ดูขอบฟ้าเล่นเป็นดีเจ

ขอบฟ้าได้ของเล่นใหม่เป็นเครื่องเปิดเพลง ร้องเพลง ส่งเสียงเอฟเฟ็คได้ วันนี้เป็นดีเจ พรุ่งนี้อาจได้เป็นผู้ว่ากทม.นะครับ

กล้องในมือถือ เชื่อถือไม่ได้

ในงานพิมพ์ตัวหนึ่งที่ลูกค้าได้พูดคุยกับดีไซร์เนอร์  และดีไซร์เนอร์ก็ได้ถ่ายภาพสมุดสีแพนโทนให้ลูกค้าดูสี แล้วทำการเลือกค่าสีที่ถูกใจ  เมื่อเลือกได้แล้ว ดีไซร์เนอร์ก็ส่งภาพถ่ายมาให้โรงพิมพ์  พร้อมทั้งแจ้งว่าลูกค้าเลือกสีเบอร์ใด  ซึ่งสรุปกันว่าเลือกสี 435U ด้วยเหตุผลว่าเป็นค่าสีเทาที่ไม่ค่อยอมเหลืองมากนัก

2016-01-01_12-23-55

ดูจากภาพที่ดีไซร์เนอร์ส่งมา  โรงพิมพ์ก็จัดการเตรียมพิมพ์งาน  แล้วในขั้นตอนการเลือกค่าสีไปบอกช่างให้ผสมสีตามตัวอย่าง ก็เห็นว่า สีที่ลูกค้าเลือกยังคงอมเหลืองอยู่  เพราะโรงพิมพ์ตรวจค่าสีจากสมุดแพนโทน  ซึ่งลูกค้าปลายทางไม่ได้เห็นสมุดสีตัวจริง  แต่เห็นจากภาพถ่ายที่ดีไซร์เนอร์ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือให้  ก็เลยเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติแน่นอน

 

หลังจากโทรคุยกับดีไซร์เนอร์เรียบร้อยแล้วว่าสีที่ลูกค้าเลือกนั้นยังคงเป็นสีที่ผิด เพราะมันอมสีเหลืองชัดเจนมาก  ทางดีไซร์เนอร์ก็ยืนยันว่าเลือกมาอย่างดีแล้ว  ทำให้ฉุกคิดไปว่า มือถือถ่ายภาพแล้วให้สีเทาไม่ตรงกับความเป็นจริง  ก็เลยสั่งหยุดทุกอย่างเสียก่อนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแล้วเริ่มหาเหตุผลที่สีไม่ตรงกับที่ต้องการ

 

สิ่งน่าสงสัยก็คือ โทรศัพท์ถ่ายภาพแล้วสีเพี้ยน ทำให้ทุกอย่างผิดพลาด  ลูกค้าเห็นสีที่เพี้ยน แล้วเข้าใจว่าสีถูกต้อง  แบบนี้ทำให้งานไม่จบแน่นอน  เพราะงานพิมพ์จริงจะสีไม่เหมือนหน้าจอแน่นอน  เลยตัดสินใจถ่ายภาพสมุดสีให้ดีไซร์เนอร์ดูอีกครั้ง  พอลองถ่ายเองด้วยแท็ปเบล็ตก็ปรากฏว่า สีของตัวอย่างออกมาเหมือนของดีไซร์เนอร์เลย  เลยทำให้เข้าใจได้ว่า มือถือและแท็ปเบล็ตต่างก็ถ่ายแล้วสีเพี้ยนทั้งคู๋  เลยเปลี่ยนไปใช้กล้องตัวใหญ่ cano eos m พร้อมเลนส์ 22f2 ที่เป็นกล้องคุณภาพระดับ DSLR ซึ่งน่าจะเก็บรายละเอียดสีต่างๆได้ดีโดยความเพี้ยนต่ำกว่ามือถือ

IMG_9935.JPG

และมันก็เป็นจริง  ภาพจากกล้อง eos m สามารถถ่ายทอดความแตกต่างของสีได้ ระหว่างสีที่ผิดกับสีที่ควรจะเป็นถูกถ่ายออกมาแล้วได้คนละสี สามารถแยกแยะได้เป็นอย่างดี ค่าสีที่เลือกครั้งแรกกลายเป็นสีอมม่วง อมเหลืองมากกว่าปกติ แต่สีที่ลูกค้าอยากได้คือสีเทา งานนี้ทำให้เราค้นพบว่า กล้องมือถือเชื่อไม่ได้ ส่งภาพที่สีต่างกันให้ดีไซร์เนอร์ดู สักพักดีไซร์เนอร์ก็คอนเฟิร์มตามสีที่โรงพิมพ์เลือกให้

