แก้ปัญหา permission ในการโยนไฟล์จากเครื่อง mac ไปเครื่อง fujixerox ได้แล้ว โดยการอัพเดท mac 10.6.3 ไปเป็น 10.6.4 ซึ่งตัวอัพเดทเพิ่งจะมีปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 นี้เอง พออัพเดทเสร็จ ปัญหาก็หมดไปเอง ผมอัพเดทโดยการเลือก software update.. ซึ่งมันจะเช็คข้อมูลอัพเดทตัวล่าสุดให้ว่ามีหรือยัง ถ้ามีแล้วก็จะโหลดให้อัตโนมัติ แต่ถ้ามันพ้นช่วงออกใหม่ไปนานแล้ว จะเข้าไปโหลดตัวอัพเดทเองก็ให้ไปที่ apple.com
Category Archives: printing
digital print problem
ปัญหา permission ในการโยนไฟล์เข้า hot folder ของ xerox จากเครื่องแม็ค 10.6.3
มีปัญหาจริง ต้องใช้วิธีโยนผ่านเว็บแทน
ไปที่ 192.168.2.70 แล้วเลือก job submission แทน ไปก่อน
วันนี้ยังแก้ปัญหาไม่ได้
ข้อมูลจาก วิฑูรย์ 0836192939 เจ้าหน้าที่ของ xerox
เดินเล่นศึกษาภัณฑ์เอกมัย
มีเหตุให้ต้องไปหาของบางอย่างมาทำงานให้ลูกค้า และจากการตามหาตามห้างแถวบ้านทั้งหมดแล้วก็ไม่พบสิ่งที่ต้องการ ทางลูกค้าก็ใจดีบอกมาว่ามีคนเคยซื้อของชิ้นนี้ได้ที่ศึกษาภัณฑ์เอกมัย ผมก็เลยต้องไปเดินดูสักหน่อย
ตั้งแต่จำความได้ ศึกษาภัณฑ์ที่ผมรู้จักมันจะอยู่บนถนนราชดำเนิน ข้างๆโรงเรียนสตรีวิทยา ผมเคยไปซื้อของอยู่บ้างเมื่อสักสิบปีก่อน และสักยี่สิบปีก่อนผมเคยไปเดินเล่นดูของด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะมันมีของขายมหาศาล มันเป็นยิ่งกว่าร้านเครื่องเขียน มันเป็นยิ่งกว่าร้านหนังสือ มันมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ผมไม่เคยเห็นเลยสักอย่าง นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าตอนเด็กผมอยู่ในโรงเรียนที่ไม่พัฒนาเรื่องสื่อการเรียนการสอนอย่างตั้งใจทำให้ตื่นเต้นกับศึกษาภัณฑ์
พอลูกค้าบอกว่าอยู่เอกมัย ผมก็เลยค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และรู้ว่า ศึกษาภัณฑ์ก็มีสาขา และสาขาเอกมัยก็อยู่ติดกับท้องฟ้าจำลอง ซึ่งผมก็ไม่เคยไปท้องฟ้าจำลองเลย จนกระทั่งมีคนเอาท้องฟ้าจำลองไปทำหนังเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอจนโด่งดังไปแล้วผมก็ยังไม่ได้ไปเหยียบท้องฟ้าจำลองซะที ใครๆเขาก็ได้ไปตอนเด็กกัน ไปทัศนะศึกษา แต่โรงเรียนที่ผมอยู่ก็ไม่ได้มีทัศนะศึกษาแบบนี้ จะไปตอนโตก็เขินๆ อายเด็ก กลัวไปทำอะไรเปิ่นๆ
ผมตัดสินใจไปศักษาภัณฑ์เอกมัยในวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่การเมืองไทยเข้าสู่ยุคบรรลัย รัฐบาลทะเลาะกับประชาชนของตัวเอง และทหารถือปืนมาขอคืนพื้นที่ ถนนราชประสงค์ที่เคยเป็นย่านการค้าหรูหราคับคั่งกลายเป็นสมรภูมิ ทุกคนมีสิทธิ์ตายได้ทุกนาที แย่มากๆ แต่ผมก็ต้องมาหาซื้อของในเมือง เลยเลือกขับรถขึ้นทางด่วนมาลงถนนพระรามเก้าแล้วอ้อมไปถนนเอกมัย ตัดไปสู่ถนนสุขุมวิทซึ่งเป็นที่ตั้งท้องฟ้าจำลอง และศึกษาภัณฑ์
ในความทรงจำและระลึกได้ ผมคิดว่าศึกษาภัณฑ์ไม่น่าจะมีที่ให้จอดรถ คงต้องอาศัยจอดที่ร้านค้าอื่นๆข้างเคียงแล้วค่อยเดินไป เลยเลือกจะไปจอดรถที่บ้านไร่กาแฟ จอดเสร็จ รับคูปอง เดินเข้าไปซื้อกาแฟแก้วนึง จ่ายไป 80 บาท ซึ่งเป็นอัตราค่ากาแฟที่แพงเหลือเกิน ข้างๆบ้านไร่กาแฟเป็นโชว์รูมรถยนต์ฮอนด้า ซึ่งเป็นลูกค้าที่สั่งพิมพ์งานกับผมมาหลายปี ผมเก็บเงินเขามาหลายแสนบาทแล้ว รถคันใหม่ของผมก็เป็นรถฮอนด้าแต่ไม่ได้ซื้อกับเขา เพราะผมเคยขอราคาแล้ว เขาไม่ได้ให้ราคาที่ดีกับผมเลย ผมก็เลยไม่ได้อุดหนุนลูกค้าตัวเอง
