

ผมใช้กล้อง Eos M รุ่น 1 มาตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งมันเป็นกล้อง mirrorless ตัวแรกของ canon ที่ได้รับการกล่าวหาว่าโฟกัสช้า แม้ว่าในเวลาต่อมา จะมีการออกรุ่น m2 m3 m10 ออกมาทีหลังในแต่ละปี ความช้าของการโฟกัสภาพก็ยังคงไม่ดีขึ้นนักเมื่อเทียบกับคู่แข่ง และผมก็ได้เขียนรีวิวไว้แล้วในอดีต ตามอ่านได้ที่ รีวิว กล้อง eos m กล้องดีเลือกเจ้าของ ซึ่งการมาของ M5 ในปีนี้ 2017 เป็นการกลับมาอย่างน่าสนใจ ตรงที่มันโฟกัสได้เร็วขึ้นแล้ว
Eos m5 เป็นกล้อง mirrorless ที่ออกในปีคศ2017 ถือเป็นตัวท๊อปของกลุ่มนี้ของ canon ให้ลูกเล่นต่างๆมาเยอะมากแถมแพรวพราวด้วย ความละเอียด 24 ล้าน เซ็นเซอร์รับภาพขนาด apsc หรือ 1.6เท่าของ full frame และมีช่องมองภาพในตัวมาให้เลย หน้าตากล้องเป็นรูปทรงคล้ายๆ DSLR แต่เล็กกว่ากันสัก30% เลนส์ที่นำมาใช้ทดสอบในครั้งนี้จะใช้ 22f2 และ 18-150f3.5-6.3 เป็นหลัก
ช่องมองภาพของ M5 ให้สีสันของภาพเมื่อเทียบกับจอหลังแล้วไม่ตรงกัน ภาพในช่องมองภาพจะให้สีอุ่นกว่า ถ้าจอหลังดูปกติ ภาพในช่องมองจะดูวอร์มหรืออมเหลืองนิดๆ ดูสวยงาม แต่ถ้าภาพที่จอหลังเป็นภาพโทนอุ่นๆ สีวอร์มอยู่แล้ว ภาพในช่องมองภาพจะสีเหลืองจนดูเพี้ยนไปเลย ดังนั้น สีสันในช่องมองภาพของ M5 ในเฟิร์มแวร์ติดกล้องมานี้เชื่อถือไม่ได้ ให้ดูจากจอหลังเป็นหลักจะใกล้เคียงความจริงมากกว่า
การใช้งานกล้อง Eos m5 เป็นเรื่องง่ายดายไม่แตกต่างไปจาก DSLR เลย หากเคยใช้ DSLR มาอยู่แล้ว สามารถกล้องตัวนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมึนงง การเลือกปรับโหมดการถ่ายภาพชนิด P Av Tv M มีมาให้อย่างครบถ้วน และน่าสังเกตุว่า ปุุ่มปรับโหมดการถ่ายนั้น เป็นแบบแป้นหมุนวงกลมที่ต้องกดปุ่มกลางลงไปก่อน แล้วค่อยหมุนวงแหวนไปในจุดที่ต้องการ การออกแบบเช่นนี้ดูน่ากลัวจะทำให้ปุ่มพังเร็วจากการรีบหมุนโดยลืมกดปุ่ม