พาลูกเที่ยวสวนรถไฟ

ในวันหยุดสุดสัปดาห์ พวกเราหาที่เที่ยวกันในกรุงเทพ แบบที่มีกิจกรรมให้ลูกวัยสามขวบได้ทำ ขณะที่เป็นบรรยากาศแปลกใหม่กว่าการเดินห้างแถวบ้าน  ก็เลยได้ไอเดียว่าจะไปสวนรถไฟกัน

 

สวนรถไฟเป็นสวนสาธารณะที่อยู่ติดกับสวนจตุจักร  สวนจตุจักรที่กล่าวถึงจะเป็นสวนสาธารณะ ไม่ใช่ตลาดขายของ  ตัวสวนรถไฟจะมีลักษณะเฉพาะที่หาไม่ได้จากสวนสาธารณะอื่นๆคือ มีเลนส์สำหรับขี่จักรยาน และมีสวนผีเสื้ออยู่ภายในด้วย  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราอยากจะพาลูกไปสัมผัสนั่นเอง

 

เราออกเดินทางจากบ้านย่านบางขุนนนท์ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เพื่อเดินทางไปสวนรถไฟ  ใช้เวลาเดินทางประมาณสามสิบนาทีไม่นับตอนหลงทาง  จักรยานแม่บ้านคันเดิมที่ขับเล่นกับขอบฟ้ามาตลอดสองปีก็แบกใส่รถมาด้วย  รถฮอนด้าฟรีดเป็นรถที่สามารถบรรทุกจักรยานทั้งคันได้โดยไม่ต้องพับ ไม่ต้องถอดล้อ  เพราะจักรยานไม่แพงด้วย ไม่ได้ออกแบบมาให้ถอดล้อได้ง่ายๆ  เราได้กินข้าวเช้าที่ด้านข้างสวนรถไฟซึ่งมีร้านอาหารเปิดขายอยู๋สักสามร้าน  เรากินเกาเหลาเลือดหมู โจ๊ก ข้าวต้มเครื่อง ซึ่งเมนูเหล่านี้เหมาะกับเด็กเช่นกัน

 

หลังจากกินมื้อเช้าอิ่มแล้วเราก็เริ่มเที่ยวสวนสาธารณะกัน  พาขอบฟ้าขี่จักรยานหนึ่งรอบ แล้วก็มาแวะเล่นสนามเด็กเล่นต่อ  ตอนขี่จักรยานก็เป็นช่วงที่สนุกสนาน  แต่มีเรื่องน่าเบื่อคือ จักรยานคันอื่นที่มาขี่เล่น มาแบบเต็มยศ เสื้อผ้า หมวก รองเท้า และความเร็วที่สูงกว่าจักรยานแม่บ้าน ทำให้เรารู้สึกว่า เรากับลูกไม่ปลอดภัยเลย  แต่ก็ผ่านไปด้วยดี  ไม่ทะเลาะกับใคร

IMG_9961.JPG

สนามเด็กเล่นในสวนรถไฟมีหลายจุด  แต่ละจุดมีขนาดไม่เท่ากัน  บางจุดที่ขอบฟ้าไปเล่นก็มีร่องรอยความเสื่อมโทรมของอุปกรณ์ให้เห็น  สไลเดอร์มีรอยแตก  เหล็กขึ้นสนิมบ้าง  รวมไปถึงมีขี้หมาบางกองให้ดมเล่นด้วย  แต่เด็กก็ยังสนุกได้ไม่มีปัญหา

 

จากสนามเด็กเล่นก็มาต่อสวนผีเสื้อ  ซึ่งที่นี่ ทำเป็นพื้นที่เฉพาะ มีตาข่ายกั้นเอาไว้กันผีเสื้อหนี  ปริมาณผีเสื้อไม่หนาแน่นมาก  มีบอร์ดอธิบายเล็กน้อยว่าผีเสื้อพันธ์ุไหนหน้าตาเป็นอย่างไร  ในพื้นที่สวนผีเสื้อใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาทีก็ทั่ว  แต่ถ้าหยุดดู หยุดเฝ้ารอผีเสื้อมาเกาะใกล้ๆมือก็อาจจะใช้เวลานานขึ้น

IMG_9972.JPG

กล้อง eos m กับเลนส์ 22f2 โฟกัสช้ามาแต่ไหนแต่ไร จะถ่ายเด็กก็ยากแล้ว ถ่ายผีเสื้อก็ยางยิ่งขึ้นไปอีก อาศัยผีเสื้อบางตัวดูแก่ๆบินน้อย เกาะนานหน่อยก็พอจะมีภาพผีเสื้อบ้าง แต่เด็กที่เฝ้าดูผีเสื้ออยู่ กว่าจะได้ภาพชัดเท่าที่พอใจ ก็ถ่ายแบบวืดวาดไปหลายที