ได้กาแฟแล้วก็เดินมาข้ามถนน ตรงหน้าร้านบ้านไร่กาแฟเป็นสามแยกไฟแดง ฝั่งตรงข้ามของถนนเป็นท้องฟ้าจำลอง เป็นศึกษาภัณฑ์ เป็นสถานีขนส่งสายตะวันออก ใครจะไปชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ต้องมาขึ้นรถที่นี่ แยกไฟแดงนี้ค่อนข้างมีคนเยอะและมีสถานที่สำคัญเยอะ แต่ปรากฏว่าไม่มีสะพานลอย ห่างไปสองร้อยเมตรมีสะพานลอยเก่าแก่อยู่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับสถานที่สำคัญอะไรเลย ไม่รู้สร้างไว้ทำไมเหมือนกัน บริเวณที่ควรจะมีก็ไม่คิดจะสร้าง ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยก่อนคงสมองน้อย แต่ก็แปลกใจว่าผู้ว่าคนปัจจุบันทำไมถึงมีระดับสติปัญญาเท่ากับคนในอดีต ขอพัฒนาการสักเรื่องก็ไม่ได้เลยเหรอ ตัวเงินตัวทองที่มันหากินอยู่ในสวนลุมมันยังขยับขยายเข้าไปอยู่ในรัฐสภากันเลย
ที่แยกไฟแดงแห่งเดิม มองขึ้นไปบนหัว มีสถานีรถไฟฟ้าอยู่ ผมคิดได้ด้วยตัวเองว่า อ๋อ ท่านผู้ว่าฯคงคิดจะให้ผมใช้สถานีรถไฟฟ้าแทนสะพานลอย จะได้ไม่ซ้ำซ้อนกัน ผมเผลอดีใจที่ผมคิดได้ แต่ก็เอะใจต่ออีกนิดหน่อยว่า รถไฟฟ้ามันเป็นของเอกชน และมันเพิ่งเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2542-43 ถ้าผมจำไม่ผิด หรือนับเป็น ค.ศ. 1999-2000 นั่นเอง แล้วก่อนหน้านี้เขาจะให้ข้ามถนนกันยังไงล่ะ ชั่งมันเถอะ ผมไม่ใช่คนแถวนี้ ถ้าคนแถวนี้เขาทนใช้ชีวิตได้แล้วผมจะไปโวยวายทำไม คนนอกพื้นที่ควรเคารพคนในพื้นที่
เดินไปจะเข้าสถานีรถไฟฟ้าเพื่อข้ามถนน ก็มีเชือกโยงกั้นไว้ แล้วติดกระดาษใบนึงว่า “ปิด” ผมเลยเข้าสถานีรถไฟฟ้าไม่ได้ ก็เลยนึกขึ้นมาได้อีกเรื่องหนึ่งว่า รถไฟฟ้าหยุดให้บริการ เพราะเหตุผลเรื่องความไม่ปลอดภัยทางการเมือง มีคนทะเลาะกันที่ราชประสงค์ สีลม พระรามสี่ รถไฟฟ้าเลยหยุดวิ่ง พอหยุดวิ่งสถานีก็เลยปิด แล้วผมจะข้ามถนนยังไง……..
สุดท้ายเลยต้องวิ่งข้ามตามจังหวะสัญญาณไฟแดง ต้องวิ่งทีละซึกถนน มันคงเป็นเรื่องปกติของชีวิตคนกรุงเทพที่ไม่รักษากฏจราจรกันสักเท่าไหร่ แต่ผมไม่อยากระเมิดกฏนี่นา คือเกิดมาไม่ค่อยได้ทำดีอะไรมากเลยไม่อยากทำเรื่องชั่ว คนมันจะชั่วเพราะหัดทำชั่วนั่นแหละ แต่ผมก็วิ่งไปแล้วตามฝั่งผมที่ได้ไฟแดง และไปลุ้นจังหวะรถว่างกับอีกฝั่งหนึ่ง
ผมเดินเข้าไปในศึกษาภัณฑ์ด้วยความรู้สึกแปลก และบรรยากาศในร้านมันดูเก่าๆโหวงเหวงชอบกล เดินดูดกาแฟเย็นราคาแพงแล้วก็ชะเง้อดูของไปเรื่อยๆ เดินไปถึงฝาผนังมุมหนึ่งก็เห็นป้ายอีกอัน “กรุณาอย่าเอาอาหารและเครื่องดื่มมาทานในร้าน” ผมหยุดอ่าน แล้วก็เดินออกเลย รู้สึกพลาด พลาดไปละเมิดกฏเขาได้ไง เจ้าบ้านถูกเสมอ แขกอย่างผมต้องเคารพกฏ เดินออกจากร้านแล้วหาถังขยะ ในระหว่างที่เดินก็คิดอยู่ในใจ ทำไมไม่ติดป้ายที่ด้านหน้าล่ะ ไปติดคำเตือนแบบนี้ในพื้นที่ด้านในเพื่ออะไรกัน อยากป้องกันอาหารและเครื่องดื่มไม่ให้เข้าร้านก็ต้องติดให้เขาเห็นก่อนที่ลูกค้าจะเดินเข้ามาถึงจะถูก คนในนี้คิดอะไรแปลกๆ