การโฟกัสภาพของ Eos M5 ทำได้รวมเร็วอย่างน่าประหลาดใจ เพราะเดิมทีผมผิดหวังกับ eos m และ m2 m3 ในเรื่องการโฟกัสมานานแล้ว มาถึง M5 ก็รีบทดสอบความไวของโฟกัสเสียเลย แค่หยิบกล้องอยู่ในมือ ยังไม่ต้องเอากล้องแนบตา กล้องก็แทบจะโฟกัสเสร็จแล้ว ลูกเล่นแบบนี้ผมเรียกว่าออกตัวก่อน คือกล้องชิงโฟกัสก่อนที่จะใช้งาน หรือจะเรียกว่ากล้องโฟกัสตลอดเวลาก็ได้ โดยจะโฟกัสแล้วล็อคความชัดได้เร็วมาก การเอาตาแนบเพื่อเล็งระยะโฟกัสก็ชัดแล้ว การย้ายตำแหน่งภาพ ไปโฟกัสจุดอื่นๆในภาพก็ทำได้รวดเร็ว เรียกว่าทำลายภาพพจน์แย่ๆในอดีตได้ท้ั้งหมดด้วยการส่องช่องมองภาพแค่ครั้งเดียว ความไวในการโฟกัสรวดเร็วทัดเทียบกับกล้อง DSLR ซึ่งผมใช้เทียบกับ Eos 6d ก็พบว่าเร็วพอกัน ได้ภาพสวยพอกันอีกต่างหาก
ยิ่งเปลี่ยนเลนส์ติดกล้องไปเป็นเลนส์ฟิกซ์อย่าง 22f2 ทำให้กล้องเร็วขึ้นไปอีก แถมภาพที่ได้ก็มีบุคลิคที่เด่นจากเลนส์มุมกว้างนิดๆ และมีรูรับแสงกว้างระดับ f2 ซึ่งจะให้ฉากหลังที่เบลอนุ่มนวล สีสันของภาพที่ได้จากกล้อง M5 เป็นโทนสีเดิมๆของ canon ที่ทำได้น่าประทับใจมาตลอด ภาพที่ถ่ายสวนใหญ่ผมก็ถ่ายซ้ำๆกับภาพที่เคยถ่ายจาก M1 ตัวเดิมที่ใช้มาหลายปี โทนสีในภาพก็ดีเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมเด่นชัดคือ โฟกัสเร็วและแทบไม่พลาดเลย
สรุปสั้นเกี่ยวกับ eos m5 เทียบกับ M1 และ 6D

6d full frame เทพมาตั้งแต่ปี 2014 ตอนนี้ก็ยังเทพอยู่ ราคาถูกสุดของ full frame ดี หนัก ไว้ใจได้ แบตอีด ถ่ายสินค้าถ่ายไฟสตู ได้หมด ใช้ทำมาหากิน
eos m1 ตัวเล็ก ได้มาเพราะความเล็ก พกง่าย ติดเลนส์ฟิกซ์เล็กๆนี่ใส่กางเกงได้เลย ไม่ต้องใช้กระเป๋ากล้อง ภาพกลางวันเทพ กลางคืนไม่สวยเท่าไหร่ ราคาถูก ใช้เที่ยวต่างประเทศเหมาะมาก ข้อเสียคือ โฟกัสช้า และแบตไม่อึด ไปเที่ยวด้วยแบตสองก้อนยังเซ็ง
ตัวกลาง eos m5 คือจุดบรรจบกันของความดีทั้งสองแบบ ใหญ่กว่า m1 นิดเดียว ได้ความเล็กบวกกับโฟกัสเร็วภาพเทพ กลางวันสวย กลางคืนก็สวย แบตอึด ใช้ถ่ายภาพไปสองร้อยช็อต แบตยังไม่ค่อยลดเลย ใช้อยู่หลายวันจนเริ่มสงสัยว่า จอแสดงขีดแบตเสียรึเปล่า
ใครจะซื้อกล้องตัวเดียว ใช้สารพัด ค่าย canon ให้ซื้อ eos m5 ไปเลย ใครมี DSLR รุ่นเก่า และไม่รู้ว่าถ่ายสตูคืออะไร ไฟแฟลช ไฟร่มทำงานยังไง ก็ไป m5 ได้ มันเร็ว ดี สวย จน full frame ไม่จำเป็นแล้ว
ภาพถ่ายบางภาพส่งขายstock ก็มียอดเข้า