IMG_9976.JPG

กรุงเทพมีสวนสาธารณะหลายแห่ง ให้ความรื่นรมย์และให้ความสนุกสนานแก่เด็กได้อย่างเพียงพอ ขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายที่พยายามทำสิ่งเหล่านี้ให้คงอยู่ เด็กเป็นอนาคตของชาติ ทรัพยากรที่ทุ่มเทให้เด็กก็ควรจะเต็มที่ สิ่งที่จะขอให้ทำเพิ่มขึ้นก็คือ บำรุงสถานที่ให้ได้คุณภาพที่ดีเหมือนวันที่เปิดให้บริการใหม่ๆ อะไรที่เก่าก็ซ่อมแซมเปลี่ยนออก หมาแมวจรจัดพาออกไปอยู่ที่อื่นให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้มีกองขึ้หมาข้างๆสไลเดอร์ คนจรจัดที่สร้างปัญหา กองทรายกับกลิ่นฉี่มันเกินทน

IMG_9985.JPG

 

พาลูกไปปีนหน้าผา

NEC pocket05

การทักทายในโหมดนักธุรกิจ
IMG_8375

สวัสดีครับ คนไม่รักสันโดษ

เวลาเราไปเจอใครก็ตามที่ถามทุกข์สุขกัน คำถามที่มักจะเจอก็คือ  เป็นไงบ้าง  งานเยอะไหม  มีอะไรน่าสนใจรึเปล่าและเราก็มักจะตอบกันแบบเคยชิน  ก็ดี  เรื่อยๆ  ยุ่งมาก  คำตอบแนวนี้จะทำให้คนตอบไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ คนฟังก็เหมือนกัน คือฟังแล้วไม่อยากทำงานต่อ  ฟังแล้วเนือยๆ เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า  แทนที่คนถามจะส่งต่อลูกค้าให้เรา  พอเจอเราตอบว่า ยุ่งมาก  เขาก็ไม่กล้าส่งลูกค้าให้ซะแล้ว

สิ่งที่เราควรทำก็คือ ตอบคำถามให้สร้างสรร  ตอบคำถามให้นำไปสู่งานใหม่  คำตอบควรจะพาธุรกิจเข้ามา ไม่ใช่ปฏิเสธธุรกิจ

เรามีคำตอบดีๆให้ลองเอาไปปรับเล็กน้อยเพื่อใช้กับธุรกิจของทุกท่านครับ

ช่วงนี้เป็นไง

แทนที่จะตอบว่า ก็ดี  ยุ่งมาก  ลองเปลี่ยนเป็น

A1  ชีวิตตอนนี้เยี่ยม  ผมกำลังจะจบงานลูกค้ารายใหญ่

A2  ผมกำลังสนุกมาก  เพราะผมกำลังขยายแฟรนไชน์

มันอธิบายว่าคุณงานเยอะ  แต่คุณยังมองหาความก้าวหน้าและงานที่มากขึ้น

 

 

งานเยอะไหม

แทนที่จะตอบว่า เรื่อยๆ  งานเยอะทำไม่ทันเลย

A1 ปีนี้ผมมีลูกค้าใหม่ 8 รายแล้ว แต่ผมตั้งเป้าไว้ที่ 20

A2 ยอดขายเพิ่มขึ้น 50% และผมวางแผนจะเพิ่มคนงาน

A3 ช่วงที่ผ่านมายอดขายเป็นไปตามเป้า  เรากำลังวางแผนเพิ่มเป้า และเพิ่มลูกค้า

 

 

มีอะไรใหม่ มีอะไรน่าสนใจไหม

แทนที่จะตอบว่าตอนนี้ว่างๆ  ไม่มีอะไรใหม่

A1 ผมกำลังเทรนพนักงานขายคนใหม่ คนนี้ท่าทางขายเก่ง

A2 ผมให้สัมภาษณ์หนังสือไปเล่มหนึ่ง  คาดว่าจะได้วางแผงเร็วๆนี้

A3 ตอนนี้ผมกำลังลงเรียนคอร์สการลดขั้นตอนการบริหารงานขาย

 