หน้าร้านไม่มีถังขยะ มองซ้ายสายตาทอดยาวไปตามถนนมุ่งสู่ท้องฟ้าจำลองก็ไม่เห็นถังขยะ มองไปทางขวาเห็นสถานีขนส่งแต่ไม่เห็นถังขยะ อะไรกันนี่ ผมเลยเลือกเดินไปที่สถานีขนส่ง ไปหยุดที่ด้านหน้า มองไม่เห็นถังขยะสักใบ กรุงเทพเมืองสะอาดมันเป็นสโลแกนของผู้ว่าคนไหนเอ่ย อยากจะเอาแก้วกาแฟในมือขว้างใส่หน้าท่านผู้ว่าคนนั้นเหลือเกิน จะทิ้งไว้กลางถนนเลยดีไหม คนขับรถผ่านไปผ่านมาคงคิดว่าผมมักง่ายน่าดู เลยเดินเข้าไปในสถานีขนส่ง เดินไปถึงบริเวณขายตั๋ว เห็นถังขยะเล็กๆอยู่สองถัง สภาพอิ่มๆเกือบล้นแล้ว ผมหย่อนแก้วลงไปแล้วเดินออกมา กลับมาสู่ศึกษาภัณฑ์อีกครั้ง ผมใช้เวลาเดินทางไปทิ้งขยะสิบนาที
เดินศึกษาภัณฑ์เกือบครึ่งชั่วโมงไม่พบสิ่งที่ต้องการ คุณลูกค้าของผมคงได้ข้อมูลที่ผิดพลาดมา แต่ก็ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ เพราะผมคิดอยู่แล้วว่าไม่น่าจะมี ทำใจไว้แล้ว แต่ก็ต้องมาดู มาพิสูจน์ว่ามันไม่มี เพื่อที่ผมจะไปบอกลูกค้าของผมได้ว่า ผมไปหาแล้วและมันไม่มี กรุณาใช้ของที่ผมหาให้เถิด ถึงมันไม่ตรงสเป็คแต่ก็ใช้งานได้ จะให้ผมไปหาของที่ตรงความต้องการร้อยเปอร์เซ็นแบบนั้น ผมพยายามแล้ว แต่หาไม่เจอ ผมคิดว่าถ้าผมพยายามแล้วทำไม่ได้ ลูกค้าจะยอมเปลี่ยนสเป็ค เพราะผมได้พยายามแล้ว ซึ่งคงดีกว่าที่จะปฏิเสธลูกค้าไปตั้งแต่ครั้งแรกที่คุยกัน และผลลัพธ์ก็เป็นแบบที่ผมคิดไว้ ผมเปลี่ยนสเป็คให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว และก็ดำเนินงานต่อไปได้
ขากลับผมขับรถกลับบ้านแบบอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ในใจหมองมัว คิดวนเวียนแต่เรื่องสะพานลอยและถังขยะ ถ้าผมจะสมัครเป็นผู้ว่า กทม. ผมจะโปรโมทเรื่องสะพานลอยและถังขยะแค่สองเรื่องพอ ขอทำเรื่องนี้แบบดีๆ
ระหว่าง ถังขยะกับผู้ว่าขยะ ประชาชนอยากได้แบบไหนมากกว่ากัน
ดิจิทัลปริ๊นท์ ตอนที่ 2
ลดต้นทุนด้วยการลดเวลาทำงาน
ครั้งที่แล้วผมคุยเรื่องลดเวลาการทำงาน จากการทำงานพิมพ์ระบบเก่าใช้เวลาสามวัน เปลี่ยนเป็นดิจิทัลแล้วใช้เวลาแค่สิบนาที แถมวันหนึ่งๆทำได้เป็นสิบงานเสียอีก มันคือการลดระยะเวลาการทำงานแบบหนึ่ง ซึ่งนอกจากนี้แล้ว มันยังลดเวลาทำงานได้อีกแบบ และมันทำให้ต้นทุนต่ำลงด้วย นั่นก็คือลดชั่วโมงการทำงานโอที
ปกติโรงพิมพ์ที่ตั้งใจทำงานจะมีงานพิมพ์แทบตลอดเวลา การรับงานเพิ่มแต่ละอย่างนอกจากจะมีรายได้เพิ่มแล้ว ยังมีสิ่งที่ต้องจ่ายเพิ่มก็คือต้องเพิ่มชั่วโมงทำงานให้มากขึ้น เพราะงานเดิมที่มีอยู่ก็กินเวลาของเครื่องพิมพ์และช่างไปแทบจะเต็มเวลาอยู่แล้ว การรับงานเพิ่มสักชิ้นหรือหลายชิ้นหมายถึงต้องเพิ่มชั่วโมงพิเศษให้กับช่าง นั่นก็คือการทำโอที
การนั่งคิดว่าจะทำให้ช่างไม่ต้องทำโอทีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครกล้าคิด เพราะการลดเวลาการทำงานนั่นหมายถึงลดรายได้ และอาจจะทำให้เสียลูกค้าบางส่วนไป แม้ว่าการทำโอทีจะต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นอีก 50% แต่โรงพิมพ์ทุกที่ก็อยากทำโอที เพราะมันหมายถึงการ “มีงานทำ” มันเป็นสิ่งที่ทุกโรงพิมพ์ต้องการ ก่อนจะมีเครื่องดิจิทัล โรงพิมพ์ผมทำโอทีทั้งเดือน ทำมาหลายเดือนติดต่อกัน วันหนึ่งๆผมทำงานสิบสองชั่วโมง 8 ชั่วโมงของทุกวันผมจ่ายค่าแรงช่างพิมพ์ 100% สามชั่วโมงของทุกวันที่เป็นชั่วโมงโอที ผมจ่ายค่าแรง 150% และบางสัปดาห์ผมทำงานวันอาทิตย์ด้วยซึ่งนับเป็นวันโอทีทั้งวัน และค่าแรงวันหยุดจะกลายเป็น 200% และมีบางช่วงของปีที่ผมทำงานวันอาทิตย์ต่อเนื่องกันหลายเดือน