กีฬาปีนหน้าผาเป็นกีฬาที่โรงเรียนเพลินพัฒนาสนับสนุนอย่างจริงจัง มีหน้าผาจำลองที่ได้มาตรฐานการแข่งขันให้ฝึกฝน มีกีฬาสองชนิดที่นักเรียนในเพลินพัฒนาต้องเล่นให้ผ่านคือ ว่ายน้ำ และปีนผาซึ่งคาดว่าจะได้เรียนในช่วงประถม ช่วงว่างตอนเย็น เด็กๆสามารถมาลงชื่อเพื่อขอเล่นได้ และมันได้รับความนิยมในชั้นอนุบาลอย่างมาก ขอบฟ้าเป็นเด็กอนุบาล2 ก็ไปลงชื่อต่อคิวไว้เพิ่งจะได้เล่นวันนี้เป็นครั้งแรก
ก่อนหน้านี้เกือบปี ก็ได้มาลงชื่อไว้เหมือนกัน แต่ติดธุระสารพัด และบางทีโรงเรียนก็ไม่มีบุคคลากรมาดูแล เลยไม่ได้เล่นสักที พออยากเล่นมากๆและไม่ได้เล่น ก็เลยไปหาเล่นข้างนอกนิดหน่อยเพื่อให้พอหายอยาก
วันนี้ได้เล่นในโรงเรียนก็ประหยัดเงินดี และได้เห็นตัวอย่างของคนอื่นเล่นด้วย จะได้พัฒนา เพราะตอนไปเล่นข้างนอก ไม่มีตัวอย่างวัยเดียวกันให้ดูเลย ก็เล่นไปมั่วๆ ไร้หลักการ ถ้าจะหัดปีนผาจริงจังก็คิดว่าโรงเรียนเพลินพัฒนาแห่งนี้ก็น่าจะช่วยได้อย่างจริงจัง
ลูกค้าของโรงพิมพ์ท่านหนึ่ง สั่งผลิตกระดาษ A4 พิมพ์ข้อมูลสีดำด้านล่าง 1 หน้า เพื่อเอาไปใช้พิมพ์ใบเสร็จรับเงินให้กับสมาชิก งานที่โรงพิมพ์จะต้องส่งให้ลูกค้าท่านนี้ก็คือ กระดาษขนาด A4 พิมพ์ข้อความด้วยระบบการพิมพ์อีอพเซ็ทสีดำ ดังภาพ
โดยเมื่อลูกค้าใช้งาน จะนำกระดาษใบนี้เข้าไปใส่ในเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ซึ่งเป็นของ HP LaserJet Pro 400 Printer M401เมื่อทำการพิมพ์ออกมา กระดาษมีอาการย่นที่ทางออก และ บางครั้งก็ทำให้เครื่องติดขัด และมีอาการหมึกพิมพ์ไม่เกาะกระดาษ
ทางโรงพิมพ์ขอข้อมูลจากลูกค้ากลับมา ขอตัวอย่างกระดาษที่พิมพ์แล้วหมึกไม่เกาะ และตัวอย่างที่หมึกไม่ติดกลับมา ขอรายละเอียดยี่ห้อ รุ่นของเครื่องพิมพ์ และขอรายละเอียดของตลับหมึกกลับมาด้วย ซึ่งลูกค้าก็ให้ข้อมูลครบทุกอย่าง ให้ตัวจริงของตลับหมึกมาเลยดังนี้
ทางโรงพิมพ์จึงเก็บข้อมูล และไปถ่ายรูปที่ห่อกระดาษที่นำมาพิมพ์งานให้ลูกค้า ซึ่งเป็นกระดาษล็อตเดียวกันกับที่สั่งมาผลิตงาน เป็นกระดาษจาก SCG