นี่เป็นตัวอย่างการตอบคำถามที่เรามักจะต้องตอบในชีวิตประจำวัน  เราควรจะเตรียมคำตอบเหล่านี้เอาไว้ในใจตอบให้ขึ้นใจ  เพื่อจะให้มันดีกว่าการตอบว่า เรื่อยๆ  หรือ ยุ่งมาก เพราะถ้าคุณตอบว่ายุ่งมาก  เพื่อนคุณที่กำลังจะส่งลูกค้ามาให้อาจจะเปลี่ยนใจไม่กล้าส่ง

อย่าลืมว่า เราพบกันใน bni เพราะเราอยากได้ธุรกิจใหม่  อยากได้ลูกค้าใหม่

NEC pocket04

วันนี้เราจะมายกตัวอย่างการส่ง ref ที่เป็นธุรกิจต่อเนื่องให้สมาชิกในทีมนะครับ

IMG_0205

เริ่มต้นจาก  มีนักอสังหาฯ ไปรับงานขายบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง  ลูกค้าของเขาเป็นเศรษฐี  แต่ไม่มีเวลาประกาศขายเองจึงเลือกใช้บริการนักอสังหาริมทรัพย์หรือตัวแทนขายบ้าน  นักอสังหาฯ เริ่มงานบริการของเขากับลูกค้า  สิ่งที่ตามมาก็คือ  นักอสังหาฯ มีประสบการณ์สูง  รู้ว่าบ้านสะอาดมีโอกาสขายได้สูงกว่าบ้านสกปรก  ก็เสนอบริการทำความสะอาดเพิ่มเข้าไป   นักอสังหาฯ รู้ว่า ภาพถ่ายบ้านสวยๆ จะทำให้ลูกค้าสนใจมากกว่าภาพถ่ายคุณภาพต่ำ  ก็เสนอบริการถ่ายภาพเพิ่มให้  ขั้นตอนการขายยังดำเนินไปถึงการสั่งพิมพ์ป้ายแบนเนอร์อีกด้วย จะเห็นได้ว่า  การติดต่อลูกค้าหนึ่งครั้งจะไม่จบแค่เพียงหนึ่งบริการ แต่เอเจ้นสามารถยิงคำถามไปยังลูกค้าเพื่อถามหาบริการอื่นๆที่เขามองหา  ทั้งบริการที่ลูกค้าอยากได้โดยตรง  และบริการต่อเนื่องที่เราสามารถคอนซัลให้กับลูกค้าได้ เพื่อนำธุรกิจส่งต่อให้กับทีม

การถามเพื่อชี้นำลูกค้าเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถส่งลูกค้าเข้าสู่สมาชิกท่านอื่นๆได้  หลังจากวันนี้  ให้ท่านลองดูนะครับ  เมื่อท่านบริการลูกค้าของท่านเสร็จแล้ว  ให้ลองถามถึงสิ่งที่เขาต้องการเพิ่มเติม  หรือ ให้ท่านลองวิเคราะห์ลูกค้าของท่าน แล้วเสนอสิ่งที่ลูกค้าควรจะใช้หรือสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของท่านเพื่อนำพาลูกค้ามาใช้บริการอื่นๆในทีมของท่าน  ถ้าคุณเป็นมืออาชีพเพียงพอ  ถ้าลูกค้าไว้ใจคุณอยู่แล้ว  การแนะนำ การคอนซัลใดๆของคุณ  หรือการนำเสนอเซอร์วิสอื่นๆของทีม  คุณจะทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ  และลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด  ตราบใดที่คุณหาของดี หรือ บริการดีๆให้ลูกค้า

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2 นิกโก้ สูงๆหนาวๆ

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1 โยโกฮาม่า นิกโก้

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2 นิกโก้ สูงๆหนาวๆ

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 3 นิกโก้ โตเกียว

เราเดินทางจากพื้นราบของนิกโก้ขึ้นสู่ภูเขาด้วยรถเมล์  เป็นรถสาธารณะเพียงอย่างเดียวที่มีให้นักท่องเที่ยวใช้ ที่นี่ไม่มีแท็กซี่ ไม่มีรถไฟ ไม่มีกระเช้าจากพื้นราบ การเดินทางก็คล้ายๆกับภูเขาอินทนนท์ของไทย คือขับรถเลี้ยวไปเลี้ยวมาไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ  ด้านบนจะมีทะเลสาปและน้ำตกให้ดูหลายแห่ง  อากาศด้านบนหนาวมากแถมลมแรง และยิ่งมีละอองน้ำมีฝนตก อุณหภูมิในเดือนตุลาคมน่าจะเกือบๆศูนย์องศา

IMG_9071

 

IMG_9074

 

IMG_9079

 

IMG_9099

 