เครื่องดิจิทัลทำงานเสร็จเร็ว ทำให้จำนวนงานที่รับเอาไว้สามารถผลิตได้ทัน มันทำงานได้ทันจนกระทั่งผมไม่ต้องทำโอที ไม่ต้องทำงานวันอาทิตย์ มันเป็นไปได้ ผมมีเครื่องพิมพ์ดิจิทัลใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม เดือนนี้เป็นเดือนปรับตัว ผมยังมีการทำงานโอทีอยู่บ้าง พอมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ ผมก็ไม่ต้องทำโอทีแล้ว และเดือนมีนาคมก็เช่นกัน คุณภาพชีวิตของผมดีขึ้นเยอะ ในขณะที่รายได้เท่าเดิม ซึ่งผมพอใจมาก แต่ช่างพิมพ์อาจจะไม่ชอบ เพราะรายได้เขาน้อยลง แต่ผมก็ยินดีให้มันเป็นอย่างนั้น
ดิจิทัลปริ๊นท์ ตอนที่ 1
เครื่องพิมพ์ดิจิทัลที่ผมใช้คือ FujiXerox รุ่น 700 ซึ่งถึง ณ วันที่เขียนข้อความนี้ ผมได้ใช้งานมาสามเดือนเต็ม พอจะรู้เรื่อง รู้เทคนิค และรู้ข้อจำกัดต่างๆ มากมาย ข้อเขียนครั้งที่แล้วที่เกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ดิจิทัลเครื่องนี้เป็นอย่างไรผมก็เริ่มลืมไปแล้ว เพราะตลอดเวลานับเดือนที่ผ่านมา มีงานยุ่งมาก งานเยอะ ทั้งงานพิมพ์ปกติ และงานพิมพ์ดิจิทัล และงานถ่ายรูปอีกหลายครั้ง
ในตอนนี้จะพูดถึงข้อดีของเครื่องพิมพ์ดิจิทัลที่ค้นพบด้วยตัวเองเสียก่อน
แล้วในตอนต่อๆไปจะเป็นเรื่องของ ข้อเสีย ข้อด้อย ข้อจำกัด เทคนิคต่างๆ
ข้อดีที่พบก็คือ
1 เครื่องพิมพ์ดิจิทัล ช่วยลดต้นทุนได้จริง แม้ว่าค่าผ่อนเครื่องจะแพงมาก แต่มันก็ลดต้นทุนงานพิมพ์ได้จริง มีงานพิมพ์หลายตัวที่ย้ายมาทำบนระบบดิจิทัล และได้งานที่รวดเร็วสวยงามไม่แตกต่างไปจากการพิมพ์อ็อพเซ็ท
ยกตัวอย่าง
งานพิมพ์นามบัตร 1000 ใบ เวลาเราจะพิมพ์นามบัตรสี่สีสักชุดหนึ่ง จะมีค่าเพลทประมาณ 1000 บาท ซึ่งเป็นเพลทขนาดเล็ก (มีเพลทขนาดใหญ่ ราคาแพงกว่านี้) โรงพิมพ์ต้องจ่ายค่าเพลท พอได้เพลทมาแล้ว ก็ต้องทำการพิมพ์ การพิมพ์ใช้ช่างพิมพ์ งานสี่สีจำนวนน้อย ใช้ช่างพิมพ์ไม่เกิน 1 วัน จะจ้างช่างมาพิมพ์งาน 1 ชั่วโมง ก็ต้องจ่ายค่าจ้าง 1 วันอยู่ดี ต้นทุนค่าแรงช่างพิมพ์ก็เลยต้องคิด 1 วัน และพอพิมพ์เสร็จ ก็ต้องรอแห้ง 1 วัน วันรุ่งขึ้นค่อยตัดไปส่ง
สรุปแล้วต้นทุนการพิมพ์นามบัตรด้วยระบบอ็อพเซ็ท จะเท่ากับ ค่าเพลท + ค่าแรงช่าง1วัน + ค่ากระดาษที่ใช้ไป แถมต้องรอเวลา ทำเพลท 1 วัน พิมพ์ 1 วัน รอแห้ง 1 วัน เท่ากับรอ 3 วัน
ถ้ามีงานสองชิ้น ก็พิมพ์งานที่สองหลังจากเสร็จงานที่ 1 ซึ่งอาจจะหมายถึงได้พิมพ์ในวันที่สองซึ่งก็พิมพ์ไปขณะที่รองานที่ 1 แห้ง สรุปแล้ว จบสองงานใช้เวลา 4 วัน
เปลี่ยนมาเป็นพิมพ์ด้วยระบบดิจิทัล
ได้อาร์ตเวิร์คมาแล้วก็เอามาสั่งพิมพ์ได้ทันที ใช้กระดาษกี่ใบก็นับไปตามจริง หลังจากสั่งพิมพ์อีกไม่กี่นาทีก็เสร็จ นามบัตร 1000 ใบเล็ก เท่ากับ จำนวนสั่งพิมพ์ประมาณ 50 ใบพิมพ์ ใช้เวลาพิมพ์ไม่เกิน 10 นาที ต้นทุนระบบนี้ก็คือ ค่าพิมพ์ 50 ใบ + ค่ากระดาษตามจริง