ผมติดต่อดีลเลอร์ผู้ที่ขายกระดาษให้ ทางดีลเลอร์แจ้งว่าจะมารับตัวอย่างไปตรวจสอบและจะส่งให้ scg ตรวจสอบ ซึ่งยังไม่สามารถระบุระยะเวลาได้ว่านานแค่ไหน ส่วนทางลูกค้า ไม่มีของใช้ เพราะธุรกิจของลูกค้าต้องทำทุกวัน ไม่สามารถรอตรวจสอบได้ ต้องมีกระดาษไปใช้ และลูกค้าให้ข้อมูลว่า กระดาษดับเบิ้ลเอที่ขายตามห้างนั้นได้ทดลองใช้แล้วผลคือทำงานได้ ไม่ติดขัด และตอนนี้ลูกค้าซื้อกระดาษจากห้างมาใช้ชั่วคราว สรุปคือกระดาษดับเบิ้ลเอทำงานได้ กระดาษ scg ทำงานไม่ได้
ผมทำการสั่งกระดาษดับเบิ้ลเอจากดีลเลอร์ซึ่งเป็นสเป็คที่ทำไว้ขายโรงพิมพ์ สเป็คนี้จะแตกต่างจากสเป็คกระดาษที่ขายในห้าง และสีของเนื้อกระดาษก็ต่างกัน กระดาษที่สั่งมาโรงพิมพ์นำมาตัดเพื่อให้ลูกค้าทดลองใช้งาน เราต้องการกระดาษมาทดลองแค่ไม่เกิน 10 แผ่น A4 แต่ดีลเลอร์ไม่มีให้ ผมต้องสั่งซื้อยกรีม ซึ่งสามารถตัดเป็น A4 ได้ 4000 ใบ มาให้ลูกค้าทดลองใช้ 10 ใบ การทดลองเพื่อแก้ปัญหานี้โรงพิมพ์จ่ายเอง และหากลูกค้าใช้งานได้ดี โรงพิมพ์ก็ต้องซ่อมงานครั้งให้ให้ลูกค้าโดยการสั่งกระดาษยี่ห้อดับเบิ้ลเอมาใช้แทน SCG
สิ่งที่โรงพิมพ์พยายามทำคือดูแลลูกค้า ช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าราบรื่น สิ่งที่ดีลเลอร์กระดาษและ SCG ทำคืออะไร ผมรอคำตอบและวิธีการของ SCGอยู่ครับ
บันทึกไว้วันที่ 10 สิงหาคม 2560
มาต่อกัน…
วันที่ 11 สิงหาคม 2560 ทางดีลเลอร์โทรมาพูดคุยและแจ้งว่า ทาง scg ขอนัดเข้ามาพบโรงพิมพ์เพื่อชี้แจงปัญหาต่างๆในวันอังคารที่ 15สิงหาคม2560
วันที่ 15สิงหาคม2560 ทางดีลเลอร์และตัวแทนของ scg ได้เข้ามาที่โรงพิมพ์ เพื่อพูดคุยชี้แจง เนื้อหาในการคุยเราคุยกันเรื่อง กระดาษสำหรับงานโรงพิมพ์ และ กระดาษสำหรับงานถ่ายเอกสารหรือกระดาษสำหรับเลเซอร์ปริ๊นเตอร์เป็นกระดาษคนละชนิดกัน และไม่แนะนำให้ใช้ผิดวัตถุประสงค์
สิ่งที่ได้รู้เพิ่มเติมก็คือ กระดาษสำหรับพิมพ์อ๊อพเซ็ท จะขายโรงพิมพ์เป็นกระดาษแผ่นใหญ่ มีความชื้นในกระดาษอยู่ในระดับสูงกว่ากระดาษถ่ายเอกสาร เพื่อให้กระดาษโรงพิมพ์สามารถรับหมึกรับน้ำในเครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ทได้ดี เพื่อให้ผลการพิมพ์ออกมาสวยงาม ส่วนกระดาษสำหรับงานถ่ายเอกสารจะเป็นกระดาษที่มีความชื้นต่ำกว่ากระดาษโรงพิมพ์ ขายเป็นแผ่นตัดสำเร็จ A4 หรือ A3 ไม่ขายเป็นแผ่นใหญ่ให้โรงพิมพ์ ค่าความชื้นในกระดาษที่ต่ำทำมาเพื่อให้สามารถรับความร้อนในเครื่องถ่ายเอกสารหรือเลเซอร์ปริ๊นเตอร์ได้ ดังนั้นการเลือกใช้กระดาษต้องเลือกจากวิธีใช้งานเป็นหลักถึงจะได้ผลที่ดี ไม่เกิดความเสียหาย