กล้องถ่ายรูปตัวเดิมตัวเดียวเลนส์ตัวเดียว 22f2 บนกล้อง eos m ทำงานไปเรื่อยๆ หนาวก็ไม่กลัว ไม่แสดงอาการอะไรให้เห็น ภาพจากรูรับแสง f2 ให้ความชัดที่ตัวแบบได้โดดเด่นมาก และทิ้งด้านหลังให้นวลๆเบลอๆดูเป็นภาพที่น่ามอง  สีสันของภาพก็ให้แนวธรรมชาติไม่ได้ฉูดฉาดเกินจริง  ยิ่งถ่ายก็ยิ่งเพลิน  อาจจะมีเพียงบางโอกาสที่แดดจ้าจนทำให้เรามองหน้าจอด้านหลังไม่ค่อยเห็น ต้องอาศัยการกะเดาไปเองว่าองค์ประกอบเป็นอย่างไร  แต่สถานการณ์ที่มองจอหลังลำบากก็ไม่ได้พบบ่อย

 

IMG_9103

IMG_9104

 

ภาพตัวอย่างมุมนี้ภาพบนเป็นการปรับรูรับแสงให้แคบเพื่อความชัดลึกของภาพสูงสุด โดยปรับไปที่ f11 ซึ่งคาดหวังว่าจะให้ระยะชัดตั้งแต่ไกลสุดมาจนถึงพื้นระยะใกล้ประมาณ 1 เมตร พอถ่ายค่า f แคบๆไปแล้วก็เปลี่ยนไปถ่ายค่า f2 กันบ้าง เพื่อเก็บเป็นตัวอย่างเอาไว้เปรียบเทียบว่ารูรับแสงแคบและกว้างนั้นให้ผลต่างกันอย่างไร IMG_9117

 

IMG_9155

 

IMG_9121

 

วิวทะเลสาปแสนสวยถ่ายรูปสนุก ผมเคยชินกับวิวน้ำและเรือ และต้นไม้พอสมควร เพราะในช่วงเวลาที่เคยว่างเวลาเหลือเฟือก็อาศัยถ่ายภาพตามสวนสาธารณะอยู่บ่อยๆ สวนลุม บ่อน้ำ เรือ ต้นไม้ ล้วนเป็นของคุ้นเคย มีเพียงอากาศหนาวเย็นเท่านั้นที่หาไม่ได้จากเมืองไทย

ใบไม้เปลี่ยนสีในญึ่ีปุ่นจะมีช่วงเวลาทอง น่าจะเป็นกลางเดือนตุลาคมที่จะเปลี่ยนสีกันให้สะใจ ในช่วงเวลาต้นเดือนตุลาเราจะเห็นเพียงสัญญาณการเริ่มเปลี่ยนสี ต้นไม้บางส่วนเริ่มเปลี่ยนสี แต่อีกกว่าครึ่งยังเขียวขจี ต้องอาศัยการเลือกมุมถ่ายภาพเล็กน้อยเพื่อให้คนอื่นดูภาพแล้วจินตนาการว่าเรามาเที่ยวดูต้นไม้เปลี่ยนสีได้สมดังใจ สิ่งที่เราไม่ได้ทำในทะเลสาปบนภูเขาสูง 1800 เมตรก็คือการนั่งเรือแล้วพายให้สะบายใจ ด้วยเหตุผลว่าลูกยังเล็กยังไม่อยากเสี่ยงลงเรือเพราะเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

IMG_9183

 

ร้านค้าริมทะเลสาปก็จะเป็นร้านอาหาร เครื่องดื่ม กาแฟเยอะมาก  ร้านขายของที่ระลึกนิดหน่อย  เดินผ่านเห็นคุณลุงกำลังแกะไม้อย่างตั้งใจ เราก็อุดหนุนลูกข่างเล็กๆกลับมาอันนึง จากทะเลสาปเรานั่งรถเมล์อีกครั้งเพื่อไปยังน้ำตกใกล้ๆ เป็นน้ำตกที่มีคนแวะเยอะมาก ลงรถแล้วเดินจากริมถนนเข้าไปไม่มากก็ได้พบกับน้ำตกและจุดชมวิวที่มีคนพลุกพล่าน จะหาตำแหน่งถ่ายภาพสวยๆก็ยากเต็มที แถมยังไม่ได้พกขาตั้งกล้องเสียอีก การถ่ายภาพน้ำตกโดยมากจะใช้สปีดต่ำเพื่อให้สายน้ำดูนุ่มนวลกว่าที่ตาเห็น พอไม่มีขาต้งก็ต้องอาศัยวางกล้องไว้กับรั้ว วางกล้องไว้ติดเสาเพื่ออาศัยเสาและรั้วในการพยุงกล้องให้ไม่สั่นไหว เพราะสปีดการถ่ายภาพน้ำตกที่พอจะสวยนั้นจะต้องใช้สปีดต่ำระดับ 1/4 – 1/15 วินาที IMG_9257