ต้นทุน 50 ใบพิมพ์ ราคาไม่กี่บาท ถูกกว่าค่าเพลทเยอะหลายเท่า และใช้เวลาสั้นมากเมื่อเทียบกับการพิมพ์เพลท วันหนึ่งๆสามารถทำงานประเภทนี้ได้หลายสิบชิ้น แทนที่จะต้องรอ 3 วัน
สรุปข้อดีประเด็นลดต้นทุนก็คือ มันลดต้นทุนได้จริง และลดเวลาได้อย่างมหาศาล จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 3 วันเพื่อจบงานพิมพ์จำนวนน้อยๆ 1 งาน ดิจิท้ล ทำงานเดียวกันเสร็จภายใน 10 นาที
ดิจิทัลปริ๊นท์ ตอนที่ 0
ก่อนจะซื้อเครื่องพิมพ์ดิจิทัลสักเครื่องมีเรื่องให้คิดเยอะมาก ตั้งแต่เรื่องการหมุนเงิน หางาน และการทำงานจริง
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก่อนจะซื้อเป็นเรื่องที่ต้องจินตนาการ และการจินตนาการก็เป็นเรื่องคาดเดาไปก่อน มันอาจจะไม่จริงหรือมันอาจจะจริงยิ่งกว่า
ตอนนี้มีเครื่องพิมพ์อยู่ในครอบครองมาแล้ว 1 เดือน เป็นหนึ่งเดือนแห่งการเรียนรู้ แต่เป็นการเรียนรู้แบบมีประสบการณ์และมีสติ ก็เลยมีเรื่องเก็บเล็กผสมน้อยเอาไว้เป็นความรู้ เผื่อให้คนทั่วไปที่สนใจวงการพิมพ์จะได้เก็บเป็นอาหารสมอง
ค้นพบข้อที่ 1
สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ เซลส์… หายไปจากชีวิตแล้ว ก่อนจะซื้อก็จะมีการโทรหา ติดตามบ่อย แต่พอติดตั้งเครื่องเสร็จแล้ว ทุกวันนี้ยังไม่เห็นหน้าเลย
ค้นพบข้อที่ 2
อาการข่าวลืมที่ว่าพิมพ์ไม่ตรง โดยเฉพาะพิมพ์สองหน้าแล้วด้านหน้ากับด้านหลังไม่ตรง ผมพบแล้วว่าจริงครึ่ง ไม่จริงครึ่ง ที่จริงก็คือมันไม่ตรงจริงๆ เพราะเส้นมาร์กสำหรับตัดมันไม่ตรงกันเป๊ะ ไม่เหมือนเครื่องพิมพ์ปกติ สิ่งที่ไม่จริงก็คือ มันสามารถปรับแต่งให้ใกล้เคียงกันได้ แต่คนอื่นอาจจะไม่ทำกันและไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์ปัญหา
สาเหตุที่ทำให้งานพิมพ์สองหน้าแล้วไม่ตรงกัน เป็นเพราะเครื่องพิมพ์มันคำนวณระยะบนกระดาษด้วยหน่วยมิลลิเมตร หมายความว่า ถ้าเราบอกเครื่องว่ากระดาษเรายาว 483 มิลลิเมตร จุดกลางกระดาษหน้าแรก และหน้าสอง ควรอยู่ที่ 483/2 หรือ 241.5 มิลลิเมตร ซึ่งเครื่องพิมพ์มันทำงานตรงไปตรงมา และมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ปัญหามันเกิดตรงที่ เราหรือเจ้าของโรงพิมพ์ สั่งตัดกระดาษเป็นนิ้ว และเครื่องรับข้อมูลเป็นมิลลิเมตร การปัดเศษหรือการวัดไม่ละเอียดทำให้ความยาวกระดาษจริงไม่ตรงกับค่าที่ระบุไว้ในเครื่อง พอสองอย่างนี้ไม่เท่ากัน ผลลัพท์มันก็ไม่เป็นอย่างที่ต้องการ
fuji xerox x700 เริ่มทำงานแล้ว
Dell inspiron 400
หลังจากที่ติดตั้งเครื่องพิมพ์ดิจิทัลแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมตัวก็คือ ลงโปรแกรมจัดการสี โปรแกรมจัดการสีที่มีมารพร้อมเครื่องพิมพ์ดิจิทัลก็คือโปรแกรมของ oris ซึ่งได้ข้อมูลมาเบื้องต้นว่าจะต้องมีชุดคอมพิวเตอร์อีก 1 ชุดสำหรับการประมวลผลเรื่องของสี ก็เลยเป็นเหตุให้ต้องไปช็อปปิ้งกันอีกครั้ง
การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์สักเครื่องหนึ่งเป็นเรื่องไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย ไม่ยากก็คือมีเงินแค่ไหนก็ซื้อแค่นั้น มีเงินเยอะก็ได้เครื่องแรง มีเงินน้อยก็ได้เครื่องกระจอก แต่ที่บอกว่าไม่ง่ายก็อยู่ตรงที่ว่า จะซื้อเครื่องแรงในราคาย่อมเยาได้อย่างไร