หากลูกค้าต้องการกระดาษหัวจดหมายที่จะต้องพิมพ์จากโรงพิมพ์ในระบบอ๊อพเซ็ทเสียก่อน แล้วลูกค้าค่อยนำไปพิมพ์ต่อด้วยเครื่องเลเซอร์ปริ๊นเตอร์ จะยังไม่มีกระดาษที่รองรับสองหน้าที่นี้พร้อมกัน ที่ผ่านมาเป็นการใช้ผิดประเภทมาตลอด บังเอิญว่าไม่เกิดปัญหา ก็ถือว่ารอดไป และหากเกิดปัญหาก็เป็นเพราะใช้งานผิดวัตถุประสงค์ นี่คือสิ่งที่ scg พยายามสื่อสารกับผม
ความเห็นส่วนตัว
ผมรู้อยู่แล้วว่ากระดาษถ่ายเอกสาร และกระดาษใช้ในโรงพิมพ์เป็นคนละประเภทกัน และผู้ผลิตก็ตั้งใจให้แยกใช้งาน แต่ในภาคธุรกิจที่ต้องใช้กระดาษหัวจดหมาย เราต้องฝืนใช้ผิดวัตถุประสงค์ของโรงงานกระดาษมาตลอด แต่มันไม่ผิดวัตถุประสงค์ของภาคธุรกิจ และมันเป็นมาหลายสิบปี มันเป็นแบบนี้ก่อนที่จะมีกระดาษถ่ายเอกสารขายตามห้างเสียอีก สิ่งที่โรงงานกระดาษคิด ไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจสิ่งพิมพ์ หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีกระดาษที่ทำงานได้สองระบบในกระดาษใบเดียวกัน จริงๆแล้วแค่โรงงานกระดาษ นำกระดาษถ่ายเอกสารมาขายเป็นแผ่นใหญ่ให้โรงพิมพ์ ก็จบแล้ว เพราะตอนผลิตกระดาษ กระดาษมันเกิดขึ้นมาเป็นแผ่นใหญ่ก่อนจะถูกตัดให้เป็น A4 อยู่แล้ว
สรุป
ปัญหากระดาษพิมพ์ไม่ติด และติดขัดในเครื่องพิมพ์ ยังไม่ถูกแก้ไข และสาเหตุคือ ลูกค้าและโรงพิมพ์ใช้ของผิดประเภท
สมุดที่ระลึกของลูก สมุดเล่มเดียวในโลก
นำผลงานของลูกมาถ่ายภาพแล้วส่งภาพมาให้เราผลิตเป็นสมุดปกแข็ง ภาพถ่ายจะถูกทำเป็นปก เนื้อในทำจากกระดาษคละสี คละความหนา เพื่อให้เจ้าของสมุดเลือกใช้กระดาษที่หลากหลายในการบันทึก
สมุด 2 เล่ม ราคา 500 บาท
วิธีการสั่ง
1 เตรียมภาพ 4 ภาพ ใช้ทำปกหน้าหลัง และที่อยู่ส่งเพื่อส่งงานที่ทำเสร็จแล้ว มาทางเมล pockethifi@gmail.com
2 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร วุฒิชัย เจริญบุรี กสิกร ออมทรัพย์ เลขบัญชี 7332119596 ยอดเงิน 500 บาท ส่งหลักฐานการโอนเข้ามาที่เมล pockethifi@gmail.com