 

IMG_9282

 

ออกจากน้ำตกเราก็นั่งรถเมลกลับลงมายังพื้นราบและผ่านสถานีรถไฟแห่งเดิมที่เราเพิ่งใช้งานมาเมื่อวาน หาของกินตามร้านก็ไม่ทันแล้วเพราะที่นี่ห้าโมงเย็นก็เริ่มมืดและร้านค้าก็เริ่มปิดกัน คงเหลือแต่ซุปเปอร์มาเก็ตที่เปิดดึกหน่อย เราก็เลยได้ฝากท้องไว้กับอาหารกล่องจากซูปเปอร์มาเก็ตริมถนน กินกันอิ่มก็เตรียมตัวเข้านอน อากาศเย็นๆแบบนี้ใส่เสื้อผ้าหนาๆพร้อมผ้าห่มกองใหญ่ก็พออุ่นได้ ดูการ์ตูนก่อนนอนอีกนิดนึง

IMG_9287

 

IMG_9289

IMG_9291

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1 โยโกฮาม่า นิกโก้

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2 นิกโก้ สูงๆหนาวๆ

กระเตงลูกเที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 3 นิกโก้ โตเกียว

nec – อย่าหยุดให้

การสร้างใครสักคนให้เป็น referral source ของเราเองนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ แล้วเราควรจะสร้างให้ใครเป็น source ของเราดี ให้เริ่มต้นอย่างไร

IMG_20150307_225731

ให้เราเล็งคนที่คาดว่าจะเป็น powerteam กับเรา คาดว่าจะพัฒนาไปเป็น referral source ได้ เมื่อเลือกได้แล้วก็ให้ทำการพูดคุยในเชิงลึกซึ่งกันและกัน ถ้ามองเห็นว่าน่าจะใช่ ก็ให้ลองหา referral ให้กันและกัน ทางเราเองก็ควรจะเริ่มให้ referral แก่เขาไปก่อน อย่าลืมว่า referral source มักจะเป็นคนดี เมื่อได้รับ referral บ่อยๆก็ย่อมพยายามหาวิธีให้ referral คืน

การให้ referral 1 ครั้งที่มีคุณภาพ จะส่งผลสองประการ คือหนึ่ง เพื่อนได้งาน และสอง ผู้ให้ referral มี creditability สูงขึ้น หรือความน่าเชื่อถือเพิ่มมากยิ่งขึ้น วันใดที่ referral source มีงานคืนกลับมาให้เรา เขาจะได้มั่นใจว่าเราเครดิตในการทำงานดี

แล้วถ้าให้ referral ไปบ่อยๆแต่ยังไม่ได้อะไรคืนมากควรทำอย่างไร ขอให้เรามองในมุมกว้างว่า การให้ referral แก่สมาชิก ยิ่งให้หลายงาน นั่นแปลว่า งานเหล่านั้นได้รับการแก้ปัญหาไปแล้ว แปลว่ามีคนนอกกลุ่มจำนวนมากได้รับการแก้ปัญหา  และเจ้าตัว creditability ของเราในมุมมองคนนอกก็จะยิ่งแข็งแกร่ง แปลว่าการแนะนำงานของเราส่งผลดีต่อเราเช่นกัน แม้ยอดธุรกิจจะไม่มีในทันที แต่เครดิตเราดีขึ้นเรื่อยๆ  คนภายนอกหลายคนที่เราช่วยจบปัญหาให้จะรู้สึกขอบคุณเรา  เท่ากับเราได้ทำหน้าที่เป็นนักแก้ปัญหา  เพื่อนในหลายๆกลุ่มจะทะยอยรับรู้ว่าเราเป็นนักแก้ปัญหา

ออกแบบโปสเตอร์รองเท้าแตะ

งานด่วนจากเพื่อน ต้องออกงานเมืองทองธานีในเวลาแค่ห้าวัน สินค้ารองเท้าในรูปแบบใหม่ ถ่ายรูปเท่าที่นึกออกแล้วส่งต่อให้ดีไซเนอร์ทำงานต่อ

ก่อนจะเป็นภาพสุดท้าย ก็ผ่านการถ่ายหลายๆแบบมาก่อนดังนี้

sandal-IMG_0383

sandal-IMG_0366

ไปลองให้ลูกเล่นแทนจิ๊กซอร์ก็ลองถ่ายเก็บไว้
sandal-IMG_0365

ลองกับสนามหญ้า แกะตัวรองเท้าออกมาแล้วลองถ่ายดู เสียดายที่หญ้าไม่เขียว
sandal-IMG_0348