ปีที่แล้วเคยซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งมาใช้กับการทำเว็บขายภาพ ก็ได้เครื่องของ acer มาตัวนึงในราคาหมื่นกลางๆพร้อมจอภาพ ในตอนนั้นยกเครื่องกลับบ้านแล้วก็ลงโปรแกรมวินโดส์โดยแผ่นที่ใช้งานประจำ ปรากฏว่าลงโปรแกรมไม่สำเร็จ เพราะเครื่องใหม่มาก ระบบฮาร์ดดิสก์เปลี่ยนมาตรฐานไปแล้ว ทำให้แผ่นโปรแกรมเก่าๆไม่สามารถสั่งฟอแมตฮาร์ดดิสก์ได้ เดือดร้อนต้องยกไปให้คนอื่นช่วยลงโปรแกรมให้ เสียเวลาไปเยอะ ที่สำคัญ เสียฟอร์มอย่างแรง
ปีนี้ตั้งใจเลือกอีกครั้ง จะเอามาใช้งานโปรแกรมเกี่ยวกับสี ก็ได้ไปยืนเลือกเครื่องของ acer เหมือนกัน หลายตัวหลายสเป็ค มองจนตาลาย เลือกไม่ถูก แบบ 9900 บาท ก็ถูกดี แบบ 12000 ก็ดูท่าทางจะแรงกว่าเยอะ เลือกไม่ถูกจริงๆ มองไปมองมาความคิดแว่บขึ้นมาว่า จะเอา acer อีกเหรอ มีอยู่เครื่องนึงแล้วนะ ลองดูของ HP หรือ IBM ดีกว่าไหม? เดี๋ยวนี้เครื่องตั้งโต๊ะราคาไม่แพงมีแทบทุกยี่ห้อ
เลยดู HP ก็พบกว่า ไม่มีเครื่องถูกๆต่ำกว่าหมื่นเลย ส่วนเครื่องหมื่นกว่า หรือหลายหมื่นก็มีเยอะ หลายสเป็ค ยังไม่กล้าตัดสินใจเลือก ขอผ่านไปก่อน เลยเดินไปดูร้านที่ขาย iBM ปรากฏว่าร้านปิด ก็วันที่ไปซื้อมันตรงกับวันที่ 2 มกราคม 2553 เพิ่งผ่านวันปีใหม่ไปแค่วันเดียวเอง ร้านค้าเลยยังเปิดไม่ครบทุกร้าน ก็สรุปว่าไม่ได้ iBM กลับบ้านแน่นอน
เดินไปเดินมาก็มาเจอร้านที่ขาย DELL แล้วก็สะดุดตากับเครื่องตัวนี้เข้าอย่างแรง ดูสเป็คแล้วก็เข้าใจว่าแรง แต่ก็ไม่มั่นใจนัก แต่ ณ เวลานั้นก็คิดว่าคงแรงพอใช้ได้แหละ เพราะมีช่องเสียบจอภาพแบบ HDMI มาให้ด้วย ซึ่งช่องเสียบแบบนี้จะเอาไว้ดูหนังความละเอียดสูงเป็นหลัก เครื่องนี้น่าจะรองรับการดูหนังความละเอียดสูงอยู่แล้ว ยิ่งชื่อรุ่นยิ่งบ่งบอกว่าเอาไว้ดูหนังแน่ๆ เพราะมันชื่อ DELL ZINO HD มันมีคำว่า HD ด้วย ซึ่งคำว่า HD ย่อมาจากคำว่า Hi-definition ซึ่งแปลว่าความละเอียดสูง ก็เลยหิ้วกลับมาในราคา 12000 บาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
หน้าตาแบบนี้เลยสะดุดเต็มๆเลย
ตัวที่เลือกมาจะเป็นสีแดง สเป็คดังนี้
cpu AMD Athlon 2850e
ram DDR2 800MHz 2G
HD 500GB
8x DVD +/- RW
Graphic ATI Mobility RadeonTM HD 3200
Broadcom BCM57780 10/100/1000
Front Ports
Two USB 2.0 connectors
One headphone connector
One 4-in-1 memory card reader
Rear Ports
One microphOne connector
One line-out connector
One VGA connector
One RJ45 connector (10/100/1000)
two USB 2.0-compliant connectors
two eSATA connectors
one HDMI connector
expand Mini PCIe WLAN card (802.11 b/g or 802.11 a/b/g/n)
แถมเม้าซ์ และคีย์บอร์ดด้วย
OS ที่แถมมาให้พร้อมเครื่องคือ Ubuntu ซึ่งเคยใช้อยู่บ้าง คิดว่าเอามาก็คงได้ลองเล่นนิดหน่อย
ในกล่องแถมแผ่น driver 1 แผ่น และแผ่น Ubuntu อีก 1 แผ่น เอาไว้รีสโตร์เครื่องกลับไปเป็นเหมือนวันที่ซื้อ
กลับมาถึงบ้านก็เสียสายต่างๆ ใช้จอภาพตัวเก่าที่บ้านต่อไปก่อน เปิดเครื่องมาปุ๊ปก็โหลดเข้า ubuntu ทันที ไม่กี่นาทีก็พร้อมใช้งาน หยิบเอาตัว usb wireless ของ TP-Link มาเสียบก็ใช้งานได้เลย ไม่ต้องลงไดรเวอร์อะไรเพ่ิม พอระบบแลนไร้สายใช้งานได้ ก็เข้าเน็ทได้ทันที
