้วิธีหารด้วย 25 เสียเลย เอาน้ำหนักทั้งหมด 415g หารด้วย 25 ได้ 16.6 กรัมเพื่อเอาไว้ใช้กับฟิล์ม 1 ม้วน จากนั้นก็อาศัยการชั่งน้ำหนักผง d-76 ทีละ 16.6 กรัมแทน เดือดร้อนต้องไปซื้อเครื่องชั่งดิจิทัลมาใช้งาน กว่าจะหาเจอว่าต้องซื้อที่ไหนก็ใช้เวลาอีกหลายวัน

ได้เครื่องชั่งมาแล้วก็เริ่มล้างฟิล์มเลย ผมไปเอาขวดน้ำดื่มขนาด 600cc มาเป็นขวดผสมสารเคมี เอาน้ำใส่แท้งค์ล้างฟิล์มแล้วเทลงขวดน้ำดังกล่าว เอาปากกาเมจิกขีดไว้ว่าน้ำต้องอยู่ระดับนี้ จากนั้นก็เอาขวดพร้อมน้ำไปเข้าไมโครเวฟเพื่ออุ่นน้ำให้ได้ประมาณ 50องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ระบุไว้บนซอง ใส่ผง d-76 จำนวน 16.6 กรัมเข้าไปแล้วคนให้เข้ากัน

พอเตรียมน้ำยาล้างฟิล์มเสร็จ ก็เตรียมน้ำยาตัวที่สองซึ่งทำหน้าที่หยุดสภาพของฟิล์มหรือ fixer อีกขวด ซึ่งก็ใช้ขวดน้ำดื่มขนาดเดิม เทน้ำยา fixer สำเร็จรูปไว้ในขวดความสูงเท่ากับน้ำยาล้างฟิล์มตัวแรก

ก่อนจะล้างต้องเอาน้ำยาทั้งสองขวดไปแช่ตู้เย็นเสียก่อน เพราะการล้างฟิล์มต้องใช้อุณหภูมิประมาณ 20-24 องศา เวลาในน้ำยาประมาณ 4-7 นาที ซึ่งต้องไปดูข้างกล่องฟิล์มว่าเขาออกแบบให้ล้างที่อุณหภูมิที่เท่าไร เวลากี่นาที แต่ละยี่ห้อจะใช้อุณหภูมิและเวลาไม่เท่ากัน การถ่ายภาพขาวดำจึงควรจะเก็บกล่องกระดาษที่ใส่ฟิล์มเอาไว้ก่อนจนกว่าจะล้างเสร็จเพื่อดูข้อมูลตอนล้างนี่เอง

ฟิล์ม lucky ความไว 100 ผมซื้อเอาไว้ตั้งแต่ปี คศ 2008 มันหมดอายุตอนปี 2010 ผมถ่ายเล่นไว้ตั้งแต่ช่วงแรกที่ได้มา แล้วก็ค้างในกล้องตั้งแต่นั้นจนมาถึงวันนี้ 15 กรกฎาคม 2555 หรือปี 2012 ถึงจะได้เอามาล้าง ฟิล์มหมดอายุไปแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียส กะแค่ว่าลองล้างเล่นๆ

lucky d-76 develop table

กล่องฟิล์มระบุระยะเวลาไว้ว่า 24องศาเซลเซียส เวลา 3.5 นาที ผมก็เลยล้างไปซะ 4 นาที เพื่อชดเชยนิดหน่อยสำหรับฟิล์มหมดอายุ ซึ่งการชดเชยไม่มีหลักการที่แน่นอน ใช้วิธีเดาล้วนๆ ล้างฟิล์ม 4 นาที เขย่าแท้งค์ทุกครึ่งนาที แล้วแช่ด้วยน้ำยา fixer อีก 5 นาที จากนั้นเอาไปแช่น้ำไหลทิ้งเรื่อยๆประมาณ 10 นาที เสร็จแล้วก็เก็บตาก ทุกภาพติดขึ้นมาน่าพอใจ ฝีมือการโหลดฟิล์มเข้าแท้งค์ของผมยังใช้ได้ โหลดฟิล์มไม่ติดเลย ทุกพื้นที่ของฟิล์มโดนน้ำยาสม่ำเสมอ ไม่ด่าง ไม่แหว่ง

ที่หัดมาทั้งหมดก็เป็นการเตรียมตัวสำหรับการถ่ายภาพลูกของผมเอง ผมจะเก็บภาพลูกเป็นฟิล์ม ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงอยากมีภาพลูกเป็นฟิล์ม ทั้งที่มีกล้องดิจิทัลอยู่กับตัว…

View original post 31 more words