3 ส่งที่อยู่สำหรับจัดส่งสินค้าที่ทำเสร็จแล้ว
4 ขั้นตอนการผลิตใช้เวลาประมาณ 5 วัน
5 งานที่ทำเสร็จแล้วจะส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์
พาลูกเข้าเมือง เดินห้าง กินของแพง ดูของแปลกตา จอดรถแล้วเดินมาขึ้นลิฟท์ ก็พบกับเจ้ายึกษ์เขียวเลย ห้างเอมควอเทีย ชั้นโรงหนัง และยังเจอซุปเปอร์ฮีโร่ตัวอื่นๆอีกหลายตัวเลย เด็กๆคงปลาบปลื้มจริงๆ



เดินผ่านฮีโร่เหล่านี้ออกไปด้านนอกอาหาร บริเวณชั้น 5 ที่ถูกจัดสรรเป็นพื้นที่ playground หรือ สนามเด็กเล่น มีกิจกรรม adventure ให้เล่นแบบน่าอิจฉา ใครเคยดูรายการอเมริกันนินจาจะคุ้นเคย และขอบฟ้าก็ชอบรายการนี้มากๆ พอได้มาเล่นอะไรที่คล้ายๆกันก็ชอบ ติดอกติดใจ และขอเล่นซ้ำ
ได้รับงานถ่ายภาพแบบเร่งด่วนมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นการถ่ายภาพอาหารในชาม ซึ่งลักษณะการถ่ายจะเป็นการถ่ายตัวผลิตภัณฑ์บนฉากขาว และทางกราฟฟิคจะนำไปจัดวางอาร์ตเวิร์คอีกที การถ่ายภาพสินค้าบนพื้นขาวเป็นการถ่ายที่ไม่ซับซ้อน สามารถใช้การจัดไฟแบบเรียบง่ายได้ และอุปกรณ์ที่ผมใช้อยู่เป็นประจำคือ กล่องดัดแปลงพร้อมไฟแฟลช
ก่อนจะรับงานก็มาทดสอบอุปกรณ์ที่มีอยู่เสียก่อน เพราะว่าไม่ได้ใช้ถ่ายสินค้ามาพักใหญ่ กลัวว่าของที่มีอยู่จะเสีย ก็เลยจับมาทดสอบดู เอาตุ๊กตาวางในกล่องบนกระดาษสีขาว แล้วไฟแฟลชรับสัญญาณจากทริกเกอร์ไร้สาย ยิ่งไฟขึ้นเพดาน ทดสอบดูว่า สั่งถ่ายภาพแล้วแฟลชออกไหม สภาพแสงที่ส่องเข้าไปในกล่องนุ่มนวลไหม เมื่อเห็นภาพทดสอบก็มั่นใจว่า ของยังไม่พัง รับงานได้
ภาพจากการใช้แฟลชดวงเดียว ยิงขึ้นเพดานด้านซ้าย เพื่อให้แสงไปกระทบด้านซ้าย และ ด้านบนของกล่อง ก็ให้ภาพที่เกือบจะดี ในบางภาพทดสอบจะเป็นเงาทางขวาเล็กน้อย ซึ่งผมก็ตัดสินใจว่า จะต้องเพิ่มไฟแฟลชที่ด้านขวาด้วย เลยไปเอาแฟลชเล็กๆกำลังน้อยๆ มายิ่งด้านขวา เป็นแฟลชที่สามารถทำงานตามแฟลชตัวอื่นได้ หรือกระพริบตามกันนั่นเอง
เมื่อถ่ายภาพทดสอบได้พอใจแล้ว ก็เร่ิมถ่ายสินค้าจริงๆ ซึ่งสินค้าก็คือ ซีเรียลสำหรับการกินตอนเช้าของเด็กๆนั่นเอง โดยซีเรียลมีหลายชนิด และหลายสี การถ่ายภาพก็จะถ่ายทีละชนิด และเลือกใส่ชามหลายๆสี แล้วเดี๋ยวค่อยไปคัดเลือกเพื่อใช้งานในอาร์ตเวิร์คจริงอีกครั้ง