โปรแกรมที่แถมมาใน Ubuntu มีโปรแกรมที่สามารถใช้งานทั่วไปได้อย่างเพียงพอ ที่สำคัญ มันลงมาเสร็จแล้ว ไม่ต้องไปทะยอยลงเพิ่มเองทีละตัว สามารถเข้าเว็บ เล่น msn เล่น twitter ได้ทันที สะดวกสุดๆจริงๆ
คิดไปก็น่าเสียดายที่โปรแกรม ubuntu จะต้องถูกล้างทิ้งจากเครื่องภายในเร็ววันนี้ เพราะซอร์พแวร์ที่จะใช้ควบคุมสีต้องใช้วินโดส์ 2003 server เป็นระบบปฏิบัติการ ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าแผ่นวินโดส์ที่ได้มานั้นจะสามารถลงในเครื่องนี้ได้อย่างราบลื่นหรือไม่ เพราะเข็ดแล้วกับเครื่อง Acer ที่ลงระบบปฏิบัติการยากมากๆ
ฉลองปีใหม่ในโรงพิมพ์
ปีใหม่ปีนี้ได้หยุดหลายวัน แต่ก็ไม่ได้ไปไหน เลยนัดเพื่อนๆกลุ่มบางมดมาฉลองกันที่โรงพิมพ์ ฉลองการต่อเติมห้องต่างๆในโรงพิมพ์ ห้องเพิ่งทำเสร็จก่อนวันปีใหม่แค่สองวัน งานฉลองเลยได้ห้องโล่งๆ
ห้องที่ใช้จัดงานกว้างมาก สามารถเล่นเกมส์วีได้พร้อมกันสี่คนเลย ในงานยังถ่ายรูปเล่นด้วย แล้วก็เอารูปมาทำปฏิทินแจกเพื่อนๆ ฉลองเครื่องพิมพ์ตัวใหม่ไปในตัว
ตั้งเครื่องพิมพ์ดิจิทัล
วันที่ 30 ธันวาคม 2552 ก่อนจะหมดปี ผมตกลงสั่งซื้อเครื่องพิมพ์ดิจิทัลมาใช้งานในโรงพิมพ์ หลังจากที่จดๆจ้องๆมานานหลายเดือน เครื่องใหญ่มากจริงๆ ตอนขนของมาลงก่อนจะติดตั้งดูแล้ววุ่นวายพอสมควร แต่พอติดตั้งแล้วก็ดูสวยงามเรียบร้อยดี
หลังจากติดตั้งไปแล้วจะต้องมีการอบรมการใช้งานอีกสองวันเต็ม แต่ผมขอให้เขาช่วยสอนคร่าวๆเพื่อพิมพ์งานด่วนเสียก่อน เขาก็ใจดีสอนให้ มีลืมบ้างนิดหน่อยแต่ก็อาศัยถ่ายวิดีโอไว้
ทดลองใช้ เลเซอร์ปริ๊นเตอร์ Ricoh sp c220n

บังเอิญว่าต้องทำงานพิมพ์สีบนกระดาษ A4 จำนวน 1400 แผ่น เป็นข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัย พอรับงานมาก็คำนวนค่าใช้จ่าย มีแนวทางให้ทำก็คือ จ้างคนอื่นพิมพ์ กับซื้อปริ๊นเตอร์มาพิมพ์เอง เลยไปเดินดูราคาที่ฟอร์จูน ดูอยู่สักพักก็ไปเจอเครื่องพิมพ์ตัวนี้แหละ Ricoh sp c220n เป็นเลเซอร์สี พิมพ์กระดาษ A4 ความเร็ว 16 แผ่นต่อนาที ราคาขายอยู่ที่ 7990 บาท (ลดราคาจากป้ายแล้ว 2000 บาท.)
คุยกับเซลล์ขายเครื่องก็ได้ความว่า มีจุดเด่นพอให้ช่วยตัดสินใจดังนี้
1 เครื่องพิมพ์เครื่องนี้มีหมึกแถมมากับเครื่องพิมพ์ได้ประมาณ 1000 แผ่น ถือว่าเป็นเครื่องที่ให้มามากที่สุดแล้วในบรรดาเครื่องเลเซอร์สีที่ราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท ถ้าซื้อสีตลับใหม่จะพิมพ์ได้ประมาณ 2000 แผ่น
2 เครื่องนี้ก็มีความสามารถในการต่อกับระบบแลนได้ด้วย (print server) ทำให้ประหยัดเครื่องคอมพิวเตอร์ไปได้หนึ่งเครื่อง
3 เครื่องพิมพ์นี้รับประกัน 3 ปี แบบ onsite service ถ้ามีปัญหาก็โทรเรียกช่าง ถ้าจะซื้อหมึกก็โทรเรียกช่าง
เลยตัดสินใจซื้อ ขนกลับที่ทำงานทันที