แล้วก็มาถึงรูปนี้
sandal-IMG_0336

เลยได้งานเป็นแบบนี้
show-newnumberone-A4-d-select-out1

show-newnumberone-A4-d-select-out2

พาลูกนั่งรถไฟฟ้า

ขอบฟ้าเป็นเด็กชานเมือง นานๆก็จะติดแม่เข้าเมืองไปนั่งเล่นซักที แม่ทำงานที่สุขุมวิท เวลาไปทำงานแล้วขอบฟ้างอแงขอตามไปด้วยก็จำเป็นจะต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย บางวันก็เป็นป้า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพ่อนั่นเอง

ผมพาขอบฟ้าไปนั่งรถไฟฟ้าเล่นๆเวลาที่รอแม่ทำงาน บางทีก็นั่งเล่นไปสุดสาย นั่ง BTS ที่สถานีพร้อมพงษ์ไปถึงสุดทางที่บางนาแล้วก็นั่งกลับ บางทีก็นั่งไปต่อเล่น mrt เพื่อให้ขอบฟ้าได้รู้จักว่ารถไฟใต้ดินและบนดินต่างกันอย่างไร

IMG_8723.JPG

ขอบฟ้าขอบ MRT มาก อาจจะเป็นเพราะคิดไปเองหรือมีใครไปบอกว่า MRT วิ่งเร็วกว่า BTS และวิ่งเร็วกว่ารถไฟโบราณอย่าง thomas มาก ขอบฟ้าเลยชอบ MRT ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ติดแม่ไปที่ทำงาน ผมก็เลยพานั่งรถไฟเล่น คิดไม่ออก ไม่อยากซ้ำกับหลายสัปดาห์ก่อน ก็เลยพานั่ง BTS ต่อ MRT เพื่อไปเดินเล่นที่สวนลุม

IMG_8728.JPG

การเดินทางในครั้งนี้ทำให้ผมค้นพบเรื่องราวหลายอย่าง ถ้าเราไม่มาเอง ไม่เดินเองเราคงไม่เข้าใจ เริ่มจาก สถานที่ MRT ต้องซื้อตั๋วเป็นเหรียญพลาสติก ผมก็ตรงไปที่เครื่องขายตั๋ว และใส่แบ๊งค์ร้อยเข้าไป กดสถานีลุมพินี เหลือบดูราคา เห็นตัวเลขขึ้น 21 บาท พอกดไปก็เหลือบไปดูช่องรับตั๋วและเงินทอนซึ่งเป็นช่องเดียวกัน ก็เพิ่งจะเห็นป้ายบอกว่า ทอนเป็นเหรียญเท่านั้น ผมก็ตกใจเลย และ มีเวลาให้ตกใจแค่หนึ่งวินาที เหรียญเงินทอนก็พร่างพรูออกมาที่ช่องเงินทอน ผมได้บทเรียนแล้วว่า ถ้าจะหาที่แลกเหรียญและต้องเดินทางที่ MRT อยู่แล้วก็เอาแบงค์ใหญ่ๆมาซื้อตั๋วที่นี่ซะเลย

IMG_8731.JPG

จะไปสวนลุมเลยเลือกตั๋วไปลงสถานีลุมพินี พอออกจากสถานีถึงจะพบว่าเราไม่ได้อยู่ที่สวนลุม เราอยู่ฝั่งตรงข้ามสวนลุม มองเห็นฝั่งตรงข้ามรู้ว่าต้องข้ามถนน ถ้าเราตัวคนเดียวก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่นี่ อุ้มลูกมาด้วยการข้ามถนนแบบมีลูกติดมือมันต้องระวังเยอะ และเราก็ได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งในการข้ามถนนที่แยกวิทยุ ซึ่งเป็นแยกที่ถนนพระรามสี่ตัดกับถนนสาธร