การทำการค้าในปัจจุบันเราจะอยู่กับการขายผ่านอินเทอเน็ตแทบจะ 100% ทั้งการขายโดยตรง หรือ การส่งข้อมูลภาพสินค้าผ่านช่องทาง online รวมไปถึงการส่งภาพด้วย social network ทุกแพลตฟอร์ม การถ่ายภาพให้ดูสวยงามจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ เพราะภาพที่สวย จะทำให้คนอื่นสนใจสินค้าของเราเพิ่มขึ้น
การถ่ายภาพให้ดูสวยงามเป็นผลมาจากการเรียนรู้วิธีการถ่ายภาพอย่างถูกต้อง และผ่านการฝึกฝนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ภาพมีคุณภาพที่ตรงกับความต้องการ สิ่งที่ภาพที่สวยงามจะต้องมีคือ ความคมชัด และ แสดงความสวยงามของสินค้าให้ได้
เกือบ 100% ภาพที่สวย มักจะเป็นภาพที่ คมชัด และ ไม่มืดหรือสว่างเกินไป คำว่าคมชัดแปลว่า ส่วนคำคัญของภาพ ไม่เบลอ ไม่สั่น ส่วนคำว่าไม่มืดหรือสว่างเกินไปหมายถึง ส่วนดำที่เกี่ยวข้องกับภาพก็ยังคงเห็นรายละเอียดไม่ดำมืดจนเหมือนปิดไฟ คำว่าไม่สว่างจนเกินไปก็จะหมายถึง ส่วนขาวที่เป็นรายละเอียดของวัตถุ หรือสิ่งสำคัญในภาพ ไม่ขาวโพลน หรือสว่างจนรายละเอียดหาย เราจะพูดติดปากได้ง่ายๆว่า ภาพที่ดีคือ ภาพชัดและวัดแสงพอดี
การถ่ายภาพสินค้า หรือภาพเพื่อการโฆษณา ที่นิยมทำมี 2 แบบ คือ แบบที่ถ่ายสินค้าวางบนพื้นขาว และ แบบถ่ายสินค้าวางบนพื้นลวดลายมีองค์ประกอบข้างเคียง ซึ่งในบทความนี้จะสอนวิธีการถ่ายภาพทั้งสองแบบ เพื่อให้เข้าใจวิธีการ และสามารถนำไปใช้กับสินค้าอื่นๆได้
สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวมีดังนี้
1 ฉากสีขาวขนาดใหญ่กว่าสินค้า
2 แหล่งกำเนิดแสง จะเป็นหลอดไฟ โคมไฟ หรือ แสงจากหน้าต่างก็ได้
3 ขาตั้งกล้อง อุปกรณ์ยืดโทรศัพท์มือถือไว้กับขาตั้ง
4 กล่องถ่ายสินค้า ฉากถ่ายภาพ
การจัดแสงเพื่อถ่ายภาพฉากขาว
วิธีการถ่ายภาพสินค้าในอดีตที่ได้รับความนิยมมายาวนานหลายสิบปีก็คือการถ่ายภาพบนฉากสีเรียบ ส่วนใหญ่จะใช้ฉากสีขาว ซึ่งวัสดุที่ใช้ทำฉากมักจะเป็นแผ่นพลาสติก หรือกระดาษขาว การจัดแสงจะเป็นการจัดด้วยไฟแฟลช ส่องแสงจากทางซ้ายบน และขวาบน แฟลชมักจะติดอุปกรณ์ช่วยกระจายแสงให้นุ่มนวล ในภาพจะเป็นร่มสีขาว ยิงแสงแฟลชสะท้อนร่ม แสงที่ได้จะนุ่มนวล