กลับมาที่ทำงาน ให้ลูกน้องต่อเครื่อง ลงโปรแกรม แล้ววันรุ่งขึ้นก็เริ่มพิมพ์งาน พิมพ์ไปเรื่อยๆ จนหมึกเร่ิมหมด ตอนที่เครื่องฟ้องหมึกเหลือน้อยก็ยังคงพิมพ์ต่อไปได้อีกเล็กน้อย จนกระทั่งหมึกสี Magenta หมด เครื่องก็หยุดทำงาน สั่งพิมพ์อะไรต่อก็ไม่ได้ ดูที่ตัวนับจำนวนกระดาษที่เครื่องพิมพ์ไป เครื่องรายงานจำนวนไว้ที่ 1154 ใบ ขาดอีกเกือบสามร้อยใบถึงจะเสร็จงาน ดูสถานะของหมึกในเครื่อง สีฟ้ายังเหลือประมาณ 20% สีเหลืองเหลือ 40% สีดำเหลือ 10% สีชมพู(magenta) เหลือ 0% เลยต้องโทรสั่งหมึกให้ช่างมาส่ง ใช้เบอร์โทรที่อยู่บนสติ๊กเกอร์รับประกัน โทรสั่งวันนี้ ส่งของพรุ่งนี้ สั่งหมึกดำ 1 ตลับ ราคา 1750 บาท หมึกสีชมพูตลับละ 2750 บาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผ่านไปหนึ่งวัน รอหมึก รอบเช้าก็ยังไม่มา รอบเที่ยงก็ยังไม่มา กว่าจะมาก็ บ่ายสามโมง พอได้มาก็เปลี่ยนตลับชมพูเข้าไปแล้วก็เริ่มพิมพ์งานต่อ จากนั้นก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นเล็กน้อย พอเริ่มพิมพ์ไปได้สักพัก เครื่องก็รายงานว่าหมึกดำกำลังจะหมด โชคดีที่สั่งไปเผื่อไว้ พอหมึกดำหมดก็เปลี่ยนตลับใหม่ใส่เข้าไป เช็คสถานะหมึกที่เหลืออยู่ เพิ่งเห็นว่าเครื่องแจ้งหมึก ฟ้า และเหลือง เหลือน้อย เมื่อวานที่เห็นยังไม่น้อยขนาดนี้ นั่นหมายความว่าสถานะหมึกที่เมื่อวานอ่านค่าได้มันไม่อัพเดท หรือมันแจ้งสถานะหยาบๆ แล้วเร่ิมพิมพ์ต่อ ผ่านไปประมาณ 100 ใบ เครื่องรายงานว่า หมึกเหลืองและฟ้ากำลังจะหมด ในใจก็ลุ้นนิดๆ เพราะงานต้องส่งวันรุ่งขึ้นแล้ว ถ้าหมึกหมดแล้วพิมพ์ไม่เสร็จ ไม่มีเวลาพอให้สั่งหมึกรอบใหม่ ต้องวิ่งไปซื้อเครื่องใหม่สถานเดียวเลย แต่ก็รอดมาได้ ได้งานครบ หมึกยังไม่หมดทันที แต่เครื่องก็ฟ้องตลอดเวลาว่าจะหมดแล้ว จะหมดแล้ว ไฟกระพริบไม่หยุดเลย พอจบงานดูรายงานจำนวนพิมพ์ เครื่องแจ้งไว้ที่ 1429 ใบ
งานนี้ไม่รู้ว่าตัดสินใจถูกหรือผิดที่ซื้อเครื่อง แล้วซื้อหมึกอีกชุด เพราะหมึกทั้งชุดราคาเต็มพิมพ์ได้ 2000 ใบ ราคารวมกันคือ 1750+2750+2750+2750 รวมแว็ตอีกก็เท่ากับ 11770 บาท ในใจแอบคิดว่า ถ้าซื้อเครื่องใหม่อีกเครื่อง จะพิมพ์ได้อีกพันกว่าใบ จะประหยัดกว่าไหม? ก็ได้แต่คิด เพราะยังไม่ได้ลองทำ
ได้โน๊ตบุ๊คคืนมาแล้ว
หลังจากที่โน๊ตบุ๊คตัวเก่งมีอาการจอภาพเสีย ก็ทำการส่งซ่อมครั้งที่สอง รอบนี้เสียจริง เจ็บจริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช่สตั๊นท์ ใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์ เป็นสองสัปดาห์ที่ไม่มีโน๊ตบุ๊คเป็นเครื่องมือติดตัว เป็นสองสัปดาห์ที่งานยุ่งเหลือเกิน ยุ่งซะจนไม่ได้เขียนบล๊อก และมีงานถ่ายรูปเข้ามาอีกต่างหาก ถ่ายรูปไปพันกว่าภาพ กว่าจะก๊อปปี้ภาพให้ครบ กว่าจะทำแบ็คอัพ กว่าจะเบิร์นลงแผ่น ต้องไปทำในเวลากลางวันที่อ๊อฟฟิศ ใช้คอมพิวเตอร์อีกตัวหนึ่งทำงาน ตั้งโปรแกรมให้เครื่องมันเรนเดอร์ภาพออกมา เครื่องก็จะช้ามาก ซึ่งขณะเดียวกันก็ทำงานอื่นของโรงพิมพ์ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตีราคา การทำอาร์เวิร์ค และการเช็คเมลเล่นเน็ท
เมื่อวานนี้ดีใจมากที่ทางร้านโทรมาแจ้งว่าเครื่องซ่อมเสร็จแล้ว สามารถไปรับคืนได้ วันนี้เลยรีบไป ได้กลับมาก็วางไว้ข้างโต๊ะทำงาน เพราะมีงานรออยู่บนโต๊ะ ต้องใช้คอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานต่อเนื่องต่างๆให้เสร็จ เดี๋ยวคงจะค่อยๆทะยอยย้ายงานกลับมาทำงานบนโน๊ตบุ๊คอีกครั้ง