IMG_8733.JPG

เมื่อหลายปีก่อนเราเคยดูข่าว มีชาวบ้านทำป้ายขอให้รถช่วยหยุดให้คนข้ามถนนที่แยกวิทยุแห่งนี้ ตอนเราดูข่าวเราก็ไม่เข้าใจเพราะว่าทุกทีที่เดินผ่านเราก็ขับรถผ่านไป แต่พอมาเป็นคนที่ต้องข้ามถนนเสียเองเราก็เขาใจแล้ว เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดที่แยกวิทยุแห่งนี้มีรถไหลผ่านจำนวนมาก ต่อเนื่องมาก ในวันทำงานแทบจะไม่มีเวลาว่างๆให้เดินข้ามได้เลย ต้องอาศัยการวิ่งแย่งชิงจังหวะกับรถยนต์ ซึ่งรถยนต์ในประเทศไทยก็เป็นรถที่ไม่เคยได้รับการสั่งสอนให้หยุดให้คนข้าม นานๆอาจจะเจอคนจิตใจดีสักที ยิ่งผมอุ้มลูกยืนรอ แม้ในวันหยุดอย่างวันอาทิตย์ก็ยังรู้สึกว่าข้ามยาก แทบอยากจะอุ้มลูกลงไปกราบรถที่วิ่งผ่านมากันเลย แล้วเทวดาก็เมตตา ทำให้รถมีจังหวะเว้นว่างให้พ่อกับลูกสามขวบได้กระเตงกันผ่านถนนวัดใจแห่งนี้ไปได้ แต่ว่า …..

IMG_8738.JPG

ทางออกลุมพินีที่ใกล้สวนลุมคือทางออกด้าน สวนลุมไนท์บาร์ซ่าเดิมที่ตอนนี้รื้อไปแล้ว ผมโผล่มายังตำแหน่งศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยและมีอยู่หน้าสถานที่ลุมพินี จะข้ามถนนไปสวนลุมต้องไปวิ่งเสี่ยงตายกับรถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดสองครั้ง และที่ตรงกลางที่เป็นรถทางตรง และรถเลี้ยวขวา เราก็ต้องรอสัญญาณไฟที่นานมาก ผมอุ้มลูกยืนรออยู่เกือบสิบนาที ไม่มีต้นไม้ มีแต่แดดที่ร้อนส่องหัวร้อนถึงปลายเท้า คิดไปถึงสถานการณ์ว่า ถ้าเป็นฝนตก คนที่ต้องข้ามถนนตรงนี้จะทำอย่างไร

IMG_8739.JPG

ไปเดินเล่นสวนลุมตอนสิบโมงกว่า อากาศเริ่มร้อน ส่วนที่เป็นร่มไม้ก็เย็นสบายดี ส่วนที่ไม่มีร่มไม้ก็เดินกันตัวร้อนเลย ลูกผมก็ออกอาการง่วงๆเหนื่อยๆ เล่นอยู่ไม่นานก็หมดแรง สุดท้ายก็กระเตงกันกลับ เราจะกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่เรามาก็คือสถานที่พร้อมพงษ์ ซึ่งเราจะต้องเดินย้อนกลับไปนั่ง MRT และไปต่อ BTS แค่คิดว่างต้องเดินย้อนไปถนนวัดใจเส้นที่เราเพิ่งเสี่ยงตายผ่านมาก็บอกลาแล้ว ไม่ไหว ไม่อยากเสี่ยง เลยเรียกแท็กซี่กลับแทน นั่งรถแท็กซี่แอร์เย็นๆค่าบริการไม่กี่สิบบาท สบายกว่าความพยายามไปนั่ง MRT ต่อ BTS และต้องอุ้มลูกเดินรวมกันไม่รู้กี่กิโล ยังไงแท็กซี่ก็น่าจะเป็นคำตอบของการเดินทางใกล้ๆมากกว่า

IMG_8740.JPG

ฝากถึงผู้ว่ากทม. แยกวิทยุข้ามถนนยากมาก ขอสะพานลอยครับ ขอสะพานลอยหรือขออุโมงค์ก็ได้ จากศาลกรมหลวงชุมพรฯ ข้ามไปสวนลุม สร้างสะพานลอยได้ ไม่ทับเส้นใคร

หลังจากที่กลับมาแล้วและได้บ่นไปทางทวิตเตอร์ว่าสถานีลุมพินีเดินไปสวนลุมยากมากไม่มีทางข้ามถนนดีๆ ก็มีเพื่อนรุ่นพี่ในทวิตเตอร์ตอบกลับมาว่า จะไปสวนลุมให้นั่งรถ MRT ไปลงศาลาแดง แล้วจะมีทางออกไปหน้าสวนลุมเลย…. เพิ่งรู้นะเนี่ย ขอบพระคุณมากๆที่ชี้แนะ ไว้โอกาสหน้าจะลงศาลาแดงครับ ส่วนคนที่ไม่เคยลงสถานีรถไฟฟ้าแถวนี้ใครจะรู้ เห็นชื่อลุมพินีก็กดลุมพินี ไม่คิดว่าจะไปสวนลุมต้องไปลงศาลาแดง