แสงที่นุ่มจะทำให้วัตถุดูสวยมากขึ้น และก็มีการพัฒนาการจัดแสงให้ถ่ายภาพสะดวกยิ่งขึ้น ได้ผลงานที่ดูดีขึ้น โดยการย้ายสินค้าเข้าไปไว้ในกล่อง เพื่อให้แสงดูนุ่มนวลที่สุด แสงแฟลชที่ใช้บางคนใช้โคมไฟแทน และบางคนใช้แสงธรรมชาติจากหน้าต่าง จากพื้นที่สว่างภายในบ้านแทนได้เลย
การถ่ายวัตถุด้วยฉากขาวเหมาะกับการทำ catalog ที่มักจะเป็นภาพสินค้า วางคู่กับตัวหนังสือ การถ่ายฉากขาวไปนานๆบางคนก็เบื่อ เริ่มใช้สีอื่นบ้าง เราก็สามารถทำได้โดยการวางกระดาษสีไปบนฉาก อยากได้สีอะไรก็ซื้อกระดาษสีสีนั้นมาใช้ และนอกจากกระดาษธรรมดาแล้ว กระดาษที่มีลาย กระดาษมีเท็กส์เจอร์อย่างกระดาษสาก็สามารถใช้ได้ดี
ถ้าเราไม่มีกล่องที่จะตัดเป็นช่องติดกระดาษขาว เราก็สามารถใช้ถังพลาสติกสีขาวที่ขายในห้างแทนได้ และการส่องแสงไปยังกล่องก็สามารถส่องจากด้านบนได้เลย
การถ่ายภาพแบบมีองค์ประกอบ
การถ่ายภาพวัตถุเพียงชิ้นเดียวอาจเหมาะกับการทำแค็ตตาล๊อคสินค้า แต่เมื่ออยากได้ภาพที่สื่อสารได้มากขึ้นก็จำเป็นจะต้องใส่วัตถุอื่นๆหลายๆชิ้นเข้าไปในภาพด้วย
การจัดแสงถ่ายภาพ ไม่จำเป็นจะต้องใช้แฟลช หรือ ใช้โคมไฟสป๊อตไลท์แต่เพียงอย่างเดียว เรายังสามารถใช้แสงธรรมชาติได้อีกด้วย ซึ่งแสงธรรมชาติจะให้ภาพที่ดูดีได้ง่ายกว่าด้วย แต่มีข้อจำกัดคือ ถ้าแสงน้อย หรือ อยู่ในช่วงเวลาที่แสงเริ่มสีไม่สวย อย่างตอนเช้า ตอนเย็น เราจะได้ภาพที่สีไม่ถูกใจ และถ้าเลยเวลาไปถึงคำมืดก็คือถ่ายไม่ได้
การถ่ายภาพแนวดิ่ง หรือ top view
การปรับปรุงภาพด้วย app
ภาพถ่ายที่ดีจะต้องมีองค์ประกอบที่เหมาะสม ภาพแรกที่ได้จากการถ่ายอาจจะมี่ส่วนที่ไม่ต้องการ หรืออาจจะมีส่วนเกิน เราก็ควรจะตัดสิ่งที่ไม่ต้องการนั้นทิ้งไป การตกแต่งภาพเป็นเรื่องจำเป็นที่เราควรทำ และในยุคนี้ โปรแกรมช่วยแต่งภาพมีมากมาย และบนมือถือก็มีโปรแกรมน่าสนใจอยู่หลายตัว ในที่นี้จะแนะนำให้ใช้ snapseed เพื่อตกแต่งภาพ รวมไปถึง instagram ที่สามารถถ่ายภาพและโพสท์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คได้โดยตรงเลย
มาทดลองถ่ายภาพกันดีกว่า
ตัวอย่างการจัดแสงอย่างง่าย
ตัวอย่างการจัดองค์ประกอบด้วยการเปลี่ยนมุมถ่ายภาพ และการจัดวางอีกเล็กน้อย